193 – Eyes Wide Open

Eyes Wide Open – กะเทาะเปลือกเส้นทางจิตวิญญาณ


หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ชวนเราตื่นแบบสวยงาม
แต่ชวนให้เราลืมตาทั้งที่ยังมีฝุ่นในตาอยู่นั่นแหละ

อ่านจบแล้ว รู้สึกเหมือนมีใครค่อย ๆ ลอกเปลือกบางอย่างออก
เปลือกของความคิดว่าฉันกำลังพัฒนาจิตวิญญาณ
ทั้งที่บางที อัตตาแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้ดูขาวสะอาดขึ้นเท่านั้นเอง

เล่มนี้มีเพื่อนแนะนำให้อ่าน เลยพกไปตอนเที่ยวด้วย แต่กลับไทยมาก็ต้องมาอ่านซ้ำอีกรอบ

เพราะพบว่าไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่าย คล่องคอนัก

ต้องใคร่ครวญระหว่างอ่านเยอะมาก จึงใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าเล่มอื่น

เล่มนี้ชื่อเต็มๆคือ Eyes Wide Open, cultivating discernment on the spiritual path

เขียนโดย Mariana Caplan แปลโดย คุณกรรณิการ์ พรมเสาร์ ต้องชมว่า หน้าปกไทยสวยกว่าของต้นฉบับมาก เป็นอีกเล่มที่ตอกย้ำว่า จิตวิญญาณ และ จิตวิทยา ไม่ควรถูกมองแยกจากกัน จิตวิทยาตะวันตกสมัยใหม่ มักจะแยกจิตใจออกจากจิตวิญญาณ เพราะต้องการแยกวิญญาณ ออกจากสสารและยอมรับแต่เฉพาะสิ่งที่บอกปริมาณได้ วัดค่าได้เท่านั้น

และนี่คือการถอดบทเรียนที่ได้จากการอ่านเล่มนี้

#เส้นทางจิตวิญญาณไม่ใช่บันไดแต่เป็นถนนลูกรังทางวันเวย์
มันไม่เรียบ ไม่ตรง และไม่พาเรากลับไปเป็นคนเดิม
มีทั้งช่วงสว่าง ช่วงมืด และช่วงที่รู้สึกว่าถอยหลัง
ถ้าเราไม่ฝึกความยืดหยุ่นและไม่ยอมตอบสนองต่อความจริงที่เปลี่ยนไป
เราจะติดอยู่ตรงหลุมนั้นเอง

#ฝึกยืดหยุ่นเข้าไว้

การเดินทางในการดำเนินชีวิตของเราแต่ละคนมีเอกลักษณ์ และอาจคาดเดาไม่ได้

ถ้าเราไม่บ่มเพาะความยืดหยุ่นและความเต็มใจในการตอบสนอง ต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะไปต่อได้ลำบาก เพราะนิสัยของเราอาจจะกลายเป็นความเคร่งจนขาดความยืดหยุ่น

แม้แต่การปฏิบัติธรรม ฝึกจิต สมาธิ ภาวนาเอง ก็อาจกลายเป็นข้ออ้าง

ในการจำกัดตัวเองให้อยู่อย่างคับแคบและปลอดภัย

แต่จริงๆแล้วเราควรปฏิบัติให้แน่ใจว่าเรามีความยืดหยุ่นขึ้นต่างหาก

#สิ่งที่เราไม่กล้ารู้จักมันจะไปโผล่ข้างนอกในนามของโชคชะตา
Carl Jung บอกไว้ว่า เมื่อสถานการณ์ภายในไม่ได้ถูกสำนึกรู้ มันจะปรากฏภายนอกเป็น “โชคชะตา”
หลายครั้งเราบอกว่าชีวิตไม่ยุติธรรม ทั้งที่จริงเราแค่ยังไม่กล้ามองเงาของตัวเอง
หนังสือเล่มนี้ส่งสัญญาณบอกเราว่า งานภายใน หรือ Inner Work ที่เราหลีกเลี่ยง
จะกลับมาเคาะประตูชีวิตเราเสมอ ในรูปของผู้คน เหตุการณ์ และความรู้สึกเดิม ๆ
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไหร่ที่เผชิญหน้ากับมัน เราจะรู้ว่าทุกสิ่งมีที่มาที่ไป และมันสะท้อนจากสภาวะภายในใจเราเอง

#เรารู้มากแต่เรายังไม่รู้จักตัวเอง
นี่คือประโยคที่อ่านแล้วเจ็บอยู่นะ
คนจำนวนมากมีความรู้เต็มหัว มีคำสอนเต็มปาก
แต่ไม่รู้จักแรงขับ ความกลัว และบาดแผลของตัวเอง
และที่น่ากลัวกว่านั้น คือ เรา “เชื่อจริง ๆ” ว่าเรารู้จักตัวเองแล้ว
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
เพราะการยอมรับว่า “ฉันไม่รู้”
คือประตูที่เปิดกว้างที่สุด

#อัตตาไม่ได้หายไปมันแค่พูดด้วยภาษาธรรม
อัตตาถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เราเห็นตัวเอง
มันชอบบอกว่า “ฉันคิด ฉันรู้ ฉันเข้าใจ”
และในเส้นทางจิตวิญญาณ อัตตาจะยิ่งแนบเนียน
มันอาจมาในรูปของความเหนือกว่า ความถ่อมตนปลอม ๆ
หรือการติดกลุ่ม ติดครู ติดบทบาทผู้รู้
หนังสือเล่มนี้เรียกสิ่งนี้ตรง ๆ ว่า วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ หรือ โซ่ทองที่สวยงาม

ซึ่งเป้าหมายของการฝึกจิตไม่ใช่การสร้างคุกที่ดูดีขึ้น แต่คืออิสรภาพต่างหาก

#ตันตระไม่ได้สอนให้หนีสิ่งใดแต่สอนให้ถักทุกอย่างเข้าด้วยกัน

ตันตระสอนให้เรานำ ทุกประสบการณ์
ทั้งสุข ทุกข์ ความใคร่ ความกลัว ความสับสน
มาถักทอเป็นผืนผ้าแห่งความตื่นรู้ที่ต่อเนื่อง
ไม่ตัด ไม่ปฏิเสธ ไม่เลือกเฉพาะสิ่งที่ดูดี
เพราะทันทีที่เราต่อต้านบางสิ่ง
เราจะหันไปหาสิ่งที่เป็นพวกของมัน
แม้แต่ “ความไม่โลภ” ก็อาจเป็นความโลภชนิดประณีต
เมื่ออัตตาไม่พบศัตรู อัตตาก็ไม่มีที่ยืน

#อทวิภาวะคือการเลิกแยกโลกออกจากหัวใจของเรา

อทวิภาวะไม่ได้แปลว่าโลกนี้ไม่มีคู่ตรงข้าม
แต่คือการไม่แยกผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
รูปไม่ต่างจากความว่าง
ความว่างก็ไม่ต่างจากรูป
พระผู้เป็นเจ้ามีจักรวาลเป็นกาย
ถ้าเราทรยศโลกในตัวเอง
เราจะไม่มีวันเข้าถึงสวรรค์ภายใน
เส้นทางจิตวิญญาณจึงไม่ใช่การหนีโลก
แต่คือการยอมรับโลกนี้ทั้งหมดโดยไม่หดตัว ไม่แบ่งแยก

#บางครั้งการรู้แจ้งคือการไม่ต้องรู้ทุกอย่าง
เรามักคิดว่าการตื่นรู้คือการเห็นทุกคำตอบ
แต่ผู้เขียนเล่มนี้ชวนให้ “ไม่รู้”
ปล่อยให้กำแพงแห่งความโอหังทางจิตวิญญาณค่อย ๆ สึกกร่อน
จนปัญญาของชีวิตซึมผ่านเข้ามาได้เอง
แสงจะเล็ดลอดเข้ามาได้ ก็ตรงรอยร้าวนั่นแหละ

#อย่าใช้การปฏิบัติเพื่อหนีชีวิต
คำถามสำคัญที่เล่มนี้โยนมา คือ
เราทำสมาธิเพื่อเข้าใกล้ชีวิต หรือเพื่อหลบหนีมัน
อันที่จริง การปฏิบัติที่ไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยจากความเจ็บ
แต่มันทำให้เราพบ “ผู้เยียวยาภายใน”
คนที่รู้ว่าจะดูแลร่างกาย หัวใจ และจิตวิญญาณอย่างซื่อสัตย์
กฎในการเยียวยาตัวเองนั้นมันเรียบง่ายมาก คือ
เราจะหาย เมื่อเราทำตามหัวใจ

#วุฒิภาวะทางจิตวิญญาณคือการตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อชีวิตจริง
การรู้แจ้ง ไม่ใช่การลอยเหนือโลก
แต่คือความสามารถในการอยู่กับความทุกข์ ความผิดหวัง
และยังมองเห็นความงามของชีวิตได้พร้อมกัน
คนที่เติบโตทางจิตวิญญาณ
ไม่ใช่คนที่ไม่มีบาดแผล
แต่คือคนที่รู้ว่าจะใช้บาดแผลนั้นรับใช้อะไร

Eyes Wide Open ไม่ได้ชี้แนะให้เราหนีโลก
แต่กลับทำให้เรากลับมาอยู่ในโลก อย่างคนที่ลืมตาแล้วจริง ๆ

นึกขอบคุณเพื่อนอยู่เสมอ ที่บอกว่าอ่านเล่มนี้แล้วนึกถึงเจ้

ถ้าถึงวันที่พวกเธอเริ่มสนใจทำงานภายในตัวเอง

เล่มนี้เป็นอีกเล่มที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่อาบน้ำร้อนมาก่อน มาแบ่งปันประสบการณ์

เราไม่จำเป็นต้องรอคอยให้หาตัวเองเจอก่อนถึงจะสนุกกับชีวิตได้

เราสามารถเลือกที่จะเฉลิมฉลองชีวิตขณะที่แสวงหาไปด้วยว่าเราเป็นใคร

ขอให้สนุกกับทุกเส้นทางที่เลือกเดินนะ

ด้วยรักจากเจ้

192 – วิชาคนตัวเล็ก Small Rules

วิชาคนตัวเล็ก

Think Again / กล้าที่จะถูกเกลียด / อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น / Mindset / คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น / วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก / จิตวิทยาสายดาร์ค ฯลฯ

มั่นใจว่าถ้าเดินผ่านร้านหนังสือ ต้องเคยเห็นหนังสือเหล่านี้ติดเชล์ฟแน่นอน เหล่านี้คือตัวอย่างหนังสือของสำนักพิมพ์วีเลิร์น We Learn แนว Hoแม้ว่าอาจจะไม่ได้ซื้อทุกเล่ม แต่เชื่อว่าสำหรับคนที่หยุดดู คงมีสะดุดตากับหน้าปกหรือชื่อหนังสือของสำนักพิมพ์นี้บ้างแหละ หรือแม้กระทั่งไม่ได้ซื้อ ไม่ได้อ่าน แต่ก็น่าจะจำหนังสือของสำนักพิมพ์วีเลิร์นได้

วันที่มีเรียน Play to Plan ของอาจารย์ท้ง ธงชัย ที่ใช้ลูกผสมระหว่าง LEGO® Serious Play® Method (LSP) และ Notion แอพสำหรับจัดระเบียบ อัพเดตความคืบหน้าของทุกสิ่งสำคัญไว้ในที่เดียว (คลาสดีมาก ถ้าใครต้องการตัวช่วยในการออกไอเดียและจัดระบบ tracking ติดตามตลอดปี )

อาจารย์ท้งได้เกริ่นของรางวัลไว้ตอนต้นคลาสว่าถ้าใครตอบคำถามถูกจะได้หนังสือ “วิชาคนตัวเล็ก” ไป ซึ่งอาจารย์บอกไว้ว่าเล่มนี้ดีมาก

พอเห็นหนังสือในมืออาจารย์ปุ๊บ เห็นภาพตัวเองกำลังอ่านเล่มนี้อยู่แบบแว้บนึง (ไม่ได้ตั้งใจ manifest หรอกนะ แค่คิดว่ายังไงก็คงจะไปหาซื้อมาอ่านอยู่ดี) แล้วภาพตัดกลับมาที่การตอบคำถาม ซึ่งเจ้ตอบไม่ถูกเป๊ะ

คนที่ตอบถูกคือ พี่เจี่ย โสภณ แต่พี่เจี่ยบอกว่ามีหนังสือเล่มนี้แล้ว อาจารย์ท้งเลยให้คนที่ตอบได้ใกล้เคียงที่สุดได้ไป ซึ่งก็เป็นไปตามที่เห็นในรูปนี้ว่าใครได้ไป 😊

พอได้จังหวะอ่าน แปลกมากที่เล่มนี้ทำให้เจ้นั่งอ่านรวดเดียว 2 ชั่วโมง จนจบเล่ม มีพลังงานอะไรบางอย่างตรึงไว้ให้พลิกหน้าต่อไปเรื่อยๆจนจบ โดยไม่แวะไปทำอย่างอื่น อาการเดียวกับที่ นิ้วกลม เขียนไว้ในคำนิยมเป๊ะ

อ่านจบพบว่าเป็นอีกเล่มที่ดีมากของปี 2025  ผู้เขียนคือ คุณปูน พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ผู้ก่อตั้งและผู้อยู่เบื้องหลังสำนักพิมพ์วีเลิร์น ที่ทำยอดขายหนังสือมากกว่า 10 ล้านเล่ม

เล่มนี้ไม่ได้มาอวดหรือบอกแนวทางว่าต้องทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จ

ตรงข้ามเลย เป็นการตีแผ่ชีวิตจริงของการปลุกปั้นสำนักพิมพ์ จากที่เป็นสำนักพิมพ์น้องใหม่เข้าวงการมาแบบสายป่านไม่ได้ยาวมาก ต้องลุ้นว่าจะไปต่อได้มั้ยผ่านยอดขายหนังสือช่วงแรกที่เข้าใกล้คำว่า ‘ร่อแร่’

แต่อะไรที่ทำให้คุณปูนพาวีเลิร์นมาไกลจากจุดเริ่มต้น กลายเป็นสำนักพิมพ์ฮอตปอรทแตก และยืนระยะได้ยาวนานจนถึงทุกวันนี้ คำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้

อ่านจบ รู้สึกนับถือคุณปูนในใจแม้จะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ที่กล้าเล่าทุกกลเม็ดเคล็ดลับที่ทำให้รอดตายมายืนอย่างสง่างาม ผ่านการใช้ภาษาสไตล์วีเลิร์นที่สั้น กระชับ คม ทัชใจ

วิธีการคิด การตัดสินใจ และมุมมองในการใช้ชีวิตของคุณปูนนั้นสดใหม่ ไม่ซ้ำทฤษฎีในหนังสือ มันตื่นเต้น แพรวพราว มีชั้นเชิง สนุกสนาน ทำให้คนอ่านคาดไม่ถึง เป็น Lesson Learn ชั้นยอดสำหรับคนธรรมดาเดินดินทั่วไป

ตัวอย่างเช่น

ทุกอย่างบนโลกนี้ ล้วนต่อยอดจากไอเดียที่เคยมีอยู่แล้วทั้งนั้น จงเรียนรู้คนอื่น ไม่ใช่เพื่อลอกเลียนแบบ แต่เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง ให้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีคนอยากเลียนแบบบ้าง

เราอาจจะไม่จำเป็นต้องวิ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา วิ่งในจังหวะของตัวเอง พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่พอใจก็พอ

เมื่อถึงจุดหนึ่ง อย่าปล่อยให้เงินเข้ามาครอบงำการตัดสินใจทุกอย่าง จนลืมไปว่าจุดหมายที่แท้จริงของการทำธุรกิจคืออะไร เพราะเมื่อหลังชนฝา สามัญสำนึกและสติเราจะหายไป

ยิ่งธุรกิจเล็ก ทรัพยากรยิ่งมีน้อย เราจึงไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่ต้องเลือกทำบางอย่าง ทำน้อยให้ได้มาก ใช้ทรัพยากรอันน้อยนิดพลิกเกมทั้งกระดาน คือ วิชาคนตัวเล็ก

ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่สั่นสะเทือน ให้พาตัวเองไปไกลจนถึงจุดที่ไม่มั่นใจ เพราะในการคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจไม่เคยมีอยู่จริง

ถ้ามีมากไป ความสนใจจะกระจัดกระจาย ภายใต้ข้อจำกัด จะได้พบว่าสมองเราทำงานได้มากขนาดไหน จงขอบคุณมัน

หาข้อดีในความล้มเหลว เรียนรู้จากมันให้ได้ แล้วจะกลับมาอย่างสง่างาม เพราะมันเปิดโอกาสให้เราสร้างตำนาน

ฝึกทำตัวให้เล็ก เพราะในโลกมีสิ่งที่เราไม่รู้เสมอ ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ใช่ฟังแต่สิ่งที่อยากฟัง

นี่แค่น้ำจิ้ม ยังมีข้อคิดที่ตกผลึกมาแล้วอย่างดีอยู่ในเล่มที่รอให้ไปอ่านด้วยตัวเอง

เล่มนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ต้นทุนชีวิตดีมากจนเจออุปสรรคอะไรก็ไม่กลัวเพราะมีทุกอย่างพร้อมในการรับมือกับปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นคนต้นทุนดีอยู่แล้วและได้อ่านเล่มนี้ ก็จะยิ่งเป็นแต้มต่อในการเรียนรู้ การพลิกแพลง การเอาตัวรอด ในสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่จำกัด สรุปคือ ไม่ว่าใครอ่านก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น

เล่มนี้ เขียนแบบเผยความลับทางธุรกิจ ชนิดที่ไม่กลัวว่าเป็นการเปิดเผยความลับให้คู่แข่ง

ถ้าอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้คุณปูนทำแบบนี้ คำตอบอยู่บทส่งท้ายของเล่ม

อ่านสนุก เพลินจนลืมเวลา ยังคิดเล่นๆว่าวัตถุดิบมาดีแบบนี้

น่าจะมีคนเอาไปทำหนัง หรือ ซีรีย์ แนวสงครามส่งด่วน ในเวอร์ชั่นวงการหนังสือได้เลย

ถ้าอยากได้พลังใจในการทำงาน ให้ไปต่อได้แม้ในวันที่ยาก ขอให้ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านนะ

ขอบคุณ อาจารย์ท้ง ธงชัย โรจน์กังสดาล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สอน Workshop และผู้นำหนังสือวิชาคนตัวเล็ก มาเป็นรางวัลในคลาส

และขอบคุณ คุณโสภณ นวรัตนาพงษ์ ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรช่อง 9 MCOT HD เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่นั่งข้างกัน แถมสละสิทธ์ไม่รับรางวัลเพราะมีแล้ว ทำให้หนังสือเล่มนี้ตกมาถึงมือในที่สุด

191 – ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

191 – ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

เล่มนี้เจ้ได้มาในจังหวะที่พอดีอย่างน่ามหัศจรรย์
หลังกลับจากไปปฏิบัติภาวนาแบบเซนที่ราชบุรี เซนเซโจอาวให้สวดบท “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” ทั้งที่เซนมักไม่สวดมนต์
เจ้เพิ่งรู้ว่านี่คือพระสูตรสำคัญที่สุดของนิกายมหายานและวัชรยาน

พอกลับถึงกรุงเทพ พี่พีทส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ แค่เพราะเห็นว่าเจ้เคยอ่านหนังสือของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เลยคิดว่าน่าจะอ่านเล่มนี้ต่อด้วย ทั้งที่พี่พีทไม่รู้เลยว่าเจ้เพิ่งรู้จักและสวดบทนี้ไปแท้ๆ เหมือนจักรวาลจัดวางไว้ได้เหมาะเจาะจริงๆ

หนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไร
อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ประวัติตัวเองว่ามาเดินสายธรรมได้อย่างไร รวมถึงไฮไลท์การเดินทางภายในจากเชียงใหม่กลับบ้านเกิดที่เกาะสมุย และพระสูตร “ปรัชญาปารมิตา” ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านภาวนา


อ่านแล้วจะเข้าใจว่า “ขุมทรัพย์” ที่แท้จริงไม่ใช่อะไรนอกตัวเลย แต่คือปัญญาญาณที่อยู่ในใจเราเอง


หัวใจของปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

  • พระสูตรนี้เกิดจากบทสนทนาระหว่างพระสารีบุตรกับพระอวโลกิเตศวร
    แม้ไม่ใช่พุทธวจนะโดยตรง แต่ได้รับการรับรองโดยพระพุทธเจ้า
  • ในสายวัชรยาน พระแม่ปรัชญาปารมิตา คือ “พุทธมารดา” ผู้ให้กำเนิดพุทธภาวะในใจของผู้ภาวนา
  • สาระของพระสูตร คือ “เห็นขันธ์ 5 เป็นศูนย์” คือการละลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

การภาวนาเพื่อรู้แจ้งขันธ์ 5

  • รูปขันธ์ รู้เห็นง่ายสุด เพราะสัมผัสได้ด้วยตา ทุกคนเห็นได้เหมือนกัน
  • เวทนา สัญญา สังขาร ละเอียดขึ้นตามลำดับ ต้องรู้โดยไม่ปรุงแต่ง
  • วิญญาณขันธ์ คือจิตผู้รู้ที่ละเอียดที่สุด ต้อง “รู้โดยไม่คิด”
    เหมือนมือรู้ว่าร้อนโดยไม่ต้องคิดว่าร้อน

เจตสิก (อาการของจิต) เปรียบเหมือน “กลิ่น สี รส ของน้ำ”
ส่วนจิตเดิมแท้ คือน้ำใสสะอาดที่ไม่ปรุงแต่ง เพียงรู้เฉย ๆ อย่างบริสุทธิ์


ศูนยตา คือความว่างที่ไม่ใช่ความว่างเปล่า

  • “ศูนย์” ไม่ได้หมายถึงไม่มี แต่คือ “ว่างจากการปรุงแต่งว่าใช่หรือไม่ใช่”
  • ในศูนยตา ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีการเกิดหรือดับ
    ทุกสิ่งกลับสู่ความเป็นหนึ่งเดียว สภาวะที่จิตสงบและบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ

“เมื่อโลกภายในเป็นศูนยตา โลกภายนอกก็เป็นตถตา — เป็นเช่นนั้นเอง”


หน้าที่ของผู้ปฏิบัติ

  • ตรวจสอบใจเสมอว่ามีความกังวลไหม
    ถ้ามีก็แค่ให้กลับมาภาวนา
  • การรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างแท้จริง ไม่ใช่การ “คิดถึงลมหายใจ”
    แต่คือ “การรู้” โดยไม่ปรุงแต่งความหมาย
  • ความไม่รู้แจ้งก่อให้เกิด “วิปลาศ” เช่น ความเห็นที่ผิด ความคิดที่ผิด การรับรู้ที่ผิด
    แต่เมื่อจิตบริสุทธิ์ ความกลัวและความหลงก็สลายไป

บทสรุปของพระสูตรนี้

“โอม คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิสวาหา” ก้าวต่อไป ก้าวต่อไป ให้ถึงฝั่งโน้น ฝั่งที่เป็นการตื่นรู้ สดใส เบิกบาน

หนังสือเล่มนี้ทำให้เข้าใจว่า
การเดินทางภายใน คือการกลับมาพบพื้นที่ว่างในใจ
ที่ว่างซึ่งเต็มไปด้วยเมตตา และไม่มีสิ่งใดต้องพิสูจน์อีกต่อไป

เพราะเมื่อศูนยตาและตถตากลายเป็นหนึ่งเดียว
เราจะเห็นว่า “ธรรมชาติทั้งหมด ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน”

ขอให้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านที่มีพระแม่ปรัชญาปารมิตารออยู่นะ

ด้วยรักจากเจ้

Zen Meditation Retreat

เจ้เพิ่งกลับจากการไปภาวนาแบบเซน (Zen Meditation Retreat)
กับ โจอาว โรดริเกส เซนเซ (João Rodrigues Sensei)
ที่สวนลมหายใจอันสงัด
บ้านของพี่จ๊ะ พี่นะ ที่จังหวัดราชบุรี
ซึ่งแทรกตัวอยู่ในสวนมะพร้าว ต้นกล้วย
บรรยากาศร่มรื่น สงบเหมาะกับการภาวนา หรือกิจกรรมฝึกสติ

เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งภาวนาแบบนี้
พบว่า เซนนั้นเรียบง่าย แต่กลับงดงามในความรู้สึก
เหมือนเราค่อย ๆ ปลดสัมภาระที่แบกไว้
เหลือเพียงแค่แก่นแท้ของการมีอยู่

ชอบที่เซนเซบอกว่า
การภาวนาไม่ใช่เพื่อให้ได้อะไร หรือไปถึงไหน
แต่คือการฝึก “อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้” อย่างเต็มเปี่ยม
เพราะแค่เราได้สัมผัสกับสภาวะที่สงบและเป็นกลาง
ปัญญาที่อยู่ในตัวก็จะค่อย ๆ เผยออกมาเอง

สิ่งที่ต่างจากที่เคยรู้สึกคือ
เซนไม่ได้เน้นทฤษฎีหรือความซับซ้อน
แต่ใช้ชีวิตประจำวันเป็นสนามฝึก
การนั่ง กิน เดิน หายใจ ทุกอย่างล้วนคือการภาวนา
เหมือนกับการหัดมองโลกด้วยสายตาใหม่
ที่เบา แต่คมชัดขึ้น

เซนนั้นเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ไม่เกินจริงเลย

หากไม่ถนัดสวดมนต์เพราะไม่รู้ความหมาย
ไม่อยากยึดถือกฏระเบียบมากมาย
แค่อยากจะเข้าใจแก่นแท้การของชีวิต
เซน เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีมากๆ ลองเปิดใจดูนะ

โจอาวเซนเซเป็นพระเซนในสายธรรมของท่านมะเอะซุมิ โรชิ หนึ่งในผู้บุกเบิกการถ่ายทอดพุทธศาสนานิกายเซนไปฝั่งตะวันตก ปัจจุบันสอนอยู่ที่ ดานะ สังฆะ ในเมืองมงเทรย์ ประเทศฝรั่งเศส ลองติดตามข่าวสารได้ที่เพจ C2 Cafe & Community วัชรสิทธา และ อาศรมวงศ์สนิท

เชื่อเหลือเกินว่า ถ้าภาวนาเป็นประจำ สม่ำเสมอ
การเข้าถึงพุทธะคงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ด้วยรักจากเจ้

190 – The Alchemist ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน

The Alchemist ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน

เขียนโดย Paulo Coelho นักเขียนร่วมสมัยชาวบราซิล เป็นหนังสือขึ้นหิ้งขายไปแล้วว่า 85 ล้านเล่ม แปลแล้วมากกว่า 83 ภาษา จริงๆเป็นเล่มที่เจ้เห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่มองข้ามตลอดเพียงเพราะคิดว่าเป็นนิยายล่าขุมทรัพย์ธรรมดา แต่สุดท้ายก็ไปหาซื้อมาอยู่ดี เพราะไม่อยากตกขบวนหนังสือดีระดับโลก

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทำให้เรากลับมามองความฝันของตัวเอง และถามว่า เรายังฟังเสียงหัวใจอยู่ไหม

เจ้อ่านเล่มนี้จบระหว่างไปทริปเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ ได้เจอพี่เยา Cooking with Yao ครูที่เจ้เรียนทำอาหารด้วย การได้นอนพักที่บ้านพี่เยา 5 วัน ทำให้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแต่งดงามอบอวลไปด้วยความรักในการทำอาหาร การสร้างบ้านที่ทำจากดิน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น การสร้าง community เพื่อเกื้อกูลคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกันให้สามาารถทำสิ่งนี้ต่อไปได้ ฯลฯ ทำให้รู้ว่า พี่เยาเจอขุมทรัพย์แล้วแน่ๆ และก็เป็นแรงบันดาลใจให้เจ้ตามหาขุมทรัพย์เจอบ้าง

#ทำไมทุกวันดูเหมือนกัน
เพราะมนุษย์เราเลิกสังเกตความงดงามที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้น เรามัวแต่ยุ่งกับชีวิตประจำวันหาเลี้ยงปากท้องจนลืมใส่ใจสิ่งรอบๆตัวไป เพียวเพราะคิดว่ามันก็เหมือนเดิมทุกวัน เราก็เลยรู้สึกว่ามันเหมือนกันทุกวัน

#เคล็ดลับแห่งความสุข
เราจะมีความสุขได้ ด้วยการมองโลกด้วยสายตาแห่งความมหัศจรรย์ แต่ก็ไม่ลืมหยดน้ำมันในช้อน
หมายถึง มองหาความสุขเล็กๆ ระหว่างทาง โดยไม่ทิ้งความรับผิดชอบในชีวิต

#อย่าลืมแกะของตัวเอง
คนเลี้ยงแกะอาจรักการเดินทาง แต่ต้องไม่ลืมดูแลแกะของตัวเอง สื่อถึงการมีเป้าหมายใหญ่เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ไม่ควรละเลยสิ่งสำคัญใกล้ตัวไป

#บทเรียนของสายน้ำ
บางครั้งเราก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งการไหลของชีวิตได้ ให้ปล่อยวาง และไหลไปกับมันเหมือนสายน้ำที่ไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

#ความฝันและสัญญาณ
อย่าละทิ้งความฝัน จงตามสัญญาณที่หัวใจบอก

#ภาษาสากลของโลก
คือภาษาของความกระตือรือร้นและการทำสิ่งต่างๆด้วยใจรัก มีเป้าหมายเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่เราปรารถนาหรือเชื่อ
นี่คือภาษาที่ทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องใช้คำพูด และเมื่อหัวใจต้องการบางสิ่งจริงๆ จักรวาลทั้งจักรวาลจะช่วยดลบันดาลให้เกิดขึ้น “ฉันมักอยู่ใกล้ๆ คนที่พยายามดำเนินตามชะตาชีวิตของตนเอง” นี่คือคำพูดของกษัตริย์ชรา หมายความได้ว่า คนที่ตามฝัน ย่อมได้แรงสนับสนุนเสมอ

#ระหว่างทางสู่ความฝัน
จิตของโลกจะทดสอบทุกสิ่งที่เราเรียนรู้ เพื่อให้แน่ใจว่าเราพร้อมจะครอบครองฝันนั้นจริงๆ

#นักเล่นแร่แปรธาตุที่ล้มเหลว
เขามัวแต่หาทองคำ แต่ไม่เคยใช้ชีวิตตามเส้นทางของตนเอง การตามหาฝันที่ไม่ใช่ของตัวเอง ย่อมไม่ทำให้มีความสุข การเล่นแร่แปรธาตุแท้จริงแล้ว คือการนำความอุดมสมบูรณ์พร้อมในโลกแห่งจิตใจมาสู่โลกแห่งวัตถุ

#ขุมทรัพย์แท้จริง
ความสุขหาได้จากเม็ดทรายธรรมดาๆ ในทะเลทราย
ทุกคนต่างมีขุมทรัพย์รออยู่ แต่หัวใจเรามักไม่พูดถึงมัน
เรามักเล่าเรื่องขุมทรัพย์นี้ให้แค่เด็กๆ เท่านั้น และเมื่อมีขุมทรัพย์มาอยู่ตรงหน้า

คนเราก็มักไม่สังเกตเห็น เพราะไม่เชื่อเรื่องขุมทรัพย์นี่เอง ก็เลยไม่เจอเสียที แต่เมื่อเราพยายามจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราจะดีขึ้นเช่นกัน

The Alchemist จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทางหาทองคำ
แต่มันคือการเตือนให้เรากลับมา ตามหาขุมทรัพย์ในหัวใจตัวเอง
และใช้ชีวิตทุกวันให้ไม่สูญเปล่า

อ่านจบแล้วก็ลองมานั่งคุยกับตัวเองดูว่า เราเจอขุมทรัพย์ในตัวเองหรือยัง

189 – สิ่งสำคัญของหัวใจ

สิ่งสำคัญของหัวใจ

เพื่อนเจ้ที่อุบลพูดถึงขึ้นมาว่า ‘สิ่งสำคัญของหัวใจ’ เป็นเล่มที่แปลก อ่านตอนแรก ไม่เข้าใจเลย แต่พอกลับมาอ่านอีกที กลับเข้าใจในความละเมียดละไม ความโรแมนติกของมุมมองอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ที่มีต่อชีวิต ต่อความรัก แบบอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

เจ้เคยอ่านเล่ม “สิ่งสำคัญของชีวิต” ที่เป็นบทสัมภาษณ์ระหว่างนิ้วกลม และ คุณมานิต อุดมคุณธรรม

แต่ยังไม่ได้ซื้อเล่มภาคต่อ (คือเล่มนี้) มาอ่าน พอไปบ้านเพื่อนแล้วเจอเล่มนี้ เลยขอยืมอ่านระหว่างทริปซะเลย

เล่มนี้เปรียบเหมือนประตูสู่ใจกลาง ที่ไม่ใช่ทุกคนจะอ่านแล้วเข้าใจในครั้งแรก แต่จะอิ่มเอมและพยักหน้าไปด้วยเมื่อกาลเวลาพาเรามาอยู่ในจุดที่ให้ความสำคัญกับโลกภายในมากกว่าภายนอก

ถ้ารู้สึกอิ่มกับภายนอกเมื่อไหร่ ค่อยหยิบเล่มนี้มาอ่านจะพบความงามซ่อนอยู่เต็มไปหมดเลย

#ทรัพย์ภายนอกทรัพย์ภายใน

ทุกวันนี้ เราเสพข้อมูลมากมายเพื่อแสวงหาทรัพย์ภายนอก

แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่หัวใจเราต้องการกลับเป็น อริยทรัพย์”  หรือทรัพย์ภายในที่ไม่มีใครพรากไปได้

เช่น ศรัทธาในสิ่งดีงาม รักษากาย วาจาใจ ให้ปกติ

หมั่นศึกษาเล่าเรียน เสียสละแบ่งปัน มีความเมตตา ปัญญาแยกแยะสิ่งต่างๆ และการรักษาใจให้สงบ

#ความดีความงามความจริง

หนังสือเล่มนี้ชวนให้เรามองเห็นว่า
ความดี ความงาม และความจริง ถ้าปรากฏพร้อมกันในใจ จะเกิดดุลยภาพที่ทำให้ชีวิตชุ่มชื่น

เพราะถ้ามีแต่ความดีอย่างเดียว ก็อาจจะแข็งๆ ดูแห้งแล้ง

มีแต่ความจริงอย่างเดียว อาจจะเจ็บปวดเกินไป

ถ้ามีแต่ความงาม ก็อาจดูล่องลอยเพ้อฝัน

แต่เมื่อสามสิ่งนี้รวมกัน ความดีงามที่แท้จริงจึงเกิดขึ้น

#แท้จริงแล้วคือสิ่งเดียวกัน

ความหมายลึกๆของ “การประกอบอาชีพ” และ “การครองชีวิต” แท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน

เหมือนการกินอาหารที่ไม่ต้องแยกระหว่าง “ความอร่อย” กับ “การหล่อเลี้ยงร่างกาย”

ชีวิตก็เช่นกัน มันควรเป็นทั้งความสุขสดชื่น และการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณในเวลาเดียวกัน

#รหัสลับการใช้ชีวิต

ให้รู้สึกดีกับทุกสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำประหนึ่งว่าสิ่งนั้นปรากฏขึ้นมาเพื่อเราทั้งนั้น มันคือการสำนึกรู้คุณในทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตเรา อ่านประโยคนี้จบแล้ว สารภาพว่าขนลุกซู่เลย เหมือนว่ามันสื่อสารกับข้างในแล้วเค้าชอบถูกจริตมากๆ

#เป้าหมายชีวิต

ถึงที่สุดแล้ว เป้าหมายชีวิต ถ้าเป็นเนื้อแท้จะไม่แบ่งแยกทางโลก ทางธรรม แต่เป็นสภาวะ สงบ เย็น เป็นสุข เมื่อมีเรื่องราวมากรระทบเรา เราก็ไม่วุ่นวาย ปั่นป่วนจนเสียความสุขไป

#ความสงบที่แท้จริง

เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความสงบก็ไม่ใช่เรื่องของโลกภายนอก แต่เป็นโลกภายใน เราสามารถสงบได้แม้ข้างนอกจะวุ่นวาย เย็นได้ในโลกที่ร้อน เบิกบานได้ในโลกที่ปั่นป่วน เพราะความสงบเย็นที่แท้จริงอยู่ในใจเรา

#รับมืออย่างไรเมื่อหัวใจอ่อนล้า

คงมีบ้างแหละวันที่เราเหนื่อย อ่อนล้า เหมือนเดินหลงป่า หาทางออกไม่เจอ

ถ้ารู้ตัวว่าหลงป่าเมื่อไหร่ ให้เดินไปพบสายน้ำให้ได้ เพราะลำธารทุกสายจะไหลไปที่แม่น้ำ

การจะทำให้น้ำหยดหนึ่งไม่เหือดแห้ง ให้นำน้ำหยดนั้นกลับไปสู่ทะเล และเราจะพบตัวเองที่แท้จริง

#ว่าด้วยเรื่องอภัย

เราคงห้ามความรู้สึกที่เข้ามาในหัวไม่ได้ เพราเป็นธรรมดาที่จิตจะชอบคิดอยู่ตลอด

และคงมีบ้างที่เรารู้สึกว่าเรากลัว

ภัย แปลว่า กลัว อภัย แปลว่า ไม่กลัว

เวลาเราให้อภัย คือ ให้ความไม่กลัวกับตัวเราเอง ทันทีที่ไม่กลัว สิ่งนั้นก็ไม่เป็นภัยกับเรา

#ประตูมีหลายบานแต่นำไปสู่ห้องเดียวกัน

แม้จะพูดถึงเรื่องราวมากมาย สุดท้ายเป็นเพียงประตูหลากหลายบาน

ที่จะพาเราเข้าสู่ใจกลางแห่งความหมายที่แท้จริงของชีวิตซึ่งมีเพียงหนึ่ง

เราจะเข้าทางไหนก็ได้ จากประตูไหนก็ได้ สุดท้ายก็มาสู่ที่เดียวกัน เช่นเดียวกับการเข้าสู่พื้นที่ในใจเรา

อาจารย์ประมวลแนะนำให้เรานำสิ่งที่เรียนรู้ไปทดลองปฏิบัติ ฝึกฝน ฝึกตน ฝึกใจ

ปัญญาที่แท้ย่อมเกิดขึ้นผ่านการใช้ชีวิตอย่างหาญกล้าด้วยความเท่าทันตัวเอง

เพราะ ครูเพียงบอกทางกางแผนที่ ศิษย์ที่ดีต้องออกเดินทางด้วยตัวเอง

#ภาวนาแบบไร้รูปแบบ

เมื่อถามถึงรูปแบบการภาวนาของอาจารย์ว่าเป็นอย่างไร

อาจารย์ตอบว่าไม่มีแล้ว แต่ทุกขณะที่เกิดอะไรขึ้นมา ใช้ความรู้สึกตัว ว่าความรู้สึกที่ปรากฏ

เราควรรักษาไว้หรือสลายมันเสีย

สุดท้าย หนังสือพาเรากลับมาสู่แก่นเดียวของหัวใจ คือ
ศรัทธาในชีวิต
ลดทอนอัตตา
และจงเป็นความรักเสมอ

เจ้ว่าหนังสือเล่มนี้เหมือนการพาเราออกจากป่าที่สับสน

แล้วค่อย ๆ เดินมาพบสายน้ำที่ไหลกลับคืนสู่ทะเล

ซึ่งต้นธารที่แท้จริงของเราคือ ความรักและความเมตตาในใจ นั่นเอง

บางคนมองว่าโรแมนติก บางคนมองว่าเลี่ยน

แต่เจ้เชื่อว่าถึงวันนึงเมื่อหัวใจเราเปิดกว้างพอ

เราจะเข้าใจสิ่งที่อาจารย์ประมวลถ่ายทอดไว้เอง

ด้วยรักจากเจ้

188 – Search Inside Yourself ตื่นรู้กับ Google

Search Inside Yourself ตื่นรู้กับ Google

เล่มนี้เขียนโดย Chade-Meng Tan อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ ของ Google ที่อินเรื่อง Mindfulness จนทำของโปรแกรมฝึกสติ พัฒนาอารมณ์ ชื่อ Search Inside Yourself ที่ใช้กันภายใน Google จนได้ผลลัพธ์ที่ดี เลยได้รับความสนใจจากวงนอก นำมาสู่การเผยแพร่ในวงกว้าง

เล่มนี้อาจารย์ไชยยศ ปั้นสกุลไชย เป็นคนแนะนำให้อ่าน เลยหาอ่านดู พบว่า น่าสนใจเลยทีเดียวที่เอาการฝึกสติมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานด้านการจัดการอารมณ์ตัวเองได้อย่างลงตัว

ถ้าจะสรุปสั้นๆ การฝึกสติ คือ การเข้าไป ‘โลกภายใน’ ตัวเอง ทำให้ชาวกูเกิลที่ทำงานกับเรื่องยากๆ มีวิธีตอบสนองต่อเรื่องที่ทำให้เครียดเปลี่ยนไป มองโลกด้วยความเข้าใจมากขึ้น ยกระดับความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และได้เรียนรู้วิธีทำจิตให้สงบนิ่งได้ดั่งใจนึก

เล่มนี้ใช้ได้ผลดีเยี่ยมกับคนธรรมดาในสภาพแวดล้อมยุคใหม่ แต่อาจจะไม่เหมาะกับคนที่มุ่งปลีกวิเวกที่อยู่ตามสถานที่ปฏิบัติธรรม

หลักสูตร Search Inside Yourself  (ใช่เลย Meng ทำเรื่องนี้จริงจังจนทำเป็น Training ในองค์กร) ประกอบด้วย

1. ฝึกจดจ่อ

2. การรู้จักตัวเองและการเป็นนายตัวเอง

3. การสร้างนิสัยทางจิตที่มีประโยชน์

#ว่าด้วยเรื่องอีคิว

ความฉลาดทางอารมณ์  (Emotional Intelligence – EQ) คือ ความสามารถในการตรวจจับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองและผู้อื่น เพื่อแยกแยะความแตกต่างและใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นแนวทางให้กับความคิดและการกระทำของตัวเอง

EQ ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นความสามารถที่เรียนรู้ได้

โครงสร้าง EQประกอบด้วย

  1. การรู้จักตัวเอง

2. การควบคุมตัวเอง

3. แรงจูงใจ

4. ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น

5. ทักษะทางสังคม

สังเกตได้ว่า คนที่ฝึกสติมักจะเป็นคนที่มี EQ สูงไปโดยปริยาย

#ว่าด้วยเรื่องสติ

สติเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ เราไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาเพื่อให้มีสติ  แต่เราสามารถคงกิจวัตรในชีวิตประจำวันเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ทำโดยมีการรู้ตัว มีสติมากขึ้น

สติคือทักษะที่ช่วยให้เราสามารถดึงเอาสมาธิที่เตลิดไปครั้งแล้วครั้งเล่าให้กลับมาได้ดั่งใจ

วิลเลียม เจมส์ บิดาแห่งจิตวิทยาสมัยใหม่บอกว่า

“มันเป็นการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ได้”

หนทางฝึกสติที่ดี ต้องใช้ความสุขให้เป็นประโยชน์ ความสุขที่เรียบง่ายไม่ครอบงำความรู้สึก เช่น การเดินทอดน่องสบายๆ การกุมมือกับคนที่รัก การกินอาหารอร่อยๆ การอุ้มทารกที่กำลังหลับ หรือการนั่งอยู่กับคนที่รักขณะที่กำลังอ่านหนังสือดีๆซักเล่ม  ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสอันดีให้เราได้ฝึกสติด้วยการจดจ่อกับประสบการณ์ความสุขตรงหน้า

เมื่อมีสติอยู่กับตัวจนชิน เราจะเข้าใกล้ สมาธิ ได้ง่ายและเร็วขึ้น

#ว่าด้วยเรื่องสมาธิ

การทำสมาธิ ในภาษาธิเบต คือ กอม แปลว่า การทำให้คุ้นเคยเป็นนิสัย

ในภาษาบาลีที่ใช้บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้ายุคแรก เรียกว่า ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญงอกงาม

โดยรวมคือการฝึกความสามารถของจิต ทำให้เกิดการจดจ่อ และการจดจ่อขั้นกว่า และปล่อยให้จิตเป็นใหญ่อย่างชัดเจนและกระจ่างแจ้ง จนเกิดเป็นจิตที่ตั้งมั่น

(นึกถึงการขี่จักรยาน เอียงไปซ้ายทีขวาทีก็ดึงกลับมาได้)

จิตที่ดี คือจิตที่สงบ แจ่มชัด และ สุข ซึ่งเป็นภาวะตั้งต้นของจิต

เราทำสมาธิ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลังพิเศษ เปิดตาที่สาม หรือเห็นวิญญาณ สิ่งมีชีวิตต่างมิติอะไร

เราแค่พาจิตกลับสู่สภาวะธรรมชาติของมัน

ความสุขจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องไขว่ขว้า แต่แค่อ้าแขนรับ แค่ดำรงอยู่

การทำสมาธิ เหมือนการออกกำลังจิต ที่ต้องเอาชนะแรงต้านให้ได้ ทุกครั้งที่วอกแวกแล้วดึงตัวเองกลับมาได้ เหมือนเกร็งกล้ามเนื้อจิต ถ้าเปรียบกับการออกกำลังกาย การทำสมาธิคือการออกกำลังจิต

#วิธีการนั่งสมาธิ

การนั่งสมาธิ เราจะทำท่าไหนก็ได้ที่ตื่นตัวและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน

ท่าที่คนคิดค้นไว้เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว เรียกว่าท่านั่งสมาธิ 7 จุด

1. หลังตรงเหมือนลูกธนู

2. ขาขัดสมาธิในท่าดอกบัว

3. อกผายไหล่ผึ่ง

4. เก็บคางเล็กน้อย

5. หลับตาหรือลืมตามองตรงไปข้างหน้า

6. ลิ้นดุนเพดานปากด้านบน

7. ริมฝีปากเผยออกเล็กน้อย ไม่กัดฟัน

โซเกียล รินเซโป อาจารย์สอนวิชาพุทธศาสนาชาวทิเบตบอกว่า ให้เรานั่งเหมือนเราเป็นภูเขาลูกใหญ่ ยิ่งใหญ่ สง่างาม

หายใจเข้าลึกๆ ให้กระดูกซี่โครงยกตัวขึ้น

หายใจออกปล่อยไหล่ตก  รักษาแนวกระดูกสันหลังให้ตั้งตรงแต่ไม่เกร็ง ให้ลื่นไหลดั่งแม่น้ำและมั่นคงดังหินผาในเวลาเดียวกัน

ถ้าจำเป็นต้องตอบสนอง เช่น เกา ลุกยืน ให้คงสติไว้ 3 สิ่งที่ ‘จุดมุ่งหมาย’ ‘การเคลื่อนไหว’ และ ‘ความรู้สึก’ เป้าหมายไม่ใช่อยู่นิ่งๆ ห้ามขยับเขยื้อน แต่เป็นการมีสติรู้ตัวตลอด

อลัน วอลเลซ ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาและสมาธิแบบพุทธ บอกว่า “จงคาดหวังก่อนการทำสมาธิ แต่อย่าคาดหวังขณะทำสมาธิ”

เมื่อผ่านการทำสมาธิไปสักพัก เราจะเต็มเปี่ยมไปด้วยสภาวะอันทรงพลังที่เรียกว่า ‘สุขะ ‘ ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยพลังงาน เหมือนเสียงซ่าที่แฝงอยู่รอบตัวโดยไม่มีใครสังเกตเห็น มันยั่งยืนเพราะไม่ต้องอาศัยพลังงานใดๆ ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้จิตสงบที่สุดในการเข้าถึงมัน

#สมาธิกับการจดจ่อ

การจดจ่อแบบปิด – เพ่งความสนใจไปสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความแน่วแน่ มั่นคง ไม่วอกแวก

การจดจ่อแบบเปิด – เตรียมพร้อมรับทุกสิ่งที่เข้ามาในความคิดหรือความรู้สึกแบบเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และกระตือรือร้น จิตเป็นดั่งบ้านที่เจ้าของเปิดประตูไว้รอรับแขก

เวลาทำสมาธิอย่างมีสติ เรากำลังฝึกทั้งสองแบบคือ ดึงตัวเองกลับมาจดจ่อกับปัจจุบัน รวมถึงการไม่ตัดสิน ปล่อยวาง

เช่นเดียวกับความสมบูรณ์ทางร่างกาย ต้องประกอบด้วย ความแข็งแรง ความอึด และ ความยืดหยุ่น

#เด็กหัดเดินคือปรมาจารย์เซนตัวจริง

วันแรกที่เด็กลุกขึ้นยืนได้ ก้าวขาได้ 2 ก้าว ดูเหมือนจะหยุดพัฒนาการที่ 2 ก้าวเป็นเดือนๆ

จนกระทั่งเวลาผ่านไป ภายใน 2 วันเด็กมีพัฒนาการก้าวกระโดด เป็นเดินได้ 4 ก้าว 8 ก้าว และเดินได้รอบบ้านในที่สุด

การทำสมาธิเหมือนกับน้ำแข็งที่แตกร้าวบนพื้นผิวทะเลสาบ ในสายตาคนอื่น รอยร้าวดูเหมือนจะเพิ่งเกิดฉับพลัน แต่จริงๆแล้วมันเกิดจากโครงสร้างน้ำแข็งละลายมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ในทางเซน คือ การสั่งสมภูมิปัญญาและการรู้แจ้งอย่างฉับพลัน

มิงยูร์ รินโปเซ พระทิเบตที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติบอกว่า ทันที่เห็นสายน้ำเชี่ยวกรากก็แสดงว่าเราได้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาแล้ว ในทำนองเดียวกัน ทันทีที่เรามองเห็นอารมณ์ ก็แสดงว่าเราไม่ได้ถูกมันครอบงำอีกต่อไป

#ศักยภาพในการรู้จักตัวเอง

– รู้จักอารมณ์ ตระหนักว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่และผลที่ตามมาของอารมณ์นั้นๆ

-ประเมินตัวเองตามความเป็นจริง รู้จุดแข็ง-อ่อนของตัวเอง

-ความมั่นใจในตัวเอง รู้ชัดถึงคุณค่าในตัวเองและศักยภาพของตัวเอง

เราจะกระตุ้นตัวเองได้ดีที่สุดเมื่อเราทำสิ่งที่สะท้อนค่านิยมส่วนลึกที่สุดของเรา

และการรู้จักอารมณ์อย่างชัดเจนก็จะช่วยเราเข้าถึงค่านิยมเหล่านั้น

#ว่าด้วยเรื่องของการควบคุมตัวเอง

แดเนียล โกลแมน นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน พูดถึงคุณสมบัติ 5 ข้อของการควบคุมตัวเองไว้ว่า

1. ควบคุมอารมณ์

2. ซื่อสัตย์กับตัวเอง

3. รับผิดชอบต่อตัวเอง

4. รู้จักปรับตัว

5. รู้จักเปลี่ยนแปลง

แต่หลายคนทำไม่ได้เพราะมักถูกอารมณ์ครอบงำให้ออกนอกลู่นอกทาง

การควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช่การเก็บกด หรือไม่ยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง หรือห้ามไม่ให้รู้สึกถึงอารมณ์นั้นๆ แต่เป็นการจัดการกับอารมณ์ได้อย่างอยู่หมัด

หลักพุทธจิตวิทยา บอกว่า ความโกรธเกิดจาดการที่เรายอมให้อารมณ์มีอำนาจเหนือเรา

ส่วนความไม่พอใจ เกิดจากการที่เรามีอำนาจเหนือมัน ทำให้เวลาโกรธเราจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่เวลาไม่พอใจเราจะควบคุมความคิดความรู้สึกได้เต็มที่

ความไม่พอใจจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการควบคุมตัวเองได้ ซึ่งต้องฝึกฝน

แม้เราจะไม่สามารถหยุดความคิดหรือความรู้สึกแย่ๆไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่เรามีอำนาจจะปล่อยให้มันผ่านไป

จิตที่ถูกฝึกมาอย่างละเอียดจะสามารถปล่อยความรู้สึกไปในทันทีที่มันเกิดขึ้นมา พระพุทธเจ้าเปรียบภาวะของจิตเช่นนี้ ดุจการเขียนอักษรบนผิวน้ำ  เมื่อใดที่ความคิดความรู้สึกไม่เกิดขึ้นในจิตที่รู้แจ้ง ก็เหมือนการเขียนตัวอักษรบนผิวน้ำ ทันทีที่เขียนลงไป มันก็เลือนหายไปเสียแล้ว

นี่คือศิลปะของการควบคุมตัวเอง

#รักหรือเกลียด

เซิงชั่น พระในนิกายเซนบอกว่า แค่ ‘หยุด’ เลือกที่รัก มักที่ชัง ก็เข้าใกล้หนทางตรัสรู้แล้ว

เมื่อจิตเป็นอิสระถึงขั้นปล่อยวางแม้แต่ความชอบ หนทางตรัสรู้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

แต่เมื่อการเลือกที่รักมักที่ชังมารวมตัวกัน ก็จะกลายเป็นสาเหตุหลักของความทุกข์ที่ต้องเจอ

สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ ไม่ใช่ความเจ็บปวดที่เจอ แต่มาจากความเกลียดชัง หากจิตตระหนักถึงเรื่องนี้และสามารถปล่อยวางความเกลียดได้ ก็จะช่วยให้ทุกข์จากความเจ็บปวดลดลงหรือไม่ทุกข์แล้ว

มีบันทึกของ มาร์คุส ออเรลิอุส จักรพรรดิองค์สุดท้ายของโรมัน เขียนไว้ว่า หากท่านเกิดทุกข์ใจจากปัญหานอกกาย ทุกข์ไม่ได้มาจากปัญหา แต่มาจากการที่ตัวท่านให้ค่ามัน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงมีอำนาจที่จะบอกเลิกมันได้ทุกเวลา

#วิธีรับมืออารมณ์ลบ

1. รู้สึกตัวในยามที่รู้สึกดี เป็นการฝึกที่ทรงพลัง ทำให้เราดื่มด่ำกับความหอมหวานของอิสรภาพ ผลคือเราจะเป็นคนที่มีความสุขยิ่งขึ้น

2. อย่ารู้สึกแย่ที่รู้สึกแย่ๆ เพราะเป็นเครื่องแสดงถึงอัตตา เป็นบ่อเกิดทุกข์ใหม่ๆ ทางรักษา คือปล่อยวางอัตตาตัวเอวด้วยอารมณ์ขัน

3. อย่าสุมเชื้อไฟให้อารมณ์เชิงลบ

เราไม่อาจบังคับให้ปีศาจอารมณ์ลบไม่ปรากฏตัวหรือให้มันจากไปได้ แต่เรามีอำนาจในการหยุดสุมไฟมัน

4. เริ่มต้นทุกความคิดด้วยใจเมตตาและอารมณ์ขัน

#วิธีจัดการกับตัวกระตุ้น

คือการตระหนักรู้ว่าเมื่อไหร่ที่กำลังถูกกระตุ้น

ด้านร่างกาย – หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว และรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน

ด้านความรู้สึก – เข้าสู่โหมดสู้หรือหนี (ถ้าไม่หยุดชะงักเหมือน กวางโดนไฟหน้ารถส่อง ก็จะระเบิดอารมณ์ไปเลย โกลแมนเรียกว่า อมิกดาลาไฮแจ๊ค)

ด้านความคิด – คิดว่าตกเป็นเหยื่อ กล่าวโทษและตัดสินคนอื่นไปทั่ว

เราจัดการตัวกระตุ้นได้ด้วยเทคนิค  ทางรถไฟสายไซบีเรียเหนือ (Siberien North Railroad)  Stop Breathe Notice Reflect Response เพื่อหลีกหนีความรุ่มร้อนของตัวกระตุ้น

#สร้างนิสัยทางจิตให้ได้ดั่งใจ

พระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้ไว้ว่า เมื่อใครก็ตามคิดและใคร่ครวญสิ่งใดเป็นประจำ จิตของเขาก็จะโน้มเอียงไปหาสิ่งนั้น

หรือ เราคิดอย่างไร เราก็เป็นอย่างนั้น จึงให้ฝึกมองความเหมือนและทำสมาธิด้วยรักและเมตตากับผู้อื่น

การทำดีวันละ 1 ครั้งติดต่อกันเพียง 10 วันสามารถทำให้เรามีความสุขมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พูดอีกอย่างคือ ความเมตตาเป็นที่มาของความสุขอันยั่งยืน

เวลาโกรธคนสำคัญ ให้เข้าห้องคนเดียว สงบสติอารมณ์ นึกภาพคนนั้นอยู่อีกห้อง เตือนตัวเองว่าเขาก็เหมือนเรา อยากหลุดพ้นทรมานเหมือนกัน อยากมีความสุขเหมือนกัน และก็ปรารถนาให้เค้าพบเจอสิ่งดีๆ มีความสุข หมดทุกข์ ทำเช่นนี้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น ความโกรธจางหายไป

หรือถ้าโกรธคนที่ไม่ชอบ จะใช้วิธีแผ่เมตตาให้ตัวเอง ท่องในใจว่า “ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ”

อันที่จริง การฝึกสติไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวหรอก เราแค่ลองไปเรื่อยๆจนพบอันที่ถูกจริตกับเรา เชื่อว่าไม่ว่าจะเลือกวิธีไหนก็ดีทั้งนั้นแหละ เพราะการฝึกสติเป็นการพัฒนาตัวเองชั้นยอด

#จากโดนบังคับเป็นเลือกที่จะทำ

มีเรื่องเล่า ในสมัยจีนโบราณ ชายคนหนึ่งขี่ม้าผ่านชายอีกคนที่ยืนอยู่ริมทาง และถามว่า

‘ท่านกำลังจะขี่ม้าไปไหนเหรอ’

ชายบนหลังม้าตอบว่า ‘ข้าไม่รู้ ถามเจ้าม้าดูสิ’

เรื่องนี้เปรียบแล้วเหมือนภาวะอารมณ์เรา ที่ม้าเหมือนเป็นตัวแทนอารมณ์ ถ้าเราควบคุมไม่ได้ก็ปล่อยให้ม้าวิ่งไปไหนต่อไหนตามใจมัน แต่ถ้าเราฝึกและบังคับม้าได้ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจ คอยสังเกตความชอบ นิสัย และพฤติกรรม เราจะรู้ว่าจะสื่อสารทำสิ่งต่างๆร่วมกันกับมันยังไงจนกระทั่งม้าสามารถพาเราไปทุกที่ที่ต้องการได้ เท่ากับการสร้างทางเลือกให้ตัวเอง

เราจึงต้องหัดขี่ม้าให้เป็น อย่าให้ใครบังคับเราขี่ม้า ไม่ต้องรอให้ใครชี้ทางไปทางนู้นสิ ทางนี้สิ เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง อยู่ที่ว่าเราจะ ‘เลือก’ ทำมันหรือไม่ เท่านั้นเอง

ด้วยรักจากเจ้

187 – พรอันสูงสุด The Ultimate Gift

พรอันสูงสุด The Ultimate Gift

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย จิม สโตวอลล์ ได้มาจากพี่ต้น ผู้บริหารที่เจ้เคารพรัก เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสที่เจ้จะออกจากงานประจำ ได้มาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ใช้เวลาอ่าน 1 วันจบเล่ม เพราะรู้สึกลึกๆว่าต้องรีบอ่าน เลยแซงคิวเล่ม search inside yourself ที่อ่านมาเกือบเดือนแล้วยังไม่จบเล่มเสียที

เล่มนี้มีตัวละครหลักอยู่ไม่เยอะ เป็นเรื่องราวของทนายความแฮมิลตันอาวุโสวัย 80 ปี และผู้ช่วยชื่อ มาร์กาเร็ต เฮสติ้งส์ ที่ทั้งสองคนรับภารกิจเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆให้กับ เจสัน สตีเวนส์ โดยทำตามคำสั่งเสียของผู้จากไปคือ คุณปู่ เรด สตีเวนส์ ที่จะให้เปิดวิดิโอเดือนละ 1 ม้วน ให้หลานชายคนนี้ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพรชีวิตทั้ง 12 ข้อ

ด้วยความที่คุณปู่ รู้สึกผิดที่พยายามชดเชยเวลาให้ครอบครัวตัวเองโดยการให้ทุกอย่างแก่พวกเขา ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการสร้างชีวิตตัวเอง คุณปู่คิดว่ากับลูกๆ คุณปู่ไม่สามารถให้บทเรียนอะไรได้แล้ว จึงได้แบ่งมรดกไปให้อยู่รอด แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถรู้จักชีวิตเลยก็ตาม

แต่กับเจสันคุณปู่มองว่าเป็นความหวังสุดท้าย ที่คุณปู่อยากแก้ไข จึงไม่ให้มรดก ไม่ให้เป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย

จึงได้ทำหลักสูตรสอนหลานชายคนนี้ไว้ โดยการให้เจสันมาพบคุณแฮมิลตันและคุณเฮสติงส์ทุกวันแรกของแต่ละเดือน เพื่อรับพรอันสูงสุดเดือนละหัวข้อ ถ้าเจสันมั่นคงและรับพรไว้ในตัวได้ทุกข้อ จะได้รับมรดก แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้หยุดทุกอย่างและ เจสันจะไม่ได้อะไรติดตัวกลับไปเลย

พรที่คุณปู่ให้ไว้ มี 12 ข้อ คือ

#พรแห่งการงาน

เรียนรู้ที่จะมีความสุขจาก “งาน” โดยการเห็นคุณค่าในงานที่ทำ ทำงานอย่างซื่อสัตย์ ด้วยความภาคภูมิใจและมีคุณภาพ

#พรแห่งเงินตรา

ไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่เงินในเรื่องที่เงินทำได้ เช่น เงินไม่อาจซื้อเวลาหนึ่งวันให้ชีวิตได้ เงินไม่อาจทำให้เรามีความสุขได้ แต่ความจนก็เช่นกัน ซึ่งถ้ามีอย่างอื่นเท่ากัน การมีเงินย่อมดีกว่า แต่ให้เรารู้คุณค่าของเงิน ใช้เงินอย่างมีเหตุผลและยุติธรรม

#พรแห่งการมีเพื่อน

คนจำนวนมากเข้าใจคำว่า “เพื่อน” ผิด เรียกทุกคนที่รู้จักกันว่าเพื่อน เราอาจคิดว่าเรามีเพื่อนมากมาย แต่ผู้คนมากมายต้องการเงิน หรือสิ่งอื่นๆที่เงินเท่านั้นจะซื้อได้เท่านั้น ลองค้นหาหลักฐานของมิตรภาพที่แท้จริงดู มิตรภาพที่แม้จริงจะเบ่งบานเหมือนขุมทรัพย์ที่ให้ความสุขตลอดชีวิต

#พรแห่งการเรียนรู้

สำหรับคนรวยที่เกียจคร้านอย่างเจสัน ปริญญาจากมหาลัยดังๆก็คงเป็นแค่สนามเด็กเล่น เหตุผลที่คนเรียนกการรับปริญญว่าการเริ่มต้น (commencement) เพราะการศึกษาในระบบจึงเป็นเพียงการให้เครื่องมือและกรอบวิธีคิดสำหรับบทเรียนที่แท้จริงที่กำลังจะมาถึง แม้จะจบการศึกษาแล้ว แต่สามารถยังคงเรียนรู้คนและโลกรอบตัวได้

#พรแห่งปัญหา

พวกผู้ใหญ่ต้องระวังไปกะเทาะเปลือกไข่ให้ลูกนกออกมาเอง เพียงเพราะความหวังดีกลัวจะลำบาก หารู้ไม่ว่ากำลังทิ้งเด็กๆให้อยู่ในสภาวะอ่อนแอต่างหาก ถ้าไม่เคยเจอปัญหาเล็กๆ พอเจอปัญหาใหญ่ๆ ชีวิตอาจล้มครืนได้ เมื่อเข้าใจ เราจะใช้ชีวิตแบบไม่หลีกเลี่ยงปัญหา แต่พร้อมเผชิญหน้า สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราแกร่งขึ้น

#พรแห่งครอบครัว

การเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวนั้นประเมินค่าไม่ได้เลย เพราะเราไม่ต้องจ่ายสิ่งใดนอกจากความรัก บางคนได้อยู่ร่วมกัน ผูกพันกันไปตลอดชีวิต แต่บางคนก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว หรือมีครอบครัวเพียงในนาม ก็สร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่เอง หรือสำหรับบางคน ครอบครัวไม่ใช่แค่สายสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่เป็นสายสัมพันธ์ทางความรัก

#พรแห่งการหัวเราะ

หลายคนดำเนินชีวิตอย่างเคร่งขรึม จริงจังกับทุกสิ่งมากเกินไปจนไม่มีความสุข จนลืมไปว่าชีวิตที่ไม่มีเสียงหัวเราะนั้นแลดูไม่มีค่าเอาเสียเลย เพราะเสียงหัวเราะคือยาวิเศษของจิตวิญญาณ ที่โลกเราต้องการยาแบบนี้อีกมาก

#พรแห่งความฝัน

เป็นพรที่คุณปู่คิดว่าสำคัญที่สุด เพราะมันทำให้เห็นชีวิตที่น่าจะเป็นไปได้ และช่วยให้เรากล้าก้าวเดินไปรวบรวมพรข้ออื่นๆที่เราต้องการได้ด้วย

#พรแห่งการให้

ทางโลกบอกว่ายิ่งให้น้อย เราจะมีมาก แต่จริงๆแล้ว ยิ่งให้มาก เรายิ่งมีมาก การมีมากทำให้เกิดความสามารถที่จะให้ และการให้ก็ทำให้มีมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ใช้กับแค่เรื่องเงิน แต่หมายถึงทุกด้านของชีวิต

#พรแห่งความกตัญญู

ทุกเช้าก่อนลุกจากที่นอน ให้จินตนาการถึง The Golden List 10 สิ่งในชีวิตที่รู้สึกสำนึกรู้คุณ

#พรแห่งชีวิตประจำวัน

ลองวางแผนว่าจะใช้เวลาในวันสุดท้ายของชีวิตอย่างไร เราจะพบว่าเราสามารถบรรจุชีวิตทั้งหมดลงมาเป็นหนึ่งวัน เราไม่จำเป็นที่ต้องรอจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อที่จะเริ่มดำเนินชีวิตแต่ละวันให้เต็มที่

#พรแห่งความรัก

สิ่งใดที่ดี น่ายกย่อง ย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก ในทางกลับกัน สิ่งเลว ชั่วร้าย  เป็นชีวิตที่ปราศจากความรักมาเกี่ยวข้อง ความรักในที่นี้หมายถึง ความดีภายในมนุษย์ที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง ลองสำรวจดูว่าความรักเกี่ยวพันกับพรข้ออื่นๆได้ยังไง

#พรอันสูงสุด

ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ทำให้พรข้อนี้เจริญผลด้วยตัวเอง และแผ่ขยายไปยังผู้อื่น ให้เขาได้รู้จักของขวัญล้ำค่าที่มีในตัวเอง

และก็เป็นดั่งที่คาดไว้ พออ่านจบ สัมผัสได้เลยว่า นี่เป็นเหมือนข้อความจากเบื้องบนที่ส่งมาให้รับรู้ว่าต่อจากนี้ควรใช้ชีวิตอย่างไร

ขอบคุณพี่ต้นที่มอบหนังสือที่มีค่าเล่มนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิดใหม่นะคะ

ถ้าอยากได้พรอันสูงสุดบ้าง มายืมไปอ่านได้นะ

ด้วยรักจากเจ้

186 – ชีวิตของแซนวิช

186 – ชีวิตของแซนวิช คนที่แบกทั้งบ้านไว้ในใจโดยไม่มีใครรู้

หนังสือเล่มบางๆ แต่เนื้อหาหนัก บาดลึกไปถึงข้างใน เป็นการกรีดเอาส่วนที่ลึกที่สุดในใจของคนวัยทำงานที่อยู่ในจุดที่ต้องดูแลทั้งคนที่อยู่ด้านบนที่ให้ชีวิตเรา กับคนที่อยู่ด้านล่างที่เราให้ชีวิตเขา

พื้นที่ของคนเป็นแซนวิช คือ ‘ตรงกลาง’ ที่ถูกประกบจากขนมปังด้านบนและด้านล่าง ยังมีอยู่ ยังอยู่ดีแต่จะปลีกตัวออกจากแซนวิชนี้ก็ไม่ได้ เพราะความผูกพันจากสายเลือด ไม่อย่างนั้น แซนวิชจะแตกสลาย แยกส่วนประกอบไปคนละทิศคนละทาง แม้พื้นที่ส่วนตัวจะเล็กและแคบแค่ไหน แต่แซนวิชก็ต้องประคองตัวเองให้อยู่ให้ได้ น่าสนใจว่า..พวกเขาผ่านมาได้อย่างไร

เล่มนี้เป็นบทความสั้นๆในแต่ละบท เล่าเรื่องได้กระชับ แต่ไม่รู้ทำไมแตะสี่ห้องหัวใจได้ทุกตอน

และทิ้งหลายหลายความรู้สึกไว้ให้เราทบทวนตัวเองต่อไป

ขอบคุณพี่ต่าย ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ที่เป็นตัวแทนแซนวิชหลายคน ค่อยๆ แกะความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบของจิตใจออกมาให้เห็นว่า ความอึดอัด ความหนักอึ้งในอก ของเรื่องราวต่างๆที่ต้องเจอในแต่ละวัน เป็นเรื่องที่หลายคนก็ประสบพบเจอเป็นเพื่อนกัน มีประสบการณ์ร่วมคล้ายๆกัน ถ่ายทอดออกมาได้เหมือนกับไปนั่งอยู่ในใจแซนวิชหลายๆคน และยังแบ่งปันทางออกในแบบฉบับของตัวเอง เป็นตัวอย่างให้แต่ละคนไปหาวิธีฮีลใจ ดูแลตัวเองเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตกันต่อไป

แม้ว่าเจ้จะไม่ได้เป็นแซนวิช เพราะม้าไม่อยู่แล้ว ป๊ายังแข็งแรงดี ลูกก็ไม่มี

แต่อ่านแล้วได้ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต สำนึกรู้คุณในชีวิตของตัวเอง และตั้งสติหาทางออก สร้างหลุมหลบภัย เมื่อเจอเรื่องรุมเร้า บางทีเราก็ต้องชาร์จแบตชีวิตตัวเองเพื่อไปต่อ และที่สำคัญ ระมัดระวังพฤติกรรมที่จะไปกระทบใจคนอื่น

เราไม่รู้หรอกว่า คนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เบื้องหลังเค้าจะแบกรับอะไรไว้มากมายแค่ไหน

สิ่งที่เราทำได้คือ ใจดีมีเมตตากับทุกคน แม้แต่กับคนที่อารมณ์ร้ายๆ เคยอ่านเจอที่ไหนซักที่บอกไว้ว่า คนเหล่านี้ เราควรสงสารเค้า เพราะเค้าก็คงโดนกระทำมา เจอเรื่องหนักใจมาเยอะ ถึงได้แสดงพฤติกรรมไม่น่ารักออกมา

สรุปแล้ว เป็นหนังสือที่เป็นแรงใจให้คนที่รู้สึกว่ากำลังปีนภูเขาลูกใหญ่ ให้อุ่นใจว่า มีคนปีนเป็นเพื่อน และเชื่อว่าคนที่ได้อ่านเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นแซนวิชหรือไม่ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้น เอื้ออารีย์ต่อกันมากขึ้นเพราะเข้าใจกันและกัน

ด้วยรักจากเจ้

185 – The Science of Getting Rich

185 – The Science of Getting Rich

The Science of Getting Rich – The proven mental program to a life of wealth เขียนโดย Wallace D. Wattles

เล่มนี้เป็นหนังสือเก่าแก่ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1910 คือเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นหนังสือที่ถูกอ้างถึงในหนังสืองกฏแรงดึงดูดอันโด่งดังที่คนยุคหลังรู้จักกันจากเล่ม The Secret เขียนโดย Rhonda Byrne

The Science of Getting Rich เล่มนี้ไม่ใช่หนังสือ How to ที่สอนการใช้เงิน เก็บเงิน ลงทุน เพื่อให้ร่ำรวย มั่งคั่งที่เรามักพบเจอจากหนังสือแนวการเงินทั่วไป

แต่เล่มนี้พูดถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่มาของการ “มั่งคั่ง” ว่ามาจากไหน ต้องทำยังไงถึงจะได้มา

เปิดเรื่องมาด้วยการชี้ให้เราเห็นถึงความสำคัญว่า ทำไมเราต้องมั่งคั่ง เป็นการจี้ปมในใจหลายๆคนที่ ไม่กล้ารวย แค่พอกินพอใช้ไม่ขัดสนก็พอใจแล้ว แต่เล่มนี้พาเราไปดูความหมายของ “ชีวิตที่แท้จริง” ว่ามันคือการแสดงออกผ่านชีวิตของเราซึ่งประกอบไปด้วย Body Mind Soul เพื่อจะมีประสบการณ์ผ่านสามสิ่งนี้อย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งการจะมีประสบการณ์เช่นนี้ได้ เราต้องการการนอนหลับพักผ่อนที่ดี มีที่พักพิงที่อบอุ่น ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่งกายด้วยชุดที่เหมาะกับเรา มีการสร้างสรรค์ มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีการเดินทาง มีการสำรวจสภาพแวดล้อมใหม่ๆ มีการสร้างความสัมพันธ์ เสพงานศิลปะ ชื่นชมความงามของทุกสรรพสิ่งรอบตัว และที่สำคัญที่สุด ต้องรู้จัก “รัก”

ความรัก เป็นการแสดงออกถึงการ “ให้” อย่างเป็นธรรมชาติโดยอัติโนมัติ หากเราไม่อยู่ในสถานะที่มีมากพอจนให้คนอื่นได้ เราอาจมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนรับ หรือ “ขอ” แทน

จะเห็นได้ว่า เล่มนี้ปรับ mindset ของเราให้รู้สึกดีกับความมั่งคั่ง ไม่ใช่เพื่อให้เราเผาผลาญเงินทองทรัพย์สินเพื่อสนองกิเลส ตัณหาของตัวเอง แต่เป็นไปเพื่อการให้เรามีชีวิตทางกายภาพ (Body) ที่สมบูรณ์ เราจะได้มีต้นทุนเพียงพอที่จะสามารถพัฒนาจิตใจ (mind) และ เข้าถึงจิตวิญญาณ (soul) ได้อย่างเต็มที่

สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ในฐานะมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ คือเป็นตัวเองให้ดีที่สุด ทำให้ตัวเองมั่งคั่ง เพื่อให้จักรวาล หรือ พระเจ้า หรือพลังธรรมชาติ หรือบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเราที่อยู่เหนือการรับรู้ทางกายภาพของมนุษย์  ได้สามารถมีประสบการณ์ผ่านเรานั่นเอง

ซึ่งคอนเซปต์ของเล่มนี้ คือ ความคิดของเราคือพลังที่สร้างความมั่งคั่งที่ “จับต้องได้” จากพลังงาน หรือสสารที่จับต้องไม่ได้ (formless substance) แต่เราต้องมีความเชื่อ (faith) และมีจุดประสงค์ (purpose) อย่างแรงกล้า โดยการออกจาก Competitive Mind (จิตที่แข่งขันต่อสู้ดิ้นรน) สู่ Creative Mind (จิตผู้สร้าง)

ถ้าความสำเร็จเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม คนที่อยู่ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมเดียวกันย่อมสำเร็จเหมือนๆกัน แต่จริงๆแล้ว ทุกอย่างมันอยู่ข้างในเรา ไม่ใช่ที่อื่น จึงอาจสรุปได้ว่า ความสำเร็จ ความมั่งคั่ง สำเร็จได้ตั้งแต่ในใจเรา

เป็นหนังสือที่ถ้าอ่านตอนยังไม่เดินเส้นทางจิตวิญญาณ คงจะงงน่าดู เขียนอะไรนามธรรมจับต้องไม่ได้สักอย่าง แต่เพราะมันจับต้องไม่ได้นี่แหละ คือตัววัดเลยว่าแล้วเรามี Faith กับเรื่องนี้มากแค่ไหน ส่วนตัว เป็นเล่มที่เจ้ว่าเปลี่ยนวิธีการมองชีวิตเรื่องความมั่งคั่งไปเลย ทำให้เราไม่รังเกียจความรวยและกล้าที่จะเป็นคนมั่งคั่งอย่างไม่รู้สึกผิดว่า การที่เรามั่งคั่ง นั่นมาจากการที่เราไปเอาเปรียบใครบางคนหรือเปล่า จะมีใครบางคนจนลงแค่เพราะเรามั่งคั่งขึ้นไหม

นับว่าเป็นหนังสือที่ดีเล่มนึงที่ควรอ่าน หากมีทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องเงิน

ด้วยรักจากเจ้