067 หาเวลาเดินเล่นคนเดียวบ้าง

067


หาเวลาเดินเล่นคนเดียวบ้าง


ช่วงที่ทำงานที่บ้าน (Work From Home) เจ้จะนั่งทำงานแทบทั้งวัน แทบไม่ได้ลุกไปไหน มีแค่เข้าห้องน้ำกับลงไปกินข้าว และก็กลับมานั่งหน้าคอม อิริยาบทเดิมหลยชั่วโมง จนเกิดอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว พอเห็นว่าแดดร่ม ลมตกแล้ว เจ้ก็จะเปลี่ยนเป็นชุดกีฬา ใส่รองเท้าออกไปเดินๆวิ่งๆ สลับๆกันไป


เวลาออกไปเดินรอบหมู่บ้าน มักจะเป็นช่วงเวลาที่แสงกำลังจะหมด คิดเอาเองว่าจะมืดอยู่แล้ว หากิจกรรมทำระหว่างเดินดีกว่า เดี๋ยวจะเบื่อและเดินได้ไม่นาน ก็เลยจะชอบเอาหูฟังไปด้วย และเปิดคลิปดูระหว่างเดิน เพราะมันเพลินดี ทำให้เดินได้นานร่วมชั่วโมงได้สบายๆ พอแสงหมด มืดแล้ว ก็ค่อยเปลี่ยนไปฟัง Podcast หรือฟังเพลง โดยที่ไม่ได้ดูหน้าจอ เพราะว่าแสงจากโทรศัพท์มือถือมันจ้า แสบตา ต่อให้เปิดแสงน้อยๆแล้วก็ตาม รู้สึกว่าดูหน้าจอในที่มืดกลัวสายตาเสียด้วย

ทำแบบนี้เป็นกิจวัตร แม้จะไม่ได้ทุกวัน แต่ก็จะพยายามออกไปเดินหลังจากนั่งทั้งวัน เพื่อยืดเส้นยืดสาย คลายกล้ามเนื้อ และรู้สึกว่าตัวเองได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ได้ทั้งออกกำลังกาย ได้ทั้ง input ความรู้ หรือฟังอะไรเพลินๆไปในเวลาเดียวกัน


จนพักหลังมานี้ ไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศ ทำงานที่บ้านตลอด เจ้รู้สึก ล้าสายตาจากการจ้องคอม จึงไม่อยากดูมือถือตอนเดิน/วิ่งอีกแล้ว นั่นจึงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในหมู่บ้าน (ผ่านมาสามปี) ที่เห็นว่า บรรยากาศหมู่บ้านจริงๆแล้วมีสิ่งสวยงาม ข้างทางเต็มไปหมด


มีดอกไม้สีสวยสด จนอดไม่ได้ที่จะเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ สัมผัส Texture กลีบที่นุ่มดุจกำมะหยี่ ดูเกสร ดูพื้นที่ข้างในของดอกไม้ สำรวจธรรมชาติข้างทาง


พอเงยหน้ามองท้องฟ้า เมฆก็จับตัวสวยงาม สีท้องฟ้าก็สวยแปลกตา หญ้า และ ต้นไม้ข้างทางได้รับการดูแล สิ่งรอบตัวดูน่ารื่นรมย์ไปหมด เพราะตั้งใจสังเกตจริงๆ ไม่ได้สักแต่ว่าเดินไปดูหน้าจอไป

บางวันก็ได้เดินดูบ้านคนอื่น และเก็บมาคิดต่อว่าถ้าเราจะรีโนเวทบ้านจะเอาประตูแบบบ้านหลังนั้น จะเอาหลังคาแบบบ้านหลังนี้ อยากได้รั้ว อยากได้ระเบียงดาดฟ้า เหมือนหลังโน้น

บางบ้านมีห้องใต้ดิน

บางบ้านซื้อที่แปลงข้างๆทำสวน มีบ้านเล็กๆเหมือนบ้านกลางนาอยู่

บางบ้านทำสระน้ำในรั้วใหญ่มากเกือบเท่าสนามแบตมินตัน

บางบ้านทำดาดฟ้า มีหอดูดาว มีสะพานเชื่อมชั้นสองจากหลังหนึ่งมาอีกหลังหนึ่ง

ตื่นตาตื่นใจกับการต่อเติมบ้านของคนในหมู่บ้าน บางบ้านมีน้องหมาไซบีเรียนที่ชอบทำอะไรตลกๆให้เป็นสีสัน เดินไป ดูไป ก็เพลินไปอีกแบบ


เจ้ค้นพบว่า ช่วงเวลาที่เดินคนเดียว เป็นช่วงเวลาทอง ที่ได้ผ่อนคลาย ได้ทบทวนตัวเอง ในสิ่งที่ทำไปแล้ว และอยากจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้อีก หรือ คิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดว่าจะวางแผนรับมือยังไง จะต้องไปคุยกับใคร หรือ เกิดอยากจะไปเที่ยวที่ไหนขึ้นมา อยากลองทำอะไรใหม่ๆบ้าง ก็ได้ไอเดียจากการเดินเล่นคนเดียวนี่แหละ


เราต้องสงวน ที่ว่าง ของเราไว้บ้าง อย่าให้ใครมานั่งเบียดจนเกินไป เมื่อมีที่ว่าง สายตาเราจะมองไกลกว่าแค่สิ่งรอบตัว จนไปเจอสิ่งสวยงาม หรือสิ่งที่จุดประกายอะไรบางอย่างให้เราในที่สุด
ว่าแต่ สีดอกไม้มันสวยสดจริงๆเนอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

066 Attribute of Money – จงคบค้ากับความร่ำรวย (2/2)

066


Attribute of Money – จงคบค้ากับความร่ำรวย (2/2)


จิม คิม ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เคยขับรถจาก Los Angeles ที่อยู่ฝั่งตะวันตก ไป New York สุดฝั่งตะวันออก ของประเทศอเมริกา


ระหว่างทาง เขาได้แวะ รัฐเนแบรสกา เมืองโอมาฮา เพื่อขับตระเวนดูบ้านของวอเรน บัฟเฟต์ (Warren Buffett) นักลงทุนที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จที่สุดในศตวรรษนี้


วอร์เรนมีทรัพย์สินกว่า 100.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มียังอยู่บ้านหลังเดิม ไม่มีรั้วสูง หรือยามเฝ้าประตูแบบบ้านเศรษฐีทั่วไป ขับรถวอลโวรุ่นเก่า ใช้มือถือซัมซุงรุ่นเก่า (ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น iphone 11 เมื่อไม่นานมานี้) กินอาหารเช้าที่แมคโดนัลด์ก่อนไปทำงาน


จิมบอกว่า เค้านับถือในความเรียบง่ายวอร์เรน บัฟเฟต์นะ แต่คงไม่สามารถจะใช้ชีวิตแบบนั้นได้ เขามองว่า ทุกสิ่งจะสมบูรณ์เมื่อหยินได้เจอหยาง


โดยสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา (เช่น บ้าน รถ มือถือ เสื้อผ้า) คือ”หยาง” ส่วนท่าทาง บุคคลิก ภาษา สิ่งที่จับต้องไม่ได้คือ”หยิน” สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการหาเงินได้ ก็ควรมีสิ่งของนอกกายเพื่อแสดงถึงเกียรติอย่างเหมาะสม


จิม คิมจึงแนะนำให้ใช้กฏควอเตอร์ คือให้ใช้เงินแค่ 1 ใน 4 ของรายได้ตัวเอง จะทำให้เราอยู่ได้แม้ในยามวิกฤติ เช่น โควิดระบาดในตอนนี้


แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ เลือกได้ก็อยากใช้เงินไม่เกินจากรายได้ของตัวเอง และไม่อยากเป็นหนี้ใครแต่อย่าลืมว่าการเป็นหนี้ มีทั้งหนี้ดี และหนี้ไม่ดี หนี้ดีคือหนี้ที่เราไม่ควรเอาไปใช้บริโภค เป็นจำนวนที่คำณวนแล้วว่าเรามีรายได้แน่นอนที่จะจ่ายคืนหนี้ และ เราสามารถนำเงินจากหนี้ก้อนนี้ไปสร้างกำไรได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย


ยกตัวอย่างเช่น การมีหนี้จากการกู้ซื้อบ้านเพื่อปล่อยเช่า ในราคาที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายธนาคาร หรือหนี้ที่กู้มาทำธุรกิจที่วางแผนมาอย่างรอบคอบรัดกุม และมีแนวโน้มสร้างรายได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย อันนี้คือหนี้ดี


แต่หนี้ที่เรากู้มาแต่งงาน กู้มาซื้อรถยนต์แพงๆ ที่ไม่ได้ทำให้เงินในกระเป๋าเราเยอะขึ้นเลย แบบนี้คือหนี้ไม่ดี ไม่ควรมี ควรยับยั้งกิเลสเสีย


ถ้าเราอยากเพิ่มทรัพย์สิน เราต้องมีความสามารถ ในการหาเงิน เก็บเงิน) รักษาเงิน (ไม่ทำอะไรที่จะทำให้เราสูญเสียทรัพย์สินไปง่าย ๆ เช่น ซื้อของที่ไม่จำเป็น) และความสามารถในการใช้เงิน (ใช้จ่ายอย่างมีสติ จ่ายเงินตรงเวลา)


นอกเหนือจากเรื่องการงาน การเงินแล้ว ยังมีข้อคิดดีๆ ที่ใกล้ตัวเรามาก แต่นึกไม่ถึง เช่น เวลาไปเที่ยวที่ไหน แล้วอยากซื้อของใหม่ ๆ อยากซื้อของท้องถิ่นกลับบ้านเป็นที่ระลึก ให้คิดว่าของนั้นไม่นานจะกลายเป็นขยะที่สวยงามในบ้านเรา และเราก็คงจะไม่อยากเอามันกลับมาบ้านเพราะมันไม่มีที่เก็บหรือโชว์


จิม คิม ทิ้งท้าย นิสัยในการสะสมเงิน เป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่ก็น่าสนใจที่จะทำตาม เพราะไม้ได้ยากเกินไป


1. บิดขี้เกียจทันทีที่ตื่นนอนเพื่อสลัดความง่วง งัวเงีย เป็นการยืดเส้นและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้กระฉับกระเฉง

2. หลังลุกจากที่นอนให้จัดเตียงให้เรียบร้อย เพราะอาหาร และที่นอน บ่งบอกคุณภาพชีวิต การเข้านอนอีกครั้งบนเตียงที่ยุ่งเหยิงเป็นกาดูถูกตัวเอง และการไม่เก็บที่นอนเลยสักวัน เป็นการหัวเราะเยาะชีวิตที่ผานมา

3. ดื่มน้ำเปล่าหนึ่งแก้วตอนท้องว่าในตอนเช้า เป็นการปลุก เร่งประสาทการรับรู้ของสมองให้ตื่นพร้อมรับวันใหม่

4. นอนและตื่นในเวลาเดิม
นอกเหนือจากนี้แล้วก็ให้ยืดหัวไหล่ขึ้นและเดินหลังตรง บุคลิกจะดูสง่า ไม่กินอาหารมูมมาม ถึงอายุน้อยก็ดูจะน่าเกรงขาม น่าเคารพ เป็นผู้นำ จากนี้ไปเมื่อหาเงินได้ก็จะเสริมบารมีให้เราโดยไม่ต้องประโคมของฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ


กิจวัตรเหล่านี้อาจไม่ทำให้เงินในบัญชีเพิ่มขึ้นได้ แต่คนที่มีวินัยแบบนี้ เมื่อเงินเข้ามาแล้ว จะไม่ไหลออกไปไหนอีก


จิม คิม เปรียบเปรยว่าเงินก็เหมือนผู้หญิง หากเจอผู้ชายที่มีกิจวัตรแบบนี้แล้ว จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นคู่ชีวิตที่ดีแน่ๆ และอยากอยู่ด้วยไปตลอด เพราะการกระทำเล็กน้อยในชีวิตนี่แหละ จะทำให้เราได้รับความเชื่อถือจากครอบครัว และคนใกล้ชิด ไปถึงคนอื่นในที่สุด

แนะนำให้อ่านจริงๆเล่มนี้ อย่าพลาดเลย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

065 Attribute of Money – จงคบค้ากับความร่ำรวย (1/2)

065


Attribute of Money – จงคบค้ากับความร่ำรวย (1/2)


ในบรรดาหนังสือเกี่ยวกับเงินๆทองๆ ที่ได้อ่านมาในช่วงปีนี้ เล่มนี้เป็นเล่มที่ชอบที่สุด ณ ตอนนี้
จิม คิม ผู้เขียนหนังสือ เป็นคนชนชั้นรากหญ้าในวัยเด็ก เขาไม่ได้มีต้นทุนหรือคอนเนกชั่นในสังคมและการทำงานใดๆแต่ไต่เต้าจนกลายมาเป็นนักธุรกิจ พลิกชีวิตจากใต้ดินมาสู่ชนชั้นอีลิทแนวหน้า เพราะมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเงินที่แปลกไม่เหมือนใคร จิม คิม เปรียบเรื่องเงิน เป็นเหมือนบุคคลที่มีชีวิต ที่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง


ถ้าเราจริงจังในและระวังการใช้เงิน เงินก็จะซาบซึ้งและชักชวนเงินอื่นให้เข้ากระเป๋าผู้เป็นเจ้าของ
ในทางกลับกัน ถ้าได้เงินนั้นมาด้วยวิธีผิดกฏหมาย ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หรือไม่รู้จักวางแผน เงินก็จะหนีหายไป และสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเพื่อเป็นบทลงโทษ


โดยเนื้อหาในเล่มจะเป็นการรวบรวมข้อคิด ประสบการณ์ หรือวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องเงินของ จิม คิม เอาไว้ เขียนเป็นบทละสั้นๆ 2-3 หน้าเท่านั้น อ่านง่ายและเข้าใจได้ไม่ยาก


เงินนั้นมีแรงดึงดูด ถ้าเราสามารถสร้างเงินก้อนแรกแล้ว เงินก้อนถัดไปจะสร้างได้ง่ายขึ้น ดึงนั้นขอให้ได้เริ่ม อย่ามัวแต่คิดอย่างเดียว พึงระลึกไว้ว่ารายได้ที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอย่อมดีกว่ารายได้ที่มาเป็นพักๆ ไม่แน่นอน


โชคที่เกิดขึ้นเสมอ มักมาจากความสามารถ ส่วนความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเสมอมักมาจากนิสัยของเรานั่นเอง ไม่ต้องโทษฟ้าฝนโชคชะตา ให้กลับมาย้อนดูตัวเราก่อนเสมอ และแน่นอน การที่ใครบางคนสูญเสียเงินจำนวนมาก เพราะเขาไม่มีเวลาให้กับเงินมากพอ ไม่ได้ใส่ใจมากพอที่จะศึกษาเรื่องเงิน

จิม คิม ให้เคล็ดลับไว้หลายอย่าง ในฐานะที่เค้าเป็นเจ้าของธุรกิจและเป็นนักลงทุน เค้าบอกว่า ระหว่างการลงทุนสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา กับการไปลงทุนกับธุรกิจอื่นที่สำเร็จอยู่แล้ว (ก็คือซื้อหุ้นบริษัทนั้น) อย่างหลังง่ายกว่าอย่างแรก


เรื่องการลงทุนในหุ้น จิม คิม บอกว่า ในจังหวะที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเสี่ยงมากที่สุด กลับกลายเป็นจังหวะที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด (เพราะราคาจะไม่ตกไปมากกว่านี้แล้ว) ถ้าเราหวังจะรวยเร็ว เราจะไม่มีทางรวยเร็ว เพราะความโลภจะเป็นตัวขัดขวาง


และยังพูดถึง คนที่ได้กำไรจากหุ้นมีลักษณะ 3 ประการ ดังนี้ 1) คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหารบริษัทที่ซื้อหุ้นมา และมีใจอยากเห็นบริษัทเติบโต 2) ลงทุนด้วยเงินเย็น ที่ไม่ใช่การกู้ยืมใครมา3) รู้จักอดทน รอคอยจังหวะการเข้าซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูก


สำหรับนิยามคนรวยของผู้เขียนเล่มนี้ ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่มี แต่เป็นคนที่


1) มีบ้านของตัวเองโดยที่ไม่ต้องผ่อนแล้ว

2) มีรายได้เกินค่าเฉลี่ยของคนในประเทศ

3) ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายได้เข้ามา แต่ก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ไม่เดือดร้อน


ซึ่งหากเป็นพนักงานเงินเดือน มีอยู่สามทางที่จะกลายเป็นคนรวยได้ คือ


1) พัฒนาตัวเอง ทำงานแบบคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทตัวฉันเอง ที่มีองค์กรของเราและเพื่อนร่วมงานเป็นลูกค้า จะทำให้ไต่เต้าจนอยู่ระดับผู้บริหาร หรือ กรรมการบริษัท คนที่อยู่ระดับนี้ ไม่ได้แค่เงินเดือน แต่ได้สวัสดิการมากมาย หุ้นบริษัท คอนเนกชั่น และอีกมากที่เอื้อต่อการเป็นคนรวย


2) แบ่งเงินเดือนให้ได้มากกว่า 20% เพื่อนำมาลงทุนอย่างมีสติ มีความรู้ และความอดทน


3) แต่งงานกับคนรวย


นอกเหนือจากนี้ จิม คิม มองไม่เห็นวิธีที่มนุษย์เงินเดือนจะรวยได้เลย

สำหรับเกณฑ์การลงทุนที่ดี ที่จิม คิม บอกไว้คือให้ถอยห่างจากงานที่หาเงินได้อย่างรวดเร็ว อย่าลงทุนกับสิ่งที่ส่งผลเสียต่อชีวิต ลงทุนในภาวะวิกฤติ ซื้อหุ้นตามมูลค่า


ถ้าลงทุนในหุ้น ให้มั่นใจว่าเงินเราเย็นอย่างน้อย 5 ปี ถ้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ต้องอดทนรอให้ได้ อย่างน้อย 10 ปี


ต้องยอมรับว่ามีบางจุดในหนังสือที่เจ้ก็ไม่ได้เห็นด้วยไปเสียหมด อย่างเช่นเการเลือกซื้อหุ้น ทิ่จิม คิมบอกหลักการเลือกซื้อหุ้นไว้ว่า ถ้าไม่ใช่ที่ 1 ก็เลือกที่ 2 ในอุตสหกรรมนั้นๆ ให้ตัดที่ 3 ทิ้งไปไม่ต้องซื้อเลย ซึ่งเจ้มองว่าเราสามารถดูข้อมูลหลายๆอย่างในการเลือกหุ้นได้


มิเช่นนั้น เราอาจพลาดโอกาสการได้กำไรจากหุ้น Rising Star ที่ยังไม่ได้ขึ้นเป็นที่ 1 หรือ 2 ในตลาดไปอย่างน่าเสียดาย


แต่โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ดีมากๆ ไว้พรุ่งนี้จะมาสรุปให้ฟังต่อ ว่าหนังสือเล่มนี้มีดีอะไร

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

064 Fight bad days to earn the best days

064


You have to fight through some bad days to earn the best days of your life. – เราต้องสู้ในวันที่แย่ เพื่อจะมีวันที่ดี


เลออนฮาร์ด ออยเลอร์ (Leonhard Euler) เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ มีชีวิตในช่วงศตวรรษที่ 18 ครอบครัวเค้าเองก็เป็นนักคณิตศาสตร์ ก็เลยอยากจะหาที่ทางให้ตัวเองไม่โดนกลืนไปกับความเก่งของคนในครอบครัว จึงเลือกไปเรียนต่อและทำงานเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยในรัสเซียและเยอรมัน


เขาเป็นนักคณิตศาสตร์มีผลงานมากมาย โดยรวบรวมผลงานได้ถึง 900 เล่ม ผลงานเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาของคณิตศาสตร์ในศตวรรษที่ 18 และเขายังเป็นคนที่คิดค้นการใช้ ฟังก์ชั่น f(x) ในแวดวงคณิตศาสตร์


แม้ว่าเลออนฮาร์ดจะดูไปได้สวยในหน้าที่การงาน มีอายุยืนยาว และมีลูกถึง 13 คน แต่เขาก็ประสบปัญหาสุขภาพอันใหญ่หลวงซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ขัดขวางการทำงานเป็นนักคณิตศาสตร์ของเขา


ออยเลอร์สูญเสียการมองเห็นและตาบอดสนิทตลอด 17 ปีสุดท้ายในชีวิตของเขา แต่ถึงอย่างนั้น กลับเป็นช่วงก่อนที่เขาจะตาบอดนี่เอง ที่เขาสามารถผลิตผลงานได้มากถึงครึ่งหนึ่งของผลงานทั้งหมดที่เขาผลิตขึ้นมา


เขาทำได้อย่างไร


ก่อนที่จะตาบอดทั้งสองข้าง ออยเลอร์ยังสามารถมองเห็นจากตาหนึ่งข้างอยู่ แต่เขาเลือกที่จะหลับตาทั้งสองข้าง ขณะดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อเตรียมพร้อมในวันที่เขาต้องสูญเสียตาทั้งสองข้างไปจริงๆ ออยเลอร์เลือกวิธีนี้ในการเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต เพราะเขารู้ว่าวิทยาการทางการแพทย์สมัยนั้นไม่สามารถทำให้เค้ากลับมามองเห็นได้แน่ๆ เค้าจะค่อยๆตามัวและบอดไปในท้ายที่สุดอยู่ดี


ออยเลอร์ เลือกจะยอมรับความพิการและเอาชนะตัวเองได้ เขากล้าทิ้งศักยภาพในการมองเห็นของตาซ้ายที่เหลืออยู่เพื่อฝึกฝนชีวิตใหม่ ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปคงไม่มีใครทำแบบนี้ ก็คงคิดว่าทำเท่าที่ทำได้แล้วกัน และปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ก่นด่าโชคชะตา และรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่น ใช้ชีวิตแบบนี้ ก็เหมือนอยู่แค่ร่างกาย แต่เหมือนจิตวิญญาณได้ตายไปแล้ว


ไม่ว่าวันข้างหน้า จะมีอุปสรรคอะไรเข้ามาทดสอบเรา วันที่เจอเรื่องยากลำบาก ก็นึกถึงเลออนฮาร์ด ออยเลอร์ ไว้เป็นกำลังใจก็แล้วกัน


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

063 จงเรียนรู้ให้เหมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล

063


จงเรียนรู้ให้เหมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล


จากหนังสือ พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ ที่เพิ่งเขียนถึงไปเมื่อวาน อ่านแล้วทำให้รู้ว่า
ผู้ใหญ่ ไม่ได้หมายถึงสถานภาพที่เป็นโดยเงื่อนไขบางอย่าง เช่น มีรายได้ เสียภาษี มีสิทธ์เลือกตั้ง แต่งงาน หรืออายุเกินเลขสาม แต่เป็นประสบการณ์ที่สมวัย ประคับประคองชีวิตเมื่อเจอปัญหาได้
ทำไมการเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ถึงสำคัญ


เพราะว่าทุกคนโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครเป็นเด็กน้อยได้ตลอดไป ถ้าไม่ใช่เพราะข้อจำกัดทางพันธุกรรมหรือสุขภาพ


เพราะว่าเราควรต้องเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ดูแลตัวเองได้ดี ไม่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากรัฐบาลไปตลอด


และ เพราะว่าม้าไม่อยู่กับเราบนโลกใบนี้แล้ว ป๊าก็เข้าสู่วัยเกษียณสำราญอย่างเป็นทางการ เหลือก็แต่พวกเราสามคน ที่บางทีก็ยังติดการใช้ชีวิตแบบเด็กน้อย มีคนคอยป้อนทุกอย่างให้เหมือนวัยเด็กอยู่


ทุกวันนี้เจ้ก็ยังคิดถึงภาพความทรงจำเก่าๆสมัยยังเป็นเด็ก ที่ไม่มีเรื่องมากมายให้คิดเยอะขนาดนี้
คิดถึงตอนเรียนกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน มหาลัย และ คิดถึงการเป็นน้องเล็กในที่ทำงาน คิดถึงความหลังไปซะทุกเรื่องเพราะรู้ว่า ภาพเหล่านั้น วันเวลาเหล่านั้น มันจะไม่ย้อนคืนมาอีก


มีแต่จะอยู่ในความคิด ความทรงจำเราไปตลอด ได้เท่านั้นเองตอนนี้ เจ้เองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ เพราะรู้ตัวว่ายังมีอีกหลายลิ้นชักที่ยังไม่ได้เปิดออก ยังมีอีกหลายเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ยังไม่เกิด และเจ้ก็รอวันนั้นอยู่


แล้วจะทำอย่างไรเพื่อที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ขอตอบด้วยคำพูดของมหาตมะคานธี ที่บอกไว้ว่า
“จงเรียนรู้ให้เหมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล”


การเรียนรู้ เป็นวิธีของเด็กนักเรียน ส่วนการลงมือทำ เป็นวิถีของผู้ใหญ่ ซึ่งควรเอาสองสิ่งมาผสมกัน เพราะในตัวผู้ใหญ่ที่มีจิตวิญญาณความเป็นเด็กอยู่ข้างใน จะหมั่นหาความรู้ใหม่ๆเสมอ เพื่อที่จะนำไปปฏิบัติจริง


การเรียนรู้และลงมือทำ จะทำให้เราสั่งสมประสบการณ์ชีวิต ค่อยๆเติบโต และรอวันผลิดอกออกผลในสักวันหนึ่ง


Steve Jobs ยังบอกเลยว่า สำหรับวัยรุ่น ให้ Stay Hungry, Stay Foolish – จงกระหายและทำตัวให่โง่ตลอดเวลา (เพราะเมื่อใดที่คุณคิดว่าคุณเก่งแล้ว คุณจะไม่พัฒนาตนเอง)


เจ้สงสัยจังว่า ตอนนี้ น้องกำลังเรียนรู้อะไรกันอยู่บ้าง?


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

062 พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่

062


พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่


เป็นหนังสือเล่มที่สองของอาจารย์คิมรันโด ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือเล่ม เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด ที่โด่งดังขายดีกว่าสองล้านเล่มในเกาหลี และในไทยก็พิมพ์ไปเกิน 20 ครั้งแล้ว อาจารย์คิมรันโด เปรียบเสมือนบาทหลวงที่ช่วยเยียวยาจิตใจวัยรุ่น สมานแผล และคอยลูบหลัง ปลอบโยนให้ค่อยๆใจเย็นๆ และจงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้


เล่มภาคต่อนี้ เป็นเรื่องราวที่ขยับมาจากวัยเรียนเป็นเข้าสู่วัยทำงานแล้ว เนื้อหาก็จะหนักขึ้น โตขึ้นกว่าเล่มแรก และพูดถึงประเด็นรอบตัว ทั้งเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านจากเด็กน้อยสู่ผู้ใหญ่ได้อย่างสง่างาม


อาจารย์คิมรันโดตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ก็อายุ 40 กว่าแล้ว ยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่หรือยัง เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องแปลกใจถ้าวันไหนจะทำอะไรไม่เข้าท่าไปบ้าง หรือสับสนในตัวเองไปบ้าง


สิ่งที่ชอบมากจากหนังสือเล่มนี้คือ การที่บอกว่า ให้รักในชะตาชีวิตของเราเอง (Amor Fati) ถ้าเราไม่รักในชีวิตของเราแล้ว ก็จะไม่มีแรงกายแรงใจฝ่าฟันอุปสรรคใดๆที่เข้ามาได้


ตัวอย่างที่เล่ามาประกอบเรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็กชายวัยเรียนคนหนึ่งที่ชีวิตเจอแต่เรื่องแย่ๆ จนเหมือนจะหมดหนทางที่จะมีความสุข ทั้งแม่ที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง พ่อที่หาเรื่องทะเลาะกับแม่ไม้เว้นวันเพราะกลายเป็นบุคคลล้มละลายเนื่องจากต้องเอาเงินเก็บไปรักษาแม่ พี่ชายที่เปลี่ยนไปติดเหล้า ยืมเงินและเป็นหนี้คนอื่นไปทั่ว


ตัวเด็กคนนี้เองจึงต้องทำงานที่ใช้แรงงานหนัก เพื่อใช้หนี้แทนพี่ และเพื่อประทังชีวิตครอบครัว ทำให้เป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน แต่เค้าก็บอกว่า ก็จะอดทนสู้ เพื่อให้ครอบครัวกลับมารักกันเหมือนเดิม


อาจารย์คิมรันโดฟังเรื่องนี้แล้วน้ำตาจะไหล จุกอกอย่างบอกไม่ถูกว่าคนคนหนึ่งทำไมถึงเจอเรื่องทุกข์ใจได้มากมายขนาดนี้ และคำปลอบใจ คำสอนเดียวที่อาจารย์คิมรันโดมีให้ คือให้รักในชะตาชีวิตของตัวเอง Amor Fati เด็กคนนั้นก็รับฟังแบบ งงๆ ว่า มีแค่นี้เองเหรอ คำแนะนำจากอาจารย์ผู้เป็นที่ปรึกษาให้วัยรุ่นชื่อดัง


วันเวลาผ่านไป เด็กคนนั้นแจ้งข่าวกลับมาว่า ตอนแรกไม่เข้าใจในคำสอนของอาจารย์ และโกรธมาก รู้สึกว่าอาจารย์ไม่ใส่ใจปัญหาเค้าจริงๆ เหมือนพูดแค่ให้กำลังใจแบบผ่านๆไปงั้นๆ จนเค้ารู้สึกอยากตายขึ้นมา เพราะไม่ว่าใครก็ช่วยให้เค้ารู้สึกดีขึ้นไม่ได้เลย


แต่ก็ไม่มีเวลาให้นั่งคร่ำครวญ และคิดว่าตายไม่ได้ เพราะแม่จะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีเค้า
หลายเดือนผ่านไป เด็กคนนั้นเลือกที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานและดูแลแม่ให้ดีที่สุด โดยไม่คิดถึงเรื่องทุกข์อื่นๆ ทำแบบนี้ไปสักพัก สุขภาพเขาก็ดีขึ้นมาก เพราะไม่มีความเครียด ความหดหู่ ความไม่รักตัวเองเหมือนกับก่อนหน้านี้

การที่เค้ามุ่งแต่จะทำสิ่งดีๆ โดยไม่มัวแต่โทษโชคชะตา ทำให้คนรอบข้างปลอบโยน ให้กำลังใจ เค้าขอบคุณที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ และยังมีอนาคตให้ฝันถึง


ในที่สุดเด็กคนนี้ก็ตกตะกอนและคิดได้ว่า ที่อาจารย์คิมรันโดบอกว่าให้รักในชะตาชีวิตตัวเอง คือการยอมรับและเรียนรู้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป


คุณค่าที่แท้จริงของตัวเรา ก็ควรเติมเต็มด้วยตัวเราเอง ต้องยอมรับเกียรติของตัวเองก่อนจึงจะเกิดความนับถือตัวเองได้ นี่คือสิ่งที่เด็กคนนั้นนึกขอบคุณอาจารย์ที่ให้บทเรียนเรียบง่ายแต่ยากในการเข้าถึงให้เขา


อาจารย์คิมรันโด รู้ดีว่า เมล็ดพันธุ์ของเด็กคนนั้นกำลังเติบโตภายใต้ความทุกข์ ทางแก้คือ จงทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังนั้นงอกเงยออกมา ถ้าแม้แต่ตัวเราเองไม่รักชีวิตตัวเอง หมดหวัง แล้วจะมีชีวิตที่ดีต่อไปได้อย่างไร


เวลาเสียใจมาก วันเดียวก็ต้องอยู่ให้ได้ เวลาป่วยหนัก ชั่วอึดใจเดียวก็ต้องอยู่ให้ได้เวลาสิ้นหวังจนมองไม่เห็นทางออก ถ้าผ่านวันนั้นมาได้ ก็จะผ่านพ้นวันต่อไปได้
และในที่สุดก็จะพาตัวเองให้มาถึงวันที่สามารถเล่าเรื่องราวเหล่านั้นได้โดยไม่รู้สึกอะไรได้อย่างน่าแปลกใจ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

061 ช่วงเวลาที่ดูสูญเปล่าตอนนี้ อาจเป็น 5 ปีของไผ่หมาจู๋

061
ช่วงเวลาที่ดูสูญเปล่าตอนนี้ อาจเป็น 5 ปีของไผ่หมาจู๋ หรือ 4 ปีของมะพร้าวก็เป็นได้


ไผ่หมาจู๋ เป็นสายพันธ์ที่ไต้หวัน เลยมีชื่อสามัญคือ Taiwan Giant Bamboo เป็นไผ่ที่มีการเติบโตที่ค่อนข้างช้าเพราะเมื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว มันจะไม่งอกหน่ออ่อน หรือมีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยตลอด 5 ปี


จนบางทีคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการปลูกไผ่ อาจคิดว่ามันคงตายไปแล้ว หมดหวังแล้ว
แต่พอเข้าปีที่ 5 ไผ่หมาจู๋จะเริ่มงอกหน่ออ่อนออกมาทีละหลายสิบเซ็นติเมตรภายในวันเดียว และเติบโตสูงได้กว่า 25 เมตร เมื่อโตเต็มที่

Credit : Nanagarden


ซึ่งในช่วงปีแรกๆที่ปลูก ไม่ได้หมายความว่าไผ่ไม่เติบโต เพียงแค่รากมันโตอยู่ใต้ดิน ไม่ได้โผล่พ้นดินมาให้เราเชยชม มันเตรียมความพร้อมอย่างใจเย็น ค่อนเป็นค่อยไป รอเวลาที่เหมาะสมแล้วจึงแทงหน่อขึ้นมาโตวันโตคืนจนกลายเป็นไผ่ที่มีลำต้นที่ใหญ่ เป็นข้อปล้องยาว เนื้อไม้หนา และ เนื้อใบก็หนาและใหญ่ คนจีนเลยนิยมเอาไปห่อบ๊ะจ่างกันนั่นเอง ส่วนหน่อ ถ้ายังอ่อนอยู่ จะมีรสชาดหวาน อร่อย


คนจีนจึงนิยมเอาไปทำอาหาร เช่นแกงจืดหน่อไม้กระดูกหมู แถมใบสดก็สามารถเอาไปหมักเหล้าได้อีกด้วย คุณประโยชน์มากมายเลยทีเดียว
ตอนนี้เอง ที่ไผ่หมาจู๋ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์อีกต่อไป



ที่สวนธารน้ำหอมของพี่พลอย ก็เช่นกัน ช่วงเริ่มแรกของการปลูกมะพร้าว ใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียวกว่าต้นจะออกลูกมาให้ชิมน้ำมะพร้าวหวานๆให้ชื่นใจ เจ้เห็นภาพพี่พลอยเทียวไปเทียวมา ระหว่างบ้านที่สมุทรปราการกับสวนที่ราชบุรี ทุกสัปดาห์ สามปีแรก ไม่เคยมีมะพร้าวกลับบ้านมาเลย มีแต่ กล้วย หน่อไม้ ฝรั่ง มะม่วง และผักที่สวนเท่านั้น


ช่วงเวลาที่รอ มะพร้าวไม่สามารถทำเงินให้สวนได้ มีแต่ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการดูแลอย่างเดียว แต่พี่พลอยก็ไม่ย่อท้อ เทียวไปเทียวมาเพื่อดูแลมะพร้าวอย่างดี


แต่พอเข้าปีที่ 4 ก็เริ่มมีมะพร้าวออกลูกมาแล้ว และออกต่อเนื่องด้วย สมกับความพยายามของชาวสวนที่ประคบประหงมดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ยให้มาตลอดหลายปี ตอนนี้พี่พลอยก็สบายใจละ เหมือนลูกที่อุ้มท้องมานอนได้ฤกษ์คลอดเสียที

Tannamhom Farm


จะเห็นได้ว่า เมื่อคนส่วนใหญ่พยายามทำอะไรสักอย่างมาจนถึงจุดหนึ่ง จะมีแนวโน้มที่จะเลิกไปเสียดื้อๆ เพราะไม่เห็นผลที่ชัดเจน มีน้อยคนนักที่ยอมเหนื่อย อดทน อยู่ในช่วงเวลาแห่งการพยายามอย่างสงบ บ่มเพาะจนได้ที่ และได้ลิ้มรสหอมหวานของความสำเร็จในที่สุด


การลงทุนก็เป็นเช่นเดียวกัน แรกๆก็ไม่ค่อยเห็นผล หลายคนไม่รู้สึกถึงความสำคัญว่าจะเก็บเงินเล็กๆน้อยๆไปทำไมกัน เดี๋ยวไว้รอโบนัส ไว้รอได้เงินก้อน ค่อยเก็บค่อยลงทุนก็เหมือนกันนั่นแหละ
ถ้าคิดแบบนี้ จะไม่มีวันได้พบเจอความมั่งคั่ง ก็จะได้เจอแต่ความธรรมดาๆ


หนักเข้าหน่อยก็ต้องมีชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันต่อไปจนเกษียณก็ยังต้องหาเงินเพื่อประทังชีวิต ต้องพับโครงการที่อยากได้อยากมี พับสิ่งที่ฝึนถึงเก็บเข้ากรุไป เพราะไม่มีทรัพยากรที่จะพาเราไปถึงตรงนั้น
ถ้าเชื่อในสิ่งที่ทำว่าดีแล้ว ขอให้มั่นใจตัวเอง มีวินัย ทำต่อไป และอดทนรอจนมันออกดอกออกผลมาให้เราชื่นใจตอนหลังเอง


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

060 เพราะเป็นวัยรุ่น จึงเจ็บปวด

060


เพราะเป็นวัยรุ่น จึงเจ็บปวด


คิมรันโด อาจารย์ประจำภาควิชาการบริโภค คณะเคหะศาสตร์ มหาวิทยาลัยโซล ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ที่ในตอนนั้นอายุ 40กว่าแล้ว ได้เอาบทเรียนในชีวิตวัยรุ่น มาตีแผ่ให้ลูกศิษย์ และวัยรุ่นที่อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนที่จะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้อ่าน เพื่อเป็นกำลังใจ เป็นแนวทางให้เดินต่อไปได้

เสมือนมีไม้มาพยุงเวลาจะล้ม หรือมีลมเย็นๆคอยปลอบประโลมตอนที่เดินเท้าขึ้นเขาอย่างช้าๆ
คิมรันโดบอกว่า วัยรุ่น เป็นวัยที่เจ็บปวด เพราะกำลังจะเติบโต ต้องค้นหาตัวเอง ต้องล้มเอง ลุกเอง แม้แต่พ่อแม่คนรอบข้างก็ช่วยไม่ได้ ต้องเจอแรงกดดันจากสังคม การอดเปรียบเทียบกับคนอื่นในวัยเดียวกันไม่ได้ และอีกสารพัดเรื่องราวที่วัยรุ่นต้องพบเจอก่อนที่จะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว


อยากบอกว่าเสียดายที่หยิบเล่มนี้มาอ่านช้าไปหน่อย ถ้าได้อ่านตอนกำลังเรียนมหาวิทยาลัย เจ้คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเจอกับหนังสือเล่มนี้


หนึ่งในสิ่งที่ชอบที่สุดของเล่มนี้ คือการเปรียบเปรย อายุของมนุษย์เรากับเวลาของนาฬิกา
ถ้าสมมติว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนอยู่ที่ 80 ปี เท่ากับเวลา 24 ชั่วโมง ดังนั้น 1 ปี ก็จะเทียบเท่า 18 นาที อายุ 10 ปี จะมีค่าเท่ากับ 3 ชั่วโมง


ถ้าอายุ 20 ปี นาฬิกาชีวิตคือ 6 โมงเช้าเริ่มทำงาน อายุสัก 24 ปี เมื่อเอามาคำณวนเวลาแล้วจะเท่ากับ 7:12 น.

อายุ 30 ปี ก็ยังอยู่ช่วงเช้า ที่เวลา 9:00 น. อายุ 40 ปี ก็จะเท่ากับช่วงเที่ยง

แต่พอช่วง 50 ปี นาฬิกาชีวิตของเราก็จะอยู่ประมาณบ่ายสาม ซึ่งก็เริ่มเย็นแล้ว

และพอเราอายุ 60 ปี เป็นช่วงเวลาเกษียณก็จะตรงกับ เวลา 18:00 น. พอดี ซึ่งก็เป็นเวลาที่เราจะกลับบ้านและใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวพอดี


——


คิมรันโดต้องการสื่อว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเรา หลายคนอาจคิดว่า อายุขนาดนี้แล้ว ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่จริงๆแล้ว แสงอาทิตย์ยังคงร้อนแรงอยู่ ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าจะหมดวัน แปลว่า ชีวิตเราไม่ได้ดำเนินมายาวไกลจนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เสียหน่อย


ดังนั้น ไม่ว่าจะเจออะไรยากๆมา เจ็บปวดอีกกี่ครั้ง ก็ขอให้ลุกขึ้นใหม่ หาทางใหม่ ไปต่อให้ได้ทุกครั้ง ตอนนี้ชีวิตพวกเรายังไม่ถึงช่วงเที่ยง ที่แดดแรงที่สุดของวันเลย เรายังมีแรงเหลือให้ทำอะไรอีกเยอะ


ว่าแต่ แล้วตอนนี้ ชีวิตพวกเอ็ง กี่โมงแล้วนะ ?

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

059 อย่าปล่อยให้วิกฤติผ่านไปอย่างสูญเปล่า (2/2)

Credit : Imperial College London

059


อย่าปล่อยให้วิกฤติผ่านไปอย่างสูญเปล่า (2/2)


เชื่อว่าช่วงนี้แทบทุกคนที่ทำงาน น่าจะได้ Work From Home กันเนื่องจากการระบาดรอบที่ 3 นี้ค่อนข้างรุนแรงและแพร่กระจายเร็วเป็นวงกว้าง


จำที่เคยบอกได้ไหมว่า เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน อย่ามัวแต่มองข้อเสียอย่างเดียว ให้มองข้อดีที่มีอยู่ ว่าอย่างน้อยเราก็ได้ประหยัดเวลาจากการเดินทางในกรุงเทพได้ตั้งหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์ ได้กินข้าวเร็ว ได้เห็นแสงอาทิตย์ ได้เล่นกับหมานานๆหน่อย ได้ฝึกทำกับข้าว ได้ทำงานในชุดอยู่บ้าน ฯลฯ มีข้อดีตั้งมากมายให้เลือกมอง จริงมั้ย


และการ WFH ครั้งนี้ ไม่รู้จะยาวนานแค่ไหน จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ เพราะวัคซีนก็มีออกมาเรื่อยๆ แต่เจ้อยากให้น้องๆใช้เวลาอันมีค่าหลังจากทำงานเสร็จ ทำอะไรก็ได้ให้เกิดประโยชน์ นอกเหนือไปจากการนอนดูซีรีย์ ยูทูป หรือไถหน้าจอมือถือทั้งวัน


คือมันก็ทำได้นะ ไม่ได้ผิดอะไร เพราะอยู่แต่บ้าน มันก็ต้องมีโมเม้นเบื่อๆกันบ้างแหละ แต่อย่าให้มันครอบงำเราจนไม่เป็นอันทำอย่างอื่น


ส่วนของเจ้เอง WFH มาตั้งแต่ มีนาคม 2020 จนถึงตอนนี้ เป็นปีแล้วที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวันแบบก่อนโควิด เจ้มีเวลาเหลือจากการเดินทางมากมาย เจ้ได้ออกกำลังกาย ได้เรียนโยคะ ได้เรียนนวดหน้า ได้ฝึกทำน้ำซุป ได้อ่านหนังสือ


แต่ถ้าเอาเรื่องที่พัฒนาตัวเองไว้ใช้ในการทำงาน เจ้ก็ได้ลงเรียนคอร์สออนไลน์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น


1. Mindshift – Break Through Obstacles to Learning and Discover your Hidden Potential : McMaster University, Canada

2. Chinese for Beginners : Peking University, China

3. Creative Thinking – Techniques and Tools for Success : Imperial College London

4. Big History – Connecting Knowledge : MacQuarie University, Australia

5. Financial Planning for Young Adults : University of Illinois, USA

6. Public Speaking and Presentation : Sukitthaitalk


ยังมีอีกหลายคอร์สที่ลงเรียนไป แต่ไม่มีใบรับรอง (certificate) มาให้ เช่น


7. Mentoring Others : Linkedin

8. Time Management for Managers : Linkedin

9. Work Efficiency : Applying Agile Principle : YournextU SEAC

10. Do less get more with Strategic Thinking : YournextU SEAC

นอกจากนี้ ก็ยังมีที่กำลังเรียนอยู่ ยังไม่จบคอร์ส แต่คิดว่าจะจบภายในไตรมาสที่สองนี้

11. Growth Mindset: YournextU SEAC

12. Agile Mindset: YournextU SEAC

13. Design Thinking : YournextU SEAC

14. Storytelling : Developing Signature Stories : YournextU SEAC

ทั้งหมดนี้ไม่มีใครบังคับ สมัครใจ สละเวลา พาตัวเองอยู่หน้าจอคอมเอง
ไม่ได้บอกว่าจะต้องมาเรียนอะไรแบบนี้ เอาที่สะดวก เอาวิธีที่ถนัด จะเข้าเรียนเป็นกิจลักษณะ หรือจะอ่านหนังสือ จะฟัง Clubhouse/podcast ได้ทั้งนั้น ขอให้หาความรู้ใหม่ๆใส่ตัวบ้าง


วันไหนที่วิกฤติโควิดหมดลง โลกกลับมาฟื้นตัว เราก็คงใช้ชีวิตกันตามปกติไปอีกเป็น 100 ปีกว่าจะเจอวิกฤติหนักสาหัสแบบนี้อีกครั้ง ถ้าเราไม่ปล่อยโอกาสดีๆตอนนี้ให้ผ่านไป วันข้างหน้ามองย้อนกลับมาก็จะขอบคุณตัวเองที่ได้ทำอะไรใหม่ๆมากมาย


ถ้าเวลาผ่านไปสัก 10-20 ปี อยากให้เวลาที่นึกย้อนกลับมาช่วงปีที่เกิดโควิด แล้วให้มันมีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นในชีวิตเราบ้าง ไม่ใช่มีแต่ข่าวลบ เช่น คนตกงาน บริษัทปิดตัว โรงแรมถูกขาย คนฆ่าตัวตาย ดาราติดโควิด ฯลฯ เท่านั้น


เอาล่ะ ช่วง WFH นี้ ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ลองหาอะไรเติมสมองกันหน่อยดีไหม

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

058 อย่าปล่อยให้วิกฤติผ่านไปอย่างสูญเปล่า (1/2)

058


อย่าปล่อยให้วิกฤติผ่านไปอย่างสูญเปล่า (1/2)


ราห์ม เอมมานูเอล (Rahm Emanuel) อดีตนายกเทศมนตรีชิคาโก และอดีตเสนาธิการทำเนียบขาวสมัยของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) มีคำพูดหนึ่งที่ถูก Retweet เป็นจำนวนมาก นั่นก็คือ


“Never allow a good crisis to go to waste” อย่าปล่อยให้วิกฤติผ่านไปอย่างสูญเปล่า
ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกเราหลังจากที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เราได้เห็นอุปกรณ์ไร้สัมผัส (contact-free services) เพิ่มมากขึ้น
มีการให้คำปรึกษาหรือรักษาโรคผ่านโทรศัพท์ (Telemedicine)
มีการตรวจโควิดแบบไม่ต้องลงจากรถ (Drive Thru)
การเติบโตของช้อปปิ้งออนไลน์ (E-commerce)
ตามร้านอาหารก็มีตู้กดเมนูจ่ายเงินเสร็จสรรพ (Self-order Kiosk)
ธนาคารก็ถูกย่อมาไว้ในแอพบนมือถือ (E-Banking)
เดี๋ยวนี้จะสั่งอาหารออนไลน์ก็ไม่ต้องใช้บริการเชนร้านอาหาร Fast Food อย่างเดียวอีกต่อไป ในเมื่อมีตัวเลือกหลากหลายบนแอพให้เลือก เช่น Grab, Lineman, Food Panda, Gojek (Food Aggregator)

สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวเร่งให้เราต้องเข้าสู่ Digital System อย่างเลือกไม่ได้

ถ้าไม่เข้าร่วม ก็ไม่ต่างจากคนหลงยุคที่ยังใช้ตู้โทรศัพท์ ในวันที่ทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวกันแล้ว

จะสังเกตได้ว่าในมหภาค (ภาพใหญ่) ระดับประเทศ และระดับโลก ก็มีการปรับตัวกันหมดแล้ว พอหันมามองที่ จุลภาค (ภาพย่อยๆ) คือที่ตัวบุคคล หรือตัวเราเอง ก็ต้องคิดว่าแล้วเราจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ฉับไวนี้ยังไง

เราคงไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศเต็มสูบแบบเวียตนามเพื่อจะไม่ปล่อยให้วิกฤตินี้สูญเปล่า
เวียดนามมีประชากรในวัยทำงานจำนวนมาก

สังเกตจากเพื่อนชาวเวียตนามหลายคนใน facebook และจากการดูข่าว คิดว่าเป็นเพราะคนเวียตนามเค้าแต่งงานมีลูกกันเร็ว เรียนจบก็ช่วยกันสร้างครอบครัวกันเลย ทำให้มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่ำ ตลาดเวียดนามมีกำลังซื้อสูง การส่งออกสินค้ามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีนโยบายการเมืองมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจดึงดูดนักลงทุน มีการทำความตกลงด้านการค้ากับประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 17 ฉบับ ขณะเดียวกันเวียดนามให้สิทธิพิเศษในด้านภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจการค้าและการลงทุน (Ease of doing business)

ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุน การก่อสร้างสาธารณูปโภค และอื่นๆ นับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ส่งผลให้เกิดการลงทุนในประเทศและทำให้เศรษฐกิจเวียดนามโตสวนกระแสยุคโควิด
นี่คือตัวอย่างของ Never allow a good crisis to go to waste ที่แท้ทรู อีกหน่อยเวียตนามจะตีตื้นไทยมาแบบเนียนๆเลยแหละ


ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ก็ให้มันเป็นเรื่องของรัฐบาล ของคนที่ต้องบริหารไปแล้วกัน
กลับมาที่ตัวเรา สิ่งที่เราพอทำได้ ก็คือ Relearn Reskill Upskill ติดอาวุธให้ตัวเองใหม่ เพราะความรู้ ใบปริญญาที่ได้จากมหาวิทยาลัย อาจไม่เพียงพอที่จะอยู่ในโลกการทำงานยุคใหม่แล้ว
ถ้าไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก็ต้องปรับตัวตามโลกด้วย และรู้จักขวนขวายใช้ประโยชน์จากเศษเวลาในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง


เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่าต่อ ว่าเศษเวลาจากการที่ไม่ต้องเดินทางไปทำงาน เจ้ใช้ทำอะไรได้บ้าง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis