Areeya Metaya
อารียา เมตายา 1 Part 2

(ต่อจากพาร์ทที่ 1 ที่เล่าถึงต้นกำเนิดจักรวาล)
เมื่อสสารเริ่มต้น สั่นสะเทือนเป็นความถี่ต่างกัน ก็เกิดขึ้นเป็นประดิษฐกรรมปลายทางที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของ สัตว์ พืช หรือ มนุษย์ ในโลกที่เราอยู่ มีชื่อว่า ดาวไกอา มีแต่มนุษย์ ที่มีกายหยาบ
แต่ดาวอื่นๆในจักรวาล มีทั้งรูปธรรมที่มีกายหยาบ กายกึ่งพลังงาน กายพลังงาน จึงไม่อาจเรียกว่า มนุษย์ ได้ เลยเรียกรวมๆว่า ‘รูปธรรม’
#ภารกิจของรูปธรรมบางส่วนที่มาที่โลกมนุษย์
รูปธรรม เป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์ที่อยู่นอกโลก จะเดินทางมาโลกเราเพื่อช่วยกันรักษาสมดุล คือ อัตราการหมุนของโลกและความสมดุลของน้ำหนักมวล การรักษาสมดุล มาเติมในส่วนที่ขาด โดยการสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์ผลิตคลื่นความถี่บวกเยอะๆ เช่นภัยธรรมชาติ โศกนาฏกรรม เพราะจะกระตุ้นให้คนแสดงความรักต่อกัน ซึ่งสิ่งนี้จะไปทำปฏิกิริยากับแกนโลก
แม้ว่าอาจจะฟังดูแปลกๆที่ให้มาทำให้เกิดเรื่องร้ายๆเพื่อการนี้ มันดูไม่เมกเซนส์เอาซะเลย แต่ให้วางใจว่าทุกอย่างถูกจัดสรรไว้แล้ว คนที่ประสบเหตุก็เป็นผู้เลือกที่เจอแบบนั้นเอง หรือที่เรียกกันว่า เป็น Soul Plan ที่เค้าเลือกเอง
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นภาพจิ๊กซอว์ของจักรวาล คนที่เหมาะสมจะเป็นผู้แสดงจะได้รับการจัดสรรไปอยู่ที่นั่นเวลานั้นพอดี เช่นเดียวกับ ‘ผู้ดู’ ก็จะได้รับเลือกให้ไปประสบเหตุการณ์เหล่านั้นพอดีเช่นกัน
อีกสิ่งที่รูปธรรมทำ คือปรับสมดุลทางกายภาพของโลก ถ้าแกนโลกเสียสมดุล เอียง แกว่ง หรือส่าย อัตราความเร็วและองศาการเอียงของแกนโลกมีผลโดยตรงกับฤดูกาล มีผลกับการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น มีผลกับคลื่นแม่เหล็กที่ปลดปล่อยออกมา มีผลกับกระแสลม การขยับตัวของแผ่นเปลือกโลก
พวกเขาต้องทำเพื่อความอยู่รอดของจักรวาลและเอกภพ เพราะโลกอยู่ในจุดศูนย์กลางของจักรวาล หากเสียสมดุล หลุดจากวงโคจรไป ระบบเอกภพจะเสียหายตามไปด้วย
#ดาวทึงร่า
ดาวทึงร่า ที่อยู่ของดาวนี้คืออยู่ขั้วตรงข้ามกับดาวไกอาที่ปลายแขนของกาแลกซี่ทางช้างเผือก เป็นดาวที่เรียกกันว่าประตูนภาลัย คือโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์ ที่ๆ รูปธรรมที่อาศัยอยู่ผ่านการพัฒนาจิตสำนึก ยกระดับจิตใจให้สูงแล้ว คนที่นี่จะไม่ตายถ้าไม่พร้อมตาย การตายของคนที่นี่จึงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิด ที่นี่จึงได้ชื่อว่า ‘ประตูนภาลัย’
ส่วนที่ๆเป็นหนึ่งเดียวกับต้นกำเนิด (Source) คือที่ๆดวงจิตของเราเกิดขึ้นมา ที่นั่นอยู่นอกอาณาเขตของพื้นที่และเวลา อยู่นอกเขตสนามพลังงานเอกภพ เป็นทั้งที่เริ่มต้นและที่สิ้นสุดของทุกดวงจิต
คนที่ดาวทึงร่า ไม่มีโจร คนคิดไม่ดี ไม่มีใครขาดแคลน ไม่มีใครต้องการเอาอะไรจากใครหากเจ้าของไม่ยินยอม ทุกคนมีแต่ยินดีจะให้ เพราะเขามีอย่างเหลือเฟือ
#จิตวิญญาณของทุกคนเป็นสากลมีแต่จิตสำนึกที่แยกตัวออกมา
จิตหรือความรู้สึกนึกคิดในมนุษย์มี 2 แบบ คือ ‘จิตสำนึก’ ที่ควบคุมร่างกายเราตอนที่เรายังตื่น ยังรู้สึกตัว และ ‘จิตใต้สำนึก’ ที่จะไม่ปรากฎออกมาพร้อมๆกับจิตสำนึก
ทางปรัชญาจะเรียกจิตใต้สำนึกว่า ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าของตัวตนของเรา โดยที่จิตสำนึกทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณอีกที
#เรื่องของภาษาจิต
ทักษะของคนบนดาวทึงร่า เช่น ความสามารถในการใช้ภาษาจิต การเข้าถึงความรู้ที่ซ่อนในจักรวาล ความสามารถในการติดต่อกับต้นกำเนิดล้วนแต่ต้องสื่อสารผ่านจิตวิญญาณนี้
เปรียบเหมือนว่าจิตสำนึกคือวิทยุสื่อสารเครื่องหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นวิทยุสื่อสารอีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งทั้งสองเครื่องถูกติดตั้งในตัวเรา และมีวิทยุสื่อสารอีกเป็นล้านๆเครื่องที่อยู่ข้างนอกกระจายทั่วจักรวาล
ซึ่งทุกเครื่องที่เป็นจิตวิญญาณสามารถสื่อสารกันได้อยู่แล้วโดยใช้คลื่นความถี่เดียวกัน แต่ปัญหาอยู่ที่เครื่องที่เป็นจิตสำนึกของเราที่ไม่ได้ใช้คลื่นความถี่เดียวกัน มันก็เลยไม่ตรงกับคลื่นสากลที่จิตวิญญาณใช้ ก็เลยไม่รู้ว่าสื่อสารอะไรกัน
ตามหลักแล้วเราจึงต้องจูนคลื่นความถี่ของจิตสำนึกให้ตรงกับจิตวิญญาณให้ได้เสียก่อนเพื่อว่า หากเราต้องการข้อมูลอะไร เราก็ใช้จิตวิญญาณเป็นสื่อกลางไปควานหามา
ปกติจิตวิญญาณเราสามารถรับข้อมูลจากจิตสำนึกในตัวเราได้อยู่แล้วเพราะเขาใช้คลื่นความถี่ที่สูงกว่า ส่วนจิตสำนึกของเราต่างหากที่รับข้อมูลที่จิตวิญญาณส่งมาไม่ได้ เพราะจิตสำนึกไม่สนใจฟัง จะเอาแต่เชื่อความสามารถของ หู ตา จมูก ลิ้น สัมผัสเท่านั้น
#คลื่นความรัก
ตามหลักพื้นฐาน พลังงานของทุกสรรพสิ่งตั้งแต่เล็กไปจนใหญ่สุดจะมีคลื่นความถี่ชนิดหนึ่งที่ถูกปล่อยออกมาเหมือนกันหมด คือคลื่นความถี่แห่งการยึดโยว เหนี่ยว รั้งซึ่งกันและกัน หากแปลรหัสเป็นภาษาพูด จะได้ออกมาเป็น การผนึก การผนวก ยึดเกาะ บวก หลอมรวม รัดตรึง รัก หรือ ‘ความรัก’ นั่นเอง สรุปง่ายๆว่า ความรักคือคลื่นความถี่ที่จิตวิญญาณใช้กัน
หากเราอยากสื่อสารกับจิตวิญญาณของเรา ก็แค่สั่นสะเทือน จิตสำนึกของเราให้เป็นความรักให้ได้ตลอดเวลา
แต่มนุษย์ที่ดาวไกอาไม่สามารถมีความรักให้กันและกัน จึงไม่สามารถเข้าถึงความรู้สากลได้
ซึ่งการสั่นสะเทือนเป็นความรัก ต้องทำให้ได้ทุกระดับชั้นด้วย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่สั่นสะเทือนได้แค่ระดับเดียวคือระดับต่ำๆเท่านั้น
#ความรักมี 4 ระดับ
1. รักที่มอบให้คนที่ด้อยกว่า เช่น คนที่ลำบากกรือกำลังทุกข์
2. รักมอบให้คนที่เสมอกับเรา เช่น ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโลก
3. รักมอบให้คนที่เหนือกว่า หรือ การแสดงความยินดีที่เขาได้สิ่งที่ดีกว่าเรา
4. รักที่มอบให้กับศัตรู คนที่เกลียด ทำให้เราหงุดหงิด น้อยคนมากที่จะทำได้ ถ้าทำได้จะยกระดับขึ้นเป็นรูปธรรมชั้นสูงทันที
ซึ่งมนุษย์บโลกส่วนใหญ่จะมีความรักแค่ระดับ 1 หรือ 2 เท่านั้น ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากที่จะทำใจมีความรักในระดับที่สูงกว่านี้
รู้อย่างนี้แล้วเราก็คงอยากจะเป็นความรัก ให้กับทุกคน
พาร์ทหน้าจะมาต่อเรื่อง การเป็นรูปธรรมชั้นสูงต้องทำอย่างไร
ด้วยรักจากเจ้
