037 ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

037

ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

ตอนที่ย้ายมาอยู่สมุทรปราการใหม่ๆ เวลามาร้านที่ตลาดปากน้ำ แล้วจะออกไปซื้อของกินในตลาด เจ้คิดว่าทำไมแม่ค้าพ่อค้าที่นี่ชอบตะคอกกันจัง ถามอะไรไป เกือบทุกคนตอบกลับด้วยเสียงที่แทบจะตะโกนกลับมา เจ้เลยไม่ค่อยชอบออกไปซื้อของกินที่ตลาดซักเท่าไหร่

บ่อยครั้งที่จะวานคนในร้านไปแทนมาวันนึง เดินซื้อของกับพี่พีท แม่ค้าถามซ้ำๆ จนเริ่มรำคาญ ทำไมต้องพูดหลายรอบด้วย และอีกทีก็คือเจอแม่ค้าตะคอกใส่อีกแล้ว ก็เลยบ่นกับพี่พีทว่า ทำไมฉันโดนแม่ค้าตะคอกใส่ตลอดเลย

พี่พีทกลับบอกว่า เธอไม่ได้โดนแม่ค้าตะคอกหรอก ก็เธอพูดเบาเอง เค้าไม่ได้ยิน ก็เลยต้องเพิ่มเสียงเพื่อให้เธอพูดดังขึ้น

เท่านั้นเองตาสว่างเลย เข้าใจผิดมาตลอดเลยหรือนี่ ที่แท้ เป็นเพราะเราพูดเบาเอง แล้วเจ้ก็ไม่เคยรู้ตัวด้วยนะ ก็โทษคนอื่นไปเรื่อย แต่ไม่เคยฉุกคิดว่าเป็นเพราะตัวเอง

สมัยก่อนตอนเรียนมหาลัย เพิ่งขับรถเป็นใหม่ๆ ยังขับไม่คล่อง ก็ชอบแช่เลนขวา เพราะรู้สึกปลอดภัยกว่าอยู่เลนกลาง มันมีแบริเออร์ให้เกาะ ไม่มีใครแทรกขวาได้ และใครจะแซงก็ปล่อยให้แซงซ้ายไป ถ้าเฉี่ยวชนกันขึ้นมา ตัวเราน่าจะปลอดภัย เพราะเป็นฝั่งไกลจากคนขับ

ตอนนั้นยังไร้เดียงสาไม่รู้ว่าขับช้าควรอยู่เลนซ้าย คิดแค่ว่า จะขับอยู่เลนไหนก็ได้ ก็เห็นป๊าเปลี่ยนเลนไปมาตลอดนี่นาถ้าวันไหนมีเพื่อนที่นั่งมาด้วย ก็จะคอยบอกตลอดว่า ขับช้าอย่าอยู่เลนขวาเลย เดี๋ยวคันอื่นบีบแตรเอา

และก็จริง พอโดนบีบแตรบ่อยเข้า เจ้ก็เลยขับเร็วขึ้นเพื่อจะได้อยู่เลนขวาโดยไม่โดนบีบแตรอีก เป็นเพราะความเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแท้ๆเชียว ทำให้เป็นส่วนหนึ่งที่ขับรถเร็ว ฉุนเฉียว เพราะไม่พอใจที่โดนบีบแตรบ่อยๆนี่เอง

มีเรื่องเล่าที่โด่งดัง และมักจะถูกใช้เป็นตัวอย่างในการอบรมสัมมนาอยู่บ่อยครั้ง คือเรื่องตาบอดคลำช้างมีชายตาบอด 5 คน เจอช้างอยู่ตรงหน้า

แต่เนื่องจากไม่เคยเห็นมาก่อนเลยใช้วิธีคลำๆลูบๆที่ตัวช้างเอาเพื่อจินตนาการว่าช้างเหมือนอะไรชายคนแรกจับที่ตัวช้าง บอกว่า ช้างเหมือนกำแพงชายคนที่สองอยู่ด้านหน้าช้างพอดี เลยจับที่งวงช้าง บอกว่า ไม่ใช่ ช้างเหมือนงูตัวใหญ่ต่างหากชายคนที่สามสัมผัสที่ขาช้าง บอกว่า ผิดทั้งคู่ ช้างเหมือนต้นไม้ชายคนที่สี่จับที่งาช้าง บอกว่า ช้างเหมือนหอกต่างหากชายคนที่ห้า อยู่หลังช้าง เลยจับที่หาง บอกว่า ผิดกันหมด ช้างเหมือนเชือกต่างหาก

ชายทั้งห้าคนหลงคิดว่า เสี้ยวเดียวที่ตนได้สัมผัสคือความจริงทั้งหมด แท้จริงแล้ว มันคือการตีกรอบให้สิ่งต่างๆจากมุมมองความคิดของตัวเราเองต่างหาก

จะดีกว่าไหม ถ้าเรามองโลกด้วยมุมอื่นบ้าง โดยไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ถ้ามีใครท้วงติงอะไรมา อย่าเพิ่งรีบเถียง รีบตัดสิน ลองพิจารณาดูดีๆ สิ่งที่คนอื่นบอกอาจจะเป็นความจริงเหมือนกัน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

036 เนื้อมังคุด

036

เวลากินมังคุด เค้ากินส่วนไหนกัน เราน่าจะรู้คำตอบกันดี

ต่อยอดจากเมื่อวาน ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพื่อเห็นผลลัพธ์ เราสามารถใช้หลัก เล็กน้อย X สม่ำเสมอ = มหาศาลได้

แต่ถ้าเป็นเรื่องการแข่งขัน การพรีเซนท์ หรือขายของล่ะ ใช้วิธีนั้นได้หรือไม่เราไม่จำเป็นต้องนำเสนอทุกอย่างที่ทำ แค่ดึงเอาแต่ส่วนที่คิดว่าดีที่สุดของผลงานเรามานำเสนอ แต่ต้องมั่นใจว่าเป็นทีเด็ดจริงๆ

แม้จะไม่ค่อยชอบทำอาหาร แต่เจ้ก็ชอบดูรายการ Master Chef ดูเกือบทุกซีซั่น และก็สังเกตว่า เวลาได้โจทย์เป็นวัตถุดิบหลัก พวกเค้าจะรีบวิ่งไปหยิบเครื่องปรุง วัตถุดิบเสริมใน Master Chef Supermarket หยิบมาซะเยอะเต็มตะกร้าสองมือ ยิ่งถ้าแข่งรอบไฟนอลแล้ว มาเต็มรถเข็นสองชั้นใหญ่ๆ

เจ้ก็สงสัยว่า หยิบของเยอะขนาดนี้ ทำให้คนทั้งสตูดิโอกินได้เลยมั้งนี่ แต่ก็ไม่เคยเห็นเป็นแบบนั้น ทุกครั้ง ไม่ว่าของจะเยอะขนาดไหน ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ก็รังสรรค์ออกมาแค่จานเดียว หรือ อย่างมากก็ 3 จาน สำหรับกรรมการ 3 ท่าน แค่นั้น

ผู้เข้าแข่งขัน เตรียมทุกอย่างอย่างดี ใช้ทรัพยากรมากมายเพื่อทำอาหารออกมาเสิร์ฟกรรมการ แค่นิดเดียว เท่านั้นจริงๆ แต่มันเป็น “เสี้ยวเดียว” ที่ดีที่สุดจากทุกอย่างที่พวกเค้าเตรียมไว้ และแน่นอนมันก็มีจานที่ดีที่สุดจากกระบวนการ “เสี้ยวเดียว” นี้ทุกครั้งไป

และนี่น่าจะเป็นเคล็ดลับการนำเสนองาน หรือขายของ ไม่ต้องบรรยายทุกอย่าง แต่ลองเอาแค่เสี้ยวเดียวที่ดีที่สุด เนื้อเน้นๆ แต่กระแทกใจ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนฟังมักจะมีเวลาน้อย ต้องดึงความสนใจเค้าให้อยู่กับเราตลอด โอกาสที่จะพรีเซนท์ผ่าน หรือปิดดีลสำเร็จก็จะสูงขึ้น

เหมือนกับมังคุด ที่กว่าคนปลูกจะประคบประหงมดูแล ใส่ปุ๋ย รดน้ำให้ออกดอกออกผลได้ ใช้ทุกหยาดเหงื่อแรงกาย เวลา และอื่นๆอีกมาก เพื่อที่จะได้ผลมังคุดออกมา แต่เวลาคนกิน เค้าก็กินส่วนที่เป็นเนื้อขาวๆ นุ่มๆ เท่านั้น ไม่มีใครกินเปลือกกัน (แม้ว่าจะมีคนต่างชาติเคยกินทั้งลูกเพราะคิดว่าเหมือนแอปเปิ้ลก็ตาม)

การดูแลเอาใจใส่ของชาวสวนมังคุด ก็เพื่อส่วนที่เป็นเนื้อขาวๆนี่แหละ แต่ส่วนนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ทุ่มเทจนต้นออกลูก มีเปลือกมาห่อหุ้ม ปกป้องเนื้อขาวๆไว้จนกว่าจะเสิร์ฟให้ใครสักคนการจะได้สิ่งที่ดีที่สุด บางทีมันต้องแลกกับทรัพยากรมากมาย แต่ก็อย่างที่รู้กัน รสชาดเนื้อมังคุดขาวๆมันอร่อยอยู่ใช่ไหมล่ะ

ปล. เจ้ชอบกินมังคุดนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

035 เล็กน้อย × สม่ำเสมอ = มหาศาล

035

เล็กน้อย × สม่ำเสมอ = มหาศาล

หนังสือของเซนเซเล็กและเซนเซแป๊ะ ทั้งคู่เคยทำงานเป็นวิศวกรที่ Toyota และมีโอกาสไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วย แม้ตอนนี้จะลาออกมาแล้ว แต่ก็ยังแบ่งปันองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานไว้ในเพจ leanovative thinking อยู่

บอกก่อนว่ารู้จักเล่มนี้เพราะติดตามเพจสรุปให้ ของเซนเซแป๊ะ ที่เป็นเพจสรุปหนังสือแบบไม่เหมือนใครดี เก็บเนื้อหาครบถ้วนในแผ่นเดียว หลายๆครั้งเจ้ก็ชอบอ่านสรุปหนังสือในเพจนี้ก่อน ถ้าโดนใจค่อยไปซื้อเล่มจริงมาลุยอ่านอีกที

สำหรับเล่มนี้ สั่งมาโดยไม่ต้องคิดนาน เพราะถูกใจสไตล์การเขียนของเซนเซอยู่แล้ว นับว่าเป็นหนังสือที่ตกผลึกชีวิตการทำงานของทั้งคู่ได้ดีทีเดียวคำพูดบนปก เล็กน้อย × สม่ำเสมอ = มหาศาล จะเห็นบ่อยมากในเพจเซนเซเพราะเหมือนเป็น Tag Line เป็นสโลแกนประจำตัวไปแล้ว

ซึ่งประโยคนี้มีที่มาจาก Tanno Ron คุณพ่อของเด็กน้อยชาวญี่ปุ่น ได้โพสรูปป้ายหน้าห้องครูใหญ่โรงเรียนที่ลูกชายตัวเองเรียน แปลความได้ว่าให้ดูพลังของการทำสิ่งเล็กๆ แต่ทำอย่างต่อเนื่อง 1.01ต่างจาก 1.0 อยู่ 1 %ส่วน 0.99 ก็ต่างจาก 1.00 อยู่ 1% เหมือนกันแต่ผลลัพธ์ของการทำแบบ 1.01 คือดีขึ้นวันละ 1% คือ 1.01 ยกกำลัง 365 กดเครื่องคิดเลขจะออกมาได้ 37.8% ดังนั้นเราจะเก่งขึ้น 38 เท่าโดยประมาณ

เห็นแบบนี้แล้ว ลองคิดกลับดูว่า ถ้าเราไม่ตั้งใจ ปล่อยปละละเลย เหมือนกับทำแบบ 0.99 ยกกำลัง 365 = 0.03 แปลว่าความสามารถที่มีก็แทบหายไปสำหรับเรื่องที่ไม่ใช่การแข่งขันแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องพยายามทำทุกๆสิ่งให้ดีที่สุด เพราะคำว่าที่สุดมันจะหยุดเราไว้แค่ตรงนั้น

เซนเซกล่าวไว้ว่าศักยภาพของมนุษย์เติบโตได้ไม่จำกัด แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าที่สุดของเราคือตรงไหน แทนที่จะทำให้ดีที่สุด ลองเปลี่ยนมาทำแบบดีขึ้นทีละนิด ทีละนิด ให้พอมี motivation หล่อเลี้ยงไปเรื่อยๆดูไม่ต้องไปยึดติดกับคำว่า ดีที่สุด แต่ให้ยึดคำว่า “ดีกว่าเดิม”ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ ความชำนาญมันจะค่อยๆบ่มเพาะเองโดยไม่รู้ตัว

รู้อีกที ก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆไปแล้ว ลองดูนะไม่ต้องกดดันตัวเอง แต่ขอให้มีความสม่ำเสมอ และเมื่อมีตัวแปรคือเวลาที่นานพอ ผลลัพธ์ที่ได้จะออกมามหาศาล ดังที่คนธรรมดาๆหลายคน กลายเป็นคนเก่งที่เรารู้จักกันในวันนี้ ทุกอย่างมันไม่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืน แต่มันเกิดจากการสั่งสมทีละเล็ก ทีละน้อยมาเรื่อยๆนั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

034 อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป

034

อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป

วันก่อนพูดถึงหนังสือ The Life-changing magic of tidying up – ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ของคนโด มาริเอะไปแล้ว

วันนี้เลยหยิบเอาหนังสือเล่มนี้ อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไปของ ซะซะกิ ฟุมิโอะ มาพูดถึงบ้างแม้ชื่อหนังสือจะคล้ายๆกัน แต่เนื้อหาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

เล่มนี้จะออกแนว Minimalist สุดโต่งมากๆ ซึ่งต่างจากเล่มของมาริเอะ ที่เน้นการทิ้งของที่ไม่ปลุกเร้าความสุขและเก็บของตามหมวดหมู่

แต่สำหรับเล่มนี้ หลักการคือทิ้งของที่ไม่ “จำเป็น” ออกไปให้หมด เหลือไว้แต่ที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ซึ่งฟุมิโอะเค้าก็ทำแบบนั้นจริงๆ ข้าวของที่มีอยู่ในห้องสามารถเก็บหมดได้ในชั่วโมงเดียว เพราะของน้อยมากจริงๆ

เล่มนี้จะพูดถึงทัศนคติ และแรงจูงใจในการมีของให้น้อยชิ้น เพราะเชื่อว่าการลดปริมาณสิ่งของจะทำให้ปลอดโปร่ง โล่งสบายและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ซึ่งเจ้มองว่าเราเก็บเอาแต่ส่วนที่เป็นไปได้ในชีวิตจริงของเราก็พอ ไม่จำเป็นต้องทำตามที่หนังสือแนะนำทั้งหมดก็ได้ เพราะบริบทเราต่างกัน

คนญี่ปุ่นที่โสด เค้าก็มักจะอยู่ในห้องเล็กๆตามอพาร์ทเมนท์ ขนาดไม่กี่เสื่อ แต่สำหรับคนไทยอย่างเราๆ มันอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ถ้าจะต้องทิ้งของกว่า 95% ในบ้านเพื่อเป็น minimalist แบบฟุมิโอะ

แต่ข้อคิดที่ดีมากๆที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ การไม่ซื้อของตามกระแสนิยม การไม่ซื้อของเพียงเพื่อต้องการการยอมรับ หรือไปเปรียบเทียบกับใคร

เจ้สารภาพว่าเคยเดินเข้าไป UNIQLO เพราะเห็นคนมุงกันแถวๆ เสื้อที่แบรนด์ Marimeko ออกแบบ เป็น collection ที่เพิ่งออกใหม่ ผู้คนต่างแย่งไซส์ แย่งสีกันบ้าคลั่ง เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่พอเสื้อที่พอจะใส่ได้อยู่ตรงหน้า เจ้ก็เลยหยิบไปจ่ายเงินโดยที่ยังไม่ได้ลองซะงั้น ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ชอบลายเสื้ออะไรมากมาย ไม่ได้เป็นแฟนคลับ Marimeko เลยไม่ได้อิน แต่ก็ซื้อเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศมันพาไป รู้สึกว่าไม่อยากพลาดของที่คนอื่นเค้าแย่งกัน แค่นั้น

พอกลับมาที่บ้าน พบว่า มันไม่ได้ว้าวขนาดนั้น คือทรงก็แปลก ใส่แล้วดูอ้วนๆยังไงพิกล เกิดความเสียดายเงินหลายพันขึ้นมาทันใด (ซื้อมาตั้งหลายตัว หยิบมันเกือบทุกลาย)

หนังสือเล่มนี้ทำให้เจ้ไม่บ้าคลั่งรอเก็บคูปองในแอพช็อปออนไลน์เพื่อไปซื้อของที่ไม่รู้ว่าอยากได้อะไร แต่ก็อยากซื้อเพื่อใช้คูปองเพื่อความคุ้มแค่นั้น

พักหลังๆเจ้จะเก็บคูปองก็ต่อเมื่อรู้ว่าจะซื้ออะไร เช่น ซื้อสำลี ผ้าอนามัย ที่ใช้ประจำ ฯลฯ แค่นั้น อีกอย่างที่เจ้ค้นพบเมื่อเวลาผ่านไปคือ การซื้อของที่คุณภาพดี แม้ราคาสูงกว่า ทำให้ปริมาณของลดน้อยลง เจ้ไม่ค่อยได้ซื้อเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบ่อยๆเท่าเมื่อตอนอายุ 20 กว่า ตอนนี้ถ้ามาดูในห้อง จะเห็นว่ากระเป๋าที่ใช้ทำงาน เป็นกิจจะลักษณะมีแค่สองใบ ซื้อมาหลายหมื่นก็จริง แต่เจ็บแล้วจบ เจ้ไม่ได้ซื้อกระเป๋าใบใหม่มาหลายปีแล้ว เพราะของคุณภาพดี ใช้ได้นาน และแมชได้ทุกลุค

บางทีแต่งตัวบ้านๆ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ แต่หิ้วกระเป๋าดีๆใบเดียว ไปมันก็พอดูได้ ให้เกียรติสถานที่ขึ้นมาซะงั้นอะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป ออกจะโหดไปเสียหน่อยสำหรับเราๆ แต่มุมมองบางอย่างถือว่าน่าสนใจ

ถ้ากำลังมีความทุกข์มากๆ การจัดบ้าน การทิ้งของ อาจเป็นตัวช่วยเยียวยาจิตใจ ทิ้งสารพิษออกจากบ้าน ออกจากร่างกายก็ได้ ลองดูแล้วกันนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

033 อย่าตระหนี่ถี่เหนียวกับมิตรภาพ

033

อย่าตระหนี่ถี่เหนียวกับมิตรภาพ

เจ้มีเพื่อนที่มหาลัยและเพื่อนที่ทำงานที่มาจากภาคใต้พอสมควร

จากการสังเกตแบบไม่ได้ตั้งใจ พบว่าส่วนใหญ่ที่พบเจอมา คนใต้เป็นคนที่ดุ พูดจาโผงผางตรงไปตรงมา พูดเร็ว และ มักจะเป็นคน ใจ ใจ คนใต้มีน้ำใจกว้างขวางเหมือนทะเลกับคนรู้จัก ถ้าได้ลองไปเที่ยวบ้านเขาแล้ว เขาต้อนรับขับสู้ประหนึ่งเราเป็นคณะทูตจากกันเลยทีเดียว

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้ไปเที่ยวสมุยบ่อย ไม่ใช่ว่าทะเลสวยน้ำใสอะไรหรอก แต่เพราะไปเยี่ยมเพื่อนมากกว่า

เพื่อนเจ้ที่ชื่อปุ้ย เป็นคนสมุยโดยกำเนิด เจอกันที่เอแบค อยู่ชมรมเดียวกัน และอยู่หอในเหมือนกัน ถึงเรียนคนละคณะแต่เจอกันตามกิจกรรมชมรมมาเรื่อยๆ พอเรียนจบเจ้ปุ้ยก็กลับสมุยไปทำงานที่รีสอร์ทของเครือญาติ

เพื่อนๆในชมรมก็จะขนกันไปเยี่ยมเยียนเป็นระยะๆเวลาที่มีโปรแกรมไปภาคใต้ ไปสมุยทีไร เจ้ปุ้ยและพ่อแม่ ดูแลอย่างดี ตั้งแต่ขับรถมารับ ถ้ามาทางเรือก็ขับมารอที่ท่าเรือ ถ้าบินมาลงสนามบินสมุยก็มารอรับที่สนามบินสมุย

สมัยก่อนตอนยังเรียนอยู่ เพื่อนๆก็จะไปนอนบ้านเจ้ปุ้ยเลย แต่พอโตมาทำงานแล้ว ไปเที่ยวสมุยก็ไปนอนรีสอร์ทที่เจ้ปุ้ยทำงาน พอไปบ่อยเข้าก็เกรงใจเพราะเจ้ปุ้ยไม่ให้ออกเงินค่าห้อง เลยต้องจองรีสอร์ทอื่นแล้วลากเจ้ปุ้ยมานอนด้วยแทน

ตลอดระยะเวลาที่อยู่สมุย เจ้ปุ้ยจะพาเที่ยว พากินร้านอร่อยๆ พาซื้อของฝาก (ที่ไม่ยอมให้ออกเงินด้วย แม่เจ้ปุ้ยจัดการให้) พอจะกลับก็จะพากินเลี้ยงซีฟู้ดส่งท้ายที่บ้าน แม่เจ้ปุ้ยสั่งปู 10 กิโลมาให้กินกันเสมือนว่าจะหากินที่กรุงเทพไม่ได้อีกแล้ว ตัวพองกลับบ้านทุกทีที่ไปสมุย

ยังมีเรื่องราวของพี่ที่ทำงานที่เป็นคนใต้ ก็จะคล้ายๆกัน ไปไหนมาไหนพี่เค้าจะชอบซื้อของมาฝากตลอด ลงไปแค่ 7-11 ข้างล่างยังจะซื้อน้ำ ซื้อขนมมาฝากอีก กินข้าวด้วยกันก็จะซื้อน้ำมาให้ บางครั้งตกบ่ายชวนไปสตาร์บัค พี่เค้าก็เลี้ยง (เจ้ไม่กินกาแฟ) มีปัญหาอะไร ก็รับฟัง ฟังได้เป็นชั่วโมงๆ เค้าให้เวลากับเราเต็มที่

กับพี่คนใต้อีกคนที่ออฟฟิศ ถ้ามีเรื่องให้ช่วยเหลือ ไม่เคยปฏิเสธเกี่ยงงอน ช่วยด้วยความเต็มใจ บางทีทิ้งงานตัวเองมาทำให้เดี๋ยวนั้นไม่มีบ่นสักคำ เป็นคนอารมณ์ดีชอบแซว มีเสียงหัวเราะเสมอๆจะว่าทึกทักเอาเองก็ได้ แต่เจ้ว่าคนใต้นิสัยน่ารักและจริงใจกับมิตรสหายเอามากๆ ดูเป็นผู้ที่มีความสุขกับการเป็นผู้ให้ ต้องลองศึกษาวิธีคิดของพวกเค้าอย่างใกล้ชิดและลองเอาไปปรับใช้ดูบ้าง

ทุกวันนี้เจ้ยังเจ็บใจไม่หาย ที่เวลาเพื่อนมาเยี่ยมที่ร้านในตลาดปากน้ำ สมุทรปราการ แล้วไม่ได้ต้อนรับขับสู้อย่างดีเหมือนที่เจ้ปุ้ยและเพื่อนพี่น้องคนใต้ที่เจ้รู้จัก

มีครั้งหนึ่งที่เพื่อนชื่อเจ้หน่ง เพื่อนที่เอแบค (ชมรมเดียวกันเหมือนเจ้ปุ้ยนี่แหละ) แวะมาหาที่ร้าน แล้วเจ้ก็พาออกไปเดินดูรอบๆตลาดว่ามีของกินอะไรน่าซื้อบ้าง แต่วันนั้นเจ้ลืมหยิบกะเป๋าตังออกไป คือไปเดินกับเจ้หน่งตัวเปล่าๆ ทำให้ไม่มีโอกาสซื้อของอะไรให้ติดไม้ติดมือเป็นของฝากจากปากน้ำกลับไปเลย ได้แต่บอกเจ้หน่งว่า ข้าวเหนียวปิ้งร้านนี้อร่อย ขนมปังร้านนี้ขึ้นชื่อของปากน้ำ แล้วเจ้หน่งก็ออกเงินซื้อเอง

นึกแล้วยังเสียดายจนทุกวันนี้ รู้ว่าเจ้หน่งไม่คิดอะไรหรอก แต่มันละอายใจว่า ถ้าเป็นเจ้ปุ้ย คงจัดการเตรียมของฝากไว้ให้เองหมด ไม่ต้องให้แขกควักเงินซื้อเองแบบนี้

อีกคนที่เจ้คิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดี คือตั่วโกว (พี่สาวป๊า) เป็นที่รู้กันว่าใครไปเจอตั่วโกว จะไม่มีทางกลับไปตัวเปล่า ตั่วโกวจะมีของฝากติดไม้ติดมือก่อนกลับเสมอๆ ยิ่งนั่งอยู่บ้านตั่วโกวนานเท่าไหร่ ปริมาณของมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาคิดๆดูแล้ว หรือว่าตั่วโกวจะติดนิสัยเพื่อนคนใต้มานะ (ฮา)

เพราะตั่วโกวเป็นคนที่มีแต่ให้ ทำให้มีแต่คนรัก เคารพนับถือและมีคนช่วยเหลืออยู่เสมอทั้งนี้ ทั้งนั้น เจ้เรียนรู้ว่า กับตัวเองเราประหยัด คิดเยอะๆก่อนใช้เงินได้ แต่กับคนในครอบครัว คนที่รัก เพื่อนฝูงไม่ต้องไปคิดเล็กคิดน้อย หรือเขียมกับเพื่อนหรอก เพราะเราไม่ได้เจอกันบ่อยๆ ขนาดนั้น

ยิ่งกับเพื่อนที่นานๆเจอที ถ้าเราอยู่ในฐานะเจ้าถิ่น ยิ่งต้องดูแลให้ดี การที่เราได้ให้ไป มันมีความสุขทั้งสองฝ่าย

เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราจำได้คือเรื่องราวดีๆ ความซาบซึ้งใจในมิตรภาพที่ดี แต่เราจะไม่เคยจำว่าเราเสียเงินไปเท่าไหร่เลย จริงไหม

เงินทองหาใหม่ได้ตลอด ตราบใดที่ยังมีความสามารถในการทำงาน

แต่มิตรภาพดีๆไม่ได้เสกกันขึ้นมาง่ายหรือหาซื้อได้นะน้องนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

032 The Life-changing magic of tidying up

032

The Life-changing magic of tidying up – ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว

เวลาไปเที่ยวแล้วพักโรงแรมดีๆ เรามักจะแฮบปี้เพราะทุกอย่างมันดูเข้าที่เข้าทาง กำลังพอดีไปหมด ไม่มีข้าวของรกให้เกะกะตา แล้วทำไมบ้านเราเอง ไม่เก็บของทิ้งเหลือเฉพาะที่จำเป็นจริงๆดูบ้างล่ะ เราอาจจะได้ความรู้สึกโล่งสบาย เบาตัว สบายตาสบายใจแบบเวลาไปเที่ยวพักผ่อนก็ได้นะ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย คนโด มาริเอะ ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นตัวเล็กๆคนนึง ซึ่งตอนนี้โด่งดังกลายเป็นคนมีชื่อเสียงจากหลักสูตรการจัดบ้าน และการพับเสื้อผ้าสไตล์คมมาริ ถูกพูดถึงอยู่พักใหญ่ แถมยังมีซีรีย์สั้นชื่อว่า Tydying Up with Marie Kondo ที่ฉายทาง Netflix อีกด้วย

คีย์หลักที่เก็บได้ของเล่มนี้เลยคือ การทิ้งของที่ไม่จำเป็นออกและจัดระเบียบของที่ยังอยู่แบบรวดเดียวจบ

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่เราทยอยจัดบ้านกัน ตอนนั้น เจ้ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ก็พบว่า เราก็ทำได้ดีในระดับนึง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่มาริเอะแนะนำทั้งหมดก็ตาม แต่ผลลัพธ์ของการจัดการบ้าน (ที่เสร็จไปแค่ ¼ ) ก็นับว่าน่าพอใจ บ้านดูโล่งขึ้น น่าอยู่ขึ้น

จริงๆอุปสรรคใหญ่ของการจัดบ้านคือ การจัดการกับของที่ยังใช้งานได้ (คุณค่าในแง่ประโยชน์ใช้สอย) ของที่บรรจุข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (คุณค่าในแง่ข้อมูล) ของที่ชวนระลึกความหลัง (คุณค่าในแง่ความผูกพันทางจิตใจ) ของที่ได้มาอย่างยากลำบาก (คุณค่าในแง่ความหายาก)

ต่อไปนี้เป็นหลักการจัดบ้านที่หนังสือเล่มนี้ให้ไว้เป็นตัวช่วย

1. จัดบ้าน ถ้าเราทำคนเดียว ให้เริ่มจากของตัวเองก่อน อย่าเพิ่งไปแตะของคนอื่นในบ้าน ถ้าคนอื่นเค้าเห็นผลงานเราแล้ว แน่นอนเค้าต้องรู้สึกดีขึ้น และจะเกิดความอยากจัดบ้านขึ้นเองบ้าง

2. หาวันว่างๆที่เรามีเวลาทั้งวัน มาร์คให้เป็นวันพิเศษ จัดบ้านรวดเดียวจบ ถ้าจัดวันละนิด จะต้องจัดไปตลอดกาล

3. การเก็บของคือการหลอกตัวเองว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว ที่ถูกคือ ต้องทิ้งของก่อนเก็บ ถ้ายังไม่ทิ้งข้าวของที่ไม่ต้องการ ก็ไม่ต้องคืดเรื่องจัดเก็บ

4. ขั้นตอนแรกของการทิ้งของคือรวบรวมของหมวดหมู่นั้นๆมากองรวมกัน เช่นเสื้อผ้า ก็ต้องหยิบทุกตัวในบ้านมากองไว้ที่เดียวกัน

5. ใช้เกณฑ์ มันปลุกเร้าความสุขได้ไหม (Does it spark joy) ในการเลือกทิ้งของ เคล็ดลับคือให้หยิบขึ้นมาทีละชิ้น และพิจารณาดูอย่าเอาแต่กวาดตามอง ให้เลือกเก็บแต่ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ

6. จัดบ้านตามหมวดหมู่ ไม่ใช้พื้นที่ สาเหตุที่เรามักจะจัดบ้านไม่สำเร็จเพราะบ้านมีของมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องพื้นที่ และบ้านมักจะมีข้าวของกระจายอยู่ทุกที่ ถ้าจัดบ้านตามพื้นที่ก็จะไม่รู้จำนวนสิ่งของทั้งหมด ทำให้จัดเท่าไหร่ก็จัดไม่เสร็จ ไม่หลุดพ้นวังวันเดิมๆ

7. ถ้าทิ้งของไม่ลง ให้พิจารณาว่าของชิ้นนั้นทำหน้าที่สมบูรณ์แล้วใช่ไหม ต่อให้ของชิ้นนั้นเราไม่ได้ใช้นานแล้ว หรือไม่เคยได้ใช้ก็ตาม แต่ของชิ้นนั้นได้ให้ความสุขตอนที่ซื้อ ได้ให้บทเรียนว่าของแบบนี้ไม่เหมาะกับเรา ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว บอกลาและปลดปล่อยให้ของชิ้นนั้นเป็นอิสระ แยกไว้ในกองทิ้งได้เลย

8. การเก็บเสื้อผ้ามีสองวิธีคือแขวนบนราวกับพับใส่ลิ้นชักหรือตู้ ซึ่งมาริเอะแนะนำแบบพับ เพราะประหยัดพื้นที่และถ้าใช้วิธีการพับแบบคมมาริ คือจัดเรียงเสื้อผ้าในแนวตั้งจะช่วยให้เสื้อผ้าไม่ถูกกดทับจนมีรอยยับ และเหลือเสื้อผ้าที่น่าจะมีความสุขกับการถูกแขวน เช่น ชุดสั่งตัด กระโปรงพลิ้วๆ สูท ฯลฯ ไว้บนราวเท่านั้น

9. วิธีที่เก็บกระเป๋าเพื่อประหยัดพื้นที่คือ ใส่ไว้ในกระเป๋าอีกใบ

10. ยังมีอีกหลากหลายวิธีในการจัดการกับ หนังสือ กองเอกสาร (ใบแจ้งยอดต่างๆ ใบรับประกันต่างๆ การ์ดอวยพร สลิปต่างๆ) ของจิปาถะ ของขวัญ กล่องแพกเกจจิ้ง ของแถมที่ได้มาฟรี ภาพถ่าย และอื่นๆ ซึ่งน่าจะจัดการได้ง่ายกว่าพวกของความทรงจำเช่นอัลบั้มรูปถ่าย และยังมีเทคนิคการจัดเรียงสีอ่อนอยู่ด้านหน้า สีเข้มด้านหลัง ซึ่งรายละเอียดคงต้องไปตามอ่านเอา บอกหมดเดี๋ยวจะไม่เหลือไว้ให้อ่าน

11. เมื่อทิ้งของที่ไม่ปลุกเร้าความสุขหมดแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็ให้เก็บข้าวที่เหลืออยู่ของหมวดหมู่เดียวกันในที่เดียวกัน และพยายามอย่ามีพื้นที่เก็บของกระจายไปทั่วอีกการจัดการก็เหมือนการล้างพิษให้บ้าน ซึ่งมันส่งผลต่อร่างกายของคนที่อยู่อาศัยด้วย

หลายๆคนที่ผ่านการจัดบ้านครั้งใหญ่ มีอาการท้องเสีย จากนั้นก็ตัวเบาขึ้น ผิวพรรณและดวงตาดูสดใส เหมือนได้ขับพิษออก อันนี้เจ้ยังไม่เจอกับตัวสงสัยเพราะยังจัดบ้านไม่เสร็จ

เมื่อเราอยู่ท่ามกลางข้าวของที่เราชอบ และก็จะมีความสุขไปด้วยอัตโนมัติ

สงกรานต์นี้ถ้าไม่มีแพลนทำอะไร เจ้ว่าจะชวนจัดบ้านต่อกันนะ โอเคไหม

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

031 Moji’s story

031 Moji’s story เรื่องของโมจิโมจิ

หมาเพศเมียพันธุ์ปอมตัวเล็กของพี่พลอย เป็นหมาราชนิกูลที่มีพ่อเป็นหมาท่านเซอร์สายพันธุ์ประกวด เกิดและเติบโตที่เมืองหนาว โมจิมาอยู่กับพี่พลอยครั้งแรกตอนแกเรียนอยู่ออสเตรเลียเมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้ว

โมจิเป็นหมาตัวเล็ก พลังงานเยอะ ต้องออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะบ่อยๆ เดินวันละหลายกิโล และชอบกินแซลมอน เนื้อวัวติดกระดูก อาหารดีๆของคน โมจิชอบมาก และเป็นหมาหัวสูงไม่ยอมกินอาหารที่กลิ่นไม่ดี เลือกกินพอสมควร ทำให้ขนยาวสลวย และดูตัวพองใหญ่

โมจิมีเพื่อนเป็นหมาพันธุ์อื่นๆที่ตัวโตกว่ามากๆ ไม่กลัวที่จะไปเล่นกับเพื่อนหมาตัวใหญ่ๆ อาจเพราะมันไม่รู้ว่ามันตัวเล็กหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่แน่ใจ

พอพี่พลอยเรียนจบกลับมาไทย โมจิก็ย้ายถิ่นที่อยู่ตามมาด้วย จากที่เคยอยู่เมืองอากาศเย็นๆ พอเจออากาศไทยร้อนๆเข้าไป โมจิเลยต้องตัดขนสั้นเหลือตัวกะจิ๋วเดียว เจ้เจอโมจิครั้งแรกเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว โมจิยังดูสดใสและอเลิร์ตตามประสาหมาพันธุ์ปอม

พอมาอยู่ไทย โมจิกลายเป็นหมาที่นิสัยคล้ายแมว รักสงบ ไม่ชอบสุงสิงกับหมาตัวอื่น และไม่ค่อยชอบให้โดนตัวหรืออุ้ม

แต่ถ้าวันไหนคนในบ้านไม่สบาย หรือรู้สึกไม่ค่อยดี โมจิคงจับรังสีความเครียดได้ โมจิจะเป็นฝ่ายเดินมาคลอเคลียเลียมือ โอ๋ๆให้ถึงที่เอง

ที่สำคัญ โมจิเป็นหมาที่ฝึกมาให้รู้จักขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ทำให้ไม่ต้องปวดหัวคอยตามเช็ดทำความสะอาดตามจุดต่างๆในบ้าน ทำให้รู้ว่าควรต้องฝึกแต่เล็กๆ เพราะรอให้โตแล้วฝึก มันไม่ทันเสียแล้ว

เวลา 1 ปีที่ผ่านไปของหมานั้น โตเร็วกว่าอายุคนไปมาก พูดง่ายๆก็คือหมาแก่เร็วกว่าคนนั่นเองตั้งแต่ย้ายมาสมุทรปราการ ก็อยู่กับโมจิมาด้วยดีตลอด

กิจวัตรประจำวันของโมจิคือ มาส่งทุกคนไปทำงาน กินข้าว นอน ออกไปขับถ่ายบ้าง กลับมานอนเฝ้าบ้านและรอทุกคนกลับบ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจ

จนเมื่อปี 2019 โมจิเริ่มมีอาการซึมๆ กินข้าวก็ไม่ลง สายตาฝ้าฟาง ถ้าอยู่ไกลๆจะจำไม่ได้ หรือบางทีก็เหนื่อยง่าย ตัวสั่นงกๆ เริ่มเฉื่อยชา ทำตัวเหมือนหมาแก่ใกล้ตาย (พี่พลอยชอบบอกว่า โมจิอาจจะอยู่ได้ไม่นานเพราะ ก็อายุเยอะแล้ว)

โมจิเป็นแบบนี้อยู่พักใหญ่ จนคนในบ้านเริ่มทำใจเตรียมไว้บ้างแล้ว แต่พี่พลอยไม่ยอมแพ้ พาไปหาอาจารย์หมอ พบว่าโมจิเป็นโรคไต จึงต้องเปลี่ยนอาหารใหม่หมด งดขนมและผลไม้ เปลี่ยนเป็นอาหารเปียกสำหรับผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะ แต่ปัญหาเกิดอีกตรงที่โมจิไม่ยอมกินอาหารเอง เพราะกลิ่นมันไม่หอมอร่อยแบบอาหารปกติ

แรกๆจึงต้องเอาอาหารไปปั่น ใช้สลิงค์ฉีดยาป้อนเอา พี่พลอยต้องขับกลับบ้านมาเพื่อป้อนอาหารโมจิอยู่พักนึง แต่เนื่องจากไม่สะดวกเพราะที่ร้านบางวันก็ยุ่งมากปลีกตัวไม่ได้ เลยหาทางออกด้วยการจ้างคนที่อาบน้ำตัดขนให้มาป้อนข้าวโมจิที่บ้านทุกวัน โมจิคงไม่ชอบเท่าไหร่ แต่อยู่ในภาวะจำยอมแบบเสียมิได้

นับเป็นการปฏิวัติการดูแลโมจิทุกอย่างเพื่อยืดอายุให้อยู่นานที่สุด ตอนนี้ก็เข้าปี 2021 แล้ว โมจิยังอยู่ดี สุขภาพดูดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้านี้ มีแรงออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านทุกเย็น และยังสามารถวิ่งไล่ของเล่นได้อยู่

นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเลยทีเดียวจากการหักดิบดูแลสุขภาพในช่วงปีที่ผ่านมา ร่างกายคนเราก็เหมือนกัน

ถ้ามีสัญญาณไม่ดีเตือนมา ก็ต้องหันมาใส่ใจดูแลอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย ประณีประนอมไม่ได้ เสียเงินเสียทองก็ต้องยอม เพราะจะชอบหรือไม่ชอบวิธีการ แต่ถ้าทำแล้วดีต่อร่างกายก็ฝืนใจสักหน่อย จะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปนานๆ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

030 Practice makes perfect

030

Practice makes perfect ฝึกฝนเข้าไป เดี๋ยวก็มีพัฒนาการเอง

เป็นที่รู้กันว่าเจ้ไม่ค่อยได้เข้าครัว จับมีด จับเครื่องใช้ในครัวเท่าไหร่

วันก่อนไปงานทำบุญของญาติพี่พีท แกมีสวนมะยงชิดอยู่ เลยขนมาแจกจ่ายในงาน เจ้เห็นมีคนปอกมะยงชิดสวยมาก ใช้มีดเล็กคว้านเอาเม็ดออกได้ง่ายๆ

ก็ไม่รู้หรอกว่ามันง่ายหรือยากพอเสร็จงานก็ได้มะยงชิดกลับบ้านเอาไปฝากป๊าด้วย กะว่าจะไปปอกมะยงชิดสวยๆให้ป๊ากินบ้างถึงบ้านก็ตรงดิ่งไปหยิบอุปกรณ์ จาน มีด มีดคว้าน

ได้ที่แล้วก็เริ่มปอกเปลือกออกก่อน ยากแฮะ ไม่เหมือนปอกมะม่วงเลย มันกินเนื้อไปค่อนข้างเยอะ ไม่เป็นไร เอาใหม่ๆพอปอกไปปอกมา ก็เริ่มคล่องมือ ปอกเปลือกมะยงชิดได้สำเร็จละ

สเต็ปต่อมาก็คือคว้านเม็ดออก อันนี้แหละที่ยาก เริ่มจากการค่อยๆเอามีดคว้านเล็กเจาะไปที่ท้ายมะยงชิด และค่อยๆเลาะตามเม็ดเป็นวงกลม ก็ดูไม่น่าจะยากนี่นาแต่มันทั้งลื่น และเนื้อมะยงชิดก็ดูนุ่มนิ่มและบอบบาง ทำช้ำไปหลายลูก ใช้ไม่ได้ ก็แอบกินเองบ้าง อายผลงานตัวเอง

ทำไมแค่การปอกมะยงชิดมันถึงยากขนาดนี้ ไม่เห็นเหมือนที่ดูคนอื่นทำเลย แป๊บๆเสร็จ เค้าปอกกันหลายสิบลูกใส่เป็นจานๆไว้

ส่วนเจ้ ใช้เวลาชั่วโมงกว่าในการปอกมะยงชิด 6 ลูก ที่ QC ผ่านกินได้มีแค่ 2 ลูก

แต่ก็นับว่าเป็นสองลูกสุดท้ายหลังจากฝึกมานานเป็นชั่วโมง

พอได้เวลากินข้าวเย็นจึงหยุดการปอกมะยงชิดแต่เพียงเท่านี้แต่ก่อนจะเก็บของ หันมามองผลงานตัวเอง เมื่อพิจารณาแล้ว ก็พบว่า อันที่จริงมันก็ค่อยๆมีพัฒนาการอยู่เหมือนกันนะ (ดูในรูป)

จากอันแรกสุด ออกมาเละๆไม่เป็นชิ้น ต่อมาก็มาเป็นแว่นๆ ชิ้นใหญ่ขึ้นหน่อย และพออันที่เอาเม็ดออกได้แล้ว มันก็ออกมาเป็นลูกเสียที (เบี้ยวๆแบะๆ) และมันก็ค่อยๆพัฒนาเป็นลูกที่พอดูได้

แม้จะไม่สวยเท่าที่แม่ค้าปอกและแพ็คใส่กล่องขายก็เถอะนี่แค่เกือบสองชั่วโมง ยังเห็นพัฒนาการของผลงานได้ ก็แปลว่า เรื่องอะไรก็ตามที่เราไม่ถนัด แต่ถ้าลงมือทำ อยู่กับมัน ฝึกฝนไปเรื่อยๆ เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี ถ้าวินัยแข็งแรงพอ เราคงจะต้องเก่งในเรื่องนั้นมากขึ้นมากแน่ๆ

ก็ลองเอาไปปรับใช้กันดู ถ้าอยากลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ขอแค่เริ่ม และให้เวลาฝึกฝนมันหน่อย เราก็จะเห็นผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

029 ผิดแผนบ้างก็ได้ ชีวิตจะได้มีรสชาด

029 ผิดแผนบ้างก็ได้ ชีวิตจะได้มีรสชาด

ตอนวางแผนมาเที่ยวที่จังหวัดสตูล ก็คิดว่าจะมาเที่ยวเกาะ ดำน้ำ ดูปะการัง พายคายัคไปเกาะใกล้ๆที่พัก เดินเล่น Walking Street เน้นความชิลเป็นหลัก แค่นั้น

พอมาถึงวันที่ออกเรือไปดำน้ำวันแรก แม้ว่าการดำน้ำดูปะการังตามเกาะต่างๆจะเป็นไปได้ด้วยดี อากาศดี ฟ้าใสปรอดโปร่งตลอดวัน จนมาถึงโปรแกรมสุดท้าย เหตุการณ์พลิก ปรากฏว่าพลาดตัวไฮไลท์ของการดำน้ำ คือชมปะการังเจ็ดสีที่ร่องน้ำจาบังไปอย่างน่าเสียดาย เพราะว่าไปถึงที่แล้วแต่น้ำเชี่ยวมากๆ มองลงไปปลายังว่ายทวนน้ำ และคนเรือก็บอกว่าห้ามปล่อยเชือกเด็ดขาด ทำให้ไม่อิสระในการดูโลกใต้ท้องทะเลเอาเสียเลย ไม่นานคนเรือก็บอกว่าให้ขึ้นเรือเถอะ เพราะวันนี้คงไม่ได้เห็นปะการังเจ็ดสีแล้ว

ยอมรับแต่โดยดีขึ้นเรือกลับที่พักพร้อมความรู้สึกเหมือนเด็กสอบตก ทำข้อสอบไม่ได้พอกลับมาถึงที่พักด้วยใจห่อเหี่ยว พี่พีทก็เริ่มวางแผนใหม่ โทรคุยกับคนเรือว่าถ้ากลับไปร่องน้ำจาบังอีกรอบวันถัดไป ต้องไปกี่โมงถึงจะได้เห็นแน่ๆไม่ผิดหวังอีกสรุปว่านัดแนะกันใหม่เป็นช่วงบ่ายโมงเรือมารับที่ชายหาดหน้าที่พัก และไปเดินเขาที่ผาชะโดก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะๆในการไปสอบซ่อมที่ร่องน้ำจาบัง เรามีโอกาสเดียวแล้ว ถ้าไปผิดเวลา น้ำอาจจะขุ่น กระแสน้ำเชี่ยวแรง และอาจจะกินแห้วอีกก็เป็นได้

การไปเดินผาชะโด ซึ่งอยู่ข้างบนของเกาะอาดัง ตรงข้ามเกาะหลีเป๊ะนี่เอง เป็นการเดินป่าขึ้นที่สูงชันจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปจุดสูงสุดของเขา ซึ่งตอนแรกการเดินป่าไม่ได้อยู่ในแพลนเลย เสื้อผ้าอุปกรณ์เดินป่าก็ไม่พร้อม ก็เดินไปทั้งชุดดำน้ำนั่นแหละ แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี แม้ว่าทางขึ้นเขาจะทรหด แต่พอไปถึงจุดชมวิว 1,2,3 แล้วมันดีมากจริงๆ เดินมาเหนื่อยๆ ก็ลืมความรู้สึกเหนื่อยไปเลยเมื่อเห็นวิวเกาะหลีเป๊ะจากที่สูง

เมื่อเดินลงมาจากเขาก็ได้เวลาไปร่องน้ำจาบัง เวลาที่เหมาะมาก ผิดกับเมื่อวาน ได้ดูปะการังจุดนี้แล้วถือว่าสอบผ่านในการมาเที่ยวสตูล ปิดท้ายทริปด้วยการพายเรือคายัครอบเกาะกระ เกาะอุเซ็น ระหว่างรอพระอาทิตย์ตกดิน อันนี้ก็ไม่ได้อยู่ในแพลน แต่เป็นอีกหนึ่งความประทับใจของทริปเที่ยวทะเลในครั้งนี้

แม้ว่าจะเจออะไรที่ไม่เป็นไปตามแผน อย่าถอดใจ ลองมองหาทางอื่นดู ก็อาจจะทำให้สถานการณ์พลิกจากร้ายเป็นดี เปลี่ยนวันแย่ๆเป็นวันดีๆได้ อยู่ที่ตัวเราเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

028 กำไรชีวิต ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

028

กำไรชีวิต ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

วันนี้ยังคงเที่ยวอยู่ อาจเพราะเราใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมือง ที่เคยชินกับวิถีแห่งความเร่งรีบ อยู่แต่ในป่าคอนกรีต รายล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้างรอบตัว ที่นับวันจะหาพื้นที่สีเขียวได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่ออยู่ในสภาพนี้นานวันเข้าก็อาจจะทำให้เกิดภาวะ Burnout เบื่อหน่ายกับทุกสิ่งได้ง่ายๆ ทางแก้คือต้องแก้ที่ข้างใน ไปคุยกับตัวเอง อยู่เงียบๆคนเดียว หาเวลาสงบสติอารมณ์และปรนนิบัติตัวเอง พาตัวเองมาชาร์จแบตบ้าง

ดังนั้นการเที่ยวแค่วันสองวันเลยไม่ค่อยพอ ก็จะลากยาวหน่อยๆเอาให้เต็มอิ่ม

วันนี้ที่เจ้อยู่ทะเลที่ภาคใต้ก็คือตั้งใจพาตัวเองมาใกล้ชิดธรรมชาติ เพราะเวลาอยู่กับธรรมชาติเราจะรู้สึกตัวเล็กมากๆ เป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆในโลก ยังมีอะไรอีกมากที่เราไม่รู้ ไม่เคยไป ไม่เคยสัมผัสว่ามีอยู่จริง มันทำให้เราวางอัตตา อีโก้ ความทุกข์ ความกังวลต่างๆลงได้ชั่วเวลาหนึ่ง ทบทวนตัวเองก่อนกลับไปที่ๆเป็นของเรา

สำหรับรอบนี้ ไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เคยดูสารคดีผ่านๆ มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจเลยทีเดียว กลุ่มคนที่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะนี้เป็นชาวเลพเนจร ซึ่งในไทยมี 3 กลุ่มใหญ่ คือ ชาวมอแกน ชาวมอแกลน และชาวอูรักลาโว้ย แต่เป็นกลุ่มสุดท้ายคือ อูรักลาโว้ย ชาวเลที่มาตั้งถิ่นฐานที่หลีเป๊ะตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อน และวันนี้เผ่าพันธุ์ชาวเลดั้งเดิมของอูรักลาโว้ยก็ยังคงมีอยู่กว่า 800 ชีวิต ทำธุรกิจท้องถิ่น เช่น ประมง เดินเรือพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำ หรือเปิดร้านอาหาร ร้านขายของชำ ร้านนวด ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯก่อนจะมาเที่ยวก็มีดูรีวิวเกาะหลีเป๊ะตามยูทูปบ้าง

ทำให้รู้ว่าชาวบ้านท้องถิ่นที่นี่เค้ามีความอึดอัดหน่อยๆ ที่นายทุนกว้านซื้อที่ดินริมหาดไปเกือบหมด บ้างก็โดนไล่ที่ (บังคับย้ายออกเพราะจะซื้อที่ผืนใหญ่) ทำให้ลำบากในการหาทางออกมาทะเล จากเมื่อก่อนสามารถเดินมาทะเลง่ายๆ เดี๋ยวนี้ต้องเดินอ้อมไกลเพราะไปตรงไหนก็เป็นที่ส่วนบุคคลไปเสียหมด ตรงนี้คงต้องพึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องหาทางบาลานซ์เรื่องธุรกิจท่องเที่ยวโดยไม่รุกรานชาวบ้านท้องถิ่นให้ได้

โดยปกติที่ไม่ใช่ช่วง Covid-19 ชาวบ้านท้องถิ่นก็จะทำงานต้อนรับนักท่องเที่ยวหน้า High Season กันเต็มที่ 6 เดือน (พฤศจิกายน – เมษายน) ไม่มีวันหยุด แต่เมื่อเข้าสู่ ช่วง Low Season จริงๆแล้วคนท้องถิ่นเค้าก็อยากพักผ่อนบ้าง

ถ้าจะมาเที่ยวช่วง Low Season ชาวบ้านเขาก็บอกว่าจริงๆก็มาได้ แต่อาจเจอมรสุมและถ้าจะมาก็อยากให้มาเที่ยวแบบกลมกลืนไปกับชาวบ้าน เที่ยวแบบดูวิถีชีวิตคนท้องถิ่นมากกว่า เพราะคนท้องที่เขาจะพักกันไม่อยากต้องรับนักท่องเที่ยวตลอด 365 วันไม่มีช่วงหยุดพัก

แต่พอเกิดการระบาดของ Covid-19 นักท่องเที่ยวหายไปเกินครึ่ง ร้านรวงก็ปิดไปเยอะพอสมควร มาเดิน Walking Street ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่เคยพลุกพล่านที่สุดก็ยังโหลงเหลง บรรยากาศเหงาหงอยพอสมควร

คราวนี้ ชาวบ้านเค้าคงอยากให้เราไปเที่ยวกัน สะดวกตอนไหนก็มาเถอะ เพราะเค้าก็ต้องการอยู่รอด ถ้าได้มีโอกาสไปเที่ยว ไม่ว่าจะที่ไหน อยากให้อุดหนุนคนท้องที่กันบ้าง เค้าจะได้อยู่ได้ช่วยดูแลสถานที่สวยๆให้เป็นมรดกให้คนรุ่นหลังจากเรา

หลีเป๊ะวันนี้ ยังคงความสวยงามของหาดทรายขาว น้ำทะเลใสกิ๊ง มองไกลๆคือสีเทอควอยซ์ตามรูปโฆษณา ไฮไลท์การมาเที่ยวสตูลคือการได้ดำน้ำดูปะการัง ดูสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล บริเวณเกาะต่างๆ เช่น เกาะไม้ไผ่ เกาะหินงาม เกาะรอกลอย เกาะยาง ร่องน้ำจาบัง ฯลฯ การอยู่ใต้น้ำคือตัดขาดจากโลกภายนอก ทุกอย่างเงียบสงบ ต้องมาดำน้ำให้เห็นกับตาเอง

บรรยายยังไงก็ไม่สวยเท่ามาดูเอง แต่คอนเฟิมได้เลยว่าธรรมชาติบ้านเรายังน่าทึ่งมาก ไม่แปลกใจทำไมต่างชาติถึงบินข้ามโลกมาเที่ยวทะเลบ้านเราทั้งนี้ทั้งนั้น จะไปเที่ยวที่ไหนก็ดีทั้งนั้นแหละ มันคือของขวัญให้ตัวเอง

แต่เวลาไปเที่ยวก็ลองแบ่งเวลา จากที่เคยเที่ยวตามสถานที่ Man made (สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น) มาเที่ยวสถานที่ๆเกิดขึ้นโดยธรรมชาติดูบ้าง ความรู้สึกมันต่างกันนะ พาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆให้ต้นไม้ ท้องฟ้า ทะเล โอบกอดตัวเราบ้าง มันฟีลกู้ดมากๆเลยล่ะ

ถ้าคิดจะเที่ยวทะเล อย่าลืมนึกถึงสตูลบ้างนะ คิดว่าน่าจะติดใจแน่นอน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis