116- Unlocking Potential เก่งได้กว่านี้

116

Unlocking Potential – เก่งได้กว่านี้

เล่มนี้แปลมาจากหนังสือ Unlocking Potential-7 coaching skills that transform individuals, teams, & organization เขียนโดย Michael K. Simpson ซึ่งเป็นโค้ชให้กับผู้บริหารเก่งๆขององค์กรชั้นนำทั่วโลกกว่า 40 ประเทศ ยาวนานกว่า 25 ปี

Credit : Amazon

เนื่องจากงานในปีนี้โฟกัสที่การพัฒนาคนเก่งๆให้เป็นผู้นำต่อไปในอนาคต ช่วงนี้จึงต้องอ่านหนังสือแนวนี้เยอะหน่อย

ความเก่งนำพาความสำเร็จมาให้เรา เช่น ได้ผลประเมินงานดี ได้ปรับเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้ความรับผิดชอบเพิ่ม ได้เติบโตขึ้น แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นและคงประเมินค่าไม่ได้คือการทำให้คนคนหนึ่งรู้ว่าเขาเก่งได้กว่านี้

เพราะความสำเร็จของผู้นำขึ้นอยู่กับการทำงานของคนในทีม คนที่เป็นผู้นำ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเป็นโค้ชให้กับลูกน้องตัวเอง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าคนที่อยู่ในระดับผู้นำเท่านั้นที่จะเป็นโค้ชได้ สามี-ภรรยา พ่อ-แม่ ครู-ศิษย์ หัวหน้า-ลูกน้อง แม้แต่เพื่อน ก็เป็นโค้ช เป็นกระจกสะท้อนให้กัน ให้คนๆนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้

การโค้ชไม่ใช่การสั่งให้คนอื่นทำอะไร ไม่ใช่การแก้ไขตัวคนๆนั้น ไม่ใช่สภาวะพึ่งพิงที่ให้คนปล่อยตัวไปเรื่อยเปื่อยกับคำถามปลายเปิด แต่มันเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น ช่วยให้เกิดปัญญาและค้นพบ การดึงศึกยภาพของคนออกมา การสร้างสัญญาใจ และการลงมือทำ

หัวใจของการโค้ช คือการรักษาความลับ การใส่ใจ การฟัง จดจ่อกับคนตรงหน้า พูดน้อย ฟังให้มาก มองเห็นศักยภาพว่าแต่ละคนทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้มองแต่ขีดจำกัด

โค้ชที่ดีต้องสะท้อนมุมมอง สนับสนุน ส่งเสริม เป็นคู่คิดให้คนนั้นๆวางแผนและลงมือทำจริง สร้างสมดุลระหว่างการตั้งคำถามและชักจูงให้ลงมือทำ เติมไฟ ผลักดันจนเกิดผลลัพธ์

โค้ชที่ดีเยี่ยมยิ่งไปกว่านั้น จะรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้ใจรับฟังความรู้สึกคนๆนั้น ใช้หูรับฟังข้อมูลแวดล้อม ใช้ตามองหาสัญญาณภายนอกไม่ได้เปล่งมากับคำพูด และจะจับได้แม้แต่สัญญาณที่เล็กที่สุด และต้องมองจากมุมมองของคนข้างสนาม ไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม

ปัญหาหนักๆอาจไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการหาคำตอบให้ได้ทั้งหมด แต่อยู่ที่การตั้งคำถามที่ถูกต่างหาก โค้ชที่คอยป้อนคำถามชวนคิดและทรงพลังเสมอจะช่วยให้คนๆนั้นพัฒนาจิตสำนึกของความมุ่งมั่นและสัญญาใจระยะยาวขึ้นมาเอง

เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ดีควรมาจากภายในสู่ภายนอก ไม่ใช่ภายนอกสู่ภายใน มันไม่ใช่การตัดเล็มก้านใบแห่งนิสัยและพฤติกรรมด้วยการบอกหรือแนะนำด้วยการแก้ไขหรือสั่งสอน แต่มันถูกส่งตรงมาจากราก เนื้อแท้ของความคิด พื้นฐานจิตใจ จากกรอบความคิดหลัก ซึ่งกำหนดความเป็นตัวเราและเลนส์ที่ใช้มองโลก

โค้ชจะเป็นคนที่ลงมือค้นหาจุดหมายปลายทางของคนๆนั้น โดยไม่เอากรอบความคิด วิสัยทัศน์ คุณค่าหรือความต้องการของตัวเองไปปะปน โค้ชจึงไม่ใช่คนกำหนดเส้นทางแต่จะช่วยให้คนๆนั้บังคับพวงมาลัยเพื่อพาตัวเองไปถึงจุดหมาย

ตรงนี้จึงเป็นคำตอบว่า โค้ชไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องงานของคนๆนั้นดีที่สุดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงกว่าหรือเป็นผู้อาวุโสกว่าคนที่ได้รับการโค้ช

โค้ชเป็นใครก็ได้ที่มีความรู้สึกภายในว่าอยากช่วยเหลือคนอื่น

ในเล่มนี้พูดถึง ทักษะการโค้ช 7 ข้อ ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงคนไปสู่อีกขั้นที่ดีกว่าเดิม

  1. สร้างความเชื่อมั่น – การใกล้ชิดกับคนจนถึงขั้นคนๆนั้นยอมเปิดเผยตัวเอง ต้องใช้ความเชื่อใจอย่างสูง โค้ชจึงต้องเก็บรักษาความลับให้ได้
  2. ท้าทายกรอบความคิดเดิม – ช่วยให้คนเปลี่ยนกรอบความคิดที่ฉุดรั้งเขาไม่ให้เข้าถึงศักยภาพที่แท้จริง เติมพลัง จุดไฟให้เห็นแสงสว่าง
  3. ทำกลยุทธ์ให้ชัดเจน – กำหนดเป้าหมายที่สำคัญ ยิ่งน้อย ยิ่งได้มาก ใช้สูตร จาก X ถึง Y ภายในเวลา .. เดือน/ปี แต่ไม่ว่าจะมีกลยุทธ์ใหญ่โตทั้งหลาย สุดท้ายอยู่ที่การลงมือทำ
  4. ลงมือทำอย่างไร้ที่ติ – ถ้าไม่มีการลงมือ ไม่มีพันธะสัญญารับผิดชอบ การโค้ชจะเป็นเพียงการพูดคุยเรื่อยเปื่อยที่ไม่มีอะไรเลย โค้ชต้องช่วยให้คนๆนั้นเข้าถึงสภาวะไหลลื่น (Flow) เขาจะได้ทำสิ่งๆนั้นได้อย่างมีความสุข
  5. ให้ข้อคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพ โค้ชต้องแสดงความคิดเห็น ที่ช่วยให้คนๆนั้นตระหนักรู้  จดจ่ออยู่กับการกระทำและ ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ
  6. ดึงพรสวรรค์ของคนออกมา -เพราะคนส่วนมากประเมินความสามารถตัวเองต่ำเกินไป โค้ชจึงต้องรู้วิธีที่จะดึงความสามารถที่เจ้าตัวเก็บงำออกมา โดยใช้การสนทนาเรื่องงาน เพื่อการพัฒนา เพื่อเคลียร์เส้นทาง
  7. ผลักดันกลุ่มตรงกลาง -เพราคนมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งอยู่แล้วให้เก่งขึ้นไปอีก  แต่โอกาสดีที่สุดในการจะยกระดับองค์กรได้คือการผลักดันกลุ่มตรงกลางให้อยู่ในจุดที่สูงขึ้น

จอห์น การ์ดเนอร์ อาจารย์มหาลัยและนักเขียนชื่อดังบอกไว้ว่า ที่องค์กรส่วนใหญ่ล้มเหลว เพราะคนส่วนใหญ่มักปิดหูปิดตา ทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาของตัวเอง ที่ไม่เดือดร้อนกันไม่ใช่เพราะมองไม่มีปัญหา แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาเลยมากกว่า

นี่คือระดับองค์กร ซึ่งก็อาจเกิดขึ้นได้กับระดับบุคคลเช่นเดียวกัน ถ้าเรามัวแต่ทำเป็นไม่ลืมหูลืมตามาสนใจปัญหาของเราที่มี มัวแต่เอาปัญหาซุกไว้ใต้พรม เพื่อให้พ้นสายตา จะได้ไม่เครียด ไม่ต้องไปวุ่นวาย แต่นานไปมันก็อาจะเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่กำลังเติบโตในใจเราก็ได้ รีบจัดการเคลียร์ให้จบจะดีกว่า

คงจะดีมากถ้าได้เจอคนที่เป็นโค้ชจริงๆ (ไม่ใช่โค้ช wanne be หรือตัวปลอมที่ไม่มีจิตวิญญาณการช่วยเหลือผู้อื่น) มาเป็นกระจกสะท้อนให้เรา ถ้าได้เจอโค้ชคนนั้น ก็อยากให้เปิดใจคุย อย่ากลัวที่จะคุยกับคนที่อยากช่วยเราจริงๆ ไม่แน่ว่าเราอาจได้แนวคิดอะไรดีๆถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาลเลยก็เป็นได้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#Unlockingpotential #เก่งได้กว่านี้

115 – Everyday a Good Day

115 – Everyday a Good Day

เรื่องมีอยู่ว่า ตั้งแต่เปิดปีใหม่มา มีความเครียดกับเรื่องงาน เพราะต้องรับผิดชอบงานใหม่เพิ่ม โดยที่งานเก่าก็ยังคงอยู่ ด้วยความที่ต้องทำคนเดียวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ น้องก็ยังไม่พร้อมที่จะช่วยงานใหม่ได้ ทำให้มีความกังวล ความเครียดโผล่มากวนใจตลอด จนเบียดบังกิจวัตรที่ตั้งใจว่าเข้านอนเร็ว ตื่นเช้า และออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำอาหารง่ายๆ ฯลฯ

พอเปิด BUJO (Bullet Journal) หน้า Habits Tracking ของเดือนมกราคมดูแล้วรู้เลยว่า ไม่ได้การแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สภาพจิตใจและร่างกายอาจย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนอาจ Burn Out เลยก็ได้ เลยต้องการหาอะไรบางอย่างมาเยียวยาหัวใจ

จู่ๆ ก็นึกถึงการจิบชาขึ้นมา

อาจเพราะเราคุ้นเคยกับการที่เห็นป๊า ม้า และญาติๆผู้ใหญ่ ชงชา จิบชา กันเป็นกิจวัตร และแทบทุกครั้งที่เห็นภาพทุกคนอยู่กับชา มันมีแต่รอยยิ้ม ความสงบ ความสุข การสนทนาอันรื่นรมย์ คุยกันเพลินจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว ที่สำคัญ เจ้แทบไม่เคยเห็นใครหน้าเคร่งเครียด ร้องไห้ หม่นเศร้า หรือไม่มีสติเมื่อมีชาร้อนๆอยู่ตรงหน้าเลย

นี่แหละมั้งเป็นเหตุผลที่ทำให้ จู่ๆ ก็สนใจอยากรู้เรื่องชามากขึ้น ทั้งๆที่อยู่กับครอบครัวที่มีวัฒนธรรมจิบชามานาน แต่ก็ไม่เคยคิดสนใจ เครื่องดื่มที่อยู่ในสายตา จึงมีแต่น้ำเปล่า และน้ำหวาน เช่นชานมไข่มุก โกโก้ปั่น หรือ ชาเขียว เท่านั้น

คิดว่า เวลาที่เหมาะสมคงได้พาให้เจ้ได้มาอยากจิบชาจริงๆจังบ้างแล้วล่ะมั้ง จึงได้เสิชหาข้อมูลร้านขายชา อุปกรณ์ชงชา พอรู้ว่ามีร้านนึงอยู่ใกล้บ้าน จัดแจงนัดหมายและเข้าไปเยี่ยมชม ขอความรู้ ดูวิธีชงชา ซื้อของกลับมาเริ่มลองเองที่บ้าน

ทั้งๆที่รู้ว่า ร้านนั้นขายแพงกว่าถ้าเปรียบเทียบกับสั่งออนไลน์จากจีน แต่ความสุขที่ได้ครอบครองอุปกรณ์ชงชาวันนั้นมันล้นเกินความเสียดาย เมื่อความสุขเกิดขึ้นแล้ว มันก็คือความสุข ไม่ต้องเสียเวลาไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นที่ถูกกว่าหรอก เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ว่า ถ้าเราสั่งของออนไลน์จากจีนในราคาถูกมากๆ แล้วเราจะมีความสุขเหมือนประสบการณ์ที่ได้รับตอนที่ได้ไปเดินเลือกปั้นชาหรือชิมชาที่ร้านนั้น ดังนั้น อะไรที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอแหละ ปล่อยวางความเสียดายไปเถิด

เป็นจังหวะที่ดีมากอีกเช่นกัน ที่พอเริ่มชงชา พี่พีทก็แนะนำให้ดูหนังเรื่อง Everyday a Good Day ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเรื่องการชงชาแต่เป็นของญี่ปุ่น แม้ว่าพิธีการชงชาของสองประเทศจะแตกต่างกัน แต่เชื่อว่ามันก็มีรากฐานคล้ายๆกัน คือ การมีสติ จดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และตั้งใจทำให้ดีที่สุด

จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือ Everyday a Good Day: 15 Happiness Taught by Tea เขียนโดยโนริโกะ โมริชิตะ (Noriko Morishita) ตัวเอกในหนัง ที่เป็นการพาเราไปติดตามชีวิตของโนริโกะ ตั้งแต่อายุ 20 ปี เพิ่งเรียนจบ แต่ยังไม่มีจุดหมายว่าจะทำงานอะไร พ่อแม่จึงแนะนำให้มาเรียนชงชากับอาจารย์ทาเคดะ (Takeda Sensei)

โนริโกะพอได้คุยกับโมจิโกะ ญาติลูกพี่ลูกน้องวัยเดียวกัน ก็มีความสนใจอยากเรียนด้วย จึงตัดสินใจมาเข้าห้องเรียนชงชากับอาจารย์ทาเคดะซึ่งอยู่ใกล้บ้านพอดี

ทั้งสองคนได้เรียนรู้ที่จะดื่มด่ำกับขั้นตอนต่างๆของพิธีชงชา เริ่มตั้งแต่การนั่งเปิดประตูเพื่อเข้าห้องชงชา จำนวนก้าวเดินบนเสื่อทาทามิ การนั่ง การคำนับพื้นที่ชงชา การหยิบจับอุปกรณ์ การพับผ้าฟุคุสะ (Fukusa ผ้าที่นิยมใช้ห่อของขวัญ และผ้าบางชนิดเอาไว้ใช้ในพิธีชงชา) ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับมีหลายขั้นตอนจนต้องอึ้งในความละเมียดละไมของคนญี่ปุ่น

Fukusa

การเลือกถ้วย การพิจารณาป้ายแขวนผนังที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล หรืออารมณ์ของผู้ชงชา การเลือกขนม จังหวะการบดผงชา วิธีการรินน้ำ ฟังเสียงน้ำร้อนกับน้ำเย็น เพราะน้ำทั้งสองแบบ ให้เสียงตอนรินน้ำที่แตกต่างกัน เสียงน้ำร้อนจะให้ความรู้สึกหนักแน่น มั่นคง ในขณะที่เสียงน้ำเย็นจะกังวาล ใส การฟังเสียงฝนตกในแต่ละฤดูก็ต่างกัน เสียงลมพัดใบไม้ ไอแดดอ่อนๆริมหน้าต่าง หรือการรับรู้ถึงความหนาวจากหิมะที่บาดผิว

เริ่มแรกนักเรียนทั้งสอง ขบขันกับพิธีการต่างๆที่หาเหตุผลไม่ได้ของการชงชาว่าทำไมต้องทำแบบนั้น และรู้สึกว่าการชงชาจุกจิกจนเกือบทนไม่ไหวจะถอดใจเลิกเรียนไปหลายรอบ

อาจารย์ทาเคดะ ผู้คอยสังเกตอยู่เงียบๆ จึงบอกว่า ไม่มีเหตุผลหรอก เขาทำกันมาแบบนี้ การชงชาไม่ต้องหาเหตุผล ค่อยๆใช้มือทำไปเรื่อยๆ ใจเราจะไปอยู่ตรงนั้นเอง เมื่อโนริโกะทำตามที่อจารย์บอก ฝึกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ทำได้ถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง และรู้สึกภูมิใจในตัวเอง

แต่ไม่นานก็กลับมารู้สึกเหมือนนับหนึ่งใหม่อีก เพราะว่าเมื่อฤดูกาลเปลี่ยน ทิศของการนั่งและการจัดเรียงอุปกรณ์ชงชาก็เปลี่ยนตาม ทำให้เหมือนต้องเรียนรู้กันใหม่ แต่นี่เป็นสัจธรรมของชีวิตที่มักจะให้เราได้มีเรื่องให้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ

Credit : A Day Bulletin

เวลาผ่านไปนับสิบปี โนริโกะผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต และมีการชงชาเป็นเหมือนครู เป็นเพื่อนที่คอยปลอบประโลม ว่าแม้วันที่เศร้าเสียใจที่สุด วันนั้นก็ถือว่าเป็นวันที่ดี เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ ดังเช่นป้ายที่ติดไว้ที่ห้องเรียนชงชาที่เห็นในวันแรก (Everyday a Good Day) แต่อารมณ์ที่หม่นเศร้าก็สะท้อนการชงชาให้ออกมาดูแข็งทื่อไปหมด ไม่อ่อนช้อยพลิ้วไหวดังสายน้ำดังเช่นตอนที่ใจเราเป็นอิสระ

Credit : NetFlix

โนริโกะได้เรียนรู้ว่าการชงชาคือส่วนหนึ่งของวีถีชีวิตของเธอ มันเป็นการย้ำเตือนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา ณ ขณะนั้น การได้ใช้เวลาอยู่กับการเปลี่ยนผ่านในแต่ละฤดูคือของขวัญสำหรับเราทุกคน เพราะเราจะได้ยินเสียงธรรมชาติที่แตกต่างกัน และการชงชาทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งถึงโอกาสในการต้อนรับแขก ที่อาจจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต หรือแม้แต่การชงชาให้คนในครอบครัวที่เจอกันบ่อยๆก็ตาม ก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าครั้งไหนจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้จิบชาร่วมกัน ดังนั้นถ้ามีโอกาสได้ชงชาให้ใครแล้ว ต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด (Cherish each meeting as once-in-a-lifetime opportunity)

การที่ได้ทำอะไรเหมือนเดิมทุกครั้งในแต่ละช่วงของปี อาจารย์ทาเคดะบอกว่าไม่ถือเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่เรามีแรงใจแรงกายในการพาตัวเองข้ามผ่านแต่ละฤดูกาลมาได้ต่างหาก

เมื่อการชงชา หลอมรวมกับธรรมชาติ และความสงบที่อยู่ตรงหน้า ก็ทำให้หมดคำถามว่าจะทำพิธีรีตองเยอะแยะไปเพื่ออะไร คำตอบนั้นได้อยู่ในถ้วยชาที่ได้รับการชงอย่างดีแล้วนั่นเอง

เป็นเรื่องประหลาดมากที่ใจที่ว้าวุ่น กังวลและเครียด ได้สงบลงเมื่ออยู่หน้าโต๊ะชงชา มันอาจจะไม่ได้หายไปเลย แต่พวกมันทำตัวราวกับว่าขอสงบศึก หยุดรบชั่วคราว เพื่อมาจิบชาไปพร้อมๆกันก่อน แล้วค่อยมาลุยกันใหม่

แน่นอนว่าการได้พักสมอง ผ่อนคลายร่างกายไปกับการจิบชา ก็ทำให้เรามีแรงไปต่อได้นั่นเอง ว่างๆมาจิบชาที่บ้านได้นะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#EverydayaGoodDay

114 – ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ

114 – ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ

ใครชอบหนังสือบ้าง ยกมือขึ้น

สำหรับคนรักหนังสือ คงรู้สึกคล้ายๆกันว่าเล่มนี้มันมีอะไรเตะตาให้หยิบขึ้นมาดูตั้งแต่หน้าปกที่ออกแบบโดย มิยาซากิ ฮิคาริ เป็นหน้าปกเดียวกับต้นฉบับที่ญี่ปุ่น แถมเล่มนี้ได้รางวัลรองชนะเลิศ Japanese Booksellers Award และถูกซื้อลิขสิทธ์แปลไปแล้วกว่า 15 ประเทศเชียว ต้องมีอะไรดีแน่ๆ

คนเราอ่านหนังสือไปเพื่ออะไรกันนะ ?

การอ่านหนังสือให้อะไรกับเรากันแน่ ?

ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ เขียนโดย นัตสึคาวะ โซสุเกะเล่มนี้จะพาเราไปดูความหมายที่แท้จริงของการอ่านหนังสือ โดยเล่าผ่านเรื่องราวของ นัตสึกิ รินทาโร่ เด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายอาศัยอยู่ที่ร้านหนังสือมือสองกับปู่เพียงลำพัง แต่วันหนึ่ง ปู่ที่เลี้ยงดูมาเสียชีวิตลง ทำให้โลกของเขาที่ปกติก็ว้าเหว่อยู่แล้วเพราะเป็นคนเก็บตัว ยิ่งมืดเทาเข้าไปใหญ่ ราวกับว่าหมดอาลัย ไม่ยินดียินร้ายกับทุกสิ่ง

คนรอบตัวก็ไม่มีใครใส่ใจนัก นอกจาก ยูซุกิ ซาโยะ หัวหน้าห้องที่คอยมาตามให้รินทาโร่ไปเรียนหนังสือเท่านั้น

จนแมวลายเสือพูดได้ตัวหนึ่งได้ปรากฎตัวขึ้นในร้านหนังสือ และขอให้รินทาโร่เข้าไปในเขาวงกฏของโลกคู่ขนานเพื่อไปทำภารกิจช่วยปลดปล่อยหนังสือ ระหว่างทาง รินทาโร่ก็ได้เรียนรู้และทบทวนตัวเองถึงมุมมองที่มีต่อการอ่านหนังสือไปในตัว เพราะผู้คนในปัจจุบัน ทั้งคนอ่านและคนผลิตหนังสือ มักจะมีพฤติกรรมคล้ายกับบรรดาศัตรูของหนังสือในแต่ละด่าน ดังนี้

เขาวงกฏที่หนึ่ง – ผู้กักขัง ด่านนี้ได้เจอกับตัวแทนของคนที่สักแต่อ่าน เน้นปริมาณ และไม่กลับมาอ่านซ้ำ เพราะคิดว่ามีหนังสืออีกจำนวนมากมายรออยู่ ไม่อยากเสียเวลาอ่านซ้ำ

เขาวงกฏที่สอง – ผู้ตัดฉับๆ เป็นตัวแทนของคนที่คิดว่ามนุษย์เรามีเวลาจำกัด จะมามัวเสียเวลาอ่านหนังสือยากๆ ที่ซับซ้อนเต็มด้วยหลักปรัชญาทำไม คนกลุ่มนี้จึงชอบแต่อ่านเรื่องย่อ สรุปสั้นๆ เล่มบางๆ เน้นแต่จะเอาใจความเนื้อๆเท่านั้น ขาดการดื่มด่ำเพลิดเพิลนใช้จินตนาการไปกับตัวอักษร สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเราเอาแต่อ่านแบบตัดฉับๆแบบนี้ จะเรียกได้ไหมว่าเราอ่านหนังสือเล่มนั้นแล้ว

เขาวงกฏที่สาม – ผู้ขายดี เป็นการเสียดสี จิกกัดบรรดาสำนักพิมพ์ที่มองหนังสือเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค เน้นแต่กำไร ไม่ได้สนใจว่าเราอยากบอกอะไรกับโลกนี้แต่กลับกลายเป็นว่าโลกอยากให้เราบอกอะไร ผลิตหนังสือที่ขายได้เท่านั้น ประธานบริษัทในด่านนี้บอกว่า คนยุคนี้ยุ่งและกระเสือกกระสนในการใช้ชีวิตมากจนไม่มีเวลาและเงินมาให้กับวรรณกรรมชั้นเอกเล่มหนาๆหรอก แต่ก็ยังอยากจะมีหนังสือมาตกแต่งประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวเอง เขาเลยผลิตพวกหนังสือสรุป เรื่องย่อกระจอกๆออกมา สำหรับคนที่อยากได้ความตื่นเต้นก็แค่เน้นหนังสือที่บรรยายฉากความรุนแรงหรือเรื่องเกี่ยวกับรักๆใคร่ๆ หรือใครที่ขาดจินตนาการก็แปะคำโปรยว่า เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง

เพียงเท่านี้ ยอดขายก็พุ่งขึ้น ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่รินทาโร่ก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิด โน้มน้าวให้ศัตรูเปลี่ยนใจได้ในที่สุด

จนดำเนินมาถึงเขาวงกฏสุดท้าย ที่เป็นบทสรุปของทั้งสามด่าน และตอบคำถามเรื่องความหมายของการอ่านหนังสือ ว่าการอ่านหนังสือทำให้เรารู้จักความห่วงใยต่อผู้อื่น หนังสือได้เล่าความคิดของคนมากมายทั้งสุข ทุกข์ เศราหมอง ยินดี ตื่นเต้น  ทรมาน ฯลฯ เราได้รู้ถึงจิตใจผู้อื่นนอกจากตัวเองด้วยการสัมผัสเรื่องราวและร่วมรู้สึกไปกับพวกเขาที่เรารับรู้ได้จากหนังสือ

ความห่วงใยต่อผู้อื่นคือพลังของหนังสือ ซึ่งพลังนั้นมอบความกล้าหาญและเป็นกำลังใจให้คนจำนวนมาก

สิ่งที่คิดว่าเป็นกำไรของคนอ่านคือ ได้รู้จักชื่อผู้เขียนและชื่อหนังสือคลาสสิกระดับโลกหลายเล่มมากๆ อ่านไปจดชื่อหนังสือไปเพลินเลย


ข้อคิดที่ได้จากเล่มนี้ที่ตราตรึงใจ คือคำสอนของปู่ที่ได้สอนรินทาโร่ไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่ว่า ต่อให้อ่านมากแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักคิดด้วยสมองของตัวเอง และเริ่มเดินด้วยขาตัวเอง โลกที่เรามองเห็นก็ไม่กว้างขึ้นหรอก ทุกสิ่งจะเป็นเพียงของที่หยิบยืมคนอื่นมาโดยไม่มีแก่นสารเท่านั้น

จงเดินไปตามทางที่เลือกด้วยความกล้าหาญ อย่าเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่ขาดความกระตือรือร้นและเอาแต่บ่นว่าไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

และถ้าจะมีเล่มไหนที่เราพบว่าอ่านยาก  เป็นสัญญาณบอกว่านั่นอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา การได้พบกับหนังสือยากๆมันคือโอกาสที่เราจะได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ของเราออกจาก comfort zone เดิมๆที่เราเคยชิน

เมื่ออ่านเล่มนี้จบ หน้าชาหน่อยๆ สารภาพว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว พอตั้งใจไว้ว่าจะอ่านหนังสือให้มากขึ้นกว่าเดิม เจ้ก็ตะลุยอ่านแบบศัตรูในเขาวงกฏที่หนึ่ง เน้นอ่านให้ได้มากที่สุด โดยไม่ได้เน้นคุณค่าที่ได้จากการอ่านแต่ละเล่มมากนัก

ซึ่งถือว่าดีที่ได้อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ต้นปี เพราะจะได้กำหนดทิศทางในการอ่านของปีนี้ใหม่ เป็นเลือกอ่านอย่างตั้งใจ ละเมียดละไมไปกับตัวอักษร คิดตาม กุมขมับ ซึมซับเนื้อหาของหนังสือ และนั่นก็หมายความว่าปีนี้อาจจะอ่านหนังสือได้ไม่เท่ากับจำนวนของปีที่แล้ว แต่เจ้เชื่อว่าเวลาที่ใช้ในการอ่านของปีนี้น่าจะมีคุณภาพมากขึ้นแน่นอน

หนังสือที่ไม่มีคนเปิดอ่าน ก็เป็นเพียงปึกกระดาษที่อยู่รวมกัน แต่เมื่อไหร่ที่มีคนพลิกกระดาษไปเรื่อยๆ เมื่อนั้นหนังสือจะมีหัวใจ ทุกวันนี้คนอ่านหนังสือน้อยลงเรื่อยๆ เรามาทำให้หนังสือมีหัวใจกันเถอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

113 – แปดสิ่งที่คนเก่งมากๆมีร่วมกัน

113 – แปดสิ่งที่คนเก่งมากๆมีร่วมกัน

เล่มนี้เป็นการรวบรวมบทความที่ได้รับความนิยมจนเกิดการแชร์มากกว่าหลักพัน เอามารวมเล่มเป็นหนังสือ เจ้าของผลงานคือ คุณอ๋อง ผรินทร์ สงฆ์ประชา ผู้เคยเป็นพนักงานออฟฟิศและลาออกมาก่อตั้งบริษัท Startup ชื่อ Nasket Retail

สิ่งที่ทำให้หยิบหนังสือเล่มนี้ คือชื่อหนังสือที่กระตุ้นต่อมอยากรู้ ว่าในบรรดาคนที่เรารู้จัก หลายๆคนเป็นคนเก่งทั้งนั้นเลย แต่ก็ไม่เคยมานั่งสรุปว่าเขาเหล่านี้มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง พอได้อ่านก็พยักหน้าไป เห็นด้วยแทบทุกข้อ

ประตูเทพทั้งแปด – แปดสิ่งที่คนเก่งมากๆมีเหมือนกัน

สิ่งที่เขาเห็นภายในใจของเขาเอง

ประตูที่ 1 : Passion, Drive, Grit เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาและอดทน

Passion หมกมุ่น หลงใหลในสิ่งที่ทำ ปักหลักความมั่นใจให้คนรอบข้างได้ ถ้าพูดในสิ่งที่ถนัดแล้ว คนคล้อยตามได้ง่าย

Drive สร้างพลังบวกให้ตัวเองและคนอื่นได้ มีโฟกัสที่แน่วแน่ไม่ลองไปเรื่อย

Grit ไม่เลิกง่ายๆ ทรหดอดทน ถึงขนาดที่ว่าหากต้องแลกด้วยบางสิ่งก็ยอม (เช่นเวลาของครอบครัว เพื่อน แฟน เที่ยวเล่น)

ประตูที่ 2 : Self-Awareness รู้จักตัวตนอย่างลึกซึ้ง

รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องทำสิ่งไหน สิ่งไหนต้องให้คนอื่นช่วย แน่วแน่มั่นคงไม่โลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

สิ่งที่เขาเห็นภายในใจของผู้อื่น

ประตูที่ 3 : Great Listener ฟังได้ถึงเรื่องที่ไม่ได้เอ่ย

เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการฟัง จนจับประเด็นใจความสำคัญได้ สังเกตเห็นจุดต่างหรือแพทเทิรน์ได้เร็วกว่าคนอื่น ฟังจนรู้ถึงวาระซ่อนเร้นแม้ไม่ได้ออกมาพูดตรงๆ

สิ่งที่เขาตอบสนองต่อสภาพภายนอก

ประตูที่ 4 : Time Machine Vision เห็นปัจจุบัน เลยยังอนาคต และอดีต

คือคนเก่งจะมองภาพได้กว้างกว่าคนทั่วไป จะมองเห็นภาพรวมวันนี้ สาเหตในอดีต สิ่งที่จะมาถึงในอนาคต มองเห็นความสัมพันธ์และผลกระทบของภาพย่อยๆ กับภาพรวมทั้งหมด ทำให้มองเห็นจุดเปราะบาง คาดการณ์อนาคตได้ และพวกเขาเหล่านี้มักจะขยับตัวได้เร็วก่อนคนอื่น

ประตูที่ 5 : Adapt to people, Adapt  to situation ปรับจิตใจไปสู่คน สู่สถานการณ์

คนเก่งไม่กลัวการมาถึงของสิ่งใหม่ๆ จึงปรับตัวเก่ง เข้ากับทุกสภาพแวดล้อม ทุกอุปสรรค เข้ากับทุกคนได้โดยยังคงความเป็นตัวเองและเป้าหมายที่ต้องทำ

ประตูที่ 6 : High Outcome Deliver ส่งมอบผลงานที่ยอดเยี่ยม

คนเก่งอาจมีทั้งคนขี้โม้ และคนถ่อมตัว แต่หลักๆคือโม้น้อยกว่าความสามารถจริง ส่วนมากเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ ตัดสินใจโดยไม่รอให้ทุกอย่างพร้อม ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอด ยกระดับผลงานเสมอๆ ไม่ย่ำอยู่กับที่

สิ่งที่เขาทำร่วมกับผู้อื่นต่อภายนอก

ประตูที่ 7 : Make it simple เปี่ยมด้วยความลึกซึ้งแต่เรียบง่าย

ทำเรื่องยากได้ง่ายๆ ลอกเปลือกออกแล้วทำแต่แก่น ละเอียดในเรื่องสำคัญแต่ไม่หยุมหยิมกับเรื่องเล็กน้อย สื่อสารได้เก่งทั้งภาษากาย ภาษาพูด ทั้ง ภาษาคน (มีจริงใจ โกหก) ภาษาสัตว์ (จริงใจแต่ตัดรอนมิตรภาพ) และ ภาษาเทพ (พูดจริงใจด้วยความเมตตา ทำให้ได้มิตรเพิ่มขึ้น)

ประตูที่ 8 : Give, Push and Lift People ยกจิตใจคนรอบข้างให้สูงขึ้น

คนเหล่านี้มักอ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น ทำให้เขาไม่หวงความรู้ จึงชอบสอน ชอบสร้างทีม สนุกที่ได้เห็นคนรอบข้างเก่งขึ้น เพราะถ้าเก่งคนเดียวก็จะอยู่แต่ในพื้นที่เล็กๆ แต่ถ้าเก่งกันยกทีม impact มันเยอะกว่า

เนื้อหาของหน้าปกอยู่ในบทแรก ซึ่งนับว่าเป็นแก่นของหนังสือเล่มนี้ ที่เหลือเป็นการแชร์ประสบการณ์และข้อคิดจากการทำงานของผู้เขียนเอง ซึ่งน่าสนใจและทำให้เราฉุกคิดอะไรได้หลายๆอย่างระหว่างทางที่อ่าน

มีอีกหลายหัวข้อที่มีประโยชน์กับคนทำงาน จนอดเขียนถึงไม่ได้ เช่น

  1. เวลาที่เรายังประสบการณ์น้อยอยู่ เราอาจมีไอเดียพลุ่งพล่าน แต่ปัญหาคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าไอเดียอันไหนใช้ได้ ใช้ไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้แก้ด้วยด้วยการมีวิจารณญาณ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “มีกึ๋น” ซึ่งจะเกิดได้จาก หนึ่ง การทำงานเยอะๆ ทำซ้ำๆ ไปหลายปี สอง ให้คนเก่งๆเสี้ยมสอนเรา สาม รับฟัง Feedback จากคนที่เกี่ยวข้องแล้วนำมาแก้ไข พัฒนาตัวเองเรื่อยๆ จนได้รับแต่คำชม นั่นแหละเราถึงจะเก่งขึ้นได้จริงๆ
  2. ซึ่ง Feedback เปรียบเสมือน Rare Item ในโลกของเกมเมอร์ ที่มีเอาไว้ upskill เราต้องเก็บมาให้หมดก่อน อย่าเพิ่งเสียเวลาเถียง ค่อยมาคัดเลือกทีหลังว่าจะใช้ไม่ใช้อันไหน หากแต่จะมัวแต่อธิบาย ปกป้องตัวเองด้วย Ego เราจะพลาดโอกาสในการขัดเกลาฝีมือ คนถ่อมตัวย่อมมีคนอยากยื่นมือช่วยเสมอ
  3. คนถ่อมตัว ไม่ใช่คนดูถูกตัวเอง แต่มันคือการเลี่ยงการสร้างความคาดหวัง Under Promise Under Deliver
  4. เลือกงานที่รัก มักได้เงินที่หวัง หาวินาทีแห่งความหลงใหล Moment of Joy และช่วงเวลาไร้เทียมทาน The Flow ให้เจอ อาจเป็นเหตุผลที่คนเก่งๆ ทำไมเขาถึงฝึกฝนตัวเองให้มีทักษะอะไรบางอย่างโดยไม่ล้มเลิกง่ายๆ เขาไปเอาแรงกายแรงใจมาจากไหน ความลับคือ พวกเขาสนุกในการทำสิ่งๆนั้นต่างหาก
  5. รูปแบบโครงสร้างองค์กรโดยทั่วไปแล้ว แก่นของมันคือ Officer (Junior Staff) ทำงานตามแบบแผนไม่ให้พลาด Supervisor (Senior Staff) แก้ปัญหาเรื่องงานให้พนักงานระดับปฏิบัตรการ Manager คุมทีมให้ทำตามหน้าที่ บริหารทั้งข้างบนและข้างล่างให้ได้ตามเป้าของบริษัท Director  ประสานงานข้ามหน่วยงาน และ บรรลุเป้าหมายด้วยวิธีใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม C-Level / MD กำหนดทิศทางองค์กรหรือทีมงานในการดูแล CEO บริหารเงิน กับเจ้าของเงิน (ผู้ถือหุ้น กรรมการ บอร์ด)
  • ซึ่งการเลื่อนตำแหน่งจะเกิดขึ้น เมื่อมีสามสิ่งนี้ในจังหวะที่เหมาะสม

หนึ่ง – มีคนทำงานแทนงานเดิมของคุณได้

สอง – คุณทำงานในตำแหน่งที่จะขึ้นรับต่อไปได้

สาม – มีตำแหน่งว่าง

7. ถ้าเปรียบความดีเป็นเชอร์รี่ในตะกร้าหนึ่ง พอมีแมลงสาปตัวหนึ่งตกลงไป เชอร์รี่ทั้งตะกร้านั้นหมดคุณค่าคงทันที ต่อให้เอาเชอร์รี่อีกเป็นร้อยลูกเทลงไปก็ไม่ทำให้ตะกร้านั้นดูดีขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว จำไว้ว่าขอให้เลือกทางสุจริตไว้เสมอแม้เจอแรงกดดันก็ตาม ความเลวเพียงครั้งเดียวสามารถลบล้างความดีอื่นๆได้หมดจด

และยังมีเรื่องเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ซึ่งก็ดีมากเช่นกันเพราะเป็นการถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง เช่น การจับสินค้าหลักให้ได้ก่อนค่อยขยาย ใช้หลัก 80/20 ในการบริหารสินค้า ดูเรื่องเครดิตเทอม สิ้นเดือนต้องรู้มูลค่าและจำนวนสต็อคในมือ ไม่งั้นเสี่ยงทุนจม ระวังสินค้าที่อายุสั้นกว่า 1 ปี รู้จักลูกค้าให้ดี เงินเข้าต้องบอก เงินออกต้องรู้ หูตาไว อยู่ใกล้เทคโนโลยีของวงการ เพิ่ม connection อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่คว้าเงินก้อนตรงหน้ามากกว่ากินไปยาวๆ

หรือจะเป็นเทคนิคการขายของแบบ B-A-F คือ Benefit – Advantage – Feature ร่ายมนตร์ด้วย ลูกค้าจะได้อะไร สิ่งนี้ดีกว่ายังไง ทำไมถึงเจ๋ง แล้วค่อยพูดถึงคุณสมบัติสินค้า

แม่ค้าทั่วไปจะรู้จักใส่จุดขายของสินค้าเวลาขายของ แต่แม่ค้าที่เก่งจะใส่จุดซื้อเข้าไปด้วย หลายร้านสินค้าน่าซื้อแต่ยอดไม่ดี เพราะไม่มีจุดซื้อ ที่ทำงานต่อจากจุดขาย เมื่อลูกค้าเกิดความอยากได้แล้ว ข้อมูลที่ตอบคำถามจุดซื้อควรต้องเตรียมให้พร้อมไม่ต้องรอให้ลูกค้าถาม เช่น ราคาเท่าไหร่ ผลิตที่ไหน รับประกันไหม กี่ปี ของแท้หรือเปล่า มีสีไซส์ให้เลือกมั้ย มีของแถมไหม ส่งฟรีหรือเปล่า มีโปรโมชั่นอะไรบ้าง ฯลฯ เพราะลูกค้าอาจไม่อยากเสียเวลารอคำตอบ

หนังสือที่คนเขียนบอกว่าใช้เวลาตกผลึกและเขียนนานถึง 7 ปี รวมบทสรุปการทำงาน การทำธุรกิจ การดูแลลูน้อง ลูกค้า และการพัฒนาตัวเองที่กลมกล่ม ครบเครื่องเล่มหนึ่ง เขียนด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา เหมือนเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟัง แต่มันกระแทกใจ โดนน็อคไปหลายหมัด ทำให้ตื่นรู้ว่าเรานั้น ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ชีวิตนัก

บางทีชีวิตมนุษย์เรามันสั้นเกินกว่าจะไปลองผิดลองถูกทุกอย่างด้วยตัวเอง การอ่านเรื่องราวอาบน้ำร้อนของคนอื่นก็ทำให้เราประหยัดเวลาชีวิตไปได้เหมือนกัน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

112 – 2021 My Life Reflection

112

2021 – My Life Reflection

ปีนี้ให้ความรู้สึกว่า เวลาผ่านไปเร็วราวกับว่าเพิ่งออกจากโรงหนัง เพราะเหมือนกับว่าโควิดทำให้ทุกคนต้องติดอยู่ในช่วง lock down เหมือนเวลาหายไป 2-3 เดือน

การทำงานได้ปรับเข้าสู่โหมด Work Life Integration อย่างแท้จริง เวลาทำงาน ประชุม คิดงาน ปั่นงาน ได้กลมกลืนไปกับเวลาพัก เวลาส่วนตัว เวลาไปเที่ยว เนียนไปดั่งสมูธแอสซิลค์

ต้องปรับกิจวัตรในชีวิตประจำวันใหม่หลายอย่าง ซึ่งการทำงานแบบ new normal ทำให้เราสามารถจัดการงานและเรื่องส่วนตัวได้ตาม pace ของตัวเอง ไม่ต้องยึดติดกับตารางทำงานสากลเดิมๆ การทำงานที่บ้านเงียบๆคนเดียว ทำให้เข้าสู่ Flow State (ภาวะลื่นไหล จดจ่อกับงานตรงหน้าแบบลืมเวลา) ได้นานและบ่อยขึ้น

บางคนถูกโฉลกกับ WFH บางคนก็ไม่ชอบ แต่สำหรับเจ้ เมื่อปรับตัวได้ ไม่ทำงานแบบ Limitless เหมือนช่วงแรกๆ ก็ทำให้ชินกับวิถีแบบนี้ในที่สุด ทำให้จัดการเวลาได้ งานทุกอย่างเสร็จตามกำหนด มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น ไม่รู้สึกว่าเป็นการทรมานแต่อย่างใด แม้มีบ้างที่บางวันจะลากยาวถึงดึกเพราความด่วนของงาน แต่เมื่อถัวเฉลี่ยกันแล้ว ก็ยังชอบที่ได้เวลาบนท้องถนนคืนมาวันละสามชั่วโมงมากกว่า

พอไม่ต้องเดินทาง ก็มีเวลามาเรียนออนไลน์ อ่านหนังสือ เขียนรีวิว ได้ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เป็นเป็นประจำได้นัดเจอครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย ไปงานแต่งเพื่อ รักษาความสัมพันธ์ให้ไม่ห่างหายไป  

เมื่อไม่นานมานี้ บุญนำพาให้เจ้ได้ไปปฏิบัติธรรมที่สวนธรรมบนเขาในป่า 3 วัน 2 คืน เป็นช่วงเวลาที่ได้นั่งสมาธิรวมกันหลายชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองจริงๆเยอะที่สุดในรอบปี

การนั่งทบทวนตัวเอง ทำให้รู้ว่า ปี 2021 สำหรับเจ้ นับว่าเป็นปีที่ดีมากๆปีหนึ่งเลย แม้จะไม่ค่อยได้ออกเดินทางบ่อยเท่าปีก่อนโควิดมา แต่เป็นปีที่เหมือนได้ชาร์จแบตพลังกาย พลังใจ รู้สึกว่าเริ่มโตขึ้น ใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง

เรื่องที่มีความสุขในปีนี้

  • ได้รวมญาติบ่อย เห็นรอยยิ้มเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ในบ้านแล้วชื่นใจ ทุกคนแก่ลงทุกวัน สุขภาพก็เป็นไปตามสังขารร่างกาย จึงอยากให้มีความทรงจำว่าลูกหลานรักใคร่กลมเกลียวกันดี
  • ได้พักผ่อน ปลีกวิเวกที่หลีเป๊ะ จ.สตูล วันๆอยู่กับแต่ทะเล เรือ เกาะ ท้องฟ้า แสงแดด ปะการัง
  • ปกติจะมีแต่แหงนหน้ามองฟ้า แต่พอได้เล่น Paramotor ครั้งแรกในชีวิต ได้ดูวิวจากท้องฟ้าชัดๆ มือและตัวสัมผัสลมเย็นๆ มองลงมาข้างล่างแล้วรู้สึกเหมือนตัวเราเป็นนก มีความสุขมาก อยากจะอยู่บนฟ้านานๆ
  • ได้ฟังเพลง Never Knew Love Like this Before – Stephanie Mills ทั้งวัน วนไปติดต่อกันเป็นเดือน
  • ตื่นเช้ามาเดินเล่นที่ชายหาดคึกคัก เขาหลัก พังงา เดินไปเก็บขยะไปด้วย ขาเดินไปเก็บจนเกลี้ยงแล้ว พอขากลับมาขยะจากมหาสมุทรก็พัดมาเกยใหม่อยู่ดี หงุดหงิดพักนึง ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันใหญ่เกินเราจะแก้ได้ ก็คงต้องปล่อยวาง สัจธรรมชีวิต  
  • นั่งดูพระอาทิตย์ตกบนหลังคา
  • ได้ยืนคุยกันหน้าบ้านตามประสาพี่น้อง คุยกันได้เป็นชั่วโมงๆ การอยู่คนละบ้านทำให้เราคิดถึงกัน รอคอยจะเจอกัน การกินข้าวด้วยกันมันมีความหมายมากกว่าเดิม
  • แบ่งเวลามาเรียนออนไลน์จบสมบูรณ์ 19 หัวข้อ ขอบคุณวินัยที่ยังสถิตอยู่กับตัวเอง
  • อ่านหนังสือจบทั้งหมด 73 เล่ม เยอะที่สุดในชีวิต (ปกติอ่าน 15-20 เล่มต่อปี) และพิเศษกว่าปีอื่นๆตรงที่เริ่มเขียนรีวิวลงเพจ fromyoursis ไว้ด้วย
  • ได้ลองกินสโคน บราวนี่ และ แครอทเค้ก ของ Penny the Chef พอชิมแล้วต้องกลับมาสั่งซ้ำเรื่อยๆ
  • กวาดใบไม้หลังบ้าน เปิดเพลงฟังไปด้วย เพลินดีแท้
  • หัวใจพองโตที่ได้รับ Happy box ที่ส่งมาจากเพื่อนๆมาให้ถึงบ้าน มีทั้งเครื่องประทินผิว หนังสือ หน้ากากอนามัย จดหมาย การ์ด ขนมปัง ซาลาเปา ขนมจีบ ฯลฯ
  • พักผ่อนที่กระบี่ เดินย่ำทราย เล่นน้ำทะเล เดินกึ่งปีนเขาไปจุดชมวิว และได้สปาสองรอบคือฟินมาก
  • ได้รวมตัวเพื่อนๆ เจอหลานๆ ที่โตขึ้นทุกครั้งที่เจอกัน เป็นการย้ำเตือนว่าเวลาเดินไปข้างหน้าตลอด
  • นั่งสมาธิบนลานหินกลางป่า เป็น combination ของการ Hiking และ Meditation ที่ดีมากๆ
  • ได้นั่งคุยไป ทานมื้อเช้าไป และเดินเล่นในสวนกับเพื่อน ช่างเป็นโมเม้นที่ดีที่อัพเดตเรื่องราวกันและกัน
  • ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI ผลคือเป็น ENFJ แต่พอทำใหม่ในปีนี้ได้เป็น INFJ พบว่าคำอธิบายของคน Type นี้คือตรงกับตัวเองยิ่งกว่าหมอดู แปลว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

เรื่องที่อยากหัวเราะให้ตัวเองว่าทำไปได้

  • ไม่ได้เรียนจบจุฬา แต่ F ของในกลุ่มจุฬาฯมาร์เกตเพลส บ่อยมาก (ก็กลุ่มเอแบคกับ MUIC ของขายไม่ค่อยน่าสนใจนิ) บางทีก็เขินๆเวลาเนียนๆรับส่วนลดหรือราคาพิเศษเฉพาะศิษย์เก่า
  • ต้องเลิกแล้วแหละกับการสั่งผลไม้ออนไลน์ ผิดหวังทุกรอบเลย มังคุดเอย ส้มเอย พอแล้วพอกันที
  • ซื้อหนังสือซ้ำๆกันอยู่นั่นแหละ
  • ย้ายมาอยู่ฝั่งตะวันออกแค่ไม่กี่ปี ขับรถแถวบ้านจะไปตลาดคลองลัดมะยมคือหลงแล้ว หลงอีก กลับรถไปมาอยู่สี่รอบกว่าจะได้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนไปบ่อยมาก งงตัวเองจริงๆ
  • ตั้งใจว่าจะฝึกทำอาหาร ไปๆมาๆ ทั้งปีนี้ ทำข้าวกินเองทั้งหมด 4 มื้อถ้วนๆ ต้องพยายามอีกเยอะ

จะเห็นได้ชีวิตเจ้ไม่ได้ Productive ตลอดเวลา ชีวิตมีทั้งด้านที่ชอบและด้านที่ช่างมันเถอะ ให้พอเป็นสีสันชีวิต และการจดเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วมี impact กับเรา ทำให้เมื่อกลับมาอ่าน ความทรงจำวันนั้นๆก็ย้อนกลับมาด้วย

น้องที่กำลังอยู่ในวัยสร้างตัว ก็ไม่ต้องกดดันตัวเอง แค่ต้องรู้ตัวและดึงตัวเองกลับมาให้อยู่บน Track ที่ตั้งใจไว้ เวลากำลังจะออกนอกลู่นอกทาง ขอให้ปีใหม่นี้ น้องได้เติบโตขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง ทั้ง Physical & Mental นะ

Happy New Year

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

111 – The Richest Man in Babylon

111

The Richest Man in Babylon – เศรษฐีชี้ทางรวย

เล่มนี้เขียนโดย George S. Clason เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1926 เมื่อเกือบร้อยปีก่อน แต่ยังคงขายได้เรื่อยๆ พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แปลไปแล้วกว่า 25 ภาษา นับว่าเป็นอีกเล่มที่คลาสสิกขายดีตลอดกาล แสดงว่าต้องมีอะไรดี และเมื่ออ่านจบ มันก็ดีจริงจนไม่อยากให้พลาดเสียด้วยสิ

คนเขียนฉลาดมากที่เล่าเรื่องยากๆให้น่าติดตามในรูปแบบนิยายเปรียบเทียบ โดยให้เรื่องเกิดที่บาบิโลน ที่ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของประเทศอิรัก บาบิโลนเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในยุคเมโสโปเตเมีย ที่เคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมโบราณของโลก อันเกิดจากประชาชนมีความใฝ่รู้ ชนชั้นปกครองก็อยากพัฒนาอาณาจักร จึงมีการสร้างตัวอักษร การคิดค้นระบบตัวเลข การตั้งกฏหมาย ทำให้พลเมืองของบาบิโลนนับว่ามีความมั่งคั่ง ร่ำรวยที่สุดในโลก

source : historyofyesterday.com

เพียงแต่นครบาบิโลนอันรุ่งเรืองนั้นต้องมาล่มสลายเพราะเรื่องการรบ ทำสงคราม เผาเมือง เหลือแต่ซาก ไม่มีการบูรณะใดๆ ทำให้ผู้คนละทิ้งเมืองไปตั้งรกรากที่อื่น จนในภายหลังนักโบราณคดีชาวเยอรมันได้ขุดค้นพบซากปรักหักพัง จึงได้ค้นพบถึงความรุ่งเรืองของบาบิโลนในอดีต

เรื่องเริ่มจาก บาร์ซีร์ ช่างต่อรถม้า และค็อบไบ นักดีดพิณ ชายสองคนผู้เป็นชนชั้นแรงงานในนครบาบิโลน ปรับทุกข์กันเรื่องความมั่งคั่ง ที่ปรารถนาอยากจะมีเหมือนลูกค้าของพวกเขาที่เป็นบรรดาเศรษฐี จึงตกลงกันว่าจะชวนเพื่อนๆไปปรึกษา “อาร์คัด” เพื่อนวัยเด็ก เรียนหนังสือกับครูคนเดียวกันมา ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นคนที่มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลนที่นิสัยดี ใจกว้าง ใจบุญ อีกทั้งยังแบ่งปันความรู้ที่เขาได้รับจากเศรษฐีคนหนึ่งเมื่อครั้งยังยากจนอยู่

อาร์คัดได้สอนเพื่อนๆที่มาขอความรู้ถึงวิธีในการหาเงิน ทำให้เงินงอกเงย และรักษาความมั่งคั่ง ซึ่งหนทางสู่ความมั่งคั่งคือ

  1. เมื่อมีรายได้ ให้เก็บให้ตัวเองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบก่อนที่จะให้คนอื่น เงิน ทอง หรือทรัพย์สินที่หามาจะเป็นเหมือนทาสที่ทำงานให้เรา ยิ่งนานวันมันจะออกลูกออกหลานทวีคูณ
  2. ต้องรู้รักควบคุมค่าใช้จ่าย ความอยากได้อยากมีของมนุษย์ไม่มีวันสิ้นสุด ศึกษาวิถีการดำเนินชีวิตของตัวเองให้ดี จะพบค่าใช้จ่ายที่ตัดทิ้งไปได้เสมอ
  3. จงทำให้ทองคำทวีคูณขึ้น เพราะความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ที่เรามีเงินมีทรัพย์สินเท่าไหร่ แต่อยู่ที่รายได้ที่สร้างขึ้นและกระแสของเงินหรือทองคำหรือทรัพย์สินที่ไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
  4. ปกป้องทรัพย์สมบัติจากการสูญเสีย อย่ามั่นใจในสติปัญญาของเรามากเกินไปในการเอาทรัพย์สินไปทุ่มสู่การลงทุนที่ล้มเหลว ปรึกษาผู้รอบรู้ผู้มากประสบการณ์จะดีกว่า
  5. จงทำให้เคหสถานเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย ไม่มีใครจะมีความสุขได้เต็มที่ ถ้าพวกเขาไม่มีบริเวณสะอาดๆให้ลูกๆวิ่งเล่น ไม่มีที่ให้ภรรยาปลูกดอกไม้หรือพืชผักสวนครัวไว้ปรุงอาหาร การได้เป็นเจ้าของเคหสถานของตัวเอง เหมือนมีร่มไม้ชายคาให้ครอบครัวตัวเอง จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ความมั่นใจ และความมานะในการทำงาน
  6. จงประกันรายได้สำหรับอนาคต จัดหาไว้ล่วงหน้าเมื่อยามแก่ชรา และเพื่อปกป้องครอบครัว
  7. จงเพิ่มพูนความสามารถในการหาเงิน เปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองเสมอ สร้างพลังอำนาจให้ตัวเอง จงศึกษาให้เป็นผู้รู้ ผู้ชำนาญมากขึ้น อย่าหยุดนิ่งกับที่ถ้าไม่อยากโดนทิ้งไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ อาร์คัดยังบอกกฏห้าข้อของทองคำ ที่พ่อของเขาเคยมอบให้ในวัยเด็ก แต่อาร์คัดไม่ได้สนใจ พอกลับมาอ่านอีกทีก็นึกเสียดายว่า ถ้าได้ตั้งใจอ่านภูมิปัญญาของอย่างละเอียดถี่ด้วนก่อน ทองคำคงไม่หลุดลอยไป เมื่อสมัยที่ยังไม่ร่ำรวย

กฏข้อแรก : ทองคำย่อมหลั่งไหลมาเรื่อยๆสู่คนที่เก็บออมไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของรายได้ทั้งหมด

กฏข้อที่สอง : ทองคำย่อมเต็มใจทำงานอย่างขยันขันแข็งให้เจ้าของที่รู้จักนำมันไปใช้ให้เกิดดอกออกผล มันจะทวีคูณเหมือนปศุสัตว์ในท้องทุ่ง

กฏข้อที่สาม : ทองคำย่อมภักดีต่อเจ้าของผู้รอบคอบ ที่นำมันไปลงทุนภายใต้คำแนะนำของคนที่ฉลาดในการจัดการ

กฏข้อที่สี่ : ทองคำย่อมหลุดลอยจากมือของคนที่นำมันไปลงทุนในธุรกิจหรือจุดประสงค์ที่ไม่คุ้นเคย

กฏข้อที่ห้า: ทองคำย่อมหลบหนีจากคนที่บังคับมันหารายได้แบบเป็นไปไม่ได้ ด้วยความปรารถนาอันเพ้อฝันของตน

อาร์คัดเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำของเศรษฐีผู้นั้นที่เมตตาบอกเคล็ดลับกับเขา ด้วยการใช้ความพยายาม ลงมือทำ อย่างอดทนและถูกทาง รอคอยวันที่ผลผลิตออกลูกหลานมาให้ใช้ เมื่อวันนั้นมาถึง คนภายนอกจึงมองว่าอาร์คัดโชคดี มีเทพธิดาแห่งโชคลาภเข้าข้างแน่ๆ

แต่อาร์คัดได้บอกเคล็ดลับว่า เทพธิดาแห่งโชคลาภ แท้จริงแล้วคือให้ลงมือทำ เรียนรู้ พัฒนาตนเอง สร้างผลงานไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้อาจจะดูน่าเบื่อ ไม่น่าตื่นเต้น ไม่สนุก แต่มันคือการเตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อมรับความโชคดีที่อาจจะเข้ามาทักทายวันใดก็วันหนึ่งโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

อ่าน The Richest Man in Babylon แล้วทำให้มองย้อนมาที่ป๊าของเรา เจ้มั่นใจว่าป๊าไม่น่าจะเคยอ่านเล่มนี้แน่ๆ เพราะป๊าเราไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือ แต่หลักการใช้ชีวิตของป๊านับว่าเจริญรอยตามอาร์คัดมาเลย แม้จะได้เป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในกรุงเทพ แต่ก็นับว่ามาไกลมากสำหรับคนที่ไม่ได้เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง แถมยังต้องออกมาทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

ป๊ารู้วิธีหาเงิน รู้วิธีปลดหนี้ รู้วิธีให้เงินทำงาน เอาเงินไปลงทุน ต่อยอด รู้วิธีทำให้โชคดีเข้าข้างป๊าบ่อยๆ จนพวกเรายังชอบแซวกันว่าป๊าเอาโชคลาภพวกเราไปหมดเลย โชคไปอยู่ที่ป๊าหมด และที่สำคัญ ป๊าอุดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับครอบครัวไว้ทุกทาง ทั้งการทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันรถยนต์ ประกันบ้าน (ไฟไหม้ / โจรขึ้นบ้าน)

สิ่งเหล่านี้ที่ป๊าทำ ทำให้พวกเรามีชีวิตที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง หรือใช้หนี้ใคร แค่ไปใช้ชีวิตให้ดีตามที่ตัวเองต้องการก็พอ

ป๊า ผู้ชายที่เรียนน้อยกว่าลูกๆทุกคน แต่ฉลาดเป็นกรด มีปัญญา มีอำนาจบารมี มีทรัพย์สิน มีสุขภาพที่แข็งแรงเกินคนในวัยเดียวกัน จนถึงวันนี้ในวัยเกษียณแล้ว นับว่าป๊าประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต มีความสุขตามอัตภาพ ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยในประเทศไทยที่สามารถเกษียณสำราญได้จริงๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวลูกหลานให้เลี้ยงดู

ถ้าเราไม่อ่านหนังสือ ไม่ขวนขวายหาความรู้ แต่เรามีมุมมองการใช้ชีวิตได้อย่างป๊า ก็ดีไป แต่ถ้าคิดว่ายังทำไม่ได้ อย่าละเลยการหาความรู้ใส่ตัว จะอ่านหนังสือ จะฟัง podcast จะเรียนออนไลน์ จะสัมมนา จะทำอะไรก็ได้ พัฒนาตัวเองต่อไป และหวังว่าสักวันพวกเราจะขึ้นแท่นเศรษฐีกับเค้าบ้างนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

110 – The Lost Skill

110

The Lost Skill – ทักษะที่หายไปในศตวรรษที่ 21

ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมากจริงๆ นึกถึงก่อนโควิดจะมา กับตอนนี้ หลายๆอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ศัพท์หลายๆคำ แม้จะมีมานานแล้ว แต่เราจะได้ยินกันบ่อยๆในช่วงปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น New Normal, Work From Home, Digital Marketing, Crypto, Blockchain, Bitcoin, Defi, Data Scientist, Metaverse, เป็นต้น

เจ้เคยเขียนไว้ในโพสต์ 018 ชื่อตอนว่า “การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่ในห้องเรียนในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป” ไม่รู้ว่าได้อ่านกันหรือเปล่า แต่อยากจะเอามาย้ำอีกรอบว่า การปฏิวัติครั้งนี้ โลกจะก้าวเร็วขึ้นแบบทวีคูณ ทั้งในแง่ของขนาด ความเร็ว และขอบเขต

ความเร็ว – หากเราย้อนดูในอดีตการปฏิวัติที่ผ่านมา การปฏิวัติครั้งแรกห่างจากโลกที่เราอยู่ในปัจจุบัน 250 ปี การปฏิวัติครั้งที่สองห่างจากปัจจุบัน 150 ปี การปฏิวัติครั้งล่าสุดห่างจากจุดที่เราอยู่ ณ ตรงนี้ 50 ปี หากนับระยะเวลาของแต่ละช่วงแล้ว โลกกำลังหมุนเร็วขึ้นแบบทวีคูณ

ความกว้าง – การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อประชากรโลกเพียง 17% เท่านั้น เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ก็เช่นกัน ประชากร 4,000 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระบบอินเตอร์เน็ตได้แทรกซึมไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก สิ่งนี้ทำให้โลกเชื่อมถึงกันได้มากขึ้น

ไม่แน่ว่า ภายใน 1-3 ปีนี้ โลกอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบพริบตาเดียว

หลายคนจึงลงเรียน Upskill วิชาใหม่ๆ ที่เอาไว้ใช้ในโลกอนาคต เช่น พวก Data เขียนโค้ด เพราะหลายหน่วยงานพึ่งพาเอา Data มาใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ผู้บริหารก็ใช้ Data ในการบริหารงาน หรือเรียนการทำ Digital Marketing เพราะวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์มากขึ้น ช่องทางขายเดิมๆอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าเดิมอีกต่อไป

เรียกได้ว่า คนที่อยากไปต่อในโลกการทำงานยุคใหม่ ก็ต้องปรับตัว ติดอาวุธให้ตัวเองกันยกใหญ่ จะสังเกตได้ว่าช่วงนี้จึงมีคอร์สเรียนออนไลน์เรื่องใหม่ๆให้เลือกสรรเยอะมาก สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นตาม Demand ของตลาด ยิ่งมีให้เลือกเยอะ ก็แปลว่าตลาดมีความต้องการสูงนั่นเอง

ในขณะที่ทุกคนมุ่งเน้นติดอาวุธเพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลง ทำให้เราอาจหลงลืมทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะพาเราไปได้ไกลยิ่งขึ้นแบบไม่มีวันหมดอายุ แม้ว่าจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนก็ตาม

ดังนั้น ก่อนจะมองหาทักษะใหม่ ลองสำรวจทักษะพื้นฐานซึ่งเป็นทักษะที่ได้เจอได้ใช้ในชีวิตประจำวัน กันก่อนดีไหม เพราะหากพื้นฐานแข็งแรงแล้ว จะต่อยอดทางไหนก็ไม่น่ายากเกินกำลัง

ซึ่งสิ่งเหล่านั้น อยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว “The Lost Skill – ทักษะที่หายไปในศตวรรษที่ 21” ของ ศ. ดร. นพดล ร่มโพธิ์  อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือหลายเล่ม และทำ Podcast Nopadol’s Story

เห็นว่าเป็นระดับศาสตราจารย์ อย่าเพิ่งคิดว่าเนื้อหาจะแนววิชาการ ถ้าเปิดใจลองอ่านจะพบว่าไม่ใช่เลย เพราะผู้เขียนเรียบเรียงออกมาเป็น 33 บทให้อ่านเข้าใจง่าย รวมถึงยังได้ให้เทคนิคในการพัฒนาทักษะต่างๆแบบใช้ได้จริง

ทักษะที่คนชอบทำหล่นหาย คือ ทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน และ ทักษะการเรียนรู้

เอ๊ะ ทำไมมันดูพื้นๆจัง นึกว่าจะมีอะไรแปลกใหม่แนวควอนตั้มฟิสิกส์ เขียนโปรแกรม เขียนโค้ด ดิจิตอลสกิล อะไรทำนองนั้นเสียอีก

แต่เพราะความธรรมดาๆนี่แหละเป็นรากฐานของทักษะอื่นๆ ทั้งหมด

เพราะการอ่านทำให้เราได้ข้อมูลใหม่ๆ หลายๆปัญหาก็แก้ได้ด้วยการอ่าน ส่วนการเขียน ไม่ได้หมายถึงว่าทุกคนจะต้องเป็นฝึกให้เป็นนักเขียน แต่การเขียนสำคัญเพราะการจะเขียนได้ ต้องผ่านกระบวนการคิด กรั่นกรอง มาก่อน ที่สำคัญ การเขียน สามารถเข้าถึงหัวใจคนได้มากกว่า เพราะคนจะอ่านสิ่งที่เราเขียน แปลว่าเขาเลือกที่จะให้เวลาแล้ว ไม่เหมือนกับการพูดให้คนฟัง เพราะบางทีคนฟังเลือกไม่ได้ เขาอาจจะไม่อยากฟัง หรือพร้อมที่จะฟังเราตอนนั้นก็ได้ ส่วนการเรียนรู้ ก็ถือเป็นทักษะหนึ่งที่จะพาเราให้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งทำให้เราพร้อมและไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง

ก่อนที่จะเรียนรู้ทักษะทั้งหลาย สิ่งแรกที่ควรทำคือรู้จักกับดักเวลา ต้องรู้คุณค่าของเวลา ไม่ผลาญไปโดยเปล่าประโยชน์

ต่อมาต้องรู้จักตั้งเป้าหมาย และซอยย่อยออกมาตามระยะเวลา เช่น ถ้าเป้าหมายใหญ่ใช้เวลา 3 ปี เราต้องทำอะไรบ้างใน 3 เดือน 3 สัปดาห์ และมีอะไรที่เราสามารถทำให้เสร็จได้ใน 3 วัน และคอยอัพเดตความก้าวหน้าเป็นระยะ

และเพราะคนเราชอบผัดวันประกันพรุ่ง ให้ลองใช้กฎ 3 นาทีดู อะไรก็ตามที่สามารถทำให้เสร็จได้ในเวลาไม่นาน ให้ทำเลย ไม่ต้องรอ

ถ้าอยากอ่านหนังสือ ให้เริ่มอ่านสิ่งที่สนใจก่อน อะไรที่รู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่ต้องเสียเวลา ข้ามไปเล่มอื่นเลย หาหนังสือเตรียมไว้หลายๆที่ในบ้าน พกติดตัวไว้หรืออ่านผ่านมือถือ Tablet เวลาอยู่ข้างนอก หรือฟัง Podcast หนังสือเสียง เวลาออกกำลังกาย ยิ่งยุ่ง ยิ่งต้องอ่าน เพราะบางครั้งความรู้จากหนังสือช่วยให้เราจัดการงานได้ดียิ่งขึ้น ทำให้งานเสร็จเร็วกว่าเดิม

การอ่านจึงเสมือนเป็นการทำ INPUT เมื่อเอาเข้าแล้ว ก็ควรทำ OUTPUT ด้วย ความรู้ที่ผ่านตาจะได้ไม่หายไปง่ายๆ และการเขียนก็เป็นวิธีหนึ่งในการทำ OUTPUT ที่ดี ให้เริ่มจากการเขียนเรื่องที่ชอบ เรื่องที่เรารู้ เขียนไปวันละนิดแต่สม่ำเสมอ หาคนมาอ่านงานเขียนของเรา หาแรงจูงใจในการเขียน เขียนเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน เขียนให้เข้าใจง่าย สำคัญคือ ต้องหาเวลาเขียน ฝึกไปเรื่อยๆ ก็จะเขียนได้คล่องเอง

ในอนาคต โลกการศึกษาจะเปลี่ยนไป เพราะทุกวันนี้ความรู้เข้าถึงได้ง่ายโดยการใช้อินเตอร์เน็ต อยากรู้อะไรก็เสิชเอาได้เลย ครูและอาจารย์ อาจจะไม่ได้เป็น Teacher หรือ Instructor อีกต่อไป แต่ต้องปรับมาเป็นการ Facilitate คือการบอกวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ (Learn how to Learn) คล้ายกับโค้ชนักกีฬา

หลักสูตรในมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่ Mass Production แต่จะก้าวเข้าสู่ Mass Customization คือคนเรียนจะเป็นคนเลือกว่าควรเรียนวิชาไหนเอง การนั่งเลกเชอร์ในห้อง การสอบ เกรดเฉลี่ย การจบการศึกษา อาจจะไม่มีแล้วในอนาคต เพราะเด็กแต่ละคนมีความถนัดเฉพาะตัวที่ไม่อาจหาได้ในทรานสคริปต์ และเมื่อไม่มีเกรด คนก็จะหันมาสนใจ “ความรู้” มากกว่า “คะแนน”

มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่สถานที่ของคนวัย 18-22 อีกต่อไป แต่เราอาจะเห็นผู้ใหญ่วัยเก๋าเดินเฉิดฉายในมหาลัยก็เป็นได้ เพราะต่อจากนี้มหาลัยที่อยากอยู่รอดคงปรับตัวให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต

ยังมีเรื่องการทำ Podcast การเรียนออนไลน์ ที่ให้ประโยชน์กับเราอย่างมาก ได้ทั้งความรู้ เข้าในแนวโน้ม Trend  ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แนวคิดใหม่ๆ ได้งานเขียนเพิ่มขึ้น จัดการเวลาได้ดีขึ้น ตกผลึกความคิดที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน

สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมเราให้พร้อมที่จะลุยต่อกับอนาคตที่ยังครุมเครือ เลือนลางข้างหน้า

สิ่งที่ชอบที่สุดจากหนังสือเล่มนี้คือ คำพูดที่ว่า “จงเตรียมตัวให้พร้อมแม้ยังมองไม่เห็นโอกาส” และเจ้เชื่อว่า The Lost Skill ในเล่มจะพาเราท่องโลกที่เราไม่เคยรู้จักได้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

109 จะข้ามมหาสมุทร อย่าหันกลับไปมองชายฝั่ง

109

จะข้ามมหาสมุทร อย่าหันกลับไปมองชายฝั่ง

ชอบคอนเซปต์ของการออกแบบหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนโดย สรกล อดุลยานนท์ หรือนามปากกา หนุ่ม เมืองจันท์ เพราะว่าเหมือนเป็นของขวัญปลอบใจให้ผู้คนที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของโควิด-19 ที่ลากยาวนานกว่าสองปี ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของชีวิตด้านใดก็ตาม

บางคนอกหักจากความสัมพันธ์ทางไกล

บางคนจำใจเปลี่ยนงาน บางคนต้องทำอาชีพเสริม หารายได้เพิ่ม

บางคนย้ายถิ่นที่อยู่ บางคนต้องสูญเสียช่วงชีวิตวัยเยาว์ การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ การได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง กลายเป็นต้องบังคับตัวเองให้เรียนออนไลน์ผ่านหน้าจอคอม

บางคนต้องทนกับความเหงา ความโดดเดี่ยว เพราะคนรู้จักไปมาหาสู่กันไม่ได้ดังเดิม

บางคนต้องสู้กับโรคภัยต่างๆ ตามลำพัง และอีกหลายประสบการณ์ที่หลายๆคนได้เจอในช่วงวิกฤตินี้

เนื้อหาในหนังสือ “จะข้ามมหาสมุทร อย่าหันกลับไปมองชายฝั่ง” มาเป็นบทๆ บทละ 3-4 หน้า ใช้สำนวนอ่านง่าย ย่อยง่าย ได้ข้อคิดดีๆตบท้าย ซึ่งเป็นงานเขียน Signature สไตล์ “หนุ่ม เมืองจันท์” อยู่แล้ว

เล่มนี้เป็นการเรียบเรียงใหม่จากหนังสือหลายๆเล่มในชุดฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ โดยคัดเฉพาะเรื่องที่มีคอนเซปต์เข้ากับชื่อหนังสือ อ่านแล้วเหมือนได้ดื่มน้ำเกลือแร่สปอนเซอร์ สดชื่นขึ้นทันที มันจึงเป็นเหมือนกำลังใจที่พยุงตัวเราให้ลุกขึ้นและไปต่อได้

ข้อคิดดีๆที่อ่านแล้ว อยากให้ได้เอาไปใช้กันรับมือกับปีที่กำลังจะถึงนี้

  • ภูเขามีหลายลูก ขึ้นลูกหนึ่งได้แล้วก็ต้องมีเดินลง ชีวิตจึงไม่ใช่การไต่หน้าผา ที่มีแต่จะขึ้นอย่างเดียว มันก็อาจมีทั้งวันที่ดีและวันที่มีอุปสรรค เป็นสัจธรรม
  • การยอมรับความพ่ายแพ้ เป็นเรื่องยาก แต่มันก็ช่วยสลายความอึมครึมที่ทำให้เราลังเลใจ และคนที่ทำได้ นับว่ามีความกล้าหาญอย่างยิ่ง เพราะกล้ายอมรับความจริงที่เจ็บปวด
  • การที่ไม่ยอมรับความจริง เราจะเหมือนลอยอยู่ในอากาศ ไม่มีอะไรเป็นฐานให้ดันตัวลุกขึ้นได้ แต่ถ้ายอมรับความจริง เราอาจจะตกสู่ก้นเหว แต่มันคือรากฐานที่แข็งแกร่ง ให้เรากระโดดจากหุบเหวแห่งความล้มเหลวที่ได้ในที่สุด
  • เวลาที่เจอวิกฤต เวลา สำคัญ กว่าราคา ตัดเรื่องให้จบเร็วเท่าไหร่ ก็มีเวลาไปคิดทำอย่างอื่น
  • ในวันที่มีทุกข์ ให้คิดถึงคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่ลำบากกว่าเรา และกลุ่มที่สองคือคนที่รักและเป็นห่วงเรา
  • ความสำเร็จทำให้คนไม่กล้าก้าวเดินในทางที่แปลกใหม่
  • ความล้มเหลวจะมอบปีกแห่งความคิดสร้างสรรค์ไว้โบยบินสู่ความสำเร็จในท้ายที่สุด
  • ใช้ประโยชน์จากความว่างเปล่า ดังเช่น ชาม มีประโยชน์ เพราะมัมมีที่ว่างตรงกลางนั่นเอง
  • จุดอ่อนของบรรดามือใหม่อาจเป็น การไม่มีอะไรเลย และความว่างเปล่านี่แหละ เลยเป็นจุดแข็งให้เรามีอิสระไร้กรอบในการคิดแทน
  • บางครั้งเมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง เราต้องยอมทำตัวเป็นจิ้งจกที่กัดหางตัวเอง เปลี่ยนใหม่ให้หมดแม้จะเจ็บปวดมากก็ตาม
  • แทนที่จะพูดถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ลองเริ่มต้นด้วยคำถามเล็กๆแทนก็ได้
  • หลักการแก้ปัญหาของคุณแต๋ม ศุภจี (ปัจจุบันเป็น CEO ที่กลุ่มดุสิต ก่อนหน้านี้เป็นผู้บริหารหญิงในองค์กรระดับโลกมากมาย) คือ อย่าเพิ่งสรุปว่าปัญหานี้แก้ไม่ได้ และถ้าปัญหาใหญ่มากๆ ให้แบ่งออกเป็นส่วนๆ ทำไปทีละขั้น ให้เวลาและอย่ายอมแพ้เร็วเกินไป
  • อานันท์ ปันยารชุน บอกไว้ว่า ผู้นำที่ดีคือคนที่ลูกน้องอยากเดินตาม ขอเสริมให้อีกนิดว่า แม้ในวันที่ไม่มีหัวโขน ยศฐาบรรดาศักดิ์แล้วก็ตาม ศรัทธาจึงเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องสร้างขึ้นมาเอง
  • คนส่วนใหญ่มักทำทุกอย่างดีเยี่ยม 95% และก็พอ จนลืม 5% สุดท้าย ถ้าอยากแตกต่าง ต้องเก็บให้หมด
  • แสงสว่างในชีวิตมีอยู่ 2 อย่าง คือแสงสว่างจากภายนอก คนอื่นจุดหรือเปิดไฟส่องมาให้เรา แต่แสงสว่างภายใน ไม่มีใครจุดให้ได้นอกจากตัวเราเอง

แม้ว่าบางบท เจ้เคยได้อ่านจากเล่มก่อนๆมาแล้ว แต่เมื่ออ่านอีกครั้ง ก็ยังชอบในเนื้อหาเหมือนเดิม ปกติหนังสือของหนุ่มเมืองจันท์ เจ้ไม่ได้ชอบหน้าปกซักเท่าไหร่ ดูเชยๆหน่อยๆ และไม่ค่อยเห็นภาพประกอบบ่อยนักในเล่มก่อนๆ

แต่กับเล่มนี้ ถูกชะตาตั้งแต่หน้าปก เมื่ออ่านจนจบ ได้รู้ที่มาที่ไปของงานภาพประกอบในเล่มยิ่งทำให้ชอบเข้าไปใหญ่

บทสุดท้ายเป็นการเตือนตัวเองว่า ไม่มีอะไรสายเกินเรียนรู้ ถ้าชอบอะไร อยากทำอะไร อย่าติดกับดักอายุ ว่าอายุเยอะแล้ว สู้คนอื่นเค้าไม่ได้หรอก กลัวโดนล้อว่ามาเริ่มทำอะไรเอาป่านนี้ ฯลฯ

ทำไปเถอะ ปล่อยให้ความชอบเราได้ทำงานเต็มที่อย่างอิสระ ไม่ต้องไปคิดมาก เพราะไม่มีใครเค้าสนใจเรื่องของเราเท่าตัวเราเอง

เหมาะมากๆถ้าจะได้อ่านช่วงสิ้นปี ก่อนจะขึ้นปีใหม่ จะได้มีกำลังใจทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่ติดอยู่ในใจ ในปีหน้าให้สำเร็จ

ไม่ว่าน้องมีโปรเจกต์อะไร หรืออยากทำอะไร ล่องมหาสมุทรไปเลยน้องรัก ไม่ต้องมองกลับมา และรู้ไว้แค่ว่าเจ้คอยเชียร์อยู่ที่ชายฝั่งเสมอนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

108 โอโมเตนาชิ – จิตวิญญาณบริการแบบญี่ปุ่น

108

Omotenashi โอโมเตนาชิ – จิตวิญญาณบริการแบบญี่ปุ่น

หลังจากได้อ่านหนังสือ Makoto Marketing หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น อ่านรีวิวได้ที่ https://bit.ly/2YKV4HO ของดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (อาจารย์เกด) หรือนามแฝง เกตุวดี Marumura จึงตามอ่านผลงานอื่นๆด้วย

และเหมือนพรหมลิขิต เมื่อได้รู้ว่าอาจารย์เกดจะมาเป็น Guest Speaker ให้กับงานประชุมประจำปีที่ออฟฟิศ เพราะอาจารย์เกดนับว่าเป็นกูรูตัวจริงเรื่องการตลาดแบบญี่ปุ่น เลยอยากรู้ว่าจะนำเอาความเป็นญี่ปุ่นมาใช้กับร้าน KFC ได้อย่างไร ปรากฏว่าแนวคิดที่อาจารย์เกดให้มานั้นเป็นเรื่องของ โอโมเตนาชิ ซึ่ง Case study ที่ยกตัวอย่างมา สนุกสนาน และเปิดโลกกว้าง ถูกอกถูกใจผู้ฟังอย่างมาก จนหลายคนต้องไปตามซื้อหนังสือของอาจารย์มาอ่าน

พอดีว่าเจ้อ่านเล่มนี้จบไว้พักใหญ่แล้ว เลยได้ฤกษ์เอามารีวิวไว้เลยแล้วกัน

จำได้ว่าตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เคยถามทางพนักงานในห้าง Takashiyama ว่าห้องน้ำไปทางไหน แม้จะสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ถ้าเป็นคนทั่วๆไป ก็คงแค่ผายมือบอกทางแค่นั้น แล้วก็คลำทางต่อไปได้เอง แต่พนักงานคนนั้นกลับพาเดินไปส่งถึงหน้าห้องน้ำ ระยะทางมิใช่น้อยๆ แต่เธอคนนั้นก็ยังเดินไปส่งอยู่ดี ร่ำลากันหน้าห้องน้ำ โค้งแล้วโค้งอีก ทั้งๆที่เราก็ไม่ใช่ลูกค้าที่ซื้อของกับเธอคนนี้

ยังไม่นับเรื่องความใส่ใจเล็กๆน้อยของพนักงานที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เจ้เดินดูของห่างๆ พนักงานก็ไม่เข้ามายุ่งมากเกินไปแต่ก็ไม่ทิ้งขว้าง สังเกตว่าพอเงยหน้ามองหาพนักงาน จะเจอคนสบตารออยู่เหมือนว่าเค้า Stand by รอให้เราเรียก

หรือจะเป็นการห่อของขวัญแบบปราณีต แม้จะซื้อชิ้นเล็กหรือน้อยชิ้น บรรจงใส่ถุงหิ้วและม้วนที่จับให้เป็นเส้นเดียวกันจะได้ถือง่ายๆ หรือการวิเคราะห์ลูกค้าว่า เราเป็นนักท่องเที่ยว ซื้อของซ้ำๆกันหลายชิ้นน่าจะต้องเอาไปเป็นของฝาก จึงเอาถุงกระดาษใส่เพิ่มไปไว้ให้ด้วย เป็นต้น

ความประทับใจที่ญี่ปุ่นนั้น ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ และก็มาถึงบางอ้อว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีชนชาติไหนในโลกเลียนแบบได้เลย เพราะพวกเขามี “โอโมเตนาชิ” นั่นเอง

โอโมเตนาชิ – จิตวิญญาณบริการแบบญี่ปุ่น คือแนวคิดที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณคนญี่ปุ่นมานานนับพันปี เป็นมากกว่าความใส่ใจธรรมดา คือความคิดถึงผู้อื่นด้วยความใส่ใจแบบละเอียดลออ ขุดลึกไปถึงก้นบึ้ง ต้นตอ จนพบความหมายของสิ่งที่ตัวเองทำ รวมถึงการเห็นคุณค่าของการพบกัน ช่วงเวลาที่ได้ดูแลลูกค้า จึงไม่แปลกใจที่เราจึงมักจะได้รับการบริการแบบเกินคาดหวังจากคนญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง

แต่ผู้เขียนก็ได้เน้นย้ำว่า ไม่ใช่คนญี่ปุ่นทุกคนจะมีโอโมเตนาชิ และในปัจจุบัน ยังเป็นสิ่งที่อาจจะกำลังจะเลือนหายไปจากสังคมญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ซึ่งก็คงจริง เพราะตอนกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นสองรอบหลัง ก็ไม่ได้พบเจอโอโมเตนาชิ มากเท่ารอบแรกแล้ว  อาจเพราะคนรุ่นใหม่เติบโตด้วยหลากหลายวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน (จากการเสพสื่อโซเชียลมีเดีย ท่องโลกอินเตอร์เน็ต การไปเรียนต่อต่างประเทศ ฯลฯ)

แต่ถึงอย่างไร ก็เป็นเรื่องดีที่ผู้เขียนก็อยากจารึกความทรงจำและความรู้เกี่ยวกับโอโมเตนาชิให้คงอยู่ต่อไป

แล้วโอโมเตนาชิ ต่างจาก Service การบริการ อย่างไร

โอโมเตนาชิ ไม่เหมือนกับการบริการ เพราะ โอโมเตนาชิ เป็นการดูแล ใส่ใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ได้มองว่าลูกค้าคือพระเจ้า ไม่ได้รับใช้เยี่ยงทาส แต่คนที่มีโอโมเตนาชิจะดูแลลูกค้าด้วยความรู้สึกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนสำคัญ เหมือนครอบครัวตัวเองจึงต้องดูแลให้ดีที่สุด มันจึงไม่ใช่งานบริการธรรมดาที่ทำตามรูปแบบเดิมๆ แพทเทิรน์เดิมๆในคู่มือ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้รับความประทับใจกลับไป ไม่มีแบบแผนตายตัว เป็นงานที่ต้องใช้แรงจูงใจ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ

จุดเริ่มต้นของแนวคิด โอโมเตนาชิ มาจากพิธีชงชา (ซะโด) ซี่งเป็นการเชิญแขกมาจิบน้ำชาที่บ้าน เริ่มตั้งแต่การจัดห้อง เตรียมอุปกรณ์ เตรียมถ่านให้พอที่จะต้มน้ำเดือด หาขนมที่เข้ากับฤดูกาลและถูกใจแขก โดยระหว่างชง มีการกะจังหวะชงชาโดยสังเกตอารมณ์และความรู้สึกของแขก ทำให้แขกรู้สึกเย็นสบายในหน้าร้านและรู้สึกอบอุ่นในหน้าหนาว วิธีหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ ทำอย่างไรให้ดูสวย จัดแต่งดอกไม้ตามฤดูกาลอย่างเรียบง่าย ซึ่งแสดงถึงความงดงามตามธรรมชาติโดยไม่ปรุงแต่งจนเกินไป เตรียมอุปกรณ์กันฝนแม้ในวันที่ฝนไม่ตก

ไม่ว่าจะทำอะไรก็คิดถึงแขกก่อนเสมอ ความเคารพ ความสะอาด และเงียบสงบ เป็นหัวใจหลักของการชงชา ซึ่งถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ถามว่าทำไมต้องใส่ใจทุกรายละเอียดขนาดนี้ คนญี่ปุ่นมีแนวคิดว่า แขกสละเวลาเดินทางมาพบเรา และก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งเมื่อไหร่ การได้ใช้เวลาจิบชาด้วยกันเงียบๆคือช่วงเวลาที่มีค่ามากดั่งทองคำ จึงต้องทำออกมาให้ดีที่สุดนั่นเอง

ทั้งนี้ โอโมเตนาชิ ไม่ใช่แค่การรับใช้ การทำตามสั่ง ตามที่ลูกค้าต้องการ แต่เป็นการมอบสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกค้า การถามคำถามกลับไปที่ลูกค้าจะช่วยให้เข้าใจนำเสนอสิ่งที่เหมาะสมที่สุดได้ เพราะหากคนในครอบครัวเราเลือกสิ่งที่ไม่เหมาะสม เราก็ต้องกล้าถาม กล้าเสนอแนะ ลูกค้าก็เช่นกัน

ญี่ปุ่นเคยเป็นเจ้าภาพงานโอลิมปิคเมื่อปี 1964 มาแล้ว การจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพอีกครั้งเป็นงานหินมาก เพราะไม่มีชาติไหนในเอเชียได้รับเลือกเกินหนึ่งครั้ง

ในวันคัดเลือกรอบสุดท้าย แต่ประเทศส่งตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์เพื่อโน้มน้าวให้คณะกรรมการโอลิมปิคเลือกประเทศของตน (ตุรกี-อิสตันบูล สเปน-มาดริด ญี่ปุ่น-โตเกียว) ญี่ปุ่นเองก็ส่งนักกีฬา นายกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

แต่สิ่งที่น่าจะเป็นจุดวัดใจกรรมการให้เลือกญี่ปุ่น ก็คือสุนทรพจน์ของคริสเทล ทาคิกาวา ผู้ประกาศข่าวลูกครึ่งฝรั่งเศส-ญี่ปุ่น ได้กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปลอดภัย คนมีน้ำใจ บ้านเมืองสะอาด ทำของหายมักจะได้คืนเสมอ และคนญี่ปุ่นมี โอโมเตนาชิ เป็นไมตรีจิตที่ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน คำคำนี้จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดคนญี่ปุ่นจึงช่วยเหลือและใส่ใจในการต้อนรับแขก

สุดท้ายแล้ว ประเทศญี่ปุ่นจึงได้รับเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิคในปี 2020 เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้เป็นเจ้าภาพมากกว่า 1 ครั้ง ในที่สุด และก็ทำออกมาได้ดีได้รับคำชมจากทั่วโลก แม้ว่าจะเจออุปสรรคต่างๆช่วงโควิด

Credit : https://www.egat.co.th/

ลองสำรวจดูว่า เราจะนำเอา โอโมเตนาชิ มาใช้ในงานที่เราทำได้อย่างไร หลักๆเลยก็คือ เรามีความสุขจากการที่เห็นผู้อื่นมีความสุข อิ่มใจในผลงานที่ตัวเองสร้าง ภูมิใจในตัวเอง ไม่ให้ใครมาดูถูก และไม่ดูถูกตัวเอง

จังหวะที่เรารู้สึกมีความสุข อิ่มใจ มีพลังมากยิ่งขึ้น แปลว่าเรามี “โอโมเตนาชิ” ในการทำสิ่งนั้นนั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

107 วันๆเขาทำอะไรถึงได้เป็นประธานบริษัท

107

วันๆเขาทำอะไรถึงได้เป็นประธานบริษัท

สาบานได้ว่า ไม่ได้เพิ่งอ่านเพราะตามเทรนด์ อ่านจบได้หลายเดือนแล้วแต่เพิ่งได้ฤกษ์มาเขียนถึง

โนโบรุ โคยามา เป็นประธานบริษัทมูซาชิโน ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศด้านการบริหารมากมาย เป็นประธานบริษัทที่มีประธานบริษัทด้วยกันกว่า 40 บริษัทยอมเสียเงินกว่าสามแสนบาทมาขอเข้าคอร์ส “ถือกระเป๋า” ตามติดประธานโนโบรุ เป็นเวลา 3 วัน ไปด้วยกันทุกที่ ซึ่งคอร์ส “ถือกระเป๋า” นี้คิวยาวเป็นปีๆ  

Credit : researchmap.jp

ประธานโนโบรุ ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นแชร์เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นของช่วงเวลา “ถือกระเป๋า” โดยเล่าผ่านการทำงานของคน 3 ระดับ คือ

คนทำงานเกรด A นับว่าเป็นคนทำงานที่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับสูง หรือเป็นว่าที่ประธานในอนาคตได้เลย

คนทำงานเกรด B เป็นคนทำงานกลางๆ ทั่วไป

คนทำงานเกรด C เป็นคนทำงานที่อย่าเป็นแบบนี้ และไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

เรื่องผลกำไรบริษัท

คนทำงานเกรด A สนใจผลกำไรในอนาคต

คนทำงานเกรด B สนใจผลกำไรในไตรมาสนี้

คนทำงานเกรด C สนใจผลกำไรตรงหน้า

เรื่องหนี้สิน

คนทำงานเกรด A ขอกู้ให้ถึงที่สุดและไม่รีบใช้คืน

คนทำงานเกรด B เห็นว่าบางครั้งหนี้สินก็จำเป็น และรีบใช้คืน

คนทำงานเกรด C หนี้สินเป็นสิ่งเลวร้าย

เรื่องกู้เงิน

คนทำงานเกรด A กู้เงินจากธนาคารหลายแห่งแม้ไม่จำเป็น

คนทำงานเกรด B กู้เงินอย่างไม่เต็มใจ

คนทำงานเกรด C บริหารกิจการโดยปราศจากหนี้สิน

เพราะการหาเงินทุนไม่ได้ = ทำให้บริษัทเจริญเติบโตไม่ได้ เมื่อมีประวัติกู้ยืมและชำระคืน ทำให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนต่อเนื่องได้ เผื่อยามวิกฤติ หรืออยากขยายการลงทุนในโอกาสใหม่ๆ

เรื่องนามบัตรประธานทรงอานุภาพกว่าที่คิด เพราะทั้งบริษัทมีคนเดียว ใช้ให้เป็นประโยชน์

คนทำงานเกรด A ลงพื้นเองที่เพื่อเปิดการขาย

คนทำงานเกรด B มองหาโอกาสให้ลูกน้องลงพื้นที่

คนทำงานเกรด C ไม่ลงพื้นที่เลย

เรื่องลงพื้นที่ขายสินค้า

คนทำงานเกรด A ลงพื้นที่ขาย “หลายครั้ง”

คนทำงานเกรด B ลงพื้นที่ขาย “หลายเจ้า”

คนทำงานเกรด C ไม่ลงพื้นที่ขายเลย

เรื่องการตัดสินใจกับโอกาส

คนทำงานเกรด A ตัดสินใจ “ฉับไว” เมื่อมีโอกาสสำเร็จ 50%

คนทำงานเกรด B “คิดหนัก” เมื่อมีโอกาสสำเร็จ 50%

คนทำงานเกรด C “ประหม่า” เมื่อมีโอกาสสำเร็จ 50%

เพราะระหว่างทางที่ล้มเหลวเราจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และเข้าใกล้ทางออกเข้าเรื่อยๆ

เรื่องความสัมพันธ์กับพนักงาน

คนทำงานเกรด A สังสรรค์กับพนักงานปีละ 166 ครั้ง

คนทำงานเกรด B สังสรรค์กับพนักงานเดือนละครั้ง

คนทำงานเกรด C ไม่สังสรรค์เลย

คำพูดติดปากเรื่องพนักงาน

คนทำงานเกรด A “พัฒนาคนที่มีอยู่ ดึงศักยภาพสูงสุดออกมา”

คนทำงานเกรด B “จ้างคนที่มีความสามารถที่เริ่มงานได้ทันที”

คนทำงานเกรด C “คนทำงานดีๆซักคน ไม่มีหรือไงนะ”

เรื่องการลดการลาออก

คนทำงานเกรด A “กล่าวชม” ลูกน้องต่อเนื่อง

คนทำงานเกรด B “ให้กำลังใจ” ลูกน้องต่อเนื่อง

คนทำงานเกรด C “ตำหนิ” ลูกน้องต่อเนื่อง

เพราะประธานโนโบรุเชื่อว่า การชมเชยช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เขาใช้เวลาถ่ายทอดความรู้ขอบคุณพนักงานกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน

เรื่องราคาสินค้า

คนทำงานเกรด A คิดว่าทำอย่างไรถึงจะขึ้นราคาได้

คนทำงานเกรด B คิดว่าทำอย่างไรลูกค้าถึงจะไม่ร้องเรียน

คนทำงานเกรด C คิดว่าจะลดราคาเท่าไหร่ดี

เรื่องขึ้นรถไฟ (ใช้เวลาให้คุ้มค่า)

คนทำงานเกรด A ขึ้นรถไฟขบวนที่จะใช้เวลาน้อยที่สุดในการออกจากสถานี

คนทำงานเกรด B ขึ้นรถไฟกลางขบวน

คนทำงานเกรด C ขึ้นรถไฟโดยไม่คิดอะไรทั้งนั้นและเล่นมือถือไปด้วย

เรื่องดูงบบริษัท

คนทำงานเกรด A ดูงบดุล B/S (Balance Sheet) สม่ำเสมอ

คนทำงานเกรด B ดูแต่งบกำไรขาดทุน P/L (Profit and Loss)

คนทำงานเกรด C ไม่ดูทั้งงบ B/S และ P/L

เรื่องความสำคัญของครอบครัว

คนทำงานเกรด A จ่ายค่าปรับเมื่อกลับถึงบ้านดึกกว่าเที่ยงคืน

คนทำงานเกรด B ไปกินข้าวกับครอบครัวสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง

คนทำงานเกรด C มัวแต่ทำงานไม่แม้แต่จะร่วมทำกิจกรรมกับคนในครอบครัว

คุณโนโบรุบอกว่า พนักงานทั่วไปทำงานเป็นวัน

ฝ่ายบริหารทำงานเป็นชั่วโมง

สุดยอดประธานทำงานเป็นวินาที ดังนั้นต้องใช้เศษเวลาวางแผนล่วงหน้าเสมอว่า จะทำงานประเภทไหน ที่ไหน เมื่อไหร่

เพราะประธานต้องดูแลบริษัท พนักงาน ครอบครัว เพราะแบบนี้ประธานจึงต้องดูแลตัวเองด้วย เคล็ดลับคือ

นอนให้พอ

ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน

ไม่ว่าฤดูอะไรก็แต่งกายเหมือนเดิมช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายไม่ให้ป่วยง่าย

เดินเยอะๆ วันละ 8,000 – 10,000 ก้าว

เจ้คิดว่าเล่มนี้ดีมาก เหมาะกับน้องที่เพิ่งเปิดบริษัทได้ไม่กี่ปี ลองเอาแนวคิดไปใช้ดู หลายคนเรียนรู้ทฤษฏีการบริหารผ่านงานสัมมนา แต่การได้อยู่กับประธานโนโบรุคือการเรียนรู้ของจริงผ่านการถือกระเป๋า ซึ่งดีที่เราสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ ไม่ต้องเสียเงินเรียนหลายแสนด้วย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis