อารียา เมตายา 1 Part 3
(ต่อจากพาร์ทที่แล้วที่เล่าถึง รูปธรรม ภาษาจิต ระดับของความรัก)

อย่างที่เล่าไปว่า จักรวาลนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิเพียง species เดียว แต่ยังมีรูปธรรมอื่นๆ อีกมากมายกระจายกันอยู่ตามดาวต่างๆ รวมไปถึงต่างมิติกันอีกด้วย
ในอารียาเมตายา ไม่ได้เล่าถึงดาวอื่น หรือมิติอื่น แต่ยกตัวอย่างจากดาวทึงร่าที่เป็นดาวโลกคู่ขนานของดาวไกอา (โลกมนุษย์) เท่านั้น
คนที่ดาวทึงร่ารู้ที่มาของตัวเอง รู้แม้กระทั่งอดีตเคยเกิดเป็นใคร (อาจจะไม่ได้จำได้ทุกชาติ แต่จะมีความทรงจำในอดีตอยู่บ้างกับเหตุการณ์สำคัญๆในชีวิต) มีแต่คนบนดาวไกอาที่ทุกคนต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ทุกๆครั้งที่เจอกัน เพราะมนุษย์เรายังจำตัวเองไม่ได้ว่าจริงๆแล้วเราคือใคร
เพราะคนบนดาวไกอาใช้กลไกในการเข้าถึงข้อมูลแบบมีขีดจำกัด ประสาทสัมผัสที่ใช้กันอยู่มีไว้เพื่อรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น การเรียนการสอน วัฒนธรรมของเราก็ทำให้ปิดกั้นการมีจินตนาการ ทำให้มนุษย์เรามองเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิต จักรวาล ว่าเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ มีแต่ในหนัง ในละคร ในนิยาย ในตำนานเท่านั้น
แต่ก็คงไม่เสียหายที่เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับรูปธรรมชั้นสูง ว่าการเป็นรูปธรรมชั้นสูงต้องทำยังไง
การเป็นรูปธรรมชั้นสูงได้ต้องมาจากกระบวนการ ‘รู้’ และ ‘ทำ’ เท่านั้น เมื่อเขาเหล่านี้ รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และเริ่มลงมือทำให้ตัวเองมีระดับการสั่นสะเทือนเป็นความรักแล้ว รูปธรรมเหล่านี้จึงเข้าใจถึงการเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แบ่งแยกกัน
#ว่าด้วยเรื่องของความรัก
‘ความรัก’ ด้านบวก รหัสทางภาษาพูด คือ การให้ การแบ่งปัน ความสุข ความอิ่มใจที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข แต่ถ้าคิดเป็นด้านลบหรือด้วยความกลัว รหัสจะออกมาเป็น ความหวง ความไม่แบ่งปัน การกักเก็บครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
ซึ่งเราคงจะพอเดากันได้ว่าดาวไกอามีคนที่สั่นสะเทือนเป็นความกลัวกันเยอะมาก เพราะมนุษย์มากมายนัก มักจะมีความเห็นแก่ตัวเอง ไม่กล้าแบ่งปัน ชอบแบ่งแยก นี่ของฉัน นั่นของเธอ ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในขณะที่ดาวทึงร่า ทุกรูปธรรมอยู่กันด้วยความรักไร้เงื่อนไข สามารถรักคนในหมู่บ้านเดียวกันเหมือนคนในครอบครัว เพราะเขารู้ว่าเราทุกคนล้วนมาจากที่เดียวกัน ทุกคนในดาวทึงร่าจึงเป็นพี่น้อง เป็นครอบครัวเดียวกันหมด
#การปล่อยคลื่นความถี่
เพราะทุกสิ่งคือพลังงาน ที่เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มันสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นคลื่นความถี่
ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของเราก็เป็นพลังงานเช่นกัน และสามารถปล่อยความถี่ออกมาบนสนามพลังงานของเรา ทำให้ผู้อื่นสัมผัสรับรู้ได้
โดยปกติแล้ว สัตว์ทุกตัวจะปล่อยคลื่นความถี่ระดับปานกลางออกมา
มนุษย์สามารถปล่อยคลื่นความถี่ต่ำยาวไปจนถึงความถี่สูง เพราะมนุษย์มีความหลากหลาย มี Freewill อิสระในการทำสิ่งต่างๆ
แต่ที่ดาวทึงร่า มนุษย์จะปล่อยคลื่นความถี่สูงจงตลอดเวลา หรือที่เรียกว่าความรัก ซึ่งกฎธรรมชาติคือ ทุกๆรูปธรรมจะยำเกรงผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า กฎนี้เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั่วจักรวาล
อันนี้เองที่ทำให้พวกสัตว์ป่ายำเกรงไม่กล้าทำอะไรคนที่ดาวทึงร่า ทั้งๆที่มันก็ล่ากวาง ล่าสัตว์อื่นๆตามปกติ แต่ถ้าเรากลัว รังเกียจ ขยะแขยง นั่นเท่ากับเราปล่อยคลื่นความถี่ต่ำออกมา ทำให้สัตว์รับรู้ได้ว่าเราไม่มีอำนาจเหนือมัน มันก็อาจจะทำร้ายเราเพราะคิดว่าเราเป็นเหยื่อ
มนุษย์เราใช้ชีวิตบนโลกด้วยความกลัว ความหวาดระแวงกันจนเป็นเรื่องธรรมดาชีวิต จนมันทำให้คนที่ใช้ชีวิตด้วยความรักดูแปลกประหลาดในสายตาคนทั่วๆไป
การจะเป็นรูปธรรมชั้นสูงได้ คือการที่เราต้องเป็นความรัก ซึ่งสำหรับมนุษย์ คงต้องเริ่มต้นจากการไม่กลัวก่อน
#ทำอย่างไรให้ไม่กลัว
การที่จะไม่กลัว ‘ความรู้’ จึงเป็นกลไกสำคัญ
เราสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ทำให้เรา ‘รู้’ ให้ได้ คนบนดาวทึงร่ามีทักษะที่เข้าถึงความรู้อยู่แล้ว แต่คนบนดาวไกอา ผู้คนยังแสวงหาการรู้อยู่ จึงต้องใช้อีกวิธี นั่นคือ ‘วางใจ’ ด้วยความรัก แต่ก็ต้องระวัง เพราะถ้าวางใจด้วย ‘ความกลัว’ ก็จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
คนบนดาวไกอา ไม่ทำชั่ว เพราะ ‘ไม่รู้’ บวกกับ ‘ความกลัว’ หรือวางใจในคนที่บอกว่าอย่าทำชั่ว จึงทำตาม ประมาณว่าอย่าขโมยของนะ เดี๋ยวโดนจับเข้าคุก อย่าฆ่าคนนะ เดี๋ยวโดนประหารชีวิต
แต่คนบนดาวทึงร่าไม่ทำชั่วเพราะ ‘ความรู้’ บวกกับ ‘ความรัก’ พวกเขารู้ว่าการทำชั่วจะทำให้ผู้คนเดือดร้อน เจ็บปวด ด้วยพื้นฐานที่เขาเป็นความรักไร้เงื่อนไข เห็นทุกๆคนเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่ทำชั่ว เพราะไม่ต้องการทำร้ายใคร ไม่ใช่เพราะกลัวจะโดนลงโทษ
#อายุขัยของคนที่ดาวทึงร่า
คนที่ดาวทึงร่ามีอายุยาวนานกว่าบนโลกมนุษย์มาก บางคนอายุเป็นแสนๆปี แต่รูปภายนอกยังดูเหมือนวัยรุ่น วัยกลางคนเท่านั้น นั่นเป็นเพราะรหัสในตัวพวกเขาถูกกำหนดมาเป็นแบบนี้ ให้หยุดการเสื่อมของกายสังขารเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง และจะคงสภาพนั้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะตายไป
การตายของคนที่ดาวทึงร่าคือการเลือกที่จะแปรสภาพไปเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิดหรือกลับไปดินแดนแห่งบุพการีทางจิตวิญญาณของเขา เป็นดินแดนสุญญตา ไม่ต้องกลับไปดาวไกอาอีกแล้ว เพราะไม่มีกรรมต้องชดใช้ ไม่มีผลบุญต้องไปเสวย
ถ้าจะกลับมาอีก ก็มีกรณีเดียว คือการอาสาไปช่วยคนที่ยังตกค้างที่นั่นให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งคนที่จะทำเช่นนั้นได้ นานๆจะปรากฎสักคนหนึ่ง และเรามักเรียกเขาว่า ‘ศาสดา’
ศาสดาทุกพระองค์ล้วนใช้ ‘ความรู้’ และ ‘ความรัก’ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ว่าจะศาสนาไหน กลับเกิดจากการบิดเบือนเพื่อพยายามดำรงอยู่ของสถาบันศาสนาต่างหาก ซึ่งสถาบันเหล่านี้สร้างตัวเองขึ้นมาเป็นตัวแทนองค์ศาสดาเพื่อพาคนให้กลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หรือทำให้เข้าถึงสภาวะหลุดพ้นจากวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด
สถาบันได้สร้างความเชื่อว่าจะต้องผ่านการนำพา นำทางจากพวกเขาเท่านั้น ทำให้คน ‘พึ่งพาศาสนา’ แทนที่จะ ‘พึ่งพาศักยภาพ’ ตนเอง ทำให้คนกลัว จนทำไปสู่การสูญเสียพลังอำนาจในตัวเอง ทำให้เกิดความกลัวในหมู่ผู้ที่ไม่เข้าร่วมศาสนา ให้จัดเป็นคนนอกรีต จะไม่ได้รับสิทธ์ ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ จะต้องตกนรก ฯลฯ
ศาสนาควรที่จะสอนให้คน ‘รู้’ และ ‘เป็น’ มากกว่าการดำรงอยู่ด้วยความกลัว แต่ก็นั่นแหละ เราก็เห็นๆอยู่ว่ามนุษย์มากมายบนโลกดูเหมือนจะเต็มใจใช้ชีวิตโดยมีความกลัวขับเคลื่อน มากกว่าให้ความรักเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต
#แล้วจะเข้าถึงการรู้ได้ยังไง
การเข้าถึงความรู้มี 2 วิธี
1. รู้จากภายนอก จากประสาทสัมผัส แต่มีข้อจำกัดมากมาย
2.รู้จากภายใน ถ้า ‘รู้’ แล้ว เราจะเข้าถึงการรู้ที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพื้นที่และเวลา ซึ่งกลไกสำคัญคือการ ‘ถ่อมใจ’ ทั้งกับคนอื่นๆ และตัวตนที่สูงกว่าในตัวเราด้วย
ถ้าถ่อมใจฟังความคิดแรกที่ออกมาจากตัวตนที่สูงกว่า มักจะเต็มไปด้วยความรัก และการให้อภัย แต่ความคิดที่ออกมาจาก ‘จิตสำนึก’ มักจะเป็นการอยากเอาชนะ ไม่อยากเสียเปรียบ
การถ่อมใจยอมรับฟังและทำตามตัวตนที่สูงกว่า จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าไปสู่ความรู้ การละวางตัวตน หรือไม่มีอัตตา ก็หมายถึงการถ่อมใจเช่นกัน
#การจะให้ครบกระบวนการคือการ’เป็น’
การ ‘เป็น’ ต้องเกิดจากการลงมือ ‘ทำ’ เมื่อทำได้ สภาวะการ ‘เป็น’ จึงเกิดขึ้น
ถ้า ‘รู้’ แต่ไม่เคยเอาทฤษฎีต่างๆมาลงมือทำเลย ก็จะไม่มีวันเข้าสู่การ ‘เป็น’ ได้
ในบรรดาความรู้ทั้งหมดในจักรวาลที่ต้องรู้ คือ เรื่องความรัก
และในบรรดาสิ่งที่เราต้องทำทั้งหมดในชีวิต คือ ทำให้ความรักมันประจักษ์ออกมาจากตัวเราเท่านั้น
แสดงความรักต่อทุกสรรพสิ่ง และเป็นความรักขั้นสูงสุด
#แล้วจะ‘ทำ’ได้ยังไง
ขั้นตอนสำคัญของการ ‘ทำ’ คือ การอดทน(ทางกายภาพ) และ อดกลั้น(ทางพลังงาน)
คือต้องแสดงออกซึ่งความรักให้ได้ แม้ว่าคนๆนั้นจะไม่มีส่วนไหนจูงใจให้รักเลย ที่สุดของที่สุดคือเราสามารถแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติด้วยจิตสำนึกรักที่บริสุทธิ์จริงๆ
ซึ่ง บริสุทธิ์ มีความหมายทั้ง ‘ก่อน’ และ ‘หลัง’
‘ก่อน’ คือ การใช้จิตสำนึกรักอย่างบริสุทธ์ใจเพื่อขับเคลื่อนการกระทำโดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝงหรือหวังสิ่งตอบแทน เป็นการกระทำที่รู้ว่าสิ่งนั้นดี เลยตัดสินใจทำ
‘หลัง’ คือ เกิดการกำจัดให้สิ้น ชำระให้ ไม่เหลือผลกรรมใดๆ ในทุกห้วงเวลา เช่น วินาทีที่เราให้อภัยคนที่เอาเปรียบ แล้วเรามอบความรัก ปรารถนาดีอย่างจริงใจ ผลที่ได้คือในปัจจุบันเราไม่สร้างความขุ่นเคืองใจให้เขาคนนั้น ไม่สร้างความผูกอาฆาตพยาบาทที่มีต่อกันจนทำให้ต้องเกี่ยวกรรมเพื่อไปเกิดร่วมกันในอนาคตอีก ในขณะเดียวกันเราก็ได้แก้ไขพันธะสัญญาเก่าที่เคยมีต่อกันในอดีตได้อีกด้วย
สรุป การกระทำเพียงครั้งเดียวได้ผลลัพธ์คือสร้างความบริสุทธ์ให้เกิดทั้ง 3 โลก คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ถ้าเราทำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆในทุกๆบททดสอบที่เข้ามา วันหนึ่งผลกรรมจะค่อยๆหมดไป ไม่มีอะไรต้องชดใช้กันอีก ไม่มีภาระกรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพราะปัจจุบันเราแก้ไขหมดแล้ว ความบริสุทธ์นี้จึงหมายถึง ความสะอาดปราศจากกรรมใดๆ สภาวะสุญญตาหรือความว่างก็จะเกิด บุคคลนั้นจะได้ชื่อว่า ‘ว่าง’ เพราะไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องอยู่บนโลกอีกต่อไปก็ได้ หรือจะอยู่ที่เดิมจนหมดอายุขัยก็ได้ หรือจะมาเกิดใหม่ที่ดาวทึงร่าเพื่อชื่นชมโลกที่มีความอุดมสมบูรณ์ก็ได้
#ว่าด้วยเรื่องของพระธาตุ
เวลาไปวัด บางแห่งจะมีพระธาตุของเกจิอาจารย์ดังๆ อยู่ในตู้กระจกให้เราดู ก็เคยสงสัยว่าคืออะไร ทำไมถึงไม่สลายไปตามธรรมชาติ แต่พออ่านอารียาเมตายา ถึงเข้าใจ
เมื่อจิตมีพลังงานคลื่นความถี่สูงตกค้างในวัตถุธาตุที่เป็นของแข็ง เมื่อร่างกายที่ส่วนใหญ่เป็นธาตุดินและน้ำ ทนต่อความเสื่อมไม่ไหว มันจะหยุดทำงานในที่สุด แต่เส้นผม เล็บยังงอกออกมาเรื่อยๆก็มี ร่างกายไม่เน่าเปื่อยก็มี จะมีลักษณะเป็นผิวแห้งๆหุ้มกระดูกอยู่อย่างนั้น และถ้าเราเอาไปเผาไฟ วัตถุที่เป็นของแข็งเช่นกระดูกและฟันจะกลายเป็นผลึกแก้วใสๆ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘พระธาตุ’ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่มีผลสืบเนื่องมาจากพลังงานคลื่นความถี่สูงที่ตกค้างอยู่ในวัตถุธาตุที่เป็นของแข็งนั่นเอง
พาร์ทหน้าจะพาไปดูในรายละเอียดของการเป็นโลกต้นแบบที่พระเจ้าสร้างขึ้น
ด้วยรักจากเจ้

อ่านแล้วสนุกมาก ขอบคุณครับ
ถูกใจถูกใจ
ดีใจที่อ่านเล่มนี้นะคะ
ถูกใจถูกใจ