027 เวลาเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน

027

เวลาเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน

สัปดาห์นี้เจ้มาเที่ยวที่สตูล เป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของไทยฝั่งทะเลอันดามันติดกับมาเลเซีย จุดหมายของทริปนี้คือเกาะหลีเป๊ะ เกาะที่ได้ยินกิตติศัพท์คำร่ำลือมาว่าหาดสวยน้ำใส สามารถไปดำน้ำเที่ยวได้หลายที่ พี่พีทก็เลยจัดให้ เพื่อเคลียร์วันลาพักร้อนที่เหลือคงค้างจากปีที่แล้วด้วยแหละ

เริ่มจากการตื่นตีสี่ แต่เป็นการตื่นเช้าถือเป็นของขวัญ เพราะว่าไปถึงสนามบินหาดใหญ่ก่อน 9 โมง ทำให้สามารถไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปากบารา ก่อน 11:30 น.ได้ เพราะเรือที่ออกรอบนี้จะพาไปแวะเกาะตะรุเตา กับเกาะไข่ก่อนที่จะไปส่งที่เกาะหลีเป๊ะ (ถ้าไปรอบหลังจากนี้จะไม่มีแวะ) ใช้เวลานั่งเรือสปีดโบ๊ททั้งหมดราวชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงที่พักก็เลยบ่ายสองไปแล้ว

เจ้จำได้ว่า เด็กๆป๊าม้าเคยพาไปเที่ยวทะเลที่ภาคใต้ของไทย กระบี่ ภูเก็ต แถวๆนี้ แต่ตอนเด็กไม่อินเลยเพราะร้อนมาก แดดแผดเผา เดินไปไหนก็เหงื่อเต็มหลัง ทำให้เพลียง่ายและไม่ค่อยอยากเที่ยว อยากจะอยู่แต่ห้องแอร์ในห้องพักอย่างเดียว

ดังนั้นบ้านเราเลยไม่ค่อยได้เที่ยวทะเลเท่าไหร่กัน จะชอบไปเที่ยวที่อากาศเย็นๆกันมากกว่า ทำให้เจ้ชอบเที่ยวภูเขามากกว่าทะเล เพราะมันมีร่มเงาให้หลบ และการขึ้นที่สูงทำให้ได้ชมวิวสวยๆ ตอนเด็กเลยไม่เข้าใจคนว่าทำไมคนชอบไปทะเลกัน มีอะไรให้ดูนอกจากน้ำทะเล และแดดแรงๆ และคิดว่าทะเลที่ไหนก็หน้าตาคล้ายๆกันนั่นแหละ

แต่เวลาผ่านไป ก็พบว่าคิดผิด ทะเลแต่ละที่สวยคนละแบบ พอได้กลับมาเที่ยวทะเลอีก กลายเป็นว่าความรู้สึกเปลี่ยนไป เห็นทะเลได้เดินย่ำทราย ดูวิวสวยๆสุดลูกหูลูกตา มองท้องฟ้า มองภูเขาที่อยู่ลิบๆ มองเรือ มองผู้คน มองสิ่งรอบตัวแล้วมันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมันคงเป็นสัญลักษณ์ของการพักผ่อนจริงๆมั้ง

แต่ก็ยังกลัวดำอยู่นะ ก็ต้องหาตัวช่วย โบกครีมกันแดด ใส่หมวก ใส่แว่น กางร่มกันไป แต่โดยรวมมันก็เปลี่ยนความรู้สึกไปสิ้นเชิง คงคล้ายกับการอ่านหนังสือที่ บางเล่มต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ถึงจะอ่านรู้เรื่อง ตกผลึกเอาไปใช้ได้

เช่นกันกับเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ คนรอบตัวเราบางคน ไม่สนิทกันเลยตอนเจอกันครั้งแรก แต่เวลาผ่านไปมากลายเป็นเพื่อนซี้ พี่ที่สนิท น้องที่รัก ไปซะงั้น และก็แน่นอน ก็มีบางคนที่เด็กๆสนิทกันมาก แต่โตมาก็ห่างหายกลายเป็นเหมือนแค่คนรู้จักกันไป มันก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเก็บรักษาความสัมพันธ์ไหนเอาไว้ (มันก็ต้องทำทั้งสองฝ่ายด้วยเนอะ)

ว่ากันว่า คนเราจะมีคนที่อยู่ในวงโคจรในชีวิต ที่พอเรียกได้ว่าเป็นคนสนิทในชีวิต อยู่ที่ราวๆ 150 คน เป็นจำนวนที่เราพอจะใช้เวลาของเราดูแลความสัมพันธ์ให้ยังอยู่ในลูปได้ ในแต่ละช่วงชีวิต มีคนเข้ามาใหม่ และมีคนออกไปบ้างเป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าเราไม่อยากให้คอนเซป “เวลาเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน” นี้เกิดขึ้นกับใคร ก็ต้องหมั่น Keep In Touch กันไว้ ดูแลความรู้สึกอีกฝ่ายไม่ให้รู้สึกว่าเราไกลกันเกินไป เพราะบอกตรงๆ เจ้ก็ยังเสียดายหลายๆมิตรภาพกับเพื่อนวัยเด็กที่สนิทกันมากๆ แต่โตมาเรากลับไม่รู้เรื่องของกันและกันเลย และมันก็ทำท่าต่อไม่ติด ด้วยเวลาที่ผ่านมานานเกินครึ่งชีวิตแล้ว ก็ได้แต่เลยตามเลยไป

แต่น้องทั้งสองยังมีเวลา ยังมีโอกาสที่จะไม่ปล่อยให้เพื่อนดีๆ คนดีๆหลุดวงโคจรของชีวิตไปกลับมา

ที่หลีเป๊ะวันนี้ แม้ไม่เคยมาเที่ยว แต่คราวนี้เจ้ไม่กลัวแดด แอบอยู่ข้างเรือไม่ออกไปเล่นน้ำ เหมือนตอนไปเที่ยวสมัยเด็กๆแล้วนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

026 Productivity – คิดแบบเยอรมัน ทำแบบญี่ปุ่น

026

Productivity – คิดแบบเยอรมัน ทำแบบญี่ปุ่น

เล่มนี้เจ้เห็นวางอยู่ที่บ้าน ไม่แน่ใจว่าใครซื้อมาอ่าน หรือใครให้มา แต่ก็ดีใจที่เริ่มเห็นหนังสือเพิ่มขึ้นในบ้านบ้างแล้วเป็นหนังสือที่สรุปการตกตะกอนการทำงานของผู้เขียน ซุมิตะ คัน ที่เป็นคนญี่ปุ่นแล้วมีโอกาสได้ไปทำงานที่เยอรมันกว่า 20 ปี เค้าได้เห็นวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันของสองประเทศนี้ เลยเอามาเขียนหนังสือซึ่งถือว่าทำได้ดีทีเดียวถามว่าทำไมต้องเป็นสองประเทศนี้

ญี่ปุ่นกับเยอรมันมีอะไรน่าสนใจ เราถึงต้องเรียนรู้ มาดูกันทั้งญึ่ปุ่นที่อยู่ในทวีปเอเชีย และเยอรมันอยู่ที่ยุโรป อยู่ห่างกันคนละฝั่ง แต่สองประเทศมีความคล้ายคลึงกันมากในแง่ของขนาดพื้นที่ GDP ของประเทศก็ไล่กันมาติดๆ และที่สำคัญ เป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างราบคาบ บ้านเมืองเสียหาย เศรษฐกิจพังพินาศ

แต่ด้วยเลือดนักสู้ทั้งสองประเทศทำให้ปัดฝุ่นลุกขึ้นยืนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้จนเป็นที่ยอมรับว่า ถ้าพูดถึงเยอรมันและญี่ปุ่น เป็นสองประเทศที่ประชากรมีคุณภาพส่งผลให้ทั้งสองกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ดูเผินๆก็ดูคล้ายกันไปเสียหมด

แต่ถ้าเป็นเรื่องของผลผลิตในการทำงาน (Productivity) คนเยอรมัน ทำได้ดีกว่าคนญี่ปุ่นห่างชั้นเลยทีเดียว เพราะคนเยอรมันมีชั่วโมงทำงานต่อปีน้อยกว่าคนญี่ปุ่นราว 350 ชั่วโมง วันหยุดทั้งปีก็มากกว่า แต่มูลค่าของผลงานที่ทำได้ใน 1 ชั่วโมงต่อคนของเยอรมันกลับสูงกว่าญี่ปุ่น มันเพราะอะไรกันนะ

1. ด้านแนวคิดพื้นฐาน คนเยอรมันไม่ยึดติดความสมบูรณ์แบบ ไม่ใส่ใจเรื่องหยุมหยิม และมีความยืดหยุ่น สามารถผ่อนสั้น ผ่อนยาวได้ดีกว่าคนญี่ปุ่น เช่น รถเวลาขึ้นรถไฟ คนเยอรมันไม่ค่อยเข้าแถวรอขึ้นรถไฟ อาจเพราะชานชาลาคนไม่ได้เบียดกันแน่นแบบญี่ปุ่น ทำให้คนเยอรมันขึ้นลงรถไฟได้อิสระราบรื่น และเมื่อมีเด็ก ผู้ญิง คนชรา พวกเขาก็เปิดทางให้ง่ายๆ พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่ยืดหยุ่น เป็นอิสระ ไม่เครียด และจะปฏิบัติตามกฏระเบียบเพราะสามัญสำนึกมากกว่าอิธิพลของคนรอบข้าง

ในขณะที่ญี่ปุ่น ทุกคนต้องอยู่ในกรอบ อยู่ในขนบธรรมเนียมที่ทำต่อๆกันมา หรือหากเป็นเรื่องการทำงาน คนเยอรมันก็มีความคิด “พึ่งพาตัวเอง เป็นอิสระ” มากกว่าคนญี่ปุ่น ในระดับงานที่เท่ากัน พนักงานเยอรมันสามารถตัดสินใจหลายๆเรื่องด้วยตนเอง หัวหน้าจะปล่อยให้ลูกทีมคิดเอง และไม่ต้องให้รายงานทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าเป็นญี่ปุ่น ต้องทำรายงาน แจ้งข้อมูล ขอคำชี้แนะจากฝ่ายเกี่ยวข้อง กว่าจะได้ข้อสรุปหรืออนุมัติก็กินเวลานานโข

2. ด้านวิธีการสื่อสาร คนเยอรมันทักทายและคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่สนเรื่องอายุ ตำแหน่ง เพศ แต่ต้องการละลายน้ำแข็ง เพื่อความสนิทสนมกันมากขึ้น แต่คนญี่ปุ่นจะเงียบ เรียบร้อย ขี้อาย คนเยอรมันจะไม่ชอบเดาใจคนอื่น แต่จะชอบถามทันทีเมื่อไม่เข้าใจ ส่วนคนญี่ปุ่นจะมองว่าการเดาใจคนอื่นเป็นการเอาใจใส่ แม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ยังถูกออกแบบมาให้เดาใจคนใช้เลย

3. ด้านวิธีการบริหารเวลา โดยพื้นฐานสองชาตินี้เป็นคนขยันอยู่แล้ว แต่คนเยอรมันจะทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ และไม่ฝืนกำลังมากไปกว่านั้น มองว่าการทำงานให้มากที่สุดในเวลาน้อยที่สุดคือเรื่องดี เพราะเชื่อว่าเงินทองใช้หมดหาใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ผ่านไปแล้วเรียกกลับคืนไม่ได้ กลับกันญี่ปุ่นจะเป็นแนวทำงานหามรุ่งหามค่ำ มาก่อนกลับดึกเสมอเพราะส่งผลต่อการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต

4. ด้านการทำงานเป็นทีม คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส มีลำดับชั้น นับถือกันที่ตำแหน่งมากกว่าตัวบุคคล ส่วนคนเยอรมันจะไม่ถ่อมตัวกว่าเมื่อเจอผู้ใหญ่แต่ก็ไม่เบ่งกับลูกน้องหรือผู้น้อย พวกเขารู้จักกาละเทศะและสังคมเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็น เวลาประชุม คนญี่ปุ่นไม่ชอบตัดสินใจคนเดียว จึงต้องเรียกประชุมบ่อยครั้งและเข้าทีหลายๆคน แต่คนเยอรมันจะคิดว่า เมื่อเราพยายามตัดสินเสียงคนหมู่มาก ความคิดที่เฉียบคมจะค่อยๆทื่อลง พวกเขาจึงพยายามลดจำนวนคนประชุม

5. ด้านการใช้ชีวิต คนเยอรมันให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง ถนัดในการรักษาระยะห่างของความสัมพันธ์ ไม่ทำตัวสนิทเกินไป แต่ไม่ถึงกับปลีกวิเวก พอเลิกงานคนเยอรมันจะตรงดิ่งกลับบ้านใช้เวลากับคนในครอบครัว ส่วนคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญเรื่องงาน เพราะงานเหมือนเป็นศักดิ์ศรีของตัวเค้าเอง และจะรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ชอบไปสังสรรค์ต่อกับเพื่อนร่วมงาน ส่วนไลฟ์สไตล์ โดยทั่วไปคนเยอรมันจะเรียบง่ายและประหยัด จะซื้อบ้านดีๆ รถดีๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าดีๆ แต่จะไม่ค่อยเห็นของแต่งบ้านจุกจิก เสื้อผ้าแฟชั่น หรืออาหารหรูหราอะไร จะชอบกินชืดๆ เช่น ขนมปัง ชีส แฮม พอแล้ว แต่ญี่ปุ่นจะตรงข้าม บ้านหรือห้องเล็กๆ รถเล็กๆ แต่เครื่องแต่งกาย อาหารต้องดีไว้ก่อน คนเยอรมันชอบใช้เงินเพื่อพักร้อนกับครอบครัว คนญี่ปุ่นชอบใช้เงินกับเรื่องส่วนตัว ภาพลักษณ์ ถ้าเป็นเรื่องซื้อของคนญี่ปุ่นจะมองหาของราคาถูก คนเยอรมันจะมองหา ของดีราคาแพงก็ยอมจ่าย ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะเมื่อบริษัทได้กำไร เศรษฐกิจดีขึ้นและจ่ายเงินเดือนสูงได้ ทำให้มีเงินมาหมุนเวียนต่อ

ทั้งนี้ก็อยากให้เอาไปปรับใช้กันเอง ไม่ได้บอกว่าของใครดี ของใครไม่ดี ก็ให้ดูตามสถานการณ์ที่เหมาะสมไป หนังสือดีอย่าปล่อยให้มันนอนอยู่บ้านเฉยๆล่ะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

025 อะไรที่ดูไม่จำเป็นตอนนี้ คือสิ่งที่ควรทำวันนี้

025

อะไรที่ดูไม่จำเป็นตอนนี้ แต่จะสร้างความแตกต่างได้ในอนาคต คือสิ่งที่ควรทำวันนี้

ถ้าลองสังเกตดู สิ่งที่ด่วน ต้องรีบทำ มักจะไม่ใช่สิ่งสำคัญจริงๆของชีวิต และสิ่งที่ไม่ด่วน สิ่งที่เราคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะให้ทำ มักจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรามักชะล่าใจ เก็บไว้ทำทีหลังตลอด

อยากให้มีเวลานั่งนิ่งๆกับตัวเอง พิจารณาดีๆว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญในชีวิต และให้โฟกัสกับสิ่งนี้ ถ้าเรามีวินัยและความอดทนมากพอ มันจะออกดอกออกผลที่งดงามให้เราเองในภายภาคหน้า การจะทำแบบนี้ได้

ตัวช่วยที่ดีมากๆเลยคือหนังสือ Atomic Habits, Tiny Changes, Remarkable Results เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น ที่เคยเขียนไว้ในโพส 010 ถ้าเราใช้ชีวิตแบบมองแค่วันนี้ เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป

ถ้าเรามองให้ไกลกว่าเดิม กว้างกว่าเดิม จะรู้ว่าตัวเรามีศักยภาพอะไรอื่นที่ซ่อนไว้อีก แค่ต้องหาให้เจอ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ก็จงสร้างมันขึ้นมาเองก็ย่อมได้ มาลองดูตัวอย่างกันว่าเรื่องอะไรบ้างที่ไม่ด่วน แต่สร้างความแตกต่างได้ในอนาคตแน่ๆ เช่น

• การทาครีม ดูแลผิว – ไว้เจอเจ้เก้า เพื่อนเจ้เมื่อไหร่ ลองขอจับผิวเจ้เค้าดู เจ้เห็นเจ้เก้าทาครีมตั้งแต่เด็กยันโต ละเมียดละไมทาทุกจุด จนตอนนี้มีลูกแล้วก็ทาให้ลูกต่อ ผิวเจ้เก้าเนียนสวย และนุ่มน่าจับมาก ผิดกับเจ้ที่ไม่ค่อยชอบทาครีมแต่ไหนแต่ไร ผิวที่ขาเลยแห้งแตกเหมือนเกล็ดงู (อี๋) เจ้เพิ่งจะมาทาครีมทุกวันก็ตอนหลังแต่งงานมาแล้ว ซึ่งมันก็เทียบไม่ได้กับผิวเจ้เก้าที่ได้รับการบำรุงมาตลอดสามสิบปี แต่ตอนนี้จะว่าไปผิวเจ้ก็ไม่แตกแบบแต่ก่อนแล้วนะ

• การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ – อาจไม่ได้เห็นผลวันนี้ แต่ให้ดูกันยาวๆสัก 10 ปีข้างหน้า เราจะดูเด็กกว่าวัยหรือไม่ เป็นโรคต่างๆหรือเปล่า อาหารการกินเป็นส่วนสำคัญ (พยายามปรับเปลี่ยนอยู่นะ ค่อยเป็นค่อยไปขอใช้หลัก Sprint มาช่วยแล้วกัน)

• การอ่านหนังสือ – ไม่ได้เห็นผลวันนิ้ แต่ให้ดูกันยาวๆ ว่าความคิดความอ่านเราเปลี่ยนไปแค่ไหน มุมมองที่มีต่อเรื่องต่างๆเปลี่ยนไปยังไง มันเป็นการช่วยให้เราสร้างความเชื่อมโยงเรื่องแต่ละเรื่องเข้าด้วยกัน (Connect the dot) ได้โดยประหยัดเวลาตัวเองไปเยอะ เพราะเราไม่มีชีวิตยืนยาวพอที่จะทดลองทำทุกเรื่องด้วยตัวเอง แต่เราสามารถเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์เดียวกับคนที่ทำจริงๆได้จากการอ่านนี่แหละ

• การออกกำลังกายสม่ำเสมอ – ไม่ได้เห็นผลวันนี้ แต่ให้ดูกันยาวๆตอนที่แก่ตัวไป ว่าเราจะเป็นคนแก่ที่แข็งแรงหรือเปล่า (ตัวอย่างใกล้ตัวมีให้เห็น คือป๊าเรานั่นเอง ป๊าออกกำลังสม่ำเสมอ หนุ่มๆตีแบต แก่แล้วก็ตีกอล์ฟ ตอนนี้อายุใกล้เลข 7 แล้วแต่ยังดูเหมือนเพิ่ง 50 มีเรี่ยงแรงไปเที่ยว เดินทาง พบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง ทำให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เฉื่อยชาเป็นพ่อหม้ายซึมเศร้า ซึ่งดีใจที่ได้เห็นป๊ามีความสุขในวัยเกษียณ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะป๊าทำสิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญ ทั้งเรื่องสุขภาพและการเก็บออมลงทุนมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ)

• การออมเงิน – การวางแผนบริหารเงินเผื่อวันที่ไม่สามารถหาเงินได้แล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องเกษียณ พวกน้องในวัยนี้อาจไม่อยากฟังเพราะคิดว่าไกลตัว แต่ขอให้อย่าลืมของขวัญของความอ่อนเยาว์ที่พระเจ้ามอบไว้ให้นั่นคือเวลาในการเก็บออม ลงทุน ที่มีมากกว่าคนแก่แล้ว อย่าชะล่าใจในเรื่องนี้

• การฝึกฝนทำในสิ่งๆหนึ่งอยู่ตลอด – อาจะไม่ทำให้เรากลายเป็นคนเก่งที่สุด แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป ชีวิตการเรียนเจ้อยู่กับภาษาอังกฤษตลอด ตั้งแต่ป๊ากับม้าส่งไปเรียนซัมเมอร์ที่ออสเตรเลียตอนม.1 ก็ติดใจชอบเรียนภาษามาตั้งแต่นั้นมา มาทำงานแรก งานที่สอง ก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการทำงาน

แต่พอมางานล่าสุด แทบไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย มีแค่เขียนอีเมล์และเวลาเข้าพรีเซนต์ให้ผู้บริหารเท่านั้นถึงจะได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่เจ้ก็พยายามให้ภาษาอังกฤษมันอยู่รอบตัวไม่ห่างหายไปนาน ทั้งอ่านหนังสือ ดูหนัง หาข้อมูลในเวป เป็น guest speaker ที่ MUIC หรือแม้กระทั่งเรียนออนไลน์กับมหาลัยต่างประเทศ

แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ครบ 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน เหมือนเมื่อก่อน ความคล่องก็ดรอปไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็คิดว่าอยู่ในระดับที่สื่อสารทำงานได้ เจ้ก็พยายามสุดความสามารถที่จะรักษาสกิลตรงนี้ไว้ เผื่อต้องใช้ในอนาคต เหมือนกับที่น้องทั้งสองคน ได้ภาษาจีนจากการร่ำเรียนที่ประเทศจีนมา (แม้จะคนละเมือง และชอบบลัฟเรื่องสำเนียงจีนเหนือ จีนใต้กันตลอด)

ถึงตอนทำงานแม้จะไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่อย่าให้ห่างหายจนลืมเลือนไป ลองคิดดูว่าถ้าหมั่นฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่แน่ว่าอนาคตสกิลตรงนี้อาจพาเราไปสู่จุดใหม่ จุดเปลี่ยนของชีวิตก็เป็นได้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

024 Put oneself in someone else’s shoes

024

Put oneself in someone else’s shoes – เอาใจเขามาใส่ใจเรา

เคยอ่านเจอในเฟซบุ๊ค มีคนเขียนไว้ว่า เราทุกคนเคยเป็นตัวร้าย (Villain) เรื่องเล่าของคนอื่นเสมอเป็นธรรมดาที่เรื่องเล่าที่ออกจากปากเรา เราจะพูดเสมือนว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำเสมอ (แม้ในใจจะคิดแบบนั้นจริงๆก็ตาม)

ย้อนไปตอนเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ช่วงสองสามเดือนแรก มีเหตุให้น้ำตาซึม น้ำตาตกใน อาจเพราะยังปรับตัวไม่ได้จากการเป็นนักเรียน นักศึกษาสบายๆ แล้วต้องมาทำงานเป็นครั้งแรก ไม่ชินกับการทำงาน ไม่ชินกับการมีคนมากำกับ อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก ต้องรีบเร่งฝ่าฟันฝูงชนทั้งตอนทานข้าวเที่ยงและตอนกลับบ้าน บางวันกลับดึก ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน

พอเจอป๊าม้าก็มาระบาย บ่นทุกเรื่องให้คนที่บ้านฟัง ซึ่งแน่นอนเจ้รับบทเป็นตัวเอกผู้ถูกกระทำในเรื่องเล่าของเจ้เอง พอบ่อยเข้า ป๊าก็คงจะรำคาญเลยบอกว่า ออกมาเลย ไม่ต้องทำต่อแล้ว ทำไปทำไมหัวเสียทุกวัน เจ้ก็เลยไม่บ่นเรื่องงานอีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะกลัวโดนบังคับให้ลาออก

ประสบการณ์สอนให้โตขึ้น มุมมองกว้างขึ้น เหมือนว่าปีแรกที่ทำงานเราอยู่ลิฟต์กระจกชั้น 1 อึดอัดหน่อยๆ มองเห็นแต่คอนกรีตเสา มุมมองก็จะแคบๆ

พอมาวันนี้ขึ้นลิฟต์มาชั้นกลางๆละ เริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ ทำให้มองโลกได้กว้างขึ้น นึกย้อนกลับไป ก็น้อมรับในความอ่อนด้อย หน่อมแน้มของตัวเองในวันที่เป็นเด็กน้อย ที่เคยบ่นพี่ที่ทำงานว่าดุมาก ทำงานเข้ากันไม่ได้ บลาๆ และเราก็จากกันด้วยความสัมพันธ์ธรรมดาๆ ไม่ได้สนิทกัน ทั้งๆที่พี่เค้าก็ดี สอนอะไรเจ้มากมาย แต่เพราะอคติในวัยเด็กทำให้เราสนิทกันได้เพียงผิวเผินเวลาผ่านไป เรื่องราวในอดีตมันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย

เมื่อวันที่เจ้ได้สวมรองเท้าของพี่เค้าดูบ้าง เจ้ก็ถึงได้เข้าใจ การที่เค้าจ้ำจี้จำไชตอนสอนงาน ตินู่นบ่นนี่ ให้งานมาทำเยอะๆ เป็นเพราะอะไร และต้องยอมรับว่าเพราะผ่านจุดนั้นมา ถึงได้มาถึงจุดนี้ได้ ถ้าเจ้เข้าใจเรื่อง Put oneself in someone else’s shoes – เอาใจเขามาใส่ใจเรา ตั้งแต่วันนั้น เจ้อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่คนนั้นมากกว่านี้ก็ได้เจ้จึงอยากให้ระมัดระวัง เวลาเล่าเรื่องให้คนรอบข้างฟัง ค่อยๆเรียบเรียงอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ใส่อารมณ์ได้แต่ อย่าใส่ร้ายคนอื่นเกินจริง เพราะมันไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกดี และเราก็ไม่ดูดีขึ้นในสายตาคนฟังด้วย

มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อทำงานร่วมกับคนเยอะๆ มันก็อาจจะเป็นไปได้ที่เราละเลยความรู้สึกของใครบางคนไป ขอแค่งานเสร็จ ปิดงานได้สวยงามก็ถือว่าสำเร็จแล้ว เจ้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเคยไปละเลยความรู้สึกใครเข้าหรือเปล่า แต่พอมีเจอกับตัวเอง มันก็โกรธ น้อยใจ ว่าทำไมถึงไม่นึกถึงความรู้สึกกันบ้าง

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ มันเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ว่ามีคนนัดให้เจ้ไปช่วยงาน เลือกวันเวลา ยิงตารางจองตัวกันไว้ดิบดี แต่พอใกล้วันกลับเลื่อนงานนั้นขึ้นมาเร็วขึ้น 1 วัน ซึ่งเจ้ไม่สามารถไปช่วยวันนั้นได้เพราะติดงานอื่นอยู่ เลยคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปช่วยตามกำหนดการเดิม

แต่ปรากฏว่าไม่มีใครบอกว่างานนั้นเสร็จแล้ว ไม่ต้องมาก็ได้ เจ้เลยรู้สึกดาวน์มาก เพราะ หนึ่ง เราไม่ได้มีส่วนร่วมช่วยงานนั้นเลย สอง ไม่มีใคร cancel ตารางที่นัดมา ทำให้ไปเก้อ คอมก็ไม่ได้เอาไป เพราะตั้งใจไปช่วยงาน ไม่ได้ไปทำงานตัวเอง ทำให้ต้องกลับบ้านมาเซ็งๆเจอแบบนี้

ก็เสียใจน้ำตาตกในเบาๆ เค้าโมโหเราหรือเปล่านะ เลยไม่สนใจที่จะบอกกันว่าไม่ต้องมาแล้วงานเสร็จแล้วนะ แต่ก็คิดว่า คนอื่นเค้าคงไม่ได้คิดอะไร งานเสร็จเค้าก็ดีใจที่ mission completed แล้ว และก็คงไม่ได้โกรธอะไรเจ้ที่ไม่ได้ไปช่วยงานวันที่เค้าเริ่มทำกัน

ทันใดนั้น ความโกรธ ความน้อยใจที่มีก็เลยจางหายไป ที่คิดแบบนี้ได้เพราะเจ้ลองนึกภาพตัวเองใส่รองเท้าของคนอื่นอยู่ ว่างานใหญ่เสร็จ ฉันก็อยากพักผ่อนแล้ว ไม่อยากทำอะไรแล้ว

แค่นั้นเองเรื่องนี้ก็ทำให้คิดว่า การทำงานร่วมกับคนอื่น มันเปราะบางมาก เราก็ต้องยิ่งระวังอย่าไปทำให้ใครเจ็บปวดใจ เราคงไม่อยากไปสร้างแผลในใจให้ใครโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน

และในทางกลับกัน ถ้ามีมีคนเล่าเรื่องของเค้า พยายามฟังด้วยใจที่เป็นกลาง เรามีอรรถรสร่วมในการสนทนากับเค้าได้เพื่อความสนุกสนาน ออกรสออกชาติตามประสาการเม้ามอยหอยสังข์เมื่อพบเจอเพื่อนฝูงญาติมิตรได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปเกลียดตัวร้าย (Villain) ของเรื่อง

ถ้าเรายังไม่ได้ฟังความให้ครบทั้งสองฝ่าย ดึงสติให้อยู่กับตัวอย่าไหลไปตามน้ำตกแห่งความเกลียดชัง บางทีเรื่องยากๆอาจแก้ได้ง่ายๆด้วยการแค่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เท่านั้นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

023 ท่าไม้ตาย

023

ท่าไม้ตาย

ถ้าเปิดพจนานุกรม คำนี้หมายถึง ท่าสำคัญในการต่อสู้กระบี่กระบองหรือมวยซึ่งทำให้ฝ่ายปรปักษ์ไม่สามารถจะสู้ได้อีก (th.wiktionary.org/wiki) ก็คล้ายๆกับทีเด็ด จุดแข็ง สิ่งที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น ประมาณนี้

ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆที่ ท้ายบ้านซอย 8 แถวปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นร้านที่เจ้ว่าเค้ามีท่าไม้ตายที่เด็ดมาก อันที่จริงจะว่าไป เรื่องอาหาร วัตถุดิบ เครื่องเคียงของเค้าก็คล้ายคลึงกับร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป รสชาดก็พอใช้ได้ ไม่ได้อร่อยว้าวขนาดห้ามพลาด เพียงแต่เมนูเค้าจะมีหลากหลายมาก เช่น มีก๋วยเตี๋ยวเครื่องลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นปลา ก๋วยเตี๋ยวเป็ด และก็จะมีขนมหวาน ของแห้ง ของดอง ที่ฝากขายเต็มไปหมด

มองเผินๆก็ดูไม่แตกต่างจากร้านอื่นๆ แต่ท่าไม้ตายของร้านนี้คืออะไร มาดูกัน

ท่าไม้ตายที่ 1 : การจำลูกค้า และความชอบของลูกค้าได้ครั้งแรกเจ้ไปร้านนี้ ก็สั่งก๋วยเตี๋ยวแบบเบสิค ไม่อยากเรื่องเยอะเพราะกลัวแม่ค้าไม่ทำให้ อะไรไม่กินเดี๋ยวเราเขี่ยออกเอง ก็สั่ง บะหมี่แห้งเครื่องหมูไป พี่เค้าก็จะจัดเต็มมาให้ ใส่มันทุกอย่าง ถ้าเราเขี่ยอะไรออก

พอถึงตอนเก็บตัง พี่คนขายกับผู้ช่วยที่อยู่หน้าหม้อก๋วยเตี๋ยวเค้าจะจำว่าเราไม่กินอะไร พอรอบหน้าที่เรามาสั่งเหมือนเดิม พี่เค้าจะไม่ใส่สิ่งที่เราเขี่ยออก เช่น ของเจ้ บะหมี่เปาะเส้นแบน (ที่ร้านมีเส้นกลมกับเส้นแบน) ใส่แค่หมูสับ กับลูกชิ้นกุ้ง ผักนิดหน่อย จบ บรรดาหมูแดง หมูชิ้น ถั่ว ตับ พี่แกเอาออกให้เองอัตโนมัติ

การจำลูกค้าได้ของร้านนี้ มันอะเมซิ่งมาก เพราะพี่แกปะติดปะต่อเองได้ว่า ใครอยู่บ้านเดียวกับใคร พอมีคนในบ้านมาซื้อก๋วยเตี๋ยวกลับบ้านแล้ว เราบังเอิญไปซื้ออีกห่างกันชั่วโมงเดียว พี่แกจะบอกว่าไม่ต้องซื้อ กลับบ้านเลย มีคนในบ้านซื้อไปแล้ว

อึ้งล่ะสิทีนี้ ไม่เคยมากินที่ร้านด้วยกัน แต่รู้ว่าอยู่บ้านเดียวกัน เพราะจำรถ จำคนที่มาด้วยกันได้ ท่า

ไม้ตายที่ 2 : การตามใจลูกค้าพอไปกินที่ร้านนี้หลายครั้งเข้า เจ้สบายใจที่สั่งเมนูตามใจฉัน เอาอันนู้น ไม่ใส่อันนี้ เอาอันนั้นเพิ่มอีกเยอะๆ บลา บลา พี่แกตามใจหมดทุกอย่าง มันมัดใจลูกค้าเรื่องมากอย่างเจ้ได้เลยนะ

และอีกอย่างคือ เวลาที่ต้องซื้อก๋วยเตี๋ยวไปฝากคนที่บ้าน พี่พีทผู้ไม่ชอบใช้ถุงพลาสติก จะเตรียมปิ่นโต ชามมีฝาปิด ขวดใส่น้ำซุป ถ้วยใส่เครื่องปรุง ไปด้วยเสมอ และที่ร้านก็น่ารักมาก ทำก๋วยเตี๋ยวใส่ภาชนะที่เจ้เตรียมไปโดยไม่มีบ่น มีแต่ชมว่ารักษ์โลกดี ทั้งๆที่มันก็ทำให้เค้าเสียเวลามาเปิด ปิดฝา จัดเรียงลงตะกร้าอยู่บ้าง แต่ก็ยินดีทำให้ ในขณะที่บางร้านจะชักสีหน้า เหนื่อยใจ ไม่อยากหยิบจับของลูกค้าเพราะไม่ถนัดและเสียเวลา

ท่าไม้ตายที่ 3 : ความสะอาดแม้เป็นร้านเล็กๆ ไม่ได้หรูหรา แต่สังเกตจากบริเวณที่ทำก๋วยเตี๋ยว หรือพวกเครื่องปรุงบนโต๊ะ หรือหลังร้าน มันสะอาด และเป็นระเบียบ ไม่มีคราบฝุ่น คราบฝังแน่นให้ตะขิดตะขวงใจ ที่ร้านมีถังขยะให้ทุกโต๊ะ และมีป้ายติดว่ากรุณาอย่าทิ้งกระดาษทิชชูใช้แล้วในชาม ให้ทิ้งลงถังขยะ เพราะร้านเค้าแยกขยะ จะได้กำจัดเศษอาหารอย่างถูกวิธี

นี่คือความธรรมดาเรียบง่ายที่เป็นท่าไม้ตายของร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านๆ แม้จะแอบอยู่ในซอย โลเคชั่นไม่เด่น ราคาก็สูงกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวละแวกนั้น แต่ก็มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

ลองคิดดูว่าเราธุรกิจของเราหรืองานที่เราทำ เรามีท่าไม้ตายหรือไม่ ถ้ามีแล้วก็ดี ถ้ายังไม่มีก็เร่งสร้างขึ้นมา ยังไม่สายเกินไปที่จะลอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

022 Raya and the Last Dragon

Credit : Disney

022

Raya and the Last Dragon – รายากับมังกรตัวสุดท้าย

เมื่อวานนี้ ได้เข้าโรงหนังครั้งแรกในรอบหลายเดือน เลือกเรื่องนี้เพราะโลโก้ดิสนีย์ปะหน้าอยู่ และรู้มากลายๆว่าเป็นฉากหลังวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านเราเลยทำให้อยากดูขึ้นไปอีก

เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ออกสู่สากลขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะเจอแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มากสุดที่ใกล้เคียงก็ Crazy Rich Asians ที่เป็นวัฒนธรรมของสิงค์โปร์ (ซึ่งเพื่อนนางเอกของเรื่องนี้มาพากย์เป็นมังกรใน Raya ด้วย เป็นมังกรที่แก่นเซี้ยวฉีกรูปแบบมังกรเดิมๆที่เคยเจอเลยแหละ)

เมื่อดูเรื่อง Raya and the Last Dragon แล้วพบว่า ถือเป็นแอนิเมชั่นที่ควรค่าแก่การไปดูในโรงมากๆ เนื้อเรื่องอาจจะเป็นตามสูตรสำเร็จการ์ตูนดิสนีย์ มีเกริ่นความเป็นมา มีจุดเปลี่ยนที่ต้องทำภารกิจ มีการออกเดินทาง มีการตามหาอะไรบางอย่าง มีการต่อสู้ มีจุดหักมุม มีเซอร์ไพรส์พอเป็นกิมมิค

แต่สิ่งที่คิดว่าเรื่องนี้ทำได้ดีมากๆคือเรื่องภาพ แสงสวยมาก ฉากหลัง บรรยากาศแต่ละเผ่าทำได้สวยงามมากๆ ถ้าได้ดูในโรงจอใหญ่ มันตระการตา ทั้งภาพและเสียงมาเต็มกว่าดูที่บ้าน ไปดูเถอะไม่เสียดายเวลาแน่ๆ

Raya and the Last Dragon เป็นเรื่องราวผจญภัยของ “รายา” แห่งนครคูมันตรา เป็นเมืองสมมติที่มีโลเคชั่นตั้งอยู่แถวบ้านเรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง ที่ในอดีต เมื่อ 500 ปีก่อน นครคูมันตรา เคยเป็นปึกแผ่นเดียวกัน

แต่พอมี “ดรูน” สัตว์ประหลาดที่สาปให้สิ่งมีชีวิตกลายเป็นหิน ได้ออกอาละวาด ทำให้มังกร (ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพญานาค เพราะชาวอาเซียนเราผูกพันกับน้ำ) สัตว์ที่อาศัยอยู่คู่บ้านคู่เมืองมานานออกมาปกป้องจนตัวเองก็โดนสาปเป็นหินไปด้วย ส่งผลให้ไม่มีมังกรอีกต่อไป และคูมันตราก็แตกออกเป็น 5 เผ่า กระจัดกระจายไปตั้งถิ่นฐานของตัวเอง รายาจับพลัดจับผลู เป็นตัวหลักที่ต้องทำภารกิจกู้นครคูมันตรากลับมารวมกันเป็นปึกแผ่นเหมือนเดิม ด้วยการตามหามังกร

ความสนุกอยู่ที่เรื่องราวระหว่างทางนี่แหละต้องไปดูกันในโรงเอาเองพอหนังจบ เป็นธรรมเนียมไปแล้วที่เดี๋ยวนี้จะชอบนั่งดู End Credit เพื่อดูชื่อคนเบื้องหลังของหนัง ก็ไปสะดุดชื่อ Fawn Veerasunthorn (ฝน ประสานสุข วีระสุนทร) เพราะจำได้ว่าเคยเห็นใน Frozen Zootopia Moana มาก่อน ดูจากนามสกุลน่าจะเป็นคนไทยแน่นอน แต่ไม่ได้ติดตามต่อว่าเป็นใคร จนมาเห็นชื่อ ในเรื่อง Raya อีกรอบ เลยรู้สึกว่าไม่ได้ละ อยากรู้จักจังว่าทำไมคนไทยคนนี้เก่งจังได้ทำหนังระดับโลกหลายเรื่องเลย

พอถึงบ้านเลยเสิชดูเลยพบว่าคุณฝน เป็น Head of Story ทำงานด้านออกแบบภาพตัวละคร ดูด้านเนื้อหา Storyboard และบท ทำงานที่ Head Office Disney Global ซึ่งพอไปดูเรื่องราวของคุณฝน พบว่าน่าสนใจมาก เพราะเธอเป็นคนธรรมดาๆที่จบจากมหาวิทยาลัยไทย แต่ด้วยความชอบในด้านศิลปะและแอนิเมชั่น เลยหาลู่ทางไปเรียนต่อที่เดียวกับคนไทยที่ทำงานที่ดิสนีย์ คือที่ Columbus College of Art & Design เพื่อศึกษาและฝึกฝนด้านนี้อย่างจริงจัง ฝึกฝน สะสมผลงาน และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จนทำให้สามารถเข้าทำงานที่ดิสนีย์ได้หลังจากสมัครงานแต่ไม่ผ่านมาหลายรอบ

เคล็ดลับในการทำงานของคุณฝนคือ “แข่งกับตัวเอง ไม่ต้องแข่งกับคนอื่น” ความคิดนี้ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองไปพร้อมๆ กับสนับสนุนผู้อื่นได้ ไม่ต้องเปรียบเทียบตัวเรากับใคร แล้วทำให้เราไม่ดูถูกตัวเองว่า ‘คนอื่นเก่งจัง ทำไมตัวเราไม่มีค่าเท่าคนอื่น อันนี้คือทำให้เห็นว่าถ้าตั้งใจมุ่งมั่นจริงๆ สักวันเราก็จะมีที่ยืนที่เป็นของเรา

ขั้นตอนการผลิตผลงาน Raya and the Last Dragon นี้ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ทำกันช่วง Covid-19 ทำให้ทุกคนในทีมทำงานกันจากที่บ้าน ไม่ค่อยได้เจอกันเพื่อระดมสมองกันแบบ face to face แต่ผลงานที่ออกมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การทำงานแบบ Work From Home ไม่ได้ทำให้คุณภาพหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้ลดลงเลย น่าทึ่งมากๆ

นี่อาจจะเป็นสัญญาณใหม่ว่า เราอาจจะไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานในรูปแบบเดิมๆอีกต่อไปก็เป็นได้ ถ้าแบบใหม่มันเวิร์คเหมือนกันหรือทำได้ดีกว่าเดิม

ทั้งนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปเราดูหนังวัฒนธรรม Hollywood ยุโรป เอเชียชาติอื่นๆ มาเยอะแล้ว ถึงเวลาของวัฒนธรรมอาเซียนบ้างแล้วนะที่จะออกสู่สายตาชาวโลก มีสเนห์มากแม้จะไม่ใช่ของไทยเสียทีเดียว เป็นการหยิบเอาของดีแต่ละประเทศในอาเซียนใส่เข้ามาได้อย่างลงตัว ทำให้คาแรกเตอร์นางเอก รายา ก็ดูไม่เหมือนเจ้าหญิงดิสนีย์คนอื่นๆ ไม่ต้องมีเจ้าชายหรือพระเอกมาช่วยดำเนินเรื่อง มีแต่รายาและผองเพื่อนทำภารกิจก็น่าติดตามแล้ว

ดูไปจะหลงรักบรรดาสัตว์ในเรื่อง ช่างครีเอทจริงๆ ข้อคิดในเรื่องก็เป็นประเด็นใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครเอามาเล่น แม้ไม่ได้หวือหวามาก แต่ก็ขมวดปมจบได้ดี ควรค่าแก่การตีตั๋วไปอุดหนุนหนังโรงเอามากๆจ้ะ

อ้อลืมบอกไปว่า เข้าโรงให้ทันนะ แอนิเมชั่นปะหน้าก่อนฉายที่ชื่อ Us Again ก็ดีมากๆ แสงสวย เนื้อหาดี พลาดแล้วจะเสียดายเชียวล่ะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

Credit : Wiki Fandom

021 บทเรียนจาก Walk The Talk

021

บทเรียนจาก Walk The Talk

เช้าวันจันทร์ที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นวัน International Women’s Day เป็นโชคดีของเจ้ที่มี CEO เป็นชาวออสเตรเลียที่มี connection กว้างขวาง เจ้เลยได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Walk The Talk ที่จัดขึ้น ณ สถานทูตออสเตรเลีย

งาน Walk the Talk นี้จัดขึ้นเพื่อให้เหล่า Mentor ที่ประสบความสำเร็จ เป็นใหญ่เป็นโต อยู่ในระดับผู้บริหารระดับสูง หรือไม่ก็เจ้าของกิจการ และ Mentee ที่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน ได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องการทำงาน เคล็ดลับการบาลานซ์ชีวิต จุดเปลี่ยนที่ทำให้ก้าวสู่อีกขั้นในการทำงาน ฯลฯ

สมชื่อกิจกรรมเลยคือเราจะเลือก Mentor ได้เองและเดินไปพูดคุยกันไปตลอดระยะทางจากสถานทูต ถึงสวนลุมและกลับมาทานอาหารเช้าที่สถานทูต เจ้เลือก Mentor ชื่อ Alexandra Richardson เป็นผู้หญิงสวยหุ่นดีมาก ที่มองยังไงก็ดูเหมือนนางแบบวิคตอเรียซีเคร็ท แต่จริงๆแล้ว เธอเป็นผู้บริหารระดับสูงที่บริษัทน้ำอัดลมชื่อดังระดับโลก

เราเดินและพูดคุยกันไปตลอดทาง แทบไม่มี Dead-air เลย อาจเพราะ Mentor เก่งมาก ค่อยๆ Ice Breaking (ละลายน้ำแข็ง ค่อยๆทำความรู้จัก ผลัดกันเล่าเรื่องตัวเอง) และค่อยๆตะล่อมถามจากสิ่งที่เราเล่าให้เข้าประเด็นสนทนาที่เป็นประโยชน์กับ Mentee โดยไม่ให้หลุดจาก Focus ของเราเอง เธอใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆตลอดทางเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่ได้คุยกัน มีแต่เนื้อล้วนๆ เจ้จับประเด็นเด็ดๆที่อยากแชร์ต่อให้น้องรู้ ดังนี้

1. การเป็นผู้นำ ความน่าเชื่อถือ (Credibility) เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องสร้างขึ้นมาเอง มันไม่ได้มาพร้อมตำแหน่งหรือเงินเดือน งานนี้นอกจากต้องทำ Routine Job ของตัวเองให้ดีแล้ว ยังต้องบริหารคน ดึงศักยภาพของคนออกมาให้ได้ด้วย

2. การเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะอยู่สายงานไหน ต้องเข้าใจภาพรวมธุรกิจของบริษัทว่า Where to Play / How to Play / What makes money และหมั่นศึกษา Business Acumen (หาคำแปลเหมาะๆไม่ได้ ในกูเกิลบอกว่าคือเชาว์ปัญญาทางธุรกิจ แต่ถ้าเอาง่ายๆคือ สิ่งที่ทำให้ธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขัน คือ Cash / Profit / Assets / Growth / People ) ของบริษัทตัวเอง และของคู่แข่งอยู่เสมอ

3. ต้องรู้จักการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking ) ซึ่งเปรียบเสมือน Roadmap ในการไปถึงเป้าหมาย

4. ทำงานเพื่ออนาคต มองข้ามช็อตไปเลยในอีก 10 ปีข้างหน้า อย่าทำงานเพื่ออดีต อย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ

5. ล้มได้ ลุกให้เร็ว เมื่อเจอปัญหา และ Growth Mindset เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานในยุคดิจิตัลนี้ ต้องไม่กลัวที่จะ Change หรือ Transform

6. Mentor แชร์ให้ฟังว่า เธออยู่จุดนี้ได้เพราะเธอกล้าเสี่ยง (Take Risk) ที่จะทำอะไรนอกเหนือจากงานตัวเอง เธอกล้ายกมือรับทำโปรเจกต์ยากๆที่ไม่มีใครอยากทำ เธอบอกว่าให้กล้าๆเลย ถ้ามองแล้วว่า Risk นั้นอยู่ใน Area of Development ของเรา ไม่ทำก็จะไม่มีทางรู้ ทำแล้วล้มเหลวก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำ เพราะเมื่อพลาดแล้ว เราก็จะหาทางทำให้มันดีขึ้นกว่าเก่า และเราก็จะกลายเป็นผู้มีประสบการณ์ไปเอง (คล้ายๆกับที่เราชอบพูดกันว่าคนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย)

7. ยุคนี้ ให้ศึกษาเรื่อง Agile เพราะจะกลายเป็น New Normal รูปแบบใหม่ของการทำงาน สำหรับเจ้ Agile มันเหมือนเรือเล็กที่แยกตัวออกจากเรือใหญ่ มันเล็ก แต่เร็ว และคล่องตัวมากกว่า

8. เคล็ดลับเวลาทำงาน คือใช้หลัก Sprint (ดูเพิ่มในรูป) คือ ให้แยกส่วนเป้าหมายใหญ่ให้เป็นเป้าหมายเล็ก เพราะจะช่วยลดความท้อใจหรืออ่อนล้าในการทำงานได้ เช่น หากเราทำ Excel ไม่เป็น ก็อย่าเพิ่งไปเริ่มที่ Pivot Table หรือ Power BI ฟังก์ชั่นยากๆ ให้เริ่มจากอันง่ายๆเบสิคๆก่อน คล่องแล้วก็ขยับไปทำอันที่ซับซ้อนขึ้น หรือในหนังสือ The Bullet Journal Method ก็มีพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเป็นเรื่องการทำอาหารว่า ถ้าเราทำไม่เป็น อย่าเริ่มที่การทำซูเฟล่ยากๆ ถึงแม้เราจะทำตามสูตรจนสำเร็จ แต่ความกดดันอย่างหนักจะทำให้เรามีประสบการณ์ที่ไม่ดีซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียความสงสัยใคร่รู้ในการทำอาหารโดยสิ้นเชิง คีย์ของเรื่องนี้คือ อย่าทำอะไรที่มันยากเกินไปจนสูญเสียความอยากรู้อยากเห็น ให้ทำแต่พอดี และค่อยๆดูพัฒนาการของตัวเอง

9. เมื่อเป็นผู้นำ สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้คือ ควบคุมอารมณ์ตัวเอง เพราะต้องทำใจยอมรับว่า จุดนี้เต็มไปด้วยความเครียด ความกดดัน ความคาดหวัง ถาโถมเข้ามา ต้องรู้จักคุมสติ คุมอารมณ์ ไม่ระเบิดใส่คนรอบข้าง

10. มันโอเคนะ ที่จะคุยกับนายเรื่อง Career Development ของตัวเองบ่อยๆ นอกเหนือจากเวลาทำประเมินผลการทำงานประจำปี

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ Alexandra แชร์ให้ฟัง แต่เป็นเรื่องส่วนตัว ครอบครัว เลยไม่ได้เอามาแชร์ต่อ เจ้คิดว่ามันเป็นโอกาสดีทีเดียวนะถ้าเราได้คุยกับคนที่เหนือกว่าเรา มีประสบการณ์มากกว่าเรา อย่าไปกลัว เพราะยังไงเราก็เป็นมนุษย์ เป็นชาวโลก เหมือนกันนั่นแหละ

เจ้สังเกตอย่างหนึ่งจากการคลุกคลีกับบรรดาผู้ที่เป็นใหญ่เป็นโต เค้าจะมีรังสีความเฟรนด์ลี่แผ่อยู่รอบกาย จะไม่ได้รู้สึกว่าเข้าถึงยาก และบ่อยครั้งที่พวกเค้าเป็นฝ่ายเข้ามาทักเราก่อนด้วยซ้ำ มีแต่เราตัวเล็กตัวน้อยที่เกร็งเชียว เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคุยกับคนระดับนั้นยังไง

ถ้ามีโอกาสแบบนี้ ขอให้เปิดหูเปิดตาตั้งใจรับฟังและคิดตาม จะได้อะไรดีๆกลับไปเยอะเลย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

020 วิธีคิดไร้กระบวนท่า – Unstructured

020

วิธีคิดไร้กระบวนท่า – Unstructured

ไหนๆช่วงนี้ก็เล่าถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เจ้พยายามชี้ให้เห็นว่าอย่าใจเย็นเป็นทองไม่รู้ร้อนและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่สนใจใส่ใจ ยังคงยึดติดกับอะไรเดิมๆ เพราะเราจะปรับตัวไม่ทันถ้ามัวแต่ชะล่าใจ

วันนี้เจ้เลยมีหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่านจริงๆ วิธีคิดไร้กระบวนท่า – Unstructured เป็นหนังสือที่เขียนโดย คุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ สหโอสถ และเจ้าของเพจ mission to the moon เจ้ตามอ่านงานเขียนของเค้าตั้งแย่ยอดไลค์แค่หลักร้อยคน จนตอนนี้มีคนติดตามกว่า 3.4 แสนคนเข้าไปแล้ว และมีผลผลิตเป็นหนังสือออกมา 7 เล่ม

คุณรวิศ เป็นคนธรรมดาๆที่น่าทึ่งมาก เพราะเจ้เห็นมาตั้งแต่เค้ายังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักเท่าวันนี้ เคล็ดลับของเค้าไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลงมือทำ เค้าเป็นตัวอย่างของคนที่มีความตั้งใจ เอาชนะความขี้เกียจ มีวินัยสูง

นอกเหนือจากงาน CEO แล้ว เค้ายังมีกิจกรรมสารพัด ทั้งเคยจัดรายการทอล์คโชว์ Super Productive จัด podcast เป็น guest speaker รับเชิญตามงานต่างๆ และยังมีวิ่งมาราธอน เป้าหมายคืออยากวิ่ง 100 กิโล ก่อนตาย และยังเป็นนักอ่านตัวยง

ถ้าทำงานที่บริษัทศรีจันทร์ เค้ามีสวัสดิการให้พนักงานสามารถซื้อหนังสือได้เดือนละเล่ม ไม่รวมกับหนังสือที่คุณรวิศซื้อแจกพนักงานเองบ่อยๆ

ร่ายมาซะขนาดนี้ นอกจากหนังสือจะสวยและน่าอ่านแล้ว เนื้อหาข้างในก็มีดีไม่แพ้โปรไฟล์คนเขียนเลย เนื้อหาเป็นเหมือนบทเรียนของคุณรวิศในด้านต่างๆของชีวิตที่สั่งสมมา เอามาสรุปเป็นข้อเขียน ไม่เกิน 2-3 หน้า

อ่านไปจะได้เรียนรู้วิธีคิดของคนเก่งๆว่าเค้ามีวิธีรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยการโยนของเก่าทิ้ง แล้วเรียนใหม่ ทำใหม่ ไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต หรือที่สมัยนี้เรียกกันติดปากในหมู่ HR ว่า Unlearn & Relearn

ในหนังสือเล่มนี้มี Case Study ดังๆจากหนังสือหลายเล่มรวมไว้อยู่

ตัวอย่างเคสที่ชอบมากคือเรื่องของ Ken Miles จากหนังเรื่อง Ford & Ferrari อาจเป็นเพราะเจ้ได้ดูหนังเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ยังทึ่งในความมุทะลุแต่เป็นตัวจริงของพระเอกอยู่เลย พอมาอ่านเจอในหนังสืออีกรอบเลยประทับใจเป็นพิเศษ ข้อคิดจากเรื่องนี้ที่คุณรวิศเก็บตกได้คือ

1. ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น (คล้ายๆกับจิโระ คนทำซูชิของญี่ปุ่น ที่มี passion มากๆจนเป็นตัวจริงเรื่องซูชิ ในหนังเรื่องนี้ Ken ก็เป็นตัวจริงเรื่องแข่งรถเหมือนกัน)

2. ผู้นำมีหน้าที่เฟ้นหาคนเก่งและอำนวยความสะดวก ให้พื้นที่ในการแสดงศักยภาพออกมา

3. ทีม คือกุญแจความสำเร็จ

4. ชัยชนะไม่ได้มีไว้สำหรับคนเหยาะแหยะยังมีอีกมากมายหลายเรื่องในหนังสือที่มีประโยชน์ ให้เราฉุกคิด เพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีคิดไร้กระบวนท่าของคุณรวิศ

มีประโยคหนึ่งสะกิดใจเจ้มาก ตั้งแต่เริ่มแรกที่อ่านในหน้าคำนำแล้ว เป็นคำพูดของนักเขียนโนเบลชาวฝรั่งเศสชื่อ Andre Gide บอกไว้ว่า “You can never cross the ocean until you have the courage to lose sight of the shore” – คุณจะสามารถข้ามมหาสมุทรได้ เมื่อคุณกล้าที่จะละสายตาออกจากฝั่ง

เจ้อยากให้น้องลองเก็บไปคิดดู และจะดีใจมากถ้าเดินมาขออ่านเล่มนี้ด้วยตัวเอง

เจ้ไม่ยัดเยียดให้อ่านหรอกนะ เพราะไม่มีใครบังคับใครได้อยู่แล้ว แต่ลึกๆก็อยากให้อ่านเองอยู่ดี

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

019 โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลง

019 โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลง (เร็วมากด้วย)

ฟังดูหัวข้อวันนี้ดูไกลตัวไปหน่อย แต่ถ้าพิจารณาดีๆ มันส่งผลกระทบกับเรามากเลยทีเดียวเรื่องที่จะเล่าวันนี้ เป็นภาคต่อจากโพส 018 เมื่อวาน ที่เล่าถึงการเปลี่ยนผ่านของยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ลองมาดู ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในช่วงเวลาที่เรากำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 4.0 นี้ดูบ้าง

อันที่จริง ตั้งแต่มี Covid โลกเราก็เหมือนก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ยุค 4.0 แล้ว มาดูกันว่าเราจะเจออะไรบ้างในช่วงเวลานี้

1. สังคมผู้สูงอายุ อีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อแวดวงการทำงานแน่นอน

ในขณะที่พนักงานรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่องค์กรน้อยลง บุคลากร Gen BB ก็ได้เวลาเกษียณอายุ ส่งผลให้องค์กรต้องสูญเสียองค์ความรู้ เทคนิค ประสบการณ์ และชั่วโมงบินที่สั่งสมในตัวบุคลากรเหล่านั้นตามไปด้วย รวมถึงไปทบทวนช่วงเวลาการเกษียณอายุใหม่ให้เกินกว่า 60 ปี

บางทีเร็วๆนี้เราอาจะเห็นคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปออกจากงานไปพักผ่อนใช้ชีวิตเกษียณสักระยะ และหากมีการ Reskill ก็อาจกลับเข้ามาทำงานต่อในรูปแบบ Consult หรือ Freelance ได้อีกจนถึงอายุ 80-90 เลยทีเดียว

2. พลังคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนส่วนใหญ่ในวัยทำงานยุคปัจจุบัน ก็คือกลุ่ม Gen Y ที่มีอายุระหว่าง 20 – 37 ปี

โจทย์ที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรองค์กรจึงจะผูกใจคน Gen Y, Gen Z ให้ทำงานได้อย่างยั่งยืน และทำอย่างไรให้คน Gen Y, Gen Z ที่เติบโตในยุคดิจิทัล ทำงานร่วมกับกับคนที่อาวุโสกว่าอย่าง Gen X และ Baby Boomers ได้อย่างลงตัว

3. งานออนไลน์ที่ทำงาน ข้อมูลต่าง ๆ จะเชื่อมโยงกันในโลกอินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูลและคลังความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น หลายองค์กรต้องขับเคลื่อนคนให้พร้อมในโลกยุคดิจิทัล ก้าวสู่การเป็น Digital Workplace อย่างสมบูรณ์ ต้องบริหารจัดการการทำงานผ่านระบบออนไลน์ให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องยอมว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของเรายังไม่มากพอ

4. ย่อโลกในฝ่ามือ ไม่ว่าใครเดี๋ยวนี้ก็มีมือถือสมาร์ทโฟนกันหมด ชีวิตของเราผูกติดกับสมาร์ตโฟนอย่างแยกไม่ออก กิจกรรมต่าง ๆ การทำธุรกิจ-ธุรกรรม หรือการทำงานหลากหลายรูปแบบ สามารถดำเนินการผ่านสมาร์ตโฟนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เราเองก็ต้องเตรียมพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

5. ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างงานกับเวลาส่วนตัว วิถีชีวิตของคนทำงานในอนาคต งานและชีวิตจะไม่มีขอบเขตและเส้นแบ่งที่ชัดเจนอีกต่อไป แนวคิด Work-Life Balance จะปรับเปลี่ยนสู่ “Weisure Time” (Work + Leisure) ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ และเวลาใดก็ได้ เพราะที่ไหน ๆ ก็สามารถเป็นที่ทำงานของเราได้ ขอแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต

6. ยุคของ ‘e’ decade ได้มาถึงแล้ว ไม่ว่าจะเป็น e-Learning, e-Book, e-Commerce หรือยุคของ Social Social Media รวมไปถึง Social Learning เราต้องสามารถเข้าถึงสื่อเรียนรู้ออนไลน์ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ได้ทุกที่ และทุกเวลา อย่างเช่นตอนนี้มีทั้ง Blockdit มีทั้ง Clubhouse มีทั้ง Podcast มีคอร์สเรียน MOOC (Massive Open Online Course) จากมหาลัยชื่อดังทั้งในไทยและต่างประเทศให้เลือกเรียนนับไม่ถ้วน นี่ยังไม่นับเพจต่างๆในเฟซบุ๊คตามความสนใจของเราอีก เพียงแค่เปิดโอกาสให้ตัวเองใช้เวลาไปกับสิ่งเหล่านี้ เราก็อาจจะพบสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตเราก็ได้

นี่คือบทสรุปว่า ทำไมเจ้ถึงอยากให้น้องมี Life Long Learning skill จริงๆ อย่าหยุดเรียนรู้ เพราะชีวิตเรายังมีเรื่องอีกมากมายให้เราค้นหาและสนุกไปกับมันการเรียนแบบนี้ไม่ต้องท่องจำ ไม่ต้องสอบวัดผล ไม่กดดัน แต่อยากให้ทำเป็นนิสัยติดตัวไป

ไม่ต้องรีบแต่ขอให้เริ่มก็พอ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

018 การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียนในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป

018 การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียนในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป

สมัยก่อนเราอาจจะคิดว่า เมื่ออดทนเรียนจนจบปริญญาแล้ว การเรียน ศึกษา หาความรู้ก็สิ้นสุดลง ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของการทำงานแล้ว คิดแบบนั้นก็คงไม่ผิด

แต่อย่าลืมว่า การเปลี่ยนผ่านของการปฏิวัติในแต่ละยุคสมัยในอดีตนั้นใช้เวลานานไม่เท่ากับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่

อย่างที่กล่าวได้ว่าโลกจะพลิกจากหลังมือไปหน้ามือ ทั้งในแง่ของขนาด ความเร็ว และขอบเขต การปฏิวัติครั้งนี้โลกจะก้าวเร็วขึ้นแบบทวีคูณ

* ความเร็ว – หากเราย้อนดูในอดีตการปฏิวัติที่ผ่านมา การปฏิวัติครั้งแรกห่างจากโลกที่เราอยู่ในปัจจุบัน 250 ปี การปฏิวัติครั้งที่สองห่างจากปัจจุบัน 150 ปี การปฏิวัติครั้งล่าสุดห่างจากจุดที่เราอยู่ ณ ตรงนี้ 50 ปี

* ความกว้าง – การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อประชากรโลกเพียง 17% เท่านั้น เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ก็เช่นกัน ประชากร 4,000 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต

แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระบบอินเตอร์เน็ตได้แทรกซึมไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก รายงานล่าสุดในปี 2017 ที่ผ่านมาพบว่าผู้คนเข้าถึงอินเตอร์เนตแล้วกว่า 3,700 ล้านคน คิดเป็น 50% ของประชากรทั้งโลก

สิ่งนี้ทำให้โลกเชื่อมถึงกันได้มากขึ้นหนังสือ The Fourth Industrial Revolution ได้กล่าวไว้ว่าสิ่งสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจจะไม่ใช่การลดต้นทุนอีกต่อไป

แต่คือนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์อย่าลืมว่า เราไม่สามารถฝืนกระแสของโลกใบนี้ได้ลองดูในรูปว่าวิถีการทำงานของมนุษย์เปลี่ยนไปมากแค่ไหน จากยุค 1.0 จนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น การปรับตัว มี Life Long Learning mindset เป็นทางรอดของมนุษย์ที่จะไปต่อ ถ้าไม่มีสกิลตรงนี้ ก็อาจจะเป็นผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตามไม่ทันกระแสโลกอีกแล้ว

เจ้จึงอยากให้น้องเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ความรู้ไม่ได้จำกัดแค่ในตำรา หนังสือ อีกต่อไป ถ้าไม่ชอบอ่าน ก็ฟังเอา ถ้าไม่ชอบฟัง ก็ดูด้วยตา

จะทำยังไงก็ได้แต่ให้สมองเราไม่หยุดไว้ที่ความรู้จากมหาลัย พยายามเข้านะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis