156 – ว่าด้วยเรื่องการ ‘ตื่น’

155

ว่าด้วยเรื่องการ ‘ตื่น’

หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้เจ้รู้สึกว่าสมบูรณ์พร้อมทั้งทางกาย ใจ จิตวิญญาณ และรู้สึกมีพลังกลับมาทำสิ่งต่างๆที่ตั้งใจไว้ได้แล้ว แต่คงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

เริ่มจากการทยอยรีวิวหนังสือที่อ่านจบไว้นานแล้วแต่ไม่ได้ลงมือสรุป เอามาลงเพจเป็นระยะๆ ไม่ให้เพจร้าง แต่คงไม่ได้ Active หนักขนาดโพสเป็นประจำทุกวันเสาร์เช้าแบบเมื่อก่อนแล้ว เอาตามที่สะดวก ไม่กดดันตัวเอง อยากทำงานอดิเรกนี้ด้วยความรักไม่ใช่ความกลัว

ข่วงเวลาที่ Inactive นิ่งๆ ไป เป็นช่วงที่ได้ทบทวนตัวเอง ได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ได้ทำความรู้จักตัวเอง จนพอรู้ว่าเราคือใคร และจะใช้ชีวิตยังไงต่อไปให้มีความสุข ทำประโยชน์สร้างคุณค่าอะไรต่อได้บ้าง ก่อนที่จะกลับบ้านเดิม ในที่ๆเราจากมา

เป็นโชคดีของเจ้ที่ทำงาน corporate ด้าน Learning & Development (L&D) งานสายนี้ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลามากกว่าชาวบ้าน เพราะเราต้องไปพัฒนาคนอื่น เราจะมาขี้เกียจ อีโก้สูง ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วว่าฉันรู้เยอะ ฉันเก่งแล้ว ไม่ได้เด็ดขาด การคิดแบบนี้คือกับดักของการเติบโต

ด้วยงานประจำที่ทำให้เราต้องคอยอัพเดตความรู้ตลอด คอยหาว่าคอร์สไหน หัวข้ออะไรจะมาช่วยแก้ปัญหาของพนักงานที่เจออยู่ หรือจะพัฒนาให้โตต่อได้ยังไง เปรียบแล้วเหมือนเดินทางไปรอบโลกเพื่อเสาะหาประสบการณ์ใหม่ๆ

แต่ยิ่งเดินทางไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่า สิ่งต่างๆที่เรียนรู้เพื่อจะให้เราเก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น เราทำเพื่ออยากอัพเกรดตัวเราเพื่อให้เราทำงานได้ดีขึ้น เพื่อตามคนอื่นให้ทันเท่านั้น แต่มันยังขาดการเข้าใจว่าแล้วจริงๆแล้ว เราถนัด หรือควรทำงานแบบไหนกันแน่

สรุปได้ว่า เราเรียนรู้หลายศาสตร์ร้อยทักษะกันมาหลายปีเพื่อที่จะมาพบว่า

สุดท้ายแล้วเราควรเริ่มที่ “กลับมารู้จักตัวเอง” ก่อน

คิดได้ดังนี้ เจ้ก็เริ่มจากการที่ศึกษาหลายแขนงเกี่ยวกับศาสตร์การรู้จักตัวเอง ทั้ง DISC, HeartStyles, MBTI, Cognitive Function, Enneagram แต่ละอันคือเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง เรียนทุกอันเพื่อให้ได้รู้ว่าเราเป็นแบบไหน ด้วยความคิดที่ว่า เมื่อรู้แล้ว เราจะได้รู้จักตัวเองจริงๆซะทีว่าเราคือใคร

แต่ทั้งหมดที่เล่าไป มันตอบโจทย์ในแง่ว่า เรารู้แล้วว่าเราเป็นคนแบบไหน มีสไตล์การทำงานยังไง มีพฤติกรรมประมาณไหน บุคลิคภาพเราคือประเภทใด เราเป็นคนลักษณ์อะไร มันเหมือนจะโอเคแล้วในการใช้ชีวิตทำงานตามปกติ

แต่ลึกๆแล้ว มันก็ยังมีคำถามที่ติดอยู่ในใจเสมอว่า แล้วเราเกิดมาเพื่อทำอะไรกันแน่ เราเกิดมาแค่ เรียนหนังสือ ทำงาน หาเงิน ซื้อทรัพย์สิน เพื่อให้ได้ชื่อว่าเราประสบความสำเร็จตามบรรทัดฐานของสังคม และก็ชราภาพ จากโลกนี้ไป แค่นี้จริงๆเหรอ

ตอนเด็กๆ เจ้ก็มักจะไหลไปตามกระแสสังคม เรียนพิเศษตามที่สมัยนั้นฮิตกัน ใครเรียนอะไรเราเรียนด้วย ใครไปเที่ยวที่ไหน รีสอร์ทอะไร ประเทศไหน เราไปด้วย หนังสืออะไรกำลังฮิต หรือเป็น Best Seller เราก็เอาด้วยหมด ใช้ชีวิตแบบตามคนอื่นตลอด

จนมาถึงอายุเข้าวัยเลข 3 ถึงเพิ่งจะเริ่มเป็นตัวของตัวเอง อาจเพราะเจ้ดูแลตัวเองได้ มีเวลาของตัวเอง เลยได้เริ่มทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ เช่น อ่านหนังสือ เขียน Calligraphy ทำ Bullet Journal จากลูกค้านวดหน้า ก็ไปเรียนนวดหน้า และ ชงชา ซึ่งถือว่ากิจกรรมเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มนั่งสมาธิ เพราะทำให้หลงรักโมเมนต์ที่ได้อยู่กับปัจจุบัน

จนเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว เจ้ไปเรียนชงชาที่เชียงราย

เจ้ได้เจอเพื่อนใหม่จากทริปชงชาที่เชียงรายคนนึง เราคุยกันถูกคอ คุยกันสารพัดเรื่อง จนวนเข้ามาเรื่องนี้ เพราะเค้าถามว่าทำไมเจ้ถึงสนใจเรียนเยอะแยะไปหมดเพื่อที่จะรู้จักตัวเอง ก็เลยตอบเค้าไปว่า เพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วต้องทำอะไร จริงๆแล้วเรามี Mission อะไรกันแน่ และเรื่องราวก็เริ่มจากตรงนี้…

เพื่อนใหม่เจ้ ร่ายยาวถึงเรื่อง Source ว่าจริงๆแล้วเราก็มาจากผู้สร้าง เราต้องจำตัวเองให้ได้ว่าเราไม่ใช่เราในร่างกายนี้ เราคือจิตวิญญาณที่อาศัยในร่างกายนี้เท่านั้น มีคำศัพท์แปลกๆมากมายโผล่มาตลอดการสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำนั้น เช่น Higher Self, Star Seed, Lightworker กลับสู่ Source ฯลฯ

ตลอดเวลาที่ได้รับข้อมูลจากเพื่อนใหม่นี้ เชื่อไหมว่าเหมือนเสียงรอบตัวดับไปเลย เจ้ไม่ได้ยินอะไรอื่นนอกจากตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนเล่า

เจ้กลับจากทริปชงชาด้วยความมึนงง และก็เหมือนฟ้าฝนเป็นใจ AI ในมือถือคงได้ยินบทสนทนา เลยฟีด content เกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนใหม่เจ้เล่าคืนนั้นให้ฟังเต็มไปหมด พอฟังคลิปนึง ก็ไปต่อคลิปอื่น ฟังหลายคน หลายช่อง ทั้งไทยและเทศ ทุกวันเช้าเย็นก่อนนอน ไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับคนที่เข้าใจเรื่องพวกนี้มาอ่าน บวกกับการนั่งสมาธิทุกวัน ทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราว และเข้าใจภาพรวมของด้านจิตวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ซุ่มเงียบศึกษาต่อไปไม่หยุด เพราะมันเหมือนสถานที่ๆเข้าแล้วออกไม่ได้ ไม่มีทางให้หันหลังกลับ

จนเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2566 เจ้ปวดหัวแทบแตก เหมือนมีอะไรมาบีบที่กระหม่อม และมีเสียงวิ้งๆในหัว เป็นอาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เจ้ไม่เคยเป็นไมเกรนด้วย ก็เลยไม่มั่นใจ ว่าอาการปวดหัวนี้คืออะไร รู้แค่ว่าพาตัวเองให้ถึงบ้าน อาบน้ำแล้วรีบนอนเลย

เช้าวันใหม่ น่าแปลกมากที่อาการปวดหัวหายไป กลับมาปกติมากเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เจ้ดีใจมาก นั่งพินิจพิจารณาสมอง ศรีษะตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานกันแน่ และตอนนั้นเองที่เจ้รู้สึกถึง Power of Now อยู่กับปัจจุบัน และมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ทันใดนั้น (เล่าเหมือนเป็นนิทานเลยแฮะ) มันก็เกิดภาวะเหมือน ยูเรก้า หรือ Aha Moment หรือ ซาโตริ

คือจู่ๆ มันเข้าใจแล้ว ขันธ์ 5 คืออะไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เจ้เกทแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าต่างๆ มรรค 8 สติปัฏฐาน 4 อัตตา อานาตยะ ศีล สมาธิ ปัญญา และอื่นๆที่เคยรู้แต่ไม่เคยเข้าใจ จู่ๆวันนั้นมันเกทแบบงงๆ ว่า แค่นี้เองเหรอ แล้วสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาทำไมไม่เข้าใจ

ประกอบกับจิ๊กซอว์ต่างๆที่ได้สะสมจากการดู ฟัง อ่าน มันต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง การที่เรียนโรงเรียนคริสต์มา 12 ปีเต็ม เคยอ่านไบเบิ้ลในโบสถ์คร่าวๆ ทำให้พอเข้าใจคำสอนของศาสนาคริสต์อยู่บ้าง การที่ตามเพจมุสลิมอยู่ตลอด และเคยขอความรู้ด้านศาสนาอิสลามจากพี่ที่ทำงาน คนขับแกรปที่เป็นมุสลิม ฯลฯ ทุกอย่างมันประกอบเข้าด้วยกัน

จนพบว่าสุดท้ายแล้วปลายทางของทุกศาสนาคือที่เดียวกัน คือกลับสู่ Source

และก็เข้าใจคำพูดที่ว่า ‘โลกคือละคร’ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ทุกอย่างคือ Matrix มันคือมายา มันคือ สิ่งสมมติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน สงคราม ฯลฯ เราแค่เลือกมามีประสบการณ์ในโลกเท่านั้น เมื่อตายไป ก็จะละแค่ร่างกาย แต่จิตวิญญาณเรายังอยู่ ถ้ายังหาทางกลับบ้านไม่ได้ ก็ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏต่อไป

แล้วจู่ๆ ข้างใน กลางใจตัวเจ้ ก็ขนลุกวาปแบบเหมือนมีคนมาเปิดสวิชต์ไฟ มันวูบวาบไปหมดเลย เหมือนข้างในมันดีใจ ยินดี ที่เราเข้าใจเรื่องนี้ซะที หลังจากผ่านหลายเหตุการณ์ใหญ่ๆที่กระเทือนจิตใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ มาจนตอนนี้ เพิ่งถึงบางอ้อ แล้วก็ข้างในอีกนั่นแหละที่เชิญชวนให้เจ้นั่งสมาธิ

เจ้เลยนั่ง และจากวันนั้น ก็นั่งทุกวัน แล้วเจ้ก็ไม่สามารถกลับไปมองโลกได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ลามไปถึงอาหารการกินที่เกิดอาการไม่อยากกินเนื้อสัตว์ จากที่ไม่เคยกินผักสดได้ ตอนนี้ก็กินได้แล้ว มันกลับตาลปัตรไปหมด

ซึ่งมาเข้าใจภายหลังว่า มันเป็นประสบการณ์การตื่นรู้ (Spiritual Awakening) ที่สอนกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เหมือนที่พระพุทธเจ้าบอกว่า มันเป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ที่ต้องปฏิบัติเองถึงจะเข้าใจ

หลังจากผ่านช่วงนั้นมา หลายๆสิ่งในชีวิตก็เปลี่ยนไป ไว้ว่างๆแล้วจะมาเล่าต่อว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เอาที่เห็นชัดๆเลยคือ เจ้หมดความสนใจในสิ่งต่างๆที่รู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยให้เราเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้แนวการอ่านหนังสือก็เปลี่ยนไป

นี่คือสิ่งที่อยากบอกว่า หนังสือพัฒนาตัวเอง How To ต่างๆ ที่เคยชอบอ่านมากๆ ตอนนี้มันไม่ดึงดูดเจ้อีกเลย

ทำให้ต่อจากนี้ หนังสือต่างๆ หรือโพสที่จะลง อาจจะมีด้านการพัฒนาตัวเองน้อยลง เหลือไว้แต่หนังสือที่ช่วยเติมเต็มด้านจิตวิญญาณตามความสนใจที่ข้างในเรียกร้องจะอ่าน

หวังว่าน้องจะเข้าใจ และลองเปิดใจอ่านตามบ้างนะ (ขอร้องล่ะ)

พบกันที่บ้าน

ด้วยรักจากเจ้

ปล. รูปต้นไม้นี้ เจ้ถ่ายที่ Healing Garden เชียงดาว ตอนไปเรียนเรกิ

155 – Conversation with God 1

153

Conversation with God 1

ชื่อเต็มๆของหนังสือเล่มนี้ คือ Conversations with God: an uncommon dialogue, book one หรือ สนทนากับพระเจ้า การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา เล่ม 1 เขียนโดย Neale Donal Walsch ชายผู้ที่ผิดหวังกับชีวิตจนเกือบจะตัดสินใจลาโลกนี้ไป

แต่ก่อนไปเขาได้เขียนระบาย ต่อว่าด่าทอพระเจ้าซะไม่มีชิ้นดี ว่าจะให้เค้าเกิดมาเจอชีวิตแย่ๆทำไมกัน แต่จู่ๆ เค้าก็ได้รับ Message เป็นเสียงในหัวที่ถามขึ้นมาว่า เธออยากรู้จริงๆ หรือเธอแค่อยากระบาย ทำให้ Neale ตัดสินใจเขียนคำตอบจากเสียงลงบนกระดาษ จนเกิดเป็นบทสนทนาอันไม่ธรรมดาให้เราอ่านกัน

เล่มนี้ ต้องเปิดใจในการอ่านอย่างมาก ไม่ได้บอกให้รีบเชื่อ แค่ให้ลองอ่านดูก่อน อย่าไปยึดติดกับคำว่า “พระเจ้า” ว่าศาสนาฉันไม่มีพระเจ้า หรือ ฉันไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แล้วเอามาบล็อคตัวเราเองให้ไม่สามารถเข้าถึงความรู้อันหาที่เปรียบมิได้ เพราะมันช่างเป็นหนังสือที่กระแทกจิตใจชนิดที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเวลาอ่านหนังสือ

เล่มนี้ไม่ได้อิงศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ไม่ใช่ลัทธิใดๆ คนเขียนมีสติสัมปชัญญะสมประกอบดีทุกประการ ตัว Neale เองก็ต้องต่อสู้กับตัวเองในการจะตีพิมพ์เล่มนี้ เพราะเขารู้ดีว่าต้องเจอกระแสต่อต้าน หรือโดนกล่าวหาว่าจาบจ้วง เล่นของสูงแน่ๆ

แต่สุดท้าย ก็ได้ถูกตีพิมพ์ในปี 1995  แถมยังถูกแปลไปหลายภาษาทั่วโลก พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนถึงปัจจุบัน

#พระเจ้าคืออะไรกันแน่

พระเจ้า ในที่นี้ หมายถึง ‘ผู้สร้าง’ Prime Creator ผู้ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระเจ้าไม่มีเพศ ไม่มีอายุ ไม่มีศาสนา ไม่มีชื่อ พระเจ้าอยู่กับเราตลอดทุกลมหายใจ เพียงแต่คนที่จะรับสารจากพระเจ้าได้ต้องเป็นคนที่ตั้งใจ ‘ฟัง’ จริงๆ โดยพระเจ้าอาจะมาในรูปแบบเพลง อยู่ในประโยคโฆษณา เป็นคำพูดของตัวละครในหนัง ในโปสเตอร์ บิลบอร์ด หรือ คนแปลกหน้า ฯลฯ

#ว่าด้วยเรื่องการอธิษฐาน

พอพูดถึงพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ ก็จะไม่พ้นเรื่องอธิษฐาน เพราะเราคงไม่สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้ด้วยคำพูด มันเลยออกมาเป็นรูปแบบการอธิษฐานขอพร ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ทำได้ พระเจ้าอยู่กับเราตลอด แต่ต้องกลับมาดูด้วยว่าเราอธิษฐานถูกหรือเปล่า เพราะพระเจ้าจะตอบสนองตามความรู้สึกที่แท้จริงของเรา เอาง่ายๆคือ พระเจ้าไม่เข้าใจภาษาพูด แต่จะเข้าใจ ผ่าน ‘ความรู้สึก’

ถ้าเราร้องขอ อ้อนวอน อยากได้ เป็นการส่งความ ‘อยาก’ ออกไปให้พระเจ้าได้ยิน ซึ่งท่านก็จะสนองให้เรามีความ ‘อยาก’ นั้นกลับมา

การอธิษฐานที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การขอสิ่งต่างๆ เช่น ขอให้เป็นคนรวย มั่งคั่ง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับการยอมรับ ฯลฯ เพราะการร้องขอคือการประกาศถึงความขาดแคลน ทำให้เกิดประสบการณ์ความต้องการ แต่ให้เราอธิษฐานเพื่อขอบคุณแทน เป็นการแสดงออกถึงความซาบซึ้ง สำนึกรู้คุณ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สูง ทำให้เราดึงดูดสิ่งดีๆที่ความถี่เท่ากันเข้ามานั่นเอง เปรียบเสมือนว่าอธิษฐานถูกต้องก็จะได้สิ่งนั้น

#เราควรใช้ชีวิตยังไงกันแน่แบบไหนถึงจะเรียกว่าดี

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ดี หรือ ไม่ดี สำหรับพระเจ้า เพราะทุกอย่างคือประสบการณ์ ความดีความเลวคือสิ่งที่มนุษย์มโนขึ้นเพื่อตัดสินกันเท่านั้น เพราะแรกเริ่มเดิมทีมีเพียง สิ่งอันเป็นทั้งหมด แต่เราจะไม่สามารถรู้จักตัวเอง เพราะไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่ มันไม่มีขั้วตรงข้ามให้เปรียบเทียบ จึงทำให้เกิดความเป็น/ไม่เป็น ขึ้นมา มีสองขั้ว สองด้าน เพื่อให้เรารู้สึกถึงอีกด้าน เช่น มีมืดก็มีสว่าง มีดำก็มีขาว มีร้อนก็มีเย็น มีดีก็มีชั่ว นั่นเอง

พระเจ้าไม่สนใจหรอกว่าเราจะทำอะไร แค่ใช้ชีวิตตามที่ใช้ชีวิต คล้ายกับการที่คนเป็นพ่อแม่ไม่ได้สนใจว่าลูกๆจะเล่นอะไร ตราบใดที่พวกเค้าปลอดภัย แต่ต่อให้ลูกๆบาดเจ็บมา คนเป็นพ่อแม่ก็จะคอยช่วยเหลืออยู่ดี เพื่อให้วันรุ่งขึ้นลูกๆได้ออกไปเล่นใหม่ ก็แค่นั้นเอง สิ่งที่เราควรทำคือ การมามีประสบการณ์ตามที่เราอยากมี และจดจำตัวเองให้ได้ว่าเราคือใคร

#สวรรค์นรกมีจริงไหม

เรามาจากที่เดียวกัน และเราจะกลับไปยังที่เดิมที่ๆเราจากมา เมื่อละสังขารจากกายหยาบนี้ไป ก็อยู่ที่จิตวิญญาณของเราว่าจะกลับมามีประสบการณ์ใหม่ หรือพอแล้ว จะกลับบ้านเดิม ดังนั้น สวรรค์หรือนรก จึงเป็นเพียงอุปมาอุปมัยเวลาที่มีความสุขมากๆ หรือทุกข์มากๆ เหมือนที่เคยมีคนพูดว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ มันเป็นเช่นนั้นเอง

#เราคือใครแล้วเราจะหาตัวเองเจอไหม

เราเป็นจิตวิญญาณที่มาเกิดในร่างมนุษย์ เพื่อมีประสบการณ์อะไรบางอย่างที่โลกมนุษย์ ชีวิตจึงไม่ใช่กระบวนการค้นหา แต่เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ เราจึงไม่ต้องค้นหาตัวเอง แต่กำลังสร้างตัวเองขึ้นใหม่ ดังนั้น อย่าเสาะหาว่าเราคือใครแต่จงตัดสินใจว่าใครที่เราอยากจะเป็น

ซึ่งแท้จริงแล้ว เราก็เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า ที่สร้างเราขึ้นมานั่นแหละ หรือเอาจริงๆเราคือพระเจ้าที่มีร่างกาย การมาเกิดบนโลกนี้ เราจึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรอีก แค่ต้องจำสิ่งที่รู้อยู่แล้วให้ได้ (Remember) และกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าให้ได้ (Re-Member)

มนุษย์เรามีชีวิตอยู่ในมายา จึงรู้สึกถึงความกลัว ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากการตัดสินใจที่จะสงสัยในพระผู้สร้าง ลองวางความกลัวลง แล้วใช้ชีวิตด้วยความรักดู นั่นแหละคือวิถีที่ทำให้พวกเราเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น

#อะไรคือการดำรงอยู่ของมนุษย์

มีหลายอย่าง แต่ทั้งหมด คือเรื่องเดียวกัน

การดำรงอยู่ของมนุษย์ ประกอบด้วย วิญญาณ จิตใจ ร่างกาย (รู้-สร้าง-ประสบ)

ซึ่งนักศาสนศาสตร์ เรียกว่า พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธ์

นักจิตบำบัด เรียกว่า จิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตเหนือสำนึก

นักปรัชญา เรียกว่า สัญชาติญาณ อัตตา (Ego) จิตเหรืออัตตา (SuperEgo)

นักกวี เรียกว่า จิต ใจ วิญญาณ

#ทำไมโลกเราถึงเป็นแบบที่เป็นอยู่แบบนี้คือสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เป็นเหรอ

โลกขับเคลื่อนด้วย 2 สิ่งหลักๆ คือ ความรัก และความกลัว โดยความกลัวคือพลังที่ปิดตัว เก็บงำ ถอยหนี หลบซ่อน กักตุน ทำร้าย ทำให้เกิดหายนะ สงคราม ความเกลียดชัง การแบ่งแยก ส่วนความรักคือพลังขยาย เปิดกว้าง ส่งออก แบ่งปัน เยียวยา สถานการณ์แต่ละที่ในโลกเป็นแบบไหนก็ดูจากการที่มนุษย์ในแต่ละที่มี่ความรักหรือความกลัวมากกว่ากัน ธรรมชาติของมนุษย์ รักและทำลาย และก็กลับมารักในสิ่งที่ให้ค่าสูงสุด วนเวียนกันไปเป็นวัฏจักร

#ความปรารถนาของพระเจ้าคืออะไร

ให้เรารู้จักว่าพระเจ้าคือใคร ยิ่งใหญ่ขนาดไหน และเราซึ่งมาจากพระเจ้า ก็ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากท่าน

ให้เรารู้จักตัวเอง จำให้ได้ว่าเราคือใคร และมีประสบการณ์ผ่านพลังที่พระเจ้ามอบให้เราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ

ให้เรารู้ว่าเรามีเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกความปรารถนาเป็นจริง ซึ่งก็คือ ความรัก การอยู่กับปัจจุบัน การยอมรับ การซาบซึ้งขอบคุณ

และอย่าลืมว่าเราทุกคนมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ ผ่านความคิด คำพูด และการกระทำ

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเรายอมรับว่าตัวเราก็ศักดิ์สิทธ์เท่าเทียมกับพระเจ้า เราจะรู้ว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาจากการที่เราเข้าใจว่า ‘I am’ (ฉันเป็น)

#อยากบอกอะไรกับคนที่อ่านถึงตรงนี้ไหม

ไม่เป็นไรนะ ถ้าผู้คนจะไม่เข้าใจ ผู้คนอาจจะฟังถ้อยคำ แต่ ‘ไม่ได้ยิน’ นั่นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่พวกเขาจะเข้าใจ แต่เจ้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลานั้นจะมาถึงเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#ConversationwithGod

154 – The Magic of Awareness

The Magic of Awareness  เวทมนตร์แห่งจิตพุทธะ

เล่มนี้ไม่ได้มีวางขายตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ได้มาด้วยความบังเอิญที่ไปเจอในเพจวัชรสิทธา บริจาคเงินแล้วจึงได้หนังสือมา

เป็นหนังสือของ Anam Thubten ครูสอนธรรมะสายจิตวิญญาณชาวทิเบต เป็นเล่มที่อ่านจบแล้วอดใจไม่ได้ที่อยากจะเขียนสรุปสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ มันช่างล้ำลึกและทำให้เราตื่นตัวแบบตาลุกโพลงหลังอ่านจบกันเลยทีเดียวว่าที่แท้ชีวิตก็เป็นแบบนี้นี่เอง

สิ่งที่ถ่ายทอดในหนังสือไม่ใช่การสอนธรรมะของพุทธศาสนา แม้ว่าชื่อหนังสือภาษาไทยจะมีคำว่า “พุทธะ” ก็ตาม เพราะตามจริงแล้ว พุทธะ แปลว่าการตื่นขึ้น ดังนั้นเนื้อหาในเล่มไม่อิงศาสนาใดๆ ไม่ว่าใครอยู่ศาสนาไหนก็สามารถทำความเข้าใจและเอาไปปฏิบัติได้ทั้งนั้น เป็นองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ บริสุทธ์และน่าเสียดายมากหากเราจะมองข้ามมันไปด้วยติดกับดักแค่ว่า มันจริงเหรอ แล้วมันพิสูจน์ยังไง มันเป็นแค่ความเชื่อ มันเป็นลัทธิหรือเปล่า

คำแนะนำที่จะให้ได้คือ ก็อย่าเชื่อถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไปลองอ่าน ลองทำ แล้วพิจารณาด้วยตัวเองก่อน

‘การตื่น’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการตื่นนอนหลังจากหลับใหลมาทั้งคืน แต่เป็นการตื่นขึ้นทางจิตวิญญาณแบบที่ว่า ถ้าตื่นแล้ว เราจะไม่สามารถกลับไปหลับได้อีก

มนุษย์เราตามหาความหมายของชีวิต คุณค่าของชีวิต หาว่าเราเกิดมาเพื่อทำอะไรกันแน่ ด้วยการพยายามมองออกไปยังโลกภายนอกว่ามันอยู่ตรงไหน เราอ้อมโลกออกนอกจักรวาลไปเพื่อที่จะมาค้นพบว่าสุดท้ายแล้วมันอยู่ในตัวเราเอง ข้างใน ณ ขณะที่เราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต อยู่ที่นี่ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ดื่มด่ำอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวของการดำรงอยู่ แค่นั้นเอง

ปิติสุขอันยิ่งใหญ่จะติดตามผู้ที่รู้วิธีผ่อนคลายจิตของตน

เมื่อเราออกจากบ้านเผชิญกับโลกภายนอก การจะทำให้จิตผ่อนคลาย ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ให้เราลองใช้ชีวิตด้วยความใส่ใจ (ในลมหายใจ, เสียง, ภาพ, การเคลื่อนไหว) จะทำให้เราตระหนักรู้ในทุกๆขณะ โดยไม่ตัดสินหรือจับผิด ในพื้นที่นั้นจิตจะผ่อนคลายและตื่น เป็นสภาวะของจิตที่ไม่หลงไปกับความคิดและอารมณ์  การภาวนาที่เรียบง่ายเป็นการใส่ใจอย่างเต็มที่ และศิลปะของการใส่ใจคือหนทางสู่ Enlightment

สิ่งที่ตรงข้ามกับความใส่ใจ คือ ความหมกมุ่นอยู่กับโลกทางความคิด ขังตัวเองในสภาวะจิตหดแคบ เช่น ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก ความทุกข์ทั้งหลาย

ปัญญาคือการเห็นแจ้ง

แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดปัญญาที่เป็นปัญญาจริงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่อาจหาได้จากการไปอ่านหนังสือ เข้าคอร์สเรียน หรือให้คนสอน แต่เป็นการที่เราต้องใส่ใจ ทำด้วยตัวเราเอง ดังที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่าเรื่องตื่นรู้ เรื่องปัญญารู้แจ้ง เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ต้องทำเอง ซึ่งแนวทางที่จะไปพบกับปัญญาที่ว่าได้ง่ายๆ เรานั่งสมาธิกันไปเพื่อรวมจิต เพื่อให้นิ่งพอ จนเกิดปัญญารู้แจ้งอย่างตรงไปตรงมา จิตที่ตื่นรู้คือ pure awareness สมบูรณ์ที่สุดตามที่เป็น

เมื่อพัฒนาความรักและความหลงใหลการปลดปล่อยอย่างใส่ใจ เราจะผ่านขั้นตอนอันน่าทึ่งของวิวัฒนาการภายใน จนวันหนึ่ง มันจะกลายเป็นกระแสการตระหนักรู้อย่างเป็นธรรมชาติไปเอง

อยู่กับช่องว่างระหว่างความคิด

อย่ามัววิ่งตามอดีต อย่าคาดเดาอนาคต ผ่อนคลาย ปล่อยจิตตามที่เป็น

ไม่มีช่วงเวลาใดที่ดีไปกว่าที่เป็นอยู่ชั่วขณะนี้แล้วทุกสิ่งจะสลายไปที่นั่น แล้วความหลุดพ้นสูงสุดจะเกิดขึ้นเอง

แท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียว

จิตที่ตื่นรู้มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งหมดในพื้นที่ของความศักดิ์สิทธ์ ส่วนจิตที่ไม่ตื่นรู้จะพยายามแยกแยะระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธ์และไม่ศักดิ์สิทธ์ สิ่งดีงามกับไม่ดีงาม บริสุทธ์กับไม่บริสุทธ์ เมื่อนั้นเราติดกับอยู่ในคุกคุมขังของจิตนั่นเอง

คนเราไปวัด โบสถ์ด้วยความเชื่อที่ว่า สถานที่เหล่านั้นจะช่วยให้เราข้ามพ้น แต่กลายเป็นว่าทุกสิ่งที่เราต้องข้ามพ้น มันอยู่ในภาพปรุงแต่งของจิตเราเท่านั้นเอง

เมื่อตื่นทางจิตวิญญาณ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป เพราะจริงๆแล้วเราก็ยังหายใจอยู่ ต้นไม้ภูเขายังอยู่ตรงนั้น สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือการหายไปของ มายา และความทุกข์ที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพลวงตา หลังจากนั้นเราจะพบความสุขได้แม้ในสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด เช่นการนั่งมองวิวธรรมชาติ การเล่นกับสัตว์ การทำงานอดิเรกที่เราจดจ่อกับมันอย่างใส่ใจ

จิตบริสุทธ์เดิมแท้

เมื่อเราอยู่ในปัจจุบันขณะ เราจะไม่หลงอยู่กับความคิดของเราอีกต่อไป

การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เช่น การภาวนา การเคลื่อนไหวร่างกาย โยคะ ตันตระ ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้จิตสะอาดไปถึงจุดพลิกที่เราสามารถเห็นคนที่เราเป็นจริงๆคือ จิตบริสุทธ์เดิมแท้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นเพราะจิตถูกยึดกุมโดยพลังของความหลงและอวิชชา

ณ จุดสิ้นสุดของถนนจิตวิญญาณ คนที่อยู่ในเส้นทางนี้ก็แค่พักอยู่ในธรรมชาติเดิมแท้ของการดำรงอยู่ ที่เรียกว่าสภาวะของ จิตเดิมแท้ หรือจิตบริสุทธ์ ซึ่งจิตบริสุทธ์เดิมแท้อยู่ในเราแต่ละคน ไม่ถูกล้อมกรอบด้วยเวลาหรือสถานที่ เป็นอิสระจากทุกสิ่งและดำรงอยู่ในทุกคนชั่วขณะนี้

ยิ่งเราตื่น ความกรุณาจะไหลรินอย่างเป็นอิสระเหมือนกับน้ำ

การทำให้พ้นจากตัวตนเก่าที่ยังไม่พังทลายอยู่ในจิตใจเรา มันมี สิ่งที่ขาดหายไป ซึ่งไม่ใช่สติปัญญา ความขยัน ความกระตือรือร้น แต่เป็นความกรุณา ความกรุณาอันแท้จริงแท้ให้พื้นที่แก่ทุกสิ่งแม้แต่อัตตา ไม่มีอะไรที่ต้องโกรธเกลียดแม้แต่อวิชชา และเราจะรักทุกชีวิตที่ยังไม่ตื่นรู้  ทุกอย่างถูกโอบอุ้มไว้อย่างสง่างามในอ้อมกอดของความกรุณา

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก ในที่สุดการมีตัวตนก็มาถึงจุดสิ้นสุดและสลายไป สิ่งที่เราค้นพบไม่ใช่ตัวตนใหม่ แต่เป็นพื้นเดิมแห่งธรรมชาติที่แท้จริงของเราที่อยู่ตรงนี้อยู่แล้วเสมอมา

ใช้จิตมองเข้าไปยังจิต สังสารวัฏจะหายไปในทันที

เมื่อเราให้ความใส่ใจกับอะไรก็ตามด้วยความปรารถนาที่จะตื่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือจิตเราจะหยุดไปชั่วขณะ

จิตเราหมุนเวียนตลอดเวลาเหมือนกงล้อแห่งความหลง สังสารวัฏไม่ได้อยู่ข้างนอกแต่อยู้ข้างในเรา จริงๆแล้ว สังสารวัฏคือสภาวะจิต จิตสังสารวัฏคือสภาวะจิตที่หมุนอยู่ตลอดเวลา หลงในเรื่องราว หลงในจินตนาการของมันเอง ความคิดที่เรามีต่อความจริงเป็นแค่สิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นและเป็นภาพฉายของจิตเราเอง

ดังนั้นเมื่อเราใส่ใจกับบางอย่าง จิตสังสารวัฏจะหยุด มันหยุดเพราะไม่มีใครปั่นกงล้อต่อ เมื่อจิตหยุด ทุกอย่างก็หยุด แม้แต่ความรู้สึกของ ‘ตัวฉัน’ ก็หยุด สิ่งปกคลุมใจทั้งหมดถูกลอกออกจากพื้นผิวของจิต ไม่มีสิ่งบดบังจิต นี่คือวินาทีแห่งการเบิกเนตร ว่าชีวิตคือความว่างและความว่างคือชีวิต

เมื่อเราใส่ใจกับความปรารถนาที่จะตื่น เราจะเห็นจิตหยุด ไม่มีเวทมนตร์หรือความสุขใดยิ่งใหญ่เกินกว่าการหยุดของจิตอย่างเป็นธรรมชาติ เกิดเป็นความโล่งใจอย่างฉับพลัน เป็นการบรรเทาใจ ที่ได้วางภาระลงจนตัวเบา เพราะจิตคิดของเรา จริงๆแล้วคือภาระ เมื่อจิตไม่มีสิ่งปกคลุม เราจึงจะตื่นต่อชีวิตจริง

ความจริงของปัญญาญาณไร้กาลเวลา

อยู่ที่ว่าในชั่วขณะนี้ เราจะสามารถตื่นขึ้นสู่ชีวิตที่แท้จริงได้ไหม จะสามารถรักชีวิตที่มีได้ไหม จะสามารถอยู่กับความว่างได้ไหม เป็นคำถามที่เราคงต้องไปหาคำตอบให้ตัวเองกันตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสม แล้วเราจะพบปัญญาญาณที่ว่า

รอคอยคนที่พร้อมจะคุยกันเรื่องนี้ หวังว่าน้องจะอ่าน

ด้วยรักจากเจ้

153 – เก็บตกจากงาน Creative Talk Conference – CTC2023

เก็บตกจากงาน งาน #CTC2023

ต้องบอกก่อนว่า ไม่สามารถเก็บรายละเอียดครบทุกห้องเพราะเค้าจัดเวลาพร้อมๆกัน มี 3 Main Stage กับอีก 2 Workshop รวมเป็น 5 ห้องที่รันพร้อมๆกัน เลยต้องเลือกหัวข้อที่สนใจเอาเอง ก็เลือกไปตามอารมณ์ ณ ตอนนั้น

แต่ก็ถือว่าไม่ผิดหวัง เพราะไม่ว่าจะเข้าห้องไหน ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ก็จดโน๊ตไว้ เอาสิ่งที่ชอบในงานมาฝากกัน และขออภัยที่สัดส่วนคำภาษาอังกฤษอาจจะเยอะไปหน่อย

#TrendofPeoplePerformance – Strategy & Practice โดยคุณอภิชาติ ขันธวิธี

– โลกเรากำลังเปลี่ยนจาก VUCA ไปสู่ BANI และบรรดา CEO ในเอเชียแปซิฟิกกว่า 70% เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวแน่ๆ เราจึงต้องมีการ Transform ทั้ง People, Process, Tools, Technology

– ต้นทุนของแรงงานก็จะเพิ่มขึ้น 16-28% โดยอาจใช้หลักการใดหลักการหนึ่งจาก Build, Buy, Borrow บริหารคน

– กลยุทธ์ในการบริหารคน คือ

1. Improve Employee Experience เพราะสิ่งนี้จะเป็นเทรนด์ต่อจากนี้ ถ้าไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงาน ในทุกๆ Touchpoint ได้ หรือไม่มีเครื่องมือ ทรัพยากรที่เพียงพอไว้ให้ หรือ สิ่งแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง ไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน อยู่ยาก ฯลฯ พนักงานพร้อมจะไปจากองค์กรได้ทุกเมื่อ

2. Redesign Performance Evaluation & Rewarding system ให้โฟกัสที่ Talent Management โดยการ Restart Reset Redesign ต้อง define ให้ได้ว่า Talent ที่เป็นคนเก่งในอดีต จะสามารถเป็นคนเก่งในอนาคตด้วยหรือไม่ ในอนาคตอาจมีตำแหน่ง Head of Talent Management ที่หน้าที่หลักคือเพิ่มจำนวน Talent ในองค์กร การดู Talent ให้ดูจาก Character + Behavior / Competency / Mindset & Attitude ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็อาจไม่ใช่ Talent ตัวจริง

3. Revisit Workforce Management to overcome diversity รับมือกับความหลากหลายของคนในองค์กรให้ได้

4. Enabling a skill-based organization

5. Cultivating the right culture ทำ Culture ในองค์กรให้เป็นกิริยา (Verb) ไม่ใช่มีแค่แปะข้างฝาที่ออฟฟิศ

#LeaderVision : People you need in the world of change โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ

เพิ่งเจอคุณรวิศไปใน Mission to the Moon Forum วันนี้ก็ยังประทับใจในทุกๆเวทีของคุณรวิศ เพราะเตรียมตัวมาดี สไลด์สวย เล่าเรื่องเก่ง ลื่นไหล น่าจะเป็นผลมาจากการที่ทำ Mission to the Moon Podcast ทำให้ตอนนี้คุณรวิศคือเซเลปในวงการ Speaker ท่านหนึ่งที่ฮอตฮิตมากๆ

– ปัจจุบันบริษัทเกิดใหม่มากมาย Talent จะหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะหาคนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องทั้งเก่งและดีด้วยถึงจะเป็นคนที่ใช่สำหรับองค์กร (ยกตัวอย่างกรณีหุ้น STARK เก่งแต่โกงก็ไม่ไหว)

– ซึ่งการจะหาคนที่ใช่ ต้องไปดูว่าเค้ามี Value ในด้านต่างๆเป็นอย่างไร (Family / Political /Economic/ Company)

– อีก 4 ปีต่อจากนี้ ไทยจะเริ่มเป็นเหมือน USA ในเรื่องการเชื่อม Political Value เข้ากับ Company Value

– Character ของ CEO ส่งผลอย่างมากกับ Character ขององค์กร

– Checklist ของ Leader Vision คือ

1. Cross Functional Working เข้าใจงานของแผนกอื่นหรือไม่ว่าทำอะไรกัน ทำไมแผนกนี้ถึงตีกับแผนกนั้นอยู่เรื่อย ลองหาวิธีให้โอกาสแต่ละฝั่งไปรู้งานอีกฝ่ายจะได้เข้าใจกันมากขึ้นไม่ทำงานเป็น Silo

2. Life-long learning mindset ความรู้ใหม่ๆถาโถมเข้ามาไม่หยุด ถ้าเราหยุดเรียนรู้คือเรากำลังถอยหลังแล้ว

3. Give & Take Feedback มนุษย์เราโตได้ด้วยฟีดแบค ซึ่ง Feedback framework ง่ายๆ คือ Start / Stop / Continue นี่คือเหตุผลว่าหัวหน้าไม่ควรมี Direct Report เกิน 8 คน มากกว่านี้เราจะฟีดแบคลำบากแล้ว และต้องแยกให้ออก อันไหน Feedback อันไหนเป็น Noise

4. Technology Skill โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิด ถ้าไม่ปรับตัวจะอยู่ลำบาก จึงต้องมีทักษะในเรื่องนี้ไว้บ้าง ทำได้โดยการ Research เรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้จาก Employee/Customer Analysis และ Planning

5. Common sense of People ต้องฝึกอ่าน Behavioral Science เยอะๆ ช่วงนี้คุณรวิศสนใจพวกจิตวิทยาคนมากๆ ถ้ายังไม่เก่งก็ต้องให้คนมีประสบการณ์ช่วยดู

– คุณรวิศเล่าถึงประโยคเด็ดที่ชอบมากคือ Bad Leaders are surrounded by Wall, Mirror, and Liars คือผู้นำห่วยๆ มักจะปิดกั้นตัวเองด้วยกำแพง ส่องกระจกที่เห็นแต่ Ego ของตัวเองและรายล้อมด้วยบรรดาลูกสมุนที่ยกยอปอปั้นเลียแข้งขา ดังนั้นหากได้ขึ้นเป็นผู้นำเมื่อไหร่ ทำใจรอไว้เลยว่าเราจะถูกรายล้อมด้วยสามสิ่งนี้

– หัวหน้าที่ดีต้องไม่เป็นภาระของลูกน้อง ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีมาก่อน อย่าปล่อยให้ลูกน้องทำงานเหนื่อยแล้วต้องมาเหนื่อยอธิบายให้เราเข้าใจอีก (เรื่องนี้คุณรวิศประสบเองกับตัว เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Mission to the Moon Podcast เพื่อจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆอยู่ตลอด จะได้ไม่เป็นภาระลูกน้อง)

– ทุกวันนี้มีเรื่องให้เรียนรู้เยอะมาก แต่เราต้องเลือกว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับเรา แล้ว Focus

– ปิดท้ายด้วย Quote เก๋ๆว่า “Leadership is not about titles, positions, or flow charts. It is about one life influencing another.” – john C. Maxwell.

ผู้นำไม่ได้ดูที่ชื่อตำแหน่ง หรือ อยู่ตรงไหนของผังองค์กร แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถทำให้ลูกน้อง ลูกทีม ลูกค้า ยินดีที่จะมายืนเคียงข้างคุณหรือเปล่า

#TopBitkub : How to build a new generation high performing team in tough time

เป็นปกติที่จะเจอคุณท๊อปฉายเดี่ยวไมโครโฟน ไม่ต้องมีสไลด์ใดๆ เป็น speaker ที่เหมือนพูดสดได้เลยไม่ต้องซ้อม เพราะเรื่องที่เล่าทุกอย่างอยู่ในหัวอยู่แล้ว เนื่องเจอเอง เจ็บจริงมากับตัว

วันนี้ได้ฟังคุณท๊อปพูดสดๆเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ นับไม่ได้ แต่สิ่งที่สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป นั่นคือ ความเป็นผู้บริหารวัยรุ่นไฟแรง ความกระหายในความสำเร็จ อีโก้คนเก่งมีความสามารถ พูดเร็วรัวด้วยความมั่นใจฉะฉาน มันจางลงไป และแทนที่ด้วย ความสุขุม ความถ่อมตน ความเข้าใจโลกมากขึ้น

อาจเพราะ bitkub ในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในยุคเฟื่องฟูเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อนแล้ว และยังต้องเผชิญกับหลายเหตุการณ์หนักๆเช่น SCB ล้มดีล กระแสปั่นราคา Bitcoin หรือ Cryptocurrency บางตัวล้มหายตายจากไปจากตลาด ฯลฯ

แต่ก็นับถือใจที่คุณท๊อปมาแชร์เรื่องล้มเหลวต่อหน้าคนฟังเป็นพันเพื่อเป็นวิทยาทาน ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ เป็นกำลังใจให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้

– อย่าประหยัดหรือรัดเข็มขัดไม่ถูกเวลา ช่วงที่ Bitkup กำลังโต ตอนนั้นต้องกล้าที่จะขยายทีม ขยายองค์กร แน่นอนมันต้องมี Inefficiency เกิดขึ้นแน่ๆ แต่ต้องทำยังไงก็ได้ให้สามารถ Capture Growth 1000% เพื่อให้ Cover 10% Inefficiency นั้น

– แต่สถานการณ์ bitkub ในตอนนั้น เหมือนลืมเอาขันตักน้ำมาด้วย คือน้ำกำลังขึ้น แต่ไม่มีขันตักน้ำ เพราะพนักงานไม่พอ ช่วงที่บูมสุดๆ ทุกคนรู้จัก Bitkub มีคนสมัครเข้ามาวันละ 40,000 กว่าคน ติดต่อกันหลายวัน แต่มีพนักงานแค่ 200 คน ที่จะดีลเรื่องนี้ นี่คือสิ่งที่คุณท๊อปได้เรียนรู้จากวันนั้น ว่าถึงเวลาต้อง Blitzscaling (ใช้กลยุทธ์โตไว) แล้ว

– ภารกิจของ CEO คือจะ Transition from Good to Great Company ได้อย่างไร ปัจจุบันคุณท๊อปก็มองว่า Bitkub ยังไม่ใช่ Great Company ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย

– Leader ที่ดี จึงต้องมาพร้อมกับ Mission ที่ยิ่งใหญ่ และสามารถ Motivate คนเพื่อ Inspire ให้พวกเขาเดินตามเราได้

#FromStresstoSuccess : Self-Management for Enhanced Well-being ชีวิตดี จิตใจดี มีอนาคต

– เราต้องรู้ตัวเองว่าจุดไหนที่เราควรให้คนอื่นยื่นมือมาช่วย อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความทุกข์จนสายเกินแก้

– เมื่อมีความทุกข์ การปล่อยให้ตัวเองเศร้าจนสุด จะเจอว่าความเศร้าจริงๆแล้วมันโรแมนติกนะ

– ดูแลใจของตัวเอง พยายามทำให้ตัวเองมี Mental Wellbeing โดยเข้าใจเรื่องเหล่านี้ จะทำให้เบาใจมากขึ้นว่าทุกสิ่งอาจไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดเพราะเราต่างมีคอนดิชั่นที่ไม่เหมือนกัน

1. Bio-Chemistry การทำงานของร่างกาย สารเคมีในสมอง ฯลฯ

2. Genetics ยีนส์ที่แตกต่างกันของมนุษย์

3. Personality บุคลิกภาพของคนที่แตกต่างกัน

4. Environmental factors ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

– เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะ ‘รู้จัก’ ‘เข้าใจ’ และ ‘รู้เท่าทัน’ ตัวเอง เพราะจะทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อดี – ข้อด้อย ของตัวเองได้ และเมื่อรู้จักตัวเองดีแล้ว เราเลือกได้ว่าจะเป็นคน Type นี้ไปสุดทาง สุดโต่งเลย หรือจะเป็นคน Type นี้ในเวอร์ชั่นที่พัฒนาแล้ว

#FindingBusinessHarmony : Balancing Profitability and Passion อาจารย์เกด ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

เป็น session ที่ชอบที่สุดของงานเลย เพราะกำลังตรงกับสิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ช่วงนี้ ถ้าใครมีบัตรเข้างาน อยากให้เข้าไปฟัง Re-Run ของอาจารย์เกดมากๆ อาจเพราะได้สล็อตช่วงเช้า คนเลยไม่เยอะเท่าช่วงบ่าย

– อาจารย์เกดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และเป็นกูรูตัวจริงเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่น มักจะมีตัวอย่าง Case study ธุรกิจที่ญี่ปุ่นเจ๋งๆมาแชร์ตลอด ฟังอาจารย์มาหลายงานแล้ว กรณีศึกษาตัวอย่างแทบไม่ซ้ำกันเลย นับว่าอาจารย์เป็นนักเรียนทุนที่กลับมาทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ยอดเยี่ยมมาก เผยแพร่สิ่งดีๆจากญี่ปุ่นให้คนไทยได้รับรู้ และเก็บเอาสิ่งดีๆไปใช้กันได้

– เริ่ม session ด้วยการปลอบประโลมผู้ฟังว่า หลายๆคนคงฝันอยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่รัก และอยากมั่งคั่งจากสิ่งเหล่านี้ แต่ในความจริง หลายคนเป็นพนักงานบริษัท หรือเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆที่ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก

– อาจารย์เกดบอกว่า อย่าเครียดไป เพราะทุกคนมีช่วงเวลาเบ่งบานของตัวเอง หลายคนกว่าจะมีความสุขกับงานที่ใช่ก็อายุมิใช่น้อยแล้ว

– ทีนี้ อาจารย์พามารู้จักบุคคล 3 คน ที่อาจารย์ใช้เป็นกรณีศึกษาในการตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบและทำจริงจังเป็นงานที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง

– คนแรกเป็นผู้หญิงชื่อ Kato Yuko ที่หลงใหลในงานเทศกาลของญี่ปุ่นอยู่แล้วจนค่อยๆพัฒนามาสร้างกิจการที่ปรึกษาด้านการจัดงานเทศกาลชื่อว่า Omatsuri Japan โดยเริ่มจากการที่ได้จับพลัดจับผลูไปช่วยเพื่อนคุณพ่อที่เป็นเจ้าของงานออกแบบโปสเตอร์งานเฉยๆ

และก็พบว่า ปัญหาของงานเทศกาลพื้นบ้านคือ ขาดแรงงาน ขาดเงินทุน ขาดความแปลกใหม่ คุณ Yuko เลยค่อยๆเข้ามามีส่วนช่วยในการเชื่อมเมือง (City) ที่อยากจัดงานเทศกาล กับบริษัทต่างๆที่ต้องการโปรโมทสินค้า ทำให้ Win-Win กันทุกฝ่าย งานก็ครึกครื้น นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมเมืองมากขึ้น ชาวบ้านก็มีงานทำ มีรายได้เพิ่ม บริษัทได้โปรโมทสินค้าได้ยอดขาย ทำจริงจังถึงขึ้นทำ Platform ที่สามารถเสิชข้อมูลงานเทศกาลทั่วญี่ปุ่น ได้ตามวันที่ว่าง หรือประเภทของงาน หรือเมืองที่แพลนจะไปเที่ยวได้เลย

สิ่งเหล่านี้ทำให้งานเทศกาลของญี่ปุ่นคึกคักและได้รับเสียงตอบรับที่ดีเสมอมา คุณ Yuko เพิ่งรู้ว่าจากจุดเริ่มต้นที่อยากทำให้ผู้คนสดใสด้วยงานเทศกาลพื้นบ้าน สร้างสีสันให้เมืองๆนั้น ได้กลายมาเป็นธุรกิจที่ทำได้จริงมีรายได้จริงๆ

– เคสที่ 2 เป็นผู้ชายรุ่นใหม่ที่มาจากตระกูลเก่าแก่ผลิตผ้าจีวรพระ กว่า 300 ปี ได้ต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้าน ค่อยๆพัฒนาสินค้ามาจากผ้าจีวรมาเป็นผ้าเช็ดหน้า หลายสี หลายลาย และเปิดร้านขายของกระจุกกระจิกเพิ่มเติมไปด้วยซึ่งขายดิบขายดีกำไรโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่รู้สึกว่าไม่สนุกแล้ว เริ่มเบื่อในสิ่งที่ทำ

เลยผันตัวเป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจ Handcraft เล็กๆเช่น ขายกระเป๋า ว่าทำอย่างไรให้ขายได้ พอเจ้าของแบรนด์ทำตามคำแนะนำก็เลยให้พื้นที่ในร้านตัวเองเอากระเป๋ามาขาย พอเวิร์ค หลายๆธุรกิจ Handcraft ก็มาปรึกษา สอนตัวต่อตัวบ่อยๆเข้าก็เริ่มไม่ไหว ต่อยอดกลายเป็นเปิดคอร์สสัมมนา จนเมื่อมีฐานผู้เรียนเยอะพอประมาณ ก็เปิดเป็น Exhibition งานจัดแสดงสินค้า Handcraft ทำให้ออกสู่สายตาคนทั่วไป ต่อยอดให้ธุรกิจคนทำงาน Handcraft ต่อไปได้อีก พนักงานก็สนุกที่ได้ทำงานที่หลากหลายมากกว่าแค่ขายผ้าเช็ดหน้าแบบเมื่อก่อน ความสำเร็จที่ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นจาก การที่เค้าอยากทำให้วงการงานฝีมือญี่ปุ่นคึกคัก

– สำหรับเคสสุดท้าย ตอนแรกนึกว่าเป็นเรื่องของ Elon Musk แต่แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องของผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่ถ่ายรูปร่วมเฟรมกัน เขาเป็นคนซื้อทัวร์ไปชมดวงจันทร์ของ SpaceEx ชายคนนี้เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า ที่สร้าง Platform ซื้อเสื้อผ้าที่มีความคิดแหวกแนว บอกไซส์ละเอียดมาก มีรูปจากลูกค้าที่ใส่จริงมารีวิววิธีใส่เสื้อผ้าตามสไตล์ต่างๆ แถมยังมีขายชุดสูทแนบตัวลักษณะเหมือนชุดดำน้ำที่ไว้สวมเพื่อวัดไซส์โดยละเอียดของร่างกายคนสวมใส่ เพื่อสามารถตัดชุดสำหรับเจ้าของสูทนี้โดยเฉพาะ แถมยังมีการรับซื้อคืน และอีกหลายบริการที่เอาใจคนที่อยากแต่งตัว จนยอดขายพุ่งขึ้นเรื่อยๆ

เคล็ดลับของความประสบความสำเร็จนี้คือ แค่อยากให้ผู้คนสนุกกับการแต่งตัวเท่านั้น แถม Mindset การทำธุรกิจของเขาก็น่าสนใจมาก เขาเชื่อว่าบริษัทควรเติบโตจากการทำอะไรบางอย่างให้คนมีความสุข สร้างประโยชน์ให้คนอื่นมากกว่าจะมาแข่งกัน แทนที่จะเหยียบคนอื่นขึ้นมาชนะ สิ่งสำคัญน่าจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นและทำให้คนอื่นมีความสุขหรือเปล่า

– อาจารย์เกดสรุปไว้ว่า Passion ที่ดีจะทำให้เราเจอ Purpose ในการทำสิ่งๆนั้น และมันนำทางให้เราไปสู่ Profit ได้ในที่สุด ซึ่ง Passion ที่ดีคือ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีตั้งแต่วันแรกก็ได้ แต่ต้องมาจากใจของตัวเอง และ Unique ไม่ต้องไปเลียนแบบใคร เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอยู่กับได้นาน จนเป็นวินัย จนทำให้นำกำไรมาสู่เราได้ในที่สุด

#CreatingbyHumanProductionbyAI : สร้างสรรค์ด้วยมนุษย์ สรรค์สร้างด้วย AI

เป็น session ที่เล่าเรื่อง AI ได้ตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ไม่ทำให้เรากลัว AI จนหัวหดเกินไป และมีแนวทางให้อยู่ร่วมกันได้

– ปัจจุบัน AI ถึงไหนแล้ว เท่าที่ข้อมูลมีตอนนี้ AI มี 3 Stage คือ

1. Artificial Narrow Intelligence (ANI) ยุคที่ AI เหมือน Baby คือศึกษาข้อมูลเชิงลึก เรียนรู้ Pattern และฝึกจนเชี่ยวชาญ เช่น AI AlphaGo ที่เล่นโกะจนชนะมือ 1 ของโลก

2. Artificial General Intelligence (AGI) เป็นยุคที่ AI โตแบบ Exponential ศึกษาข้อมูลได้หลายแขนง เริ่มเข้าใจการคิดของมนุษย์ ตอนแรกผู้เชี่ยวชาญประเมินไว้ว่าโลกเราจะเข้าสู่ยุค AGI ในปี 2040 แต่ปัจจุบัน เรามาถึง Stage นี้แล้ว เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะเลย เรามาถึงเร็วกว่าที่คิด ปัจจุบันมี AI Midjourney / DALL-E ที่เปลี่ยน Text เป็นภาพ Ai VooV ที่แปลงจาก Text เป็น Voice Over อีกหน่อยคนก็สามารถผลิตหนังสือเสียงได้ง่ายๆ สร้างโปสเตอร์งานอีเวนท์ได้ง่ายๆ หรือแม้แต่สร้างหนังสั้นซักเรื่อง

3. Artificial Super Intelligence (ASI) เป็นยุคที่ AI จะฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ หรือฉลาดยิ่งกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินไว้ว่าอีกไม่เกิน 5 ปีต่อจากนี้ เราจะเข้าสู่ยุค ASI อย่างสมบูรณ์

– แล้วเราจะอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างไร คำตอบคือเราต้องใช้ AI ให้เป็น Co-Worker เป็นเพื่อนร่วมงานหรือเป็นหนึ่งในทีมงานของเรา หรือถ้าจะให้ดีเราควรเป็น AI Conductor คือผู้ควบคุม AI ให้ทำตามคำสั่งของเรา เราควรบูรณาการ AI ไม่ให้มันมาแทนเรา ระวังเรื่อง Ethics ในการใช้ AI ด้วย เพราะมันสามารถ สร้าง เสริม ซัพพอร์ต เสี้ยม ซ่อม เสิช ได้

– ณ ตอนนี้ AI ยังต้องพึ่งพามนุษย์อยู่ เพราะ Chat GPT Ai ยอดฮิตตอนนี้ ไม่สามารถแยกแยะข้อมูลได้ว่าอันไหน Fake news มนุษย์จึงยังต้องกรองข้อมูลด้วยวิจารณญาณและวิเคราะห์อยู่ ซึ่งสิ่งนี้ AI ยังทำไม่ได้

– สรุปแล้ว AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่จะมาเพิ่มงานโดยรวม และจะมาลดงานของบริษัทที่ไม่ได้ใช้ AI สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องใช้มัน คำแนะนำคือ เรียนรู้ และปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ตอนที่ AI ยังไม่ได้เป็น ASI เพราะยังฟรีอยู่ ยังมีเวลาให้เรียนรู้ได้ เราจะได้ Ahead of AI อย่ารอให้ไปเรียนรู้ในวันที่ทุกอย่างต้องเสียเงินเสียทรัพยากรเยอะในการได้มันมาใช้งาน

ด้วยรักจากเจ้

Fromyoursis

152 – เก็บตกจาก Mission to the Moon Forum

สรุปเนื้อหาที่ได้จากงาน Mission To the Moon Forum 2023 จัดขึ้นวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2566

ขอชมก่อนเลยว่าระบบการจัดการงานดี ทั้งตอนลงทะเบียน รับบัตรเข้างาน เจ้าหน้าที่กระจายกันดูแลพื้นที่แต่ละจุด มุมถ่ายรูปที่ Backdrop มุมออกบูธของสปอนเซอร์ การออกแบบเวทีเอาพระจันทร์มาเป็นไฮไลท์ พร้อมจอ LED ประกบทั้งสองฝั่งซ้ายขวา เรียกได้ว่านั่งฝั่งไหนก็ไม่มีว่าไม่เห็นเวที รวมไปถึง แสง สี เสียง และการจัดสเปซระหว่างแถวเก้าอี้ ก็ไม่แคบจนเดินไม่ได้ แถม Post event ก็ยังสามารถรับชม Rerun ย้อนหลังได้อีก 3 เดือน

โดยภาพรวมถือว่าดีมีความเป็นมืออาชีพ รับมือกับมวลชนผู้ฟังเป็นพันคนได้ราบรื่นดี

ในงานแบ่งออกเป็น 9 session อยู่ใน Hall เดียวเลย ชอบที่ไม่ต้องย้ายห้องไปมา

#Session 1 : พัฒนาทักษะชีวิตและการทำงานในวันนี้ให้ดีกว่าเดิม Work-Life Improvement 2023 โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ

– ทุกวันนี้มีตัวเลือกวิ่งเข้าหาให้เราเลือกมากมาย เราจึงต้องมีทักษะการกรองข้อความว่าอันไหนควรค่าแก่การให้เวลา เพราะมีเรื่องให้เราต้องตัดสินใจเยอะ

– หลักของ Time Management คือ เราจะมีเวลาสำหรับเรื่องที่สำคัญสำหรับเราเสมอ

#Session 2 : พลังแห่งการสื่อสาร สร้างแรงบันดาลใจ The Power of Communication

– การสื่อสารเป็นทักษะที่ถูกด้อยค่า (underrated) เพราะคนมักคิดว่ามันไม่เห็นจะมีอะไร ก็แค่สื่อสาร แต่จริงๆแล้ว เราถูกหลอกกันง่ายมากจากการป้อนข้อมูลให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งสารต้องการ

คุณรวิศอ้างอิงจากบทความ How gullible are we ที่ผู้เขียนพยายามให้ข้อมูลด้านลบต่างๆนานา เกี่ยวกับสารเคมีที่ชื่อ “Dihydrogen Monoxide” และมีการถามคน 50 คนว่าเราควร “แบน” สารเคมีตัวนี้ไหม เกือบทั้งหมดตอบว่าควรแบน มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่มั่นใจ ซึ่งสุดท้ายก็เฉลยว่า สารเคมีตัวที่ว่านี้คือ H2O หรือ “น้ำ” นั่นเอง (แล้วเราจะยอมแบนน้ำจริงๆรึ😅)

เรื่องนี้ทำให้เราเห็นถึงพลังของการสื่อสาร ว่ามันสามารถชักจูงคนเราได้ง่ายมาก

– หัวใจของ Communication มี 3 ข้อ คือ Briefing / Persuasion / Pitching

– เริ่มที่ Briefing การบรีฟข้อมูล ถือเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ที่ถ้าติดผิด ที่เหลือก็จะผิดตามไปทั้งหมด เวลาคำตอบหรือทางแก้ปัญหามันไม่เวิร์ค ให้ลองดูว่าบรีฟผิดหรือเปล่า (If the answer doesn’t work maybe the brief is wrong) และอย่าคิดว่าคนที่เราคุยด้วยจะมีชุดความคิด ตรรกะ Logic เดียวกับเรา เคล็ดลับที่คุณรวิศใช้ประจำคือ ให้ถามกลับว่า “เมื่อกี๊พี่พูดว่าอะไร” หรือ “น้องเข้าใจว่าอย่างไร”

– ตามด้วย Persuasion การจูงใจ มนุษย์เรามักใช้ความรู้สึกนำเหตุผล คุณรวิศพูดถึงหนังสือ Thinking Fast and Slow ใจความว่า สมองเราใช้ 2 system คือ System 1 เป็น Thinking Fast เป็นสมองส่วนที่ทำงานอัตโนมัติ ไม่ต้องพยายาม ใช้เพียงสัญชาติญาณ สมองส่วนนี้ตัดสินใจทำอะไรเร็วมาก กับ System 2 Thinking Slow เป็นสมองส่วนที่ต้องการการประมวลผลข้อมูล โฟกัส และคิดวิเคราะห์ ซึ่งคุณรวิศแนะนำให้เราพยายามใช้สมอง System 2 คิดให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะโดนจูงใจให้ทำหรือตัดสินใจอะไร

– และสุดท้าย Pitching คือการปิดดีล โดยยกตัวอย่างจากจุดเริ่มต้นของการขายคอนเซปต์ เกมโชว์ Who wants to be a millionaire ซึ่งในตอนแรกคนที่เป็นเจ้าของไอเดียเกมโชว์นี้ไปขายช่อง TV ดังๆ แต่ไม่สำเร็จ เพราะเจ้าของช่องต่างก็กลัวว่าจะต้องเสียเงินล้านทุกสัปดาห์ แต่พอเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอเป็น Pitching through Simulation คือการ Pitch แบบจำลองสถานการณ์จริง ให้ผู้ลงทุนลองเล่นเป็นผู้เข้าแข่งขัน พาไปสัมผัสทุกตัวช่วย ทุกกติกา และการทำงานของเกมโชว์ ผู้ลงทุนก็เลยเข้าใจว่าการที่จะได้เงินล้านมันยากมาก และชอบไอเดียที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ วัดความตื่นเต้นกันน่าดู พอผู้ลงทุนเห็นภาพ เกมโชว์นี้จึงได้แจ้งเกิดและโด่งดังจนหลายประเทศขอซื้อลิขสิทธ์ รวมถึงบ้านเราด้วยในชื่อ “เกมเศรษฐี”

– อีกเคสที่ยกตัวอย่าง คือนายหน้าขายผลงานศิลปะ Joseph Duveen ผู้ซึ่ง Pitching ตัวเองให้ได้รับงานจาก John Pierpont หรือ J.P. Morgan นักสะสมผลงานศิลปะชื่อดังได้โดยการทำให้ Morgan อึ้งกิมกี่กับโจทย์ที่เค้าพยายามใช้คัดเลือกนายหน้า โดยการให้คนทำแจกันปลอม แต่เลียนแบบของจริงให้เหมือนที่สุด มาวางข้างแจกันของจริง รวมแล้วมีแจกัน 5 ใบ โจทย์คือให้ใช้เวลาชั่วโมงนึงหาให้เจอว่าใบไหนคือของจริง ยังไม่ทันที่ Morgan จะออกจากห้อง เสียงไม้เท้ากระทุ้งไปที่แจกันแตกดังโพล๊ะ เป็นฝีมือของ Joseph Duveen นั่นเอง ซึ่งเขาก็ทำลายแจกันปลอมแบบมั่นใจมาก หลังจากนั้นมา Morgan จึงไว้ใจให้ Joseph Duveen เป็นนายหน้าหาผลงานศิลปะเพียงแค่คนเดียวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นี่เป็นหนึ่งในการ Pitching ที่ทรงพลังมาก ถ้ามั่นใจ ก็ไปให้สุด

– เวลานำเสนอ Pitching สิ่งที่ออกจากปากเราไปมีเพียง 10% เท่านั้น อีก 90% คือมหาสมุทรของข้อมูลที่อยู่ใน Appendix สิ่งสำคัญคือ เราต้องพูดแต่ความจริง

– คุณรวิศแนะนำว่าตอน Pitching ให้เริ่มต้นแบบระเบิดลง 30 วินาทีแรก ระหว่างทางต้องตอบคำถามว่า “ทำไม” ต้องเลือกสิ่งที่เรานำเสนอให้ได้ และที่สำคัญคือ ซ้อม ซ้อม ซ้อม (คุณรวิศบอกขำๆว่า ตอนซ้อมไม่เคยมีอะไรผิดพลาด แต่วันจริงชอบมีเหตุขัดข้องอยู่เรื่อย ฮา)

#Session 3 : บทเรียนการเป็นทักษะผู้นำ ฉบับ “มนุษย์เป็ด” Leading as a Generalist

– ถ้าเรารู้หลายสิ่งแบบผิวๆ กว้างๆ เปรียบเสมือนเส้นแนวนอน นั่นคือ Generalist ถ้ารู้ลึก เหมือนเส้นแนวตั้ง คือ Specialist เมื่อเอามารวมกันจะกลายเป็น T-Shape

– AI จะมา disrupt คนที่เป็น Specialist ได้มากที่สุดเพราะมันสามารถเรียนรู้ Pattern ได้ เช่น โกะ หมากล้อม ฯลฯ

– นักกีฬาที่มีชื่อเสียงดังระดับโลก ที่เป็นตัวแทนของ Specialist คือ ไทเกอร์ วูดส์ ที่ฝึกซ้อมกอล์ฟตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และคนที่เป็นตัวแทนของ Generalist คือ โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ ที่คุณแม่ส่งเสริมให้ลองเล่นกีฬาหลายชนิด ก่อนจะมารู้ตัวว่าชอบเทนนิส ทำให้เขากลายเป็นนักเทนนิสฝีมือดีเพราะรู้หลากหลายทักษะจากกีฬาต่างๆมาเสริมการเล่นเทนนิสของเขา

– สตีฟ จอบส์ นับว่าเป็น Ultimate Generalist เขามีทักษะติดตัวหลายอย่างมากๆ ซึ่งเราก็อาจจะควรเปิดใจลองสิ่งใหม่ๆดูบ้าง

– คุณภาวลิน ลิมธงชัย CEO ของ Liberator Securities บอกว่าเธอเป็นเป็ด ซึ่งถ้าให้วิเคราะห์ สกิลของเธอคือ ความหลายหลาย ความกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน การมีเซนส์ความเป็นเจ้าของที่มีความรับผิดชอบ มีความเห็นอกเห็นใจ และมีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเธอมี passion แรงกล้ามากที่อยากให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องการลงทุน เพราะเชื่อว่ามันจะพาให้เรามีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ และมันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ควรจะทำให้ตัวเองมีความมั่งคั่งมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อคนมีกินมีใช้ ประเทศของเราก็จะดีขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน

#Session 4 : การเป็นผู้นำของคนทุกยุคทุกสมัย Leading across Generations

– คุณจูน Group CEO ของ WHA บอกว่าหน้าที่ของผู้นำคือเปลี่ยนคน เพราะโลกเปลี่ยนแล้ว คนมีวันเกษียณ แต่องค์กรจะเกษียณไม่ได้ (ยกเว้นว่าเลิกกิจการไป) ดังนั้นคนจึงต้องพัฒนาตัวเอง และเราต้องทำงานแบบพร้อมเกษียณ คือทุกอย่างต้องไปต่อได้แม้เราไม่อยู่แล้ว

– การ Transform ในแบบฉบับคุณจูน ไม่ใช่ Top-Down แต่เป็น ทุบ ดาวน์ รื้อใหม่

– วิธีการรับมือกับคนรุ่นใหม่คือ ต้อง”ฟัง” เค้าก่อน ไม่ใช่เอาแต่ “บอก” ว่าให้เค้าไปทำอะไร

– คุณจูนบอกว่าเธอทำ Mission to the Moon ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเริ่มจากก่อตั้งบริษัท เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไป Take over โรงงานต่างๆ ทำงานให้สังคม ฯลฯ เธอทำมาหมดแล้ว ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของเธอคือ Mission to the Sun โดยอยากจะประกาศว่า WHA จะเป็น Tech Company ในอีก 3 ปี ซึ่งเธอก็เชื่อว่าทุกอย่างมันก็เริ่มจากความไม่พร้อมทั้งนั้นแหละ

– ผู้นำที่มีความสามารถในการสื่อสารจะพาคนในองค์กรไปได้ไกลกว่า

– คุณจูนชอบที่จะเอาคนรุ่นใหม่มาเทรนให้มี Entrepreneurship Mindset คือความคิดแบบคนเป็นเจ้าของ เพราะเธอเชื่อว่าคนเราจะภูมิใจเมื่อได้รับการยอมรับ หรือได้ Recognition

– คุณจูนมองตัวเองเป็นคนรุ่น GenX ที่มีหัวใจ GenY

– เท่าที่ฟัง คุณจูนเป็นผู้นำที่พูดเร็ว น่าจะเป็นผลจากการที่คิดเร็ว สมองประมวลผลเร็ว จึงพรั่งพรูออกมารัวๆ ถ้าฝืนพูดช้าๆ จะทำให้เหมือนมีคอขวดที่ปาก คือ ข้อมูลมาแล้ว ล้นสมอง แต่ออกมาไม่ทันใจ จะกลายเป็นพูดไม่ออก นอกจากนี้น่าจะเป็นคนดุ เคร่งครัด มีลิมิต ดูจากการที่เธอบอกว่าถ้าพนักงานถามเรื่องเดิมๆซ้ำๆ 3 ครั้งก็จะโดนดุ

– คุณจูนเห็นความสำคัญของเวลา เชื่อว่าเวลามีค่า เวลาประชุมก็จะตรงเวลา และกล้าเชิญคนที่เข้าประชุมแบบศาลพระภูมิ ตาเหม่อลอยออกจากห้อง (เฉียบ!) เธอเชื่อว่าการประชุมไม่ใช่การสอน ไม่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง และถ้าประชุมไหนไม่เข้าท่า ไม่ยื้อ เดินออกมาเลย

– เนื่องจากคุณจูนมี C-Level ที่รีพอร์ตตัวเองอยู่ 14 คน จึงใช้วิธี morning call ตอนเช้าก่อนเริ่มงาน 30 นาทีกับแต่ละคนในแต่ละวัน เท่ากับว่า ภายในสองวีค คุณจูนก็จะคุยกับลูกน้องตัวเองครบทุกคนแบบ 1-1

– หากลูกน้องมีอาการเบื่องาน ต้องรู้จักข้อมูลของลูกน้องก่อนว่าเกิดจากอะไร ถ้าเป็นเรื่องขั้นตอนการทำงาน ก็ไปดูที่ต้นตอ หาทางทำให้มันง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นที่หัวหน้าก็จัดการหัวหน้าก่อน (เข้าใจว่าน่าจะเป็นการเรียกคุยให้เคลียร์)

– Title makes you CEO but People make you Leader ดังนั้นแล้ว คุณจูนจึงพยายามคิดถึงคนอื่นให้มากกว่าตัวเอง

#Session 5 : อนาคตการบริหารคนทำงาน ปี 2023 The Future of Talent Management โดย ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล และ คุณพรทิพย์ กองชุน

– Middle Manager เป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุดในองค์กร เพราะข้างบนก็จะเอา แต่ข้างล่างก็ไม่ทำ (หรือทำไม่ได้เท่าที่หวังไว้)
– คนเรามักอยากได้รับคำชม จึงปฏิเสธไม่ค่อยเป็น
– คนไม่ได้ Recognize ที่คุณทำหลายอย่าง แต่เขาทำเพราะคุณทำ 1 อย่างได้ดีต่างหาก
– เวลาทำงาน ต้องอย่ามองแต่ Ant View (มุมมองของมด) ให้ลองถอยมาดูภาพใหญ่ขององค์กรบ้าง
– การโค้ชสำคัญมากแม้ต้องใช้เวลา ก็ต้องยอม
– คนเรามักจะเหนื่อยเพราะมองระยะสั้นบ่อยกว่า มากกว่า ระยะยาว
– หน้าที่ของ Manager คือทำให้น้องเติบโต เก่งขึ้น ถ้าเราไม่อยู่น้องก็ต้องทำงานด้วยตัวเองได้

#Session 6 : พัฒนาทักษะสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อการเติบโตในหน้าที่การงาน The Art of Networking

– คุณเล้ง ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร CEO บริษัท MFEC เกริ่นถึงเหตุผลของความสำคัญของหัวข้อนี้ว่า เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงต้องการพึ่งพากันและกัน

– การที่คนประสบความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่เกรด ความเก่ง ความฉลาด สิ่งเหล่านี้อาจมีผลราว 30% แต่ที่เหลือคือสิ่งแวดล้อมที่เราไปอยู่ว่าถูกที่ถูกทางหรือไม่ มีคนซัพพอร์ต สนับสนุนแค่ไหน

– เส้นสาย ไม่เท่ากับ Network แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Network เท่านั้น

– บางคนเกิดได้เพราะข้างล่างดัน (ลูกน้องทำงานดี) บางคนมีคนข้างบนให้โอกาสดีๆ หรือบางคนเก่งด้วยตัวเองจริงๆ

– Network มีทั้งดี และไม่ดี เวลาที่เจอคนดี เราก็ทำเต็มที่ มันก็ส่งเสริมกันให้ไปในทางที่ดียิ่งๆขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเจอไม่ดี อาจทำให้เราเสียเวลาช่วงหนึ่งของชีวิตไป บางครั้งอาจรุนแรงถึง เสียชาติเกิดก็มี (พวกพากันเข้าคุก) ดังนั้นต้องเลือกคนที่อยู่ใน Network ให้ดี เพราะคุณภาพของความสำเร็จของเราขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้คนที่รายล้อมเรา (Quality of your success equals to quality of your network)

– Network ที่มีคุณภาพจะมีความสมดุลระหว่าง Give & Take มันจะมีบางคนที่เป็นฝ่ายขอตลอด แบบนี้ให้ “เลี่ยง” เพราะถ้าเราให้อย่างเดียวเราก็จะ “เดี้ยง”

– เวลาดูคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เรามักใช้อัลกอริทึ่มของตัวเอง (โดยที่ก็ไม่รู้ว่าถูกต้องมั้ย) เรื่องนี้ให้ใช้หลักการเดียวกับ นักดื่มไวน์ ที่ก็ต้องชิมไวน์เยอะๆ ถึงจะบอกได้ว่าไวน์ไหนดีหรือไม่ดี เช่นเดียวกับเรื่องคน เราก็ต้องเทรนสายตาของเราเหมือนกัน

สำหรับนักดื่มไวน์ เป็นเรื่องง่ายที่จะแยกไวน์ถูกออกจากไวน์ราคาแพง แต่มักจะติดปัญหาแยกไวน์ดี กับไวน์ดีมากๆ ไม่ค่อยออก เหมือนกับเราที่แยกคนไม่ดีกับคนดีได้ แต่มักจะดูคนดีกับคนดีมากๆไม่ออก เราจึงต้องพยายามฝึก โดยการสังเกต และใส่ใจ (คุณเล้งเปรียบว่า ดูคนให้เหมือนเวลาที่ผู้ชายดูพระ หรือผู้หญิงดูกระเป๋าชาแนลว่าแท้หรือปลอม) พอดูบ่อยๆเราก็จะพอมองออกเอง

– คุณเล้งมองว่าเรื่อง First Impression หรือเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเป็นเหมือนวัยรุ่นจีบสาว Network ต่างหากคือของจริง

– Network เราจะดีหรือไม่ดี อยู่ที่ “จังหวะการเข้าทำ” เช่น เวลาเดินป่าเสร็จ หิวน้ำมาก ออกจากป่ามา มีคนขายน้ำขวดละห้าพัน ก็ซื้อ แต่ถ้าเอาน้ำมาให้ฟรีๆหลังจากที่เพิ่งกินข้าวเสร็จอิ่มๆ ก็คงไม่อยากจะถือ หรือยามที่ป่วยไข้เข้าโรงพยาบาล ทุกคนต่างเอากระเช้าผลไม้มาให้ มาเยี่ยมกัน แต่เวลาสบายดีไม่เคยมา พึงระลึกไว้ว่าจังหวะการเข้าทำสามารถซื้อใจคนได้

– เรื่องที่ต้องระวังในการสร้าง Network คือ ตาดู หูฟัง สังเกต แต่อย่าคล้อยตามง่ายๆ มันต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ แต่ต้องทำ เพราะคนเรามีโอกาสไม่ตรงปก

– เราจะ Transform ได้ ต้อง Unlearn Network เอาคนไม่ดีออกก่อน Unfriend ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปก่อน จะได้มีพื้นที่สำหรับคนที่ใช่จริงๆ

– ถ้าอยากสร้าง Network เราต้องพยายามตั้งค่า default ให้เป็น NO ไว้ก่อน ค่อยๆเรียนรู้กันก่อนพาเข้ามาวงใน มากกว่าจะเป็น YES ตั้งแต่แรก (แต่คนเรามักตั้งค่าเป็น Yes แต่แรกเพราะกลัวคนเกลียด) เนื่องจาก Network ที่มีคุณภาพ ต้องใช้เวลา พลังงาน เงิน ต้องมีการลงทุนในความสัมพันธ์ ที่สำคัญ คนที่อยู่ใน Network เราควรมีค่านิยมที่เรารับได้ด้วย

#Session 7 : เราพัฒนาตัวเองไปทำไม Start with Why

หัวข้อนี้ฟังมาเกินครึ่งทางยังจับใจความไม่ค่อยได้ว่าเราพัฒนาตัวเองไปทำไม อาจจะเหมาะกับการใช้หัวข้ออื่น เช่น “ความหมายที่แท้จริงของชีวิต” หรือ “วิธีการใช้ชีวิตให้มีความสุข” อะไรประมาณนั้นมากกว่า

แต่บังเอิญว่าคลื่นลมดันดี ก็เลยแล่นเรือฟังไปเพลินๆ

– “นับวัน ดูเหมือนว่ามนุษย์จะโง่กว่า AI เข้าไปทุกที” นิ้วกลม กล่าวไว้ตอนต้น คนเราจึงพยายามพัฒนาตัวเองให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

– ชีวิตเราไม่ใช่การเดินทางจากจุด A ไป จุด B ( เกิดไปจนตาย) อันที่จริงแล้ว ชีวิตคนเรา เหมือนนิยายเล่มหนึ่ง ที่เขียนเป็นบทและจบไปเป็นบทๆ ซึ่งเราก็อาจจะไม่ได้ชอบทุกบท แต่มันก็คือเรื่องของเราเอง

– บางบทเราอาจจะผ่านมันมาอย่างย่กลำบาก แต่ชีวิตคือการทนบทที่เราไม่ชอบเพื่อไปเจอบทที่ชอบ

– การพัฒนาชีวิตไม่ได้ทำเพื่อให้เราดีขึ้นเสมอไป แต่อาจเป็นการฟื้นฟู เยียวยาบำบัดจิตใจเราเอง เหมือนกับ “ซิสุ – Sisu” ปรัชญาของฟินแลนด์ ที่ว่า เราควรไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็แค่ใช้ชีวิตต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

– ถ้าเราลองมองลงไปในรายละเอียด มนุษย์ล้วนมีความเปราะบางในตัวเอง ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจะอยากช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่าทุกคนมีแผลเป็นในชีวิต เราจะประคับประคองกันไป

– นิ้วกลมเปรียบเปรยมนุษย์ว่าคือ ภาชนะรูรั่ว ที่เติมอะไรเข้าไปก็หวังว่ามันจะเต็ม รูรั่วไม่ได้อยู่ที่ตาคนอื่น แต่อยู่ที่ใจเราเองต่างหาก

– ความรักได้มาโดยการเอาความรักไปแลก เราคงไม่สามารถทำให้คนทั้งหมดมารักเรา แต่เอาเข้าจริง เราก็ไม่ได้ต้องการเยอะขนาดนั้นนี่นา

– วิธีการถนอมความรัก ฟังเค้า เชิดชูเค้า ยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็นแบบไม่มีเงื่อนไข คิดเสมอว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเอาชนะแต่เพื่อซัพพอร์ตกันต่างหาก

– ตอบตัวเองให้ได้ว่าเราใช้ชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือคุณค่าที่เรายึดถือ

– คนเรามักคิดว่าเรามีแค่ชีวิตเดียว แต่เราอาจจะมีหลายชีวิตก็ได้ เพราะถ้าเส้นชัยเดิมที่เราผ่านมาแล้วมันค่อยๆเลือนหายไปเรื่อยๆ นั่นแปลว่าเราอาจจะกำลังมุ่งหน้าสู่ชีวิตใหม่ เส้นชัยใหม่

– ถ้ามีสองอย่างให้เลือกระหว่าง ความสนุก กับ ความสำเร็จ ให้เลือกอย่างแรก เพราะเมื่อเราได้ความสำเร็จแล้ว เราอาจไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ ความสนุกมันกว้าง แต่ความสำเร็จมันแคบ เราต้องรู้จักแบ่งบทให้ชีวิตตัวเองแสวงหาความสุข ไม่ใช่ความสำเร็จ

– ชีวิตไม่ได้มีแค่ยอดไลค์ ยอดวิว หรือสะสมคนดู แต่เป็นการเรียนรู้ไปตามทาง

– นิ้วกลมบอกว่าไม่ชอบมองข้างหน้า และข้างบน แต่ชอบกว้างๆและลึกมากกว่า เพราะชีวิตมีมิติมากกว่าเรื่องงาน ความเก่ง และความสำเร็จ

– เราต้องรู้จักอนุญาตให้ตัวเองได้มีความรื่นรมย์ ได้เอนหลัง นั่งนิ่งๆ โดยไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากนักก็ได้

– ชีวิตเราใช้ได้หลายแบบ อย่าใช้ชีวิตให้คนอื่นตัดสินเรา

– มีสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้เยอะมากๆในโลกใบนี้ เช่น อ้อมกอด รอยยิ้ม การปลอบโยน ฯลฯ

– ที่เราอยากให้คนอื่นมองว่าเราดูดี เพราะข้างในเรายังโหว่อยู่หรือเปล่า ซึ่งถ้าเราต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา มันคือความล้มเหลว

– ฟินแลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลก เคล็ดลับคือคนฟินแลนด์มักจะถ่อมตัว และมีความพึงพอใจตลอด

– ลองถามตัวเองดูว่า เรารักตัวเองจากตัวเองจริงๆ หรือรักตัวเองที่เกิดจากสังคม เช่น การได้รับการคอนเฟิมว่าเราเก่ง ได้รับการยอมรับว่าเราประสบความสำเร็จ เราชอบแบบไหนมากกว่ากันระหว่าง ร้องเพลงในห้องน้ำอย่างเป็นสุขคนเดียว หรือ ขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อเสียงปรบมือ

– สรุป
1. รู้จักทนกับบทในชีวิตที่ไม่ชอบเพื่อไปพบบทที่ชอบ
2. ให้เวลากับการฟื้นฟู
3. ตระหนักว่าทุกคนมีบาดแผล
4. ใส่หูฟังตัดเสียงรบกวน
5. แบ่งบทให้ชีวิตตัวเองแสวงหาความสนุกให้มากกว่าความสำเร็จ
6. ร้องเพลงในห้องน้ำอย่างเป็นสุขคนเดียว หรือ ขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อเสียงปรบมือ
7. จงเป็นเรื่องราวที่ดีในชีวิตของคนอื่น

#Session 8 : เมื่อสังคมยิ่งขยายใหญ่ “พื้นที่ปลอดภัย” ในใจเราก็ยิ่งจำเป็น

หัวข้อนี้เซอร์ไพรส์มาก เพราะเพิ่งรู้ว่าหมอเอิ้น พิยะดา หาชัยภูมิ เป็นจิตแพทย์ที่แต่งเพลงเพราะๆในยุค 90 ไว้หลายเพลงมากๆ ยังคุยกับเพื่อนๆว่าคุณหมอทั้งสวย เก่ง ฉลาด เสียงเพราะ อักขระชัดเจน ร้องเพลงได้ แต่งเพลงเป็น อะไรจะครบเครื่องขนาดนี้ แถมเล่าเรื่องเก่ง ลูกเล่นแพรวพราวชวนฟังน่าติดตาม

– หมอเอิ้นเล่าถึงช่วงเวลาวัยเด็กว่าเวลามีเรื่องเครียดๆ จะชอบอยู่ในห้องน้ำ ที่ๆซึ่งเป็นที่ปลดทุกข์ทั้งกายและใจ

– การอยู่ในห้องน้ำคนเดียว ทำให้หมอเอิ้นค้นพบความสามารถในการแต่งเพลงของตัวเองตั้งแต่ ป. 4 โดยที่ไม่ได้ไปเรียนดนตรีที่ไหน หรือเล่นเครื่องดนตรีเป็นมาก่อน

– หมดค้นพบว่าการอยู่ในห้องน้ำ ทำให้หมอเอิ้นแต่งเพลงได้ คนรอบข้างมีความสุข และ ชอบตัวเอง นั่นเป็นเพราะห้องน้ำเป็นพื้นที่ปลอดภัย

– องค์ประกอบของพื้นที่ปลอภัยคือ ไว้ใจ เชื่อใจ วางใจ ปล่อยใจ ทำให้เกิดสภาวะสงบ เบิกบาน ตามมาด้วยการมีสติ (Mindfulness) และ สมาธิ (Meditation) เราต้องเลือกว่าเราอยากสร้างพื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่กลัวมากกว่ากัน

– เราคือคนที่อยู่ในปัญหา เราก็จะรู้จักวิธีแก้ที่ดีที่สุด

– หมอเอิ้นบอกว่า เพลงมีหน้าที่ของมัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แทนความรู้สึก หรือ ไว้ปลอบใจ

– หมอเอิ้นเชื่อว่า กาย ใจ จิตวิญญาณนั้นเชื่อมโยงถึงกัน การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้ใช้หลัก BREATH คือ
B- Breath
R- Relaxation
E- Eye Close
A- Awareness
T- Talk Time
H-Healthy Lifestyle

#Session 9 : ทำอย่างไรไม่ให้แรงงานไทยไหลออกนอกประเทศ โดย คุณโธมัส คุณรวิศ คุณธรรศภาคย์ และ หนุ่มเมืองจันท์

สรุปสั้นๆว่า ถ้าการเมืองดี คนจะไม่อยากหนีไปอยู่ต่างประเทศ คงเพราะการเมืองมีอำนาจในการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหลายของประเทศไทย

#missiontothemoonforum2023

151 – ร้านขายเวลา

151

ร้านขายเวลา

ก่อนหน้านี้เคยอ่านวรรณกรรมเยาวชนของประเทศแถบเอเชียตะวันออก (ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน) แล้วรู้สึกชอบคือ ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ  ศูนย์รับฝากความเสียใจ ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ ฯลฯ รู้สึกว่าอ่านง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ เพลินๆดี แถมได้ข้อคิดดีๆให้อบอุ่นหัวใจหลังอ่านจบ

พอเห็นหน้าปกเล่มนี้ และชื่อหนังสือที่สะดุดหู คือ “ร้านขายเวลา” หรือในชื่อภาษาเกาหลี “ชีกานึล พานึน ซังจอม” ก็เลยหยิบมาอ่านด้วยความคาดหวังเหมือนตอนอ่านเล่มก่อนๆ

ร้านขายเวลา เป็นเรื่องของ “อนโจ” เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่เปิดร้านขายเวลาขึ้นมาในอินเตอร์เน็ต เพราะคิดว่าใครๆก็ชอบบอกว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง ดังนั้น เราก็น่าจะขายเวลาได้

อันที่จริงการที่อนโจเปิดร้านขายเวลา มาจากการที่อยากทำตามความตั้งใจของพ่อที่เป็นนักดับเพลิงที่เสียชีวิตไปแล้ว พ่อเคยบอกเสมอว่า เราควรใช้ชีวิตด้วยการทำดี หากเราสามารถช่วยชีวิตใครสักคน หรือช่วยให้เขาหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากได้ หากเราทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น และเราภาคภูมิใจกับมัน ก็ไม่มีงานใดที่ไร้ค่า อนโจจึงได้ไอเดียเปิดร้านขายเวลาขึ้นมา

อนโจ ตั้งกฎของการขายเวลาไว้ คือ

จะไม่ทำงานที่เกินกำลังความสามารถของตัวเอง

ไม่รับงานที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

เลือกรับเฉพาะงานที่ช่วยเยียวยาจิตใจลูกค้าได้ไม่มากก็น้อย

และที่สำคัญ เป็นงานที่สามารถเปลี่ยนเวลาให้เป็นเงินได้

งานทุกชิ้นที่อนโจได้รับคือการขายเวลากายภาพ (โครนอส) ซึ่งอนโจก็ใช้นามแฝงว่า โครนอสในร้านขายเวลาในการพูดคุยตกลงงานกับลูกค้าด้วย โครนอส เป็นภาษากรีก หมายถึง ลำดับของเวลา ที่ผ่านเข้ามาและผ่านไปเป็นเส้นตรง มีหน่วยเป็นวินาที นาที ชั่วโมง สามารถนับจำนวนเชิงปริมาณได้

มีหลายคนเข้ามาขอให้โครนอส (อนโจ) ช่วยทำภารกิจต่างๆ ทั้งการเอาของที่โดนขโมยมาไปวางที่เดิม การไปพบคุณปู่ของลูกค้าเพื่อพูดคุยทานข้าว ฯลฯ

เมื่อทำงานแต่ละครั้งเสร็จ แม้จะตื่นเต้น และหวาดเสียวไปบ้าง แต่อนโจกลับได้ค้นพบความหมายของเวลาที่แท้จริง (ไครอส) ที่เป็นเวลาชั่วขณะหนึ่ง บอกไม่ได้ว่าเป็นตอนไหน จำได้เพียงความรู้สึกชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น มีลักษณะเป็นเวลาเชิงคุณภาพและถาวร คือไม่ได้แค่ผ่านมาและผ่านไป

ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ไปพบกับคุณปู่ของลูกค้าที่ชื่อคังโท อนโจไม่เคยเจอหน้าลูกค้า และไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แต่รับภารกิจที่ลูกค้าได้ฝากฝังไว้ให้ไปทานอาหารกับคุณปู่ และภารกิจนี้เองที่ทำให้อนโจได้รู้จักกับเวลาไครอส การกินข้าวกับคุณปู่ ช่างเป็นเวลาที่มีคุณภาพจริงๆ กินข้าวก็คือตั้งใจกิน ไม่คุย ไม่ถาม

คุณปู่ได้เผยการใช้ชีวิตเรียบง่ายปราศจากการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่นมือถือ โทรทัศน์  คอมพิวเตอร์ โดยบอกว่าการไม่มีของพวกนี้ทำให้เรามีความเชื่อมั่นในตัวบุคคลเพิ่มขึ้น คุณงามความดีที่คนเคยมีก็ฟื้นคืนชีพกลับมา เหมือนว่าเวลาขยับเดินเพื่อเรา เวลาก้าวถอยไปอยู่ด้านหลัง ไม่ได้กำลังครอบงำเราอยู่

ถ้าอนโจเปรียบตัวเองเป็นโครนอส คุณปู่ก็เป็นเสมือนเทพไครอสที่ควบคุมคุณค่าและความหมายที่อยู่เหนือกาลเวลานั่นเอง

เรื่องราวในหนังสือมีทั้งจุดที่อิ่มเอมใจ และ จุดที่ไม่ค่อยประทับใจ โดยรวมๆ ออกจะเป็นแนวปรัชญา นามธรรม ต้องตีความเองหน่อยๆ นับว่าไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายสำหรับเด็ก เพราะอ่านแล้วน่าจะมีงง มีสับสนกันบ้าง และตอนจบก็ไม่มีการขมวดปม ให้คลี่คลายความสงสัย ขาดความเชื่อมโยงของตัวละครต่างๆในเรื่อง มีการฝากการพบเจอตัวละครหนึ่งไว้ในอนาคต ให้ผู้อ่านไปจินตนาการต่อเอาเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหรือนี่เป็นแนวทางที่ผู้เขียน คิมซ็อนย็องตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อติเสียทีเดียว สิ่งที่น่าชื่นชม คือ เล่มนี้ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแนวสืบสวน เดาทางเนื้อเรื่องไม่ออก มาด้วยคอนเซปต์ว่า เวลามีมาก่อนมนุษย์จะเกิด  และถึงไม่มีโลกใบนี้ เวลาก็ยังคงมีอยู่ตลอดไป เวลาที่เรารู้จักเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อความสะดวกในการดำรงชีวิต บางที แท้จริงแล้ว วันนึง อาจไม่ได้มีแค่ 24 ชั่วโมง เราอาจมีชั่วโมงที่ 25 ก็เป็นไปได้ แล้วก็เอามาผูกกับตัวละครที่ทำภารกิจขายเวลากับลูกค้าต่างๆ เนื้อเรื่องแปลกใหม่ น่าสนใจดี เพียงแค่รู้สึกว่ามันยังไปไม่สุด น่าจะจบได้ดีกว่านี้เท่านั้นเอง

เห็นว่าเล่มนี้ได้รางวัลผลงานวรรณกรรมเยาวชน Jaeum & Moeum ของเกาหลีด้วย เท่าที่อ่านคำนิยม น่าจะเป็นเพราะทักษะการเขียน การถ่ายทอดภาษาเกาหลีอย่างชำนาญ ใช้สำนวนภาษาที่มีความเป็นกวี ใช้คำโบราณที่นับวันจะหาอ่านได้ยากในเกาหลี ซึ่งตรงนี้พอมาอ่านงานแปลไทยแล้วเราไม่ได้รู้สึกอะไร อาจเป็นเพราะเลเวลการใช้ภาษาไม่เหมือนกัน เลยทำให้เข้าไม่ถึงจุดเด่นของวรรณกรรมแปลเล่มนี้

ทิ้งท้ายไว้ สิ่งที่ได้จากเล่มนี้ คือการมองย้อนมาที่ตัวเรา ถ้าเป็นไปได้ เราอยากเลือกเวลาแบบไหน เวลาแบบไหนคือช่วงเวลาที่มีความสุขของเรา ต้องลองไปค้นหาโดยการใช้เวลาแบบนั้นกันเอาเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#ร้านขายเวลา

150 – The Decision Book

150

The Decision Book – Fifty models for strategic thinking

เราทุกคนต้องเจอกับการตัดสินใจในทุกๆวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น จะลุกจากเตียงเลยดีไหม จะใส่ชุดอะไร จะกินอะไรดี จะขับรถไปทางไหนดี ซื้อหุ้น กองทุนอะไรดี จะเอาโบนัสไปทำอะไร จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น การเลือกทำเลที่อยู่อาศัย ซื้อบ้านหรือคอนโด การแต่งงาน การเปลี่ยนงาน การย้ายประเทศ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมาพร้อมทางเลือกให้เราต้องตัดสินใจในแต่ละช่วงจังหวะชีวิต

เล่มนี้เกิดขึ้นเพราะผู้เขียนก็ประสบพบเจอเช่นเดียวกับเราๆ ตีพิมพ์ครั้งแรกด้วยจำนวนน้อยมาก เพียง 500 เล่ม แต่กลายเป็นว่าขายไปได้กว่าล้านเล่มและถูกเอาไปแปลอีกกว่า 20 ภาษา แถมระหว่างทางยังมีผู้อ่านคอยส่งโมเดลใหม่ๆมาอัพเดตให้ผู้เขียนอีกด้วย จึงได้มีการรวบรวมใหม่เป็นฉบับปรับปรุงเล่มนี้

การอ่านเล่มนี้ต้องอย่าไปคาดหวังว่าจะได้คำตอบแบบเป๊ะๆ ปังๆ ฟันธงให้เรา แต่มันจะเป็นการชี้นำแนวทางให้เราคิดด้วยตัวเอง ตัดสินใจแบบมีแบบแผนคอยช่วยเป็น Back Up การตัดสินใจของเราอีกที เราจะได้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองที่ต้องตัดสินใจอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ใช้แค่ Verb to เดา หรือวัดดวงเอาหน้างานเท่านั้น

เนื่องจากในบริบทของการตัดสินใจ ตัวละครหลักๆที่เกี่ยวข้องจะมี “ตัวเราเอง” และ “ผู้อื่น” เล่มนี้จึงจะแบ่งโมเดลการตัดสินใจออกเป็น 4 ช่อง โดยมี Vertical Line เส้นแนวตั้ง ด้านบนคือ โฟกัสที่ตัวเอง (Me) ด้านล่างโฟกัสที่คนอื่น (others) และ Horizontal Line เส้นแนวนอน ด้านซ้ายคือ เน้นการลงมือทำ (Doing) ด้านขวา คือเน้นการคิด (Thinking) จะได้ออกมาเป็นดังนี้

  1. How to improve myself (Doing – Me) คือ การพัฒนาตัวเอง มีทั้งโมเดลที่เราคุ้นเคย และอันที่ไม่เคยรู้จัก โมเดลที่น่าสนใจในส่วนแรกนี้ เช่น

The Eisenhower Matrix – จะทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างไร แบ่งงานออกเป็น 4 ช่องตามความสำคัญและความด่วน และหาทางจัดการกับงานในแต่ละช่องไม่เหมือนกัน

The SWOT Analysis การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ ภัยอันตราย จะช่วยให้เราหาทางออกที่ถูกต้องได้

The BCG Box ช่วยประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน โดยแบ่งสินค้าออกเป็น 4 ช่อง ตามส่วนแบ่งทางการตลาดและ การเติบโต จะช่วยให้เรารู้ว่าสินค้าที่อยู่ในช่อง Question Marks, Stars, Cash Cow, Dogs ควรจะจัดการอย่างไร

The Rubber Band Model เมื่อต้องเจอปัญหาที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ให้ลองใช้โมเดลยางรัดอันนี้ จินตนาการว่าเราโดนยางรัด โดยมีปลายสองข้างผูกของที่มีน้ำหนักถ่วงไว้อยู่ ให้นึกว่าอะไรคือสิ่งที่ดึงให้เราอยู่ และ อะไรที่ผลักให้เราไป และชั่งน้ำหนักเองว่าจะเลือกทางไหน

The Feedback Box เมื่อต้องชม หรือ วิจารณ์ผู้อื่น ให้ใช้โมเดลนี้ สิ่งที่คิดว่าดีแต่ยังต้องปรับเปลี่ยน (Advice) สิ่งที่คิดว่าดีและมันจะดีแบบนี้ไปตลอด (Compliment) สิ่งที่คิดว่าไม่ดีและต้องปรับเปลี่ยน (Criticism)  สิ่งที่คิดว่าไม่ดีแต่เราก็ยังพอยอมรับได้ (Suggestion)

The Gap-in-the-market model เป็นโมเดลที่ช่วยวางตำแหน่งของคู่แข่งโดยใช้ 3 แกน คือราคา (Price) ปริมาณคนเข้าร้าน (Pricing Trade) และ ความเป็นที่นิยม (Popularity)

The Gift Model เราจะให้ของขวัญคนด้วยมูลค่าเท่าไหร่ดี โดยดูจากราคาและคุณค่าของของขวัญ ซึ่งของขวัญที่เป็นประสบการณ์มักจะได้ใจผู้รับมากกว่าของขวัญที่เป็นสิ่งของ

The Stop Rule  เมื่อไหร่กันที่เราควรตัดสินใจใหม่อีกที  เป็นโมเดลที่ช่วยลดการปวดหัว โดยการตั้งลิมิตไว้ก่อนล่วงหน้าเลย ว่าถ้าสมมติหุ้นที่ซื้อไว้ลงมาถึง 10% ให้ขาย หรือ ถ้าปีนไม่ถึงยอดเขาก่อนบ่ายสองให้ลงเขาเลย ซึ่งโมเดลนี้ได้ช่วยชีวิตคนที่ปีนเขาเอเวอร์เรสไว้หลายคน และคนที่แหกกฎนี้ในปี 1996 ก็เสียชีวิตไปถึง 8 คน

The Buyer’s Decision Model เมื่อตัดสินใจจะซื้อของใหญ่มีมูลค่า เช่น รถ ให้ลองทำ Research ไม่ต้องมองหาความเพอร์เฟกต์ แต่มองหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเราได้ ใช้หลัก 10-10-10 (การตัดสินใจเรื่องนี้ผลจะเป็นยังไงในอีก 10 วัน 10 เดือน และอีก 10 ปีข้างหน้า ) และสุดท้ายคือ ให้คนอื่นช่วยตัดสินใจ เช่น เซลขายรถ

2. How to understand myself better ( Thinking – Me) คือ การเข้าใจตัวเองให้ดีขึ้น

The Flow Model เป็นการหาจุดที่ทำให้เรามีความสุข โดยใช้ 2 แกน คือ ความท้าทาย และ ความสามารถ มาพล็อตหาจุดที่เรามีสมาธิและเอนจอยกับการจดจ่อกับสิ่งๆหนึ่ง ซึ่ง Flow จะเกิดตรงกลาง ระหว่าง Over Challenged และ Under Challenged เพราะถ้าท้าทายมากไป ก็อาจะเกิด Burnout  ถ้าน้อยไปก็เกิด Boreout

The Johari Window สิ่งที่คนอื่นรู้เกี่ยวกับเรา มี Known to others / Unknown to others / Known to me / Unknown to me โมเดลนี้จะมีส่วนคล้ายกับ The UFFE Elbæk Model ที่เป็น How you see yourself / How you would like to see yourself / how others see you / how others would like to see you ซึ่งสามารถสลับกันลองวิเคราะห์คนใกล้ตัวได้ แล้วจะแปลกใจกับผลลัพธ์

The Energy Model เช็คว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า เราเป็น Memory-Driven / Dream-Driven หรือ Reality- Driven

The Personal Performance Model เช็คว่าเราควรเปลี่ยนงาน / สายงาน / อาชีพหรือเปล่า โดยการถาม 3 คำถาม แล้วพล็อตลง 3 แกน Have to / Able to / Want to

The Personal Potential Trap ซึ่งหลุม หรือ กับดัก จะเกิดขึ้นตอนที่ Expectation ของเราเอง ของผู้อื่นที่คาดหวังเรา และสิ่งที่เราทำได้จริงๆ กับ มันมีช่องห่างกันมาก เมื่อลองเอามาพล็อตดูอาจพบจุดที่ควรพัฒนาตัวเอง

The Hard Choice Model เป็นการจำแนกประเภทของการตัดสินใจ ซึ่งวัดจากความหลากหลายของตัวเลือก และ ผลกระทบของการตัดสินใจว่าเล็กหรือใหญ่ จะได้ออกมาเป็น 4 รูปแบบคือ No-Brainer เป็นการตัดสินใจที่มีตัวเลือกเยอะ Impact น้อย ต่อให้เลือกผิดก็ไม่เป็นไร / Pear Decision ตัวเลือกน้อยแถมเลือกไม่ค่อยได้เพราะ Impact น้อย / Big Choice ตัดสินใจง่าย เพราะตัวเลือกเยอะ ผลกระทบเยอะ / Hard Choice ยากที่สุด มักเป็นเรื่องใหญ่ๆในชีวิต เช่นการแต่งงาน การเปลี่ยนงาน

3. How to understand others better (Thinking – Others) การเข้าใจผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น

The Swiss Cheese Model  เป็นการเรียนรู้ว่าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะแบ่งออกเป็น Real mistakes เกิดขึ้นเมื่อขั้นตอนมันผิดพลาด Black outs เกิดขึ้นเมื่อลืมบางส่วนของขั้นตอนไป slip ups เกิดขึ้นเมื่อทำตามขั้นตอนต่างๆแล้วแต่ทำไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ คือ คน เช่น เจ้านาย ลูกน้อง ซัพพลายเออร์ / ปัญหาทางเทคนิค เช่น อุปกรณ์ หรือสถานที่ทำงาน / องค์ประกอบขององค์กร เช่น ปริมาณงาน เงื่อนไขเวลา / และอิทธิพลภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ อากาศ

Swiss Cheese Model

The Maslow Pyramids เหมือนที่เราเคยเรียนกันมา 5 ปัจจัยพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ ( Physiological needs, security, social relationships, recognition, self-actualization) โดยเรียงลำตามจากฐานปิรามิด แต่โมเดลนี้กำลังจะบอกว่า สิ่งที่เราปรารถนามากที่สุด กลับสิ่งที่จริงๆแล้วเราต้องการน้อยที่สุดในการดำรงชีวิต (เช่น ยอดปิรามิด คือ Self Actualization คือสิ่งที่ใครๆก็อยากได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราต้องการมันน้อยที่สุด กลับกันกับ อาหาร การพักผ่อน ที่เป็นสิ่งพื้นฐาน แต่คนกลับชอบละเลยไปแสวงหาสิ่งอื่นๆ)

The Sinus Milieu and Bourdieu Model เป็นตัวที่บอกว่าเราอยู่ตรงตรงไหนของสังคม ส่วนใหญ่มักใช้ในทางการตลาด โดยใช้ สถานะทางสังคม (Upper Class + Upper Middle Class / Middle Class / Lower Middle Class + Lower Class) และประเภทของอาชีพหน้าที่การงาน มาพล็อตว่าเราอยู่ตรงไหน พ่อแม่เรามาจากไหน และเราอยากจะไปอยู่ตรงไหน

Sinus Milieu Model

The AI Model (Appreciative Inquiry) ว่ากันว่าคนเราจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาหากอยู่ในช่วงที่ต้องถกเถียงหรือหารือกัน ซึ่งเราสามารถแบ่งคนออกเป็น 4 ประเภทได้ ดังนี้ The Fault Finder นักจับผิด / The Dictator ปฏิเสธอย่างเดียว อะไรก็ไม่เอา / The Schoolteacher แนวสั่งสอน ไอเดียนี้ไม่ดีเพราะว่า… /The AI Thinker ดีเลยนะ และเราสามารถทำแบบนี้ได้อีกด้วย…คงต้องคิดต่อกันเองว่าเราอยากเป็นคนประเภทไหน

The Pareto Principle โมเดลนี้เชื่อว่า 80% ของ Output นั้นแท้จริงแล้วมาจาก 20% ของ Input เสมอ

The Chasm   – The Diffusion Model อธิบายถึงการออกสินค้าใหม่ ให้ดูว่าเราจะมีคนที่อยู่ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ (Innovators / Early Adopters / Early Majority / Late Majority / Sceptics) คือคนที่ตื่นตัวหาของมาลองตั้งแต่แรกๆ จนไปถึงคนที่ต้องรอให้ทุกคนใช้ก่อน ต้องได้รับการกระตุ้นจนเห็นว่ามันจำเป็นถึงใช้บ้าง

The Prisoner’ Dilemma เมื่อไหร่กันนะที่เราควรจะเชื่อใจใครบางคน เป็นโมเดลที่เอานักโทษ 2 คน มาชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นสารภาพทั้งคู่ เงียบทั้งคู่ หรือคนใดคนหนึ่งสารภาพ ซึ่งโทษของแต่ละแบบก็ไม่เท่ากัน จึงต้องพิจารณาดีๆว่าเราเชื่อใจอีกฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน

4. How to improve others (Doing -Others) การพัฒนาผู้อื่น

The Team Model ใช้เวลาเลือกคนเข้าทีม เมื่อมีตัวเลือกหลายหลาย ให้เอาคะแนนของแต่ละด้าน (เป้าหมาย ความฉลาด ไหวพริบ ความละเอียดรอบคอบ ฯลฯ) ของแต่ละคนมาพล็อตลงกราฟ  และตั้งจุด Critical Point เป็นการตัดเกรดไว้ว่าถ้าต่ำกว่านี้ไม่เอา ก็จะช่วยให้พิจารณาได้ง่ายขึ้น

The Hersey-Blanchard Model (Situational Leadership) เพราะสถานการณ์ที่ลูกน้องเจอมีหลายแบบ ในฐานะหัวหน้างานจึงควรรู้วิธีรับมือกับลูกน้องแต่ละประเภท

ลูกน้องที่ Low Level of Expertise มักจะมี High Commitment เพราะยังเด็กน้อยปีกยังไม่กล้าขายังไม่แข็ง ประเภทนี้ให้ใช้การ Instruct

ลูกน้องที่ High Level of Expertise แต่ Low Commitment มักจำเป็นคนที่ทำงานมาระยะหนึ่งแล้วและกำลังเบื่อๆ ไม่รู้จะเอายังไงต่อดี ประเภทนี้ให้ใช้การ Coach

ลูกน้องที่ High Level of Expertise แต่ Changing Level Commitment คือ ทำงานดี แต่ Motivation ขึ้นๆลงๆ ให้ใช้การ Support

สำหรับลูกน้องที่ High Level of Expertise และ High Commitment พวกนี้จะเก๋าเกม คอนโทรลตัวเองได้ดี ให้ใช้การ Delegate งาน ลองให้อำนาจ ให้เป็น Head Project ดูบ้าง

The Project Management Triangle เพราะความเพอร์เฟกต์ไม่มีอยู่จริง เราจะเลือกได้เพียงแค่ 2 ใน 3 จาก Good Cheap Fast เท่านั้น

The Drexler / Sibbet Team Performance Model เราจะเปลี่ยน “กลุ่ม” คนทำงาน ให้เป็น “ทีม” ได้อย่างไร เริ่มจาก ทำไมฉันจึงอยู่ที่นี่ (Orientation) ฉันเป็นใคร (Trust Building) เรากำลังทำอะไร (Goal Clarification) เราจะทำอย่างไร (Commitment) ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร (Implementation) เอนจอยผลงาน (High Performance) ไปต่อกันไหม (Renewal) ซึ่งถ้าเฟลในแต่ละจุด ผลลัพธ์ก็จะเป็นอีกแบบนึง จึงต้องประคับประคอง ดันไปให้จนสุดทางให้ได้

ยังมีอีกหลายโมเดลที่ไม่ได้เขียนถึง หากสะดุดใจอันไหน ก็สามารถเสิชต่อในกูเกิลได้เลย โมเดลเหล่านี้ผู้เขียนไม่ได้นั่งเทียนเขียนขึ้นมาเอง แต่มีใช้กันทั่วโลกอยู่แล้ว เพียงแค่เอามารวบรวม จัดหมวดหมู่เท่านั้น ซึ่งอ่านเพลินมาก แม้เป็นภาษาอังกฤษ เห็นว่ามีแปลด้วยแต่เปิดดูแล้วอยากอ่านเวอร์ชั่นต้นฉบับมากกว่าฉบับแปล ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง

ถ้าวันนึงอยากมีอาวุธทางความคิดติดตัวไว้ยามต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ มาอ่านเล่มนี้ตุนไว้ก่อนเป็นเชื้อเพลิงก็ไม่เลวนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#TheDecisionBook

149 – 39 จิตวิทยาเหนือเมฆที่จะเสกให้คุณเหนือคน

149

39 จิตวิทยาเหนือเมฆที่จะเสกให้คุณเหนือคน

ในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเราจะมีทั้งขาขึ้น จุดพีค และ ขาลง  ไม่มีใครที่จะอยู่ค้างฟ้าเป็นขาขึ้นตลอดไป ด้วยเหตุนี้จึงต้องพยายามยืดช่วงชีวิตที่เป็นขาขึ้นให้ยาวนานกว่าทุกช่วง โดยรวมแล้วชีวิตเราถึงจะเป็นชีวิตที่ดี น่าพอใจ เล่มนี้ไปเจอมาโดยบังเอิญ แต่สนใจหามาอ่าน เพราะว่าผู้เขียนใช้เรื่องราวจากสามก๊กในการขยายความเทคนิคการใช้ชีวิตแบบผู้ชนะ ซึ่งถ้าใครอ่านสามก๊กมาก่อน ก็น่าจะนึกออกเข้าใจได้ไม่ยาก

ตามตำราพิชัยสงครามซุนวูกล่าวไว้ว่า คุณสมบัติของผู้นำ จะต้องมี 5 สิ่งนี้ คือ ปัญญา สัจจะ เมตตา กล้าหาญ เข้มงวด เราอาจจไม่ได้อยากเป็นผู้นำใคร แต่เชื่อเถอะว่า เราทุกคนมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัว อย่างน้อยก็กับตัวเราเอง เนื้อหาในเล่มจึงเหมาะสำหรับการเป็นผู้นำที่ดีขึ้นกว่าเดิม

#การพูด

*ถ้าไม่สามารถอธิบายสิ่งใดให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย นั่นแปลว่าเรายังเข้าใจมันไม่ดีพอ – พูดอะไรที่เข้าใจง่ายๆ ฟังแล้วเอาไปใช้ได้จริง ไม่ต้องซับซ้อน ทำให้คนเก่งและไม่เก่ง ไปพร้อมๆกันได้ย่อมดีกว่ามุ่งแต่ความเป็นเลิศแต่เพียงผู้เดียว

*พูดให้ฟัง ดังแค่หู ทำให้ดู รู้ถึงใจ – เลี่ยงการโต้แย้งที่ไม่มีประโยชน์ และการอธิบายตัวตนให้คนที่ตัดสินเราไปแล้ว เพราะเสียเวลาเปล่า สู้ดำเนินชีวิตต่อไปด้วยการทำดีต่อไปดีกว่า เพราะความน่าเชื่อถือมักเกิดจากการกระทำไม่ใช่คำพูด

*พูดให้น้อยกว่าที่จำเป็น – อย่าด่วนพูดอะไรไปโดยไม่สังเกตท่าทีของอีกฝ่ายก่อน ยิ่งเวลาเมา ยิ่งต้องเงียบเข้าไว้ การพูดน้อยกว่าที่จำเป็นอาจทำให้เราได้สิ่งที่ดีกว่า หากเราเอ่ยปากเสนออะไรไปก่อน

#การวางตัว

*ทำดีได้ แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย – จากการจับความถี่ภายในสมองเบื้องลึกของมนุษย์ทุกคน จะมีความรู้สึกอิจฉาไม่ว่าน้อยหรือมาก เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ดังนั้นควรเลี่ยงการทำตัวเด่น เกินหน้าเกินตา เหนือคนเป็นเจ้านาย เจ้าของงาน หรือผู้ใหญ่จะดีกว่า ปากไม่พูดอะไร แต่ในใจอาจปะทุอยู่กรุ่นๆ เหมือนไม้เด่นสง่าสูงเหนือป่า เมื่อมีลาพายุพัดมามักหักโค่น

*ใจแลกใจ ใช้ไม่ได้กับทุกคน – มีคำกล่าวว่า ให้คบบัณฑิต หลีกเลี่ยงคนพาล แต่ไม่ใช่มิตรทุกคนจะจริงใจ แต่จงเรียนรู้ที่จะเอาศัตรูมาใช้งานให้ได้ บ่อยครั้งที่คนเราแตกคอกันเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว กับ ทุกส่วนไม่ win-win ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร เพราะใจคนยากแท้หยั่งถึง

*ฉลาดแต่แกล้งโง่ หัวเราะทีหลังดังกว่าเสมอ – สุมาอี้บอกไว้ว่า คนโง่มักตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด ส่วนคนฉลาดมักแพ้ทางคนฉลาดแกล้งโง่ ดังนั้นให้ แกล้งโง่แล้วรับฟัง ดีกว่าอวดฉลาดมัวแต่พูด แกล้งโง่นอบน้อมถ่อมตนดีกว่าหยิ่งผยอง แกล้งโง่ถามไถ่ข้อมูล ดีกว่าอวดฉลาดเอาแต่พล่ามไม่หยุด แกล้งโง่ไม่โกรธ ควบคุมอารมณ์ไม่แสดงออกทางสีหน้า ดีกว่าชักสีหน้า ต่อให้สถานการณ์จะวิกฤติขนาดไหนหน้ายังนิ่งอยู่ คนมองจะไม่รู้ว่าเรากำลังคิดอะไร

*จะครองใจคน ต้องถึงไหนถึงกัน – จงให้ก่อนที่จะรับ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน หรือสิ่งของเสมอไป เราสามารถให้ใจ ให้รางวัล ให้ความรู้ ให้วิชา ให้ความเป็นกันเอง ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล มีความสม่ำเสมอต่อกัน แม้ลำบากก็ไม่จากไปไหน และมีปิยวาจา คือพูดอย่างจริงใจ ไม่ทำร้ายกัน

*ปฏิเสธไม่เป็น ชีวิตลำเค็ญแน่นอน – การปฏิเสธไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของเป้าหมาย ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจนมากเท่าไหร่ จะทำให้เราปฏิเสธได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ยิ่งถ้าเป็นการตอบตกลงทั้งๆที่ในใจไม่เห็นด้วย จะทำให้เครียดคิดไม่ตก ไม่มีความสุข ให้นึกว่าสุขภาพจิตของเราสำคัญกว่าความรู้สึกของผู้อื่น เพราะคนเรามีอายุไม่เกิน 100 ปีเท่านั้น

*เมื่อสถานการณ์ไม่ชัดเจน อย่าเพิ่งออกตัวแรง – ถ้าต้องเป็นคนกลาง ระหว่างสองฝั่ง ระหว่างที่สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน ให้เป็นมิตรกับทุกฝ่าย แต่ต้องมีไพ่ตาย (รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง) ไว้ในมือ มิเช่นนั้น เราอาจกลายเป็น “แพะ” หรือโดนคนอื่นยืมมือได้ เมื่อทุกอย่างฟันธงแล้วจึงออกตัวได้

*อยากได้ก็ต้องกล้าแลก – ไม่มีอะไรในโลกได้มาฟรีๆ ทุกอย่างต้องแลกด้วยอะไรบางอย่างเสมอ แม้กระทั่ง เวลา สุขภาพ ความสงบ ความเป็นส่วนตัว อยากเป็นสุดยอดในเรื่องอะไร ก็ต้องยอมแลกเวลา ความทุ่มให้เรื่องนั้นๆ มากกว่าหมื่นชั่วโมง  ผู้ที่กล้าแลกย่อมได้ในสิ่งที่น้อยคนมักจะได้เพราะไม่กล้าแลก

*เจอบันได ถ้าขึ้นได้ก็ต้องลงเป็น – ตำราพิชัยสงครามซุนวูบอกไว้ว่า ชนะไม่ได้ ก็รอคอยได้ อดทนได้ การไม่ทำอะไรเลยยังพอเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะถ้าหากว่าลงมือผิดพลาดไป อาจกลายเป็นรนหาที่ตายได้ ต้องรูหยุดในเวลาที่ควรหยุด

*อ่อนน้อมถ่อมตนคือเวทมนตร์สู่ความสำเร็จ – การมีเมตตา ไมตรีจิตย่อมสบายใจกว่าการคิดเอาชนะ เขม่นกันเป็นไหนๆ เพราะทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมด “สู้หรือหนี” ที่สิ้นเปลืองพลังงานของร่างกายน้อยลง หากร่างกายอยู่ในโหมดนี้มากๆ จะทำให้ไม่ฟื้นฟูตัวเองและภูมิต้านทานลดลง ทำให้เวลาออกศึกสงครามมีพลังงานเหลือใช้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

#การควบคุมอารมณ์ความรู้สึก

*อารมณ์ของเราคืออนาคตของเรา –การอารมณ์ดีจะเป็นผลกับร่างกายเรามากกว่า เพราะความฉลาดทางปัญญาจะมาคู่กับความฉลาดทางอารมณ์เสมอ ถามตัวเองว่าวันนี้เราอารมณ์ดีแล้วหรือยัง

*ผู้ชนะอดทนกันยังไง – สุมาอี้บอกไว้ว่า คนเรานั้นสามารถมีความรู้สติปัญญาเทียบเท่ากันได้ แต่ความอดทนจะทำให้คนเหนือคน และคนต่างจากคน  แต่ก็ต้องมีความสมดุลกันกับการอดทนต่อตัวเอง และ อดทนต่อผู้อื่น

*เก็บความอิจฉาให้ลึกสุดใจ – ผู้มีปัญญาจะแสวงหาจุดร่วม ผู้ไร้ปัญญาจะมองหาแต่จุดต่าง ไม่ต้องไปเปรียบเทียบตัวเองกับใครเพราะทุกคนมีจุดอ่อน จุดแข็งต่างกัน ต่างเวลาของชีวิต (บางคนอยู่ในช่วงขาขึ้น บางคนขาลง) ดังนั้นอย่าไปอิจฉาสิ่งที่ผู้อื่นมี บางทีเราอาจมีดียิ่งกว่า เพียงแค่ยังไม่ถึงเวลาปล่อยของเท่านั้นเอง และการที่คนอื่นเค้าอิจฉา คอยแทงข้างหลังเรา ให้คิดเสียว่าเพราะเขาเอาชนะเราข้างหน้าไม่ได้ เลยต้องเล่นลับหลังกัน

*ยิ้มวันละนิด จิตแจ่มใส – เมื่อเรายิ้มสมองจะหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน (ฮอร์โมนแห่งความสุข) ออกมา การยิ้มช่วยให้สมองปลอดโปร่ง เลือดไหลเวียนดีขึ้น เป็นการเปิดสมองซีกขวา ทำให้ความคิดความอ่านจะดีกว่าตอนหน้าบึ้ง ศาสตร์การยิ้มของคนจีนโบราณมี 5 ระดับ คือ ยิ้มในใจ ยิ้มมุมปาก ยิ้มกว้างเห็นฟัน หัวเราะ และ ขำกลิ้ง คนที่ยิ้มได้ในวันที่ล้ม หัวใจของเขาย่อมไม่ธรรมดา ถ้าเห็นอนิจจัง เมื่อผิดหวัง จึงจะขำออกได้ คนจริง เขาจึงวัดกันตอนที่ขาลง ใครล้มแล้วลุกได้ไวกว่ากัน

*บางครั้ง การรอคอย คือยุทธศาสตร์ที่ดีทีสุด – ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ขึ้นสว่างสุดก็ยังมีตอนที่ลับของฟ้า ถ้ามันยังไม่ใช่วันของเรา ก็แค่หมั่นลับคมไว้เสมอและรอคอยอย่างรู้เท่าทัน ไม่ใช่กินๆนอนๆ ไปวันๆ แบบนี้ไม่เรียกยุทธศาสตร์การรอคอย แต่เรียกว่า “ขี้เกียจ”

*โฟกัสที่ไหน พลังงานจะไหลไปที่นั่น – อย่าประมาทพลังของการโฟกัสที่ไม่ยอมละจากเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น คู่รักกันแม้ว่าอยู่ไกลกันแค่ไหน แต่ถ้าโฟกัสถึงกัน ตัวและพลังก็จะตามไปที่นั่นเอง การโฟกัสของเรามีราคาที่ต้องจ่าย  การโฟกัสที่พลังบวก สมองก็จะได้พลังบวก แต่ถ้าสิ่งใดที่เกินกำลังจะควบคุมก็วางเฉยเสีย

*ผู้ที่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ไปทำไม จะอดทนได้กับทุกอย่าง – สาเหตที่ทำให้สุมาอี้เป็นผู้ชนะในสามก๊ก ได้แผ่นดินไปครอง ก็เพราะความอดทนในสิ่งที่คนอื่นทนไม่ได้ แม้โดนยั่วยุให้โกรธ หรือ โดนหยามก็ตาม ความเก่งที่อยู่เหนือความเก่ง คือ ความเก่งในการดูแลอารมณ์ตนเอง

#การรู้เท่าทัน

*จังหวะของผู้ชนะ – โจโฉเคยบอกไว้ว่าผู้มีปัญญาคิดจะทำอะไร ก็รู้จักที่เบา ที่เสีย ที่ได้ และต้องไม่ให้ใครรู้ทันความคิดของเรา ต้องรู้จัก เร็ว ช้า หนัก เบา และ รู้ ตื้น ลึก หนา บาง ตัดสินใจอย่างทันท่วงทีเมื่อรู้ว่าจะได้ประโยชน์จากจังหวะใด

*มองคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น – สุมาอี้เป็นคนที่มีสายตาเฉียบคม มองแววคนออก ค้นพบจุดแข็งของลูกน้อง และให้โอกาสต่อยอดจุดแข็ง เหมือนการค้นพบเพชรในตม การวิเคราะห์คน ต้องมองคนให้ถึงแก่น มองให้ออกว่าเขาจะเป็นอะไรได้บ้างในภายภาคหน้า ไม่ใช่มองแค่สิ่งที่เขามีอยู่ในปัจจุบัน หรือมองแค่เปลือกนอก

*บางครั้งก็ต้องรู้จักแสดงละคร  ผู้ฉลาดรู้สามารถแสดงพฤติกรรมและทัศนคติให้มันอยู่ในกรอบจารีตประเพณี ทำตัวแบบผู้รู้หมดแต่เงียบ รู้อีกเพียบแต่ไม่พูด แม้ว่าจะไม่เคยเชื่อในสิ่งนั้นหรือคิดต่างจากส่วนรวม แต่ก็สามารถทำตัวเหมือนผู้อื่นโดยที่ไม่ลืมจุดยืนของตัวเอง

*รู้ว่าใครคือคนที่เราควรใช้เวลาด้วย – กฏแห่งแรงดึงดูดบอกว่า เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราคบ คบคนเช่นไรก็จะเป็นคนเช่นนั้น คนฉลาดย่อมได้ประโยชน์จากศัตรูของตน มากกว่าประโยชน์ที่คนโง่ได้รับจากมิตรของเขา

*ความกล้าต้องมาเคียงคู่กับปัญญา – ตามที่เกริ่นไปตอนต้นว่า ผู้นำจะต้องประกอบด้วย ปัญญา สัจจะ เมตตา กล้าหาญ และ เข้มงวด เรียงลำดับตามนี้ โดยปัญญาต้องมาอันดับแรก

เพราะถ้าเราเข้มงวด ขาดปัญญา ลูกน้องเหนื่อยฟรี เนื่องจากเราไม่รู้จักจังหวะเร็วช้าหนักเบา

ถ้าเรากล้าหาญแต่ขาดปัญญา ก็ออกไปตายฟรี ได้ไม่คุ้มเสีย

ถ้าเรามีสัจจะแต่ขาดปัญญา ก็ไร้ประโยชน์ เพราะสัจจะไม่มีในหมู่โจรและคนพาล

ถ้าเรามีเมตตา ขาดปัญญาก็ไร้ประโยชน์ ถ้าไปมีสิ่งนี้ให้คนพาล และคนไม่ดี

เมื่อประเมินผลได้ผลเสีย ทางหนีทีไล่เรียบร้อยแล้ว ค่อยลงมือ โชคย่อมเข้าข้างคนกล้า ผู้ชนะรู้ว่าตนชนะจึงลงมือ ผู้แพ้ลงมือแล้วจึงคิดหาชัยชนะ

*เสือที่มันได้รับน้ำดับกระหายแล้ว ย่อมหันหลังให้กับบ่อน้ำ – ทำใจยอมรับให้ได้ว่า คนส่วนใหญ่เมื่อไม่ต้องการพึ่งพากันแล้ว หรือวันที่ต่างคนต่างมีอุดมการณ์ที่ต่างกัน มิตรไมตรีรวมถึงอัธยาศัย ความอ่อนน้อมสุภาพความเคารพนับถือก็อาจหายไป

*ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี – การที่เห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ อย่าไปโฟกัสตอนที่เขามี แต่ให้ดูตอนที่เขาพยายาม ฝึกฝนมาตลอดทาง และรู้จักยินดีไม่ใช่มองหาจุดต่างเพื่อข่มผู้อื่น ต้องมีพรหมวิหาร 4 อยู่ในใจ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

อ่านจบแล้วอยากจะไปหาสามก๊กอ่านเลยทีเดียว คงจะสนุกมากถ้าได้รู้จัก โจโฉ กวนอู เล่าปี่ ขงเบ้ง เตียวหุย สุมาอี้ ฯลฯ อย่างลึกซึ้งกว่านี้ นี่ขนาดเจ้ไม่เคยอ่านสามก๊กฉบับเต็มมาก่อน ยังรู้สึกทึ่งในแต่ละเคล็ดลับวิชาของแต่ละคนในการบริหารคน บริหารกองทัพของตัวเองเพื่อให้ได้ชัยชนะมาครอง น่าสนใจจริงๆ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

148 – Designing your work life

148

Designing your work life คู่มือออกแบบชีวิตที่ใช่-งานที่ชอบ ด้วย Design Thinking

เล่มนี้เขียนโดย  Bill Burnett และ Dave Evans สองกูรูด้าน Design Thinking จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือชื่อ Designing Your Life คู่มือออกแบบชีวิตที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งเล่มนี้ช่วยแนะแนวทางให้หลายคนที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะไปทางไหนดีกับชีวิต ถ้าเล่มแรกเกี่ยวข้องกับการจินตนาการ เล่มนี้ก็คงจะเป็นการทำจินตนาการให้เป็นจริง

เราทุกคนต่างต้องการใช้ชีวิตให้มีความหมายและสร้างผลกระทบอะไรบางอย่างทิ้งไว้ให้โลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำงาน ทำให้การออกแบบชีวิตเรื่องงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ คนที่มีความสุขกับการทำงาน ได้ทำงานที่รักจริงๆนั้น มีจำนวนน้อยมาก คนส่วนใหญ่จึงตกที่นั่งเดียวกัน คือทำงานเพราะต้องทำ เพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่เราจะมีวิธีการออกแบบงานที่ใช่สำหรับเราได้อย่างไร มาหาคำตอบได้ในเล่มนี้กัน

คนทำงานก็มักจะเจอปัญหาคลาสสิกคล้ายกัน เช่น คิดว่าที่ทำงานที่นี่ไม่เหมาะกับตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆไม่มีค่าอะไร บางคนถึงขึ้นคิดว่า นี่ไม่ใช่บริษัทของฉัน จึงทำให้ไม่มีใจผูกพันกับงาน ซ้ำร้ายบางคนถึงกับเกลียดงานที่ทำด้วยซ้ำ แต่คิดเองว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้จึงต้องทนทำต่อไป

ซึ่งทุกอย่าง จะเปลี่ยนไป ถ้าเราปรับมุมมองใหม่ ว่าเราไม่ใช่เครื่องจักร เราสามารถทำงานที่สร้างสรรค์และน่าสนใจได้ โดยการคิดแบบนักออกแบบ ซึ่งจะไม่ “คิดวิธี” มุ่งไปข้างหน้า แต่จะ “สร้างเส้นทาง” เดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

นักออกแบบชีวิตจะไม่ไล่ล่าหาสิ่งต่างๆมาสนองความอยาก รู้วิธีลงจากสายพานความต้องการที่มากขึ้น ด้วยทัศนคติว่า พวกเขามีมากพอแล้ว

#ดีพอแล้วสำหรับตอนนี้

เราควรตั้งต้นจากการที่ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของการทำงาน ทำงานอะไรอยู่ นี่คือสิ่งที่ดีพอแล้วสำหรับตอนนี้ (ไม่ใช่ตลอดกาล) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าชีวิตหรืองานของเราจะดีกว่านี้ไม่ได้ แต่การคิดแบบนี้จะทำให้เรากระตือรือร้นที่จะลงมือทำ เพราะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาลงมือทำแล้วก็ยังเห็นผลลัพธ์นี่นา ถ้าไม่ชอบงานที่ทำ ให้เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ตั้งมาตรฐานต่ำไว้ก่อน แล้วลงมือทำให้ได้ มองหาสิ่งที่ใช่ในงาน (ได้เรียนรู้อะไรบ้าง ได้ริเริ่มอะไรบ้าง ได้ช่วยเหลือใครบ้าง) ลองจดบันทึกทุกๆวัน สังเกตตัวเอง ใช้วันหยุดคิดทบทวน ดื่มด่ำ และ ตกผลึกประสบการณ์จากการทำงาน เพื่อมองหาชีวิตที่สอดคล้องกันทั้งเรื่องเงินและเรื่องความหมาย / คุณค่าในงานที่ทำ

#ปรับมุมมอง

ในโลกการทำงาน เป็นเรื่องปกติที่จะเจอกับปัญหา ซึ่งแบ่งออกเป็น ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เราทำอะไรกับมันไม่ได้จริงๆ เรียกว่า ปัญหาแรงโน้มถ่วม (Gravity Problem) และปัญหาที่วางกรอบมาผิดๆ  แต่เรายังสามารถทำอะไรกับมันได้อยู่ ด้วยการปรับมุมมอง ซูมเข้า เพื่อดูรายละเอียด และซูมออกเพื่อหาต้นตอว่าจริงๆแล้วปัญหาเกิดจากอะไร จะได้แก้ให้ถูกจุด โดยเลือกตัวเลือกที่เป็น BDO – Best Doable Option คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มากกว่า BTO – Best Theoretical Option ที่เป็นตัวเลือกทางทฤษฎี วิธีนี้จะช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ได้

#รับมือภาวะงานท่วม

ถ้างานเยอะ ลองเช็คดูว่างานเราท่วมแบบไหน

ท่วมแบบไฮดรา งานล้นมือมาจากทุกสารทิศ เหมือนอสุรกาย 9 หัว แล้วดันเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำเสียด้วย ถ้าเจอแบบนี้ให้ลองสร้างแบบการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆในหน้าที่ของเรา เช่นบางงานที่ทำแล้วคนอื่นไม่รู้สึกว่าได้รับกระทบถ้ามันหายไป ก็อาจเจรจาปรับลดความถี่ในงานนั้นลงเพื่อลดงานดู แล้วจะพบว่าเรามีอำนาจในการจัดการมากกว่าที่เราคิด

ท่วมแบบแฮบปี้ ต่างจากแบบแรกตรงที่เราดันชอบงานเหล่านั้น จึงโกยทุกอย่างมาไว้ที่ตัวเอง วิธีแก้คือให้ตัดใจแบ่งงานให้คนอื่นบ้าง ถ้าต้องการเวลาและพลังงานกลับมา อย่าลืมว่าเรายังมีชีวิตส่วนตัวที่ต้องจัดการอีกด้วย หากไม่สามารถกระจายงานให้คนอื่นได้ และเราต้องการทุ่มเทให้งาน อาจลองเจรจาขอขึ้นเงินเดือน เพื่อหาคนมาจัดการเรื่องอื่นๆในชีวิต เช่น หาแม่บ้าน หาคนขับรถ หาคนรับส่งลูก ฯลฯ เพื่อเอาเวลาคืนมาโฟกัสที่งานได้

ท่วมแบบไฮเปอร์ มักพบในองค์กรแนวๆ Start up ที่ยังไม่มีแบบแผนอะไร ทุกอย่างยังไม่ settle เรียบร้อยดี จึงต้องทำงานหนักเกือบเท่าตัวของงานทั่วไป ถ้าเจอสภาวะนี้ ต้องพยายามทำให้คนรอบตัว คนที่บ้าน คนใกล้ชิด ยอมรับภาวะงานท่วมแบบไฮเปอร์แบบชั่วคราวนี้ไปกับเรา ว่ามันจะไม่เป็นแบบนี้ไปตลอด ขอให้เข้าใจ แล้วก็จะผ่านไปได้ด้วยดี

#วัตถุดิบในการทำงาน

เพื่อที่จะทำงานได้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อแลกเงิน เราจำเป็นต้องมี

  1. กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพราะเราจะไม่ดูถูกตัวเอง แต่จะใฝ่รู้ โอบรับความท้าทายที่เข้ามา
  2. ความทรหดอดทน (Grit) เพียรพยายาม ฝึกฝน จนบ่มเพาะความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ
  3. ARC – มีแรงจูงใจในการทำงาน โดยความต้องการเชิงจิตวิทยาของคนทำงาน มี 3 ด้านหลักๆ คือ ความมีอิสระในการทำงาน (Autonomy) การเชื่อมสัมพันธ์ (Relatedness) การมีความสามารถ (Competence)

คนทั่วไปคิดว่า ต้องมีความหลงใหลในการทำงาน (passion) เป็นแรงผลักดันก่อนจึงจะทำงานได้ดี (เป็นคนจำพวกศิลปินที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอกมากนัก) แต่งานวิจัยบอกว่า สำหรับสายอาชีพอื่นๆ ความหลงใหลมักเกิดจากการทำงานหนักในขอบเขตงานที่เราสนใจ ดังนั้นไม่ต้องไปกังวลมากว่าเราจะมีหรือไม่มี passion แค่ลงมือทำ ตั้งต้นให้ได้ และออกแบบงานที่เป็นเราก็พอ

#อำนาจและการเมืองในที่ทำงาน

นิยามของการเมืองในที่ทำงาน คือการมีอิทธิพล ที่ส่งผลต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ เราต้องแยกให้ออกว่าใครเป็นคนประเภทไหนในองค์กรเรา

  1. ผู้มีอำนาจที่มีอิทธิพล – Influential Authoritarian (IA)
  2. ผู้มีอำนาจที่ไม่มีอิทธิพล – Non-Influential Authoritarian (NIA)
  3. ผู้ไม่มีอำนาจที่มีอิทธิพล – Influential Non- Authoritarian (INA)
  4. ผู้ไม่มีอำนาจที่ไม่มีอิทธิพล – Non-Influential Non- Authoritarian (NINA)

ซึ่งอิทธิพล เกิดจากการสั่งสมเรื่องราวการสร้างคุณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ สมการง่ายๆ คือ อิทธิพล = คุณค่า + การยอมรับ เราจะเป็นผู้มีอิทธิพลในองค์ได้ เราก็ต้องส่งมอบคุณค่าให้องค์กรเราประสบความสำเร็จอะไรบางอย่าง ถ้าจะเล่นเกมการเมืองในที่ทำงาน ก็ต้องเข้าใจระบบนิเวศระหว่างผู้มีอำนาจ และผู้มีอิทธิพล

#มาออกแบบงานใหม่กันเถอะ

สำหรับคนที่คิดว่าจะลาออกเพราะไม่ชอบงาน (ไม่ใช่เรื่องเงิน คือคน) ลองทำตามนี้ดูก่อนค่อยตัดสินใจอีกที

  1. ปรับมุมมอง Reframe สร้างความสัมพันธ์ใหม่กับงาน โดยเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆในงานของเรา ให้สอดคล้องกับที่สิ่งองค์กรเราให้ความสำคัญอยู่
  2. ปรับปรุง Remodel งานด้วยการเสริมแต่งภายนอกจนไปถึงปรับโครงสร้าง ทุบกำแพง ให้สอดคล้องกับความสนใจของเรามากกว่าเดิม ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีให้มากขึ้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงาน
  3. ปรับตำแหน่ง Relocate ขยับไปรับบทบาทใหม่ใกล้เคียง หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เช่นย้ายไปประจำภาคอื่น
  4. ปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ Reinvent เริ่มอาชีพใหม่ในบริษัทเดิม ยกเครื่องใหม่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ สร้างความสดใสให้อาชีพ แถมองค์กรเองก็ยังมีลูกทีมคนเดิมที่ภักดีและมีคุณค่าต่อองค์กร หรือจะเป็นการไปเรียนต่อเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ เพื่อคอนเนกชั่น เพื่อไปถึงจุดหักเหของชีวิต เช่น เปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนสายธุรกิจ หรือ แม้กระทั่งลาออกจากงาน

#ลาออกอย่างสง่างาม

เพราะทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง และทุกอย่างก็มีจังหวะเวลาของมัน คนส่วนใหญ่เมื่อถึงเวลาลาออก จะใช้วิธี “ตัดบัวไม่เหลือใย” ที่ปิดจบเดินออกมาให้เร็วที่สุด หรือไม่ก็ “เป็ดง่อยสองอาทิตย์” ที่แจ้งลาออกล่วงหน้าตามมารยาท หลังจากประกาศแล้วก็มักจะทำงานไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะไม่มีใครคาดหวังอะไรจากเราในช่วงเวลานี้ แค่พาตัวเองมาปรากฏตัวเพื่อจะจบกันโดยไม่มีบาดแผลเท่านั้น

แต่จริงๆแล้วเราสามารถลาออกอย่างสร้างสรรค์ได้ โดยการคิดว่าการลาออกคือโอกาสส่งท้ายงานเก่าให้ยิ่งใหญ่ โดยต้องแน่ใจว่ามีงานใหม่รองรับแน่ๆ หรือแผนต่อไปสำหรับชีวิต ถ้าจะออก ต้องออกไปในสภาพที่ดีกว่าตอนเข้ามา สร้างคอนเนกชั่น สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่อยู่ เตรียมการให้ผู้ที่รับช่วงต่อ ลิสต์งานที่ต้องทำ ประชุมที่ต้องเข้า ประเด็นปัญหาที่เจอตอนนี้ แก้ไขถึงไหนแล้ว ประเด็นที่แก้ไขแล้วแต่อาจกลับมาอีกได้ถ้าไม่ระวังเรื่องอะไรบ้าง รายละเอียดเกี่ยวกับน้องในทีม ฯลฯ ทำเป็นเหมือนคู่มือได้ยิ่งดี แล้วจึงออกอย่างสง่างาม

แม้ว่าจะไม่มีใจให้งานปัจจุบันแล้ว แต่เส้นทางการทำงานยังมีอีกยาวไกล เราจึงควรสร้างชื่อเสียงที่ดีในงานและคอนเนกชั่นของเรา เพราะสิ่งนี้จะติดตัวเราไปตลอด

#ก้าวต่อไป

การหางานใหม่ที่ใช่สำหรับเราอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราใช้หลักออกแบบงานในหนังสือเล่มนี้ เราอาจค้นพบตลาดงานที่ซ่อนอยู่ ที่ไม่มีประกาศให้คนทั่วไปเห็น มันอาจเกิดจากการคุยกับคอนเนกชั่น แล้วแนะนำต่อๆกันมา หรือเกิดจากการที่เราเข้าใจตัวเองดี สร้างโปรไฟล์ในโลกออนไลน์ จนคนอื่นสังเกตเห็นเรา เป็นต้น

เป็นอีกเล่มที่ชอบมากในปีนี้ เพราะเอาไปปรับใช้ได้จริงๆ ตรงใจมนุษย์เงินเดือนที่สุด แต่ถึงจะทำงานอื่นก็เอาไปปรับใช้กันได้ เพราะเรื่องงาน เป็นเรื่องใหญ่ของคนวัยพวกเรา มันกินเวลาเกินครึ่งของเวลาทั้งหมด ถ้างานที่ทำไม่มีความสุข ก็คงต้องหาทางซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ อย่าให้สุขภาวะของเราต้องทุกข์ทรมานจนเกินไปเพราะเกิดจากงานเลย ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#designingyourworklife

147 – ไม่บ้าไปกับโลก – Live in Peace

147

ไม่บ้าไปกับโลก – Live in Peace

เคยสงสัยไหม ว่าทำไมเวลาคนตาย ถึงต้องบอกว่า R.I.P. – Rest In Peace ที่หมายถึงพักผ่อนให้สบาย อย่างสงบสุข ในโลกหลังความตาย เลยเกิดความสงสัยว่าทำไมต้องรอให้ตายก่อนถึงจะสงบสุขได้ ทำไมเราไม่มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข L.I.P – Live in Peace เสียเลยล่ะ เลยเป็นคอนเซปต์ของหนังสือเล่มนี้ ที่จะชวนให้เราหาคำตอบว่าจะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไร

L.I.P คืออะไร

ชีวิตที่สงบสุข ไม่ได้หมายถึงความเงียบสงัด ไร้กิจกรรมใดๆทำ แต่เป็นการที่เรามีชีวิตตามที่ควรจะเป็น ทำงานที่ควรทำ ดูแลคนรอบข้าง เดินทาง ท่องเที่ยว สังสรรค์กับเพื่อนฝูง และกิจกรรมอื่นๆตามปกติที่เรามีมา สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงสภาวะภายในที่สงบนิ่ง มีสมาธิจดจ่อ และอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ ขณะนั้น เพื่อรับรู้ทุกๆรสชาดของภาวะปัจจุบัน ในสถานที่ๆชีวิตรู้จักกับความสงบ โดยไม่มีสิ่งใดเร่งเร้า เราจะรู้สึกปลอดภัย ในความเงียบเราจะได้ยินเสียงของความงาม

เราใช้ชีวิตกันเหนื่อยไปไหม

คนเราทุกวันนี้ ใช้ชีวิตตามกระแสเหมือนถูกดูดกลืนพลังชีวิตทุกๆวัน เหมือนฟันเฟืองตัวนึงในระบบที่ไม่เคยได้หยุด พัก หรือทบทวนชีวิตจริงๆ เมื่อเหนื่อยล้าก็ไปใช้เวลากับสิ่งเสพติดต่างๆ (สื่อโซเชียล สิ่งให้ความบันเทิงต่างๆ)  จนเกินพอดี เพื่อปลอบประโลมใจตัวเอง ทุกวันนี้เรามองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน สัมผัสไม่รับรู้ พูดต่ไม่ได้คิด ถ้าหลุดจากการใช้ชีวิตแบบนี้ได้ จิตใจเราจะได้รับการเติมเต็มด้วยตัวเราเอง และก็มีแต่จะแบ่งปันความปรารถนาดีให้คนรอบตัวได้มากขึ้น

เมื่อความกลัวบงการชีวิต

หลายคนกลัวที่จะพลาดอะไรไป กลัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไล่ล่าหาความสมบูรณ์แบบ (Fear of Missing Out) เหมือนอยู่บนกระดานโต้คลื่นตลอดเวลา ส่วนบางคนก็กลัวว่าจะมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า (Fear of Better of Option) หยุดชะงัก ไม่ตัดสินใจเพราะกลัวมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า สงสัยในตัวเองเสมอว่าฉันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง

ถ้าอยากกำจัดความกลัว ก็ต้องใช้ความกล้า ทั้งกล้าที่จะเลือก และ ทิ้ง ใช้หลักการตัดสินใจ 3 ระดับในชีวิตเข้าช่วย คือ

  • การตัดสินใจที่มีเดิมพันสูง เช่น การวางแผนงาน วางแผนชีวิต สิ่งเหล่านี้ต้องให้เวลาพิจารณาดีๆและปรึกษาคนอื่นได้
  • การตัดสินใจที่มีเดิมพันต่ำ คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกยี่ห้อแชมพู เลือกร้านอาหาร ให้จัดการให้มีแค่คำตอบเดียวแล้วเลือกแบบนั้น
  • การตัดสินใจที่ไม่มีเดิมพัน เช่น วันนี้ใส่เสื้อสีอะไร วันนี้ไปออกกำลังกายดีไหม สิ่งเหล่านี้มันเล็กน้อยมากจนเราสามารถโยนหัวก้อยได้เลย ตัดสินใจให้จบอย่าเก็บไว้ป่วนสมอง

จำไว้ว่าทุกการตัดสินใจ ทำอย่างเฉียบขาด เมื่อได้อย่างก็ย่อมเสียอย่าง ฝึกตัดใจ จะช่วยให้จิตใจแข็งแกร่งขึ้น อย่าปล่อยไว้แล้วเก็บมาคิดจนกลายเป็นคนหยุมหยิม เครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ต้องทำความรู้จักและรู้ใจตัวเองอย่างดี ที่สำคัญคือ เมื่อเลือกแล้ว ต้องไปต่อ แล้วอยู่กับปัจจุบัน

แกะสลัก

เป็นธรรมชาติของคนเราที่ชอบหาเรื่องนู้นเรื่องนี้มาพอกใส่ตัวจนทำให้เสียรูปทรง โดยที่ไม่รู้ว่ามันเหมาะกับเราหรือเปล่า แค่เพียงเห็นคนอื่นทำเราก็ไปทำตามเค้าบ้าง ซึ่งเรามักมองไม่เห็นตัวเองเสียด้วยเพราะตัวเรากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง การจะมองเห็นจึงต้อง “หยุด” และค่อยๆตัดส่วนเกินที่ทำให้เสียรูปทรงออกไป แกะสลักจนเหลือไว้แค่ความต้องการที่แท้จริงในชีวิต

อยู่เฉยๆบ้างก็ได้

คนส่วนมากเลือกที่จะทำบางอย่าง มากกว่า ไม่ทำอะไรเลย แม้ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นด้านลบก็ตาม เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ทนอยู่เฉยๆไม่ได้ เราต้องหัดอยู่ตามลำพัง ปลีกวิเวกมาอยู่กับตัวเองบ้างในบางเวลา  อยู่ในที่ๆเราสามารถสร้างอิสรภาพของเราได้ ตะกอนในน้ำที่ขุ่นมัวเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งรบกวนผิวน้ำ แต่เมื่อเราปล่อยให้น้ำนิ่งโดยไม่ไปทำอะไรมัน ตะกอนจะค่อยๆตกลงที่ก้นถ้วย เหลือแต่น้ำใสๆ ทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชีวิตก็เหมือนกัน

ความช้าไม่ได้เป็นเรื่องน่ารังเกียจเสมอไป

การใช้ชีวิตในมหานคร เมืองใหญ่ๆ ทำให้คนเมืองรู้สึกว่า ตื่นมาแล้วต้องวิ่งไล่จับอะไรบางอย่างตลอดเวลา เต็มไปด้วยความกลัวจะตกข่าว กลัวไล่ตามคนอื่นไม่ทัน ไม่เคยหยุดให้คนข้ามถนนหรือรถด้วยกันแทรกเข้ามา เวลาเดินก็จ้ำอ้าว ไม่ทันไม่มองท้องฟ้า หญ้าข้างทางเลย ใช้ชีวิตในโหมด สู้ หรือ หนี (Fight or Flight) เหมือนหนีตายจากอะไรบางอย่าง เช่น ความจน ความเป็นชนชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร หนีจากการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมที่อยู่ ไม่แปลกใจที่ทำไมทั้งคนเรียนและคนทำงานถึงมีความรู้สึก Burnout หมดแรงกันไปหมด ลองเริ่มต้นจากวันหยุด ใช้ชีวิตให้ช้าลงกว่าทุกวัน ฝึกจดจ่อ และฝึกสมาธิจะทำให้เราลดการใช้โหมดสู้หรือหนี ไม่ตัดสิน ไม่วิจารณ์ ในช่วงเวลาที่มีสติ เราจะพบว่าชีวิตเราไม่เลวเลยนะ

เกือบทุกสิ่งไม่สำคัญ

คนที่ไม่ยึดมั่นในสิ่งสำคัญจะคิดว่า เกือบทุกสิ่งมีความสำคัญ แต่คนที่ยึดมั่นในสิ่งสำคัญ จะคิดว่า เกือบทุกสิ่งไม่สำคัญ จึงสามารถตัดบางสิ่งออกจนเหลือแต่สิ่งที่สำคัญแท้จริงได้ และคนประเภทหลังรู้ว่า Multi-Tasking นั้นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ เราโฟกัสได้ทีละเรื่องในช่วงเวลาหนึ่ง คนจำนวนมากจึงเสียเวลาถึง 1 ใน 3 ของวันไปกับการรวบรวมสมาธิกลับมา ชีวิตที่สงบสุขจึงเริ่มต้นจากการหยุดทำทุกสิ่งในเวลาเดียวกัน ลงมือทำสิ่งที่สำคัญ ทีละอย่าง ที่สำคัญ ต้อง “กันเวลา” และ “ปกป้องเวลา” ของสิ่งสำคัญนั้นด้วย ถ้าเราวางแผนชีวิต ชีวิตจะเป็นของเรา ถ้าเราไม่จัดการชีวิต สุดท้ายชีวิตจะจัดการเรา

รับมือกับอารมณ์ร้าย

อารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีแต่เราที่เป็นคนคอยจุดเชื้อเพลิงให้มันลุกโชนอยู่ตลอด วิธีรับมือกับอารมณ์เชิงลบคือ รู้ตัวในยามที่รู้สึกดี อย่ารู้สึกแย่ที่รู้สึกแย่ อย่าสุมเชื้อไฟให้อารมณ์ร้าย และเริ่มต้นทุกความคิดด้วยใจเมตตามีอารมณ์ขัน โดยรวมมันคือการมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลานั่นเอง ถ้าจะให้บอกเป็นขั้นตอนโดยรายละเอียด มันคือ การหยุด หายใจเข้าลึกๆ จะช่วยให้ใจสงบลงได้ สังเกตถึงอารมณ์ ณ ขณะนั้น ไตร่ตรองคิดทบทวนว่าความรู้สึกนี้มาจากไหน เรากำลังมีอคติหรือไม่ ก่อนที่จะตอบสนองออกไป ซึ่งถ้ามาถึงขั้นสุดท้ายได้ ก็มีแนวโน้มว่าเราจัดการกับอารมณ์ของเราได้แล้ว

สะสมความรู้สึกดีๆ

ในบรรดาประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด คนเรามักจำเรื่องร้ายๆได้แม่นยำกว่าเรื่องดีๆ มีคนทำวิจัยบอกว่าต้องใช้เรื่องดีถึง 3 เรื่องเพื่อลบล้างเรื่องแย่ๆ 1 เรื่องออกจากสมอง ดังนั้นการสะสมประสบการณ์แง่บวกจึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพลังไว้ไปหักล้างกับเรื่องแย่ๆ เราจึงต้องเปิดใจรับเรื่องดีๆ ที่เข้ามา ให้เวลาดื่มด่ำ ปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆนั้นซึมซาบไปทั่วร่างกายจนเข้าสู่หัวใจ เมื่อเจือจางความทรงจำไม่ดี จิตใจเราจะสว่างมากขึ้น และกล้าที่จะใช้ชีวิตมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ส่งผลดี ณ ขณะนั้น เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีกับอนาคตอีกด้วย

ศานติสุข

คนเรามีความสุขด้วยสาเหตุเพียงอย่างเดียว คือ มันเกิดความรู้สึกพึงพอใจ จนทำให้สารเคมีในร่างกายทำงานจนเกิดเป็นความรู้สึกมีสุขขึ้นมา กุญแจสำคัญของความสุขจึงไม่ใช่วัตถุ สิ่งของ ความสำเร็จ แต่อยู่ที่การควบคุมเคมีของเราเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตระหนักได้ว่าชีวิตเราน่าพึงพอใจแล้ว เราก็จะไม่ไปแข่งขัน แย่งชิงกับใคร มีแต่ความปรารถนาดีแก่คนอื่น อยากเห็นคนอื่นมีความสุข ความเมตตาจึงเป็นที่มาของความสุขที่ยั่งยืน

อ่านเล่มนี้แล้วเหมือนได้ฟังเทศน์เวอร์ชันคนธรรมดามาเขียนหนังสือให้อ่าน แต่สาระสำคัญคล้ายกัน คือ เกิดเป็นมนุษย์ มี 1 ชีวิต เราจะทำอย่างไรให้มีชีวิตที่สงบสุข ไม่บ้าไปกับโลกได้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะทีถ้าถูกใจคงต้องไปหาอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดอีกที

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#ไม่บ้าไปกับโลก #LiveinPeace