057 ชีวิตไม่ใช่เครื่องจักร ทำอะไรใหม่ๆดูบ้างก็ได้

057


ชีวิตไม่ใช่เครื่องจักร ทำอะไรใหม่ๆดูบ้างก็ได้


ดาไล ลามะ (Dalai Lama) เป็นตำแหน่งประมุข หรือหัวหน้าคณะสงฆ์นิกายมหายาน ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต ซึ่งคนทิเบตมีความเขื่อว่า ดาไล ลามะ เป็นอวตารร่างมนุษย์ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เมื่อตายไป ก็จะเกิดใหม่เป็น ดาไล ลามะ อยู่เรื่อยๆ สืบต่อกันมา


ดาไล ลามะ องค์ปัจจุบัน มีคำสอนมากมายที่สามารถสรุปออกมาเป็นประโยคเดียว ลองไปหาอ่านดูตามอินเตอร์เน็ตได้ แต่ละคำสอนนั้นบาดใจมนุษย์ปุถุชนอย่างเราเหลือเกิน อาจเพราะท่านเหมือนเป็นพระเจ้าที่หลุดพ้นทุกข์แล้ว จึงทิ้งความอ่อนโยน ความเมตตา ไว้ให้เพื่อนมนุษย์ได้ซึมซับและนำไปใช้ หลักๆของคำสอนที่ได้อ่านนั้น เรียบง่าย เข้าถึงได้ ใช้ได้จริง


และมีคำสอนอยู่อันหนึ่งที่น่าจะได้เห็นผ่านตาบ้าง เพราะถูกนำไปใช้เป็น Travelling Quote อยู่บ่อยๆ เจ้เองก็เคยซื้อกระเป๋ากระสอบที่สกรีนคำสอนนี้ไว้ด้วย โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าเป็นของดาไล ลามะ นั่นก็คือ “once a year go someplace you’ve never been before” หมายถึงว่า ให้ออกเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไปอย่างน้อยปีละครั้ง


มันสะกิดใจ มันโดน มันใช่เลย ฟังดูเหมือนเป็นข้ออ้างให้เที่ยวบ่อยๆได้


สำหรับเจ้ ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ต้องขอบคุณป๊าม้าที่พาไปเปิดโลกตั้งแต่เด็กๆ ที่เราได้ไปเที่ยวเมืองนอกกันทุกปีตอนช่วงปิดเทอม หรือช่วงเทศกาลที่หยุดยาว (ตุ่นคงจะเสียดาย เพราะเราได้ไปเที่ยวประเทศไกลๆกันตอนยังเป็นเด็กน้อย ทำให้จำอะไรไม่ได้เลย มีแต่ความทรงจำลางๆว่าเคยไปเท่านั้น)


การเที่ยวในตอนนั้น แม้จะไปกับทัวร์ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี ให้ไม่เมารถ เมาเรือ หรือป่วยบนเครื่องบิน กลายเป็นคนอึดเวลาได้เที่ยว ทนแดด ทนฝน เท่าที่จำความได้ ไม่เคยไม่สบายตอนเที่ยวเลยสักครั้ง ชอบที่ได้ไปที่ๆไม่เคยไป ได้เห็นวัฒนธรรมที่ต่างออกไป ได้ชาร์จแบต ดึงตัวเองออกจากเรื่องเรียน (ในตอนนั้น)


และถึงตอนนี้ เจ้ก็ยังเสพติดการเที่ยวอยู่ ตั้งแต่ทำงานหาเงินเองได้ เจ้ก็เที่ยวที่ใหม่ๆ ตลอด จริงอยู่ว่าการเก็บเงินเพื่อสร้างตัวนั้นสำคัญ แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเราให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกนี้ ก็สำคัญไม่แพ้กัน


เพราะเราคงไม่อยากจะ ตื่นมา ทำงาน กิน นอน ออกกำลังกายนิดหน่อย สังสรรค์พอเป็นพิธีไม่ให้โดดเดี่ยว วนเวียนแบบนี้ และก็ตายจากโลกนี้ไป มันยังมีสถานที่ให้อีกเยอะให้ไปหา มีกิจกรรมอีกมากมายที่รอให้เราได้ลอง


ก็อยู่ที่ว่าเราแบ่งสรรปันส่วนเวลา และทรัพยากรของเรายังไงให้ลงตัว


สิ่งที่เจ้อยากบอกก็คือ ถ้าเราทำตัวให้เหมือนเครื่องจักร ที่ทำอะไรเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ ทุกวันซ้ำๆกัน ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย เราก็จะรู้สึกว่าไม่มีชีวิต เหมือนเป็นเครื่องจักรนั่นแหละ


ดังนั้นแล้ว นอกจากคำแนะนำของดาไล ลามะ ที่บอกไว้ข้างบน เจ้อยากจะเพิ่มอีกอันเข้าไปด้วยคือ “once a year do something you’ve never done before” ให้ลองทำสิ่งใหม่ๆ อะไรก็ได้ที่ไม่เคยทำ อย่างน้อยปีละครั้ง


และปีนี้ สิ่งใหม่ที่เจ้ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตและอยู่ใน Bucket List ด้วย ได้ถูกขีดฆ่าออกไปแล้ว นั่นก็คือ ไปอยู่บนฟ้า มองดูวิวข้างล่าง แบบใกล้ชิด ลมตีหน้าเลย (ไม่ใช่แค่มองผ่านจากหน้าต่างเครื่องบิน)


ใช่แล้ว เจ้ไปเล่นพารามอเตอร์มา ความรู้สึกคงเหมือนโนบิตะเวลาติดคอปเตอร์ไม้ไผ่ละมั้ง ถ้ามีโอกาสก็ไปลองดูนะ น่าจะติดใจกัน


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

056 กำลังใจ

056


กำลังใจ


เคยอ่านเจอจากเรื่องนี้ จากที่ไหนก็จำไม่ได้ เรื่องราวมีอยู่ประมาณว่า โรงเรียนต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง เลยแบ่งกลุ่มนักเรียนออกมา 20 คน โดยการสุ่มจากนักเรียนทั้งชั้นเรียนเอา


แต่ทางโรงเรียนบอกว่า เด็กกลุ่มนี้ คือกลุ่มที่คัดแล้วว่ามี IQ สูง และในปีหน้าจะให้เด็กกลุ่มนี้เข้าโปรแกรมพัฒนาเพื่อส่งเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันในวิชาต่างๆ นำชื่อเสียงกลับมาให้โรงเรียน
เด็กทั้ง 20 คนนี้ดีใจมากที่ตัวเองได้รับคัดเลือกว่าเป็นกลุ่มพิเศษ จึงตั้งหน้าตั้งตา เรียนหนังสืออย่างตั้งใจ มีเป้าหมาย ว่าจะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นตัวแทนไปแข่งและจะนำชื่อเสียงมาให้โรงเรียนให้ได้ พวกเขามีความเชื่อแบบนั้น ว่าได้รับมอบหมายแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด


และดูเหมือนว่าพวกเขาก็เชื่อมั่นในตัวเองด้วย เพราะได้รับกำลังใจจากโรงเรียนว่าตัวเองเป็นคนมี IQ ที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย จึงตั้งใจอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด มุ่งมั่นเต็มที่ไม่ให้เสียชื่อที่ได้รับคัดเลือก พอจบเทอมนั้น คะแนนสอบของเด็กกลุ่มนี้สูงขึ้นกว่าเดิมทุกคน บางคนได้คะแนนเกือบเต็ม ลดหลั่นกันมา แต่โดยรวมถือว่าดีกว่าค่าเฉลี่ยทั้งสิ้น


โรงเรียนจึงมาเฉลยภายหลังว่า แท้จริงแล้ว หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็กกลุ่มนี้ ไม่ได้คัดจาก IQ หรือใช้ Criteria อะไรที่ซับซ้อนเลย เป็นเพียงการสุ่มเลือกเท่านั้น


เด็กทั้ง 20 คน ไม่ได้ผิดหวังเท่าไหร่ เพราะบางคนก็เป็นเด็กที่คะแนน IQ สูงจริงๆ แต่บางคนที่ไม่ได้คะแนนสูงแต่แรก ก็ไม่ได้เสียใจ พวกเขารู้แล้วว่า ถ้าตัวเองมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเจ๋ง คนเก่ง แล้วเลือกลงมือทำเอง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเอง ผลการเรียนก็ดีขึ้นได้จริงๆ


แต่เรื่องนี้ก็สอนให้เด็กๆรู้ว่า ถ้าเรามีกำลังใจ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เหมือนที่คนอื่นเชื่อมั่นเรา เราไว้ใจตัวเองเหมือนที่คนอื่นวางใจเรา เราก็จะพาตัวเองไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมได้


เมื่อสองปีก่อน ที่หินนำโชคเริ่มเป็นกระแส ผู้คนหันมาใส่สร้อยหินมงคลเหล่านี้ตามความเชื่อ เจ้เองไม่ได้ใส่ เพราะเป็นคนไม่ชอบใส่เครื่องประดับที่มือนอกจากนาฬิกา แต่พี่มด พี่ที่สนิทกันในที่ทำงาน มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องหินมงคล พี่มดรู้จักกับพี่ที่เป็นปฏิบัติธรรม และศึกษาเรื่องพลังงานของหินอยู่แล้ว เลยให้พี่เค้าทำสร้อยหิน โดยเลือกหินให้เข้ากับตัวพี่มดเองแกก็ได้มาบูชา เชื่อมั่นในพลังของหินสนิทใจ


พี่มดใส่ติดตัวได้สักพัก เป็นจังหวะที่พี่เค้าได้งานใหม่พอดี เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีอีกก้าวของชีวิต พี่เค้าก็มีความเชื่อว่าเป็นเพราะหินมงคลด้วยส่วนหนึ่งที่นำพาตัวเค้าไปสู่สิ่งดีๆ
จนถึงทุกวันนี้ เจ้ก็เห็นพี่มดพบเจอแต่เรื่องดี (ไม่นับปัญหาเรื่องงานจุกจิกที่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เงินเดือน) เจอกันทีไร พี่เค้าก็มีความสุขดีตามอัตภาพ


ก่อนที่พี่มดจะย้ายไปที่ทำงานใหม่ เจ้เห็นว่าตอนนั้น โต้เพิ่งเปิดบริษัททำของพรีเมียมได้ไม่นานมาก และก็ยังดูไม่ออกว่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า วันดีคืนดีหมุนเงินไม่ทัน ก็โทรมายืม แต่เจ้ก็ยินดีช่วยเต็มที่


ช่วงแรกๆก็จะยืมบ่อยหน่อย ก็คิดๆบ้างว่าน้องจะไหวมั้ยนะ ก็เลยอยากหาอะไรให้เป็นกำลังใจ ให้โต้อุ่นใจว่ามีตัวช่วยให้เรื่องราวต่างๆผ่านไปได้ด้วยดี จึงขอให้พี่มดช่วยเอาวันเดือนปีเกิดของโต้ เพื่อเลือกหินมงคลให้เข้ากับหน้าที่การงานค้าขายธุรกิจที่ทำ และได้ออกมาเป็นสร้อยปี่เซียะเส้นนี้ บูชาไปครึ่งหมื่น ไม่เสียดายเลยนะ เพราะเชื่อว่าถ้ามีตัวช่วย ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วทำให้เรามีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ก็คงจะดีกว่าไม่มีอะไรเลย


ตามตรงเลย เจ้ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าที่ธุรกิจโต้ เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ได้ เป็นเพราะความเชื่อมั่นที่ได้มอบไว้ให้อุ่นใจนี้หรือเปล่า แต่ก็เห็นโต้ใส่ติดตัวทุกวันทำงาน และก็ดีใจที่แม้เอ็นจะยืด ขาด โต้ก็เก็บกลับมาให้เอาไปร้อยใหม่ทุกครั้ง แปลว่าโต้มีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจจะต้องไปได้ดี
และก็เป็นเช่นนั้น โต้สามารถพาบริษัทให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิดโดยไม่ลดคน ลดเงินเดือนพนักงาน ก็ถือว่าเอาตัวรอดได้ดี


ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว การที่บริษัทโต้ยังคงยืดหยัดอยู่ถึงทุกวันนี้จะเป็นเพราะมีทีมงานดี มีคอนเนกชั่นดี ได้พาร์ทเนอร์โรงงานดี ได้เจอลูกค้าดี หรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่โต้มีกำลังใจ มีความมั่นใจในตัวเองว่าจะรอด ก็เลยรอดจริงๆ เก่งมากนะ ภูมิใจในตัวน้องมาก


ดังนั้นแล้ว ขอให้มีกำลังใจ จะมาในรูปแบบไหนก็ได้ จะเป็นวัตถุ สิ่งของ องค์พระ คำอวยพร หรือความเชื่อมั่นจากใครบางคน ฯลฯ

ตราบใดที่่มันเป็นกำลังใจที่สร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองว่าทำได้ มันก็จะอยู่ช่วยเราไปตลอดทางเอง


ปล. พักหลังนี้ เอ็งไม่ได้โทรมาขอยืมเงินไปหมุนแล้ว เพราะเครดิตเริ่มดีจนขอ OD จากแบงค์ได้แล้ว เจ้คิดว่าบริษัทเอ็งคงไปได้ด้วยดี ก็เลยหายห่วง ยินดีด้วยนะไอน้อง

โควิดรอบสามนี้ก็ต้องผ่านไปให้ได้นะ สู้ๆ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

055 ความขี้เกียจ อาจเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์

055


ความขี้เกียจ อาจเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์


ปกติถ้าเราจะกินมะม่วงสุก ตามหลักปฏิบัติทั่วไปแล้ว ก็จะต้องเอามะม่วงไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาปอกเปลือกก่อน แล้วค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ กิน นั่นคือวิถีที่สืบทอดต่อๆกันมา


แต่ป๊าเราผู้มีความคิดสร้างสรรค์ อันเกิดจากความขี้เกียจเป็นเลิศ ถ้าวันไหนพี่โสไม่อยู่บ้านพอดี ไม่มีคนปอกมะม่วงให้ จะปอกเองก็กลัวเละ ช้ำ หรือปอกเปลือกติดเนื้ออกไปเยอะ แต่เกิดอยากจะกินมะม่วงมาก ก็ไม่ใช่ปัญหา เฮียแกพลิกแพลงวิธีกินได้อย่างน่าทึ่ง


หั่นมะม่วงออกครึ่งหนึ่ง มันจะติดเม็ด ก็ค่อยๆเอามีดแซะจนเอาเม็ดออกได้ จากนั้นก็เอาช้อนตักเนื้อกินสบายใจเฉิบ เปิดโลกการกินมะม่วงแบบใหม่มากๆ ซึ่งมันอาจจะดูแปลกๆหน่อย แต่สุดท้ายก็ได้ลิ้มรสเนื้อมะม่วงหวานๆเหมือนกันอยู่ดี นับว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ดีทีเดียว



ถ้ายังจำกันได้ ช่วงปี 2554 น้ำท่วมกรุงเทพ บ้านเราก็น้ำท่วมเช่นกัน หน้าบ้านระดับน้ำสูงราว 40-50 เซ็นติเมตร ประมาณเกือบถึงเข่า ก็ถือว่าท่วมหนักเอาเรื่อง ถึงขนาดว่าคนในซอยต้องใช้เรือในการสัญจร เข้าออกซอย และหนักถึงขนาดได้รับถุงยังชีพจากหน่วยงานต่างๆ


แต่โชคดีว่าตัวบ้านเราเทพื้นยกสูงอยู่แล้ว น้ำเลยไม่เข้าตัวบ้าน เราก็เอากระสอบทรายวางหน้าประตูบ้าน กันไม่ให้น้ำเข้าบ้านอย่างเดียว และก็ใช้ชีวิตในบ้านได้ตามปกติ


แต่ป๊าก็หวั่นๆว่า ระดับน้ำอาจสูงขึ้นอีกจนเลยช่วงล่างของรถที่จอดอยู่ ซึ่งอาจทำให้รถพังได้ แต่ด้วยความขี้เกียจย้ายรถไปที่อื่น เพราะจอดอยู่หลายคัน กลัวรถหาย โดนมือดีขีดข่วนด้วย เลยคิดหาวิธีจะทำยังไงให้รถรอดจากวิกฤติน้ำท่วมนี้


สำหรับบ้านอื่นๆที่โดนน้ำท่วม ก็จะเอารถไปจอดที่อื่น เช่น จอดตามสะพาน จอดในที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า ฝากรถไว้บ้านเพื่อนหรือคนรู้จักที่ไม่โดนน้ำท่วม หรือ ขับไปจอดไว้ที่ต่างจังหวัด ฯลฯ สุดแล้วแต่ใครสะดวกแบบไหน บางคนจนหนทางก็ต้องปล่อยให้รถโดนน้ำท่วมไปแล้วค่อยซ่อมกันทีหลัง


แต่ป๊าเรา คิดต่าง นอกจากจะขี้เกียจย้ายรถแล้ว ก็ไม่อยากให้รถอยู่ไกลตัว แถมขี้เกียจจะซ่อมรถอีกถ้าโดนน้ำท่วมถึงช่วงล่างเครื่องยนต์ เลย Apply วิชาชีพที่คลุกคลีกับอะไหล่รถยนต์ เอาตะเข้ยกรถให้ลอยขึ้นและสอดชิ้นส่วนอะไหล่สักอย่างที่มีในโรงงานอยู่แล้ว ใต้ล้อรถ เพื่อให้รถอยู่สูงขึ้นจากพื้นได้อีกราวๆ 20 เซ็นติเมตร ทำให้รถเราทุกคันไม่โดนน้ำท่วม นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และเวิร์คมาก


มีคนเคยกล่าวไว้ว่า คนขี้เกียจแต่ฉลาด มีแนวโน้มจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เพราะเค้าไม่ชอบอะไรซับซ้อน ไม่ชอบเสียเวลา ดังนั้น ก็จะเป็นคนที่พยายามค้นหาทางลัด ทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ทำให้มักจะเกิด innovation หรือไอเดียใหม่ๆอยู่เสมอ


ว่ากันว่ามนุษย์แทบทุกคนจะมีความขี้เกียจซ่อนอยู่ในตัว ก็ต้องเลือกเอาว่า จะเป็นคนขี้เกียจแบบไม่เอาไหน หรือ ขี้เกียจแบบสมาร์ท


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

054 กล้า ในเวลาที่คนอื่นกลัว

054


กล้า ในเวลาที่คนอื่นกลัว


อาจใช้ไม่ได้กับทุกเรื่อง ต้องดูสถานการณ์ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ควบคู่กันไปด้วย
แต่สำหรับทริปสงการนต์กับครอบครัวที่ผ่านมา เราเลือกฝังตัวในบ้านพักพูลวิลล่า ณ เขาเต่า กะว่าจะไม่ออกไปข้างนอกเลยก็จริง ยิ่งมีข่าวว่าหัวหินมีคนติดเชื้อโควิดเยอะมาก ทำให้กังวลว่าเราอยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงหรือเปล่า


แต่เมื่อคิดๆดูแล้ว ทีมเด็กๆก็ได้มีการตกลงกันว่า อยากจะไปวนอุทยานปราณบุรี เพราอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ซึ่งสถานที่ ที่เราจะไป ไม่ใช่แหล่งนักท่องเที่ยวแออัดขนาดนั้น และถ้าเลือกไปเวลาเช้า ก็คงไม่ค่อยเจอคนเยอะเท่าไหร่ น่าจะปลอดภัย

ก็ได้นัดแนะกันอย่างดีว่า 6 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นเจอกัน


พวกเราก็ทำตามแผนที่วางไว้ เลทจากเวลานัดไปสักหน่อย แต่ก็พากันไปอยู่วนอุทยานปราณบุรีตอนเช้าได้สำเร็จ เดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติ และดูระบบนิเวศของป่าชายเลนอย่างใกล้ชิด ได้เห็นภาพป่าโกงกางที่แปลกตา ดูวิถีชีวิตสัตว์ในป่าชายเลย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปูต่างๆ ดูพืชพรรณธรรมชาติ ซึ่งมีให้ศึกษาตามป้ายข้างทาง


เราได้เห็นปูใช้ก้าม ฉีกใบไม้ แล้วเอาเข้าปาก เป็นครั้งแรก ไม่เคยรู้เลยว่าปูกินอาหารยังไง ได้ชมวิวคลองใหญ่ๆที่พาดผ่านป่าชายเลนแบบริมตลิ่ง ได้ขึ้นหอเพื่อดูวิวป่าจากที่สูง เป็นวิวยอดฮิต ที่ถ้ามาช่วงเวลาปกติ จินตนาการได้เลยว่า คงเต็มไปด้วยผู้คน รีบเดินอย่างรีบเร่ง เพราะข้างหลังกดดันมา และต่อคิวจะถ่ายรูป คงลดทอนความสุขในการมาเที่ยวธรรมชาติไปพอสมควร


แต่วันนี้ที่เรามา เป็นช่วงที่มีข่าวว่าโควิดระบาดในหัวหิน แต่เราพิจารณาดูแล้ว ว่าสถานที่นี้ไม่ใกล้จุดที่เป็นแหล่งระบาด แถมเป็นทางเที่ยวธรรมชาติกลางแจ้ง แดดร้อนๆ ถ้ามีคนเดิน ทิ้งระยะห่างกัน ใส่หน้ากากไว้ ก็น่าจะปลอดภัย แต่ปรากฏว่าไม่มีคนอื่นเลย เราได้สูดอากาศดีๆได้เต็มปอด เดินชมอย่างสบายใจ ไม่รีบร้อน ที่สำคัญไม่ต้องใส่หน้ากากเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้ เป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ


เป็นการใช้กลยุทธ์ กล้า ในเวลาที่คนอื่นกลัว ได้ยอดเยี่ยมมากๆ ทำให้ทริปฝังตัวแต่ในบ้านพักของเราไม่น่าเบื่อ มีเรื่องให้ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจระหว่างทาง



เช่นเดียวกันกับ เซียนหุ้นชอบบอกไว้ว่าให้กล้า ในเวลาที่คนอื่นกลัว มันหมายถึง เวลาที่หุ้นตกหนักๆ แต่เราศึกษามาดีแล้วว่าหุ้นที่เราเล็งอยู่นั้นเป็นหุ้นที่ดี ราคาไม่แพง และราคาหุ้นลงหนัก ไม่ใช่เพราะพื้นฐานเปลี่ยน แต่เป็นเพราะปัจจัยภายนอก (External Factor) เช่น โควิดระบาดหนัก หรือมีม๊อบการเมือง หรือข่าวไม่ดีต่างๆ ซึ่งข่าวร้ายเหล่านี้ไม่ช้าก็จะจางหายไป และราคาหุ้นก็จะดีดกลับ

ถ้าเรากล้าซื้อหุ้นในช่วงเวลาที่คนอื่นมีแต่เทขายเพราะต้องการหยุดการขาดทุน (Cut Loss) และอดทนถือไว้ เราจะได้กำไรจากหุ้นตัวนั้นเมื่อวันที่ตลาดหุ้นกลับสู่สภาวะปกติ


ตัวอย่างเด่นๆ มีให้เห็นเลยคือ ช่วง เดือนมีนาคม 2020 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นมีการทำ circuit breaker พักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว เพราะว่าตลาดหุ้นลงหนักเกิน 10% หรือติดลบ 100+ จุด จากการที่ สหรัฐอเมริกาประกาศห้ามการเดินทางไป และกลับจากยุโรปทั้งหมด ยกเว้น สหราชอาณาจักร ประกอบกับในไทยเริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นจากคนที่ไปต่างประเทศแล้วบินกลับเข้ามาในไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยถูกแรงเทขาย หุ้นแทบทุกตัวบนกระดานเป็นสีแดงทั้งหมด

ในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว มีการใช้ circuit breaker ถึง 3 ครั้งในรอบ 1 เดือน ดัชนีปรับตัวลงจาก 1600 จุด ลงไปแตะ 900 กว่าจุด ถ้าตอนนั้นเลือกซื้อหุ้นดีๆเก็บไว้ ปิดจอ รอจนมีการคลายล็อคดาวน์ สถานการณ์ดีขึ้น เชื่อมั่นว่ายังไงก็บวกขึ้นอย่างแน่นอน


เจ้เองไม่ได้ซื้อหุ้นเก็บไว้ช่วงที่ตลาดตกลงสุดขีด เพราะอ่านข่าวเยอะ ฟังข่าวเยอะ และมีความกลัวครอบงำอยู่ว่า ถ้ามันยังไม่ใช่จุดต่ำสุด แล้วเราเข้าซื้อ ก็เหมือนเอามือไปรับมีดที่ทิ่มแทงลงมา เลยรออีกสักพักหนึ่งแล้วค่อยเข้าซื้อช่วงเดือนพฤษภา ซึ่งสถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว และยังคงถืออยู่จนทุกวันนี้ ผลคือตอนนี้หุ้นในพอร์ตเป็นสีเขียว แปลว่า กำไรทุกตัว


ซึ่งการลงทุนในหุ้น อย่ายึดติดว่าต้องซื้อจุดที่ถูกที่สุด แล้วมาขายจุดที่สูงที่สุด ไม่มีใครทำได้แม้ใช้ Ai เข้าช่วย มันอยุ่ที่ความพอใจในราคาซื้อขาย ณ ขณะนั้น


ถ้าอยากได้หุ้นดีในราคาถูก ให้ลองกล้าในเวลาที่อื่นกลัวดูถ้าอยากเที่ยวแบบสบายๆ ไม่เจอคนเยอะ ก็เลือกเที่ยวตอนที่คนอื่นกักตัวอยู่บ้าน (แต่ก็ต้องมั่นใจด้วยนะ ว่าสถานที่ๆจะไป ไม่มีความเสี่ยงให้เราเอาเชื้อกลับมาฝากคนในครอบครัว)


ลองปรับใช้ดูตามสถานการณ์ก็แล้วกันเนอะ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

053 เข้าไม่ถึง หรือ ไม่ได้เข้าหา

053


เข้าไม่ถึง หรือ ไม่ได้เข้าหา


เราเพิ่งไปเที่ยวกับญาติๆกันมา ที่เขาเต่า ประจวบคีรีขันธ์ แม้รอบนี้จะไม่ได้นอนรีสอร์ตหรือโรงแรมเพราะไม่ต้องการเจอคนอื่น และไม่ได้มาครบทุกบ้าน เนื่องจากโควิดกำลังระบาดหนัก แต่ก็ถือว่าเป็นทริปที่น่าประทับใจอยู่


เราเลือกบ้านพักแบบพูลวิลล่า สองหลังในรั้วเดียวกัน เชื่อมด้วยสระว่ายน้ำขนาดยาว มีพื้นที่ให้ทำครัว นั่งเล่น มากมายเหมาะแก่การรวมญาติ เพื่อพักผ่อนแบบส่วนตัว โดยไม่ต้องเสี่ยงไปเจอกับคนหมู่มาก


ถ้าไม่นับความเหนื่อยล้าจากการเตรียมอาหารทุกมื้อในที่พัก ถือว่าการมาเที่ยวแบบมีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวก็สนุกสนานเอาการ


ทริปนี้ ถือว่าพิเศษอยู่หน่อยๆ เพราะว่า มีเฮียเบลซึ่งเป็นลูกชายคนโตของบ้านโซ้ยโกวมาร่วมแจมด้วย เป็นที่รู้กันว่าเฮียเบลจะค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยได้มาร่วมกิจกรรมครอบครัวเท่าไหร่ ตามสไตล์หนุ่มไอที ที่จะมีโลกส่วนตัวสูง เราก็รับรู้กัน และไม่ได้แปลกใจอะไรถ้าวันไหนกินข้าวรวมญาติแล้วเฮียเบลจะไม่ได้มาด้วย


แต่ทริปนี้เหมือนเปิดโลกให้เราได้เห็นอีกด้านของคนที่เป็น Introvert ที่ชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร ทำให้เราประหลาดใจมาก เพราะเฮียเบลขนบอร์ดเกมมาให้น้องๆเล่น สอนน้องๆเล่นเกมอย่างใจเย็น อธิบายกติกา รายละเอียดของแต่ละเกมได้อย่างน่าทึ่ง ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และยังสงสัยอยู่ว่าเฮียเบลจำทั้งหมดได้ยังไง


การได้เล่นบอร์ดเกมกับเฮียเบล ทำให้เราได้รู้จักเฮียเบลดีขึ้นกว่าเดิม ว่าจริงๆแล้ว เฮียก็ไม่ได้เป็นคนเก็บตัวขนาดนั้น แถมยังเป็นคนมีของ เป็นคนเก่งชนิดหาตัวจับได้ยาก พอคุยเรื่องงานของเฮียแล้ว รู้เลยว่าไม่ธรรมดา เป็นญาติกันมาตั้งนาน แต่ที่ผ่านมา เราไม่ได้เข้าหา หรือพยายามเข้าถึงโลกของเฮียเลย


พอวันนี้ที่ทุกคนได้เล่นบอร์ดเกมของเฮียเบล เอนจอยไปกับมันอยู่หลายชั่วโมง ทำให้รู้ว่า ถ้าเจอคนเงียบๆที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา ลองค้นหาดูว่าจะมีอะไรเป็นตัวเชื่อมให้เราเข้าถึงคนๆนั้นได้บ้าง จะได้รู้จักกันลงลึกมากขึ้น และอาจจะประหลาดใจกับความสามารถของเขาที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

ของแบบนี้ ต้องพูดคุยกันต่อหน้าด้วยนะ เพราะบางคนเค้าก็ไม่ลงโซเชียลให้โลกรู้ตลอดเวลา

ภูมิใจเนอะ ที่มีญาติเก่งๆทั้งนั้นเลย เราก็ดูพวกเค้าเป็นแบบอย่าง และลองหาดูว่าเราถนัดอะไรบ้าง จะได้พัฒนาต่อยอดไปได้อีก เหมือนเจ้ๆ เฮียๆเค้า

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

052 อะไรที่เราเองก็ไม่ชอบ จงระวังไม่ทำแบบเดียวกันกับคนอื่น

052

อะไรที่เราเองก็ไม่ชอบ จงระวังไม่ทำแบบเดียวกันกับคนอื่น


มายา แองเจลู (Maya Angelou) นักเขียนชาวอเมริกัน บอกไว้ว่า ผู้คนจะลืมสิ่งที่คุณพูด สิ่งที่คุณทำ แต่จะไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณทำให้พวกเขารู้สึก (People will forget what you said, People will forget what you did, but people will never forget how you made them feel)


เจ้พยายามระมัดระวังพฤติกรรมตัวเองกับคนที่ทำงานเสมอ เพราะว่าเจ้เคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีที่ได้เจอกับตัวเองแม้ว่าคนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้นึกถึงด้วยซ้ำว่าทำให้เด็กคนนึงเหวอไปเลย


เรื่องมีอยู่ว่า เจ้จะไหว้คนที่อาวุโสทุกคนอยู่แล้วในที่ทำงาน เพราะว่าเป็นเรื่องปกติที่โรงเรียนเราสอนกันมา ให้ไหว้ผู้ใหญ่ อยู่ที่ไหนเจอใครอายุมากกว่า ถ้าเป็นการเจอกันครั้งแรกของวันก็จะยกมือไหว้ สวัสดี ถ้าระหว่างวันเดินสวนกันก็จะโค้งหัว ยิ้มให้อีกรอบ


แต่จะมีพี่อยู่คนหนึ่ง ที่ไม่เคยจะรับไหว้ หรือสวัสดีกลับ หรือยิ้มให้เลย เดินสวนกันไปเหมือนเค้าไม่เห็นเราอยู่ตรงนั้น แต่มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง จะไม่เห็นคงไม่ใช่ละ


จนอดคิดไม่ได้ว่า พี่เขาเกลียดเราเหรอ ไปนั่งคิดนอนคิดว่าไปทำอะไรให้แกไม่พอใจตอนไหนรึเปล่า แล้วเรายังควรยกมือไหว้สวัสดีเค้าอยู่รึเปล่านะถ้าเดินสวนกัน ยังไงเค้าก็ทำเหมือนเราเป็นธาตุอากาศอยู่แล้วนี่


แต่ก็มา Find out ภายหลังว่าจากลูกน้องของพี่เค้าว่า เค้าเป็นคนแบบนั้นแหละ ไม่สนใจใคร แต่จริงๆไม่มีอะไร ก็เลยถึงบางอ้อ เลิกคิดมาก และก็ไหว้สวัสดีแกทุกครั้งที่เจอกันต่อไปเหมือนเดิม
หรืออีกเคสหนึ่ง เป็นพี่ระดับผู้บริหาร ที่ดูเย็นชาคล้ายๆกับพี่คนก่อนที่เล่าให้ฟัง เวลาจะเข้าไปเอาเอกสารให้เซ็น หรือขอความเห็นจากแก พอเคาะประตูห้อง (ห้องผู้บริหารในออฟฟิศ เป็นห้องกระจก เปิดประตูไว้) ไปตามมารยาทที่โรงเรียนเราสอนมา เราก็ต้องรอให้เจ้าของห้องหันมาพยักหน้า หรือส่งสัญญาณเชิญเราเข้าห้องก่อน ถึงจะเข้าไป

แต่กับพี่คนนี้ เจ้ต้องแหกกฎมารยาทที่ดีไป เพราะพี่เค้าเล่นไม่มอง ไม่สบตา ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่เห็นว่ามีคนยืนอยู่หน้าห้อง จนเจ้ถอดใจ ไม่คุยก็ได้ ก็แค่เอาเอกสารไปวางบนโต๊ะ และก็ออกมาด้วยความมึนงง ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงได้เย็นชากับคนรอบข้างได้ขนาดนี้


หรือเค้าเห็นว่าเราไม่ใช่คนระดับเดียวกับเค้าที่จะเสวนาด้วย หรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ ตอนหลังเจ้เลยให้นายไปคุยแทนตลอด เพราะไม่ชอบที่ต้องเจอพฤติกรรมน้ำแข็งแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่า ต้อยต่ำซะจนเค้าไม่อยากจะเสวนาพาทีด้วย


และก็เช่นกัน หลายคนนินทาพี่คนนี้ ด้วยสถานการณ์เดียวกันกับเจ้เจอมา ก็เลยคิดว่าพี่เค้าไม่ได้มีปัญหากับเราหรอก เค้าแค่เป็นคนแบบนั้นเอง


เมื่อเวลาผ่านไป เจ้ตระหนักได้ว่า แต่ละคนคงก็มีเหตุผลของเค้า ไม่อาจทราบได้ แต่ถ้าสิ่งที่เค้าทำกับเราแล้วเราไม่ชอบ เรายิ่งต้องระวังอย่าทำแบบนั้นกับคนอื่น ยิ่งโดยเฉพาะกับน้องน้อย ที่ประสบการณ์บินไม่สูงมาก น้องๆเหล่านี้มักจะเจอพลังงานลบอยู่รอบตัวอยู่แล้ว อย่าทำให้เค้าต้องรู้สึกด้อยค่า ต้อยต่ำ ต้องระวังเรื่องนี้มากๆ


ทุกวันนี้ เจ้พยายามมากที่จะไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ (Below the line) ออกไปกับลูกน้อง แม้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่นี่ถือเป็นเสือดาวตัวใหญ่ที่เจ้เจอมาก่อน และเจ้ก็ไม่อยากส่อต่อความรู้สึกแย่ๆนี้ให้ลูกน้องต้องรับมรดกไป


ถ้ามีโอกาสได้เจอลูกน้องเจ้ และได้คุยกัน จะรู้ว่าเจ้ใจดี ใจเย็น ไม่มีขึ้นเสียง ไม่มีใช้สายตาเย็นชา ดุดันอะไรเลย ซึ่งต้องบอกว่ากับน้องๆทั้งสองของเจ้ ยังไม่ได้ระวังขนาดนี้

อาจเป็นเพราะเจ้รู้ว่าเราเป็นพี่น้องกัน ผิดใจนิดๆหน่อยๆก็อภัยให้กันได้ง่าย ความเป็นพี่เป็นน้องมันตัดกันไม่ขาด


แต่กับคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำงาน ที่เป็นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า และไม่รู้ว่าใครจะออกไปสู่โลกกว้างที่อื่นเมื่อไหร่ ตอนที่ยังอยู่ด้วยกัน เจ้จึงต้องระวังพฤติกรรมตัวเองไม่ให้ไปเป็นมีดปักอกของใครเขา


น้องๆก็เช่นกัน ตอนที่ยังไม่ได้ไต่เต้าจนโต เจอพลังงานลบอะไรมา อย่าไปใส่ใจ ถามหาเหตุผล แค่รับรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ดี และต่อไปอย่าทำแบบเดียวกันก็น่าจะพอแล้ว

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

051 ชีวิตนี้ เจอเสือดาวมากี่ครั้งแล้ว

051


ชีวิตนี้ เจอเสือดาวมากี่ครั้งแล้ว


เรื่องหนึ่งที่เจ้ชอบมากๆ อยู่ในบาทที่สองของหนังสือล้ม ลุก เรียนรู้ – Fail and Learn ของคุณโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยยะ ชื่อตอนว่า “ทำไมกูต้องบอกมึง” ซึ่งเป็นเรื่องของคุณอู๋ วีรยุทธล้อทองพาณิชย์ เจ้าของบริษัทโปรดิวเซอร์ Wink Wink Production ที่ชีวิตวัยเด็กเป็นลูกชาวไร่


ตามบรรทัดฐานของเด็กต่างจังหวัดที่อยากมีอนาคตดีๆ ได้เงินเยอะๆ เมื่อเรียนจบก็เข้ามาหางานในกรุงเทพ มาเป็นเด็กฝึกงานบริษัทโฆษณา คุณอู๋ทำงานหลายอย่าง ค่อยๆไต่เต้าจนเป็นโปรดิวเซอร์และออกมาเปิดบริษัทของตัวเองในที่สุด


คุณสมบัติพิเศษของคุณอู๋ คือความด้อยโอกาส เขาเล่าให้ฟังว่า นั่นคือสิ่งที่ทำให้สร้างตัวเขามาเป็นทุกวันนี้ เพราะตอนที่เริ่มทำงานเป็นเด็กฝึกงาน มีหน้าที่ทำทุกอย่างที่พี่ๆจะเรียกใช้ คุณอู๋เข้าไปทำช่วงแรกๆ ก็เจองานหินเลย


คือบริษัทได้งานโฆษณาของลูกค้าชาวอินโดนีเซีย ในกองก็มอบหมายให้คุณอู๋ไปหาของประกอบฉากเป็นเสือดาวหนึ่งตัว เพราะไม่มีใครอยากทำ คุณอู๋ก็เลยได้รับงานมาแบบงงๆ และก็ไล่ถามคนนู้นคนนี้ว่าจะไปหาเสือดาวได้ที่ไหน มีพี่ในกองคนนึงแนะนำให้คุณอู๋ไปคุยกับ พี่หนุ่ม ที่มีประสบการณ์
คุณอู๋ก็เลยรีบวิ่งไปถามด้วยความนอบน้อม ว่าจะหาเสือดาวได้จากที่ไหน พี่หนุ่มตอบกลับด้วยสายตาเย็นชาว่า “ทำไมกูต้องบอกมึง”


คำพูดนี้เหมือนมีดปักอยู่กลางหัวใจ เจ็บและจุก โกรธตัวเอง น้อยใจในโชคะตา ไม่มีใครให้พึ่งเลย นอกจากตัวเอง คุณอู๋ไม่อยากจะไปถามใครแล้ว เลยเปิดสมุดหน้าเหลือง พลิกไปหาหมวดขายสัตว์ เลยรู้ว่าแหล่งขายสัตว์อยู่ที่จตุจักร จึงออกไปเดินแถวถามคนที่จตุจักร จนเจอคุณยายร้านขายหมาแนะนำให้ไปถามที่ฟาร์มจระเข้


และก็โชคดีไปเจอคุณลุงที่เลี้ยงเสือดาว คุณอู๋ก็อ้อนวอนคุณลุง และไปมาหาสู่แกหลายครั้ง จนคุณลุงเริ่มใจอ่อน และในที่สุดคุณอู๋ได้เสือดาวมาเข้าฉากจริงๆ


คุณอู๋บอกว่าการที่เรายังไม่มีหน้ามีตา เป็นที่ไว้วางใจ หรือมีคนนับหน้าถือตา เราจะเจอพลังลบบ่อยมาก เสือดาวจึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจขแงคุณอู๋ให้เป็นคนแบ่งปัน ช่วยเหลือคนอื่น โดยเฉพาะกับน้องๆตัวเล็ก ตัวน้อย เพราะเข้าใจดีถึงความรู้สึกของคนที่ถูกเมินเฉย ไม่มีใครช่วยเหลือ


และเสือดาวก็ยังสอนอีกว่า ตอนไม่มีทักษะ ประสบการณ์ ยังแก้ปัญหาได้เลย แม้แต่พี่หนุ่มผู้ปักมีดกลางหัวใจพี่อู๋ด้วยคำพูดเฉยฉาแทงใจดำในวันนั้น ก็ได้สอนพี่อู๋ผ่านเสือดาวว่า คนเราต้องพยายามให้เต็มที่สุดความสามารถก่อนจะไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น


ชีวิตของพี่อู๋ ต้องผ่านเสือดาวไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนมีวันนี้ วันที่มีอาณาจักรการทำงานเป็นของตัวเอง


นี่คือสิ่งที่คนรุ่นเก่า ทำไมถึงเก๋ากว่าเด็กยุคใหม่ ไม่ใช่เพราะอายุ หรือประสบการณ์ที่ทำงานมาโชกโชนนานกว่า แต่เป็น เสือดาว ที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้เจอ เพราะเดี๋ยวนี้ทุกอย่างที่ปลายนิ้ว ทางเลือกก็เยอะกว่า การติดต่อสื่อสารขอความช่วยเหลือ ก็ทำได้รวดเร็วแบบติดจรวด เรียกง่ายๆว่ามันคือความอดทนจากการเจอเสือดาว ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้สัมผัสมากเท่าคนรุ่นก่อนนั่นเอง

ดังนั้นแล้ว หากเจอเสือดาว กลัวได้ แต่ต้องยืนหยัดอดทน สั่งสมบทเรียน ประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ต่อไป แม้เจอสิงโต จระเข้ หรืออะไรที่หนักหนากว่านี้ เราก็จะผ่านไปได้


เอาใจช่วยนะน้อง
ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

050 ล้ม ลุก เรียนรู้ Fail and Learn

050


ล้ม ลุก เรียนรู้ Fail and Learn


โน๊ต อุดม ได้บอกไว้ว่า ทัศนคติที่ดีมีค่ามากกว่าทรัพย์สิน และเมื่ออ่านเล่มนี้จบก็รู้สึกว่า คุณโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นอภิมหาเศรษฐีด้วยมุมมองที่ประเมินค่ามิได้


เมื่อพลิกกระดาษไปจนหน้าสุดท้าย ก็เป็นเช่นนั้น จริงๆไม่บ่อยนักที่เจ้จะเจอหนังสือที่อ่านจบรวดเดียว ภายใน 1 วัน ซึ่งเล่มที่ครองสติถิอ่านจบใน 1 วันก่อนหน้านี้คือ เศรษฐกิจโลก ของลงทุนแมน แต่นั่นก็นานพักนึงแล้ว

มาเจอเล่มนี้ ล้ม ลุก เรียนรู้ Fail and Learn ทำให้เจ้ไม่สามารถลุกไปทำอย่างอื่น มันอยากอ่านต่อ อ่านเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีคือ อ่านจบแล้ว และยังรู้สึกอยากเรียนรู้เรื่องราว เก็บตกชีวิตของคุณโจ้อยู่


เราได้อ่านหนังสือ ที่กลั่นมาจากประสบการณ์ของคนเก่ง คนดี ระดับโลก ระดับประเทศมากมาย บ่อยครั้งที่คนเก่ง มักจะเป็นคนมี อีโก้ (Ego) ภาษาละตินแปลว่า “ ฉัน” ซึ่งเราทุกคนมีอีโก้อยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่มันจะเป็นปัญหาถ้าเราโฟกัสที่ตัวเองมากเกินไป และทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง แบบนั้นคนจึงเรียกกันว่า มีอีโก้สูง

โลกนี้มีคนที่มีอีโก้สูงมากมาย แต่น้อยคนจะยอมรับ ถึงยอมรับตัวเองได้ ก็มีน้อยคนยิ่งนักที่กล้าจะเปิดเผยเรื่องราวตัวเองให้คนอื่นฟัง


และคุณโจ้ เป็นคนที่ปอกเปลือกของตัวเองออกให้คนอ่านได้สัมผัสว่าเนื้อแท้จริงๆเป็นอย่างไร พาไปรู้จักชีวิตตั้งแต่เด็ก ว่าจากคนธรรมดาไม่ได้บ้านมีฐานะมั่งคั่ง ไฮโซอะไร ไม่มีคอนเนกชั่น เขาทำอย่างไร มีวิธีคิดยังไง ผ่านบทดสอบอะไรมาบ้าง จึงก้าวจากเด็กปลายโต๊ะมาสู่จุดผู้บริหารหน้าห้องได้


เนื้อหาในหนังสือ แบ่งออกเป็น 4 บาท โดยเอาคอนเซปต์ของอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มาจัดหมวดหมู่เนื้อหา ค่อยๆพาเราค้นพบเคล็ดลับที่หล่อหลอมให้คุณโจ้เป็นอย่างทุกวันนี้ เขาเดินผ่านความรักในสิ่งที่ทำ ความเพียรพยายาม ความตั้งมั่น และ การคิดวิเคราะห์ จนเข้าสู่การเข้าใจและถ่อมตน


ขอบคุณคนเขียนที่แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตให้อ่าน เพราะเราคงไม่มีเวลามากพอจะลองผิดลองถูกไปทุกเรื่อง การที่ได้อ่านเรื่องราวชีวิตของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน มันทำให้เรามีสติรับมือกับปัญหา กับเรื่องราวต่างๆในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

เหมือนเป็นทางลัดให้ไม่ต้องเจ็บตัวมาก เพราะได้รู้ก่อนว่า ตรงโน้นมีหลุม ตรงนี้มีทางขรุขระน้ำขัง ให้เลี่ยงเดินอ้อมไป หรือตรงนี้มีเชือกให้จับ ค่อยๆไต่ราวไปจะถึงยอดเขาได้เร็วกว่า อะไรประมาณนั้น


เคยอ่านเจอ มีประโยคที่เขียนว่า

คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลากของผู้อื่น คนโง่ต้องลองเจ็บเอง (Wise men learn from others’ mistake. Fools by their own)

ข้ามประเด็นคนฉลาดคนโง่ไป เจ้คิดแค่ว่า เราไม่ได้อายุยืนยาวมากพอจะลองผิดลองถูก ถ้ามีคนที่ลองมาแล้วบอกเคล็ดลับ บอกทางลัดให้ ก็ไม่เสียหายที่จะเก็บไว้พิจารณาสักหน่อย อาจช่วยให้การเดินทางของเราราบรื่นขึ้น ถึงจุดหมายได้ไม่สะบัสะบอมมากนัก


ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ผู้บริหาร จะมีสไตล์การเขียนที่คมคายและเรียบเรียงเรื่องราว เชื่อมโยงได้ดีมากๆ อ่านจบรวดเดียวไม่มีเบื่อ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟังถึงตอนที่ชอบเป็นพิเศษจากเล่มนี้บ้าง ชอบมากๆจนถึงขั้นเก็บมาเป็นเครื่องเตือนใจถึงทุกวันนี้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

049 อย่าให้ความต่างพรากการอยู่ร่วมกันของเราไป

049


อย่าให้ความต่างพรากการอยู่ร่วมกันของเราไป


ชาบู เป็นหนึ่งในมื้ออาหารที่บ้านเราทำกันกินกันเรื่อยๆ เพราะมันง่าย ไม่ต้องใช้สกิลการปรุงอาหารอะไร แค่เตรียมวัตถุดิบ ผัก ต้มน้ำซุป น้ำจิ้ม และก็มาล้อมวงกันลวกจิ้ม พร้อมหน้าพร้อมตา


ชาบูเป็นมื้อที่เรามักจะได้คุยกันเยอะกว่าปกติ เพราะในขณะที่ยังไม่มีคนอิ่ม ทุกคนก็จะจดจ่อกับอาหารตรงหน้าเพราะมันต้องคอยตัก คอยเติม ทุกอย่างต้องทำเอง ไม่มีพนักงานบริการให้ ทำให้ไม่มีเวลามาจับมือถือ เจ้คิดว่าสุกี้ ชาบู เป็นอะไรที่สานสัมพันธ์คนในครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง ให้รู้สึกว่าเราเป็นทีมเดียวกันได้ดีทีเดียว


สมัยก่อนการกินชาบูมันไม่เคยเป็นปัญหา เราใช้เวลาสำเร็จมื้อชาบูไม่เคยต่ำกว่าชั่วโมงครึ่ง นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขในการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา


จนกระทั่ง มีการกำเนิดของหมาล่า โต้ ผู้ซึ่งมีโอกาสไปเล่าเรียนที่เมืองจีน ทำให้ได้ลองหมาล่า และติดใจกลับมาเผยแพร่ต่อให้คนในบ้านชอบไปด้วย


ปัญหาคือ เมื่อต้นปี ที่เราทำชาบูกัน มีหม้อเดียว ทุกคนบนโต๊ะอยากใส่พริกหมาล่าเข้าไปในซุป แต่ป๊าไม่ชอบกลิ่นหมาล่า ทำให้ต้องกินแบบซุปใสปกติไป ทุกคนก็กินรอเวลาจนกว่าป๊าจะอิ่ม
เห็นได้ชัดเลยว่า แต่ละคนกินกันน้อยมาก เพราะอยากรอตอนใส่หมาล่าลงซุปแล้วมากกว่า


ป๊าก็จับสังเกตได้ เลยรีบกิน และแยกตัวออกไปจิบไวน์ที่โต๊ะทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้เอนจอยการกินหมาล่าที่รอคอย


แม้วันนั้นซุปที่ใส่หมาล่าไปแล้ว ก็อร่อยปากเหมือนเดิม แต่เจ้กลับไม่รู้สึกอิ่มใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา


ถึงป๊าจะไม่ได้พูดอะไร แต่เชื่อว่าทุกคนสัมผัสได้ว่าบรรยากาศการกินหลังจากที่ป๊าลุกออกจากวง มันไม่เหมือนเดิม


คงเป็นเพราะเราได้ทอดทิ้งป๊า ผู้มีรสนิมยมการกินที่ต่างจากคนหมู่มากอย่างพวกเราไป


พี่พีทก็รับรู้ความรู้สึกนี้ได้ และอยากจะแก้มือ ทำให้มื้อชาบูของบ้านเรากลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม จึงไม่ลังเลที่จะซื้อหม้อชาบูสองฝั่ง ทันที่ที่เจอ


และเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราก็ได้บรรยากาศแบบเดิมกลับมาแล้ว คือป๊าก็เอนจอยชาบูน้ำใส พวกเราก็เอนจอยชาบูหมาล่าไป


เป็นการแก้ปัญหาที่ลงตัว ทุกคนอยู่กันพร้อมเพรียงหน้าหม้อชาบู ไม่มีใครต้องเหงา ต้องแยกตัวออกไป


ในอนาคต หากจะมีเรื่องไหนที่เราสามคนตัดสินใจไม่เหมือนกัน ก็อยากให้ลองหาทางออกที่ไม่ต้องทำให้ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยวนะ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

048 อย่าให้ความเร่งรีบ พรากการกินของอร่อยที่มีคุณค่ากับร่างกายไป

048


อย่าให้ความเร่งรีบ พรากการกินของอร่อยที่มีคุณค่ากับร่างกายไป


จำได้ว่าสมัยเด็กๆ ป๊าม้าจะพาพวกเราออกไปกินของอร่อยๆนอกบ้านบ่อยมาก แทบทุกอาทิตย์
เนื่องด้วยว่าหม่าม้าเราไม่ได้ทำกับข้าวหลากหลายมากนัก และป๊าผู้ซึ่งทุ่มเทเวลาให้ลูกๆอยู่แล้วก็อยากใช้เวลาทองที่ลูกยังไม่โตพอจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง อยู่ด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน กินข้าวด้วยกันให้มากที่สุด ก่อนเวลาทองนั้นจะหมดไป

ป๊าเสาะหาที่เที่ยว และพาไปกินของอร่อยๆอยู่เสมอๆ พวกเราคงจำกันได้

เจ้ยังนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นอยู่บ่อยๆ


พอเข้ามหาลัย เป็นครั้งแรกที่เจ้จากบ้านมาอยู่หอพัก นอนที่อื่นแรมเดือน เป็นเรื่องไม่ชินที่ต้องกินข้าวแบบไม่พร้อมหน้าพร้อมตา ยิ่งช่วงไหนสอบ เครียดๆ ไม่มีเวลาไปอ้อยอิ่งกินข้าวดีๆ ก็พึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารตามสั่งง่ายๆ


นานๆถึงจะไปกินอะไรดีๆ ด้วยความที่ค่าครองชีพที่เอแบคก็สูงพอตัวอยู่แล้ว เลยไม่อยากถลุงเงินไปกับการกินอาหารร้านดีๆ ใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาธรรมดา วนลูปไป จนกระทั่งเรียนจบ


พอเข้าสู่วัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ต้องหาเงินเอง รู้ซึ้งคุณค่าว่าแต่ละบาทต้องใช้แรงกายและเวลาแลกมา เลยไม่ค่อยอยากกินอะไรแพงๆ เพราะเสียดาย บางมื้อที่กินดีๆ คือ 10-15% ของเงินเดือนเลยนะ เลยคิดว่ากินอย่างอื่นก็อิ่มเหมือนกันนั่นแหละ


นานวันไปอาการหนักขึ้นไปอีก โทรสั่งอาหารแบบส่งๆเพราะรีบ (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือกดสั่งผ่านแอพ) ไม่มีเวลาลงไปซื้อข้าวกิน ถ้าเป็นวันธรรมดา แทบไม่ได้เอนจอยอรรถรสการทานเต็มที่เลย ต้องรอวันหยุดเท่านั้น


จนเมื่อโตขึ้น ความคิดเริ่มเปลี่ยน แม้จะยังทำงานอยู่ แต่ก็ไม่ได้ขี้เหนียวเรื่องกินเท่าแต่ก่อน แน่ล่ะเพราะรายรับมากขึ้น ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องกินประหยัดๆเท่าแต่ก่อนแล้ว


เดี๋ยวนี้อยากกินอะไรก็กิน เลือกกินมากขึ้น กินข้าวแกงบ้าง ไม่ใช่ไม่กินเลย จะเลือกร้านที่สะอาดและไม่ได้ทำแบบฉาบฉวย


แต่ถ้ามีโอกาสที่เหมาะเจาะแบบว่าไม่ได้รีบ ดูแล้วมีเวลา มื้อเที่ยงเจ้ก็ชอบออกไปหาอะไรอร่อยๆกิน เหมือนเป็นการทรีตตัวเอง ปลอบประโลมให้มีกำลังใจในวันทำงาน


เจ้สัมผัสได้ถึงการกินข้าวคือความสุขอย่างหนึ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นว่าอยากจะเอาสิ่งดีๆเข้าร่างกาย มากกว่า อาหารที่ปรุงอย่างลวกๆ ไม่สะอาด สาดผงชูรสเยอะๆให้รสชาดถูกปากคนส่วนใหญ่ ก็ตอนที่ไปโครเอเชีย


อยู่ที่นั่นตอนเข้าร้านอาหาร เค้าจะค่อยๆเสิร์ฟทีละจาน appetizer – main dish – dessert ไม่มีการรีบกิน อาจเพราะเราไปเที่ยวไม่ได้ไปทำงาน ทำให้ใช้เวลากับอาหารแต่ละมื้ออย่างเต็มที่ รสชาดดี ไม่มีหิวน้ำเพราะผงชูรส


เป็นประสบการณ์การกินอาหารร่วม 20 มื้อที่ประทับใจมาก เหมือนว่าอาหารมันต้อนรับเรา เราก็ให้เกียรติมันด้วยการใส่ใจทุกคำที่เข้าปาก


ลองสังเกตดูจะพบว่าถ้าเราเลือกสรรอาหารดีๆเข้าร่างกาย ร่างกายมันแฮบปี้ มีความสุขนะ ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องไปร้านหรูๆ กินอาหารแพงๆเสมอไป ทำกินเองที่บ้านแต่เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ร่างกายก็รับรู้ได้เหมือนกัน


การได้ละเลียด ละไม ค่อยๆลิ้มรสชาดอาหารแต่ละจานที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน ทานอย่างไม่เร่งรีบ มีเวลาเคี้ยวนานๆ พิจารณาองค์ประกอบต่างๆในจาน เพลิดเพลินไปกับมัน มองอาหารเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง พบว่า ความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆดีแท้


แต่นั่นแหละ เนื่องจากเจ้ทำกับข้าวไม่อร่อย มันก็เลยลงเอยด้วยการชอบไปกินนอกบ้านนั่นเอง


เราเต็มใจซื้อของแบรนด์เนม หรือของที่อยากได้ แพงก็ซื้อ เราไปเที่ยวบ่อย แฮงค์เอาท์กับเพื่อนฝูงก็ spend เงินได้สบายๆไม่คิดมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อร่างกายเช่น อาหาร เรากลับละเลยไป
ตั้งแต่วันนี้ไปอาจต้องลองปฏิวัติการกินบ้างแล้วแหละ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis​