148
Designing your work life คู่มือออกแบบชีวิตที่ใช่-งานที่ชอบ ด้วย Design Thinking

เล่มนี้เขียนโดย Bill Burnett และ Dave Evans สองกูรูด้าน Design Thinking จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือชื่อ Designing Your Life คู่มือออกแบบชีวิตที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งเล่มนี้ช่วยแนะแนวทางให้หลายคนที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะไปทางไหนดีกับชีวิต ถ้าเล่มแรกเกี่ยวข้องกับการจินตนาการ เล่มนี้ก็คงจะเป็นการทำจินตนาการให้เป็นจริง
เราทุกคนต่างต้องการใช้ชีวิตให้มีความหมายและสร้างผลกระทบอะไรบางอย่างทิ้งไว้ให้โลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำงาน ทำให้การออกแบบชีวิตเรื่องงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ คนที่มีความสุขกับการทำงาน ได้ทำงานที่รักจริงๆนั้น มีจำนวนน้อยมาก คนส่วนใหญ่จึงตกที่นั่งเดียวกัน คือทำงานเพราะต้องทำ เพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่เราจะมีวิธีการออกแบบงานที่ใช่สำหรับเราได้อย่างไร มาหาคำตอบได้ในเล่มนี้กัน
—
คนทำงานก็มักจะเจอปัญหาคลาสสิกคล้ายกัน เช่น คิดว่าที่ทำงานที่นี่ไม่เหมาะกับตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆไม่มีค่าอะไร บางคนถึงขึ้นคิดว่า นี่ไม่ใช่บริษัทของฉัน จึงทำให้ไม่มีใจผูกพันกับงาน ซ้ำร้ายบางคนถึงกับเกลียดงานที่ทำด้วยซ้ำ แต่คิดเองว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้จึงต้องทนทำต่อไป
ซึ่งทุกอย่าง จะเปลี่ยนไป ถ้าเราปรับมุมมองใหม่ ว่าเราไม่ใช่เครื่องจักร เราสามารถทำงานที่สร้างสรรค์และน่าสนใจได้ โดยการคิดแบบนักออกแบบ ซึ่งจะไม่ “คิดวิธี” มุ่งไปข้างหน้า แต่จะ “สร้างเส้นทาง” เดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง
นักออกแบบชีวิตจะไม่ไล่ล่าหาสิ่งต่างๆมาสนองความอยาก รู้วิธีลงจากสายพานความต้องการที่มากขึ้น ด้วยทัศนคติว่า พวกเขามีมากพอแล้ว
#ดีพอแล้วสำหรับตอนนี้
เราควรตั้งต้นจากการที่ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของการทำงาน ทำงานอะไรอยู่ นี่คือสิ่งที่ดีพอแล้วสำหรับตอนนี้ (ไม่ใช่ตลอดกาล) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าชีวิตหรืองานของเราจะดีกว่านี้ไม่ได้ แต่การคิดแบบนี้จะทำให้เรากระตือรือร้นที่จะลงมือทำ เพราะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาลงมือทำแล้วก็ยังเห็นผลลัพธ์นี่นา ถ้าไม่ชอบงานที่ทำ ให้เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ตั้งมาตรฐานต่ำไว้ก่อน แล้วลงมือทำให้ได้ มองหาสิ่งที่ใช่ในงาน (ได้เรียนรู้อะไรบ้าง ได้ริเริ่มอะไรบ้าง ได้ช่วยเหลือใครบ้าง) ลองจดบันทึกทุกๆวัน สังเกตตัวเอง ใช้วันหยุดคิดทบทวน ดื่มด่ำ และ ตกผลึกประสบการณ์จากการทำงาน เพื่อมองหาชีวิตที่สอดคล้องกันทั้งเรื่องเงินและเรื่องความหมาย / คุณค่าในงานที่ทำ
#ปรับมุมมอง
ในโลกการทำงาน เป็นเรื่องปกติที่จะเจอกับปัญหา ซึ่งแบ่งออกเป็น ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เราทำอะไรกับมันไม่ได้จริงๆ เรียกว่า ปัญหาแรงโน้มถ่วม (Gravity Problem) และปัญหาที่วางกรอบมาผิดๆ แต่เรายังสามารถทำอะไรกับมันได้อยู่ ด้วยการปรับมุมมอง ซูมเข้า เพื่อดูรายละเอียด และซูมออกเพื่อหาต้นตอว่าจริงๆแล้วปัญหาเกิดจากอะไร จะได้แก้ให้ถูกจุด โดยเลือกตัวเลือกที่เป็น BDO – Best Doable Option คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มากกว่า BTO – Best Theoretical Option ที่เป็นตัวเลือกทางทฤษฎี วิธีนี้จะช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ได้
#รับมือภาวะงานท่วม
ถ้างานเยอะ ลองเช็คดูว่างานเราท่วมแบบไหน
ท่วมแบบไฮดรา งานล้นมือมาจากทุกสารทิศ เหมือนอสุรกาย 9 หัว แล้วดันเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำเสียด้วย ถ้าเจอแบบนี้ให้ลองสร้างแบบการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆในหน้าที่ของเรา เช่นบางงานที่ทำแล้วคนอื่นไม่รู้สึกว่าได้รับกระทบถ้ามันหายไป ก็อาจเจรจาปรับลดความถี่ในงานนั้นลงเพื่อลดงานดู แล้วจะพบว่าเรามีอำนาจในการจัดการมากกว่าที่เราคิด
ท่วมแบบแฮบปี้ ต่างจากแบบแรกตรงที่เราดันชอบงานเหล่านั้น จึงโกยทุกอย่างมาไว้ที่ตัวเอง วิธีแก้คือให้ตัดใจแบ่งงานให้คนอื่นบ้าง ถ้าต้องการเวลาและพลังงานกลับมา อย่าลืมว่าเรายังมีชีวิตส่วนตัวที่ต้องจัดการอีกด้วย หากไม่สามารถกระจายงานให้คนอื่นได้ และเราต้องการทุ่มเทให้งาน อาจลองเจรจาขอขึ้นเงินเดือน เพื่อหาคนมาจัดการเรื่องอื่นๆในชีวิต เช่น หาแม่บ้าน หาคนขับรถ หาคนรับส่งลูก ฯลฯ เพื่อเอาเวลาคืนมาโฟกัสที่งานได้
ท่วมแบบไฮเปอร์ มักพบในองค์กรแนวๆ Start up ที่ยังไม่มีแบบแผนอะไร ทุกอย่างยังไม่ settle เรียบร้อยดี จึงต้องทำงานหนักเกือบเท่าตัวของงานทั่วไป ถ้าเจอสภาวะนี้ ต้องพยายามทำให้คนรอบตัว คนที่บ้าน คนใกล้ชิด ยอมรับภาวะงานท่วมแบบไฮเปอร์แบบชั่วคราวนี้ไปกับเรา ว่ามันจะไม่เป็นแบบนี้ไปตลอด ขอให้เข้าใจ แล้วก็จะผ่านไปได้ด้วยดี
#วัตถุดิบในการทำงาน
เพื่อที่จะทำงานได้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อแลกเงิน เราจำเป็นต้องมี
- กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพราะเราจะไม่ดูถูกตัวเอง แต่จะใฝ่รู้ โอบรับความท้าทายที่เข้ามา
- ความทรหดอดทน (Grit) เพียรพยายาม ฝึกฝน จนบ่มเพาะความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ
- ARC – มีแรงจูงใจในการทำงาน โดยความต้องการเชิงจิตวิทยาของคนทำงาน มี 3 ด้านหลักๆ คือ ความมีอิสระในการทำงาน (Autonomy) การเชื่อมสัมพันธ์ (Relatedness) การมีความสามารถ (Competence)
คนทั่วไปคิดว่า ต้องมีความหลงใหลในการทำงาน (passion) เป็นแรงผลักดันก่อนจึงจะทำงานได้ดี (เป็นคนจำพวกศิลปินที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอกมากนัก) แต่งานวิจัยบอกว่า สำหรับสายอาชีพอื่นๆ ความหลงใหลมักเกิดจากการทำงานหนักในขอบเขตงานที่เราสนใจ ดังนั้นไม่ต้องไปกังวลมากว่าเราจะมีหรือไม่มี passion แค่ลงมือทำ ตั้งต้นให้ได้ และออกแบบงานที่เป็นเราก็พอ
#อำนาจและการเมืองในที่ทำงาน
นิยามของการเมืองในที่ทำงาน คือการมีอิทธิพล ที่ส่งผลต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ เราต้องแยกให้ออกว่าใครเป็นคนประเภทไหนในองค์กรเรา
- ผู้มีอำนาจที่มีอิทธิพล – Influential Authoritarian (IA)
- ผู้มีอำนาจที่ไม่มีอิทธิพล – Non-Influential Authoritarian (NIA)
- ผู้ไม่มีอำนาจที่มีอิทธิพล – Influential Non- Authoritarian (INA)
- ผู้ไม่มีอำนาจที่ไม่มีอิทธิพล – Non-Influential Non- Authoritarian (NINA)
ซึ่งอิทธิพล เกิดจากการสั่งสมเรื่องราวการสร้างคุณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ สมการง่ายๆ คือ อิทธิพล = คุณค่า + การยอมรับ เราจะเป็นผู้มีอิทธิพลในองค์ได้ เราก็ต้องส่งมอบคุณค่าให้องค์กรเราประสบความสำเร็จอะไรบางอย่าง ถ้าจะเล่นเกมการเมืองในที่ทำงาน ก็ต้องเข้าใจระบบนิเวศระหว่างผู้มีอำนาจ และผู้มีอิทธิพล
#มาออกแบบงานใหม่กันเถอะ
สำหรับคนที่คิดว่าจะลาออกเพราะไม่ชอบงาน (ไม่ใช่เรื่องเงิน คือคน) ลองทำตามนี้ดูก่อนค่อยตัดสินใจอีกที
- ปรับมุมมอง Reframe สร้างความสัมพันธ์ใหม่กับงาน โดยเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆในงานของเรา ให้สอดคล้องกับที่สิ่งองค์กรเราให้ความสำคัญอยู่
- ปรับปรุง Remodel งานด้วยการเสริมแต่งภายนอกจนไปถึงปรับโครงสร้าง ทุบกำแพง ให้สอดคล้องกับความสนใจของเรามากกว่าเดิม ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีให้มากขึ้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงาน
- ปรับตำแหน่ง Relocate ขยับไปรับบทบาทใหม่ใกล้เคียง หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เช่นย้ายไปประจำภาคอื่น
- ปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ Reinvent เริ่มอาชีพใหม่ในบริษัทเดิม ยกเครื่องใหม่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ สร้างความสดใสให้อาชีพ แถมองค์กรเองก็ยังมีลูกทีมคนเดิมที่ภักดีและมีคุณค่าต่อองค์กร หรือจะเป็นการไปเรียนต่อเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ เพื่อคอนเนกชั่น เพื่อไปถึงจุดหักเหของชีวิต เช่น เปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนสายธุรกิจ หรือ แม้กระทั่งลาออกจากงาน
#ลาออกอย่างสง่างาม
เพราะทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง และทุกอย่างก็มีจังหวะเวลาของมัน คนส่วนใหญ่เมื่อถึงเวลาลาออก จะใช้วิธี “ตัดบัวไม่เหลือใย” ที่ปิดจบเดินออกมาให้เร็วที่สุด หรือไม่ก็ “เป็ดง่อยสองอาทิตย์” ที่แจ้งลาออกล่วงหน้าตามมารยาท หลังจากประกาศแล้วก็มักจะทำงานไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะไม่มีใครคาดหวังอะไรจากเราในช่วงเวลานี้ แค่พาตัวเองมาปรากฏตัวเพื่อจะจบกันโดยไม่มีบาดแผลเท่านั้น
แต่จริงๆแล้วเราสามารถลาออกอย่างสร้างสรรค์ได้ โดยการคิดว่าการลาออกคือโอกาสส่งท้ายงานเก่าให้ยิ่งใหญ่ โดยต้องแน่ใจว่ามีงานใหม่รองรับแน่ๆ หรือแผนต่อไปสำหรับชีวิต ถ้าจะออก ต้องออกไปในสภาพที่ดีกว่าตอนเข้ามา สร้างคอนเนกชั่น สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่อยู่ เตรียมการให้ผู้ที่รับช่วงต่อ ลิสต์งานที่ต้องทำ ประชุมที่ต้องเข้า ประเด็นปัญหาที่เจอตอนนี้ แก้ไขถึงไหนแล้ว ประเด็นที่แก้ไขแล้วแต่อาจกลับมาอีกได้ถ้าไม่ระวังเรื่องอะไรบ้าง รายละเอียดเกี่ยวกับน้องในทีม ฯลฯ ทำเป็นเหมือนคู่มือได้ยิ่งดี แล้วจึงออกอย่างสง่างาม
แม้ว่าจะไม่มีใจให้งานปัจจุบันแล้ว แต่เส้นทางการทำงานยังมีอีกยาวไกล เราจึงควรสร้างชื่อเสียงที่ดีในงานและคอนเนกชั่นของเรา เพราะสิ่งนี้จะติดตัวเราไปตลอด
#ก้าวต่อไป
การหางานใหม่ที่ใช่สำหรับเราอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราใช้หลักออกแบบงานในหนังสือเล่มนี้ เราอาจค้นพบตลาดงานที่ซ่อนอยู่ ที่ไม่มีประกาศให้คนทั่วไปเห็น มันอาจเกิดจากการคุยกับคอนเนกชั่น แล้วแนะนำต่อๆกันมา หรือเกิดจากการที่เราเข้าใจตัวเองดี สร้างโปรไฟล์ในโลกออนไลน์ จนคนอื่นสังเกตเห็นเรา เป็นต้น
—
เป็นอีกเล่มที่ชอบมากในปีนี้ เพราะเอาไปปรับใช้ได้จริงๆ ตรงใจมนุษย์เงินเดือนที่สุด แต่ถึงจะทำงานอื่นก็เอาไปปรับใช้กันได้ เพราะเรื่องงาน เป็นเรื่องใหญ่ของคนวัยพวกเรา มันกินเวลาเกินครึ่งของเวลาทั้งหมด ถ้างานที่ทำไม่มีความสุข ก็คงต้องหาทางซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ อย่าให้สุขภาวะของเราต้องทุกข์ทรมานจนเกินไปเพราะเกิดจากงานเลย ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
#designingyourworklife
