166 – อารียา เมตายา (Book 1 Part 3)

อารียา เมตายา 1 Part 3

(ต่อจากพาร์ทที่แล้วที่เล่าถึง รูปธรรม ภาษาจิต ระดับของความรัก)

อย่างที่เล่าไปว่า จักรวาลนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิเพียง species เดียว แต่ยังมีรูปธรรมอื่นๆ อีกมากมายกระจายกันอยู่ตามดาวต่างๆ รวมไปถึงต่างมิติกันอีกด้วย

ในอารียาเมตายา ไม่ได้เล่าถึงดาวอื่น หรือมิติอื่น แต่ยกตัวอย่างจากดาวทึงร่าที่เป็นดาวโลกคู่ขนานของดาวไกอา (โลกมนุษย์) เท่านั้น

คนที่ดาวทึงร่ารู้ที่มาของตัวเอง รู้แม้กระทั่งอดีตเคยเกิดเป็นใคร (อาจจะไม่ได้จำได้ทุกชาติ แต่จะมีความทรงจำในอดีตอยู่บ้างกับเหตุการณ์สำคัญๆในชีวิต) มีแต่คนบนดาวไกอาที่ทุกคนต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ทุกๆครั้งที่เจอกัน เพราะมนุษย์เรายังจำตัวเองไม่ได้ว่าจริงๆแล้วเราคือใคร

เพราะคนบนดาวไกอาใช้กลไกในการเข้าถึงข้อมูลแบบมีขีดจำกัด ประสาทสัมผัสที่ใช้กันอยู่มีไว้เพื่อรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น การเรียนการสอน วัฒนธรรมของเราก็ทำให้ปิดกั้นการมีจินตนาการ ทำให้มนุษย์เรามองเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิต จักรวาล ว่าเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ มีแต่ในหนัง ในละคร ในนิยาย ในตำนานเท่านั้น

แต่ก็คงไม่เสียหายที่เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับรูปธรรมชั้นสูง ว่าการเป็นรูปธรรมชั้นสูงต้องทำยังไง

การเป็นรูปธรรมชั้นสูงได้ต้องมาจากกระบวนการ ‘รู้’ และ ‘ทำ’ เท่านั้น เมื่อเขาเหล่านี้ รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และเริ่มลงมือทำให้ตัวเองมีระดับการสั่นสะเทือนเป็นความรักแล้ว รูปธรรมเหล่านี้จึงเข้าใจถึงการเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แบ่งแยกกัน

#ว่าด้วยเรื่องของความรัก

‘ความรัก’ ด้านบวก รหัสทางภาษาพูด คือ การให้ การแบ่งปัน ความสุข ความอิ่มใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข แต่ถ้าคิดเป็นด้านลบหรือด้วยความกลัว รหัสจะออกมาเป็น ความหวง ความไม่แบ่งปัน การกักเก็บครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

ซึ่งเราคงจะพอเดากันได้ว่าดาวไกอามีคนที่สั่นสะเทือนเป็นความกลัวกันเยอะมาก เพราะมนุษย์มากมายนัก มักจะมีความเห็นแก่ตัวเอง ไม่กล้าแบ่งปัน ชอบแบ่งแยก นี่ของฉัน นั่นของเธอ ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในขณะที่ดาวทึงร่า ทุกรูปธรรมอยู่กันด้วยความรักไร้เงื่อนไข สามารถรักคนในหมู่บ้านเดียวกันเหมือนคนในครอบครัว เพราะเขารู้ว่าเราทุกคนล้วนมาจากที่เดียวกัน ทุกคนในดาวทึงร่าจึงเป็นพี่น้อง เป็นครอบครัวเดียวกันหมด

#การปล่อยคลื่นความถี่

เพราะทุกสิ่งคือพลังงาน ที่เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มันสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นคลื่นความถี่

ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของเราก็เป็นพลังงานเช่นกัน และสามารถปล่อยความถี่ออกมาบนสนามพลังงานของเรา ทำให้ผู้อื่นสัมผัสรับรู้ได้

โดยปกติแล้ว สัตว์ทุกตัวจะปล่อยคลื่นความถี่ระดับปานกลางออกมา

มนุษย์สามารถปล่อยคลื่นความถี่ต่ำยาวไปจนถึงความถี่สูง เพราะมนุษย์มีความหลากหลาย มี Freewill อิสระในการทำสิ่งต่างๆ

แต่ที่ดาวทึงร่า มนุษย์จะปล่อยคลื่นความถี่สูงจงตลอดเวลา หรือที่เรียกว่าความรัก ซึ่งกฎธรรมชาติคือ ทุกๆรูปธรรมจะยำเกรงผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า กฎนี้เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั่วจักรวาล

อันนี้เองที่ทำให้พวกสัตว์ป่ายำเกรงไม่กล้าทำอะไรคนที่ดาวทึงร่า ทั้งๆที่มันก็ล่ากวาง ล่าสัตว์อื่นๆตามปกติ แต่ถ้าเรากลัว รังเกียจ ขยะแขยง นั่นเท่ากับเราปล่อยคลื่นความถี่ต่ำออกมา ทำให้สัตว์รับรู้ได้ว่าเราไม่มีอำนาจเหนือมัน มันก็อาจจะทำร้ายเราเพราะคิดว่าเราเป็นเหยื่อ

มนุษย์เราใช้ชีวิตบนโลกด้วยความกลัว ความหวาดระแวงกันจนเป็นเรื่องธรรมดาชีวิต จนมันทำให้คนที่ใช้ชีวิตด้วยความรักดูแปลกประหลาดในสายตาคนทั่วๆไป

การจะเป็นรูปธรรมชั้นสูงได้ คือการที่เราต้องเป็นความรัก ซึ่งสำหรับมนุษย์ คงต้องเริ่มต้นจากการไม่กลัวก่อน

#ทำอย่างไรให้ไม่กลัว

การที่จะไม่กลัว ‘ความรู้’ จึงเป็นกลไกสำคัญ

เราสามารถทำได้ 2 วิธี  คือ ทำให้เรา ‘รู้’ ให้ได้ คนบนดาวทึงร่ามีทักษะที่เข้าถึงความรู้อยู่แล้ว แต่คนบนดาวไกอา ผู้คนยังแสวงหาการรู้อยู่ จึงต้องใช้อีกวิธี นั่นคือ ‘วางใจ’ ด้วยความรัก แต่ก็ต้องระวัง เพราะถ้าวางใจด้วย ‘ความกลัว’ ก็จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

คนบนดาวไกอา ไม่ทำชั่ว เพราะ ‘ไม่รู้’ บวกกับ ‘ความกลัว’ หรือวางใจในคนที่บอกว่าอย่าทำชั่ว จึงทำตาม ประมาณว่าอย่าขโมยของนะ เดี๋ยวโดนจับเข้าคุก อย่าฆ่าคนนะ เดี๋ยวโดนประหารชีวิต

แต่คนบนดาวทึงร่าไม่ทำชั่วเพราะ ‘ความรู้’ บวกกับ ‘ความรัก’ พวกเขารู้ว่าการทำชั่วจะทำให้ผู้คนเดือดร้อน เจ็บปวด ด้วยพื้นฐานที่เขาเป็นความรักไร้เงื่อนไข เห็นทุกๆคนเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่ทำชั่ว เพราะไม่ต้องการทำร้ายใคร ไม่ใช่เพราะกลัวจะโดนลงโทษ

#อายุขัยของคนที่ดาวทึงร่า

คนที่ดาวทึงร่ามีอายุยาวนานกว่าบนโลกมนุษย์มาก บางคนอายุเป็นแสนๆปี แต่รูปภายนอกยังดูเหมือนวัยรุ่น วัยกลางคนเท่านั้น นั่นเป็นเพราะรหัสในตัวพวกเขาถูกกำหนดมาเป็นแบบนี้ ให้หยุดการเสื่อมของกายสังขารเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง และจะคงสภาพนั้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะตายไป

การตายของคนที่ดาวทึงร่าคือการเลือกที่จะแปรสภาพไปเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิดหรือกลับไปดินแดนแห่งบุพการีทางจิตวิญญาณของเขา เป็นดินแดนสุญญตา ไม่ต้องกลับไปดาวไกอาอีกแล้ว เพราะไม่มีกรรมต้องชดใช้ ไม่มีผลบุญต้องไปเสวย

ถ้าจะกลับมาอีก ก็มีกรณีเดียว คือการอาสาไปช่วยคนที่ยังตกค้างที่นั่นให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งคนที่จะทำเช่นนั้นได้ นานๆจะปรากฎสักคนหนึ่ง และเรามักเรียกเขาว่า ‘ศาสดา’

ศาสดาทุกพระองค์ล้วนใช้ ‘ความรู้’ และ ‘ความรัก’ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ว่าจะศาสนาไหน กลับเกิดจากการบิดเบือนเพื่อพยายามดำรงอยู่ของสถาบันศาสนาต่างหาก ซึ่งสถาบันเหล่านี้สร้างตัวเองขึ้นมาเป็นตัวแทนองค์ศาสดาเพื่อพาคนให้กลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หรือทำให้เข้าถึงสภาวะหลุดพ้นจากวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด

สถาบันได้สร้างความเชื่อว่าจะต้องผ่านการนำพา นำทางจากพวกเขาเท่านั้น ทำให้คน ‘พึ่งพาศาสนา’ แทนที่จะ ‘พึ่งพาศักยภาพ’ ตนเอง ทำให้คนกลัว จนทำไปสู่การสูญเสียพลังอำนาจในตัวเอง ทำให้เกิดความกลัวในหมู่ผู้ที่ไม่เข้าร่วมศาสนา ให้จัดเป็นคนนอกรีต จะไม่ได้รับสิทธ์ ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ จะต้องตกนรก ฯลฯ

ศาสนาควรที่จะสอนให้คน ‘รู้’ และ ‘เป็น’ มากกว่าการดำรงอยู่ด้วยความกลัว แต่ก็นั่นแหละ เราก็เห็นๆอยู่ว่ามนุษย์มากมายบนโลกดูเหมือนจะเต็มใจใช้ชีวิตโดยมีความกลัวขับเคลื่อน มากกว่าให้ความรักเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต

#แล้วจะเข้าถึงการรู้ได้ยังไง

การเข้าถึงความรู้มี 2 วิธี

1. รู้จากภายนอก จากประสาทสัมผัส แต่มีข้อจำกัดมากมาย

2.รู้จากภายใน ถ้า ‘รู้’ แล้ว เราจะเข้าถึงการรู้ที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพื้นที่และเวลา ซึ่งกลไกสำคัญคือการ ‘ถ่อมใจ’ ทั้งกับคนอื่นๆ และตัวตนที่สูงกว่าในตัวเราด้วย

ถ้าถ่อมใจฟังความคิดแรกที่ออกมาจากตัวตนที่สูงกว่า มักจะเต็มไปด้วยความรัก และการให้อภัย แต่ความคิดที่ออกมาจาก ‘จิตสำนึก’ มักจะเป็นการอยากเอาชนะ ไม่อยากเสียเปรียบ

การถ่อมใจยอมรับฟังและทำตามตัวตนที่สูงกว่า จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าไปสู่ความรู้ การละวางตัวตน หรือไม่มีอัตตา ก็หมายถึงการถ่อมใจเช่นกัน

#การจะให้ครบกระบวนการคือการ’เป็น’

การ ‘เป็น’ ต้องเกิดจากการลงมือ ‘ทำ’ เมื่อทำได้ สภาวะการ ‘เป็น’ จึงเกิดขึ้น
ถ้า ‘รู้’  แต่ไม่เคยเอาทฤษฎีต่างๆมาลงมือทำเลย ก็จะไม่มีวันเข้าสู่การ ‘เป็น’ ได้

ในบรรดาความรู้ทั้งหมดในจักรวาลที่ต้องรู้ คือ เรื่องความรัก

และในบรรดาสิ่งที่เราต้องทำทั้งหมดในชีวิต คือ ทำให้ความรักมันประจักษ์ออกมาจากตัวเราเท่านั้น

แสดงความรักต่อทุกสรรพสิ่ง และเป็นความรักขั้นสูงสุด

#แล้วจะ‘ทำ’ได้ยังไง

ขั้นตอนสำคัญของการ ‘ทำ’ คือ การอดทน(ทางกายภาพ) และ อดกลั้น(ทางพลังงาน)

คือต้องแสดงออกซึ่งความรักให้ได้ แม้ว่าคนๆนั้นจะไม่มีส่วนไหนจูงใจให้รักเลย ที่สุดของที่สุดคือเราสามารถแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติด้วยจิตสำนึกรักที่บริสุทธิ์จริงๆ

ซึ่ง บริสุทธิ์ มีความหมายทั้ง ‘ก่อน’ และ ‘หลัง’

‘ก่อน’ คือ การใช้จิตสำนึกรักอย่างบริสุทธ์ใจเพื่อขับเคลื่อนการกระทำโดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝงหรือหวังสิ่งตอบแทน เป็นการกระทำที่รู้ว่าสิ่งนั้นดี เลยตัดสินใจทำ

‘หลัง’ คือ เกิดการกำจัดให้สิ้น ชำระให้ ไม่เหลือผลกรรมใดๆ ในทุกห้วงเวลา  เช่น วินาทีที่เราให้อภัยคนที่เอาเปรียบ แล้วเรามอบความรัก ปรารถนาดีอย่างจริงใจ ผลที่ได้คือในปัจจุบันเราไม่สร้างความขุ่นเคืองใจให้เขาคนนั้น ไม่สร้างความผูกอาฆาตพยาบาทที่มีต่อกันจนทำให้ต้องเกี่ยวกรรมเพื่อไปเกิดร่วมกันในอนาคตอีก ในขณะเดียวกันเราก็ได้แก้ไขพันธะสัญญาเก่าที่เคยมีต่อกันในอดีตได้อีกด้วย

สรุป การกระทำเพียงครั้งเดียวได้ผลลัพธ์คือสร้างความบริสุทธ์ให้เกิดทั้ง 3 โลก คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ถ้าเราทำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆในทุกๆบททดสอบที่เข้ามา วันหนึ่งผลกรรมจะค่อยๆหมดไป ไม่มีอะไรต้องชดใช้กันอีก ไม่มีภาระกรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพราะปัจจุบันเราแก้ไขหมดแล้ว ความบริสุทธ์นี้จึงหมายถึง ความสะอาดปราศจากกรรมใดๆ สภาวะสุญญตาหรือความว่างก็จะเกิด บุคคลนั้นจะได้ชื่อว่า ‘ว่าง’ เพราะไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องอยู่บนโลกอีกต่อไปก็ได้ หรือจะอยู่ที่เดิมจนหมดอายุขัยก็ได้ หรือจะมาเกิดใหม่ที่ดาวทึงร่าเพื่อชื่นชมโลกที่มีความอุดมสมบูรณ์ก็ได้

#ว่าด้วยเรื่องของพระธาตุ

เวลาไปวัด บางแห่งจะมีพระธาตุของเกจิอาจารย์ดังๆ อยู่ในตู้กระจกให้เราดู ก็เคยสงสัยว่าคืออะไร ทำไมถึงไม่สลายไปตามธรรมชาติ แต่พออ่านอารียาเมตายา ถึงเข้าใจ

เมื่อจิตมีพลังงานคลื่นความถี่สูงตกค้างในวัตถุธาตุที่เป็นของแข็ง เมื่อร่างกายที่ส่วนใหญ่เป็นธาตุดินและน้ำ ทนต่อความเสื่อมไม่ไหว มันจะหยุดทำงานในที่สุด แต่เส้นผม เล็บยังงอกออกมาเรื่อยๆก็มี ร่างกายไม่เน่าเปื่อยก็มี จะมีลักษณะเป็นผิวแห้งๆหุ้มกระดูกอยู่อย่างนั้น และถ้าเราเอาไปเผาไฟ วัตถุที่เป็นของแข็งเช่นกระดูกและฟันจะกลายเป็นผลึกแก้วใสๆ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘พระธาตุ’ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่มีผลสืบเนื่องมาจากพลังงานคลื่นความถี่สูงที่ตกค้างอยู่ในวัตถุธาตุที่เป็นของแข็งนั่นเอง

พาร์ทหน้าจะพาไปดูในรายละเอียดของการเป็นโลกต้นแบบที่พระเจ้าสร้างขึ้น

ด้วยรักจากเจ้

165 – Areeya Metaya (Book 1 Part 2)

Areeya Metaya

อารียา เมตายา 1 Part 2

(ต่อจากพาร์ทที่ 1 ที่เล่าถึงต้นกำเนิดจักรวาล)

เมื่อสสารเริ่มต้น สั่นสะเทือนเป็นความถี่ต่างกัน ก็เกิดขึ้นเป็นประดิษฐกรรมปลายทางที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของ สัตว์ พืช หรือ มนุษย์ ในโลกที่เราอยู่ มีชื่อว่า ดาวไกอา มีแต่มนุษย์ ที่มีกายหยาบ

แต่ดาวอื่นๆในจักรวาล มีทั้งรูปธรรมที่มีกายหยาบ กายกึ่งพลังงาน กายพลังงาน จึงไม่อาจเรียกว่า มนุษย์ ได้ เลยเรียกรวมๆว่า ‘รูปธรรม’

#ภารกิจของรูปธรรมบางส่วนที่มาที่โลกมนุษย์

รูปธรรม เป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์ที่อยู่นอกโลก จะเดินทางมาโลกเราเพื่อช่วยกันรักษาสมดุล คือ อัตราการหมุนของโลกและความสมดุลของน้ำหนักมวล การรักษาสมดุล มาเติมในส่วนที่ขาด โดยการสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์ผลิตคลื่นความถี่บวกเยอะๆ เช่นภัยธรรมชาติ โศกนาฏกรรม เพราะจะกระตุ้นให้คนแสดงความรักต่อกัน ซึ่งสิ่งนี้จะไปทำปฏิกิริยากับแกนโลก

แม้ว่าอาจจะฟังดูแปลกๆที่ให้มาทำให้เกิดเรื่องร้ายๆเพื่อการนี้ มันดูไม่เมกเซนส์เอาซะเลย แต่ให้วางใจว่าทุกอย่างถูกจัดสรรไว้แล้ว คนที่ประสบเหตุก็เป็นผู้เลือกที่เจอแบบนั้นเอง หรือที่เรียกกันว่า เป็น Soul Plan ที่เค้าเลือกเอง

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นภาพจิ๊กซอว์ของจักรวาล คนที่เหมาะสมจะเป็นผู้แสดงจะได้รับการจัดสรรไปอยู่ที่นั่นเวลานั้นพอดี เช่นเดียวกับ ‘ผู้ดู’ ก็จะได้รับเลือกให้ไปประสบเหตุการณ์เหล่านั้นพอดีเช่นกัน

อีกสิ่งที่รูปธรรมทำ คือปรับสมดุลทางกายภาพของโลก ถ้าแกนโลกเสียสมดุล เอียง แกว่ง หรือส่าย อัตราความเร็วและองศาการเอียงของแกนโลกมีผลโดยตรงกับฤดูกาล มีผลกับการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น มีผลกับคลื่นแม่เหล็กที่ปลดปล่อยออกมา มีผลกับกระแสลม การขยับตัวของแผ่นเปลือกโลก

พวกเขาต้องทำเพื่อความอยู่รอดของจักรวาลและเอกภพ เพราะโลกอยู่ในจุดศูนย์กลางของจักรวาล หากเสียสมดุล หลุดจากวงโคจรไป ระบบเอกภพจะเสียหายตามไปด้วย

#ดาวทึงร่า

ดาวทึงร่า ที่อยู่ของดาวนี้คืออยู่ขั้วตรงข้ามกับดาวไกอาที่ปลายแขนของกาแลกซี่ทางช้างเผือก เป็นดาวที่เรียกกันว่าประตูนภาลัย คือโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์ ที่ๆ รูปธรรมที่อาศัยอยู่ผ่านการพัฒนาจิตสำนึก ยกระดับจิตใจให้สูงแล้ว คนที่นี่จะไม่ตายถ้าไม่พร้อมตาย การตายของคนที่นี่จึงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิด ที่นี่จึงได้ชื่อว่า ‘ประตูนภาลัย’

ส่วนที่ๆเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิด (Source) คือที่ๆดวงจิตของเราเกิดขึ้นมา ที่นั่นอยู่นอกอาณาเขตของพื้นที่และเวลา อยู่นอกเขตสนามพลังงานเอกภพ เป็นทั้งที่เริ่มต้นและที่สิ้นสุดของทุกดวงจิต

คนที่ดาวทึงร่า ไม่มีโจร คนคิดไม่ดี ไม่มีใครขาดแคลน ไม่มีใครต้องการเอาอะไรจากใครหากเจ้าของไม่ยินยอม ทุกคนมีแต่ยินดีจะให้ เพราะเขามีอย่างเหลือเฟือ

#จิตวิญญาณของทุกคนเป็นสากลมีแต่จิตสำนึกที่แยกตัวออกมา

จิตหรือความรู้สึกนึกคิดในมนุษย์มี 2 แบบ คือ ‘จิตสำนึก’ ที่ควบคุมร่างกายเราตอนที่เรายังตื่น ยังรู้สึกตัว และ ‘จิตใต้สำนึก’ ที่จะไม่ปรากฎออกมาพร้อมๆกับจิตสำนึก

ทางปรัชญาจะเรียกจิตใต้สำนึกว่า ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าของตัวตนของเรา โดยที่จิตสำนึกทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณอีกที

#เรื่องของภาษาจิต

ทักษะของคนบนดาวทึงร่า เช่น ความสามารถในการใช้ภาษาจิต การเข้าถึงความรู้ที่ซ่อนในจักรวาล ความสามารถในการติดต่อกับต้นกำเนิดล้วนแต่ต้องสื่อสารผ่านจิตวิญญาณนี้

เปรียบเหมือนว่าจิตสำนึกคือวิทยุสื่อสารเครื่องหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นวิทยุสื่อสารอีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งทั้งสองเครื่องถูกติดตั้งในตัวเรา และมีวิทยุสื่อสารอีกเป็นล้านๆเครื่องที่อยู่ข้างนอกกระจายทั่วจักรวาล

ซึ่งทุกเครื่องที่เป็นจิตวิญญาณสามารถสื่อสารกันได้อยู่แล้วโดยใช้คลื่นความถี่เดียวกัน แต่ปัญหาอยู่ที่เครื่องที่เป็นจิตสำนึกของเราที่ไม่ได้ใช้คลื่นความถี่เดียวกัน มันก็เลยไม่ตรงกับคลื่นสากลที่จิตวิญญาณใช้ ก็เลยไม่รู้ว่าสื่อสารอะไรกัน

ตามหลักแล้วเราจึงต้องจูนคลื่นความถี่ของจิตสำนึกให้ตรงกับจิตวิญญาณให้ได้เสียก่อนเพื่อว่า หากเราต้องการข้อมูลอะไร เราก็ใช้จิตวิญญาณเป็นสื่อกลางไปควานหามา

ปกติจิตวิญญาณเราสามารถรับข้อมูลจากจิตสำนึกในตัวเราได้อยู่แล้วเพราะเขาใช้คลื่นความถี่ที่สูงกว่า ส่วนจิตสำนึกของเราต่างหากที่รับข้อมูลที่จิตวิญญาณส่งมาไม่ได้ เพราะจิตสำนึกไม่สนใจฟัง จะเอาแต่เชื่อความสามารถของ หู ตา จมูก ลิ้น สัมผัสเท่านั้น

#คลื่นความรัก

ตามหลักพื้นฐาน พลังงานของทุกสรรพสิ่งตั้งแต่เล็กไปจนใหญ่สุดจะมีคลื่นความถี่ชนิดหนึ่งที่ถูกปล่อยออกมาเหมือนกันหมด คือคลื่นความถี่แห่งการยึดโยว เหนี่ยว รั้งซึ่งกันและกัน หากแปลรหัสเป็นภาษาพูด จะได้ออกมาเป็น การผนึก การผนวก ยึดเกาะ บวก หลอมรวม รัดตรึง รัก หรือ ‘ความรัก’ นั่นเอง สรุปง่ายๆว่า ความรักคือคลื่นความถี่ที่จิตวิญญาณใช้กัน

หากเราอยากสื่อสารกับจิตวิญญาณของเรา ก็แค่สั่นสะเทือน จิตสำนึกของเราให้เป็นความรักให้ได้ตลอดเวลา

แต่มนุษย์ที่ดาวไกอาไม่สามารถมีความรักให้กันและกัน จึงไม่สามารถเข้าถึงความรู้สากลได้

ซึ่งการสั่นสะเทือนเป็นความรัก ต้องทำให้ได้ทุกระดับชั้นด้วย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่สั่นสะเทือนได้แค่ระดับเดียวคือระดับต่ำๆเท่านั้น

#ความรักมี 4 ระดับ

1. รักที่มอบให้คนที่ด้อยกว่า เช่น คนที่ลำบากกรือกำลังทุกข์

2. รักมอบให้คนที่เสมอกับเรา เช่น ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโลก

3. รักมอบให้คนที่เหนือกว่า หรือ การแสดงความยินดีที่เขาได้สิ่งที่ดีกว่าเรา

4. รักที่มอบให้กับศัตรู คนที่เกลียด ทำให้เราหงุดหงิด น้อยคนมากที่จะทำได้ ถ้าทำได้จะยกระดับขึ้นเป็นรูปธรรมชั้นสูงทันที

ซึ่งมนุษย์บโลกส่วนใหญ่จะมีความรักแค่ระดับ 1 หรือ 2 เท่านั้น ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากที่จะทำใจมีความรักในระดับที่สูงกว่านี้

รู้อย่างนี้แล้วเราก็คงอยากจะเป็นความรัก ให้กับทุกคน

พาร์ทหน้าจะมาต่อเรื่อง การเป็นรูปธรรมชั้นสูงต้องทำอย่างไร

ด้วยรักจากเจ้

164 – Areeya Metaya (Book 1 Part 1)

อารียา เมตายา 1 Part 1

อารียา เมตายา เล่ม 1 เป็นหนังสือเกี่ยวกับจักรวาลทั้งภายนอกและภายใน ที่อธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ เขียนโดย คุณดอย ธาตรี โภควนิช จิตรกร กราฟฟิก ที่ไม่ได้เป็นนักเขียนมืออาชีพ แต่กลับเขียนผลงาน Masterpiece นี้ออกมาได้งดงามและทรงคุณค่าเพราะทำตามเสียงภายในตัวเอง

อารียา เมตายา เล่าเรื่องราวของต้นกำเนิดจักรวาล ต้นกำเนิดทุกสิ่ง จนเชื่อมโยงมาถึงโลกมนุษย์ ให้เราได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เหมือนได้ค้นพบความลับที่มนุษย์โลกส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง

ที่เข้าไม่ถึง ไม่เข้าใจ เพราะเรามักใช้หลักการค้นหาความจริงจากความสามารถที่มี เช่น เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก สัมผัสจับต้อง การประมวลเหตุผลจากสมองซีกซ้าย แต่เพียงเท่านี้ยังไม่อาจทำให้เข้าถึง ‘ความจริงขั้นสูงสุด’ ได้

โดยสรุปคือ เป็นหนังสือที่ทำให้เรา ((รู้)) ถึงความเชื่อมโยงของทุกสิ่ง  

เมื่อรู้แล้ว เข้าใจแล้ว เราจะอยากลงมือ ((ทำ))

เพื่อที่จะ ((เป็น)) เป็นหนึ่งเดียวกับจิตจักรวาลผู้สร้าง เป็นความรัก

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือสอนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ไม่ใช่ลัทธิอะไรใดๆ แต่จุดประสงค์ของการเขียนเล่มนี้คือให้คนอ่านสามารถเข้าถึงปัญญาด้วยตัวเอง ไม่พึ่งสิ่งใด นอกจากตัวเอง เพราะตัวเองก็คือ ‘ผู้สร้าง’ นั่นเอง

หากตัดสินใจหยิบมาอ่าน อย่าให้ความกลัวตัวใหญ่กว่าความรักที่จะได้รับหลังจากอ่านจบ ไม่ได้ให้เชื่อหนังสือเล่มนี้

แต่ให้เชื่อความสามารถในการคิดของเราเอง ดังนั้นหากจะเชื่อ นั่นไม่ใช่เพราะหนังสือเขียนไว้ หรือใครบอก แต่เพราะเราเชื่อความคิดของเราเอง ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

เจ้อ่านแล้ว บอกเลยว่า เป็นหนังสือที่ทุกคนควรมีโอกาสได้อ่านสักครั้งในชีวิต จริงๆ

สรุปสั้นๆ ไปแล้ว ต่อไปจะเข้าสู่การสรุปโดยละเอียด ซึ่งด้วยความที่หนังสือเล่มหนามาก จะขอแบ่งเป็นพาร์ท เพราะอยากจะเก็บเนื้อหาสำคัญๆให้ครบ

Part 1

#จุดเริ่มต้นเอกภพ

ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพนี้ อยู่ในรูปแบบของ ‘ความสัมพัทธ์’ ที่อยู่ภายใต้กฎของ ‘พื้นที่’ และ ‘เวลา’

ความสัมพัทธ์ หมายถึง การที่สิ่งหนึ่งจะดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีอีกสิ่งดำรงอยู่ เช่น มีความสว่าง เพราะมีความมืด หากทุกที่มีแค่ความสว่าง เราจะไม่คิดถึงมัน ไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของมัน ไม่รู้จัก เหมือนไม่มีตัวตน เพราะเราจะไม่เรียกมันว่าความสว่าง และเราก็จะไม่เรียกมันว่าอย่างอื่นด้วย ซึ่งเท่ากับว่า มันไม่มี เพราะไม่มีตัวเปรียบเทียบนั่นเอง

ซึ่งนี่คือ กฎจักรวาล ไม่มีอะไรในเอกภพนี้ที่จะเป็นอะไรๆขึ้นมาโดยไม่มีสิ่งอื่นเข้าไปกระทำ

พูดง่ายๆคือ ทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัย

เมื่อปรากฎว่ามี ‘สิ่งนั้น’ และ ‘สิ่งนี้’ แล้ว จึงเกิดกระบวนการความเป็น ‘ระหว่าง’ สิ่งนั้นและสิ่งนี้

ทำให้เกิด ‘ระยะทาง’ หรือการมี ‘จุดเริ่มต้น’ และ ‘จุดสิ้นสุด’ ซึ่งเราเรียกว่า ‘พื้นที่’ และ ‘เวลา’ จึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ดังนั้นภายใต้เอกภพ จึงต้องมีการเริ่มต้น การดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลง การสิ้นสุด และกลับมาเริ่มต้นใหม่ เราเรียกสิ่งนี้ว่า’วัฏจักร’ ซึ่งเป็นกลไกของระบบเวลา นับตั้งแต่ระดับที่เล็กที่สุด ไปจนถึงใหญ่สุดคือระดับจักรวาลและเอกภพ

#ขยายความเรื่องของพื้นที่และเวลา

นึกภาพว่าเรากำลังจะวิ่งแข่ง จุดออกตัวและจุดเส้นชัย คือ ‘พื้นที่’ ‘ระยะทาง’ และขณะที่เราวิ่งจากจุดแรกไปอีกจุดนั้น คือ ‘เวลา’ สิ่งที่จะเคลื่อนที่ได้ ก็ต้องมีอะไรไป ‘ขับเคลื่อน’ มัน

สมมติว่าจุดสตาร์ทในลู่วิ่งมีก้อนหิน มันจะต้องมีอะไรซักอย่างไปกระทำก้อนหินให้เคลื่อนที่ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อน สิ่งนั้นคือ ‘พลังงาน’ นั่นเอง

#ว่าด้วยเรื่องของพลังงาน

1. พลังงานระดับเล็ก (อนุภาค)

พลังงานที่เคลื่อนที่ในระดับอนุภาพที่เล็กละเอียดที่สุด เรียกว่า ‘สสารเริ่มต้น’ ซึ่งไม่หยุดนิ่ง

โครงสร้างภายในประกอบด้วยอณูแม่เหล็กไฟฟ้าบวกและลบจำนวนหนึ่งยึดเกาะจุดศูนย์กลางกันอยู่ (เหมือนที่นักวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า โปรตอน นิวตรอน อิเลกตรอน)

ซึ่งในบรรดาสสารเริ่มต้น แต่ละตัวจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณของอณูบวกหรือลบที่เกาะกันอยู่

และทุกสิ่งทุกอย่าง ก้อนหิน ต้นไม้ วัตถุทุกชิ้น สัตว์ คน ของเหลว ของแข็ง มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ประกอบด้วยสสารเริ่มต้นนี้ทั้งสิ้น

ซึ่งความต่างอยู่ที่ปริมาณ ‘ความเข้มข้นของคลื่นความถี่’ ที่ปล่อยออกมาระหว่างที่มีการสั่นสะเทือนในตัวมันเท่านั้น

ซึ่งปริมาณความเข้มข้นของความถี่จะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของวัตถุนั้นๆ

#กระบวนการก่อรูปของทุกสิ่ง

ถ้าเปรียบสสารเริ่มต้นเหมือนลูกบอล เมื่อมารวมกันในปริมาณๆหนึ่ง จะได้เป็นลูกบอลสีหนึ่ง แตกต่างกันไป เช่น ฟ้า แดง เขียว เหลือง และเมื่อเอาลูกบอลแต่ละสีมารวมกันในปริมาณที่เหมาะสมอีกที เช่น เอาสีน้ำเงิน 4 ลูก สีฟ้า 10 ลูก สีเขียว 30 ลูกมารวมกัน มันจะเกิดการสั่นสะเทือนและปลดปล่อยคลื่นความถี่ ‘ใหม่’ ขึ้นมา

เมื่อถอยออกมามอง เราจะเห็นลูกบอลสีเขียวลูกใหญ่ขึ้น และถ้าทำกระบวนการเดิมซ้ำๆ มันก็จะปล่อยคลื่นความถี่ใหม่ขึ้นมา จนกว่าจะได้คุณสมบัติของสิ่งนั้นตามที่ต้องการ

นี่คือกระบวนการก่อรูปของทุกสิ่ง ทั้งรูปธรรมชั้นต่ำ (วัตถุ) หรือ ชั้นสูง (สิ่งมีชีวิต)

ซึ่งความซับซ้อนอยู่ที่การคัดสรรปริมาณของสสารเริ่มต้น ลูกบอลแต่ละสี ในแต่ละลำดับชั้น เพื่อให้เกิดคลื่นความถี่ในรูปแบบเฉพาะตัวที่จะทำให้อุบัติเป็นประดิษฐกรรมปลายทางว่าจะมีคุณสมบัติอย่างไร

2. พลังงานระดับใหญ่ (ระดับจักรวาล)

สสารเริ่มต้น ‘เล็กที่สุด’ ในพลังงานระดับความเล็ก โลกคู่ขนานคือส่วนที่เล็กที่สุดในระดับของความใหญ่

ซึ่งทั้งสองสิ่งต่างมีความสำคัญที่สุดเพราะเป็น ‘ต้นกำเนิดพลังงาน’ ทั้งสองระบบ

#เรื่องของคลื่นความถี่

เนื่องจากทุกสิ่งเริ่มต้นจากพลังงาน ซึ่งพลังงานจะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ต่างๆกัน

มนุษย์เป็นปลายทางที่เยี่ยมยอดที่สุดของกระบวนการสั่นสะเทือนของสสารเริ่มต้น เพราะมีความสามารถในการปลดปล่อยคลื่นความถี่ได้เข้มข้นที่สุด ในขณะที่สัตว์ปล่อยได้น้อยกว่ามาก (1:98) หากเป็นพืชก็ยังได้แค่ (1:673) ของมนุษย์

แต่ข้อดีของพืชและสัตว์คือคลื่นที่ปล่อยออกมาจะ ‘คงที่และสม่ำเสมอ’ ตลอดช่วงเวลาที่สะเทือน (ทำในช่วงที่สัตว์ตื่น และพืชสังเคราะห์แสง) แม้แต่วัตถุสิ่งของ ก็ยังสามารถปล่อยคลื่นได้ แม้จะน้อยมาก (1:72171)

ส่วนมนุษย์ สามารถปล่อยคลื่นได้มหาศาลแต่ไม่สามารถปล่อยได้ตลอดเวลา แต่ที่ต่างกับรูปธรรมชั้นต่ำคือ เรายังสามารถปล่อยคลื่นตรงข้ามได้อีกด้วย หมายถึงว่า คลื่นความถี่บวกปล่อยออกมาจากพืช สัตว์ มนุษย์ แต่คลื่นความถี่ลบ จะสามารถปล่อยอออกมาโดยมนุษย์เท่านั้น

#เรื่องของระบบสุริยะจักรวาล

มนุษย์ทำให้โลกหมุนรอบตัวเอง แล้วยังทำให้ระบบสุริยะจักรวาลเหวี่ยงหมุนอีกด้วย เพราะเมื่อโลกมีแรงขับเคลื่อน ก็เกิดการเหนี่ยวรั้ง ให้ดาวอีก 8-9 ดวงที่ใกล้กันเคลื่อนที่ จนเกิดการโคจรรอบวัตถุที่ใหญ่ที่สุดบริเวณนั้น คือดวงอาทิตย์

ซึ่งพื้นผิวบนโลกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของแรงต่างๆมากมาย เช่น แรงปะทะระหว่างมวล แรงลม คลื่นสนามแม่เหล็กต่างๆ แต่บนอวกาศ เป็นสภาวะไร้น้ำหนัก

จุดศูนย์กลางของกาแลกซี่ทางช้างเผือก มีความพิเศษกว่ากาแลกซี่อื่นๆ คือมีรูอยู่ตรงกลาง ซึ่งเปรียบเหมือนแกนกลางของกาแลกซี่ และนี่ก็เป็นจุดกึ่งกลางเอกภพ

บริเวณตรงนี้จะนี้จะไม่มีการหมุนใดๆ เหมือนกลับเวลาที่เอาน้ำใส่ลงอ่างแล้วคนให้น้ำวน จะพบว่าตรงกลางจะเป็นช่องว่าง สิ่งนี้คือ ‘หลุมดำ’

อ่านถึงตรงนี้ อาจจะดูคล้ายกำลังอ่านนิยาย Sci-Fi ที่มีเค้าโครงความจริง แต่ก็อย่าเพิ่งรีบตัดสิน รออ่านให้จบเล่มก่อนค่อยพิจารณาใหม่ว่าคิดเห็นอย่างไรกับเล่มนี้

พาร์ทหน้าจะมาต่อเรื่อง ‘รูปธรรม’ หรือสิ่งมีชีวิตในจักรวาล

ด้วยรักจากเจ้

163 –  เงียบ Silence – In the edge of Noise

เล่มนี้เขียนโดย Erling Kagge นักสำรวจชาวนอร์เวย์ที่พิชิต 3 Poles ได้ (North Pole, South Pole, Mount Everest) ยังไม่รวมที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว 2 รอบ ปีนเขา แล่นเรือเอง เป็นนักผจญภัยที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของนอร์เวย์และของโลก

Kagge เรียนจบกฏหมาย เป็นทนาย และเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองด้วย โปรไฟล์สวยมาก แต่สิ่งที่ทำให้หยิบเล่มนี้ไม่ใช่เพราะโปรไฟล์ แต่เป็นการที่เค้าชอบเดินทางคนเดียวจนตกตะกอนออกมาเป็นบทเรียนชีวิต ทำให้เค้าได้รับเชิญไปบรรยาย จนเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

Credit Pic : 52-insights

ว่ากันว่า ความลับของโลกถูกซ่อนอยู่ในความเงียบ

และธรรมชาติมักพรางตัวมาเป็นความเงียบเพื่อพูดคุยกับเรา

ยิ่งเงียบมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ยินมากเท่านั้น

แบลส ปาสกาล นักปรัชญาและนักทฤษฎีด้านความเบื่อหน่ายได้กล่าวไว้ว่า ‘ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์เกิดจากการที่มนุษย์ไม่สามารถนั่งเงียบๆคนเดียวได้’ เพราะเหตุนี้หรือเปล่า คนที่ค้นพบความลับของโลกจึงมีอยู่เพียงหยิบมือเดียว

แต่ข้อดีคือ วันนี้ความลับเหล่านั้นอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว งั้นเราไปสำรวจกัน

#ความท้าทายที่ยากที่สุดคือการรู้สึกสงบสุขกับตัวเอง

ความเงียบมักมาพร้อมความพิศวง สงส้ย แต่มันก็มีความยิ่งใหญ่และสง่างามในตัว เหมือนมหาสมุทร หรือพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คนที่ไม่พิศวงในความยิ่งใหญ่ มักจะหวาดกลัวมัน นี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่กลัวความเงียบ

ทำให้หลีกเลี่ยงการอยู่กับห้วงขณะตรงหน้า และพยายามทำตัวยุ่งวุ่นวายกับสารพัดเรื่อง ปล่อยให้ความคิดวิ่งแล่นในหัว แทนที่จะอยู่นิ่งๆ หรือแม้แต่พาตัวเองไปอยู่ในที่เสียงดังๆ ผู้คนเยอะๆ เพียงเพื่อหลีกหนีความเงียบ

เหล่านี้คือความกลัวที่จะรู้จักตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งน่าเสียดายหากเราคิดจะหนีความเงียบ ก็เหมือนเราทิ้งโอกาสที่จะรู้จักตัวเอง

#ความเงียบกับเสียง

เสียง เป็นรูปธรรม และวัดเป็นหน่วยเดซิเบลได้

ความเงียบรอบตัวเราประกอบด้วยอะไรมากมาย แต่ความเงียบที่น่าสนใจที่สุดคือความเงียบที่อยู่ภายใน เป็นความเงียบที่เราต้องสร้างขึ้น เราจึงไม่ต้องพยายามสร้างความเงียบสงัดรอบตัวอีกต่อไป แต่ความเงียบที่เราไล่ล่าคือความเงียบที่อยู่ภายในต่างหากที่เป็นของจริง

#เราแค่ดำรงอยู่หรือมีชีวิตอยู่

ต่อให้เราต้องมีชีวิตอยู่นับพันปี ชีวิตเราก็ยังให้ความรู้สึกว่าสั้น ถ้าเราโยนเวลาที่มีทิ้งไป เราดำรงอยู่ แต่น้อยคนที่ ‘มีชีวิต’ อยู่จริงๆ

ชีวิตเป็นเรื่องน่าวิตกสำหรับคนที่ลืมอดีต มองข้ามปัจจุบัน และหวาดกลัวอนาคต ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมามัวแต่หมกมุ่นกับการไม่ทำอะไรเลย

เราเสียโอกาสที่จะมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมกว่านี้ เพราะไม่ยอมสำรวจความสามารถของตัวเอง มัวแต่ปล่อยให้ตัวเองวอกแวก ไม่เคยหยุด แต่หันเหไปกับเสียง กับความคาดหวัง กับภาพต่างๆ แทนที่จะจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่วินาทีนี้ (อยู่กับปัจจุบัน)

#ความเงียบกับความเหลื่อมล้ำ

เสียง สามารถเป็นตัวกำหนดมาตรฐานความเหลื่อมล้ำในสังคม คนระดับล่างมักถูกบังคับให้ต้องทนเสียงอึกทึกในที่ทำงาน มากกว่าคนระดับบน บ้านก็อาจไม่ได้หุ้มฉนวนปิดกั้นเสียงดีเท่าบ้านคนระดับบนที่มักสงบกว่า อากาศดีกว่า รถแล่นเงียบกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพที่ดีกว่ามักจะเสียงเงียบกว่า พวกเขามีเวลาว่างมากกว่า กินอาหารที่สะอาดและดีต่อสุขภาพมากกว่า

ความเงียบจึงเป็นส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำที่เปิดโอกาสให้คนไม่กี่คนมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า แข็งแรงกว่า เต็มเปี่ยมกว่าคนส่วนใหญ่

การทำตัวให้ยากต่อการเข้าถึงบ้าง หันหลังให้เสียงอึกทึกที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน คือความหรูหรา คือสิทธิพิเศษอย่างหนึ่ง ความเงียบจึงอาจคือความหรูหรารูปแบบหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักไม่ได้ครอบครอง

#สิ่งที่ดีที่สุดอาจเป็นของฟรีที่มีอยู่แล้วที่ปลายจมูกเราเอง

บางคนเดินทางไกลข้ามประเทศ หรือ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดความเงียบ เช่นขับรถไปสถานที่ๆสงบ เดินเล่น เล่นโยคะ นั่งเครื่องบินเพื่อให้ขาดการติดต่อ

ส่วนความเงียบที่พบเจอได้ในใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าเราใส่ใจมากพอ เราอาจเจอมันได้บนเตียงนอน โซฟา หรือ อ่างอาบน้ำที่บ้านของเราเอง

ผู้คนมักชอบมีเป้าหมายคือทำตัวเองให้ยุ่ง และมีประสิทธิภาพ แต่จริงๆแล้วความเงียบอยู่ทุกที่ ทุกเวลา อยู่ที่ปลายจมูกของเราเอง

#เราควรมีชีวิตอย่างไร

เป็นหนึ่งในคำถามที่ใหญ่ที่สุดของคำถามที่ยิ่งใหญ่  หลายคนพยายามหาคำตอบจากทฤษฎีหรือหนังสือจำนวนมาก บางคนก็มุ่งเน้นไปที่การเมือง ภาษา การวิเคราะห์ น้อยคนนักจะมุ่งเน้นความเงียบ เพราะคิดว่าความเงียบคือความว่างเปล่า ไม่น่าสนใจ และพยายามตัดขาดจากความเงียบ

#ปริศนาแห่งชีวิตอาจพบได้ในความเงียบ

เราอาจล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเล แต่เมื่อเดินทางกลับนั่นแหละถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วสิ่งที่เรากำลังแสวงหานั้นอยู่ในตัวเราเอง

เรื่องของชาวพุทธคนหนึ่งที่ขอให้อาจารย์อธิบายถึงพรหมันหรือพระวิญญาณบริสุทธ์  อาจารย์ยังคงเงียบเมื่อได้ยินคำถาม ลูกศิษย์จึงถามอีกสองสามครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ในที่สุด อาจารย์ก็เอ่ยปากพูดว่า ตอนนี้ข้ากำลังสอนเจ้า แต่เจ้าไม่ฟัง แน่นอนว่าคำตอบคือ ‘ความเงียบ’

#ความเงียบในมุมมองของนักปรัชญา

อริสโตเติลและเพลโต นักปรัชญาโบราณพูดถึงความรู้เกี่ยวกับนิรันดรและความจริง ว่าเป็นสิ่งที่ไร้ถ้อยคำ

เพลโต เรียกว่า อาเรตัน – ไม่สามารถพูดได้
อริสโตเติล เรียกว่า – อานิวโลกู – ปราศจากคำพูด

ทั้งสองบอกว่า ณ จุดสิ้นสุดของคำพูด คือการเปิดประตูสู่โอกาสที่จะเข้าใจความจริงอันยิ่งใหญ่ได้ในทันที

#ความเงียบกับจักรวาล

ดวงตาไม่อาจมองตัวมันเอง แต่เราศึกษามันผ่านหมู่ดาวได้ และสิ่งที่คุณเห็นในหมู่ดาว ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร

การที่มองไปบนฟ้าและเห็นหมู่ดาวโดยปราศจากแสงไฟจากน้ำมือมนุษย์รบกวนเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดสิ่งหนึ่ง เพราะมันย้ำเตือนให้คิดถึงจักรวาลที่อยู่เบื้องบน

ยามที่เบนสายตาขึ้นข้างบน เราก็ได้เบนสายตาเข้าข้างในด้วย เข้าไปยังความเงียบภายในของเรา และพบด้านที่ถูกลืมเลือนไป

จักรวาลเป็นปริศนาลี้ลับมากเท่าๆกับโลกภายในของเรา

จักรวาลหนึ่งเหยียดยาวออกไป อีกจักรวาลหนึ่งเหยียดเข้าข้างใน

#ความสัมพันธ์ของความเงียบกับช่วงเวลา

เวลาที่ดื่มด่ำกับขอบฟ้า เวลาที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากพิจารณาก้อนหินที่มีตะไคร่น้ำจับและไม่อาจละสายตา หรือช่วงที่อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน ล้วนเป็นช่วงเวลาที่บรรเจิดที่สุด

และเวลาก็หยุดเดินทันใดเมื่อภายในอยู่กับปัจจุบัน ชั่วเวลาสั้นๆ อานดูนานเหมือนชั่วนิรันดร์

ตอนนั้นเองที่ช่วงเวลาสั้นๆ กับความเป็นนิรันดร์ ได้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

เหมือนกวีของวิลเลียม เบลค ที่เขียนไว้ว่า

เห็นโลกมนเม็ดทราย

เห็นสวรรค์ในดอกไม้ป่า

โอบอุ้มความกว้างไกลไร้ขอบเขตในฝ่ามือ

และความเป็นนิรันดร์ไว้ในหนึ่งชั่วโมง

โดยทั่วไป เวลาคือความต่อเนื่องที่ซึ่งวินาทีหนึ่งนำไปสู่อีกวินาทีหนึ่ง วนลูปไปเรื่อยๆ แต่ประสบการณ์ของเวลาก็เปลี่ยนไป เมื่อเวลาหยุดลง

#ความว่างเปล่าที่ไม่ว่างเปล่า

เมื่อพยายามค้นหาความสงบท่ามกลางความเงียบ ความทรงจำและความคิดกำลังแย่งกันเรียกร้องความสนใจ ซึ่งมันดูเหมือนความว่างเปล่าที่ว่างเปล่า แต่เป้าหมายคือ ความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยมต่างหาก

ทำได้โดย ทำสมองให้ว่างด้วยการหายใจผ่านจมูก เมื่อเราควบคุมลมหายใจได้ ก็จะทำให้ความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยม เป็นจิตใจที่สงบ

#หนทางนำไปสู่ความเงียบ

ทุกคนมีแนวทางของตัวเอง เลือกตามที่ชอบได้เลย บางคนอาจแค่อยู่บ้านก็เจอแล้ว บางคนการเข้าป่าอาจช่วยได้ดีกว่า ทิ้งอุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์ต่างๆไว้ อยู่คนเดียวซักสามวัน ไม่ต้องคุยกับใครเลย แล้วเราจะค่อยๆพบอีกด้านของตัวเราเอง จงเดินตามหาทางที่จะพบความเงียบของเราเอง

อ่านแล้ว อยากออกเดินทางคนเดียวบ้างไหม ได้ผลยังไงมาบอกกันบ้างนะ

ด้วยรักจากเจ้

162 – The Three Minutes Coach โค้ช 3 นาที

162 The Three Minutes Coach โค้ช 3 นาที

เพราะการบอกลูกน้องว่า ‘มีอะไรก็เข้ามาคุยได้’ หรือ ‘มีอะไรก็ถามได้’ ทำให้น้องไม่รู้จะคุยจะถามอะไร คุยตอนไหน การโค้ช 3 นาทีจะช่วยเปลี่ยนให้น้องเรียนรู้วิธีที่เราถาม เราชวนคุย จนกลายมาเป็นการสนทนาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งควรเริ่มจากการมีทัศนคติที่ดีกับลูกน้องก่อนเพราะเป็นการทำให้อะไรๆมันง่ายขึ้น

หน้าที่ของผู้จัดการคือ การทำให้พนักงานนำไอเดีย และแผนงานไปปฏิบัติจริง ถ้าทำไม่ได้ได้ องค์กรจะหยุดอยู่กับที่ คนก็ไม่เติบโต ผู้จัดการจึงเหมือนจุดหมุนของคานที่ทำให้ทุกส่วนของบริษัทเคลื่อนไหวได้

งานที่ผู้จัดการต้องทำ

  1. วางแผนงานและบริหารเวลา ต้องวิเคราะห์ว่าจะใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ แบ่งงานให้ทีมอย่างเหมาะสม สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทีมทำงานได้เต็มที่ ติดตามความคืบหน้าเป็นระยะว่างานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ไหม
  2. วางแผนเชิงกลยุทธ์ ต้องกำหนดความสำคัญของงาน รู้ว่าน้องแต่ละคนมีความสามารถอะไรบ้าง จะได้แจกจ่ายงานถูกคน
  3. บริหารความเสี่ยง เตรียมพร้อมเพื่อจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ
  4. ตัดสินใจ ถ้าทำเองไม่ได้ ก็ต้องขอให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ งานจะได้เดินต่อได้ไม่หยุดชะงัก
  5. ฝึกฝนลูกน้อง มองให้ออกว่าใครต้องการทักษะอะไรและติดตามว่าพัฒนาถึงไหนแล้ว

แต่ทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับคนเป็นผู้จัดการ คือ การสื่อสาร เพราะคนที่อยู่ตรงนี้ ไม่ใช่คนที่จะทำแต่งานของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักพัฒนาคนและจูงใจให้เค้าลงมือทำตามที่ต้องการได้

ซึ่งบางคนก็จะงอแงว่า งานล้นมือแล้ว จะเอาเวลาไหนไปพัฒนาน้องโดยที่ตัวเองไม่เสียงาน หลักการมีอยู่ว่า ให้หาเวลาสำหรับพูดคุยกับลูกน้อง และหาเวลาสำหรับคิดเรื่องลูกน้องด้วย

#การสื่อสารกับการสร้างความสัมพันธ์

จุดประสงค์ที่แท้จริงของการสื่อสาร ไม่ใช่การรับส่งข้อมูล แต่เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ

  1. หาเวลาคุยกับน้อง ให้ตั้งเป้าเลยว่าจะคุยกับน้อง ไม่ใช่คิดว่ามีจังหวะเหมาะๆแล้วค่อยคุย
  2. ที่นั่นแหละ เดี๋ยวนั้นเลย เราไม่จำเป็นต้องจองห้องประชุม เพื่อคุยกับน้อง เราสามารถยืนหรือนั่งคุยกันที่โต๊ะทำงาน ทางเดิน โต๊ะกินข้าวก็ได้ เพราะใช้เวลาไม่นาน หรือถ้าไม่ค่อยเจอกัน โทรหากันได้เลย
  3. คุยเรื่องที่กำลังเกิด ณ ขณะนั้น เช่น ถ้าลูกน้องกำลังปรับตัวกับงานใหม่ ก็ถามว่า ‘เริ่มคุ้นกับงานบ้างหรือยัง’ ถ้าน้องเพิ่งกลับมาจากการไปเยี่ยมร้าน ประชุมข้างนอก ก็ถามว่า  ‘วันนี้เป็นยังไงบ้าง’ หรือระหว่างที่น้องกำลังทำสไลด์พรีเซนท์ ก็อาจถามว่า  ‘ทำถึงไหนแล้ว’
  4. คนเป็นหัวหน้าต้องสังเกตลูกน้อง  ว่ามีทีท่าแปลกไปหรือเปล่า
  5. หาเวลาสำหรับคิดเรื่องลูกน้อง เราต้องรู้ว่าแต่ละวันน้องทำอะไรบ้าง มีความคืบหน้ามากแค่ไหน ลองคิดเรื่องลูกน้องโดยการถามว่า ตอนนี้น้องจำเป็นต้องมีทักษะอะไรบ้าง จุดแข็งของน้องคืออะไร น้องมีความสามารถด้านไหน เขาประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง ตอนนี้เขาอยู่จุดไหนและกำลังจะไปไหน เขาจะดึงศักยภาพออกมาใช้ได้ดีที่สุดในสถานการณ์แบบไหน
  6. การคิดเรื่องลูกน้องเหมือนการสร้างฐานข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาขึ้นมา  โดยเริ่มจากกำหนดสิ่งที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับน้องและเติมข้อมูลลงไปให้ครบ เช่น วันไหนของสัปดาห์ที่คิดว่าทำงานได้ดีที่สุด มีวิธีจัดการความเครียดยังไง ฯลฯ
  7. การรวบรวมคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่อยากรู้เกี่ยวกับน้อง ไม่ใช่มีไว้สอบปากคำน้อง แต่เป็นเครื่องมือ ที่จะช่วยให้คิดเรื่องลูกน้องได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นแรงจูงใจให้อยากถามและหาคำตอบในสิ่งที่ยังไม่รู้
  8. ลองตั้งคำถาม และตอบในมุมลูกน้องดู เข่น จะเครียดในเวลาแบบไหน นอกจากเรื่องเงินแล้ว เขาจะได้อะไรจากการทำงานบ้าง ฯลฯ ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าเรายังไม่รู้จักลูกน้องดีพอ หาให้เจอว่าเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลูกน้อง แล้วเราจะใส่ใจลูกน้องมากขึ้น

#โค้ช3นาทีคือชานชาลาของการสื่อสาร

การโค้ชกัน 3 นาทีเหมือนเวลายืนคุยกันระหว่างรอรถไฟขบวนถัดไป หากเราทำต่อเนื่อง ผลลัพธ์อาจแซงหน้าการคุยกันยาวๆแบบนานๆครั้งก็ได้

กุญแจสำคัญของการโค้ช 3 นาที  ไม่ได้อยู่ที่การพูดคุย แต่อยู่ที่ช่วงเวลา ‘ระหว่าง’ การรอจะได้คุยกันอีกครั้ง เพราะน้องจะเอาสิ่งที่คุยกันไปปฏิบัติจริงและรอดูการเปลี่ยนแปลง  การโค้ช 3 นาทีอาจไม่พอให้คุยเรื่องสัพเพเหระ จึงต้องเข้าประเด็นอย่างรวดเร็วและพูดให้ชัดเจน เช่น มีปัญหาเรื่อง XX หรือเปล่า มาคุยกันเรื่องนี้ไหม อยากคุยเรื่องตารางงานหน่อย ถ้าอยากปรึกษาเรื่อง XX ก็บอกเลยนะ เครียดอยู่หรือเปล่า ฯลฯ การตั้งคำถามที่ชัดเจนช่วยจัดระเบียบความคิดและมองเห็นจุดบกพร่องได้ชัดขึ้น

#เป้าหมายการโค้ช3นาที

คือช่วยให้น้องประสบความสำเร็จ และเติบโต แต่ไม่ใช่ว่าการคุยกันจะทำให้เกิดการลงมือทำเลย เพราะต้องผ่านการคุยกับตัวเองก่อน ตามกระบวนการนี้ ตระหนัก – ขบคิด – ตัดสินใจ – ลงมือทำ ถ้าเราโค้ช3นาทีอย่างถูกต้อง คำถามจากการโค้ชจะกระตุ้นให้น้อง ขบคิด ที่นำไปสู่การคุยกับตัวเอง ทำให้มุมมองน้องเปลี่ยนไป วิธีการคิด และตีความก็จะหลุดออกจากกรอบเดิมๆ และพฤติกรรมก็จะเปลี่ยนในที่สุด

#เคล็ดลับการโค้ช3นาที

ไม่ได้อยู่ว่าคุยเรื่องอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะคุยในสถานการณ์แบบไหนต่างหาก เช่น ระหว่างเดินไปประชุมด้วยกัน ตอนที่น้องมาส่งงาน ฯลฯ ขอแค่รู้ว่าลูกน้องทำอะไรอยู่ เราก็จะมองเห็นโอกาสเข้าไปคุยได้ แต่ต้องไม่ใช่จังหวะที่ทำให้งานสะดุด ซึ่งโดยมากแล้วน้องจะอยากให้หัวหน้าเข้ามาช่วย 3 ช่วงเวลา คือ ตอนเริ่ม ระหว่าง และ หลังจากงานเสร็จ และต้องระวังอย่าลืมน้องที่ผลงานอยู่กลางๆ เพราะโดยมากแล้ว คนเรามักจะคุยกับคนที่ผลงานดีกับแย่มากกว่าคนผลงานกลางๆ

#ความสำคัญของการสื่อสาร

ไอเดียกับการลงมือทำจริงนั้นห่างไกลกันราวกับมีเหวลึกคั่นกลาง สิ่งที่จะเป็นสะพานเชื่อมทั้งสองอย่างให้ไปถึงกันได้คือ การสื่อสาร

หัวหน้า มักใช้วิธีการสอน หรือชี้แนะ น้องให้ทำงาน ทำให้น้องถนัดทำตามสั่ง คิดหรือทำอะไรเองไม่เป็น ทำให้องค์กรไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้องค์กรขับเคลื่อนได้ช้า  ทางออกคือลองให้อำนาจพนักงานสามารถตัดสินใจรับมือกับปัญหาตรงหน้า ซึ่งการโค้ชจะช่วยให้พนักงานพึ่งพาตัวเองได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งที่จะช่วยให้องค์กรเติบโตได้เร็ว ไม่ใช่คำพูดให้กำลังใจจากหัวหน้า แต่เป็นการมอบอิสระในการทำงานให้พนักงาน เน้นการสื่อสารกันภายในองค์กร

#ความถี่ในการสื่อสารส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

สาเหตุที่งานคืบหน้าช้าคือ

  1. จัดลำดับความสำคัญผิดพลาด
  2. มีทักษะไม่พอ
  3. ไม่กล้าตัดสินใจ ลังเลแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ
  4. กังวลว่าจะผิดพลาดหรือถูกตำหนิ
  5. สูญเสียแรงจูงใจ (มักเป็นผลมาจากข้อ 1-4)

ซึ่งถ้าลูกน้องกล้าเข้ามาปรึกษา ขอความช่วยเหลือจากหัวหน้า ปัญหาทั้ง 5 ข้อจะคลื่คลายลงอย่างรวดเร็วเพราะใช้แค่การสื่อสารพูดคุยธรรมดาเท่านั้น

แต่ถ้าปล่อยให้น้องรับมือกับปัญหาตามลำพัง นานวันเข้าน้องจะเหนื่อยล้าและเริ่มคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถ สูญเสียความมั่นใจ แรงจูงใจหดหาย ความเร็วในการทำงานก็จะตกลง ซึ่งตอนนี้มักจะเป็นตอนที่หัวหน้าค่อยเข้าไปถามว่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องเสียเวลาหาทางแก้ไขนาน

หัวหน้าจึงควรโค้ชลูกน้องในทุกสถานการณ์  ไม่ใช่รอคุยกันตอนประเมินผลงาน วิธีนี้จะทำให้รู้ต้นตอของปัญหาและจัดการได้รวดเร็ว และต้องระวังไม่เอาแต่คอยตามแก้ปัญหาให้น้อง แต่ให้ฝึกฝนให้น้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

#อยากฝึกให้น้องมีความคิดสร้างสรรค์ต้องพร้อมรับฟังเรื่องไร้สาระ

หากเราบีบเอาแต่คำตอบที่ถูกต้อง หรือให้ตอบแค่ ครับ ค่ะ ได้ครับ ได้ค่ะตลอดเวลา ความคิดสร้างสรรค์จะหายไป ถ้าอยากดึงความคิดสร้างสรรค์ออกมา หัวหน้าต้องพร้อมรับฟังไอเดียนับพัน แม้ว่าจะใช้ไม่ได้จริงก็ตาม

#อย่าเดือดดาลเมื่อคุยด้วยแล้วลูกน้องเงียบใส่

สำหรับคนคุยเก่ง ก็คงไม่ใช่เรื่องอยากอะไรที่จะต่อบทสนทนากัน แต่กับคนที่ไม่ค่อยพูด พูดไม่เก่ง อารมณ์คงเหมือนให้กระโดดลงน้ำในสระจากที่สูง ต้องค่อยๆทลายกำแพงความกลัว โดยการชวนคุยนิดๆหน่อยๆไปเรื่อยๆก่อน ทำความรู้จักกัน เอาให้กล้าเปิดปากพูดกับเราก่อน ถือว่าใช้ได้แล้ว

#ลูกน้องต้องการที่อยู่ในที่ทำงาน

เพราะทุกคนต้องการที่ปลอดภัย ที่มีคนยอมรับ เข้าใจตัวเรา ความมั่นคงและอุ่นใจจะทำให้คนเรากล้าลงมือทำ แต่ความโดดเดี่ยว หวาดระแวง ถูกรังแก จะทำให้คนอยู่ไม่ได้และต้องจากไปในที่สุด

#การสร้างภาพให้น้องเห็นอนาคตอันใกล้

การโค้ชน้องจะไปสู่อนาคตเหมือนการเปิดประตูไปสู่โอกาส ถ้าไม่นึกภาพก่อน คุยเรื่องอนาคตก่อน เราก็จะไม่สามารถดึงภาพออกจากความทรงจำและทำให้มันเกิดขึ้นจริงตามนั้นได้ ยิ่งภาพชัดเจนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งลงมือทำง่ายขึ้นเท่านั้น

เราอาจจะถามน้อง ด้วยคำถามที่ว่า ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้วใช่ไหม ลองถามความเห็นคนอื่นดูหรือยัง คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า คิดว่าตัวคุณในตอนนั้นจะมองเห็นอะไรเมื่อมองย้อนกลับมาตอนนี้ ฯลฯ

#การมีคำถามร่วมกันก็ใช้ได้แล้ว

เรามักถามเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบที่ถูกต้อง แต่บางครั้ง การที่ถามแล้วไม่ได้คำตอบแต่ทำให้ทุกคนมีคำถามร่วมกัน ก็กระตุ้นให้คนคุยกัน เริ่มมองหาแง่มุมใหม่ๆ หาทางออกร่วมกัน นั่นก็ถือว่าดีมากแล้ว และที่สำคัญการมีคำถามร่วมกัน ช่วยส่งเสริมให้ทุกคนพึ่งพาตัวเองมากขึ้นอีกด้วย

#แล้วฉันจะได้อะไร

เพราะคนเราสนใจแต่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง มากกว่าเรื่องของคนอื่น ขององค์กร เราจึงต้องตอบคำถามที่พนักงานสงสัยว่า ถ้าทำสิ่งนี้แล้วจะมีประโยชน์ต่อพวกเขาได้อย่างไร What’s in it for me (WIIFM)

#สิ่งที่โค้ชไม่ควรทำ

การจ้ำจี้จำไช สอนทุกเรื่อง ต้องปล่อยให้เกิดการเรียนรู้เอาเองบ้าง และการตามติดเป็นเงาก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ แต่หัวหน้าที่เป็นโค้ชควรเป็นต้นแบบที่ดี ทุ่มเททำงานใส่ใจ และ พูดคุยกันให้เป็นเรื่องสนุกจะดีกว่า

เป็นเล่มที่เหมาะกับคนเป็นหัวหน้ามาก เพราะการมีน้องที่ Report เรา นั่นคือเราต้องรับผิดชอบชีวิตการทำงานของน้องไปด้วย น้องจะเก่ง จะโตหรือไม่ ส่วนหนึ่งมาจากตัวน้องเอง แต่อีกส่วนใหญ่ก็อยู่ที่คนเป็นหัวหน้าที่เคี่ยวเข็ญ ดึงศักยภาพน้องออกมาได้มากแค่ไหนด้วย และเล่มนี้ก็เป็นเทคนิคง่ายๆที่เอาไปทำได้จริง

ด้วยรักจากเจ้

161 – คัมภีร์เต๋า เต้าเต๋อจิง Tao Te Ching

161

คัมภีร์เต๋า เต้าเต๋อจิง Tao Te Ching

เป็นหนังสือที่พูดถึงวิถีที่ทำให้มนุษย์เข้าถึงแก่นของชีวิต และศิลปะการปกครองของผู้นำ

เล่มนี้เขียนโดย เหลาจื่อ ไม่มีใครรู้เรื่องราวที่แน่ชัดเกี่ยวกับเหลาจื่อ แต่มีคนบันทึกไว้ว่า เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ที่รับราชการทำงานในหอจดหมายสมัยราชวงศ์โจว บางตำราบันทึกว่าเหลาจื่ออยู่ยุคเดียวกับขงจื่อ แต่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งยุคนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทองแห่งปรัชญาจีน เต้าเต๋อจิง จึงเป็นคำภีร์ที่ถูกรวบรวมไว้มานานนับพันปี และยังเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญของแนวคิดเชิงปรัชญาทั้งหลายต่อมาอีกด้วย

เต้า คือวิถี

เต๋อ คือคุณธรรม

เต้าเต๋อจิง จึงหมายถึง วิถีการดำเนินชีวิตในแนวทางปรัชญาของเหลาจื่อ ประพันธ์ไว้เมื่อ 2500 ปีก่อน เป็นคำสอนเกี่ยวกับ การยึดมั่นในคุณธรรม และการใช้ชีวิตตามหลักธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งตามตัณหาหรือความปรารถนาของมนุษย์

มนุษย์ควรรู้ให้น้อย เข้าใจให้มาก รู้จักพึงพอใจ รู้จักว่าเมื่อไหร่ควรหยุด ไม่ช่วงชิง รู้จักหยุดนิ่งเพื่อให้เกิดสติ  ปัญญา ศีลธรรม ควรยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม เพื่อความยืนยง และเข้าหาธรรมชาติให้มากที่สุดอยู่เสมอ

#เรามาจากความว่างเปล่าจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

เพราะทุกชีวิตบนโลกถือกำเนิดจากบางสิ่ง และบางสิ่งก็ถือกำเนิดจากความว่างเปล่า ดังนั้น ตัวตนอันไม่ได้ถือกำเนิดจากสิ่งใดนอกเหนือจากความว่างเปล่านั้น จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ควรอ่อนน้อมถ่อมตนต่อกันมากกว่า

#วิถีเต้าเต๋อจิง

วิถีคือสัจธรรมทุกประการบนโลกมนุษย์ โลกดำรงอยู่ได้ด้วยการผสานกันอย่างสมดุลของสิ่งตรงข้าม คือ หยิน (เงา หรือความมืด) และ หยาง (ดวงอาทิตย์ หรือแสงสว่าง)

ธรรมชาติของเอกภพ ความอ่อนโยน อ่อนน้อม และโอนอ่อนจะทำให้มนุษย์อยู่รอดปลอดภัยในบั้นปลาย

คุณสมบัติของวิถี คือ ไร้ตัวตน ไร้นาม เรียบง่าย ว่างเปล่า แต่มีอยู่จริง และคงอยู่ชั่วนิรันดร์

วิถีเต้าเต๋อจิงมีเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์อยู่รอดด้วยสันติสุข ไม่ใช่ให้เราอยู่ค้ำฟ้าด้วยการดิ้นรนต่อสู้กันแบบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้จักพอ

#วิถีแห่งปราชญ์

ปราชญ์ที่ไม่แสดงตน จึงโดดเด่น

ปราชญ์ ไม่ตัดสินตนว่าถูก จึงเป็นที่ยกย่องชมเชย

ปราชญ์มิโอหัง จึงเปี่ยมผลบุญ

ปราชญ์มิโอ้อวด จึงยืนยงคงอยู่

สิ่งที่ยาก ต้องเริ่มให้ง่าย

สิ่งที่ยิ่งใหญ่ เริ่มให้เล็ก

ปราชญ์รู้ตนแต่ไม่แสดงตน รักตัวเองแต่ไม่ยกระดับตนให้เหนือกว่าใครๆ เช่นนี้แล้วเขาจึงละทิ้งบางสิ่ง และรักษาไว้ซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง เพราะในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดอ่อนน้อมและอ่อนแอไปมากกว่าน้ำ ไม่มีสิ่งใดแทนที่น้ำได้ ความอ่อนแอมีชัยเหนือความแข็งแกร่ง การอ่อนน้อมจึงมีชัยเหนือความดุดัน

ปราชญ์มักปฏิบัติในสิ่งที่ยากลำบากเสมอ ไม่ใช้ทางลัด นี่เป็นเหตุผลว่าในท้ายที่สุด ความยากลำบากจึงพ่ายแพ้แก่เขา

#สิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้

สิ่งที่ไม่อาจมองเห็น เรียกว่า รูปทรงอันเลือนลาง

สิ่งซึ่งไม่อาจได้ยิน เรียกว่า สำเนียงอันแผ่วเบา

สิ่งซึ่งมิอาจสัมผัสเรียกว่า ตัวตนอันละเอียดดั่งธุลี

สามสิ่งนี้มิอาจหยั่งได้ ทั้งสามจึงปะปน ดูราวกับเป็นหนึ่งเดียว

#สมบัติสามสิ่งที่หวงแหน

ความเมตตา นำพาไปสู่ความกล้าหาญ

ความมัธยัสถ์ นำไปสู่การขยายอาณาจักรของตน

ความมิหาญกล้าครองตำแหน่งผู้นำในอาณาจักร นำพาไปสู่การเป็นเจ้าแห่งสายธารทั้งปวง

แต่เวลานี้ผู้คนละทิ้งความเมตตา คงไว้แต่ความกล้าหาญ

ละทิ้งความมัธยัสถ์เพื่อคงไว้แต่การขยายอาณาเขตของตน ละทิ้งการอยู่เบื้องหลังตำแหน่งผู้นำจะนำพาไปสู่จุดสิ้นสุด

ในการปกครอง ผู้มีอำนาจมักทำให้จิตใจผู้คนว่างเปล่า แต่ไปเติมท้องให้พวกเขาอิ่มแทน

#สหายของมนุษย์คือความแข็งแกร่งและอ่อนนุ่ม

มนุษย์อ่อนนุ่ม และอ่อนแอขณะมีชีวิต ทว่ากระด้างและแข็งทื่อเมื่อสิ้นชีวิต

ต้นไม้ยืดหยุ่นและเปราะบางขณะมีชีวิต แต่ว่าแห้งเหี่ยวเมื่อสิ้นชีวิต

ดังนี้ ความแข็งแกร่งจึงเป็นสหายของการสิ้นชีวิต ความอ่อนนุ่มและอ่อนแอจึงเป็นสหายของการมีชีวิต

#วิถีแห่งสรวงสรรค์เหมือนการโก่งธนู

ส่วนที่สูงกดลง

ส่วนที่ต่ำยกขึ้น

มากเกินต้องลดลง

บกพร่องต้องเติมเข้าไป

ปราชญ์จึงไม่สะสม พวกเขาสละทุกสิ่ง แต่เขากลับมีมากขึ้น เขามอบทุกสิ่ง แต่ก็ยังมั่งคั่ง

วิถีแห่งปราชญ์จึงเป็นไปในทางที่โอบอุ้ม มากกว่าการช่วงชิงเอาเข้าตัวเอง

เป็นหนังสือที่ใช้คำสั้นๆ ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่สมกับที่เป็นปรัชญาจริงๆ เพราะต้องอ่านทวนหลายรอบกว่าจะพอเข้าใจ

โดยรวมก็เป็นความรู้ที่ให้กลิ่นอายโบราณ แต่คลาสิกตลอดกาล น่าลองหามาอ่านตีความกันดู

ด้วยรักจากเจ้

160 – The Power of Subconscious Mind

The power of subconscious mind

เล่มนี้เกี่ยวกับพลังของจิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้กำลังสนใจอยู่ เพราะรู้มาว่าคนเรามักใช้จิตสำนึกที่ทำงานร่วมกับทวารทั้ง 5 นั่นคือ สิ่งที่ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส และ การสัมผัสทางกายในการใช้ชีวิต เรารับส่งและเชื่อข้อมูลบนจิตสำนึกเป็นส่วนใหญ่ แต่กลับแทบไม่ใกล้ชิดกับจิตใต้สำนึกเอาเสียเลย

เล่มนี้ก็มาไขข้อข้องใจหลายๆอย่างเกี่ยวกับพลังอำนาจของจิตใต้สำนึก แต่อาจจะเน้นไปในด้านการใช้พลังจิตใต้สำนึกเพื่อให้สำเร็จในทางโลก ในโลกกายภาพเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่ได้พาไปเจอกับความจริงที่ยิ่งใหญ่ของพลังจิตใต้สำนึกขนาดนั้น

อ่านเพลินๆได้ แม้จะเล่มหนามาก แต่การจัดวางเนื้อหาทำให้อ่านสบายตา ย่อยง่าย แป๊บเดียวก็พลิกมาหน้าสุดท้ายแล้ว

#ทำให้ตัวเองอยู่ในกระแสของความอุดมสมบูรณ์

ขโมย มีชีวิตในกระแสของความขาดแคลน คนที่เสียหายจากการลักขโมยที่สุดคือตัวคนที่เป็นขโมยเอง เพราะเขาได้ขโมยความสงบ ศรัทธา ความซื่อสัตย์ ความดี ความมั่นใจไปจากตัวเอง แถมยังดึงดูดความสูญเสียทั้งมวลอย่างความเป็นตัวเอง สถานะทางสังคม ศักดิ์ศรี และความสงบทางใจ ดังนั้น เราจึงต้องอยู่ในกระแสของความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ไม่คิดเปรียบเทียบกับใคร หรือคิดอยากได้อยากมีเหมือนใคร

#จิตใต้สำนึกเป็นดั่งนายธนาคารที่ขยายและทำให้ทุกอย่างที่เราฝากไว้งอกเงย

ถ้าเราโน้มน้าวตัวเองว่าความมั่งคั่งเป็นของเรา จะทำให้กระแสความมั่งคั่งจะไหลเวียนในชีวิตเราตลอดเวลา เราย่อมได้รับความมั่งคั่งแบบที่ตั้งใจไว้ และจำไว้ว่าสิ่งดีๆที่เราพูดกับตัวเอง ห้ามไปทำให้หมดฤทธ์ด้วยความกลัว กังวล สงสัยหลังจากพูดไปแล้ว ในทางกลับกันถ้าเราผลักไสความมั่งคั่งออกไป รังเกียจเงิน คนรวย เราก็จะไม่มีวันได้เป็นแบบพวกเขา

#ความอิจฉาเป็นศัตรูกับความมั่งคั่ง

วิธีที่ทำให้ความมั่งคั่งบินออกไปจากชีวิตเราคือการวิจารณ์และว่าร้ายผู้อื่นที่มั่งคั่งมากกว่าเรา ความอิจฉาทำให้เกิดการสะดุดของความมั่งคั่ง เพราะมันจะพาเราไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ดีที่ทำให้ความมั่งคั่งไหลออกจากตัว

#เราจะไม่สามารถดึงดูดสิ่งที่เราวิจารณ์ได้

อะไรก็ตามที่เราตำหนิจะตีตัวออกห่างเรา ดังนั้นห้ามกล่าวว่าเงินเป็นสิ่งเลวร้าย ก็เหมือนกับที่ทองแดง ตะกั่ว สังกะสีที่ขุดพบในดินไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่ความชั่วร้ายที่คนเรามอง เกิดจากอวิชชา ความไม่รู้ของมนุษย์ต่างหาก

#3ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ

– ตามหาสิ่งที่รักที่จะทำให้เจอ

– เชี่ยวชาญในสายงานที่เลือกและรู้ให้เยอะกว่าใครๆ

– ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่จะทำไม่ได้มีผลต่อความสำเร็จของเราเท่านั้น (ไม่เห็นแก่ตัว ไม่งั้นอาจพบข้อจำกัดต่างๆของชีวิต เช่น ไร้ญาติขาดมิตร โดดเดี่ยว มีเข้ามาเยอะก็ออกไปหมดไม่เหลือเก็บ หรือแม้กระทั่ง โรคภัยไข้เจ็บ)

#ทำไมวัตถุจึงมีรูปร่างลักษณะทางกายภาพต่างกัน

จากเรื่องทุกสิ่งคือพลังงาน ตั้งแต่ของแข็ง ของเหลว หรือความคิด แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนกัน เพราะจำนวน และการเคลื่อนไหวของอิเลกตรอนที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียสไม่เท่ากัน

ธนบัตรประกอบไปด้วยอะตอมและโมเลกุลต่างๆ มีอิเลกตรอนและโปรตอนถูกจัดเรียงแตกต่างกันออกไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมธนบัตรกับโลหะถึงต่างกัน แต่การที่สิ่งใดมีค่า มีความหมายสำหรับมนุษย์นั้นล้วนเกิดจากความปรุงแต่งทั้งสิ้น

#วิธีเข้าไปใกล้ชิดกับจิตใต้สำนึก

ถ้าจิตใต้สำนึกของเรามีพลังขนาดดึงดูดอะไรก็ตามที่เราคิด ที่เราต้องการได้ แล้วทำอย่างไรถึงจะใช้พลังจากจิตใต้สำนึกได้ ทางออกที่หนังสือเล่มนี้บอกคือ ให้ใช้จินตนาการที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ควบคู่ไปกับการทำสมาธิ จะช่วยให้สามารถปลุกพลังของจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นได้เอง

อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าเรื่องแบบนี้ เป็นประสบการณ์ที่ต้องทำด้วยตัวเอง

ถ้าอยากรู้ว่าจริงไหม ก็ลองดู ไม่เสียหายอะไร

ด้วยรักจากเจ้

159 – เก็บตกจากงาน สุขภาวะทางปัญญา Spiritual Influencer Talk

159

เก็บตกจากงาน สุขภาวะทางปัญญา Spiritual Influencer Talk

นี่เป็นบันทึกเก็บตกจากการที่ได้ไปเข้างาน Spiritual Influencer Talk ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา งานนี้จัดที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ ที่เรารู้จักกันดีในนาม สสส.

ส่วนใหญ่แล้วผลงานของ สสส.ที่ออกสู่สาธารณะและเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ จะเป็นด้านสุขภาพกาย เช่นส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย งดเหล้า ฯลฯ แต่จริงๆแล้วงานของ สสส. มีทั้งการส่งเสริมด้าน ร่างกาย จิตใจ สังคม และที่สำคัญ มีด้านจิตวิญญาณด้วย

.

ในงานมี Guest Speaker ผู้ที่ตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ ทำงานด้านนี้ หลากหลายท่านมาร่วมเสวนา ทั้ง คุณอองซาน จากช่องบวกกันไหม คุณเฟรนดี้ ตื่นทอง คุณมาร์กี้ WisdomVibes คุณแพร และคุณพงศ์ We Oneness และ IDG (Inner Development Goal)

ทุกคนพลังงานดี และมาแชร์เรื่องราวเส้นทางการตื่นรู้แบบเปิดเผยมากๆ

#มองทุกอย่างด้วยความรักไม่ใช่อัตตา

ทุกอย่างที่ว่า หมายถึงทุกอย่างจริงๆ ทั้งด้านดีและไม่ดี ของเรา ถ้ามีด้านมืดของเรา ใส่ความรักให้มัน แล้วมันจะหายไป สิ่งไหนเรารู้สึก แปลว่าสิ่งนั้นมีอยู่ในเรา อย่าไปรังเกียจ แค่ยอมรับ ก็จะอยู่กับมันได้ ทางแก้ให้สบายใจขึ้นคือ ไม่ชอบอะไร ให้เขียนลงกระดาษ แล้วอฐิษฐานว่าฉันมีความสุข แล้วเอากระดาษไปลอยน้ำหรือเผา ให้มันหายไป

ให้เรามีสติรู้เท่าทันอัตตา โดยการ

Allow อนุญาตให้มันเกิดขึ้น Accept ยอมรับมัน และ Embrace โอบกอดอัตตา ว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อเรา มองว่ามันเป็นเพื่อนเรา

#รู้จักกับIDG

IDG ย่อมาจาก Inner Development Goal เป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้มนุษย์ทุกคนเข้าถึงสุขภาวะทางปัญญา

สุขภาวะทางปัญญา  (Spiritual Health) =  คือ

1. สามารถ connect กับตัวเองได้ ทั้งด้านดีและไม่ดี

2. สามารถ connect คนอื่น

3. สามารถ connect สังคม

4. สามารถ connect ทั้งหมดที่ทำให้เราอยู่บนโลกนี้ (ธรรมชาติ) รวมถึง universal truth (สัจจะจักรวาล)

#ความสุขแปดประการ

ในเวปไซต์ ความสุขประเทศไทย HappinessisThailand.com  ได้บอกวิธีที่จะเข้าถึงความสุขไว้ 8 ข้อ คือ

1.การ connect กับธรรมชาติ

2.การภาวนา

3.การทำงานที่มีความหมาย

4.งานศิลปะ

5.งานจิตอาสา ทำงานเพื่อผู้อื่น

6. การเคลื่อนไหว

7. ความสัมพันธ์กับผู้อื่น

8. การเรียนรู้

#หัวใจตื่นรู้

โลกเราทุกวันนี้ ขับเคลื่อนด้วยบริโภคนิยม คือ การจะได้อะไรมา ต้องแลก เช่น อยากได้บ้าน รถ อยากผอม ต้องแลกด้วยบางสิ่ง เช่นการทำงานหนัก การอดอาหาร การเข้าฟิตเนส ฯลฯ แต่การตื่นรู้ไม่ต้องแลกอะไรทั้งนั้น แค่เราต้องทำให้ได้ด้วยตัวเอง

80-90% ที่มนุษย์เราตื่นรู้มาจากทุกข์ทั้งสิ้น เพราะทุกข์ จึงออกตามหา ถ้ามาถูกทาง จึงจะเจอทางออก

คนตื่นรู้ จริงๆแล้ว ก็คือมนุษย์ธรรมดา ที่สามารถเลวได้เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ ไม่ใช่ผู้วิเศษอะไร ไม่ว่าจะทางเทาๆ (ด้านมืด) หรือแบบขาวๆ (ติดดี) หลงคิดว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น เพราะกับดักในเส้นทางการตื่นรู้ คือ อัตตา ต่อให้เราตื่นแล้ว แต่ยังมีอัตตาอยู่มาก เราก็ยังไม่สามารถกลับบ้านได้

#ประโยคเด็ดจากอินฟลู

คุณอองซานบอกว่า ‘ศักดิ์ศรีค้ำคอจนลืมเจตจำนงที่แท้จริง’ เรามาเกิดเพราะอยากลงมาเรียนรู้อะไรบางอย่าง ไม่งั้นก็ไม่ต้องลงมา อยู่เป็นแสงไปอย่างนั้นแหละ

Higher Self (ครูภายใน) คือตัวเราใน version ที่พัฒนาแล้ว ที่เข้าใกล้ค่ากลาง default ที่ source เซ็ทไว้ เป็นจิตเดิมแท้  ที่เค้าอยากสื่อสารกับเราเมื่อเราเชื่อมต่อได้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน

ค่ากลางที่จักรวาลออกแบบมา คือ สร้างสรรค์ ความรัก เป็นหนึ่งเดียว

วิธีแยกแยะเสียงในหัวว่าอันไหนคือเสียงจากความคิด อันไหนคือเสียงจากตัวตนภายในคือ เสียงจากอัตตา มันจะบังคับเรา

แต่เสียงจาก Higher Self  จะอยู่บนพื้นฐานของความรัก ความเมตตา ความเท่าเทียมกัน

Higher Self  หรือที่บางคนเรียกว่าเทวดาประจำตัว (ซึ่งจริงๆแล้วเทวดาก็คือเราเองในมิติที่สูงกว่าที่เราอยู่ตอนนี้) ใช้ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้น เพราะอันต่อๆมา อาจจะมาจากสมอง จากความคิด ความจำ ความรู้สึกแล้ว เนื่องจากมนุษย์เราติดวัตถุมากไป ทำให้อะไรที่มองไม่เห็นก็จะไม่เชื่อ

คุณมาร์กี้บอกว่า Higher Self  ไม่จำเป็นต้องสื่อสารจากการหลับตา นั่งสมาธิเท่านั้น แต่มาจากสิ่งรอบๆตัวเราที่พบเจอ เช่นป้ายโฆษณาข้างทาง ตัวเลข หรือ คำพูดจากตัวละครในซีรีย์ ประโยคที่อ่านเจอในโพสเฟสบุ๊คก็เป็นได้

Higher Self เค้า connect กับเราตลอดเวลา แต่เราต้องลด noise เพื่อให้รู้สึกได้ ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือนั่งสมาธิ เพราะเป็นเวลาที่เงียบที่สุด

คุณพงศ์อธิบายไว้ว่า

ใจ = จิตวิญญาณ

จิต = ความคิด และ อารมณ์

ขันธ์ทั้ง 5 คือ ตัวทุกข์

อาตมัน ปรมาตมัน หาใจให้เจอก็เป็นสุข

เป็นอีกวันที่ดีมาก ได้เจอคนที่เข้าใจทางนี้เหมือนๆกัน คุยกันรู้เรื่อง ได้เพื่อนใหม่มาจากในงานด้วย ดีใจที่ได้ไปงานนี้

ด้วยรักจากเจ้

158 – The Four Agreements – ข้อตงลงเปลี่ยนชีวิต

157

The Four Agreements – ข้อตงลงเปลี่ยนชีวิต

เล่มนี้เขียนโดย Don Miguel Ruiz ศัลยแพทย์ชาว Mexico ที่มีครอบครัวและบรรพบุรุษเป็นผู้ที่ทำงานด้าน Healing หรือบำบัดทางด้านจิตวิญญาณ ตอนแรก Don Miguel Ruiz สนใจแต่ทางโลก วิถียุคใหม่ จึงเข้าเรียนแพทย์แผนปัจจุบันจนเป็นศัลยแพทย์

แต่มาถึงจุดที่ชีวิตพลิกผัน เขาประสบอุบัติเหตุรถชน จนเห็นตัวเองหลุดออกจากร่าง หลังจากนั้นเขาจึงหันมาสนใจศาสตร์แห่งการเยียวยาตามภูมิปัญญาที่สั่งสมมาของครอบครัว แม้กระทั่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากคุณตาที่เสียชีวิตไปแล้วผ่านทางการฝัน

หลังจากนั้นมา Don Miguel Ruiz จึงแบ่งปัน และถ่ายทอดภูมิปัญญาโบราณของโทลเทค (Toltec) ที่เขาได้เรียนรู้มานี้ให้ผู้คนนับจากนั้น และก็ถูกถ่ายทอดส่งต่อกันมาเรื่อยๆเพราะเชื่อกันว่าคำสอนจากโทลเทคจะเป็นเส้นทางที่นำชีวิตสู่อิสรภาพได้

มนุษย์เราเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตแบบอยู่ในกรอบมาตลอด เราทำสิ่งที่ทำเพราะเป็นสิ่งที่ทำต่อๆกันมาจนเรียกว่าเป็น ‘ศรัทธา’

เราเลยเป็นสำเนาความเชื่อของพ่อแม่ สังคม ศาสนา ที่รายล้อมตัวเราอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ความเป็นธรรมชาติของเราสูญหายไปในกระบวนการฝึกให้อยู่ในกรอบ และการฝึกให้อยู่ในกรอบก็มีพลังมากจนถึงจุดหนึ่งเราไม่ต้องให้ใครมาฝึกอีกต่อไป เพราะเรากลายเป็นสัตว์ที่ตีกรอบตัวเองอัตโนมัติไปแล้ว

คำสอนของโทลเทค ได้ให้ข้อตกลงเปลี่ยนชีวิต 4 ข้อไว้ง่ายๆ แต่ลึกซึ้งมาก ดังนี้

1. Be impeccable with your word ไม่ใช้ถ้อยคำทำร้าย

เพราะถ้อยคำคือมนตร์วิเศษ เป็นได้ทั้งมนตร์ดำ สามารถสาปแช่ง เผยแพร่พิษ ทำร้ายตัวเองและคนอื่นได้

ทันทีที่เราได้ยินและเชื่อ นั่นคือเรากำลังทำข้อตกลงกับตัวเอง

#ว่าด้วยเรื่องนินทา

การนินทาเป็นมนตร์ดำที่เลวร้ายที่สุด เพราะมันคือพิษล้วนๆ แต่การนินทาก็ทำได้ง่าย จนกลายเป็นการสื่อสารหลักในสังคมมนุษย์เพราะเป็นวิธีการสร้างความสนิทสนม รู้สึกดีที่เห็นคนอื่นรู้สึกแย่เหมือนเรา เราจึงพูดเพื่อให้มีคนสนับสนุนเรา จึงมีคำโบราณว่า “คนเป็นทุกข์ชอบรวมกลุ่ม” เพราะคนที่ทนทุกข์ไม่อยากอยู่คนเดียว

เมื่อมีคนนินทาว่าร้ายคนอื่น แล้วเราเชื่อทันที แบบไม่ลืมหูลืมตา แปลว่าเรากำลังมองคนนั้นผ่านสายตาของคนที่นินทา เพราะหลายๆครั้งที่ความคิดเห็นเป็นแค่มุมมอง ลองสำรวจดูว่าความเชื่อที่มาจากอัตตาของเราเอง ที่เราเอาไปเผยแพร่ใส่คนอื่นเพียงเพื่อให้รู้สึกว่ามุมมองเราถูก มันถูกต้องจริงๆแล้วหรือ

#คุณภาพชีวิตเท่ากับคุณภาพคำพูด

เรารักและรู้สึกยังไงกับตัวเอง เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพและความซื่อตรงของถ้อยคำที่เราใช้ เมื่อเราไม่ใช้ถ้อยคำทำร้าย เราจะรู้สึกดี สงบ และเป็นสุข

และเช่นเดียวกัน ถ้อยคำก็เป็นมนตร์วิเศษด้วย จงจำไว้เสมอว่า การใช้ถ้อยคำของเรามาจากระดับความรักที่เรามีต่อ ‘ตัวเราเอง’

2. Don’t take anything personally ไม่รับมาเป็นเรื่องของเรา

มนุษย์เราอยากมีตัวตนในสายตาใครบางคนเสมอ เวลาที่เรารับฟัง ทันทีที่คล้อยตาม พิษจะแล่นเข้าหาตัวเรา ทำให้ติดกับความสำคัญตนเพราะถือว่าสิ่งต่างๆเกี่ยวข้องกับเรา เป็นการแสดงออกขั้นสุดของความเห็นแก่ตัวที่ทึกทักไปเองว่าทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับเรา

#เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่ของเรา

ต่อให้คนอื่นด่า ดูถูกเราซึ่งหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องของเขา

ถ้ามีคนปฏิบัติกับเราอย่างไม่ให้เกียรติ ไม่รัก ถือเป็นเรื่องดีที่เขาออกจากชีวิต เพราะไม่งั้นเราต้องทนทุกข์กับเขาอีกนาน

เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใจคนอื่นมากกว่าที่เราเชื่อใจตัวเองในการเลือกสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อเราฝึกไม่รับสิ่งต่างๆมาเป็นเรื่องของตัวเอง เราจะหลีกเลี่ยงอารมณ์พิษมากมายในชีวิตได้ ความโกรธ ความริษยา ความเศร้า ก็จะหายไปด้วยถ้าเราไม่เอาตัวเองเข้าไปรับ เราจะเป็นอิสระ

3. Don’t make assumptions ไม่ทึกทักไปเอง

เรามักจะคิดไปเองกับทุกเรื่อง ปัญหาคือเรามักเชื่อสิ่งที่คิดว่าเป็นความจริง  คิดไปเองถึงเรื่องที่คนอื่นกำลังคิด แล้วก็รับมาเป็นเรื่องของเรา

เรามักทึกทักว่าคนอื่นรู้ว่าเราคิดอะไร และทำสิ่งที่เราต้องการ เพราะเค้ารู้จักเราดี แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น เราก็มักเจ็บปวด เพราะทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้ ความร้าวฉานก็เกิดขึ้นจากการคิดไปเองและต่อยอดเองทั้งสิ้น

เรากลัวที่จะเป็นตัวเองเมื่ออยู่กับคนอื่น เพราะเราคิดว่าคนอื่นจะตัดสินเรา กล่าวโทษเราเหมือนที่เราทำกับตัวเอง ดังนั้นจงปล่อยวางทุกอย่างลง อย่าทึกทึกไปเอง

4. Always do your best ทำให้ดีที่สุดเสมอ

เป็นข้อที่ช่วยให้ 3 ข้อก่อนหน้าเป็นนิสัยติดตัว เปรียบเสมือนภาคปฏิบัติ แต่ระลึกไว้ว่า ‘ดีที่สุด’ อาจจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา เพราะทุกสิ่งในโลกย่อมเปลี่ยนแปลงตลอด ขึ้นอยู่กับสภาวะอารมณ์ตอนนั้น

แต่เมื่อเราใช้ชีวิตตามข้อตกลงใหม่ 4 ข้อนี้จนเป็นนิสัย ดีที่สุดของเราจะดีกว่าที่เคยเป็นมา

แต่เราก็ต้องอย่าพยายามมากเกินไปจนหมดพล้ง รู้สึกผิด เสียใจ  เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสละความสุขหรือชีวิต เราเกิดมาเพื่อมีความสุขและรู้จักรัก

ทั้งหมดคือ The Four Agreements ข้อตกลงเปลี่ยนชีวิต

เมื่อรู้แล้ว เราจะทำยังไงกับชีวิตเราต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับเรา หากเราเลือกจะเมินเฉยปล่อยผ่านไป ชีวิตเราก็จะกลับสู่จุดเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่หนทางที่จะไปสู่อิสรภาพที่แท้จริง เราต้องทำตามนี้ก่อน

#ทลายข้อตกลงเดิมคือหนทางสู่อิสรภาพ

ลองสังเกตดูเด็กน้อยอายุ 2-3 ขวบ มักจะมีอิสระอย่างแท้จริง เพราะยังไม่ถูกตีกรอบ พวกเขายิ้มเกือบตลอดเวลา  มีความสุขในการสำรวจโลก ไม่กังวลอดีต ไม่สนใจอนาคต และอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น ต่างจากมนุษย์ผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง ที่โดนฝึกสอนต่อกันเป็นรุ่นสู่รุ่น แต่เราก็ไม่ควรโทษพ่อแม่ที่สอนให้เราเป็นแบบเขา พวกเขาจะสอนอะไรเราได้นอกจากสิ่งที่ตัวเองรู้ จริงไหม พวกเขาก็เต็มที่แล้วนั่นแหละ หากพ่อแม่ทำให้เราไม่พอใจอะไร นั่นก็เพราะพวกเขาเองก็ถูกฝึกมาแบบนั้น

#กลับไปเป็นเด็กน้อย

ตัวจริงของเราคือเด็กน้อย ที่จะปรากฎขึ้นตอนกำลังเล่นสนุก กำลังเล่น หรือกำลังแสดงความเป็นตัวเองทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดเมื่อตัวจริงของเราปรากฎ เมื่อเราไม่สนใจอดีต ไม่กังวลอนาคต เราจะเป็นเหมือนเด็ก

แต่ชีวิตก็จะเล่นตลก เพราะมักจะมี ‘ผู้พิพากษา’ คอยมาเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ด้วยการบอกเราว่าเราต้องมีความรับผิดชอบ เราต้องทำงาน ต้องหาเลี้ยงชีพ แล้วเราก็จะกลับมาจริงจังอีกครั้ง

#ตรวจดูว่าอิสรภาพของเราจริงหรือปลอมกันแน่

อิสรภาพที่เรามองหา คืออิสรภาพที่จะเป็นตัวเอง แต่เมื่อมาคิดดูดีๆแล้ว สิ่งที่เราทำมักจะเพื่อเอาใจคนอื่นให้ได้รับการยอมรับแทนที่จะใช้ชีวิตให้ตัวเองพอใจ

คนส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตโดยไม่เฉลียวใจว่า “ผู้พิพากษาและเหยื่อ” กำลังควบคุมจิตใจเราอยู่ จึงไม่มีโอกาสเป็นอิสระ

ซึ่งการตระหนักรู้ว่าเราไม่มีอิสระคือก้าวแรกที่จะเริ่มอยากล้างพิษ รักษาบาดแผล เยียวยาตัวเอง จากระบบความเชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใจที่ไม่ใช่เรื่องจริง

ผู้พิพากษา เหยื่อ และ ระบบความเชื่อ ก็เหมือนปรสิตที่เกาะกุมจิตใจมนุษย์ เพราะพวกมันควบคุมภาพฝันของเราผ่านความคิด และดำรงชีวิตผ่านร่างกายเรา พวกมันอยู่ได้ อยู่รอดด้วยอารมณ์กลัว เรื่องราวดราม่า และความทุกข์ที่เรารับเอาเข้าตัวเราเอง

การที่ตัดสินใจรับข้อตกลง 4 ประการมาปฏิบัติคือการประกาศสงครามเรียกคืนอิสรภาพจากปรสิต เป็นการคลายมนตร์ดำที่สะกดจิตใจของเรานั่นเอง

#เข้าใจว่าจิตมนุษย์เหมือนผิวหนัง

ทุกวันเราตื่นขึ้นพร้อมพลังทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกายในระดับที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ตลอดทั้งวัน ถ้าเราปล่อยให้อารมณ์ผลาญพลังเราจนหมด เราจะไม่เหลือพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองหรือมอบให้คนอื่น

จิตใจมนุษย์เหมือนผิวหนัง ถ้าเราสัมผัสผิวหนังสุขภาพดีเราจะรู้สึกดี แต่ถ้าผิวเราบาดเจ็บ หนังเปิดติดเชื้อ เราก็คงไม่อยากให้ใครมาจับเพราะมันเจ็บ

แล้วถ้ามนุษย์ทั้งโลกมีบาดแผลบนผิวหนัง เราจะปฏิบัติต่อกันยังไง พอนึกออกไหม เราก็คงไม่อยากแตะต้องกัน ไม่กอดกันเพราะมันเจ็บ จึงต้องรักษาระยะห่างให้มาก

#ให้อภัยกับทุกสิ่งแล้วจะอิสระ

ถ้าเราสามารถเห็นสภาพจิตใจของเราเหมือนโรคๆหนึ่ง เราจะพบว่ามีวิธีรักษา โดยการใช้ความจริงเปิดแผล เอาอารมณ์พิษออก และสมานแผลปิดให้สนิท

เราต้องให้อภัยทุกคนที่เรารู้สึกว่าทำผิดต่อเรา แล้วเราจะให้อภัยตัวเองได้ การปฏิเสธตัวเองจะจบลง การยอมรับตัวเองเริ่มต้นขึ้น และนี่เอง คือจุดเริ่มต้นของการเป็นอิสระ

แต่คนส่วนใหญ่ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เราจึงพูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้อตกลงที่ 1 ‘การไม่ใช้ถ้อยทำเพื่อทำร้าย’ จึงสำคัญมาก เราต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์เพื่อให้เรามีพลังมากพอจะเปลี่ยนข้อตกลงที่มาจากความกลัว รอดพ้นจากนรกและสวรรค์ของเราเอง

คนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้สมบูรณ์ จะควบคุมความประพฤติของตนเองได้ดี

ความสุขในแดนสวรรค์คือสิ่งที่มนุษย์อยากไปถึง ซึ่งแท้จริงแล้ว ‘สวรรค์’ ก็คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางจิตใจ

และที่ตรงนี้เองที่โมเสสเรียกว่า ‘ดินแดนแห่งพันธะสัญญา’ พระพุทธเจ้าเรียกว่า ‘นิพพาน’ ส่วนพระเยซูเรียกว่า ‘สวรรค์’

น่าเสียดายที่ตัวตนเรามีแต่ความเชื่อและข้อตกลงเก่าที่อยู่ในหมอก ที่แม้แต่เราเองก็มองไม่เห็น เราจึงไม่สามารถปล่อยวางปรสิต เราผูกติดกับผู้พิพากษา ผูกติดกับเหยื่อ และเอนจอยการมีความทุกข์ เพราะมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัยเพราะเรารู้จักมันดี

ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือกว่าจะทนทุกข์หรือจะรักและมีความสุข เลือกดีๆนะ เป็นกำลังใจให้เสมอจ้ะ

ด้วยรักจากเจ้

157 – The dark side of the light chaser

156

The dark side of the light chaser ด้านมืดของผู้ตามหาแสงสว่าง

เล่มนี้เขียนโดย Debbie Ford จากชื่อเรื่อง ‘ด้านมืด’ ไม่ได้หมายถึงความชั่วร้าย ร้ายกาจอะไรแบบนั้น แต่คือด้านที่เราไม่ชอบและพยายามจะอยู่ห่างมันอย่างรังเกียจ

#เราไม่ได้อยู่ในโลกแต่โลกอยู่ในตัวเรา

มีคำกล่าวว่าโลกนี้มีสิ่งสุดยอดลี้ลับ 3 อย่างคือ ‘อากาศ’ สำหรับนก ‘น้ำ’ สำหรับปลา และ ‘คน’ สำหรับตัวเขาเอง ในเมื่อเรามองไม่เห็นตัวเอง เราจึงจำเป็นต้องมีกระจกสะท้อนให้เราเห็น

เราแต่ละคนคือจักรวาลระดับจุลภาคที่สะท้อนจักรวาลระดับมหภาค โลกที่เรามองเห็นสะท้อนสิ่งที่เราคิดเรารู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง โลกจึงเป็นกระจกสะท้อนตัวเรานั่นเอง Hologram ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงโลกภายในกับภายนอกได้ โดยแต่ละส่วนของจักรวาลมีภูมิปัญญาแห่งจักรวาลทั้งหมดดำรงอยู่ เราแค่ต้องจำให้ได้ว่าเราเป็นใคร แล้วเราจะเข้าถึงมัน

#ความสมบูรณ์แบบคือมีครบทั้งสองด้าน

คนเรามักเชื่อว่าความศักดิ์สิทธ์จะต้องสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรด่างพร้อย แต่ความจริงคือการเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน เป็นทุกสิ่งทั้งด้านบวกและลบ ดีและเลวต่างหาก

เพราะเรามีจุดกำเนิดมาจากที่เดียวกัน ทุกสิ่งจึงไม่แยกขาดออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็น เทวดาและซาตาน ผู้กล้าและคนขี้ขลาด คนขยันและคนขี้เกียจ สิ่งเหล่านี้ต่างนอนอยู่ในตัวเราและมันจะพยายามแสดงตัวออกมาถ้าเราปกปิด ผลักไส ไม่ยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเรา

คนส่วนใหญ่โหยหาอยากเห็นแสงสว่างและมีชีวิตอย่างงดงามด้วยตัวตนสูงส่ง แต่หากเราไม่หลอมรวมผสานทั้งด้านสว่างและด้านมืดของตัวเรา เราก็จะไม่สามารถสัมผัสแสงสว่างได้เต็มที่หากยังไม่รู้จักความมืด เพราะด้านมืดคือประตูสู่อิสรภาพที่แท้จริง

#มองหาด้านดีของด้านมืดให้ได้

การโอบรับด้านมืดคือการปล่อยให้มันอยู่รวมกับด้านอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเห็นว่าด้านนี้มีไว้เหมือนเป็นของขวัญเพื่อสอนเรา เช่น ด้านมืดนำความมีสติมาให้ นำความรักมาให้ หรือแม้ทำให้เราสามารถปลดปล่อยอารมณ์ได้ ฯลฯ เราต้องพยายามมองหาของขวัญนี้จากด้านมืดของเรา จนเราสามารถมองด้วยสายตาที่นับถือและกรุณาได้ การปรับเปลี่ยนความเข้าใจด้านมืดเสียใหม่ จะช่วยปลดปล่อยพลังงานด้านลบที่เราสะสมไว้มานาน

เมื่อให้เวลาค้นหาเงามืดในตัวเรา มันคือขุมทองในเงามืด เราต่างหาทองคำเพื่อหวนคืนสู่ตัวตนศักดิ์สิทธ์ของเรา

#เราอยากปกปิดด้านมืดของตัวเองเพื่ออะไร

การที่เรากดด้านมืดของเรา ผลักไสมันออกไปจากตัวเรา ทำให้คุณสมบัติดีๆก็ถูกกดไปด้วย เราไม่พบความงามในตัวเพราะมัวแต่เสียเวลาซ่อมความน่าเกลียด ไม่เคยรู้สึกดีกับความใจกว้างของตัวเอง เพราะนั่นเป็นแค่หน้ากากที่มาปิดบังความโลภ ลองสังเกตดูดีๆ ความขุ่นเคืองที่เรามีต่อพฤติกรรมคนอื่นมักเกี่ยวกับด้านที่ยังไม่ได้รับการสะสางในตัวเรา และคนส่วนใหญ่เปิดเผยเงามืดน้อยมากเพราะไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง

#ทำไมจึงต้องมีด้านมืดด้วย

มนุษย์เราคิดไปเองว่าตัวเราและคนอื่นแยกจากกัน ความไม่เหมือนกันได้สร้างกำแพงทั้งภายนอกและภายในขึ้นมา สิ่งที่เราเห็นหรือรับรู้ได้นั้น ไม่มีอะไรสักอย่างที่เราไม่ได้เป็นถ้าคุณสมบัติบางอย่างไม่อยู่ในตัวเรา เราจะไม่สามารถรู้จักคุณสมบัตินั้นในตัวคนอื่น เราจึงดึงดูดอะไรก็ตามที่จะมาเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นคุณสมบัติที่เราหลงลืมในตัวเอง

‘เงามืด’ จึงมีไว้เพื่อสอนให้เรารู้จักรัก ให้อภัย เห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่แค่ต่อคนอื่น แต่ต่อตัวเองด้วย บางคนอาจใช้เวลาเกินครึ่งชีวิตเพื่อรู้ซึ้งถึงทุกๆด้านที่เราเป็น เราต้องสานสัมพันธ์กับเงามืดก็เพื่อมีชีวิตที่เต็มสมบูรณ์อย่างแท้จริง เมล็ดพันธุ์จะงอกงามได้ต้องอาศัยดินอันมืดมิด (เงามืดของเรา) ได้รับความรัก การยอมรับ การบำรุงก่อน ดอกไม้ในตัวถึงจะผลิดอกบานสะพรั่งได้

เมื่อเราโอบรับคุณสมบัติในตัวเราทั้งด้านสว่างและมืด คุณสมบัติเดียวกันในตัวคนอื่นจะไม่มาเสียบปลั๊กดึงกระแสพลังจากเราอีกต่อไป จากนั้นพวกเขาจะสัมผัสเราได้อย่างอิสระ และเราก็จะสัมผัสพวกเขาได้อิสระเช่นกัน เพราะเวลาที่นิสัยของเราไม่มีฝาปิดปลั๊กไฟ เราจะดึงเหตุการณ์เข้ามา เพื่อช่วยให้เรายอมรับนิสัยที่เราปฏิเสธ

#เปลือกนอกคือนิสัยด้านที่เผชิญกับโลก

เงามืดถูกปิดบังมิดชิดจนเราแสดงนิสัยให้โลกเห็นแค่ด้านเดียว แต่จริงๆแล้วเรามีอีกด้านตรงข้ามอยู่ เปลือกนอกคือสิ่งที่ปกป้องเรา พัฒนาตัวเราเอง ประกอบด้วยทุกสิ่งที่เราเป็นและไม่อยากเป็น และการเดินทางสำรวจสู่เส้นทางวิถีจิตวิญญาณ ทำให้เราโอบกอดตัวตนทั้งหมด

#ความต่างของเปลือกและตัวตนที่แท้จริง

เปลือกนอกของเราสร้างขึ้นจากอุดมคติของอัตตา อัตตาคือ ตัวตนที่แบ่งแยกจากคนอื่น คืออัตลักษณ์เทียมที่ยึดถืออย่างโง่เขลา ว่าเราคือคนนี้ ตำแหน่งนี้ มียศถาบรรดาศักดิ์แบบนี้ๆ แต่จิตวิญญาณจะรวมตัวตนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับคนอื่น

เมื่อจิตวิญญาณกับ ตัวตน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เราจะเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเองและโลก

#เราจะทำลายอัตตาได้อย่างไร

มีคำกล่าวว่า เราป่วยเท่าๆกับความลับที่เก็บงำไว้ ถ้าอยากหายป่วย ก็ต้องรักษามัน

ลองสอบถามคนอื่นดูว่าในสายตาพวกเขา มองเห็นเรามีด้านมืดเป็นอย่างไร แม้ว่าจะเป็นกระบวนการที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ แต่ทุกเสียงสะท้อนคือพรอันประเสริฐ ถ้าเราไม่พร้อมได้ยินความจริง ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

เนื่องจากอัตตาไม่ชอบสูญเสียการควบคุม เมื่อเรายอมรับคุณสมบัติทุกด้าน มันจะรู้สึกหมดพลัง

เมื่อเรายอมเผยความจริงด้านมืด เราจะหายป่วย เราจะเป็นอิสระและมีพลังงานเหลือไว้ใช้พัฒนาตัวเอง

#สู่อิสรภาพที่แท้จริง

พึงยินดีที่พบว่าเราเป็นในสิ่งที่ไม่อยากให้เป็นมากที่สุด เมื่อเราเลิกหัวเสียเพราะนิสัยคนอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นกระจกสะท้อนเงามืดให้เราเห็นอีก เพราะเราจะมีความเต็มจากภายในมากขึ้น คนที่เราเจอก็จะเป็นคนที่เต็มมากขึ้นพร่องน้อยลง

เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้วกระตุกให้คิดตลอดเวลา มันทำใจยากนะที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่ชอบ ว่าเราเองก็มีส่วนเป็นแบบนั้นในอีกด้านนึง แต่เมื่อเปิดใจลองคิดตาม ใจเบาขึ้นเยอะเลย และเราก็จะไม่ตัดสินคนอื่นเก่งเท่าแต่ก่อนด้วย

ยอมรับด้านมืดในตัวเรากันเถอะ

ด้วยรักจากเจ้