
เล่มนี้เขียนโดย Erling Kagge นักสำรวจชาวนอร์เวย์ที่พิชิต 3 Poles ได้ (North Pole, South Pole, Mount Everest) ยังไม่รวมที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว 2 รอบ ปีนเขา แล่นเรือเอง เป็นนักผจญภัยที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของนอร์เวย์และของโลก
Kagge เรียนจบกฏหมาย เป็นทนาย และเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองด้วย โปรไฟล์สวยมาก แต่สิ่งที่ทำให้หยิบเล่มนี้ไม่ใช่เพราะโปรไฟล์ แต่เป็นการที่เค้าชอบเดินทางคนเดียวจนตกตะกอนออกมาเป็นบทเรียนชีวิต ทำให้เค้าได้รับเชิญไปบรรยาย จนเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

Credit Pic : 52-insights
—
ว่ากันว่า ความลับของโลกถูกซ่อนอยู่ในความเงียบ
และธรรมชาติมักพรางตัวมาเป็นความเงียบเพื่อพูดคุยกับเรา
ยิ่งเงียบมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ยินมากเท่านั้น
แบลส ปาสกาล นักปรัชญาและนักทฤษฎีด้านความเบื่อหน่ายได้กล่าวไว้ว่า ‘ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์เกิดจากการที่มนุษย์ไม่สามารถนั่งเงียบๆคนเดียวได้’ เพราะเหตุนี้หรือเปล่า คนที่ค้นพบความลับของโลกจึงมีอยู่เพียงหยิบมือเดียว
แต่ข้อดีคือ วันนี้ความลับเหล่านั้นอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว งั้นเราไปสำรวจกัน
#ความท้าทายที่ยากที่สุดคือการรู้สึกสงบสุขกับตัวเอง
ความเงียบมักมาพร้อมความพิศวง สงส้ย แต่มันก็มีความยิ่งใหญ่และสง่างามในตัว เหมือนมหาสมุทร หรือพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คนที่ไม่พิศวงในความยิ่งใหญ่ มักจะหวาดกลัวมัน นี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่กลัวความเงียบ
ทำให้หลีกเลี่ยงการอยู่กับห้วงขณะตรงหน้า และพยายามทำตัวยุ่งวุ่นวายกับสารพัดเรื่อง ปล่อยให้ความคิดวิ่งแล่นในหัว แทนที่จะอยู่นิ่งๆ หรือแม้แต่พาตัวเองไปอยู่ในที่เสียงดังๆ ผู้คนเยอะๆ เพียงเพื่อหลีกหนีความเงียบ
เหล่านี้คือความกลัวที่จะรู้จักตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งน่าเสียดายหากเราคิดจะหนีความเงียบ ก็เหมือนเราทิ้งโอกาสที่จะรู้จักตัวเอง
#ความเงียบกับเสียง
เสียง เป็นรูปธรรม และวัดเป็นหน่วยเดซิเบลได้
ความเงียบรอบตัวเราประกอบด้วยอะไรมากมาย แต่ความเงียบที่น่าสนใจที่สุดคือความเงียบที่อยู่ภายใน เป็นความเงียบที่เราต้องสร้างขึ้น เราจึงไม่ต้องพยายามสร้างความเงียบสงัดรอบตัวอีกต่อไป แต่ความเงียบที่เราไล่ล่าคือความเงียบที่อยู่ภายในต่างหากที่เป็นของจริง
#เราแค่ดำรงอยู่หรือมีชีวิตอยู่
ต่อให้เราต้องมีชีวิตอยู่นับพันปี ชีวิตเราก็ยังให้ความรู้สึกว่าสั้น ถ้าเราโยนเวลาที่มีทิ้งไป เราดำรงอยู่ แต่น้อยคนที่ ‘มีชีวิต’ อยู่จริงๆ
ชีวิตเป็นเรื่องน่าวิตกสำหรับคนที่ลืมอดีต มองข้ามปัจจุบัน และหวาดกลัวอนาคต ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมามัวแต่หมกมุ่นกับการไม่ทำอะไรเลย
เราเสียโอกาสที่จะมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมกว่านี้ เพราะไม่ยอมสำรวจความสามารถของตัวเอง มัวแต่ปล่อยให้ตัวเองวอกแวก ไม่เคยหยุด แต่หันเหไปกับเสียง กับความคาดหวัง กับภาพต่างๆ แทนที่จะจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่วินาทีนี้ (อยู่กับปัจจุบัน)
#ความเงียบกับความเหลื่อมล้ำ
เสียง สามารถเป็นตัวกำหนดมาตรฐานความเหลื่อมล้ำในสังคม คนระดับล่างมักถูกบังคับให้ต้องทนเสียงอึกทึกในที่ทำงาน มากกว่าคนระดับบน บ้านก็อาจไม่ได้หุ้มฉนวนปิดกั้นเสียงดีเท่าบ้านคนระดับบนที่มักสงบกว่า อากาศดีกว่า รถแล่นเงียบกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพที่ดีกว่ามักจะเสียงเงียบกว่า พวกเขามีเวลาว่างมากกว่า กินอาหารที่สะอาดและดีต่อสุขภาพมากกว่า
ความเงียบจึงเป็นส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำที่เปิดโอกาสให้คนไม่กี่คนมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า แข็งแรงกว่า เต็มเปี่ยมกว่าคนส่วนใหญ่
การทำตัวให้ยากต่อการเข้าถึงบ้าง หันหลังให้เสียงอึกทึกที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน คือความหรูหรา คือสิทธิพิเศษอย่างหนึ่ง ความเงียบจึงอาจคือความหรูหรารูปแบบหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักไม่ได้ครอบครอง
#สิ่งที่ดีที่สุดอาจเป็นของฟรีที่มีอยู่แล้วที่ปลายจมูกเราเอง
บางคนเดินทางไกลข้ามประเทศ หรือ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดความเงียบ เช่นขับรถไปสถานที่ๆสงบ เดินเล่น เล่นโยคะ นั่งเครื่องบินเพื่อให้ขาดการติดต่อ
ส่วนความเงียบที่พบเจอได้ในใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าเราใส่ใจมากพอ เราอาจเจอมันได้บนเตียงนอน โซฟา หรือ อ่างอาบน้ำที่บ้านของเราเอง
ผู้คนมักชอบมีเป้าหมายคือทำตัวเองให้ยุ่ง และมีประสิทธิภาพ แต่จริงๆแล้วความเงียบอยู่ทุกที่ ทุกเวลา อยู่ที่ปลายจมูกของเราเอง
#เราควรมีชีวิตอย่างไร
เป็นหนึ่งในคำถามที่ใหญ่ที่สุดของคำถามที่ยิ่งใหญ่ หลายคนพยายามหาคำตอบจากทฤษฎีหรือหนังสือจำนวนมาก บางคนก็มุ่งเน้นไปที่การเมือง ภาษา การวิเคราะห์ น้อยคนนักจะมุ่งเน้นความเงียบ เพราะคิดว่าความเงียบคือความว่างเปล่า ไม่น่าสนใจ และพยายามตัดขาดจากความเงียบ
#ปริศนาแห่งชีวิตอาจพบได้ในความเงียบ
เราอาจล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเล แต่เมื่อเดินทางกลับนั่นแหละถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วสิ่งที่เรากำลังแสวงหานั้นอยู่ในตัวเราเอง
เรื่องของชาวพุทธคนหนึ่งที่ขอให้อาจารย์อธิบายถึงพรหมันหรือพระวิญญาณบริสุทธ์ อาจารย์ยังคงเงียบเมื่อได้ยินคำถาม ลูกศิษย์จึงถามอีกสองสามครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ในที่สุด อาจารย์ก็เอ่ยปากพูดว่า ตอนนี้ข้ากำลังสอนเจ้า แต่เจ้าไม่ฟัง แน่นอนว่าคำตอบคือ ‘ความเงียบ’
#ความเงียบในมุมมองของนักปรัชญา
อริสโตเติลและเพลโต นักปรัชญาโบราณพูดถึงความรู้เกี่ยวกับนิรันดรและความจริง ว่าเป็นสิ่งที่ไร้ถ้อยคำ
เพลโต เรียกว่า อาเรตัน – ไม่สามารถพูดได้
อริสโตเติล เรียกว่า – อานิวโลกู – ปราศจากคำพูด
ทั้งสองบอกว่า ณ จุดสิ้นสุดของคำพูด คือการเปิดประตูสู่โอกาสที่จะเข้าใจความจริงอันยิ่งใหญ่ได้ในทันที
#ความเงียบกับจักรวาล
ดวงตาไม่อาจมองตัวมันเอง แต่เราศึกษามันผ่านหมู่ดาวได้ และสิ่งที่คุณเห็นในหมู่ดาว ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร
การที่มองไปบนฟ้าและเห็นหมู่ดาวโดยปราศจากแสงไฟจากน้ำมือมนุษย์รบกวนเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดสิ่งหนึ่ง เพราะมันย้ำเตือนให้คิดถึงจักรวาลที่อยู่เบื้องบน
ยามที่เบนสายตาขึ้นข้างบน เราก็ได้เบนสายตาเข้าข้างในด้วย เข้าไปยังความเงียบภายในของเรา และพบด้านที่ถูกลืมเลือนไป
จักรวาลเป็นปริศนาลี้ลับมากเท่าๆกับโลกภายในของเรา
จักรวาลหนึ่งเหยียดยาวออกไป อีกจักรวาลหนึ่งเหยียดเข้าข้างใน
#ความสัมพันธ์ของความเงียบกับช่วงเวลา
เวลาที่ดื่มด่ำกับขอบฟ้า เวลาที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากพิจารณาก้อนหินที่มีตะไคร่น้ำจับและไม่อาจละสายตา หรือช่วงที่อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน ล้วนเป็นช่วงเวลาที่บรรเจิดที่สุด
และเวลาก็หยุดเดินทันใดเมื่อภายในอยู่กับปัจจุบัน ชั่วเวลาสั้นๆ อานดูนานเหมือนชั่วนิรันดร์
ตอนนั้นเองที่ช่วงเวลาสั้นๆ กับความเป็นนิรันดร์ ได้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
เหมือนกวีของวิลเลียม เบลค ที่เขียนไว้ว่า
เห็นโลกมนเม็ดทราย
เห็นสวรรค์ในดอกไม้ป่า
โอบอุ้มความกว้างไกลไร้ขอบเขตในฝ่ามือ
และความเป็นนิรันดร์ไว้ในหนึ่งชั่วโมง
โดยทั่วไป เวลาคือความต่อเนื่องที่ซึ่งวินาทีหนึ่งนำไปสู่อีกวินาทีหนึ่ง วนลูปไปเรื่อยๆ แต่ประสบการณ์ของเวลาก็เปลี่ยนไป เมื่อเวลาหยุดลง
#ความว่างเปล่าที่ไม่ว่างเปล่า
เมื่อพยายามค้นหาความสงบท่ามกลางความเงียบ ความทรงจำและความคิดกำลังแย่งกันเรียกร้องความสนใจ ซึ่งมันดูเหมือนความว่างเปล่าที่ว่างเปล่า แต่เป้าหมายคือ ความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยมต่างหาก
ทำได้โดย ทำสมองให้ว่างด้วยการหายใจผ่านจมูก เมื่อเราควบคุมลมหายใจได้ ก็จะทำให้ความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยม เป็นจิตใจที่สงบ
#หนทางนำไปสู่ความเงียบ
ทุกคนมีแนวทางของตัวเอง เลือกตามที่ชอบได้เลย บางคนอาจแค่อยู่บ้านก็เจอแล้ว บางคนการเข้าป่าอาจช่วยได้ดีกว่า ทิ้งอุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์ต่างๆไว้ อยู่คนเดียวซักสามวัน ไม่ต้องคุยกับใครเลย แล้วเราจะค่อยๆพบอีกด้านของตัวเราเอง จงเดินตามหาทางที่จะพบความเงียบของเราเอง
อ่านแล้ว อยากออกเดินทางคนเดียวบ้างไหม ได้ผลยังไงมาบอกกันบ้างนะ
ด้วยรักจากเจ้
