126 – สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น

126

สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น

หนังสือของ “หนุ่ม เมืองจันท์” นามปากกาของคุณ สรกล อดุลยานนท์ มีเสน่ห์สำหรับเจ้มาก เห็นเล่มใหม่วางแผงทีไร ไม่คิดมาก หยิบไปจ่ายเงินทันทีไม่ต้องเปิดหนังสือดู อ่านคำนำ คำโปรย ปกหลังให้เสียเวลาเลย

“สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น”

เป็น ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจที่รวบรวมงานเขียนบทความ ออกมาเป็นเล่มที่ 34 ของ หนุ่ม เมืองจันท์ ที่เอาเข้าจริง วันนี้ด้านกายภาพอาจไม่ “หนุ่ม”แล้ว แต่ด้านความคิดความอ่าน ต้องยอมรับว่ายังคมกริบเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิมอย่างทวีคูณ

สำหรับคนในแวดวงหนังสือ ยิ่งแก่ ก็ยิ่งเก๋า เพราะพวกเขาสะสมประสบการณ์เป็นวัตถุดิบ งานเขียนของคนที่ใช้ชีวิตบนโลกอย่างคุ้มค่าและเต็มไปด้วยคุณภาพ จึงควรค่าแก่การใช้เวลาอ่านยิ่งนัก

หนังสือของหนุ่มเมืองจันท์เล่มหลังๆ หน้าปกสวยมาก ราวกับว่าเป็นหนังสือแนวศิลปะ เล่มนี้ก็เช่นกัน เนื่องจากไม่ได้เห็นข่าวการออกหนังสือเล่มใหม่ที่เปิดให้พรีออเดอร์ทางเฟซบุ๊ค แต่ไปเดินเจอเจอที่บูธสำนักพิมพ์มติชน ในงานหนังสือ ณ สกานีกลางบางซื่อ

แวบแรกที่เห็นหน้าปก นึกถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบถ่ายรูปแม้ว่าอาชีพหลักคือพี่วินมอเตอร์ไซค์ ที่ชื่อ คุณ พิชัย แก้วพิชิต แล้วก็เป็นตามคาด เมื่อพลิกไปปกหลัง เป็นรูปถ่ายของคุณพิชัยจริงๆ ลายเซ็นการถ่ายรูปช่างชัดเจนเป็นเอกลักษณ์

เล่มนี้มาในธีม โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ ที่มีสิ่งต่างๆมากมายรอให้เราพบเห็น ผ่านมุมมองของการตั้งใจมองให้เห็น ไม่ใช้แค่มองเพียงผ่าน แล้วเราจะเห็นมุมมองที่นึกไม่ถึงมาก่อน

ตามสไตล์เดิม หนังสือแบ่งออกเป็นบทความสั้นๆ ไม่ปะติดปะต่อกัน จะอ่านบทไหนก่อนก็ได้ ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ คือ

ความคิดที่เราเชื่อ กำหนดวิธีที่เราปฏิบัติ เราจะ “เป็น” ในสิ่งที่เรา “คิด” จากเรื่องราวของเด็กนักเรียนห้อง ข. ที่ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเด็กที่มีผลการเรียนด้อยกว่าห้อง ก.

มองสิ่งที่ดีงามในชีวิตบ้าง ไม่ใช่โฟกัสที่ความผิดพลาด จากเรื่องอิฐ 2 ก้อน

หาตำแหน่งที่เหมาะสมกับตน นั่นจะเป็นตำแหน่งความสุข ไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะเป็นคนอยู่เบื้องหน้ารับ Spotlight ตลอดเวลา

จิ๊กซอว์แห่งความหวัง เราต้องสร้างขึ้นมาเอง อย่ารอใครหยิบยื่นให้

เวทมนตร์จะบังเกิด เมื่อนำจุดเด่นแต่ละเรื่องมาผสมผสานกัน เช่น วันเปิดตัว iPhone จาก Apple รุ่นแรก เป็นการบรรจบกันของ เทคโนโลยีล้ำยุค การออกแบบเรียบหรู และความง่ายของการใช้งานด้วยมือเดียว

คาถาของเศรษฐีแสนล้าน อดทนแล้วจะสำเร็จ นิ่งแล้วจะมีสติปัญญา เสียสละจะพ้นภัย ร่าเริงเราจะอายุยืน

คาถาเผชิญวิกฤติ หาข้อมูล แล้วต้องกล้าที่จะปักธง ไม่ต้องถึงขนาดลงเสาเข็ม แต่ต้องมีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน

เลือกงานครั้งแรก ไม่ต้องดูเงินเดือน ให้เลือกที่ เจ้านาย ต้อง Tough but Fair

แค่เริ่มต้นถามคนอื่น และพร้อมรับฟัง แสดงว่าเราเริ่มลด Ego ของเราแล้ว

ชีวิตเหมือนหนังสือ อย่าไปยึดติดบทเก่าๆ อย่าไปกลัวบทใหม่ที่ยังมาไม่ถึง

สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือ To love and to be loved

“น้ำ” ไหลจากบนสู่ล่าง “น้ำใจ” ก็เช่นกัน ตอบคำถามว่าทำไม “คนมี” จึงควรแบ่งปัน “คนไม่มี”

ทุกครั้งที่ทำพลาดหรือเจอเรื่องพ่ายแพ้  ถ้าเราสรุปบทเรียนได้ มันก็เหมือนเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ชีวิตแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในกองของความล้มเหลว มักมีกุญแจ ดอกเล็กๆตกอยู่ในนั้น เอาไว้ไปเปิดประตูแห่งความสำเร็จ

คำถามแห่งชีวิตการงาน การจะลาออก “เราเต็มที่กับมันแล้วหรือยัง”

การคิดว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ จะทำให้เราหาทางเรียนรู้ เติบโตต่อไป ไม่หยุดนิ่ง

To be old and wise. First, you have to be young and stupid

หลายครั้งที่เรามัวแต่จดจ่อกับเรื่องของคนอื่น ในโลกของหน้าจอสี่เหลี่ยม แต่พอเป็นโลกที่ตัวเราอยู่ตรงนั้นจริงๆกลับไม่ได้ตั้งใจมอง ลองทำกลับกันดู แล้วจะพบว่า ความสุขหาได้ง่ายๆจากสิ่งรอบตัวเรานี่เอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#สิ่งที่เคยมองแต่ไม่เคยเห็น

125 – สิ่งมหัศจรรย์เมื่อฉันลองตื่นก่อนโลก

125

สิ่งมหัศจรรย์เมื่อฉันลองตื่นก่อนโลก

“เช้ามืด เป็นเวลาที่ฉันเป็นผู้นำ ส่วนนอกนั้นคือเวลาที่ปล่อยไปตามโชคชะตา”

นี่คือคำโปรยหลังปกหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนโดย คิมยูจิน ทนายผู้สอบใบอนุญาตของอเมริกาได้ถึงสองรัฐ เป็นประโยคที่สะกิดใจเจ้เอามากๆ เพราะว่าการตื่นเช้า แบบเช้ามืด ฟ้ายังไม่สว่าง เป็นสิ่งที่อยากทำให้ได้เป็นกิจวัตรมานานแล้ว แต่เจ้ก็ยังทำไม่สำเร็จ ทำได้พักเดียวก็มีเหตุให้นอนดึก และตื่นตอนฟ้าสว่างแล้วเสมอ

การได้อ่านเล่มนี้จึงเป็นเหมือนได้ยารักษา Pain Point ในใจ

ทุกคนรู้ว่าการตื่นเช้าเป็นเรื่องดี แต่น้อยคนจะทำได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สภาพร่างกายเอื้ออำนวยให้เป็น Morning Person บางคนจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในตอนกลางคืน

เจ้สังเกตว่า ถ้าวันไหนได้ตื่นตอนเช้ามืด วันนั้นจะไม่ว้าวุ่น ได้ทำหลายสิ่งเสร็จในวันเดียว ร่างกายสดชื่นขึ้นด้วยเพราะได้ออกกำลังกาย มีเวลาอยู่กับตัวเอง เช่น อ่านหนังสือ ขีดๆเขียนๆใน BUJO ได้เช็คข่าว มีเวลาค่อยๆละเลียดอาหารเช้าไม่รีบร้อน จิบชาร้อนๆ ชมวิวธรรมชาติที่บ้าน ก่อนเริ่มทำงาน

แต่ถ้าวันไหนตื่นสาย ก็จะเริ่มวันแบบเร่งรีบ ทั้งวันสิ่งที่เราโฟกัสก็จะมีแต่เรื่องงาน งาน และ งาน หมดวันก็เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรแล้ว คิดแค่ว่า กินข้าวให้หายหิว พาตัวเองไปอาบน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนชุดเข้านอนก็พอ กลายเป็นแทบไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย

ทั้งหมดที่อ่านมาจากเล่มนี้ “หัวใจหลัก” ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการตื่นเช้า แต่เป็นเรื่อง “การพัฒนาตนเอง” โดยมีการตื่นเช้า เป็นตัวช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ การตื่นเช้าไม่ใช่สัญญาณ และไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะประสบความสำเร็จ แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ดึงศักยภาพในตัวเพื่อให้เราทำอะไรก็ได้ โดยไม่มีสิ่งรบกวน มีแค่ตัวเราเท่านั้น

เช้ามืด เป็นเวลาปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นเวลาพักผ่อนที่เป็นของตัวเราจริงๆ เป็นเวลาที่ประตูบานใหม่เปิดออกให้เราค้นพบอะไรใหม่ๆ

การพัฒนาตนเองเป็นเรื่องที่ต้องทำคนเดียว ลองสังเกตดู ท่าทีของคนที่อยากเรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อความสนุกกับท่าทีของคนที่อยากพัฒนาตัวเองจริงจัง จะไม่เหมือนกัน การที่เรามัวแต่รอให้มีคนทำอะไรด้วยเป็นเพื่อนเสมอ ไม่กล้าทำคนเดียว จะทำให้เราพัฒนาเรื่องนั้นได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ถ้าอยากลองทำเรื่องใหม่ๆเพื่อความอยากรู้ ความสนุก หรือแค่แก้เบื่อ การทำพร้อมเพื่อนอาจช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าอยากท้าทาย หรือพิชิตเป้าหมาย ต้องทำคนเดียว เพื่อที่เราจะได้จดจ่อกับตัวเองจะไม่หวั่นไหวกับความคิดคนอื่น

เราต้องฝึกที่จะปิดกั้นเสียงรบกวนภายนอกและเปิดสวิตช์พัฒนาในตัว เราทุกคนมีแนวทาง และวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับแต่ละคนตามความเร็วของตัวเอง ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป จะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ เพราะการเรียนไม่มีวันสิ้นสุด เราต้องเรียนรู้ไปตลอดเพื่อให้ตัวและจิตใจของเราเติบโตขึ้น

คิมยูจินบอกไว้ว่า อย่ามัวแต่ดูคนข้างๆ ให้ดูแต่เส้นทางที่เราจะเดินแล้วมุ่งไป คู่แข่งที่สำคัญที่สุด คือตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่น

ที่สำคัญ แม้ชีวิตจะเหนื่อย พบเจอเรื่องราวมากมายในแต่ละวัน แต่เราต้องพาตัวเองอออกมา และจดจ่ออยู่กับความสุขในหัวใจ แยกเวลาทำสิ่งที่ต้องทำ กับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขออกจากกันให้ได้

ดังนั้นแล้ว เมื่อถึงวันเสาร์ จึงควรเป็นวันที่ตื่นเช้า จะได้มีเวลามากขึ้นในการเคลียร์ทุกสิ่งให้เสร็จในวันเสาร์ เช่นจัดบ้าน ซื้อของ ออกไปพบปะเพื่อนฝูง ทานอาหารกับครอบครัว เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ฯลฯ เพื่อที่จะได้อิสรภาพคืนมาในวันอาทิตย์ แล้วเราก็จะได้พักผ่อน ชารจ์พลังอย่างแท้จริง

กลับมาที่วิธีการตื่นก่อนโลก นั่นคือ ตื่นตอนที่ฟ้ายังไม่สว่าง สิ่งมีชีวิตอื่นๆยังหลับใหลกันอยู่ เพียงแค่พอนาฬิกาปลุกดังปุ๊บ นับถอยหลังในใจ 5 4 3 2……1 แล้วลุกจากเตียงเลย ถ้าเหนื่อยมาก ให้ปลอบใจตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยพักทีหลัง ตอนนี้ลุกขึ้นมาก่อน 

หลักการของการตื่นเช้าคือ นอนกี่โมง และรักษาระยะเวลานอนให้เพียงพอ ไม่อดนอน นอนน้อยเพียงเพราะอยากตื่นเช้า

เราไม่ต้องยึดติดว่า เมื่อตื่นเช้าแล้วต้องทำแต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่เปลี่ยนชีวิต อาจจะแค่เปิดเพลงฟัง จิบชา อ่านหนังสือ ทำงานอดิเรกที่ชอบทำ หรือบางครั้งแค่การตื่นมานั่งเงียบๆกับตัวเอง ความสุขก็เกิดขึ้นแล้ว

แต่ถ้าไม่อยากอยู่เฉยๆ และไม่รู้ว่าตื่นมาแล้วจะทำอะไร คิมยูจินแนะนำให้ออกกำลังกายง่ายๆ เพราะการตั้งใจออกกำลังกาย จนนาทีสุดท้าย จะทำให้เราเป็นคนอดทนมากขึ้น และยังได้สัมผัสกับความรู้สึกดีกับตัวเองหลังออกกำลังกายเสร็จ

เมื่อโลกตื่นแล้ว เราก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนก่อนถึงเวลาเข้านอน ให้วางแผนสำหรับวันถัดไปว่าต้องทำอะไรบ้าง เราไม่จำเป็นต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ แค่นอนในเวลาที่ร่างกายรู้สึกสบายและปราศจากความเครียดเท่านั้นเอง

เจ้คิดว่าจะต้องตื่นเช้าให้ได้ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

124 – ความพยายามของเรา มีแค่เราเท่านั้นที่รู้

124

ความพยายามของเรา มีแค่เราเท่านั้นที่รู้

เจ้ทำมาหาเลี้ยงชีพจากการเป็นพนักงานธรรมดาที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร ทำงานตามปกติเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป แต่อยากรู้ไหมว่า อะไรทำให้พนักงานธรรมดาได้ผลการประเมินการทำงาน (Performance Appraisal) ในระดับสูงที่สุดติดต่อกันตลอดระยะเวลาการทำงานทุกปีในทุกบริษัทที่เคยร่วมงานด้วย (นั่นแปลว่า เวลาปรับเงินเดือนประจำปี ก็จะได้ % สูงสุด)

ที่ทำงานปัจจุบัน ทำงานมา 5 ปี ปรับตำแหน่ง (Promotion) 2 ครั้ง จนตอนนี้ ได้เข้าไปอยู่ในระดับที่มีคนอยู่ Level นี้เพียงหลักหน่วยคนจากทั้งองค์กรสี่พันกว่าคน

with direct boss & CEO

ไม่ได้จะอวด หรือยกย่องตัวเอง เพราะเจ้เองก็ยังเป็นคนธรรมดาเดินดินเหมือนเดิม ด้วยอายุที่มากขึ้น งานเยอะขึ้น แต่ดันมีความสุขขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนสมัยเป็นวัยรุ่น ทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น (ที่หาด้วยตัวเองล้วนๆ ไม่นับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา) เลยอยากแชร์ประสบการณ์ว่า “สิ่งที่ได้รับในวันนี้ มันคือผลของสิ่งที่เราเลือกใช้เวลาไปกับมันในอดีต”

ไม่มีทางลัดอะไรทั้งนั้น มันเกิดขึ้นจากการ เลือกใช้ทรัพยากรที่เรามี (เวลา เงิน ความตั้งใจ) ไปกับสิ่งที่พัฒนาตัวเอง

เจ้ไม่ได้ผลาญเวลาเล่นแบบสมัยวัยรุ่น ที่พอมีเวลาว่าง ก็เอาแต่นอน ไถมือถือ ดูหนัง ดูซีรีย์ ดูยูทูป ออกไปเที่ยวเล่นบ้าง แต่พออาขุขึ้นเลข 3 เจ้ก็ไม่อยากชีวิตเรื่อยๆไปวันๆ แบบไม่มีความหมาย อยากลุกขึ้นมาลองดูซักตั้งว่า ถ้าตั้งใจกับตัวเองจริงๆ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงให้เราเป็นคนที่ดีกว่าเดิมหรือไม่

ประจวบเหมาะกับช่วงโควิด บริษัทมีนโยบาย Work From Home งานหลายอย่างเสร็จเร็วกว่าเดิม เพราะสิ่งรบกวนน้อย โฟกัสงานได้เต็มที่ และการไม่ต้องเดินทางไปออฟฟิศทุกวัน ทำให้มีเวลาเหลือ เจ้ชั่งใจอยู่พักนึง ต่อสู้กับตัวเองว่าจะเอาเวลาที่เหลือนี้ไปพักผ่อน ดูซีรีย์ฆ่าเวลาดี

ประมาณกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว 2021 เป็นจังหวะที่อ่านหนังสือ Atomic Habits และ The power of Output จบไล่ๆกัน ไฟของการเปลี่ยนแปลงตัวเองลุกโชน เลยเป็นที่มาของการตะลุย อ่านหนังสือทุกครั้งที่มีเวลาว่าง และเขียนรีวิวลง fromyoursis ไว้ให้น้องและเพื่อนๆ อ่านกัน ถือว่าเป็นการทำ output ไปในตัว

ยิ่งพอได้อ่านหนังสือ The Bullet Journal Method : Track the past, Order the present, Design the future ที่เพื่อนเจ้คนหนึ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด จากนั้นเจ้ก็เขียน BUJO ทุกวัน

ซึ่งการเขียน BUJO มันคือ Planner + Diary + To Do List รวมกัน มีหน้า Future Log, Monthly Log, Collection และ Habits Tracker ให้เราได้เอาสิ่งที่อยู่ในหัวเขียนใส่กระดาษแทนที่จะเปลืองเนื้อที่สมองด้วยการจำเอา BUJO เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้เจ้ทำงานไม่พลาด เก็บครบทุกเม็ด ทำให้งานออกมาดี แทบไม่เคยเสียเครดิต

แต่ละวัน ค่อยๆผ่านไปโดยที่เจ้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรม วันละเล็กวันละน้อยไปเรื่อยๆ จนมันอยู่ตัวและกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันไป

ช่วงเช้าเป็นช่วงได้อยู่กับตัวเอง หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ นั่งรออาหารย่อย วันที่ไม่มีประชุม 9 โมง ก็จะชงชาที่ริมระเบียง ดื่มด่ำกับอากาศเย็นๆยามเช้า พอได้เวลาก็ขึ้นห้องไปนั่งสมาธิสั้นๆ อาบน้ำ แล้วก็ทำงาน 10 โมงตลาดหุ้นเปิดก็เช็คหุ้น อ่านข่าว บ่ายๆก็ลงมากินข้าว กลับขึ้นไปทำงานจนเสร็จของวันนั้นๆ

เวลาว่างจากงาน ก็สลับกันไประหว่างอ่านหนังสือ เรียนออนไลน์ ฟัง Podcast หรือ youtube ภาษาอังกฤษ จะได้ไม่ลืม ขีดๆเขียนๆ วาดรูป ฯลฯ พอนั่งนานๆก็ปวดเมื่อยตัว แม้จะขี้เกียจเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย แต่ก็เข็นตัวเองไปกึ่งเดินกึ่งวิ่ง สูดอากาศรอบหมู่บ้าน หรือไม่ก็โยคะตามคลิปในยูทูปเอา แล้วแต่ว่าวันไหนอยากทำอะไร

ตกดึกก็พักผ่อนตามปกติ บางวันงานค้าง หรือมีงานด่วนก็ทำให้เสร็จ บางวันศึกษาเรื่องหุ้น ทำการบ้านว่าจะซื้อตัวไหน บางวันปรนนิบัติตัวเอง หมักผม มาส์กหน้า นวดหน้า บางวันดูซีรีย์บ้าง บางวันอ่านหนังสือ บางวันนอนฟังเพลงจนหลับไป

กิจวัตรก็ธรรมดาเหมือนคนทั่วไป เพียงแค่เจ้แบ่งเวลามาให้กับงานอดิเรกที่ใช้สมองด้วยไม่ใช้ใช้แค่หัวใจเรียกร้องอย่างเดียว

เวลามีเงินก้อนเข้ามา ไม่ว่าจะจากโบนัส หรือขายหุ้นได้ หลังจากที่กันไว้จ่ายค่าประกันต่างๆ และ SSF แล้วก็จะแบ่งส่วนหนึ่งไว้ไปเข้าคอร์สที่สนใจเรียน ถือคติว่า อนาคตเราเรารับผิดชอบเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาป้อน หรือบังคับให้เราเรียน คอร์สดีๆราคาหลายหมื่นก็จ่ายเองมาแล้วโดยไม่ได้เบิกบริษัท

และผลลัพธ์มันก็ชื่นใจ เมื่อเราลงทุนกับตัวเอง เราก็ได้เองเพราะไม่มีใครลงทุนให้เราฟรีๆโดยไม่หวังอะไรตอบแทนหรอก

แม้ว่าป๊าเราจะค่อนขอดบ่อยๆว่าอย่าเป็นเลยลูกจ้างเขา แต่เจ้รู้จักตัวเองดี ว่าเราไม่ใช่คนค้าขาย เล่ห์เหลี่ยมทันคนก็ไม่มีโดยกำเนิด ไม่ใช่คนที่พร้อมชนกับทุกอุปสรรค แบกรับทุกความเสี่ยงได้เหมือนบรรดาเจ้าของธุรกิจต้องเจอ และต้องอุทิศเวลาแทบทั้งหมดให้ธุรกิจ

ซึ่งเจ้ยังไม่พร้อมจะไปอยู่จุดนั้นในตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเราจะทำงานประจำอีกนานแค่ไหน แต่ตราบใดที่ยังอยู่ตรงนี้ เจ้ก็จะทำเต็มที่ ไม่ให้เสียชื่อเสียงป๊าม้าที่เลี้ยงดู เสียชื่อโรงเรียน หรือมหาลัยให้กระทบรุ่นน้องแน่นอน

ตลอดเวลาที่ทำงานมา เจ้พบว่าการเป็นพนักงานก็ภูมิใจได้ถ้าเราทำตัวเองให้บริษัทเห็นคุณค่าของเรา ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้คอนเนกชั่น ได้มีเวลาให้ตัวเองทำในสิ่งที่อยากทำ มีทรัพย์สินที่หาเองตามสมควร ก็ถือว่าพอใจในชีวิตตัวเองแล้วนะ

น้องคนหนึ่งทำธุรกิจอยู่แล้ว ส่วนอีกคนกำลังจะลาออกจากงานประจำมาต่อยอดธุรกิจเดิมของป๊า เจ้ดีใจที่ทุกคนเลือกทางเดินด้วยตัวเอง สิ่งที่เราทำอยู่ ถ้ามั่นใจว่าดี ทำต่อไปเถอะ เพราะความพยายามของเรา มีเราคนเดียวเท่านั้นที่รู้ เจ้จะรอดูความสำเร็จของน้องทุกคนนะ เอาใจช่วยเสมอจ้ะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

123 – The Having ความลับของความมั่งมี

123

The Having ความลับของความมั่งมี

เป็นหนังสือ How-To ของเกาหลี เขียนโดยลีซอยูน และฮงจูยุน เกริ่นก่อนว่า เจ้ได้อ่านเล่มนี้จบตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน ปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนถึง

ด้วยความที่เนื้อหาในหนังสือ เขียนราวกับว่าเป็นนิยาย มีตัวละครหลักเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ ผู้หญิง 2 คน คนแรกชื่อ ฮงยนจู วัย 40 ปี มีอาชีพเป็นนักข่าว ที่ก่อนพ่อของเธอจากไป ได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้ว่า ให้เธอหาคำตอบว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมั่งคั่ง เพราะตนเองนั้น ประหยัดอดออมมาทั้งชีวิตแต่ก็ไม่สามารถมีชีวิตใกล้คำว่า “มั่งคั่ง” ได้เสียที

จากปณิธาณที่อยากทำตามคำขอของพ่อ เธอค้นหาว่าต้องไปปรึกษาใคร จึงจะได้คำตอบ ใครบางคนแนะนำให้ลองไปคุยกับ คนๆนึง ฮงยนจู จึงได้ติดต่อไปขอคำแนะนำจาก ลีซอยูน หญิงสาววัย 20 ปลายๆ ที่วัยเด็กเคยได้เรียนวิธีตรวจดวงชะตาแบบเอเชียดั้งเดิม และวิเคราะห์ข้อมูลจากคนหลายพันคนจนเกิดเป็นความรู้แจ้งของเธอเอง ทำให้คนรวยทุกคนอยากพบเธอ เพราะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น กูรูด้านความร่ำรวย เป็นที่ปรึกษาให้บรรดาเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และบุคคลชั้นนำทั่วเกาหลี

แต่ลีซอยูน ก็เป็นผู้หาตัวจับได้ยาก เธองดรับให้คำปรึกษา และไม่มีใครรู้ว่าเธอปลีกตัวจากสื่อมวลชนไปพักอาศัยที่ไหน บางคนบอกว่าเธอปลีกวิเวกอยู่สักที่ในยุโรป

ฮงจูยุนเป็นนักข่าวที่เคยได้เจอกับลีซอยูนในอดีตมาก่อน จึงรีบหาคอนแทกอีเมล์ และเขียนไปเล่าถึงเรื่องปมในใจของคุณพ่อที่เสียชีวิตแล้วให้ลีซอยูนฟัง ทั้งสองคนจึงได้นัดพบกัน ฮงจูยุนนำความลับที่ลีซอยูนบอกไว้ ไปใช้กับชีวิตของเธอจริงๆ และบันทึกทุกอย่างไว้ จนเกิดเป็นเรื่องราวในหนังสือขึ้นมา

เมื่ออ่านจบ เลยอยากทดลองอะไรบางอย่าง อยากรู้ว่าถ้าทำตามหนังสือ มันจะจริงหรือเปล่า เลยขอลองเอาไปทำดูก่อนแล้วกัน

เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบปี หลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ก็ต้องประหลาดใจว่า เมื่อทำตามที่หนังสือเล่มนี้บอก อาจไม่ทั้งหมด แต่ก็เก็บใจความสำคัญหลักๆไว้ ความมั่งคั่งก็มาเยือนจริงๆ เมื่อลองทำตามจนติดเป็นนิสัย ในปีนี้ก็มีรายได้มากขึ้น พอร์ตทรัพย์สินโตขึ้น มีความสุขมากขึ้น

เมื่อเราเลือกที่จะรู้สึก “มั่งมี” ในสิ่งที่มี ภูมิใจในเงินที่หามาได้ ใช้จ่ายอย่างมีความสุข มันคือความรู้สึกพอใจที่มีเงินแลกกับบางสิ่งที่เราต้องการ เป็นความรู้สึกเต็มตื้น ดื่มด่ำช่วงเวลาที่มีความสุขขณะที่ใช้จ่ายเงิน เพราะสิ่งนี้พิสูจน์ว่าเรามีเงิน ถ้าเราเพลิดเพลินกับเงินด้วยพลังงานบวก มันก็จะดึงดูดเงินเข้ามาอีก เพราะพลังงานหรือเหตุ และสสารคือผลที่ตามมาจากมัน

การลังเล หรือรู้สึกผิดตอนใช้จ่าย การรู้สึกว่าเสียเงินไปตอนซื้อของ การคิดว่าเราจะมีเงินจากการไม่ใช้จ่าย การน้อยเนื้อต่ำใจ หรือเปรียบเทียบกับคนอื่น ความรู้สึกด้านลบ หรือความรู้สึกแย่ในขณะที่ใช้จ่ายเหล่านี้จะเป็นแรงผลักให้ความมั่งคั่งไม่สามารถมาอยู่กับเราได้

มันคงเป็นแบบที่ลีซอยูน บอกไว้ว่า “ความรู้สึกมั่งมี”  คือการเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ เปลี่ยนมุมมองจากสิ่งที่ขาดเป็นสิ่งที่มี สิ่งเหล่านี้มันเป็น “ตัวดึงดูดโชคลาภ” ให้เข้ามาหาชีวิตเรา

เหมือนกับการเปิดสวิตช์ไฟ ที่ผ่านมาเราอาจจะเปิดสวิตช์ “เงินไม่พอ” ทุกครั้งที่ใช้เงิน ผลลัพธ์คือความรู้สึกลบไม่เหลือพื้นที่ให้ “ความมั่งมี” บนโลกนี้ คนเรามองโลกตามการรับรู้ การสังเกตของตัวเอง เช่น ลองนึกถึงตอนอยากได้รถ BMW จู่ๆ เราก็จะเห็นรถ BMW ไปทุกที่ๆเราไป เหมือนกันกับการมุ่งความสนใจไปในสิ่งที่มี เปลี่ยนคลื่นความถี่จาก เงินไม่พอ เป็น มั่งมี ชีวิตเราก็จะมั่งมี มั่งคั่งตามเรดาห์การมองโลกของเราเอง

ทั้งนี้ การรู้สึกมั่งมี ไม่ใช่การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไปกับสิ่งที่เราไม่ต้องการจริงเพียงเพราะแค่อยากอวดให้โลกรู้ แต่มันคือการค้นหาตัวตน ค้นหาสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในแบบของตัวเองจริงๆ


เรื่องราวกรณีศึกษาของคนรวยที่มาปรึกษากับเธอในหนังสือ มันดูเหลือเชื่อมาก เพราะมีโหราศาสตร์หรือการทำนายอนาคตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จนแอบคิดว่าหรือนี่คือเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ชื่อ ลีซอยูน ก็มีตัวตนจริงๆ เธอเป็นกูรูด้านความร่ำรวยเพราะเธอได้สะสมกรณีศึกษาต่างๆของคนรวยทั่วโลกและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่งคั่งกับทัศนคติ

Suh Yoon Lee
Credit : http://suhyoonlee.com/

ราวกับว่า ทุกอย่างอยู่ที่อารมณ์ อยู่ที่วิธีคิด อยู่ที่ Mindset ของเรา เราต้องฝึกความมั่งมีในจิตใจก่อน แล้วเราจะมิวิธีที่จะทำให้ความร่ำรวยมั่งคั่งจะเกิดขึ้นให้เราได้เฝ้ามองความมั่งคั่งหลั่งไหลเข้ามาในชีวิตตามธรรมชาติ มันคือการใส่คำสั่งในกระแสธารแห่งความโชคดี ถ้าเราหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความโชคดี เราก็จะได้เก็บเกี่ยวผลของมันเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเอง

ในบรรดาผู้คนที่ได้พบเธอ และทำตามคำแนะนำของเธอ พวกเขาก็มีชีวิตที่ดี ประสบความสำเร็จกันทุกคนในภายหลังจริงๆ

แล้วทำไมเราจะไม่ลองดูบ้างล่ะ แม้จะไม่ได้เจอลีซอยูนตัวจริง แต่เรื่องราวความลับของเธอก็อยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้วนี่นา

ลีซอยูนเคยบอกฮงจูยุนไว้เมื่อตอนพบกันอีกครั้งว่า โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งคือส่วนหนึ่งของปาฏิหาริย์ที่เฝ้ารอตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว

การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และคนที่ได้อ่านรีวิวจากตรงนี้ครั้งแรกก็คงไม่ได้มาเพราะบังเอิญเช่นเดียวกัน

ถ้ามีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ลองฝึกความรู้สึกมั่งมี ดูว่าจะเกิดอะไรในชีวิตบ้าง แล้วแวะมาเล่าให้ฟังกันได้นะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#TheHaving #ความลับของความมั่งมี

122 How will you measure your life

122

How will you measure your life ปัญญาวิชาชีวิต

Clayton M. Christensen เป็นศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นที่ปรึกษาทางกลยุทธ์ และนวัตกรรม เป็นคนเขียนหนังสือขายดี เช่น The Innovators’ Dilemma, The Innovator Solution และ Disrupting Class และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักคิดด้านธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกในช่วงปี 2011

จากประวัติผู้เขียน คงคิดว่าเราจะได้เคล็ดลับประสบความสำเร็จในชีวิต เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานจากหนังสือเล่มนี้ แต่จริงๆแล้ว คุณค่าที่เล่มนี้มอบให้มันคือปรัชญาการใช้ชีวิตที่ไม่หลงทิศต่างหาก

ท่ามกลางความสำเร็จรอบด้านที่เกิดจากความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน เราทุกคนต้องการ เวลา (Time), พลังงาน (Energy) และ ปัญญา (Talent) ในการไปให้ถึงเป้าหมาย (Purpose) และการเลือกว่าจะใช้เวลา พลังงาน และปัญญาของเราไปกับสิ่งใด คือกลยุทธ์สูงสุดในการใช้ชีวิต

แต่มีคำถาม 3 ข้อที่ อาจใช้เวลาตอบทั้งชีวิต ถ้าเราโชคดีได้ครุ่นคิดถึงคำตอบตั้งแต่ตอนนี้ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าเราจะไม่เดินหลงเดินทางผิดในชีวิตแน่นอน คำถามหรือปริศนานั้นคือ

  1. เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะมีความสุขกับหน้าที่การงาน

เพราะแรงผลักในชีวิตเรา แท้จริงแล้วไม่ได้มาจาก “เงินทอง” แต่มาจากโอกาสที่ได้เรียนรู้ ความรับผิดชอบที่ตามมา อุทิศตนเพื่อผู้อื่น และมีคนชื่นชมในผลงาน ซึ่งการเลือกงาน และความสำเร็จเป็นเพียงเครื่องมือที่จะพาตัวเองไปสู่เป้าหมาย ซึ่งหากไม่มีแล้ว ชีวิตเราก็ย่อมกลวงเปล่า

  • เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าความสัมพันธ์กับคู่ชีวิต ครอบครัว จะเป็นต้นธารแห่งความสุขมิขาดสาย

เพราะอำนาจ เงินทอง ชื่อเสียง ลาภยศ บารมี เหล่านี้ คือบททดสอบว่าเราจะเลือกบนทางนั้นอย่างโดดเดี่ยวหรือจะแบ่งปันการเดินทางร่วมกับครอบครัวหรือคนที่รักบนทางแห่งความสุขที่มีสมดุล คนส่วนใหญ่ ให้ทรัพยากรของตัวเองกับสิ่งที่พวกเขาบอกว่าสำคัญที่สุดในชีวิตน้อยเกินไป คนเป็นพ่อแม่ควรใช้เวลาอยู่กับลูกหลานตั้งแต่เขายังเด็ก การสร้างวัฒนธรรมในจิตใจเด็กทำได้ตอนที่เขายังเป็นเด็กเท่านั้น เมื่อเขาโตขึ้น เวลาเหล่านั้นจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว

  • เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะไม่จบชีวิตอย่างเดียวดายในคุก

เมื่อต้องตัดสินใจระหว่าง ถูก หรือ ผิด หากเรายอมโอนอ่อนผ่อนตามให้แม้เพียงครั้งเดียว มันอาจทำให้เราถลำลึกไปไกลจนเราไม่อาจรู้เลยว่ามันจะพาเราไปสู่จุดที่ขมขื่นแค่ไหน มันง่ายกว่าถ้าจะรักษาหลักการไว้ 100 ครั้ง แทนที่จะเป็น 98 ครั้ง

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่คนเรามักจะสูญเสียไปเมื่อมีความสำเร็จ ฐานะ ทรัพย์สิน ตำแหน่ง อำนาจ นั่นคือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน”  ซึ่งไม่ใช่เกิดจากการโฟกัสที่จุดด้อยของตัวเองเลยต้องถ่อมตัวเข้าไว้ แต่เกิดจากการเห็นศักดิ์ศรีและคุณค่าของผู้อื่น เราจะหาความอ่อนน้อมถ่อมตนได้จากคนที่เต็มเปี่ยมแล้วเท่านั้น

ถ้าเราคิดว่ามีแต่คนฉลาดเท่านั้นที่จะเป็นครู เป็นคนสอนเราได้ โอกาสการเรียนรู้ก็จะอยู่ในวงแคบ แต่ถ้าเราอ่อนน้อม เปิดรับความรู้ เราก็จะได้เรียนรู้จากผู้คนมากมาย ซึ่งการมีเจตาที่ดีต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น ทำให้กิริยามารยาทที่ดีงาม จะแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ จากคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน

ในตอนนี้ เราอยู่ในยุคสมัยของการทำลายล้างนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี Disruptive Innovation หรือเรียกกันติดปากว่า “Disruption” เราต้องตอบให้ได้ว่าจุดที่จะถูกทำลายล้างของเราอยู่ตรงไหน การไม่ใส่ใจ ไม่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ประมาทผู้เล่นรายใหม่ หยุดตัวเองที่ความรู้เก่าๆไม่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ อาจทำให้เราอาจโดนทำลายล้างแทนในที่สุด

และเมื่อเกิดวิกฤติ อย่าพยายามถามหาคำตอบ แต่จงเรียนรู้วิธีคิดจากคนฉลาดๆ ว่าเขาคิดอย่างไร

ในเมื่อผู้เขียนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจ จึงได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจไว้ว่า ปัจจัยที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ เติบโตต่อไปได้ อยู่ที่เราบริหารเวลา ความสามารถ และพลังงาน ของทีมงานไปในทิศทางใด

องค์กรไหนที่จัดการปัจจัยเหล่านี้ได้ดีย่อมชนะในระยะยาว แต่องค์กรใดที่ยังสาละวนกับปัญหาระยะสั้น ย่อมไม่สามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านเพื่อเติบโตไปได้ ปัญหาในยุค Disruption ขององค์กรสมัยนี้คือ ส่วนใหญ่ยังใช้ทรัพยากรไปกับการรักษาความสำเร็จในอดีต และใช้ทรัพยากรที่มีน้อยเกินไปในการกรุยทางสร้างอนาคต ทำให้เวลาส่วนใหญ่หมดไปอดีตหรือกับสิ่งที่ไม่ได้จะพาเราไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

สิ่งที่กระตุกต่อมให้ตื่นรู้ระหว่างอ่าน คือ “ผู้คนมากมายใช้เวลาไปกับการเรียกร้องความสนใจ ทำไมเราถึงไม่ใช้เวลาไปกับการกระหายใคร่รู้”  – You spend too much time to be interesting, why don’t you spend more time being interested. กล่าวโดยจอห์น การ์ดเนอร์ ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาสแตนฟอร์ด

คงจะดีถ้าสังคมเรามีแต่คนที่พยายามที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ มากกว่าคนที่พยายามจะประสบความสำเร็จ

เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงปลายทาง สิ่งที่ตัดสินชีวิตเรา จึงไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองชื่อเสียงที่เรามี แต่คือจำนวนผู้คนที่เรามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ช่วยให้ผู้คนเป็นคนที่ดีขึ้นได้มากเท่าไหร่ เพราะชีวิตเราจะมีความหมายเมื่อเราได้ใช้ชีวิตทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น

จริงหรือไม่คงต้องลองไปหาคำตอบด้วยตัวเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#Howwillyoumeasureyourlife #ปัญญาวิชาชีวิต

121 – The Magic of Thinking Big คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก

121

The Magic of Thinking Big คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก

หนังสือขายดีระดับโลก ของ David J. Schwartz เห็นตามร้านหนังสือมานานมากแต่เพิ่งได้มีโอกาสอ่าน อ่านจบพบว่า ดีสมกับที่เป็นหนังสือที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังมีคนพูดถึงอยู่ตลอด

สรุปสั้นๆตรงนี้ ทุกคนเป็นผลผลิตของความคิดตัวเอง ไม่มีใครเชื่อใจเราจนกว่าเราจะเชื่อใจตัวเอง คิดเล็กก็ได้ผลลัพธ์เล็กๆ ดังนั้นทุกคนรู้ดีว่าควรจะต้องคิดแบบไหน

#ถ้าคิดว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้

ทัศนคติที่คิดว่าเราทำได้ จะเป็นพลังที่จำเป็นต่อความสำเร็จ เพราะวิธีการหรือหนทาง จะเกิดขึ้นกับคนที่เชื่อว่าทำได้อย่างมีความมั่นใจ การพูดว่า ฉันจะพยายาม แต่คิดว่าทำไม่ได้หรอก เป็นการดูถูกตัวเอง การไม่เชื่อมั่นว่าทำได้ คือจิตใต้สำนึกของความล้มเหลว บั่นทอนพลังที่จะทำต่อไปจนสำเร็จ

จิตใจของคุณ เปรียบเสมือนโรงงานที่ผลิตความคิด ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของโฟร์แมน 2 คน คือ นายชนะ ซึ่งจะผลิตความคิดบวก และนายแพ้ ที่ผลิตความคิดลบ ทั้งสองคนจะเชื่อฟังคุณอย่างดี เวลาที่เรียกใช้พวกเขาจะมาทันที ดังนั้นผลผลิตของโรงงานความคิด ขึ้นอยู่กับว่าคุณเรียกใช้ ให้งานโฟร์แมนคนไหนมากกว่ากัน

คุณสามารถสร้างพลังแห่งความเชื่อได้โดยการ คิดว่าต้องสำเร็จไว้ก่อน อย่าคิดว่าจะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เตือนตัวเองอย่าสม่ำเสมอว่าคุณเก่งกว่าที่คุณคิด และ คิดใหญ่ เพราะความสำเร็จถูกกำหนดโดยขนาดความเชื่อของคุณ

#รักษาโรคชอบแก้ตัว โรคแห่งความล้มเหลว

การชอบแก้ตัวมักมาในรูปแบบของ

  1. สุขภาพ

คนที่มีทัศนคติที่ถูกต้องกับแขนข้างเดียวจะสามารถเอาชนะคนที่มีทัศนคติที่ผิดกับแขนสองข้าง วิธีรับมือกับข้ออ้างนี้คือ เลี่ยงไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ คุณอาจจะได้รับความเห็นใจนิดหน่อย แต่คุณจะไม่ได้รับการยอมรับนับถือจากการเป็นคนช่างบ่นเกี่ยวกับสุขภาพ คุณควรดีใจกับสุขภาพดีเท่าที่เป็นอยู่ และใช้ชีวิตอย่างดีที่สุด

  • ความฉลาด

เฮนรี่ ฟอร์ด เคยโดนหนังสือพิมพ์ชิคาโกหมิ่นประมาทว่า “โง่” เพราะตอบคำถามประเภทที่ว่า “สมครามปฏิวัติยุติลงเมื่อใด” และ “ใครคือเบเนดิก อาร์โนลด์” ไม่ได้ ฟอร์ดเลยฟ้องหมิ่นประมาทและบอกว่า เขาไม่สนใจทำให้สมองวุ่นวายไปกับข้อมูลต่างๆเพราะรู้ว่า ความสามารถในการรู้วิธีหาข้อมูลย่อมสำคัญกว่าการใช้สมองเป็นโรงเก็บข้อมูล ความสามารถที่จะคิด มีค่ามากกวาความสามารถในการจำจำไว้ว่าทัศนคติสำคัญกว่าสมอง

  • อายุ

อายุของเราไม่เคยเป็นปัญหา ยกเว้นแต่ว่าคุณจะให้มันเป็น ให้มองอายุปัจจุบันแง่บวก คำณวนเวลาที่ยังสามารถทำงานได เลิกคิดว่าเราควรจะเริ่มนานแล้ว แต่ให้คิดใหม่เป็น เราจะเริ่มเดี๋ยวนี้ อนาคตสดใสรออยู่ข้างหน้า

  • โชค

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แม้กระทั่งลมฟ้าอากาศ เช่นเดียวกับคน โชคดี แท้จริงแล้วคือการวางแผนเตรียมตัวมาก่อน นายสำเร็จเวลาที่ล้มเหลวจะเรียนรู้และเอาชนะในที่สุด แต่นายแพ้เวลาแพ้จะไม่รู้จักจำ เอ้าแต่เพ้อฝัน

#สร้างความเชื่อมั่นในตนเองและทำลายความหวาดกลัว

เมื่อเราเจอเรื่องยาก เราจะเหมือนคนจมอยู่ในโคลนจนกว่าจะลุกออกมาทำอะไรสักอย่าง ความหวังเป็นจุดเริ่มต้น และความหวังก็ต้องการการกระทำเพื่อที่จะเอาชนะ ขั้นตอนคือ เราต้องพิจารณาว่าเรากลัวอะไรกันแน่ แล้วลงมือทำ มันมีวิธีเสมอ การมัวแต่ลังเลมีแต่จะทำให้ความกลัวขยายใหญ่ขึ้น ดังนั้น ให้ลงมือทำทันที

#วิธีการคิดใหญ่

จงรู้จักตนเอง แต่คนส่วนใหญ่แปลความหมายว่า รู้จักแต่สิ่งลบของตนเอง ใช้คำสดใส รื่นเริง เมื่อพูดถึงคนอื่น ใช้คำพูดบวกให้กำลังใจคนอื่น ดูว่าอะไรเป็นไปได้ ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีอยู่

ลูกค้า 1 ราย มีค่าเท่าไหร่ ให้ดูที่ว่าเขาซื้อของต่อปีกับเราเท่าไหร่ ไม่ใช่ดูที่รายครั้ง พอซื้อน้อยก็ไม่มีใจอยากบริการ คนส่วนมากที่ไม่มีเงินมักมองเห็นตนเองในสภาพปัจจุบันแต่ไม่มองอนาคต ฝึกเพิ่มมูลค่าให้สิ่งของ คน และตัวคุณเอง การคิดใหญ่ดีกว่าทุกทาง อย่าดูถูกตัวเอง ใช้คำของคนคิดใหญ่ มองอนาคตไกลขึ้น มองงานให้ใหญ่ขึ้น อย่าคิดเรื่องจุกจิก

#วิธีการคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์

ความคิดเดิมๆ จะแช่แข็งเรา ปิดกั้นความก้าวหน้า เราต้องยอมรับความคิดใหม่ เป็นนักทดลอง เป็นคนหัวก้าวหน้า ลองถามตัวเองว่าจะทำให้มากขึ้นได้อย่างไร อย่าปล่อยความคิดให้หลุดไป จดแล้วเก็บมาทบทวนทีหลัง จงปลูกและให้ปุ๋ยแก่ความคิดของคุณ โดยการอ่าน ถาม และ ฟัง ฯลฯ

#คุณเป็นไปตามที่คุณคิดว่าคุณเป็น

จงปราณีตกับการแต่งกายเมื่อออกนอกบ้านเสมอ เพราะสิ่งที่ปรากฎภายนอกมีผลกระทบต่อจิตใจภายใน ถ้าแต่งตัวดี เราจะรู้สึกว่าเราสำคัญ และทำให้ความคิดเราสำคัญ คนที่คิดว่างานของเขาสำคัญ ย่อมได้สัญญาณจากจิตใจถึงวิธีที่จะทำงานให้ดียิ่งขึ้น ได้รายได้มากขึ้น ได้รางวัล เลื่อนขั้น ชื่อเสียง ความสุขมากขึ้น ดังนั้น จงยกระดับความคิด คิดเหมือนที่คนสำคัญคิด

#จัดการกับสภาพแวดล้อมของคุณ

ร่างกายเป็นเป็นตามอาหารที่ได้รับ จิตใจก็เช่นกัน  อาหารใจที่ได้รับจะกำหนดนิสัย ทัศนคติ บุคคลิกภาพของเรา เราจึงควรอยู่ให้ห่างจากสภาพแวดล้อมที่คิดลบ อย่าให้คนคิดเล็กฉุดรั้งเราไว้ ขอคำแนะนำจากผู้ประสบความสำเร็จ ความเอื้อเฟื้อที่เผื่อไปถึงคนอื่นเป็นยาระงับประสาทที่ดี เพราะเหตุผลที่ทำให้เกิดความเครียดคือ ความคิดลบต่อคนอื่น การคิดบวกจะช่วยขจัดความรู้สึกสิ้นหวังและเครียดไปได้

#ทำให้ทัศนคติของคุณเป็นพวกเดียวกับคุณ

เพราะวิธีคิดแสดงออกผ่านวิธีที่เราทำ เราสามารถอ่านใจคนจากการสังเกตการแสดงออก กิริยา ของเขา จงปลูกทัศนคติที่ว่า ฉันเป็นคนกระตือรือร้น ฉันเป็นคนสำคัญ ฝึกเรียกชื่อคน ฝึกขอบคุณ ให้บริการก่อน (อย่างจริงใจก่อน) แล้วเงินจะตามมาเอง

#คิดให้ถูกต้องต่อคนอื่น

จำชื่อคน และเรียกชื่อให้ถูก พยายามเป็นคนกันเอง ทำตัวง่ายๆ ไม่อวดดี ความเอื้ออารีจะปูทางให้ได้เพื่อนใหม่และได้เรียนรู้เกี่ยวกับคนมากขึ้น ฝึกชอบคน แสดงความยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นเสมอ ให้กำลังใจคน ยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์โดยการอย่าเป็นคนชอบแย้ง อย่าโทษคนอื่นเมื่อเราแพ้ วิธีการที่คิดเมื่อพบความพ่ายแพ้จะเป็นตัวกำหนดว่าอีกนานเท่าไหร่ถึงจะชนะ

#สร้างนิสัยในการลงมือทำ

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยการเพียงแค่นึกถึงมัน คนเฉื่อยเพราะว่ารอจะกว่าทุกสิ่งจะเอื้ออำนวย 100% แล้วค่อยลงมือทำ บทพิสูจน์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่อยู่ที่ความสามารถในการขจัดปัญหาทั้งหมดออกไปก่อนที่มันจะเกิด แต่อยู่ที่การเผชิญปัญหาเมื่อมันเกิดขึ้นจริง สร้างความมั่นใจ ทำลายความกลัวโดยการลงมือทำ แล้วความกลัวจะค่อยๆหายไป จงเป็นคนประเภท “เดี๋ยวนี้” มากกว่า “พรุ่งนี้” หรือ “เอาไว้ก่อน”

#วิธีเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะ

การแพ้เป็นเพียงสภาวะทางจิตใจ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่ความเจ็บปวดมีค่าก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้จากมัน เมื่อคนต่ำสุดล้มลง เขาจะนอนแน่นิ่งไม่ลุกไปไหน โทษโชคชะตา ส่วนคนปานกลางจะลุกและค่อยๆคลานออกไป ส่วนคนสำเร็จจะรีบลุกขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาด ทดลองวิธีใหม่ๆ หาทางอื่น และก้าวไปข้างหน้า หลักการไมล์ต่อไป เป็นวิธีที่จะช่วยให้เอาชนะงานหรือสิ่งที่น่ากลัวได้

#ใช้เป้าหมายช่วยให้คุณโต

ตั้งเป้าหมาย ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้มัน เป้าหมายแบบนี้จะทำให้ชีวิตเรายืนยาวขึ้นเพราะอยากอยู่จนเห็นมันสำเร็จ ชีวิตของเราสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นไปตามดวงชะตา จุดจบของชีวิตคือการที่ไม่รู้ว่าจะอยู่เพื่ออะไร และไม่มีเป้าหมาย มันทำให้คนเราเสื่อมสลาย เหี่ยวเฉา อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จงลงมือทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ละอัน และอย่าลืมลงทุนในตัวเอง ลงทุนในการศึกษา และลงทุนในสิ่งที่จะสร้างความคิดระหว่างทางการทำตามเป้าหมายด้วย

#วิธีที่จะคิดเหมือนเป็นผู้นำ

คนที่ประสบความสำเร็จ ใช้เวลาพูดคุยกับตัวเองอย่างโดดเดี่ยว จับรวมประเด็นของปัญหาต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อหาคำตอบ วางแผน คิดแบบคนเหนือคน เพราะพวกเขาใช้เวลาที่อยู่เงียบๆคนเดียวปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ออกมา คนที่ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้จะเป็นคนตื้นขึ้นเรื่อยๆ จนขาดความมั่นคงทางบุคลิกภาพ

#วิธีใช้ความมหัศจรรย์ของการคิดใหญ่ในสถานการณ์ฉุกเฉินของชีวิต

เมื่อมีคนเล็กพยายามกดคุณลงมา จงคิดใหญ่พอที่จะปลอดภัยจากการโจมตีของคนคิดเล็กคิดน้อย

เมื่อเกิดความรู้สึกว่า “ฉันไม่มีสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จ“  จงคิดใหญ่ให้พอเพื่อที่จะเห็นว่าตัวเองดีจริงๆ

เมื่อเกิดการทะเลาะจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ จงคิดใหญ่ให้พอที่จะเห็นว่าการทะเลาะ อาฆาตพยาบาทกัน ไม่ช่วยให้เราไปถึงจุดที่ๆอยากไป

เมื่อพ่ายแพ้ จงคิดใหญ่ เก็บความพลาดเป็นบทเรียน เรียนรู้จากมัน เพื่อกอบกู้สิ่งที่เหลือ เอามาทดลองด้วยวิธีการใหม่ๆ เมื่อความรักกำลังเสื่อมคลาย จงคิดใหญ่ โฟกัสที่คุณสมบัติดีๆ เก็บเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไว้ไกลๆ ทำสิ่งพิเศษด้วยกันบ่อยๆ คิดใหญ่ให้พอที่จะพบความสุขของการอยู่ด้วยกัน

เมื่อรู้สึกว่าความก้าวหน้าในการงานช้าลง จงคิดใหญ่ เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตคุณ บอกตัวเองว่าสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้

ขอปิดท้ายด้วยคำคมของ Publilius Syrus นักเขียนชาวซีเรีย ที่เคยโดนจับเป็นทาสที่อิตาลี ได้บอกไว้ว่า “คนฉลาดจะเป็นเจ้านายของจิตใจเขา คนโง่จะเป็นทาส” แม้จะนานมากแล้ว แต่ความหมายยังคงคลาสสิกตลอดกาล

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#TheMagicofThinkingBig #คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก

120 – หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งไม่มีวางขาย

120

หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งไม่มีวางขาย (Kimi To Aeta Kara)

ชอบเหลือเกินเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับหนังสือ เห็นเป็นไม่ได้ ต้องหยิบใส่ตะกร้าเอากลับบ้านมาด้วยทุกที แถมยังแซงคิวเล่มอื่นๆซะด้วย แต่ก็ไม่ผิดหวัง แม้แลดูจะเป็นหนังสือนิยาย อ่านเบาสมอง แต่บทเรียนที่หนังสือเล่มนี้ทิ้งไว้ให้ยังครุกรุ่นในใจ

เรื่องราวของ โยสุเกะ เด็กชายชั้นม.6 ที่ครอบครัวเป็นเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ที่หลายๆคนอาจกำลังขมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนก็เที่ยวเล่นใช้ชีวิตม.ปลายให้เต็มที่ บางคนก็ใช้เวลาไปทำสิ่งที่ชอบ

แต่โยสุเกะ เด็กชายวัย 17 ปี ตัวเอกของเรื่อง ไม่มีความตั้งใจอยากทำอะไรเลย ยังไม่คิดเรื่องอนาคต และไม่อยากรีบออกไปทำงานหาเงิน เลยขอยืดเวลาใช้ชีวิตแบบเอื่อยๆ และใช้ข้ออ้างในการเฝ้าร้านหนังสือของที่บ้านเพื่อจะได้ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เจอกับลูกค้าผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน ชื่อ ฮารุกะ ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิต โยสุเกะ ไปตลอดกาล

การมาเยือนของลูกค้าคนนี้ เริ่มจากการสั่งหนังสือที่ไม่มีวางขาย เลยต้องกลับมารับหนังสือในสัปดาห์ถัดไป ด้วยความที่อยู่ในวัยเดียวกัน แถมฮารุกะยังดูเหมือนจะตรงสเปคของโยสุเกะ ทั้งสองคนมีหนังสือเป็นตัวเชื่อมการสนทนา ความดึงดูดใจนี้เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันถูกคอ มีการนัดพบกันนอกสถานที่ เพื่อทำความรู้จักกันมากขึ้น

ช่วงอายุ 17-18 เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ไม่รู้จะเอายังไงกับอนาคตของตัวเอง ดูเป็นสิ่งที่วัยรุ่นแทบทุกคนต้องเคยเผชิญช่วงเวลาน่าสับสนแบบนี้มาแล้ว

โชคดีที่คุณพ่อของฮารุกาสอนลูกอย่างดี ทำให้ฮารุกะสามารถเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นได้ด้วย

เมื่อทั้งสองคุยกันว่าจะเอาอย่างไรต่อกับอนาคตหลังจากนี้ โยสุเกะผู้ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ฮารุกะจึงคิดเอาคำสอนของพ่อมาดึงสติโยสุเกะ โดยการชวนเล่นเกม ให้เขียน Life list ว่าอยากทำอะไร อยากไปที่ไหน อยากบรรลุอะไรในอนาคต และกำชับว่า ยังไงชีวิตนี้ก็มีชีวิตเดียว ไม่ต้องสนใจว่าทำได้หรือไม่ เขียนให้เต็มที่เลยว่าก่อนตายอยากทำอะไรบ้าง

เมื่อเขียน Life List แผ่นแรกออกมาแล้ว ให้เขียนอีกแผ่น เพราะแผ่นแรกมักจะเต็มไปด้วยความปรารถนาเพื่อตัวเองล้วนๆสำหรับแผ่นที่สอง ให้เปลี่ยนมุมมองว่า ในชีวิตนี้เราอยากทำอะไรให้คนอื่น

ยกตัวอย่างเช่น ในรายการแรกเขียนว่า คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ฮิตไปทั่วโลกและจดสิทธิบัตร แต่ในรายการแผ่นที่สองเขียนว่า อยากแบ่งเบาภาระของแม่ (หรือภรรยา)

ฮารุกะบอกโยสุเกะ ว่ากันว่า เครื่องซักผ้าเกิดจากคนๆหนึ่งอยากแบ่งเบาภาระของภรรยาได้บ้าง จากจุดนี้เลยเกิดการวิจัยพัฒนาซ้ำๆ ด้วยพลังใจว่าจะช่วยให้ผู้หญิงเหนื่อยน้อยลง สะดวกสบายมากขึ้น

พ่อของฮารุกะบอกว่า สิ่งที่เราอยากได้ สถานที่ๆอยากไป สิ่งที่อยากทำ ในรายการแผ่นแรก มันคือสิ่งที่เราจะไขว่ขว้ามาในที่สุด แต่ไม่ได้มีไว้เป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

เมื่อเอามาประกบกัน หน้าหลัง มันจะเป็น Give List & Take List รายการของแผ่นที่สองเป็นเหมือนกุญแจสำคัญ ถ้าเราทำให้รายการในแผ่นที่สองเป็นจริงได้ ก็จะพลอยทำให้แผ่นแรกสำเร็จไปด้วย

และนี่คือบทเรียนแรกที่ปลุกให้โยสุเกะเลิกใช้ชีวิตแบบผลาญเวลาทิ้งไปวันๆ

ทั้งสองคน นัดเจอกันเป็นเวลาไม่นานต่อครั้ง เป็นระยะๆ แต่ละครั้ง โยสุเกะก็จะได้บทเรียนของพ่อฮารุกะที่เอามาบอกต่อ สอนต่ออีกที ซึ่งโยสุเกะก็รู้สึกชอบและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

หลายๆคำสอนเป็นเรื่องที่น่ารักมาก เช่น เราไม่ได้จ่ายเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แต่เราจ่ายเงินเพื่อ “ขอบคุณ” ถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายของสินค้า หรือบริการที่เราได้รับ

เช่น เมื่อเราจ่ายเงินซื้อแฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น ให้ลองคิดว่า ถ้าเราต้องทำแฮมเบอร์เกอร์นี้ด้วยตัวเองล่ะ มันคงต้องเริ่มตั้งแต่ เดินทางไปหาสถานที่ปลูกข้าวสาลี เลี้ยงวัว เสียเวลาปลูกผัก ปลูกหัวหอม หมักเครื่องเทศ สกัดเอาน้ำมันมาทอด ฯลฯ

กว่าจะเสร็จคงต้องวุ่นวาย เสียพลังกายน่าดู ซึ่งการจ่ายเงินค่าแฮมเบอร์เกอร์นี้ เป็นการแสดงความขอบคุณแบบรวบรัดให้ทุกคนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ .

ถ้าแฮมเบอร์เกอร์ ติดป้ายว่าราคา 180 ¥ ให้รู้ว่าจริงๆแล้ว มันอ่านว่า  แฮมเบอร์เกอร์ 180 คำขอบคุณ

นั่นหมายถึง เวลาที่เราทำงานหาเงิน คือเรากำลังสะสม คำขอบคุณไว้นั่นเอง

พอเป็นแนวคิดของการทำงาน คำสอนของพ่อฮารุกะก็ทำให้เราฉุกคิดได้ดี พ่อบอกว่า คนส่วนใหญ่ คิดว่า หากทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 800 ¥ ถ้าอยากได้เงินเพิ่ม ก็ต้องเพิ่มจำนวนชั่วโมง แต่อันที่จริงควรคิดว่ามีวิธีไหนที่ทำให้ได้รับคำขอบคุณใน 1 ชั่วโมงเพิ่มเป็น 10 เท่าบ้างหรือไม่ เพราะตอนที่เรายังคิดเรื่องเงินเป็นใหญ่ มันมักจะไม่มีหนทางสะดวกผุดขึ้นมาในสมองเลย แต่หากเราคิดหาทางให้คนขอบคุณเรา สารพัดไอเดียจะผุดออกมาเอง

พ่อฮารุกะยังบอกอีกว่า อย่านำวิธีการมาเป็นเป้าหมาย เพราะวิธีบรรลุเป้าหมายไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว เช่น หากเราอยากเดินทางไปฮอกไกโด คนส่วนใหญ่ก็นึกว่าจะเดินทางด้วยเครื่องบิน แต่หากเกิดเหตุที่ทำให้บินไม่ได้ เราก็ยังเดินทางด้วยวิธีอื่น เช่นนั่งรถไฟ รถบัส นั่งเรือ ขับรถ ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่เดิน ถ้าแผนการแรกไม่เวิร์ค ก็แค่หาวิธีใหม่

พ่อฮารุกะย้ำว่า อย่าเอาอาชีพมาเป็นความฝัน อาชีพเป็นเพียงหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างฝันให้เป็นจริง แต่ถ้าไม่รอด ก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจบสิ้นเสียหน่อย และต้องระวังอคติในใจให้ดี เพราะมันจะทำให้สิ่งที่เป็นไปได้ เป็นไปไม่ได้ขึ้นมา

ไม่ใช่แค่เรื่องงาน ยังมีคำสอนที่ช่วยให้โยสุเกะกลายเป็นคนใหม่ขึ้นมา หลังจากได้เรียนรู้บทเรียนนี้

หลายครั้งที่บางที คนเราชอบเอารูปลักษณ์ตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ วิธีทำให้ข้อบกพร่องทั้งหลายกลายเป็นจุดเด่นคือ การเติมแสงสว่างจากด้านใน แค่นึกภาพว่ามีแสงค่อยๆขยายใหญ่ เอาให้สว่างจนลอดอออกมาจากทุกรูขุมขน ผ่านมาทางตา ลมหายใจทางจมูก จนรอยแผลทั้งหลายจะกลายเป็นเอกลักษณ์ขับความงดงามมีเสนห์ออกมาเอง

ระหว่างอ่าน ก็สงสัยว่าทำไมเด็กผู้หญิงแปลกหน้าไม่รู้จักกันคนหนึ่งถึงต้องมาสอนอะไรมากมายให้โยสุเกะคนที่ดูเหมือนจะไม่เอาอ่าว ไหลไปตามกระแส หลงทางในโลกใบใหญ่นี้ด้วย แต่ยาสึชิ คิตากาวะ ผู้เขียน ก็ไม่ปล่อยให้เราต้องสงสัยนาน เพียงแค่พลิกอ่านไปเรื่อยๆจนจบ ก็จะพบคำตอบที่รออยู่เอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งไม่มีวางขาย

119 – Coaching เทคนิคกระตุ้นทีมจนสำเร็จ

119 – Coaching เทคนิคกระตุ้นทีมจนสำเร็จ

เขียนโดย Homma Masato ผู้อำนวยการสมาคม Learnology ที่ว่ากันว่าเป็นศาสตร์ที่เหนือกว่าศึกษาสาสตร์ไปอีกขั้น

เพราะ “หัวหน้า” ไม่ใช่คนที่แค่คอยดึงคนในทีมไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนที่เชื่อมวงจรสื่อสารของสมาชิกในทีม เหมือนกระแสไฟฟ้าที่ที่ทำให้โทรทัศน์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงาน หากไม่มีตัวนำไฟฟ้านี้ พวกมันก็จะเป็นของที่เอาไว้ตั้งเฉยๆแต่ใช้งานจริงไม่ได้

หน้าที่ของหัวหน้า คือการมีเป้าหมายร่วมกับสมาชิกในทีม สังเกตสมาชิกในทีมและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน ดึงศักยภาพของแต่ละคนออกมาเพื่อพัฒนาต่อ สร้างผลงาน

รวมๆแล้วคือ ต้องหาทางทำให้ทีมทำงานได้

หัวหน้าในอุดมคติของลูกน้องทั่วโลกคือ  แจ่มใสและคิดแง่บวกเสมอ แม้เจอเรื่องลำบากก็ไม่หนี ใช้สมองซีกซ้ายและขวาอย่างสมดุลกัน ไม่เอาแต่พูดอย่างเดียว ลงมือทำด้วย มีความทะเยอทะยาน ไม่หยุดอยู่กับที่

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ “การโค้ช” จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้ “หัวหน้า” ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

หัวหน้าที่ไม่ได้ฝึกการโค้ช จะมองว่าตัวเองเหมือนหัวรถจักร และสมาชิกในทีมเป็นเหมือนตู้สินค้าที่เป็นภาระ แต่หัวหน้าที่โค้ชอย่างเชี่ยวชาญจะเปรียบเสมือนรถไฟความเร็วสูงที่ขับเคลื่อนทั้งขบวนได้อย่างรวดเร็ว

การที่จะกระตุ้นให้สมาชิกในทีมมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (Unity) คือการสื่อสารด้วยมุมมองว่า “มาทำกันเถอะ” (Let’s)

สิ่งที่หัวหน้าต้องยึดถือในการโค้ช คือ เชื่อมั่นในศักยภาพ ยอมรับข้อดีและไว้วางใจให้ทำงาน และต้องระลึกเสมอว่าคนเราแตกต่างกัน เราไม่อาจใช้วิธีการเดียวกันกับคนทุกคนได้ จึงต้องคอยปรับวิธีและเนื้อหาการโค้ชเป็นรายบุคคล

ทักษะการโค้ช 7 ประการที่จะช่วยหัวหน้าทีม

1. สร้าง ‘สภาพแวดล้อม” ที่เอื้อต่อการโค้ช  เริ่มบทสนทนาด้วยท่าทีเปิดรับ ระวังภาษากายปิด หลีกเลี่ยงการนั่งตรงข้ามกัน

2. “ฟัง” เพื่อให้อีกฝ่าย “พูด” ออกมาได้ง่าย ได้ยิน (hear) กับ ฟัง (listen to) นั้นต่างกัน การตอบรับ พยักหน้า พูดทวน จะช่วยทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้รับการยอมรับ

3. พลิกแพลงวิธีถาม เพื่อดึงคำตอบออกมา อย่าคาดคั้น แต่ให้ถามด้วยสายตาของบุคคลที่สาม โดยแยก “งาน” และ “คน” ออกจากกัน เช่น แทนที่จะถามว่า “ทำไมทำพลาด” “ทำไมยอดขายไม่ถึงเป้า” ให้เปลี่ยนคำถามใหม่เป็น “อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด” พลิกแพลงทั้งคำถาม Yes / No และคำถามปลายเปิด

4. ค้นหาข้อดีแล้ว “ชม” พูดข้อดีของอีกฝ่ายตามความจริงที่เห็น ชมอย่างละเอียด ชัดเจน ถูกจังหวะ และมาจากใจ

5. อย่าโกรธ แต่จง “ดุ” เพราะการดุไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยว และยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ควรเป็น สัดส่วนที่ดีคือ ชม 3 ส่วน ดุ 1 ส่วน ถ้ามั่นใจว่า “ดุ” อย่างถูกต้องก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเกลียด

6. ดึงไฟในการทำงานของอีกฝ่ายออกมาด้วยการ “ให้กำลังใจ” อย่างมีประสิทธิภาพ ดึงความรู้สึกว่า เราทำได้ ออกมาและกระตุ้นให้สมาชิกมีพลังจะช่วยให้ก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบากไปได้ สรรหาคำให้กำลังใจ นอกเหนือจากคำว่า “พยายามเข้านะ” ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับ

7. แสดงความรู้สึก “ขอบคุณ” ในฐานะสมาชิกทีมคนหนึ่ง บอกความรู้สึกนี้แก่คนรอบข้างด้วยเพื่อร่วมยินดี จะช่วยให้บรรยากาศในทีมสดใส ซึ่งการขอบคุณทำได้ทั้งด้านการกระทำหรือคำพูด ด้านผลงาน หรือแม้แต่ด้านความพยายาม

เพื่อให้การโค้ชเป็นไปอย่างราบรื่น การใช้ GROW Model ซึ่งเป็นวิธีโค้ชที่ใช้กันแพร่หลาย จะทำให้หัวหน้าโค้ชได้ดียิ่งขึ้น โดย

G – Goal กำหนดเป้าหมาย ควรใช้ SMART goal มาเป็นตัวกำหนด และทำให้เป้าหมายนามธรรมพัฒนาไปสู่เป้าหมายรูปธรรม โดยการแยกซอยเป้าหมายเป็นย่อยๆ

R – Reality ทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน / Resources ค้นหาแหล่งทรัพยากร เช่น คน สิ่งของ เงิน ข้อมูลเวลา

O – Options สร้างตัวเลือก คิดถึงความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ตัวเลือกมีมากมายเช่น สิ่งที่ดีที่สุดในอดีต สิ่งที่ยังไม่เคยลอง นำหลายสิ่งมาประกอบกัน คิดมุมกลับ คิดนอกกรอบ ทำตามวิธีพื้นฐาน การระดมสมอง เหล่านี้จะนำไปสู่การคิดที่มีแผนการ

W – Will ปณิธานและกำลังใจในการทำให้สำเร็จ ซึ่งทำได้โดยบริหารจัดการเวลาเพื่อลงมือทำ กำหนดจุด Check Point เพื่อเฉลิมฉลองระหว่างทาง

ทั้งสี่ข้อรวมกันเป็นคำว่า Grow แปลว่า ทำให้เจริญเติบโต

ต่อไปนี้เป็นเทคนิคการโค้ชที่คิดว่าเอาไปใช้ได้ทันที

เทคนิคการมอบหมายงาน ควรทำตามศักยภาพของแต่ละคน จะทำให้สมาชิกบรรลุเป้าหมายได้ราบรื่น ทำก้าวแรกให้ชัดเจน (Baby Step) พยายามก้าวไปทีละนิด (Stretch) และท้าทายกับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (Giant Leap)

เทคนิคการถ่ายทอดความคิด เพราะการบอก ไม่ได้แปลว่า อีกฝ่ายจะเข้าใจเสมอไป ดังนั้นต้องสื่อสารอย่างระมัดระวัง ควรออกคำสั่งที่ให้อีกฝ่ายนึกภาพตามได้อย่างเป็นรูปธรรม อธิบายที่มาที่ไป ทยทวนอีกครั้งและให้กำลังใจ

เทคนิคการติดตามงาน ให้ไว้วางใจ แต่ไม่ละเลย โดยคอยสังเกต และตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบสถานการณ์และสภาพจิตใจของสมาชิก ช่วยแก้ปัญหาหากมีเรื่องเกิดขึ้น หรือชมเชยเมื่ออีกฝ่ายทำงานได้ดี

เทคนิคเพิ่มไฟในการทำงาน ไฟในการทำงานทุกคนมี เพียงแต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ต้องหาสาเหตที่ทำให้ไฟเหลือน้อยให้เจอ อาจเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว และให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ หากช่วยไม่ได้ แค่รับฟังและแสดงความเข้าอกเข้าใจ

เทคนิคทำให้ทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน ทุกคนในทีมได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียม ทำให้สมาชิกยินดีกับความสำเร็จหรือเมื่อมีพัฒนาการ

เทคนิคการเรียนรู้จากควาผิดพลาด เปลี่ยนความล้มเหลวเป็น “การลองแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ” สร้างทีมให้เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ และวางแผนที่จะทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

เราสามารถขัดเกลาทักษะการโค้ชได้ ด้วยการจดบันทึกเพื่อติดตามพัฒนาการของสมาชิกและมองเห็นว่าควรจะทำอะไรต่อไป จัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ หรือแม้แต่การเข้ารับการโค้ชจากมืออาชีพ

ประโยคที่กินใจของเล่มนี้ อยู่หน้าท้ายๆก่อนจบ บอกไว้ว่า “ในโลกของการโค้ช ไม่ว่าใครก็เหมือนเพชรดิบที่หากได้รับการเจียระไนก็จะส่องประกายอย่างงดงาม”

ซึ่งนั่นหมายความว่า เราทุกคนยังมีโอกาสเจิดจรัสได้มากกว่านี้อีก หากได้รับการโค้ชอย่างถูกวิธี และเจอโค้ชที่เป็นตัวจริง ถ้าโอกาสนั้นมาถึง ขออย่าได้ปฏิเสธที่จะเปิดใจคุยกับคนๆนั้นเพียงเพราะความเคยชินไม่อยากออกจากกรอบเดิมๆเลยนะ

#FromYourSis

#Coaching #เทคนิคกระตุ้นทีมจนสำเร็จ

118 Surrounded By Idiots

118 Surrounded By Idiots วิธีเอาตัวรอดในวงล้อมคนงี่เง่า

สารภาพว่าตอนแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ ชื่อหนังสือไม่ดึงดูดให้หยิบเลย เพราะไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเจอคนงี่เง่าจนรับมือไม่ไหว แต่ก็กลับมาสอยกลับบ้านมาอ่านจนได้เพราะโดนป้ายยามาจากหลายคนว่าดี ควรอ่าน เลยเกิดความอยากรู้และหามาอ่านจนได้

“เพราะเราทุกคนต่างกัน” ความจริงข้อนี้ กี่ปีผ่านไป ตราบใดที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังดำรงอยู่ ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราคุยกับบางคนได้ลื่นไหล แต่กับบางคนเรารู้สึกแปลกแยก ต่อไม่ติด เข้าไม่ถึง คุยกันไม่รู้เรื่อง

เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไป และหนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้เรา เล่มนี้เขียนโดย Thomas Erikson (โธมัส เอริคสัน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารจากสวีเดน อบรมด้านนี้ให้กับผู้บริหารชั้นนำทั่วโลกมากมาย ได้ใช้เวลากว่า 25 ปีในการรวบรวมข้อมูลและเขียนออกมาเป็นเนื้อหาที่กำลังได้อ่านจากเล่มนี้

โลกเรามีประชากรกว่า 7 พันล้านคน หลากหลายชาติพันธุ์ หลากหลายลักษณะนิสัย การจะศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของคนแต่ละคนที่เราเจอในชีวิต คงไม่ง่ายนัก แต่โชคดีที่มี่คนแบ่งประเภทของคนออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ไว้ให้เราได้ประเมินคร่าวๆว่า คนๆนี้น่าจะอยู่กลุ่มไหน ก็จะทำให้เราเรียนรู้เรื่องนี้ได้สะดวกขึ้น

ซึ่งพฤติกรรมของมนุษย์ เกิดจากการผสมผสานระหว่างพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมบุคลิก คำพูดคำจา ท่าทีการแสดงออก ภาษากายของคนๆหนึ่งออกมา และแน่นอนว่า ผู้คนที่รายล้อมเราอยู่ ทั้งที่บ้าน ครอบครัว ที่ทำงาน สังคมที่เราสมาคมด้วย ต่างมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกัน

จึงไม่แปลกที่เราอาจรู้สึกขัดใจ หรือหงุดหงิดบ้างเมื่อต้องอยู่กับคนที่ต่างจากเรา อยู่คนละกลุ่มพฤติกรรมกับเรา

แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต่อให้เราเก็บตัวมากแค่ไหน (และถ้าเราไม่ได้หลงยุค ปลีกวิเวกไปอยู่ตามป่าตามเขาคนเดียว) เราก็คงต้องมีคนที่คบค้าสมาคมด้วยเพื่อดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างไม่ผิดปกติวิสัยของมนุษย์ทั่วไป

ถ้าเราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนที่เราทำงานด้วยไม่ได้เพียงเพราะเราเป็นคนต่างกลุ่มกัน คงทำให้เรามีข้อจำกัดมากมายในชีวิต แต่ความเป็นจริงคือ เราต้องพบปะผู้คนมากมายไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม การเข้าใจคน จึงย่อมเป็นประโยชน์

โธมัสแบ่งคนตามพฤติกรรมออกเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้ 4 สี ในการแยกคนแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน ตามกราฟ 4 ช่อง ที่มีแนวตั้งเป็นเรื่องของการเน้นงาน อีกด้าน เน้นคน หรือความสัมพันธ์ ส่วนแนวนอน เป็นเรื่องของการแสดงออกที่ด้านหนึ่งคือ ไม่ชอบชอบแสดง ต้องโดนกระตุ้นถึงจะยอม กับอีกด้านคือ แสดงออกอย่างมั่นใจ เมื่อพล็อตคนทั้ง 4 กลุ่มลงในกราฟนี้ ก็ออกมาเป็นดังนี้

สีแดง คือ Dominance แทนคนที่เน้นงานและชอบแสดงออก คนกลุ่มนี้ชอบเป็นผู้นำ เป็นคนตรงๆ เน้นงานล้วนๆ เพราะมองว่าเวลาคือเงิน มองคนกลุ่มอื่นว่าช้า ไม่เข้าพวก เมื่ออยากได้ผลลัพธ์ จึงลงเอยด้วยการสั่งการ เป็นคนบงการ

สีเหลือง คือ Inducement / Inspiring แทนคนที่ความสัมพันธ์และชอบแสดงออก เป็นคนคิดบวก เพ้อฝัน พูดเก่ง โน้มน้าวเก่ง รู้จักคนเยอะ เข้ากับคนได้ง่าย อาจสนใจแต่ตัวเอง

สีเขียว คือ Submission / Stable แทนคนที่เน้นสัมพันธ์และไม่ชอบแสดงออก แทนคนที่มั่นคง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบความขัดแย้ง โอนอ่อนผ่อนตาม เป้นผู้ฟังและผู้ทำตามที่ดี

สีน้ำเงิน คือ Compliance / Analytical แทนคนที่เน้นงานและไม่ชอบแสดงออก เป็นคนที่ช่างคิด วิเคราะห์ มีแบบแผน ระบบระเบียบถามเยอะ สนใจรายละเอียด คุณภาพงานมากกว่าเรื่องอื่นๆ

เมื่อเข้าใจว่าโลกนี้มีคนหลายแบบ และคนทุกสี มีทั้งด้านดีและด้านที่คนสีอื่นไม่ชอบ เราก็จะไม่ตัดสินพวกเขาง่ายๆแค่เพราะว่าพวกเขาต่างจากเรา เราก็จะสามารถอดทนกับคนที่ต่างกันสุดขั้วได้ และอาจหาทางที่จะทำงานหรืออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

บางทีเราอาจหวังให้ตัวเองกล้าตัดสินใจเหมือนคนสีแดง ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้ง่ายเหมือนคนสีเหลือง ไม่เครียด ปล่อยวางได้แบบคนสีเขียว หรืออยากจะจัดตารางตัวเองให้เป็นระเบียบแบบคนสีน้ำเงิน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็อาจจะไม่ชอบความเจ้ากี้เจ้าการ ออกคำสั่งของคนสีแดง เบื่อที่ต้องฟังคนสีเหลืองที่พูดมากเกินไป เหนื่อยกับความสบายๆจนเฉื่อยของคนสีเขียว และหงุดหงิดกับการสงสัยในทุกสิ่งของคนสีน้ำเงิน ซึ่งนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อเราอยู่ท่ามกลางผู้คน เพราะเราจะกลายเป็นคนส่วนน้อยไปในทันที่ ที่ต้องเจอกับคนอีกสามสี ทำให้เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้ (ที่ไม่ใช่สีเดียวกับเรา) นั้นทำไมงี่เง่ากันจัง

ซึ่งในเล่มมีพูดถึงการปรับตัวให้เข้ากับคนแต่ละสีที่ต้องเจอ มีการยกตัวอย่างสถานการณ์จริง คนที่เป็นสีนั้นจริงๆมาเสริม ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น

แม้ว่าผู้เขียนจะบอกว่า กลุ่มใดๆก็ตามควรประกอบไปด้วยคนทุกสี เพื่อให้เกิดความลงตัวที่สุด เช่น คนสีเหลืองออกไอเดียใหม่ๆ คนสีแดงตัดสินใจ คนสีเขียวลงมือทำ คนสีน้ำเงินคอยประเมิน และจัดการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

แต่ก็ยังมีสูตรผสมของสีที่ลงตัว ที่เข้าขากันได้ดี ทำงานกันราบรื่น คือ สีแดง คู่กับ น้ำเงิน และ สีเขียว คู่กับ เหลือง ในขณะที่สูตรที่ท้าทาย  (ไม่ได้หมายความว่าทำงานด้วยกันไม่ได้เลย เพียงแค่ทั้งสองฝ่ายอาจต้องเข้าใจวิธีการทำงานของอีกฝ่ายและรู้จักมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อย) คือ สีแดงคู่กับเขียว และ สีน้ำเงิน คู่กับเหลือง เนื่องจากการผสมแบบนี้เหมือนคนต่างกันสุดขั้วมาเจอกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ง่ายนักที่เราจะตีความได้ว่าทุกคนเป็นสีอะไร เพราะบางคนไม่ได้มีแค่สีเดียว ตามสถิติ มีเพียง 5% ของประชากรโลกที่เป็นคนมีพฤติกรรมเพียงสีเดียวแบบไม่มีสีอื่นๆปนเลย ส่วนคน 80% จะมีสองสี และอีก 15% จะมีสามสี ซึ่งการจะรู้ได้ว่าเราสีอะไร ก็คงต้องไปทำแบบประเมินให้เป็นกิจลักษณะ

ถ้าเรามองไม่ออกว่าคนๆหนึ่งมีสีอะไร คือ สิ่งที่เราพอทำได้คือ ควรทำตัวเป็นผู้ฟัง สังเกตภาษากาย การพูดของเขา แล้วเราจะจับสังเกตได้เองว่าใครมีพฤติกรรมสีอะไรเอง

เล่มนี้พบว่าสนุกพอควร ระหว่างอ่าน ก็จะมีหน้าของคนรู้จักโผล่มาเป็นระยะๆ และอดหัวเราะไม่ได้กับสำนวนการเขียนแบบจิกกัดอันแสบทรวงของผู้เขียน พูดตรงเสียจนบางทีก็รู้สึกกระแทกใจเข้าอย่างจัง

แต่ก็ดีที่ได้อ่านเพราะหลังจากนี้เวลาเจอใคร ก็คงมีเรื่องให้คิดวิเคราะห์กันสนุกสนาน เป็นอีกหัวข้อในการพูดคุยทำความรู้จักกันให้มากขึ้นด้วย

#FromYourSis

117 Lust for Life ไฟศิลป์

117

Lust for Life ไฟศิลป์

หนังสือ Lust for Life ไฟศิลป์ ซึ่งเป็นนิยายชีวประวัติของ Vincent Van Gogh (วินเซนต์ แวน โกะห์) เขียนโดย Irving Stone (เออร์วิง สโตน) นักเขียนชาวอเมริกัน ที่นำเอาจดหมายของสองพี่น้อง Vincent (วินเซนต์) และ Theo (ธีโอ) กว่า 800 ฉบับมาสร้างสรรค์เป็นเรื่องราวประวัติของ วินเซนต์ แวน โกะห์ จิตรกรเอกของโลก ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่แนวโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์ (Post-Impressionism) เล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1934

ต้องบอกก่อนว่า เล่มนี้ได้อ่านจบเมื่อปี 2019 ประทับใจมาก น้ำตาไหล และซาบซึ้งไปกับชีวิตอันแสนเศร้าของวินเซนต์ แวน โกะห์ และประจวบเหมาะพอดี หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีโอกาสไปนิทรรศการ ‘Van Gogh. Life and Art’ ที่จัดขึ้นที่ River City Bangkok เมื่อปลายปี 2020

พอกลับมาบ้านยังอินต่อ คุยกันเรื่องนี้ไม่จบ จนพี่พีทเปิดหนัง Animation เรื่อง Loving Vincent (2017) ที่เอาภาพงานเขียนของวินเซนต์ แวน โกะห์กว่าร้อยภาพ มาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวที่วาดด้วยมือโดยจิตรกรชาวโปแลนด์ผลงานออกมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวจริงๆ คารวะทั้งคนวาดใหม่และผลงานของวินเซนต์ แวน โกะห์ ดูจบคือ ยิ่งประทับใจ ขนลุก และชื่นชมในความเป็นศิลปินตัวจริงแต่มามีชื่อเสียงหลังจากที่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว

ตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มเขียนรีวิวหนังสือลง fromyoursis เลยไม่ได้เอามาเขียนถึง ช่วงนี้ นั่งทำงานไป ฟังเพลงคลอไปด้วยและวนไปเจอ Starry Starry Night พอดี ประกอบกับว่ายังอ่านหนังสือเล่มล่าสุดไม่จบ ไม่มีไอเดียจะเขียนอะไร เลยนึกถึง วินเซนต์ แวน โกะห์ ขึ้นมา

วินเซนต์ แวน โกะห์ มีชีวิตที่หม่นหมองตั้งแต่เกิดจนวันสุดท้ายก่อนลาโลกไป เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่เมือง Zundert ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ดัชต์)  มีพ่อเป็นนักบวช วัยเด็กเมื่ออายุ 16 ปี แวน โกะห์ไปทำงานเป็น Art Dealer คือคนขายภาพศิลปะ เขาย้ายไปทำงานตามเมืองใหญ่ในยุโรป เช่น ลอนดอน ปารีส แต่ไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะเขาไม่ชอบงาน ที่เหมือนหลอกขายงานศิลปะชั้นเลวในราคาแพงๆให้คนที่ไม่รู้ศิลปะ หลายครั้งที่เขาบอกลูกค้าว่าอย่าซื้อ เมื่อทำงานนี้ไม่ได้เพราะใจไม่สมยอม สุดท้ายก็ถูกไล่ออก

เขาจึงกลับมาบ้านพ่อแม่ และตัดสินใจจะเดินทางสายเดียวกับพ่อ คือเป็นนักบวช แต่สอบไม่ผ่าน จึงคิดจะศึกษาด้านศาสนาและไปเป็นนักเทศน์ที่เมืองถ่านหินที่มีแต่ชนชั้นแรงงานเพื่อช่วยให้คนเหล่านี้พ้นทุกข์แทน ช่วงเวลานี้เองที่เขาได้เริ่มเขียนภาพ คน วิวทิวทัศน์ของสถานที่ต่างๆ รวมถึงวาดภาพตัวเอง เพราะไม่มีเงินจ้างคนมาเป็นแบบ โดยศึกษาเทคนิคการวาดภาพด้วยตัวเอง

ต่อมา วินเซนต์ แวน โกะห์ ได้ไปเรียนศิลปะเป็นกิจจะลักษณะกับจิตกรมืออาชีพในเมือง Hague (เฮก) ที่เนเธอร์แลนด์ และ Antwerp (แอนท์เวิร์ป) ที่เบลเยี่ยม และได้สร้าง connection ในหมู่ศิลปิน ก่อนจะย้ายกลับมาปารีสมาอยู่กับ ธีโอ น้องชายที่เป็น Art Dealer ในแกลอรี่ศิลปะ โดยวินเซนต์วาดภาพส่งให้ธีโอเอาไปวางขาย แต่ก็ไม่มีคนสนใจซื้อ ธีโอรู้ถึงความยากลำบากของพี่ชายจึงได้ส่งเงินให้วินเซนต์ใช้ประทังชีวิตและซื้อสี ซื้ออุปกรณ์วาดภาพทุกเดือน

แต่เมื่อธีโอมีครอบครัว มีลูก วินเซนต์จึงย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่ตามลำพังที่เมืองอาร์ลส์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ช่วงเวลานี้เขาได้สร้างสรรค์งานเยอะมาก เพราะได้อยู่กับธรรมชาติ มีผลงานที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากมายเกิดขึ้นในช่วงชีวิตตอนนี้ เช่น The Yellow House, The Bed Room, Sunflower, The Starry Night, The Starry Night over the Rhône, Landscape with Couple Walking and Crescent moon, Enclosed Wheat Field with Rising Sun โดยมากแล้วจะเป็นภาพวิว ทิวทัศน์ สถานที่รอบตัว มีรูปผู้คนที่สนิทสนมกัน เช่น นายไปรษณีย์  Joseph Roulin (โจเซฟ รูแลง) หมอ Paul Gachet (พอล กาเชท์)

แต่น่าเสียดายที่ผลงานของ วินเซนต์ แวน โกะห์ ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยนั้น จึงขายไม่ออก เหมือนกับว่าภาพของเขามาก่อนกาล ระยะหลังงานของเขาแหวกแนว แตกต่างจากศิลปะในสมัยนั้น ที่นิยมสีหม่นๆ แต่งานของวินเซนต์ แวน โกะห์ ใช้สีสดใส เจิดจ้าตามแสงอาทิตย์ที่เขามักจะหอบหิ้วอุปกรณ์วาดภาพในตอนเช้า ยิ่งแสงจัดมาก สีที่เขาละเลงออกมายิ่งสวยสด เขาใช้สีมากเป็นพิเศษโปะลงไปบนผ้าใบ กวัดแกว่งแปรงอย่างหนักหน่วง รุนแรงจนเกิดรอย มีทั้งรอยด้ามพู่กัน รอยเกรียงปาดสี ซึ่งทำให้เกิดรอยนูนบนเฟรมผ้าใบที่วาดจนดูเหมือนกับว่าภาพนั้นเป็นสามมิติ

ซึ่งเทคนิคการวาดภาพแบบนี้ ต่อมาภายหลัง เรียกกันว่า Impasto (อิมพาสโต)

ตอนอยู่ที่บ้านสีเหลือง วินเซนต์ แวน โกะห์ ได้ต้อนรับศิลปินคนหนึ่งชื่อ Paul Gauguin ที่นับถือกันและกัน ให้มาใช้ชีวิต ทำงานที่บ้านหลังนี้ด้วยกัน เพื่อหวังว่าจะสร้างชุมชนศิลปะ แต่มันไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ พวกเขาพบว่าสไตล์การทำงานและอุปนิสัยต่างกันสุดขั้ว ต่อมาเขาได้รับข่าวร้ายเรื่องพ่อเสียชีวิต และตัวเองก็ไม่มีรายได้ ต้องพึ่งพิงน้องชายตลอดมา หลายเรื่องรุมเร้าทำให้การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่ราบรื่นอีกต่อไป เกิดการทะเลาะกันรุนแรงมาก จนวินเซนต์ แวน โกะห์ ตัดหูตัวเอง 1 ข้าง และเริ่มมีอาการวิกลจริต เห็นภาพหลอน จึงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจิตเวช

เมื่อออกจากโรงพยาบาลจิตเวช เขาก็ย้ายมาอยู่ในเมืองเล็กๆใกล้ปารีส เพื่อที่จะอยู่ใกล้ธีโอ ที่นี่มีคุณหมอพอล กาเชท์ที่เป็นทั้งหมอ และคนที่สนใจศิลปะ พูดคุยกันถูกคอคอยดูแลวินเซนท์อยู่ ระหว่างอยู่ที่นี่ เขาก็ยังคงวาดภาพต่อไป ผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการวาดเพราะความเคยชิน วาดเพราะไม่มีอย่างอื่นให้ทำ เขาไม่ตื่นเต้น ไม่รู้สึกอะไร ไม่มีไฟลุกโชนเหมือนตลอด 10 ปีที่ผ่านมาอีกแล้ว ธรรมชาติไม่อาจกระตุ้นเขาให้มีความคิดสร้างสรรค์ได้อีก ราวกับว่าเขายอมรับความทรมานของชีวิตในทุกๆด้านโดยการแลกกับความรักในศิลปะ

เมื่อไฟศิลปะมอดลง สุดท้ายเขาได้ลาโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 37 ปี

ความน่าอัศจรรย์ของ วินเซนต์ แวน โกะห์ คือการที่เขาแบกรับความทุกข์ ทรมาน ผิดหวัง เศร้าโศก โดดเดี่ยว แปลกแยก โดนตราหน้าว่าเป็นคนบ้า ความอึดอัดต่างๆนี้เขาแบกรับคนเดียวเอาไว้ทั้งชีวิต แต่กลับสามารถถ่ายทอดความสุขที่กลั่นจากความทุกข์ระทมในอก ออกมาเป็นภาพวาดที่แสนจะสดใส เปล่งประกาย มอบความหวังให้คนดู จนเป็นตำนาน สมแล้วที่เขาเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลกได้ขนาดนี้

น่าเสียดายก็เพียงแต่ ในยามที่มีชีวิตอยู่ กลับไม่มีใครเห็นค่างานของเขาเลย ตลอดชีวิตการเป็นจิตรกร เขาขายภาพได้เพียง 1 ภาพเท่านั้น แต่หลังจากที่เขาไม่อยู่แล้ว งานของเขากลับเป็นที่ต้องการ บางภาพของวินเซนต์ แวน โกะห์ ขายได้ราคาสูงที่สุดในโลกแบบที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน

น่าเศร้า แต่ก็ งดงามจริงๆ

#FromYourSis

#LustforLife #ไฟศิลป์