เช้าวันใหม่ น่าแปลกมากที่อาการปวดหัวหายไป กลับมาปกติมากเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เจ้ดีใจมาก นั่งพินิจพิจารณาสมอง ศรีษะตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานกันแน่ และตอนนั้นเองที่เจ้รู้สึกถึง Power of Now อยู่กับปัจจุบัน และมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ทันใดนั้น (เล่าเหมือนเป็นนิทานเลยแฮะ) มันก็เกิดภาวะเหมือน ยูเรก้า หรือ Aha Moment หรือ ซาโตริ
ชื่อเต็มๆของหนังสือเล่มนี้ คือ Conversations with God: an uncommon dialogue, book one หรือ สนทนากับพระเจ้า การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา เล่ม 1 เขียนโดย Neale Donal Walsch ชายผู้ที่ผิดหวังกับชีวิตจนเกือบจะตัดสินใจลาโลกนี้ไป
3. Revisit Workforce Management to overcome diversity รับมือกับความหลากหลายของคนในองค์กรให้ได้
4. Enabling a skill-based organization
5. Cultivating the right culture ทำ Culture ในองค์กรให้เป็นกิริยา (Verb) ไม่ใช่มีแค่แปะข้างฝาที่ออฟฟิศ
—
#LeaderVision : People you need in the world of change โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ
เพิ่งเจอคุณรวิศไปใน Mission to the Moon Forum วันนี้ก็ยังประทับใจในทุกๆเวทีของคุณรวิศ เพราะเตรียมตัวมาดี สไลด์สวย เล่าเรื่องเก่ง ลื่นไหล น่าจะเป็นผลมาจากการที่ทำ Mission to the Moon Podcast ทำให้ตอนนี้คุณรวิศคือเซเลปในวงการ Speaker ท่านหนึ่งที่ฮอตฮิตมากๆ
– ปัจจุบันบริษัทเกิดใหม่มากมาย Talent จะหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะหาคนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องทั้งเก่งและดีด้วยถึงจะเป็นคนที่ใช่สำหรับองค์กร (ยกตัวอย่างกรณีหุ้น STARK เก่งแต่โกงก็ไม่ไหว)
– ซึ่งการจะหาคนที่ใช่ ต้องไปดูว่าเค้ามี Value ในด้านต่างๆเป็นอย่างไร (Family / Political /Economic/ Company)
– อีก 4 ปีต่อจากนี้ ไทยจะเริ่มเป็นเหมือน USA ในเรื่องการเชื่อม Political Value เข้ากับ Company Value
– Character ของ CEO ส่งผลอย่างมากกับ Character ขององค์กร
– Checklist ของ Leader Vision คือ
1. Cross Functional Working เข้าใจงานของแผนกอื่นหรือไม่ว่าทำอะไรกัน ทำไมแผนกนี้ถึงตีกับแผนกนั้นอยู่เรื่อย ลองหาวิธีให้โอกาสแต่ละฝั่งไปรู้งานอีกฝ่ายจะได้เข้าใจกันมากขึ้นไม่ทำงานเป็น Silo
5. Common sense of People ต้องฝึกอ่าน Behavioral Science เยอะๆ ช่วงนี้คุณรวิศสนใจพวกจิตวิทยาคนมากๆ ถ้ายังไม่เก่งก็ต้องให้คนมีประสบการณ์ช่วยดู
– คุณรวิศเล่าถึงประโยคเด็ดที่ชอบมากคือ Bad Leaders are surrounded by Wall, Mirror, and Liars คือผู้นำห่วยๆ มักจะปิดกั้นตัวเองด้วยกำแพง ส่องกระจกที่เห็นแต่ Ego ของตัวเองและรายล้อมด้วยบรรดาลูกสมุนที่ยกยอปอปั้นเลียแข้งขา ดังนั้นหากได้ขึ้นเป็นผู้นำเมื่อไหร่ ทำใจรอไว้เลยว่าเราจะถูกรายล้อมด้วยสามสิ่งนี้
– หัวหน้าที่ดีต้องไม่เป็นภาระของลูกน้อง ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีมาก่อน อย่าปล่อยให้ลูกน้องทำงานเหนื่อยแล้วต้องมาเหนื่อยอธิบายให้เราเข้าใจอีก (เรื่องนี้คุณรวิศประสบเองกับตัว เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Mission to the Moon Podcast เพื่อจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆอยู่ตลอด จะได้ไม่เป็นภาระลูกน้อง)
– ภารกิจของ CEO คือจะ Transition from Good to Great Company ได้อย่างไร ปัจจุบันคุณท๊อปก็มองว่า Bitkub ยังไม่ใช่ Great Company ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย
เป็น session ที่เล่าเรื่อง AI ได้ตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ไม่ทำให้เรากลัว AI จนหัวหดเกินไป และมีแนวทางให้อยู่ร่วมกันได้
– ปัจจุบัน AI ถึงไหนแล้ว เท่าที่ข้อมูลมีตอนนี้ AI มี 3 Stage คือ
1. Artificial Narrow Intelligence (ANI) ยุคที่ AI เหมือน Baby คือศึกษาข้อมูลเชิงลึก เรียนรู้ Pattern และฝึกจนเชี่ยวชาญ เช่น AI AlphaGo ที่เล่นโกะจนชนะมือ 1 ของโลก
2. Artificial General Intelligence (AGI) เป็นยุคที่ AI โตแบบ Exponential ศึกษาข้อมูลได้หลายแขนง เริ่มเข้าใจการคิดของมนุษย์ ตอนแรกผู้เชี่ยวชาญประเมินไว้ว่าโลกเราจะเข้าสู่ยุค AGI ในปี 2040 แต่ปัจจุบัน เรามาถึง Stage นี้แล้ว เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะเลย เรามาถึงเร็วกว่าที่คิด ปัจจุบันมี AI Midjourney / DALL-E ที่เปลี่ยน Text เป็นภาพ Ai VooV ที่แปลงจาก Text เป็น Voice Over อีกหน่อยคนก็สามารถผลิตหนังสือเสียงได้ง่ายๆ สร้างโปสเตอร์งานอีเวนท์ได้ง่ายๆ หรือแม้แต่สร้างหนังสั้นซักเรื่อง
3. Artificial Super Intelligence (ASI) เป็นยุคที่ AI จะฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ หรือฉลาดยิ่งกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินไว้ว่าอีกไม่เกิน 5 ปีต่อจากนี้ เราจะเข้าสู่ยุค ASI อย่างสมบูรณ์
– แล้วเราจะอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างไร คำตอบคือเราต้องใช้ AI ให้เป็น Co-Worker เป็นเพื่อนร่วมงานหรือเป็นหนึ่งในทีมงานของเรา หรือถ้าจะให้ดีเราควรเป็น AI Conductor คือผู้ควบคุม AI ให้ทำตามคำสั่งของเรา เราควรบูรณาการ AI ไม่ให้มันมาแทนเรา ระวังเรื่อง Ethics ในการใช้ AI ด้วย เพราะมันสามารถ สร้าง เสริม ซัพพอร์ต เสี้ยม ซ่อม เสิช ได้
– ณ ตอนนี้ AI ยังต้องพึ่งพามนุษย์อยู่ เพราะ Chat GPT Ai ยอดฮิตตอนนี้ ไม่สามารถแยกแยะข้อมูลได้ว่าอันไหน Fake news มนุษย์จึงยังต้องกรองข้อมูลด้วยวิจารณญาณและวิเคราะห์อยู่ ซึ่งสิ่งนี้ AI ยังทำไม่ได้
– สรุปแล้ว AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่จะมาเพิ่มงานโดยรวม และจะมาลดงานของบริษัทที่ไม่ได้ใช้ AI สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องใช้มัน คำแนะนำคือ เรียนรู้ และปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ตอนที่ AI ยังไม่ได้เป็น ASI เพราะยังฟรีอยู่ ยังมีเวลาให้เรียนรู้ได้ เราจะได้ Ahead of AI อย่ารอให้ไปเรียนรู้ในวันที่ทุกอย่างต้องเสียเงินเสียทรัพยากรเยอะในการได้มันมาใช้งาน
– คุณจูนบอกว่าเธอทำ Mission to the Moon ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเริ่มจากก่อตั้งบริษัท เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไป Take over โรงงานต่างๆ ทำงานให้สังคม ฯลฯ เธอทำมาหมดแล้ว ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของเธอคือ Mission to the Sun โดยอยากจะประกาศว่า WHA จะเป็น Tech Company ในอีก 3 ปี ซึ่งเธอก็เชื่อว่าทุกอย่างมันก็เริ่มจากความไม่พร้อมทั้งนั้นแหละ
การอ่านเล่มนี้ต้องอย่าไปคาดหวังว่าจะได้คำตอบแบบเป๊ะๆ ปังๆ ฟันธงให้เรา แต่มันจะเป็นการชี้นำแนวทางให้เราคิดด้วยตัวเอง ตัดสินใจแบบมีแบบแผนคอยช่วยเป็น Back Up การตัดสินใจของเราอีกที เราจะได้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองที่ต้องตัดสินใจอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ใช้แค่ Verb to เดา หรือวัดดวงเอาหน้างานเท่านั้น
The Rubber Band Model เมื่อต้องเจอปัญหาที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ให้ลองใช้โมเดลยางรัดอันนี้ จินตนาการว่าเราโดนยางรัด โดยมีปลายสองข้างผูกของที่มีน้ำหนักถ่วงไว้อยู่ ให้นึกว่าอะไรคือสิ่งที่ดึงให้เราอยู่ และ อะไรที่ผลักให้เราไป และชั่งน้ำหนักเองว่าจะเลือกทางไหน
The Gap-in-the-market model เป็นโมเดลที่ช่วยวางตำแหน่งของคู่แข่งโดยใช้ 3 แกน คือราคา (Price) ปริมาณคนเข้าร้าน (Pricing Trade) และ ความเป็นที่นิยม (Popularity)
The Gift Model เราจะให้ของขวัญคนด้วยมูลค่าเท่าไหร่ดี โดยดูจากราคาและคุณค่าของของขวัญ ซึ่งของขวัญที่เป็นประสบการณ์มักจะได้ใจผู้รับมากกว่าของขวัญที่เป็นสิ่งของ
The Buyer’s Decision Model เมื่อตัดสินใจจะซื้อของใหญ่มีมูลค่า เช่น รถ ให้ลองทำ Research ไม่ต้องมองหาความเพอร์เฟกต์ แต่มองหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเราได้ ใช้หลัก 10-10-10 (การตัดสินใจเรื่องนี้ผลจะเป็นยังไงในอีก 10 วัน 10 เดือน และอีก 10 ปีข้างหน้า ) และสุดท้ายคือ ให้คนอื่นช่วยตัดสินใจ เช่น เซลขายรถ
—
2. How to understand myself better ( Thinking – Me) คือ การเข้าใจตัวเองให้ดีขึ้น
The Flow Model เป็นการหาจุดที่ทำให้เรามีความสุข โดยใช้ 2 แกน คือ ความท้าทาย และ ความสามารถ มาพล็อตหาจุดที่เรามีสมาธิและเอนจอยกับการจดจ่อกับสิ่งๆหนึ่ง ซึ่ง Flow จะเกิดตรงกลาง ระหว่าง Over Challenged และ Under Challenged เพราะถ้าท้าทายมากไป ก็อาจะเกิด Burnout ถ้าน้อยไปก็เกิด Boreout
The Johari Window สิ่งที่คนอื่นรู้เกี่ยวกับเรา มี Known to others / Unknown to others / Known to me / Unknown to me โมเดลนี้จะมีส่วนคล้ายกับ The UFFE Elbæk Model ที่เป็น How you see yourself / How you would like to see yourself / how others see you / how others would like to see you ซึ่งสามารถสลับกันลองวิเคราะห์คนใกล้ตัวได้ แล้วจะแปลกใจกับผลลัพธ์
The Energy Model เช็คว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า เราเป็น Memory-Driven / Dream-Driven หรือ Reality- Driven
The Personal Performance Model เช็คว่าเราควรเปลี่ยนงาน / สายงาน / อาชีพหรือเปล่า โดยการถาม 3 คำถาม แล้วพล็อตลง 3 แกน Have to / Able to / Want to
The Personal Potential Trap ซึ่งหลุม หรือ กับดัก จะเกิดขึ้นตอนที่ Expectation ของเราเอง ของผู้อื่นที่คาดหวังเรา และสิ่งที่เราทำได้จริงๆ กับ มันมีช่องห่างกันมาก เมื่อลองเอามาพล็อตดูอาจพบจุดที่ควรพัฒนาตัวเอง
The Hard Choice Model เป็นการจำแนกประเภทของการตัดสินใจ ซึ่งวัดจากความหลากหลายของตัวเลือก และ ผลกระทบของการตัดสินใจว่าเล็กหรือใหญ่ จะได้ออกมาเป็น 4 รูปแบบคือ No-Brainer เป็นการตัดสินใจที่มีตัวเลือกเยอะ Impact น้อย ต่อให้เลือกผิดก็ไม่เป็นไร / Pear Decision ตัวเลือกน้อยแถมเลือกไม่ค่อยได้เพราะ Impact น้อย / Big Choice ตัดสินใจง่าย เพราะตัวเลือกเยอะ ผลกระทบเยอะ / Hard Choice ยากที่สุด มักเป็นเรื่องใหญ่ๆในชีวิต เช่นการแต่งงาน การเปลี่ยนงาน
—
3. How to understand others better (Thinking – Others) การเข้าใจผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น
The Swiss Cheese Model เป็นการเรียนรู้ว่าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะแบ่งออกเป็น Real mistakes เกิดขึ้นเมื่อขั้นตอนมันผิดพลาด Black outs เกิดขึ้นเมื่อลืมบางส่วนของขั้นตอนไป slip ups เกิดขึ้นเมื่อทำตามขั้นตอนต่างๆแล้วแต่ทำไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ คือ คน เช่น เจ้านาย ลูกน้อง ซัพพลายเออร์ / ปัญหาทางเทคนิค เช่น อุปกรณ์ หรือสถานที่ทำงาน / องค์ประกอบขององค์กร เช่น ปริมาณงาน เงื่อนไขเวลา / และอิทธิพลภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ อากาศ
The Sinus Milieu and Bourdieu Model เป็นตัวที่บอกว่าเราอยู่ตรงตรงไหนของสังคม ส่วนใหญ่มักใช้ในทางการตลาด โดยใช้ สถานะทางสังคม (Upper Class + Upper Middle Class / Middle Class / Lower Middle Class + Lower Class) และประเภทของอาชีพหน้าที่การงาน มาพล็อตว่าเราอยู่ตรงไหน พ่อแม่เรามาจากไหน และเราอยากจะไปอยู่ตรงไหน
Sinus Milieu Model
The AI Model (Appreciative Inquiry) ว่ากันว่าคนเราจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาหากอยู่ในช่วงที่ต้องถกเถียงหรือหารือกัน ซึ่งเราสามารถแบ่งคนออกเป็น 4 ประเภทได้ ดังนี้ The Fault Finder นักจับผิด / The Dictator ปฏิเสธอย่างเดียว อะไรก็ไม่เอา / The Schoolteacher แนวสั่งสอน ไอเดียนี้ไม่ดีเพราะว่า… /The AI Thinker ดีเลยนะ และเราสามารถทำแบบนี้ได้อีกด้วย…คงต้องคิดต่อกันเองว่าเราอยากเป็นคนประเภทไหน
The Chasm – The Diffusion Model อธิบายถึงการออกสินค้าใหม่ ให้ดูว่าเราจะมีคนที่อยู่ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ (Innovators / Early Adopters / Early Majority / Late Majority / Sceptics) คือคนที่ตื่นตัวหาของมาลองตั้งแต่แรกๆ จนไปถึงคนที่ต้องรอให้ทุกคนใช้ก่อน ต้องได้รับการกระตุ้นจนเห็นว่ามันจำเป็นถึงใช้บ้าง
4. How to improve others (Doing -Others) การพัฒนาผู้อื่น
The Team Model ใช้เวลาเลือกคนเข้าทีม เมื่อมีตัวเลือกหลายหลาย ให้เอาคะแนนของแต่ละด้าน (เป้าหมาย ความฉลาด ไหวพริบ ความละเอียดรอบคอบ ฯลฯ) ของแต่ละคนมาพล็อตลงกราฟ และตั้งจุด Critical Point เป็นการตัดเกรดไว้ว่าถ้าต่ำกว่านี้ไม่เอา ก็จะช่วยให้พิจารณาได้ง่ายขึ้น
The Hersey-Blanchard Model (Situational Leadership) เพราะสถานการณ์ที่ลูกน้องเจอมีหลายแบบ ในฐานะหัวหน้างานจึงควรรู้วิธีรับมือกับลูกน้องแต่ละประเภท
ลูกน้องที่ Low Level of Expertise มักจะมี High Commitment เพราะยังเด็กน้อยปีกยังไม่กล้าขายังไม่แข็ง ประเภทนี้ให้ใช้การ Instruct
ลูกน้องที่ High Level of Expertise แต่ Low Commitment มักจำเป็นคนที่ทำงานมาระยะหนึ่งแล้วและกำลังเบื่อๆ ไม่รู้จะเอายังไงต่อดี ประเภทนี้ให้ใช้การ Coach
ลูกน้องที่ High Level of Expertise แต่ Changing Level Commitment คือ ทำงานดี แต่ Motivation ขึ้นๆลงๆ ให้ใช้การ Support
สำหรับลูกน้องที่ High Level of Expertise และ High Commitment พวกนี้จะเก๋าเกม คอนโทรลตัวเองได้ดี ให้ใช้การ Delegate งาน ลองให้อำนาจ ให้เป็น Head Project ดูบ้าง
The Project Management Triangle เพราะความเพอร์เฟกต์ไม่มีอยู่จริง เราจะเลือกได้เพียงแค่ 2 ใน 3 จาก Good Cheap Fast เท่านั้น
Designing your work life คู่มือออกแบบชีวิตที่ใช่-งานที่ชอบ ด้วย Design Thinking
เล่มนี้เขียนโดย Bill Burnett และ Dave Evans สองกูรูด้าน Design Thinking จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือชื่อ Designing Your Life คู่มือออกแบบชีวิตที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งเล่มนี้ช่วยแนะแนวทางให้หลายคนที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะไปทางไหนดีกับชีวิต ถ้าเล่มแรกเกี่ยวข้องกับการจินตนาการ เล่มนี้ก็คงจะเป็นการทำจินตนาการให้เป็นจริง