136 – เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว

136

เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว (Everything of Women’s Life Can Be Changed in Their Twenties)

เล่มนี้เจ้เคยเห็นผ่านๆในแวดวงคนอ่านหนังสือ แนะนำกันมาว่าดีมากเหมาะสำหรับวัยรุ่นที่กำลังเริ่มต้นใช้ชีวิต แต่หาอ่านได้ยากเพราะว่าเป็นหนังสือที่ออกสู่สายตาคนอ่านครั้งแรกในยุค 2000 พอขายหมดก็ยังไม่มีใครตีพิมพ์ใหม่

จนล่าสุด เล่มนี้กลับมาวางตามแผงหนังสืออีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2022 แถมยังเป็นหนังสือที่สำนักพิมพ์ Springbook บอกไว้ว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดเท่าที่เคยตีพิมพ์มา การันตีด้วยยอดขายไปกว่า 4 ล้านเล่มในเกาหลีใต้และจีน ทำให้เกิดความอยากรู้ขึ้นมาจนต้องไปหามาอ่านจนได้

เป็นหนังสือที่เขียนโดย นัม อิน ซุก ชาวเกาหลี ผู้เป็นพี่สาวที่ผ่านการใช้ชีวิตมาก่อนน้องสาว และอยากจะส่งต่อความรู้ วิธีคิด วิธีใช้ชีวิตในช่วงเวลาทองของชีวิต ให้น้องได้เติบโตเจริญวัยอย่างงดงาม เพราะวัย 20 เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยทางเลือก หากเราเตรียมพร้อมชีวิตอย่างดีตั้งแต่วัย 20 จะส่งผลให้เราใช้เวลาวัยรุ่นอย่างมีคุณภาพ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตที่ดี นับว่าเป็นของขวัญที่น่ารักมากๆเลย

#การมีชีวิตที่ดีต้องฉลาดเลือก

การที่จะมีชีวิตดีหรือไม่ดี มันมีบางอย่างที่ลึกซึ้งมากกว่าความเก่งหรือโชคชะตา มันเป็นเรื่องของความฉลาดในการเลือก เพราะชีวิตคือวัฏจักรการเลือกที่หมุนเวียนไปไม่จบสิ้นจนกว่าเราจะจากโลกนี้ไป การเลือกของเราหล่อหลอมให้เราเป็นเราทุกวันนี้ มันกำหนดนิสัยและแนวทางในการใช้ชีวิต ที่โชคชะตาเราเป็นแบบนี้ไม่ใช่ฟ้าลิขิต แต่มันเกิดจากการเลือกของเราทั้งนั้น ดังนั้น คิดดีๆก่อนเลือกอะไรก็ตาม

#ไม่ทำให้ตัวเองดูแย่

เราต้องทำตัวให้คู่ควรกับโชคดี ปฏิบัติต่อตัวเองอย่างดี อย่าทำให้ตัวเองรู้สึกด้อยหรือเป็นทุกข์ คนที่ทำตัวเป็นผู้ดี ทำอาหารดีๆกิน ตั้งใจทำงานและให้รางวัลตัวเอง ไม่เอาตัวเองไปพัวพันกับคนไม่ดี อันธพาล คนที่มาดูถูก และจำไว้ว่าเราปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไร ก็จะเป็นภาพสะท้อนมาที่สิ่งที่เราปฏิบัติต่อตัวเอง ถ้าอยากเป็นคนที่คนอื่นเกรงใจเราก็ต้องเกรงใจคนอื่นเช่นกัน

#จงมีมือของเจ้าหญิงและเท้าของคนรับใช้

อย่าเอาแต่ทำงานจุกจิกสารพัดสิ่งเพื่อให้ได้รับคำชมว่าเก่ง เพราะก็จะมีแต่คนมาใช้ให้ทำงานที่แลกมาด้วยสุขภาพเหล่านั้นอยู่ร่ำไปแลกกับคำขอบคุณเท่านั้น งานที่เหนื่อยยากและจุกจิกนี้มันไม่มีวันจบสิ้น มันเป็นขั้นตอนที่ต้องผ่านไปเพื่อให้ไปสู่งานที่ต้องการจริงๆเท่านั้น และถ้าเราทำแหวนตกลงไปในน้ำสกปรก เราต้องรีบควานหาแหวนให้เจอเร็วที่สุด ไม่ใช่เอามือไปแช่อยู่ในน้ำสกปรกนั้นนานๆ เราต้องไม่จำนนต่อความยากลำบาก แต่ต้องรีบพาตัวเองออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดและใช้มันเป็นบทเรียน

#สายตาที่ใช้เลือกสิ่งของคือสายตาที่ใช้มองชีวิต

พยายามอย่าเลือกของแบบลวกๆ ทำงานลวกๆ ใช้ชีวิตลวกๆ คนที่ทำทุกอย่างแบบผ่านๆก็จะมีชีวิตแบบผ่านๆเช่นกัน อย่าคิดว่าต้องเป็นคนมีเงินเท่านั้นถึงจะมีรสนิยมดี ของแบบนี้ต้องฝึกฝนกัน การสร้างรสนิยมที่ดี เกิดจากการรู้ว่าอะไรเหมาะกับตัวเราที่สุด ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ก็ต้องสร้างรสนิมยมที่ดีให้ตัวเอง อย่าซื้อของแค่เพียงเพราะว่ามันถูกหรือมันมีจำกัด แต่ให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าเหมาะกับเราจริงๆใช่มั้ย คนที่มีรสนิยม ซื้อของราคาถูกยังดูแพงได้เลย ดังนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราคาหรอก

#การเผชิญหน้าเป้าหมายในวัย20นั้นงดงามยิ่งนัก

เพราะน้อยคนที่อายุแค่นี้จะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้ามีแล้วกล้าลุยไปหามันในวันที่ยังมีแรงและมีพละกำลังกายกำลังใจเต็มเปี่ยมย่อมทำให้เข้าใกล้ความสำเร็จเร็วกว่า เราจะทำอย่างไรก็ได้ ขอแค่อย่างใช้ชีวิตแบบเฉื่อยชาเหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในบ่อน้ำขัง คนฉลาดจะตั้งเป้าหมายและทบทวนมันเสมอ นี่คือสัญญาณว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆ คนที่มีฝันมีเป้าหมาย แม้สุดท้ายแล้วจะทำให้เป็นจริงไม่ได้ ก็ยังได้ครอบครองคุณค่าของการมีฝันมีเป้าหมาย ประสบการณ์ระหว่างทางที่อาจพาเราไปสู่เป้าหมายถัดไปที่ดีกว่าเดิม และที่สำคัญ ความเป็นคนที่มีชีวิตที่ดี ก็จะยังคงมั่นคงไม่สั่นคลอน เหมือนตุ๊กตาล้มลุกที่มีฐานแข็งแรงนั่นเอง

#ลงเล่นน้ำให้ถูกสระ

อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ได้เรื่อง  เพราะยิ่งเราพบปะใคร ก็มีแนวโน้มที่เราจะมีส่วนคล้ายคนๆนั้น และเป็นความจริงที่ว่าการเป็นเพื่อนกัน รู้จักกัน ย่อมมีบางส่วนที่ทำให้รู้สึกว่าเราอยากเป็นคนแบบนี้อยู่บ้าง และคบกันอย่างจริงใจไม่มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงถึงจะรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ แต่ถ้าคบกันแล้วพากันไปทำเรื่องแย่ๆ คงไม่อาจเรียกว่ามิตรภาพได้ และให้ระวังการอยู่ใกล้ชิดคนที่ไม่เคยพอใจอะไรบนโลกใบนี้ โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง เพราะโลกของเราจะค่อยๆเต็มไปด้วยความทุกข์ตามไปด้วย แน่นอนว่าคนมองโลกแง่บวกย่อมมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าและส่งต่อพลังงานดีๆให้คนรอบข้างได้อีกด้วย

#ชีวิตที่ให้มากและรับบ้างสมบูรณ์กว่าชีวิตที่ไม่เคยทั้งให้และรับ

อย่าคิดว่าทำดีไปไม่มีใครรู้หรอก ถ้าเราไม่เป็นมิตรกับโลกและไม่เคยแม้แต่คิดจะแบ่งปัน โลกก็คงไม่มีทางอ้าแขนต้อนรับเราอย่างเป็นมิตร อย่าเป็นคนปากไว พูดจาทำร้ายความรู้สึกคนอื่น หรือระบายทุกสิ่งตามอำเภอใจให้คนรอบข้าง เพราะนอกจากจะไม่ใช่การให้แล้วยังเป็นการยัดเยียดสิ่งไม่ดีให้คนอื่นไม่สบายใจตามเราไปด้วย

#ลงทุนเพื่อเปลี่ยนโชคชะตา

คนเราเห็นเท่าที่ตัวเองรู้ คิดเท่าที่ตัวเองเห็น ลงมือทำเท่าที่ตัวเองคิด วัย 20 เราอาจไม่มีอิสระและตัวเลือกมากนัก  ดังนั้นการลงทุนเวลาในการอ่านหนังสือจะช่วยให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น รู้จักโลกอีกด้านที่ไม่เคยรู้ รวมทั้งรู้จักอีกด้านของสิ่งที่เคยรู้แล้ว เปิดตามองโลกให้กว้างแล้วชีวิตข้างหน้าจะสดใส คนที่อ่านหนังสือมากมักจะมีปรัชญาการใช้ชีวิตเฉพาะตัวและมีความภูมิใจในคุณธรรมของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเป็น “ผู้ดี” นอกจากนี้ยังต้องลงทุนกับการดูแลร่างกายตัวเอง ทั้งเรื่องรูปร่าง รูปลักษณ์ภายนอก การกิน ออกกำลังกาย คนที่เสียเหงื่อเพราะออกกำลังกายจะมีพลังเหลือเฟือ ไม่เครียดเพราะเค้าได้ผ่อนคลายมันออกมา ทำตั้งแต่วัยนี้แล้วจะไม่เสียใจเมื่อเราอายุมากขึ้น

#คิดบวกเข้าไว้และเอาชีวิตรอดในวันที่เรื่องร้ายวิ่งเข้าใส่ให้ได้

จงพูด อ่าน และเขียนในแง่ดีเสมอ เพราะมันเป็นกฏของแรงดึงดูด ให้รับและแลกเปลี่ยนพลังงานกับคนที่พยายามทำอะไรด้วยความคิดที่ว่ามันเป็นไปได้อยู่เสมอ และเมื่อเจอเรื่องยากๆ วิธีรับมือที่เร็วที่สุดคือให้กระโดดเข้าไปอยู่ใจกลางความเจ็บปวดนั้น เจ็บปวด ร้องไห้ให้เต็มที่ พอผ่านมาแล้วเราก็จะหลุดพ้นภาวะนี้ไร้ความสามารถนี้เอง และอย่าเพิ่งรีบไปพึ่งใคร ให้พึ่งตัวเองก่อนเพราะไม่มีใครสามารถแบกรับชีวิตของอีกคนไว้ได้ตลอดเวลาหรอก

#จัดระเบีบบการใช้เงินเพื่อชีวิตมั่งคั่ง

การหาเงินเก่งไม่สำคัญเท่าการใช้เงินเป็น ถ้าเอาแต่หาอย่างเดียว ต้องเริ่มหันมาสนใจเรื่องเงินบ้าง ตั้งเสาจับสัญญาณเศรษฐกิจเอาไว้ แล้วเราจะไม่ใช่คนที่ลำบากเรื่องเงิน เพราะเงินจะไม่มาหาคนที่ต้องอยู่แบบพึ่งพิงที่เอาแต่ทำงานหาเงินมาอย่างลำบากแต่ไม่รู้จักดูแลและใช้เงินไม่เป็น  ผลลัพธ์มันต่างกันมากสำหรับคนที่รู้จักจัดการเงิน กับคนที่ใช้เงินไปอย่างนั้น

อ่านจบพบว่าเป็นหนังสือแนะแนวการใช้ชีวิตที่ดีมากจริงๆสมกับยอดขายหลายล้านเล่ม คงจะดีไม่น้อยถ้าได้อ่านตั้งแต่ยังเด็ก แต่มาอ่านในวัย 30+ แล้วก็ถือว่ายังไม่สายไป เพราะชีวิตเริ่มใหม่ได้ทุกวัน เจ้เองก็ต้องต่อสู้กับความรู้สึกหลายๆอย่างเพื่อที่จะเติบโตอย่างดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องๆ (แม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานพอสมควร) แต่นัมอินซุกถ่ายทอดประสบการณ์ได้น่าประทับใจ อ่านไปก็รับรู้ได้ถึงความหวังดีที่อยากให้น้องได้ดีกว่าตัวเอง นับว่าเป็นเล่มที่เจ้อยากให้อ่านกันมากๆเล่มนึงเลยแหละ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

135 – เปิดสตูดิโอทำงานขนาดเล็กกันเถอะ

135

เปิดสตูดิโอทำงานขนาดเล็กกันเถอะ

ถ้าวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้าไม่ได้ทำงานประจำ ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศแล้ว เจ้ก็อยากมีสตูดิโอทำงานของตัวเอง เพราะพื้นที่ตรงนี้ถือเป็นพื้นที่ปลอดภัย อบอุ่น แต่ก็ยังคงบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงาน จมอยู่กับสภาวะลื่นไหล (Flow) และโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีกว่าอยู่ห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นเฉยๆ

มีความสงสัยเสมอว่า ทำไมสตูดิโอทำงานที่เราเห็นบ่อยๆตามนิตยสารหรือรายการทีวีที่พาไปชม มักจะเป็นของคนที่มีชื่อเสียง คนที่ประสบความสำเร็จ  คนมีความสามารถเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วสตูดิโอที่เคยเห็นจะดูใหญ่โต ตั้งอยู่ที่ในโลเคชั่นดีๆ ตกแต่งสวยๆให้ดูโมเดิร์นราวกับเป็น Gallery ศิลปะ

แล้วคนธรรมดาๆจะอยากมีสตูดิโอทำงานเล็กๆเป็นของตัวเองบ้างไม่ได้หรือ

Studio หนังสือภาพเหลือง แชกบัง พิน็อกคิโอ

พอเจอเล่มนี้ รู้สึกเหมือนว่าคงมีหลายคนคิดคล้ายๆกันสินะ คิมฮานา ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เค้าไปรวบรวมคำตอบมาให้ ว่ามันทำได้ และก็มีหลายคนทำอยู่ เพราะสตูดิโอ คือพื้นที่ทำงาน ที่ไม่ว่าใครก็สร้างสตูดิโอได้ทั้งนั้น จะเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าตัวเอง เป็นโชว์รูม เป็นช็อปที่ขายสินค้า เป็นสถานที่สอนคลาสต่างๆ เป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านตัดผม หรือแม้แต่พื้นที่ผลิตผลงานเฉยๆ อะไรก็ได้ที่เกิดจากความตั้งใจ ลงแรง ลงเวลาของเจ้าของเอง นับว่าเป็นสตูดิโอทั้งนั้น

Studio ถ่ายรูป ตู้คอนเทนเนอร์ในสวน Antique Frame

แต่เพราะสตูดิโอไม่ใช่บ้าน จึงอาจมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแต่ละเดือน ทำให้เจ้าของต้องมีตารางเวลาการทำงาน เพื่อเป็นตัวการันตีว่าสตูดิโอสามารถสร้างรายได้ให้เจ้าของได้ จึงนับว่าสตูดิโอเป็นดินแดนมหัศจรรย์ของคนธรรมดา

เล่มนี้พาเราไปรู้จักเจ้าของสตูดิโอขนาดเล็ก พื้นที่ตั้งแต่ 1.5 – เกือบ 10 พยอง (1 พยอง เท่ากับ 3.3 ตารางเมตร) ที่น่าสนุกคือ ได้รู้จักกับหลากหลายงาน หลายอาชีพในสตูดิโอ คิมฮานาเก็บข้อมูลมาได้รอบด้านมาก ตั้งแต่แรงบันดาลใจ ทำไมถึงมาเปิดสตูดิโอ การตกแต่งสตูดิโอ การจัดสรรพื้นที่ วิธีการทำงานของเจ้าของแต่ละคน ตารางงานในแต่ละวัน จนไปถึงค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นสตูดิโออย่างละเอียด

Studio ทำแยมโฮมเมด ทัมนานึน ทีไทม์

ตลอดเวลาที่เปิดหนังสือเล่มนี้ ได้แรงบันดาลใจ ได้ไอเดียจัดพื้นที่ทำงาน ได้เห็นจิตวิญญาณของเจ้าของสตูดิโอแต่ละคนก็เพลิดเพลินมากๆ และรู้สึกขอบคุณคิมฮานาที่รวบรวมข้อมูลสตูดิโอจากหลากหลายอาชีพทั่วเกาหลีไว้ในเล่มเดียว ตั้งแต่สตูดิโอลับใต้หลังคา ทำสบู่ เทียนหอมทำมือ ผลิตเครื่องประดับ เซรามิกแกลอรี จัดดอกไม้ ทำกาแฟ ห้องหนังสือ ถ่ายรูปตู้คอนเทนเนอร์ในสวน ผลิตอาหาร  ทำเสื้อยืด ทำไหมพรม ผลิตจักรยาน ห่อของขวัญ ออกแบบแฟชั่น ออกแบบตัวอักษร ทำแยม ชา เครื่องดื่ม ถ่ายภาพ  ภาพพิมพ์ ทำผม  งานไม้ ฯลฯ เพราะถ้าต้องขับรถตระเวนดูสตูดิโอแต่ละที่คงจะเสียทรัพยากรไปไม่น้อย

หวังอยู่ลึกๆว่าอยากเห็นหนังสือที่พาไปดูสตูดิโอเล็กๆในไทยบ้างจัง

พื้นที่ทำงานคือโลกทั้งใบของเรา ที่เราเป็นเจ้าของ ออกแบบทุกอย่างตามใจตัวเองได้ ถ้ามีโอกาสทำสตูดิโอจริงๆ ก็พาเจ้ไปเยี่ยมชมสตูดิโอทำงานบ้างนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

134 – The Psychology of Money จิตวิทยาว่าด้วยเงิน

134

The Psychology of Money – จิตวิทยาว่าด้วยเงิน

ปีที่แล้วหนังสือการเงินที่ชอบที่สุดคือ The Attribute of Money จงคบค้ากับความร่ำรวย

อ่านรีวิว 1/2 >> https://bit.ly/3eAlIYh

อ่านรีวิว 2/2 >> https://bit.ly/3IdlSlN

สำหรับครึ่งปีนี้ (เผื่อไว้ก่อนว่าครึ่งปีหลังจะเจอเล่มที่ชอบมากกว่า) ก็คงจะเป็น The Psychology of Money อย่างไม่ต้องสงสัย เป็นหนังสือการเงินที่ต่างจากทุกเล่มที่เคยอ่านมา ไม่มีสอนเทคนิคการลงทุนให้รวยอะไรทั้งนั้น แต่พาเราไปรู้จักกับจิตวิทยาว่าด้วยเงินตามชื่อหนังสือ อ่านแล้วได้มุมมองดีๆในการใช้ชีวิตหลายข้อ จึงไม่อยากให้พลาดเล่มนี้

พฤติกรรมที่ทำสำคัญกว่าสิ่งที่รู้

ถ้าการศึกษาเป็นตัวแปรที่ทำให้คนเราหลุดพ้นความจนได้ การค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน และระยะเวลาที่คนเราเติบโตขึ้นก็คงช่วยให้ทุกคนบนโลกมีสมดุลในการใช้ชีวิต มีอิสระทางการเงิน ไม่มีใครต้องติดขัดเรื่องเงินทอง แต่ความจริงแล้ว คนที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด มีรายได้น้อย ก็สามารถขยับฐานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางหรือสูงได้ ถ้ามีพฤติกรรมการเงินที่ถูกต้อง หรือแม้แต่คนการศึกษาสูง รวยล้นฟ้าเองก็ยังล้มเหลวด้านการเงินได้ นั่นเป็นเพราะ “พฤติกรรม” ของคนเรา ประสบการณ์ในอดีตต่างๆ ที่เป็นตัวหล่อหลอมให้เรามีพฤติกรรมทางด้านการเงินในแบบที่ไม่มีใครสอนกันได้

ไม่มีคนบ้าในโลกการลงทุน

พฤติกรรม ทัศนคติเรื่องการเงิน การตัดสินใจลงทุนของผู้คน ผูกติดกับประสบการณ์ที่นักลงทุนเหล่านั้นได้รับมาในยุคสมัยของเค้าเอง ถ้าเติบโตมาในช่วงเงินเฟ้อต่ำ ก็จะลงทุนพันธบัตรมากกว่า ในทางกลับกัน คนที่เกิดมาในยุคที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นขาขึ้น ก็มีแนวโน้มจะลงทุนในตลาดหุ้นเพราะคิดว่าได้ผลตอบแทนดีกว่า เหมือนที่คนยุคใหม่ เช่น คุณท๊อป แห่ง Bitkub หรือบรรดานักขุด Bitcoin จะชอบลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลมากกว่าคนรุ่นเก่าอย่างดร. นิเวศน์ วอร์เรน บัฟเฟต์ บิล เกสต์ ที่ยังเชื่อมั่นในการลงทุนในสิ่งที่จับต้องได้ ดังนั้นไม่มีใครผิดหรือถูก มันเป็นเรื่องของยุคสมัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมคนเรามากกว่า

ความจริงแล้วโชคกับความเสี่ยงเป็นญาติกัน

มันบอกกับเราว่าทุกๆผลลัพธ์ในชีวิตถูกชี้นำโดยพลังงานอื่นที่นอกเหนือจากจากความพยายามส่วนบุคคลความล้มเหลวของคนอื่นมักเกิดจากการตัดสินใจที่ไม่ดี ในขณะที่ความล้มเหลวของตัวเราเองมักถูกมองว่าเป็นด้านมืดของความเสี่ยง เราจึงควรเคารพโชคและความเสี่ยงอย่างเหมาะสมก่อนที่จะไปตัดสินความสำเร็จของใคร

เมื่อเราอยู่ในจุดที่มีเงินพอที่จะซื้อทุกสิ่งอย่างสมเหตุสมผลแล้ว ให้จำสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ดี

  1. ทักษะทางการเงินที่ยากที่สุดคือการทำให้เป้าหมายหยุดเคลื่อนที่ ความสุขเป็นเพียงแค่ผลลัพธ์ลบด้วยความคาดหวัง
  2. การเปรียบเทียบมีแต่จะทำให้เกิดปัญหา ให้เลี่ยงซะ อย่าไปนึกถึงมัน แค่รู้จุดยืนของเราก็พอ
  3. “พอ” จะทำให้หยุดการผลักดันตัวเราไปอยู่ในจุดที่จะต้องเสียใจ
  4. หลายสิ่งไม่ควรค่าแก่การเสี่ยงไม่ว่ามันจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนมากขนาดไหน เพราะชื่อเสียง อิสรภาพ ครอบครัว คนที่รัก เพื่อนฝูง และความสุขนั้นประเมินค่าไม่ได้ การที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้คือการรู้ว่าต้องหยุดรับความเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งเหล่านี้ คือการรู้ว่าเมื่อไหร่มีพอแล้ว

ความมหัศจรรย์ของการทบต้น

ทุกคนรู้ว่าวอร์เรน บัฟเฟต์เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยที่สุดตลอดกาล แต่จริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็นคนที่ลงทุนเก่งที่สุด ถ้าวัดกันที่จำนวนผลตอบแทนต่อปี ความสำเร็จของบัฟเฟต์มาจากพื้นฐานทางการเงินที่เขาสร้างมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม และยืนระยะคงที่ไว้ในวัยชรา เขามีทักษะการลงทุน แต่ความลับของเขาคือ”กาลเวลา”ที่ปล่อยให้การทบต้นทำงาน โดยไม่รบกวนมัน เพราะเขาเชื่อว่าการลงทุนที่ดีที่นั้นไม่จำเป็นต้องได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด เนื่องจากผลตอบแทนที่ดีที่สุดมักได้มาครั้งเดียวและไม่สามารถทำซ้ำได้ แต่หากเราได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี และทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ นั่นจะเป็นช่วงเวลาที่การทบต้นทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

การ”ได้มา”ซึ่งความมั่งคั่งเป็นหนังคนละม้วนกับการ”รักษา”ไว้ซึ่งความมั่งคั่ง

มีวิธีการได้มาซึ่งความมั่งคั่งมากมาย หาอ่านเอาตามหนังสือได้ทั่วไป หรือเรียนรู้จากคนรวยที่ประสบความสำเร็จ แต่วิธีที่จะรักษาความมั่งคั่งไว้นั้นเป็นปริศนาที่หลายคนไม่เคยบอก ต้องมาหาคำตอบด้วยตัวเอง บางคนก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ นั่นคือ ต้องมีความมัธยัสถ์และความหวาดระแวง จนอยู่รอดได้

เราสามารถตัดสินใจได้ผิดครึ่งหนึ่งและยังคงสร้างความมั่งคั่งได้ สิ่งที่ต้องทำเพียงแค่ซื้อทุกอย่างที่ซื้อได้ในพอร์ตการลงทุนและรอคอยให้ผู้ชนะปรากฎตัวขึ้นมา

เงินไม่ได้ทำให้เราได้รับการยอมรับที่แท้จริง

การใช้เงินซื้อของหรูหราไม่อาจทำให้เราได้รับการยอมรับ ได้รับความเคารพ เวลาเห็นคนขับรถหรูๆ ผู้คนต่างชื่นชมรถ และจินตนาการว่าถ้าตัวเองได้ขับบ้างจะเป็นอย่างไรกันนะ น้อยมากที่จะอยากรู้อยากเห็นว่าคนขับคือใคร พวกเขาสนใจแต่ตัวเอง ไม่ได้สนใจข้าวของที่คุณมี ถ้าไม่ใช่เงิน แล้วอะไรที่ทำให้คนยอมรับเรา คำตอบที่หนังสือให้ไว้คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นต่างหากที่นำพาความศรัทธามาให้ ไม่ใช่การมีเงินเยอะๆไว้อวดชาวโลก

ความมั่งคั่งคือสิ่งที่มองไม่เห็น

ในโลกนี้เต็มไปด้วยคนที่ดูสมถะ แต่แท้จริงแล้วมั่งคั่ง และคนที่ดูร่ำรวยแต่แท้จริงแล้วกลับยืนอยู่บนปากเหวของความล้มละลาย เวลาที่คนส่วนใหญ่อยากเป็นเศรษฐี เขาอาจหมายถึงเขาต้องการใช้เงินเพื่อซื้ออะไรบางอย่างตอบสนองความต้องการ ซึ่งนั่นไม่ไม่ใช่ความมั่งคั่ง นั่นคือความอยากร่ำรวย เพราะความร่ำรวยคือการบ่งบอกสถานระรายได้ปัจจุบัน แต่ความมั่งคั่งมักจะถูกซ่อนอยู่ มันคือรายรับ หรือ ทางเลือกที่ไม่ถูกจ่ายออกไปหรือนำไปซื้ออะไร เรามักจะเห็นรถ บ้าน เครื่องประดับที่ผู้คนซื้อ แต่เราไม่สามารถเห็นสิ่งของที่พวกเขามีความสามารถที่จะซื้อได้ด้วยเงินทั้งหมดของพวกเขาจริงๆ ซึ่งความมั่งคั่งต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งยั่วยวนและอดทนรอคอยเวลาจนกว่าจะได้มันมา

ดังนั้นแล้ว จงจำเรื่องความต่างระหว่างความร่ำรวย กับ ความมั่งคั่ง ก่อนตัดสินความสำเร็จของผู้อื่น

จะทำอย่างไรให้มั่งคั่ง

เมื่อความมั่งคั่งเริ่มต้นที่การออม วิธีเพิ่มเงินออม คือเพิ่มความอ่อนน้อมถ่อมตน ใช้จ่ายน้อยลง ลดกิเลสลง สนใจสิ่งที่คนอื่นๆคิดกับตัวเราเองน้อยลง มิใช่การเพิ่มรายได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้าวของที่เราเองไม่ได้ต้องการจริงๆ แต่แค่ต้องการโชว์สังคมว่าเรามี

ความมั่งคั่งเป็นการสะสมเงินที่เหลือหลังจากการใช้จ่าย เราทุกคนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้แม้ว่าจะไม่ได้มีรายได้สูง แต่เราไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ถ้าเรามีอัตราการออมต่ำ เราควรเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเงินจำนวนน้อยกว่า เพื่อสร้างช่องว่างสิ่งที่เรามี กับสิ่งที่เราอยากได้ คนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินอย่างยั่งยืน มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจว่าคนอื่นๆจะคิดอย่างไรกับพวกเขา

เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลในการออมเงิน

เพราะการออมเงินคือจุดเริ่มต้นในการสร้างความมั่งคั่ง ต่อให้เราไม่มีเป้าหมายว่าจะออมไปเพื่อซื้ออะไร การออมเงินจริงๆแล้วคือการป้องกันความเสี่ยงต่อช่วงเวลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้เราสามารถควบคุมเวลาได้  ซึ่งถ้าเราไม่มีความสามารถในการควบคุมเวลา เราอาจถูกบังคับให้ยอมรับความโชคร้ายต่างๆที่พุ่งเข้ามาให้เราต้องยอมจำนนต่อตัวเลือกที่จำกัด แต่ถ้าเรายืดหยุ่นมากพอ เราจะมีเวลาในการรอคอยโอกาสดีๆ มีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เร่งรีบน้อยลง มีเวลามากขึ้น สามารถปล่อยให้เงินงอกเงยเพียงพอที่จะให้เราซื้อของได้มากกว่าวันนี้ นี่คือผลตอบแทนจากการออมที่ซ่อนอยู่ซึ่งไม่มีใครมองเห็น ดังนั้นคุณค่าที่แท้จริงของเงินคือศักยภาพในการควบคุมเวลาที่มอบให้เราต่างหาก

มองหาราคาความสำเร็จให้เจอและเต็มใจจ่ายมัน

เราไม่อาจเห็นราคาความสำเร็จของการลงทุนเพราะมันไม่มีป้ายราคาแปะไว้ มองให้ออกว่าแท้จริงแล้วมันคือความผันผวน ความผิดหวัง ความสูญเสีย ท่ามกลางฉากหลังของการเติบโตอย่างยาวนาน มองให้มันเป็นค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายเพื่อแลกอะไรบางอย่างมา มากกว่าไปมองว่ามันเป็นค่าปรับเพื่อลงโทษการตัดสินใจผิด

รักษา lifestyle ให้คงที่ (ในระดับที่พอใจ) ไม่ต้องวิ่งตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเราก้าวผ่านรายได้มาถึงจุดหนึ่งแล้ว อัตราการออมเงินจะถูกขับเคลื่อนโดยความสามารถของเราเองในการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการใช้ชีวิตคงเดิมไว้ไม่ต้องไล่ตามเทรนด์ เราสามารถใช้ของดี มีชีวิตที่สุขสบายในระดับที่พอใจได้ เมื่อเราหยุดเคลื่อนที่เป้าหมายของเราไม่ให้ไปตามกระแส  แล้วความมั่งคั่งจะค่อยๆเพิ่มพูน

การวางแผนระยะยาวนั้นยาก เพราะเป้าหมายและความปรารถนาของเราเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเราจัดสรรทุกอย่างไว้อย่างดีตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าอนาคตความมั่งคั่ง ไม่หนีหายจากเราไปแน่นอน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

133 – จอร์เจียจอใจกรุบ

133

จอร์เจียจอใจกรุบ

เป็นชื่อกลุ่มไลน์รวมคนที่เดินทางในทริปนี้ กำเนิดขึ้นแบบรวดเร็วมากแค่ประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง

19-26 พฤษภาคม 2565 ไปเที่ยวจอร์เจียกับพี่พีท เจ้ปุ๊ก และเจ้จิน (พี่ที่สนิทของเจ้ปุ๊ก) เป็นทริปปุบปับรับโชค เพราะตอนแรกตั้งใจจะไปงานแต่งเพื่อนที่ฝรั่งเศส แต่ทำวีซ่าไม่ทัน แล้วเจ้ปุ๊กผู้ซึ่งเสียเงินทำพาสปอร์ตแบบด่วนสุดไปเกือบสี่พันบาท ทำใจไม่ได้จึงต้องหาที่เที่ยวปลอบใจ หวยเลยมาออกที่นี่เพราะไม่ต้องขอวีซ่า

ครั้งนี้คงไม่ได้รีวิวที่เที่ยว คิดว่าคนทำรีวิวเยอะแล้ว หาอ่านได้เลยตามกูเกิล แต่อยากจะแชร์ประสบการณ์เที่ยวทริปนี้มากกว่า

#เผื่อเวลาทำแพลน

เวลาทำแพลน ควรมีอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป หรือถ้าจะให้ดีคือ 1 เดือน เพราะจะได้รีเสิช อ่านข้อมูล อ่านประวัติความเป็นมาของที่เที่ยวแต่ละที่ ถึงเวลาไปพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นจะได้ไม่ blank การรู้เรื่องราว Background ของสถานที่นั้นคร่าวๆทำให้เที่ยวสนุกขึ้นเยอะ และแน่นอนว่า จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้านานหน่อย ย่อมมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องรอ Transit นานๆขนาดนี้ และราคาก็ถูกกว่าจองแบบกระทันหันด้วย

รอ Transit ที่นี่นานกว่า 8 ชั่วโมง

#ใช้เวปOTAจองที่พักดีกว่า

อันที่จริงจะจองตรงกับโรงแรมก็ได้ แต่เจ้เสิชข้อมูลผ่าน booking.com เปรียบเทียบรีวิวที่พักอยู่แล้ว มันก็สะดวกดีที่จองกับเค้าเลย แถมยังมีวิธีการจ่ายเงินให้เลือกตามใจเราได้ เจ้เลือกแบบไม่ต้องจ่ายเงินก่อน ไว้ไปจ่ายตอนเช็คอิน ลดความเสี่ยงเผื่อเปลี่ยนแพลนกระทันหัน และอีกข้อดีคือมันสามารถแชทกับโรงแรมโดยตรงได้เลย สะดวกมาก ถ้าจองตรงคงได้แต่อีเมล์หรือโทรเท่านั้น

#เช็ควันเที่ยวว่าไปตรงกับวันสำคัญหรือเปล่า

ไม่คิดว่าจะเจอแจ็คพอต เที่ยวนอกเมือง (หรือจะว่าบ้านนอกก็ได้) ได้ตามแพลนอย่างราบรื่นมาตลอด จนวันสุดท้ายที่ขับเข้าเมืองหลวง Tbilisi ก็มีเหตุให้ต้องจอดรถไกลจากโรงแรมที่จองไว้ แล้วแบกกระเป๋าเดินเท้าไปโรงแรม เพราะถนนปิดหลายเส้นเนื่องจากวันที่ 26 พฤษภาคมเป็นวันประกาศอิสรภาพของจอร์เจีย (Independence Day) ทางการเลยปิดถนนเพื่อเตรียมงานเฉลิมฉลอง ทำให้แพลนที่จะนั่ง รถไฟใต้ดิน รถบัสเพื่อชมเมือง ต้องล่ม เปลี่ยนเป็นเดินเท้าเที่ยวทั่วเมืองแทน (ก็ได้อีกประสบการณ์นึง ได้เดินบนถนนที่ปกติมีแต่รถวิ่ง)

โล่งไปเลยค่ะวงเวียน เดินในเมืองได้สบายไม่ต้องหลบรถ

#เช็คสิทธิพิเศษบัตรเครดิตและสมาชิกเวปต่างๆก่อนจองทุกอย่าง

ตอนเปลี่ยนเครื่องที่ Doha กาตาร์ มีเวลาว่าง 8 ชั่วโมง เลยคิดว่าจอง Lounge ดีกว่าไปหาเอาดาบหน้า เผื่อที่นั่งเต็มจะทรมานตั้งแต่ยังไม่เริ่มทริป เลยจอง Lounge ไป ตกคนละเกือบสองพันบาท เสียเวลายอมเช็คสักนิด เพราะเราจำทุกเรื่องไม่ได้หรอก แล้วเราจะไม่เจ็บใจภายหลังเมื่อพบว่า บัตรเครดิตเรามี Dragon Pass หรือ Priority Pass ที่ใช้เข้า Lounge สนามบินหลักๆทั่วโลกได้ (ถ้าเช็คก่อนก็เซฟเงินไปได้เกือบสี่พันบาท)

#เช่ารถแบบขับเคลื่อนสี่ล้อจะพาเราไปได้ทุกที่

เพราะภูมิประเทศจอร์เจียไม่ใช่ที่ราบลุ่มแบบบ้านเรา มันเป็นที่ราบสูงผสมเทือกเขา และที่เที่ยวส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง มักจะอยู่ตามเขา ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อจะมั่นใจกว่า และที่สำคัญ มันจุสัมภาระได้เยอะกว่ารถแบบ City Car แน่นอน

#คิดจะขับรถที่นี่ต้องทำตัวแบบคนท้องที่

คำพูดประจำทริปนี้ คือ “Act like a Local” มันมาจากการที่คนจอร์เจียขับรถได้น่าหวาดเสียวมาก ทั้งปาดซ้ายขวาหน้าหลัง พร้อมเบียดแซงได้ทุกเมื่อ สังเกตง่ายๆจากรถที่นี่ราว 1 ใน 3 จะต้องมีร่องรอยของการปะทะกันบนถนน ไม่กันชนหน้าหลังหลุด ก็ประตูข้างบุบ ท้ายยุบ หรือกระจกข้างแตก การที่เราจะทำถูกกฎ เปิดไฟเลี้ยวขอทาง เราจะไม่ได้ทาง เราต้องทำตัวแบบคนจอร์เจีย เราถึงจะได้ไป แต่อย่างไรก็ตามกล้อง cctv เค้าไวมาก ถ้าฝ่าไฟแดงปุ๊บไม่นานเกินวันจะมีข้อความส่งเข้ามือถือให้จ่ายค่าปรับ 50 GEL (ประมาณ 500 บาทบ้านเรา)

#สังคมไร้เงินสดยังมาไม่ถึงจอร์เจีย

บ้านเรายุคนี้เริ่มใช้จ่ายผ่านมือถือ โอนจ่ายหรือสแกน QR Code จ่ายกันไปค่อนประเทศแล้ว แต่กับที่จอร์เจียยังคงใช้เงินสด และเหรียญอยู่ ต้องพกกระเป๋าใส่เงินเผื่อไว้ด้วย เวลาแลกเงิน ต้องอย่าลืมคิดเผื่อค่าเข้าสถานที่ต่างๆและค่าใช้จ่ายจุกจิก เช่นค่าเข้าห้องน้ำ ค่าปรับ ไว้ด้วย เพราะตอนพวกเจ้แลก คำณวนจากค่ากิน ค่าน้ำมันรถ ค่าช้อปปิ้งอย่างเดียว คิดเอาเองว่าค่าโรงแรมรูดบัตรเอาได้ แต่ลืมคิดไปว่าที่พักคืนหนึ่งที่เป็น Hostel นั้นเป็นแบบบ้านๆ เจ้าของบ้านทำเอง ไม่มีเครื่องรูดบัตร ต้องจ่ายเงินสดเท่านั้น ทำให้สุดท้ายเงินลารี (สกุลเงินจอร์เจีย) ที่แลกมาไม่พอ ต้องไปแลกรอบสอง

Cou Cou Hostel ที่พักริมทะเลสาป Local มากๆ

#ห้องน้ำหายากห้ามดื่มน้ำเยอะ

มาเที่ยวจอร์เจียแล้วจะรักกรุงเทพมากขึ้น เพราะบ้านเราหาห้องน้ำสาธารณะเข้าง่ายกว่ามาก ที่นี่จะเข้าห้องน้ำทีต้องเสียเงิน มีตั้งแต่ 1 -15 GEL ตามความกันดารของพื้นที่ บางปั๊ม ไม่มีห้องน้ำให้เข้า บางที่ห้องน้ำอยู่ในร้านสะดวกซื้อที่เข้าแล้วก็ต้องควรอุดหนุนเค้าด้วย และที่พีคสุดคือ ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ มี 4 ชั้น แต่มีห้องน้ำแค่ชั้นล่างชั้นเดียว แถมพอจะเข้า ตำรวจกันไม่ให้เข้า เพราะว่ามีคนสำคัญอยู่ที่นี่ด้วย เชิญออกให้ไปเข้าที่ห้างฝั่งตรงข้ามแทน ระหว่างที่เที่ยวที่นี่เลยจิบน้ำน้อยๆ เพราะไม่อยากลำบากเพื่อนร่วมทริปต้องแวะหาห้องน้ำบ่อยๆ (แต่เจ้ก็เข้าห้องน้ำบ่อยที่สุดอยู่ดี)

ปล. เบียร์และไวน์ที่นี่ถูกมาก น่าจะถูกใจสายดริ๊ง เพราะคนที่นี่ดื่มกันแต่หัววัน

เบียร์ที่นี่กระป๋องละประมาณ 30 บาท

#นกที่ตื่นเช้าไม่อยู่ที่จอร์เจีย

คนที่นี่เริ่มต้นวันสายมาก อาจเพราะพระอาทิตย์ตกหลัง 2 ทุ่ม ดังนั้นการโทรหาใครก่อน 10 โมงเช้าคือเรื่องเสียมารยาทมากๆ อาหารเช้าในโรงแรมที่มีนักเที่ยวต่างชาติเยอะๆ เช่น The Rooms at Kazbegi จะเริ่มที่ 8 โมง แต่ถ้าเป็นโรงแรมทั่วไป อาหารเช้าจะเริ่ม 9 โมง วันสุดท้ายที่เที่ยวอยู่ในเมืองหลวง Tbilisi พักที่โรงแรม Shota @ Rustaveli ใจกลางเมือง เลยไม่ได้ซื้ออาหารเช้ากับโรงแรม เพราะคิดว่าไปทานตามร้านอาหารข้างนอก จะได้เริ่มเที่ยวเร็วหน่อย แต่แจ็คพอตอีกแล้ว เพราะร้านอาหารยังไม่เปิด เดินๆดู ส่วนใหญ่เปิด 10 โมงหรือ 11 โมงกันหมด

#ไตจะพังถ้าอยู่จอร์เจียนานๆ

คำกล่าวนี้ ไม่เกินจริงเลยถ้าได้ชิมอาหารจอร์เจียจริงๆ ทุกอย่างเค็มสุดพรรณา ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะสภาพอากาศเมืองหนาวหรืออะไรที่ต้องยืดอายุอาหารโดยการทำให้เค็มไว้ก่อน แต่คิดไปคิดมาไม่น่าใช่ เพราะประเทศเมืองหนาวที่ไปมาก็อาหารเค้าก็ไม่ได้เค็มเท่านี้

เค็มทุกอย่าง

#เป็นคนยิ้มยากแต่จริงๆแล้วใจดีกับผู้หญิง

คนที่นี่มีความคล้ายคนรัสเซียตรงที่หน้าไม่ยิ้ม แต่พอได้ใช้บริการกันเสร็จ (หมายถึงเราจ่ายเงินให้เค้าเรียบร้อย) จะยิ้มให้เบาๆ 1 ที เค้าจะเอ็นดู เสนอความช่วยเหลือผู้หญิงมากกว่า ผู้ชายจะลำบากก็ช่างมัน แต่ทนเห็นผู้หญิงลำบากไม่ได้ เจ้ปุ๊กเป็นคนที่ชาวจอร์เจียยื่นมือช่วยถือกระเป๋า ยกกระเป๋าจากที่สูง หรือช่วยสะพายกระเป๋าอยู่ตลอด มาอยู่ที่นี่ไม่ได้เซนส์การวิ่งราวหรือมิจฉาชีพเท่าไหร่ คนที่นี่ค่อนข้างจะซื่อตรงพอสมควร มีน้อยมากที่จะโกงกันซึ่งๆหน้า

เจ้ปุ๊กผู้ได้รับความช่วยเหลือจากชาวจอร์เจียตลอดทั้งทริป

#คนชอบทักทักคนเก่งเหลือเกิน

คนจอร์เจียชอบทักทายนักท่องเที่ยวโดยการเดาว่าเป็นคนประเทศอะไร จะพูดชื่อประเทศ ไม่ก็พูดภาษาประเทศนั้นๆสั้นๆ อยู่ที่นี่ ถ้าเจ้เดินข้างหน้า จะโดนทักว่า China, Chinese ทุกเมืองที่ไป แต่ถ้าเป็นคนอื่นเดินนำหน้าก็จะโดนทักว่า Japanese, Korean หรือ Philippines บ้าง และนานๆจะมีทายถูกว่า Thailand ทีนึง สงสัยน่าตาพวกเราไม่บ่งบอกยี่ห้อไทยแลนด์เอาซะเลยมั้ง คนที่นี่ไม่ได้เป็นมิตรแบบยิ้มให้ตลอด แต่ก็มีน้ำใจ และไม่ขี้โกง เช่น บอกทาง หรือ เดินมาสะกิดว่าเห็นคุณทำของตกนะ เป็นต้น

ลมแรงมากและหนาวมากเช่นกัน มาเที่ยวที่หนาวๆไม่เคยได้สวย เป็นแต่มิชลิน

#เช็คสภาพของก่อนออกเดินทางหลังโควิด

เนื่องจากไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศเลยตั้งแต่มีโควิด ทำให้รองเท้าที่เอาไป 3 คู่ กาวเสื่อมสภาพ พื้นรองเท้าหลุดไป 2 คู่ (ดีนะที่เอามาเผื่อแล้ว ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าเยอะไปมั้ย) แต่ก็เอาตัวรอดมาได้เพราะการถือหลักเผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาด เช่นเดียวกันกับการเตรียมเสื้อผ้า ไม่มั่นใจจะหนาวแค่ไหน แม้ว่าเช็คสภาพอากาศแล้วก็ตาม แต่จากประสบการณ์ที่เคยไปทนหนาวที่ไอซ์แลนด์บอกว่า เอาไปเผื่อไว้ก่อนดีกว่า แล้วพกถุงสุญญากาศไปเพื่อรีดให้ประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าแทน สุดท้ายก็ได้ใช้ทุกตัวเลยเพราะบทมันจะหนาว มันก็หนาวมาก แต่ทริปนี้ไม่มีทรมานเพราะอุปกรณ์พร้อม

รองเท้ายี่ห้อเดียวกับพ่อเมืองกรุงเทพคนใหม่ก็ไม่ช่วยอะไร

โดยรวมแล้ว จอร์เจียนับเป็นประเทศวิวยุโรปที่น่าเที่ยวมากๆ วิวธรรมชาติคืออลังการตระการตาสุดๆ โดยเฉพาะเทือกเขาคอร์เคซัส ขับรถเที่ยวก็สะดวกสบาย ปั๊มน้ำมันมีตลอดทาง ผู้คนเป็นมิตรในใจแต่ไม่แสดงออก ค่าครองชีพพอๆกับบ้านเรา บางอย่างก็ถูกกว่า ถ้าไม่นับตั๋วเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายทริปนี้น่าจะพอๆกับเที่ยวภาคใต้บ้านเรา

ทริปนี้ต้องขอบคุณพี่พีท ที่วางแผนทำแพลนเที่ยวเป็นตัวหลัก (เจ้แค่จองตั๋วจองที่พักและเอาแพลนในกระดาษมาทำให้ดูเป็นผู้เป็นคน) เจ้ปุ๊กและเจ้จินผู้ร่วมทริปที่ช่วยกันทำให้การเที่ยวจอร์เจียครั้งนี้สนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่ดี

ไว้ไปเที่ยวกันเถอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#จอร์เจียจอใจกรุบ #จอร์เจีย

แพลนเที่ยวจอร์เจีย >> https://bit.ly/3wSkAcn

132 – Think Again คิดแล้วคิดอีก

132

Think Again คิดแล้วคิดอีก

หนังสือที่ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แนะนำให้อ่าน เขียนโดย Adam Grant อาจารย์จากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน และยังเป็นนักเขียน Bestseller ติดอันดับของ The New York Times หลายเล่ม แถมยังเป็นหนังสือที่ Bill Gates แนะนำว่า A must-read อีก รีบๆหยิบมาอ่านก่อนวันเลือกตั้งผู้ว่าเลย

เล่มนี้ชวนให้เราปล่อยวางความรู้และความเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์กับเราอีกต่อไป และให้เรายึดมั่นในความยืดหยุ่นแทนที่จะเป็นความเสมอต้นเสมอปลาย การคิดทบทวนจะช่วยให้เราสร้างทางออกแบบใหม่สำหรับปัญหาเดิมและย้อนกลับไปที่ปัญหาเดิมเมื่อเจอปัญหาใหม่ๆ

“ถ้าความรู้คืออำนาจ การที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้สิ่งใดก็คือปัญญา”

ในโลกนี้ แบ่งความรู้ออกเป็น 4 ประเภท มี

สิ่งที่ฉันไม่รู้

สิ่งที่ฉันคิดว่าฉันรู้

สิ่งที่ฉันรู้

สิ่งที่ฉันรู้ว่าตัวเองรู้

สิ่งที่ทำให้ อดัม แกรนท์ ต้องลุกขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้จริงจังเพราะสงสัยว่าทำไมคนเราชอบแกล้งทำเป็นรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วความมั่นใจมากเกินไปจะเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวหน้าจากมือใหม่เป็นมือสมัครเล่น คงเป็นเพราะประสบการณ์ทำให้ความมั่นใจมากขึ้นจนบางครั้งก็อาจนำหน้าความสามารถเราไป

“ถ่อมตัวแบบศรัทธาในความสามารถของตัวเอง”

เมื่อคนเรามีประสบการณ์มากขึ้นก็มักจะสูญเสียความถ่อมตัวไปบางส่วนและเชื่อแบบผิดๆว่าตัวเองมีความเชี่ยวชาญแล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมีความมั่นใจมากไปจนไม่นึกสงสัยใคร่รู้ และไม่อยากรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ จนอาจทำให้ติดกับอยู่กับความเชื่อแบบผิดๆ

ยิ่งหากเราสูญเสียความถ่อมตัวด้วยแล้ว อาจทำให้เราขาดความสามารถในการคิด การเคลือบแคลง สงสัยใคร่รู้ไป เพราะความถ่อมตัวเป็นเสมือนอาหารที่สำคัญทางความคิดที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากความโง่เขลานั่นเอง

ความถ่อมตัวที่ว่า ไม่ใช่การมีความมั่นใจใจตัวเองต่ำ หรือดูถูกตัวเอง แต่เป็นการตระหนักได้ว่าคนเราต่างมีข้อบกพร่องและสามารถผิดพลาดกันได้ พร้อมเรียนรู้จากฝ่ายตรงข้าม พร้อมรับความช่วยเหลือ เราจึงควรมีความถ่อมตัวแบบที่ยังเคารพและศรัทธาในความสามารถของตัวเอง

ผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดส่วนใหญ่แล้ว จะมีทั้งความมั่นใจและความถ่อมตัว คือเขาจะเชื่อมั่นในจุดแข็งแต่ก็คำนึงถึงจุดอ่อนเสมอ เพราะเชื่อว่าความมั่นใจทำให้เรานิ่งนอนใจ ในขณะที่ความถ่อมตัวจะทำให้มีทัศนคติแบบมือใหม่ มองอะไรด้วยมุมมองใหม่ๆ ตั้งคำถามในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป และทำให้ตื่นตัวและเติบโตเสมอ

“หลุดพ้นจากความมั่นใจเกินเหตุ”

เราจะหลุดจากวงจรมั่นใจเกินเหตุได้ ด้วยการ Think again คิดแล้ว คิดอีก

การคิดทบทวนไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็น แต่ไม่รู้ทำไม ถ้าเป็นสิ่งของเช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ หรือแม้แต่บ้าน เราพร้อมที่จะเปลี่ยนให้ทันสมัย แต่พอเป็นเรื่องความรู้ ความคิดของเรา ผู้คนมักจะเกาะยึดกับสิ่งเดิมๆ (Seizing) และบางครั้งก็ฝังใจ (Freezing) ซึ่งการยึดติดหรือฝังใจเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้สังเกตเห็นเวลาที่ความคิดหรือความเห็นของเราไม่ถูกต้อง

คนเราคงจะชอบความสบายใจจากการปักใจเชื่อกับความเชื่อเดิมๆ มากกว่าความไม่สบายใจที่ได้จากการเคลือบแคลง สงสัย ยิ่งคนเราฉลาดเท่าไหร่ ก็มีแนวโน้มจะตกหลุมพรางของทัศนคติแบบเหมารวมและเปลี่ยนความเชื่อของตัวเองได้ยากยิ่งขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรคิดแล้ว คิดอีก

“วงจรของการคิดทบทวน และ วงจรของความมั่นใจ”

อคติ มี 2 ประเภท คือ

  1. อคติเพื่อการยืนยันความเชื่อ (Confirmation Bias) เพื่อบอกว่าตัวเองคิดถูก
  2. อคติตามความพอใจ (Desirability Bias) มองเห็นแต่สิ่งที่อยากเห็น .

ถ้าเป็นวงจรของการคิดทบทวน จะเริ่มด้วย ความถ่อมตัว -> การเคลือบแคลงสัย -> การอยากรู้อยากเห็น ->การค้นพบ และก็วนไปที่ความถ่อมตัวใหม่เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ

แต่หากเป็นวงจรของความมั่นใจ จะเริ่มด้วย ความภาคภูมิใจ -> ความเชื่อมั่น -> การมีอคติเพื่อยืนยันความเชื่อ -> การยืนยันความถูกต้อง และก็วนไปที่ความภาคภูมิใจใหม่ ความเชื่อมั่นมากเกินไปทำให้เราติดอยู่ในกรงขังที่เราสร้างขึ้นมาเอง

ความรู้จึงมีด้านที่ต้องคำสาป เพราะมันปิดกั้นความคิดเราต่อสิ่งที่เราไม่รู้ การคิดทบทวนจึงเป็นนิสัยที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆในการใช้ชีวิตในโลกยุคนี้ เพราะถ้าคิดผิด ก็แค่ กลับไปคิดทบทวนอีกครั้ง

“ถกเถียงอย่างมีอารยะ”

ความสับสน เป็นสัญญาณว่ามีดินแดนใหม่ให้เราสำรวจหรือรอปริศนาคลี่คลาย การที่เลี่ยงความขัดแย้งนับว่าเป็นมารยาทที่ไม่ดี เพราะการเงียบเป็นการดูหมิ่นคุณค่าความเห็นของตัวเองและความสามารถในการโต้แย้งกัน อย่าลืมว่าเราสามารถเห็นต่างโดยไม่ทำร้ายกันได้ เพราะการเถียงกันเป็นการยอมพิจารณาความเห็นที่แตกต่างกัน

ความสวยงามการของถกเถียงกันในเรื่องงานคือ ฝั่งที่อยู่ตรงข้ามเราไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นผู้สนับสนุน เมื่อมีใบพัดสองอันหมุนในทิศทางที่แตกต่างกัน ความคิดของเราก็จะไม่ถูกยึดไว้ที่พื้น แต่มันจะพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก มันคงมีบ้างที่เรารู้สึกโมโหกับมุมมองของอีกฝ่าย แต่ถ้าเราคิดทบทวน คิดแล้ว คิดอีก เราอาจพบว่า เราอยากศึกษาเพิ่มเติม เริ่มวิตกกังวล ต่อด้วยตื่นเต้นที่จะได้พิจารณามุมมองใหม่ๆ จนบางครั้งเราอาจรู้สึกยินดีที่คิดผิดด้วยซ้ำ

หนังสือหนาเกือบ 400 หน้า เนื้อหาอุดมไปด้วยกรณีศึกษาต่างๆมากมาย แต่โดยสรุปแล้ว แก่นของเล่มนี้คือ สนับสนุนให้เราทุกคนเข้าสู่วงจรการคิดทบทวน ด้วยการปลูกฝังความถ่อมตัวทางปัญญา ปล่อยให้ความเคลือบแคลงสงสัยทำงาน บ่มเพาะอยากรู้อยากเห็น ค้นคว้าข้อมูลแทนที่จะบริโภคมันอย่างเดียว และอย่าตกเป็นเหยื่อของวงจรความมั่นใจมากเกินไปจนทำให้พลาดโอกาสในการคิดทบทวน

ถ้าเราไม่เคยย้อนดูตัวเองและคิดว่า ตัวฉันเมื่อปีที่แล้วนี่โง่ชะมัดเลย ก็แสดงว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนักในปีที่ผ่านมา นั่นอาจหมายถึงสัญญาณว่าเราคงต้อง Think Again คิดแล้ว คิดอีก กับอนาคตของเราต่อจากนี้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

131 – คำถามสำคัญกว่าคำตอบ

131

คำถามสำคัญกว่าคำตอบ

หลายคนบอกว่าเราต้องหา“คำตอบ”ของชีวิตให้เจอ เราจะทำแบบนั้นได้อย่างไรถ้าเราไม่เคยตั้งคำถามให้กับชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าคนที่จะตอบได้ดีที่สุดก็คือตัวเรานั่นเอง

อย่างที่เคยบอกว่า หนังสือของหนุ่ม เมืองจันท์ ทำให้ฉุกคิดมุมมองในการใช้ชีวิตได้เสมอ เล่มนี้แค่คำโปรยหลังปกก็กินใจมากแล้ว เขาเขียนไว้ว่า คำถามที่ดีจะนำไปสู่คำตอบที่ดี คำถามที่ถูกต้องจะพาให้เราไปเจอคำตอบที่ถูกต้อง คำถามเป็นการบอก “ทิศ” ที่เราจะมุ่งหน้าไป ส่วนคำตอบคือการบอก “ทาง” ถ้าทิศผิด ทางก็ไม่มีวันถูกต้อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเบื่องาน บางคนอาจตั้งคำถามว่า “จะลาออกดีไหม” คำถามนี้มีทางเลือกแค่จะออกหรือไม่ออก แต่ถ้าเราตั้งคำถามใหม่เป็น “ทำอย่างไรดีถึงจะเบื่องานน้อยลง” มีไฟมากกว่าเดิม ทิศของคำถามนี้ทำให้ทางของคำตอบเปลี่ยนไป ไม่มีคำว่าลาออกในโจทย์นี้ มีแต่จะหาวิธีที่ทำให้จุดไฟในการทำงาน

เช่นเดียวกันกับความรัก ถ้าทะเลาะกัน แล้วตั้งคำถามว่า “จะเลิกเลยดีไหมนะ” คำตอบก็พาไปสู่ทางที่จะเลิก หรือไม่เลิก แค่นั้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น “จะทำอย่างไรถึงจะทะเลาะกันน้อยลง” คำตอบก็จะไม่พาเราเข้าใกล้จุดจบของความสัมพันธ์นั้นเลย มีแต่จะเสาะหาวิธีที่ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

นี่คือคำตอบของชื่อหนังสือเล่มนี้ ว่าทำไม “คำถาม” จึงสำคัญกว่า “คำตอบ”

ข้อคิดที่ได้จากเล่มนี้มีมากมาย ขอเอามาฝากดังนี้

*โลกนี้ไม่มีความเงียบโดยสมบูรณ์ ยังไงก็ยังได้ยินเสียงของระบบประสาทหรือเสียงของการไหลเวียนเลือดของสิ่งมีชีวิต จริงๆแล้ว “เสียง” และ “ความเงียบ” ไม่มีอะไรแตกต่างกัน มีเพียงแค่ “ความคิด” ที่จะเอาใจใส่ ต่อการรับฟังเท่านั้นเป็นผู้ตัดสินว่าจริงๆแล้ว เสียงนั้นดังหรือเบา ถ้าเราใส่ใจ เสียงนั้นก็ดัง แต่ถ้าเราไม่ได้ใส่ใจ เสียงนั้นก็เบาจนไม่ได้ยินไปเอง

*คำว่า “อด” แปลว่า อยากได้ แล้วไม่ได้ แต่ “ทน” แปลว่า ไม่อยากได้แต่มันดันได้มา เช่น ไม่อยากว่างงาน ไม่อยากร้อน ไม่อยากจนถ้าเราสามารถอยู่กับความรู้สึกอดทนแบบนี้ได้ก็จะกลายเป็นคนอีกระดับที่มีศักยภาพสูงกว่าคนทั่วไป

*คนเรามี 2 จุดในการตั้งคำถาม คือ “จุดยืน” กับ “จุดสนใจ” การตั้งคำถามในการแก้ปัญหาไปในทางที่แสดงออกถึงจุดยืนของเรา อาจทำให้มีคนไม่เห็นด้วย เช่น การถามว่า “เราควรสร้างเขื่อนหรือไม่” เป็นการจุดยืนว่าจะสร้าง หรือไม่สร้าง คนก็จะแตกออกเป็นสองกลุ่มทันที แต่ถ้าตั้งคำถามที่ “จุดสนใจ” เช่น “เราจะบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำตรงนี้อย่างไรดี” ก็อาจทำให้คุยกันได้ ตกลงกันได้ หาทางแก้ไขปัญหาด้วยกันได้  ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจไม่ต้องสร้างเขื่อนก็ได้ แต่อาจเป็นวิธีอื่นที่ทั้งสองฝ่ายห็นตรงกัน

*สำหรับผู้บริหารแล้ว อย่าตัดสินที่ตัวเลข รายงาน หรือ ผลวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่อย่าลืม six sense เสียงกระซิบ ที่เป็นสัมผัสที่หกที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ด้วย

*ความสำเร็จมากจากความ “ไม่รู้” และ “ความอยากรู้” ความอยากรู้จึงเป็นเหมือนตัวดึงดูดกระแสธารความรู้ที่ไหลลงสู่ยอดเขา และความถ่อมตัวจากความไม่รู้เปรียบเสมือนการทำตัวลดระดับต่ำกว่าพื้นราบเป็นแอ่งน้ำที่กักเก็บความรู้

*ต้นทุนความผดพลาดนั้นแพงมาก เราจึงควรต้องเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะถ้าคนอื่นรับรู้ก็เหมือนเป็นการเฉลี่นต้นทุนออกไป

*จงเลือกสนามแข่งเอง อย่าไปสู้ในสนามที่เราเสียเปรียบ แต่เลือกสนามที่เราเหนือกว่า

*น้ำตาของคนประกอบด้วยน้ำ 1% ที่เหลือคือความรู้สึกล้วนๆ เช่นเดียวกับการพิชิตเทือกเขาเอเวอร์เรส มีส่วนประกอบจากความแข็งแกร่งของร่างกาย เพียง 1 % ที่เหลือคือความอดทนของใจ

*พื้นที่ ณ จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอร์เรสอาจเล็ก ยืนได้เพียงคนเดียวไม่เหลือที่พอให้คนรอบข้าง ในขณะที่มียอดเขามากมาย ที่แม้จะไม่สูงเท่า แต่ปลายยอดนั้นกว้างพอสำหรับหลายคน เช่น คนรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง เทือกเขาที่ไม่ได้สูงที่สุดนี้อาจมีเสห่น์ มากกว่าเอเวอร์เรสก็ได้

เป็นเล่มที่อ่านง่าย แต่ทิ้งร่อยรอยความคิดให้กลับมาคิดต่อได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

130 –  อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

130  อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

 “การคุยเล่น” ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่นับเป็น “ทักษะ” อย่างหนึ่ง เพิ่งมารู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวช่วยให้คนเก่งๆเค้าอยู่แนวหน้าหรือยิ่งไปกว่านั้น ก้าวไปสู่ระดับสูงในวงการของตัวเอง

เล่มนี้เขียนโดย ยาซุดะ ทาดาชิ ประธานบริษัทที่ปรึกษาฝึกอบรม และอาจารย์พิเศษประจำคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะ เขียนได้ออกมาไหลลื่น อ่านง่าย ย่อยง่าย กระชับ นำเอาไปลองใช้ได้จริง

ทักษะการคุยเล่น เป็นทักษะที่เราได้ใช้บ่อยมากกว่าทักษะอื่นๆด้วยซ้ำ เพราะเป็นประตูสู่ความสัมพันธ์ เป็นจุดเริ่มต้นให้คนยอมรับตัวเรา ถ้าทำจนเห็นผลลัพธ์ มันช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น ลดจำนวนคนที่รู้สึกว่าคุยด้วยยาก กล้าปรากฎตัว ทำความรู้จักผู้คนที่น่าสนใจ สีหน้าสดใส น่าเข้าหา และมีโอกาสดีๆวิ่งเข้าหาตลอด รวมๆแล้วคือถ้าเราประสบความสำเร็จในการสื่อสารก็จะเกิดผลกระทบดีๆต่อชีวิตเราเอง

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทาดาชิบอกว่า คนที่อยู่ชั้นแนวหน้า เค้ามีทักษะคุยเล่นกันหมด แม้ว่าไม่ได้มีมาแต่เกิด แต่ก็ปรับตัว ฝึกจนชินจนสามารถถ่ายทอดเสน่ห์ในตัวออกมาได้ในที่สุด

*วิธีเริ่มต้นคุยเล่นแบบชั้นแนวหน้า

ให้สร้างสัมพันธ์โดยการนำเสนอตัวเองในระดับที่พอเหมาะ ไม่โอ้อวดตัวเอง และกล้าเล่าข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ จะทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้น

เราสามารถเลียนเสียงและภาษกาย ท่าทาง เพื่อให้สิ่งที่พูดฟังดูน่าสนใจเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น

ถ้าไม่ได้ฝึกพูดมา ( อย่างน้อยสามรอบ  ) ก็ไม่มีทางด้นสดได้ดี  ดังนั้น เตรียมเรื่องราว หรือมุกที่ตั้งใจพูด ซ้อมไว้เพื่อด้นสดได้เป็นธรรมชาติ

ลองเปลี่ยนการคุยเล่นแบบไร้แบบแผน เรื่อยเปื่อย มาเป็นคุยเพื่อ บรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่าง

คนทั่วไปชอบใช้เสียงต่ำ ระดับ “โด เร มี” ในการพูดคุย แต่ให้ลองใช้เสียงระดับ “ฟา” “ซอล” เพราะเป็นเสียงที่ทำให้รู้สึกดี

ลองพูดว่าฝากเนื้อฝากตัวด้วย ช่วงต้นสนทนา ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี ไม่มีใครเกลียดคนที่อ่อนน้องถ่อมตนตั้งแต่แรกเจอลงหรอก

*ต้องใช้หัวข้อสนทนาแบบไหน การคุยเล่นจึงจะสนุกสนาน

ถ้าสงสัยว่าต้องใช้หัวข้อสนทนาแบบไหนถึงจะคุยเล่นได้สนุกสนาน ให้ลองใช้แกนสนทนา 2 แกน (แนวตั้งและแนวนอน) แกนตั้งคือความลึกของเนื้อหาการสนทนา ส่วนแกนนอนคือความหลากหลายของหัวข้อสนทนา โดยที่ขณะคุยกัน ลองเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ (พูดตามแกวนอน) แล้วสังเกตดูว่าคู่สนทนาสนใจเรื่องไหน เมื่อพบแล้วจึงพูดคุยเรื่องนั้นแบบลงลึก (พูดตามแกนตั้ง)

หัวข้อที่เหมาะในการคุยเล่น ควรเลือกที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคนอื่น ไม่ต้องเจาะจงพูดถึงใครเป็นพิเศษ (อย่างนั้นจะกลายเป็นนินทาไป) โดยเลือกหัวข้อกลางๆ เช่น ข้อมูลบริษัทของอีกฝ่าย สภาพอากาศ สุขภาพ งานอดิเรก  หรือเรื่องที่มีจุดร่วมกับอีกฝ่าย แต่ต้องระวังไม่ให้การคุยเล่น กลายเป็นการถกเถียง

คนเรามีความสนใจแตกต่างกัน การพูดเรื่องที่ประโยชน์กับอีกฝ่ายให้เขาเอาไปใช้ด้จริง ย่อมดีกว่าความรู้เบ็ดเตล็ดทั่วๆไป แต่ต้องระวังอย่าพูดไปในทางโอ้อวดสิ่งที่ตัวเองรู้ ซึ่งเราสามารถหาข้อมูลเพื่อพัฒนาทักษะการคุยเล่นได้จาก ข่าว หนังสือพิมพ์ หรือขัดเกลาสิ่งที่เราถนัด จนเราสามารถพูดคุยในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญในวงการตัวเอง เราก็จะได้รับความไว้วางใจจากคนอื่น

*วิธีฟังที่ทำให้คู่สนทนาเปิดใจโดยไม่รู้ตัว

เลี่ยงคำพูดตอบรับที่ฟังแล้วเหมือนไม่ได้มีส่วนร่วมกับอีกฝ่าย เช่น “อย่างนี้นี่เอง” “นั่นสินะ” แต่ให้พูดแนวที่ฟังแล้วรู้ว่าเราใส่ใจคู่สนทนา ทำให้เค้ารู้สึกมีค่า เช่น “สมแล้วที่เป็นคุณ” “ไม่เคยรู้มาก่อนเลย” “รสนิยมดีจัง” เวลาสนทนากันก็ต้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอ่อนโยนและตอบรับเป็นช่วงๆ  พยักหน้าแรงๆเมื่อถึงช่วงจริงจัง และอยู่นิ่งๆเมื่อถึงตอนไม่สำคัญ ( อ๋อ เอ๋ ค่ะๆ/ครับๆ อืม สมกับเป็นคุณ อื้อ สุดยอดไปเลย ) และจะดียิ่งกว่านี้หากเราสามารถบอกความคิดเห็นสั้นๆของเราไปด้วย

ถ้าอยากให้เค้าอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เราก็อาจทวนคำพูดของอีกฝ่ายในรูปแบบคำถามก็ได้ หรือทำให้อีกฝ่ายอยากคุยด้วยการถามแนวๆว่า “คุณทำอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า” เพื่อขยายขอบเขตการสนทนาให้เค้าเล่าเรื่องตัวเอง คนเรามักชอบที่จะได้รับคำชมในสิ่งที่ตัวเองทำเป็นกิจวัตร หรือเราอาจตั้งคำถามที่ดึงภูมิหลังหรือความทรงจำของอีกฝ่าย ถ้าเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งของ เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา ให้พุ่งเป้าการสนทนาไปที่ “เจ้าของ” ไม่ใช่ “สิ่งของ” และพยายามเลี่ยมคำถามแนวๆ “ทำไมล่ะ” เพราะสร้างความกดดันให้คนตอบ

หากการสนทนาดำเนินมาถึงหัวข้อที่เราไม่ถนัด หรือไม่เข้าใจ การที่เราแกลังทำเป็นเข้าใจ จะหมายถึงเรา “ไม่ใส่ใจ” แต่การถามอย่างกะตือรือร้น ผสมกับบอกความคิดเห็นของไปด้วย และสรุปคำตอบของอีกฝ่ายตอนท้าย จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเรา “ตั้งใจฟัง” เมื่อจบการสนทนาแล้วให้จดโน๊ตการคุยเล่นทันทีเพื่อบันทึกความทรงจำ เราควรจำข้อมูล ที่จำเป็นต่อการลดระยะห่างระหว่างกัน

*วิธีที่ช่วยให้สามารถลดระยะห่างได้ทันทีที่เจอกัน

2 วินาที คือช่วงเวลาที่ตัดสินความประทับใจแรกพบ ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนไม่รู้จักกันอย่างดีมาก่อน ไม่มีใครอยากพบปะคนสกปรกหรือเชยเฉิ่ม รวมไปถึงภาษากายที่ปิด ดูแล้วหม่นหมองไร้พลัง เราสามารถดึงดูดความสนใจคู่สนทนาด้วยการเล่าเรื่องเกินจริงเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่การโกหก แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจมากขึ้น หากสนทนาไปเจอช่วงที่ความคิดเห็นขัดแย้งกันให้พูดว่า ตัวเองไม่ทันได้คิดให้รอบคอบเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโต้งแย้ง หากต้องการชม ให้ชมพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองละสายตามองไปที่อื่นเพราะอีกฝ่ายจะรู้ว่าจริงใจกว่ามองหน้าแล้วชมอย่างโจ่งแจ้ง

*วิธีคุยเล่น ในการเจอกันครั้งถัดไป ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

คนส่วนใหญ่ลดกำแพงระยะห่างได้แค่ในครั้งแรกและก็ห่างเหินกันเมื่อเจอกันใหม่ ต้องมารีเซ็ทกันอีกรอบ จึงควรเข้าหาอีกฝ่ายและชวนคุยอย่างกะตือรือร้นถึงเรื่องที่เคยคุยกันครั้งก่อน (เป็นที่มาว่าทำไมถึงแนะนำให้จดโน๊ตเรื่องที่คุยเล่นไว้) เราอาจสร้างความประทับใจเพิ่มด้วยการหาของฝากราคาไม่แพงติดมือไปด้วยเมื่อเจอกันครั้งต่อมา ให้ความสำคัญกับการลงแรงและเวลาในการหาของฝากอย่าไปดูที่มูลค่าเป็นตัวเงิน หากโทรคุยกัน ก็ให้คุยด้วยความรู้สึกคิดถึง ใช้น้ำเสียงเดียวกับเวลาคุยกับเพื่อนที่คบมานาน

*วิธีพูดเข้าประเด็นสำคัญต่อจากการคุยเล่น

หลักการคือต้องรักษาบรรยากาศดีๆของการคุยเล่นขณะพูดประเด็นสำคัญ  การที่จู่ๆพูด “ว่าแต่ว่าวันนี้…” เป็นการทำลายความต่อเนื่องของการสนทนา อีกฝ่ายก็จะระแวงว่าหลังจากนี้จะเป็นอะไร ต้องการขายอะไร จะเอาอะไรจากฉัน ดังนั้น ให้เราปรับเป็นคำพูดที่มันลื่นไหล เป็นธรรมชาติ เช่น “จากที่คุยกันเมื่อกี้ทำให้นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้…” หรือ “เท่าที่ฟังมา ฉันคิดว่าน่าจะช่วยคุณได้…”  เป็นต้น เราควรฝึกเชื่อมโยงเพื่อให้เข้าประเด็นสำคัญจากการคุยเล่น เราสามารถทำให้อีกฝ่ายตั้งใจฟังมากขึ้นจนอยากจดโน๊ตเลยคือการบอกเนื้อหาโดยรวมในทำนองว่าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้มีอยู่ X ข้อ และสรุปประเด็นสั้นๆ หากอีกฝ่ายใช้ความคิดอยู่ ให้รอด้วยสีหน้าอ่อนโยนและไม่ต้องไปกลัวความเงียบ ไม่ต้องพูดแทรก ต่อให้อีกฝ่ายฏิเสธ แต่เขาก็จะรู้สึกประทับใจซึ่งส่งผลดีต่อการคุยเล่นและการพูดประเด็นสำคัญในคราวหน้าที่เจอกัน

*ฝึกคุยเล่น

เราสามารถฝึกคุยเล่นในชีวิตประจำวันได้ ยุคนี้การทักคนแปลกหน้าเป็นเรื่องยาก อาจเริ่มจากการถามคนที่อยู่ในลิฟต์ว่าไปชั้นไหน ฝึกพูดคุยเล็กๆน้อยๆ ที่ฟังแล้วเป็นคำพูดที่รู้สึกดีกับพนักงานตอนจ่ายเงิน ตอนเรียกพนักงานใช้เสียงที่กังวานในโพรงจมูกและปาก เราอาจลองไปร้านทำผมที่ไม่เคยไป คุยกับคนขับแท็กซี่ ไปงานเลี้ยงที่มีคนรู้จักน้อยเพื่อฝึกการคุยเล่น แม้กระทั่งลองคุยเล่นกับคนที่คิดว่ารับมือได้ยาก เล่าเรื่องที่ตัวเองเรียนรู้มาให้เพื่อนร่วมงานฟัง และอาจถึงขั้นอาสาเป็นพิธีกรงาน หรืองานที่ต้องกล่าวสุนทรพจน์ (เพราะคนทั่วไปคิดว่าสุนทรพจน์มันเป็นเรื่องน่าเบื่ออยู่แล้ว ถึงแม้เราพูดได้ไม่ดีก็ไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่)

เล็มนี้ขนาดเล็กกระทัดรัด อ่านจบภายใน 2 ชั่วโมง แต่พบว่าอัดแน่นไปด้วยเทคนิคดีๆมากมาย ทำให้เชื่อว่า การคุยเล่นนั้นสำคัญจริงๆ ในยุคที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจกระชับความสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจ เพราะมัวแต่หมกมุ่นก้มหน้าอยู่กับมือถือตัวเอง

แม้ว่าคนเราจะมีฐานะทางสังคมต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วเวลสนทนากัน มันจะเป็นเรื่องระหว่างคนกับคนเท่านั้น ซึ่งคุณภาพของความสัมพันธ์จะเป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นคนน่าไว้วางใจหรือไม่ ถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรง ไม่ใช่แค่ผิวเผิน ชีวิตก็จะมีแต่โอกาสดีๆวิ่งเข้าหา เพราะหลายๆครั้งโอกาสก็มาพร้อมกับผู้คนรอบตัวเรานั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

129 – Future Mindset – เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้

129

Future Mindset – เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้

หลังจากอ่าน The Lost Skill ทักษะที่หายไปในศตวรรษที่ 21 แล้วก็ไปตามเก็บหนังสือของ ศาสตราจารย์ ดร. นภดล ร่มโพธิ์ อาจารย์ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะทราบมาว่าอาจารย์เป็นนักอ่านตัวยง มีสรุป และทำ Podcast แนะนำหนังสือมากมาย ถ้าสนใจไปติดตามต่อได้ที่ facebook page : Nopadol’s story

พอได้อ่าน “Future Mindset – เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้” จบ กลายเป็นว่าชอบมากกว่าเล่ม The Lost Skill อีก เพราะเล่มนั้นจะลงลึกแค่ทักษะที่หายไป แค่จัดสรรเวลาไปเติมทักษะนั้นก็น่าจะโอเคแล้ว แต่เล่มนี้เล่าถึงวิธีคิดซึ่งเอาไปใช้ได้จริงในโลกการทำงานยุคใหม่ อ่านไปก็พยักหน้าเห็นด้วยไปยังเสียดายที่น่าจะได้อ่านเร็วกว่านี้ เพราะในยุคที่โลกหมุนไวมาก ไม่ใช่แค่ความรู้ หรือทักษะที่ล้าสมัย แต่ “วิธีคิด” ของเราก็อาจล้าสมัยได้ด้วยเช่นกัน ต่อไปนี้เป็นข้อคิดที่ชอบจากหนังสือเล่มนี้

  • Don’t follow your passion แต่ให้ follow your effort แทน เพราะการทำสิ่งที่เราทำได้ดี ทำไปเรื่อยๆจะเก่งขึ้นเองและความชอบก็จะตามมาเอง บางครั้งการทำตามความฝันอาจเป็นการทำลายความฝันของเราไปหากพบว่าเราต้องบังคับตัวเองให้ทำเป็นงานหลัก ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่มี passion ในการเข้าครัวทำอาหารจะต้องเป็นเชฟ หรือคนที่ชอบฟุตบอลมากๆ จะต้องเป็นนักฟุตบอล
  • ปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอด และด้วยทรัพยากรที่จำกัด เราควรโฟกัสที่ ปัญหา 20% ที่สร้างผลกระทบ 80% ของความเสียหายทั้งหมด การจะหาให้เจอ ให้ใช้ P-I Matrix คือการวัดสองด้าน P -Performance ระดับของผลการดำเนินงาน และ I = Importance ระดับความสำคัญ จะจัดกลุ่มได้ดังนี้
    • เราทำได้ดีมาก และสิ่งนั้นสำคัญมาก – รักษาระดับไว้
    • เราทำได้ดีมาก แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญ – ทุ่มเทผิดที่ เอาเวลาไปทำสิ่งสำคัญดีกว่า
    • เราทำได้ไม่ดี และสิ่งนั้นไม่สำคัญ – ปล่อยไว้ ไม่เป็นไร หรือเอาไปให้คนอื่นทำ
    • เราทำได้ไม่ดี และสิ่งนั้นสำคัญมาก – ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน พยายามลดสิ่งที่ตกอยู่ในข้อนี้ให้มากที่สุด

              ให้โฟกัสที่ข้อ 1 กับ 3 คนสำเร็จไม่ได้มีเวลามากกว่าคนอื่น แต่เลือกใช้ทรัพยากรและเวลา อย่างถูกจุด

  • Benchmarking คือทางลัดของความสำเร็จ ถ้าปัญหาที่เราเจอไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ต้องเปลืองแรงและเวลาระดมคนมาแก้ปัญหา แต่ให้ไปหาว่าคนที่เค้าเจอปัญหาแบบนี้มาก่อนแก้ปัญหาอย่างไร เราเลยแค่ไปเทียบเคียงและเอาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดมาปรับใช้
  • หาภาวะลื่นไหล (Flow) ของเราให้เจอว่าอยู่ช่วงไหน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ Productivity เกิดขึ้นสูงสุด มันจะเป้นช่วงเวลาที่เราบางสิ่งบางอย่างจนเพลินลืมเวลา และพบว่างานเดินหน้าไปเร็วมากโดยไม่รู้ตัว บางคน flow อยู่ช่วงเช้ามืดเพราะปราศจากสิ่งรบกวน บางคนอยู่ช่วงหัวค่ำเพราะงานเสร็จหมดแล้ว สมองโล่ง เป็นต้น
  • ถ้าอยากได้ผลลัพธ์มากในเวลาจำกัด อย่าลืมกฎของ Pareto 80/20 เลือกดีๆว่างานไหนสำคัญจริงๆ เพราะต้องยอมรับว่าเราไม่อาจทำทุกเรื่องในระดับที่ดีที่สุดได้
  • ประชุมให้มีประสิทธิภาพ ให้มีแต่เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเข้า มี Agenda ชัดเจน ตรงต่อเวลา เตรียมข้อมูลมาก่อน พูดให้อยู่ในประเด็น ประชุมเสร็จแล้วควรมีการลงมือทำ และอย่าใช้อารมณ์
  • เลิกวัฒนธรรมทำงานดึก ให้ Work Smart not Work Hard แทน ถ้าพบว่าพยายามแล้ว งานก็ยังเยอะจนต้องอยู่ดึกๆ บริษัทจะมีแต่เสียกับเสีย เพราะต้องจ่าย OT ค่าล่วงเวลาแลกกับชั่วโมงการทำงานที่ Productivity ต่ำ เป็นบ่อยๆอาจต้องพิจารณาจ้างคนเพิ่มอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้
  • เทคนิคจัดการเวลา คือ เลือกงานที่จะทำ จัดลำดับความสำคัญ เลือกเวลาในการทำงาน  (งานยากๆไว้ตอนเช้า เพราะเรายังมี Willpower เต็มเปี่ยม) ส่วนเช็คเมล์หรือดู Social เก็บไว้ทำตอนเราเหนื่อยจากงาน ถือว่าเป็นการพักไปในตัว ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เช่น ฟัง Podcast ฝึกภาษาระหว่างออกไปเดินออกกำลังกาย เลือกทางที่ทำให้บรรลุเป้าหมายโดยใช้เวลาน้อยที่สุด เช่นเรียนออนไลน์แทนเดินทางฝ่ารถติดไปเรียนถ้าคุณภาพไม่ต่างกัน แบ่งงานให้คนอื่นทำ เช่นไม่เก่งเรื่องออกแบบก็จ้างมืออาชีพทำ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และต้องรู้จักปฏิเสธแบบ win-win ด้วย
  • คนเรามักกลัวความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่ากลัวว่า “โอกาส” จะหายไป เช่น เรากลัวไฟไหม้บ้าน กลัวสุขภาพเสื่อม กลัวรถโดนเฉี่ยวชน แต่เราไม่กลัวเวลาที่ใช้แบบเรื่อยเปื่อยว่าจะขโมยโอกาสดีๆมากมายไป เราจึงต้องบริหารโอกาสให้เป็น เวลาเลือกทำอะไรสักอย่างถ้ามีโอกาสสำเร็จสูงและถ้าทำสำเร็จ แล้วจะดีกับชีวิตเรามาก อย่าปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดไป
  • โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่ใจเราต้องการทุกเรื่อง เราจึงต้องมี GRIT กับสิ่งที่เรารัก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ว่าเค้ามี IQ สูง หรือบ้านรวยมาก่อน แต่มาจากการมี passion (ความลุ่มหลง) และ Perseverance (ความอดทนไม่ย่อท้อ) เพราะถ้าไม่มีความอดทนทำอย่างต่อเนื่องก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
  • เวลาจะทำอะไรให้ได้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์แบบเราอาจต้องทุ่มเวลาและทรัพยากรมหาศาล แต่หลายสิ่งก็อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป เช่นเราตั้งเป้าว่าจะให้ลูกค้าพึงพอใจ 100% ถ้าได้มา 95 % แล้วมันแปลว่าคนที่เหลืออยู่ 5% ต้องการอะไรมากกว่านี้ เช่น ราคาถูกกว่านี้ วัสดุดีพรีเมียมกว่านี้ ถ้าเราทำตามความต้องการของลูกค้าทุกคนเพื่อความสมบูรณ์แบบ ผลก็จะจบที่ทุกคนชอบสินค้าเราแต่เราขาดทุน เหมือนกับคนที่เกียรตินิยม เขาไม่ได้คะแนนเต็ม 100 วิชาเดียวแล้วได้ 0 วิชาอื่น แต่คือคนที่ได้คะแนนสูงๆ ทุกวิชาต่างหาก
  • อย่าเป็นคน NATO – No Action Talk Only ชอบวิจารณ์เชิงตำหนิ ชอบประชุม แต่ไม่ลงมือทำ ไม่มีผลงานชัดเจนว่าทำอะไรบ้าง เพราะคนแบบ NATO จะเป็นตัวถ่วงความเจริญขององค์กร
  • งานในฝัน จะมีลักษณะแบบนี้ มีอิสระสูง ตรงกับความเชี่ยวชาญของเรา ให้คุณค่ากับคนจำนวนมาก สร้างรายได้ให้เราดี
  • เราคงบริหารจัดการเวลาได้ถ้าเรามีแต่ yes อย่างเดียว ต้องรู้จักเทคนิคปฏิเสธงาน โดยใช้ Yes-No-Yes! คิอต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงจะปฏิเสธ แล้วอธิบายด้วยเหตุผลว่าทำไรเราถึงจะ No และปิดท้ายด้วย Yes ของอีกฝ่ายคือให้เวลาและอำนาจในการตัดสินใจให้เขาเลือกเอง
  • คนสำเร็จ กับ คนล้มเหลว ต่างกันแค่คำว่า “จะ” คนสำเร็จจะพูดคำนี้แค่ครั้งสองครั้ง พอต่อมาเราจะไม่ได้ยินเค้าพูดแล้วเพราะเค้าได้ลงมือทำแล้ว แต่คนล้มเหลวจะมี  “จะ” อยู่เรื่อยไป ทั้งเรื่องเดิมและเรื่องใหม่ๆ
  • หยุดพักเป็นช่วงๆ เช่น ทำงาน 20 นาที พักสายตาสักแป๊บนึงมองไปที่ไกลๆสัก 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที หรือถ้าเริ่มล้า ให้งีบหลับ15-25 นาทีจะทำให้สมองสดชื่นขึ้น อาจจะเบรคโดยการไปคุยกับคนอื่นหรือหาอะไรฟัง สัก 10 นาที
  • ปัจจัยที่ทำให้ทีมทำงานสำเร็จ คือการทำงานสอดประสานกัน (Synchronization) ซึ่งอาจฝึกได้จากกิจกรรมเหล่านี้ ฝึกร้องคอรัส ฝึกวิ่ง ฝึกพายเรือลำเดียวกัน ฝึกเต้น เรียนโยคะ ทำอาหารด้วยกัน
  • หัวหน้าสามารถทำให้ทีมทำงานได้ดีขึ้นโดยการ ตอบอีเมล์ให้เร็ว เล่าเรื่องที่เคยประสบความล้มเหลว สร้างกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นทีม เช่นร้องเพลงร่วมกัน เล่นกีฬาสี ทำ Jigsaw Classroom แบ่งคนแต่ละกลุ่มให้ไปศึกษาเรื่องต่างๆกัน
  • เวลาที่เราเริ่มทำบางสิ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สถานการณ์ที่เราควรเริ่มเป็นคนแรก คือ เมื่อเราไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ถูกเลือกอยู่แล้ว เมื่อคู่แข่งมีจำนวนไม่มาก ถ้าต้องสัมภาษณ์กับคนอื่นๆที่เก่งกว่า ในทางกลับกัน เราไม่ควรเริ่มเป็นคนแรก ถ้าเรามักเป็นคนที่เขาจะเลือกอยู่แล้ว เมื่อมีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมาก เมื่อต้องเข้าแข่งขันในกรณีที่มีข้อมูลไม่มากนัก และเมื่อต้องเข้าแข่งกันกับคนที่ไม่เก่งมากนัก
  • จากหนังสือ When ของ Daniel Pink แบ่งคนออกมาเป็น 3 ประเภท คือ
    • นกลาร์ค แทนคนที่นอนเร็วตื่นเช้า บนโลกมีประมาณ 14 %
    • นกฮูก แทนคนนอนดึก ตื่นสาย มีประมาณ 21%
    • นกประเภทที่สาม (Third Bird) กึ่งกลางระหว่างสองประเภทแรก คนส่วนใหญ่กว่า 65% อยู่ในกลุ่มนี้
Source : Daniel Pink

โดยวิธีเช็คคือ เอาเวลาเข้านอนและเวลาตื่นหาจุดกึ่งกลาง ถ้าจุดกึ่งกลางอยู่ระหว่าง เที่ยงคืนถึงตีสาม คือนกลาร์ค ถ้าเป็นตีสามถึงตีห้าครึ่ง เป็น Third Bird ถ้าหลังจากตีห้าครึ่งถึงเที่ยงวันเป็นนกฮูก

เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นนกประเภทไหน เราก็จะเลือกทำงานที่ต้องการสมาธิและใช้การคิดวิเคราะห์มากๆได้ถูกต้องตามธรรมชาติของเรา เช่นถ้าเราเป็นนกลาร์คเวลาที่เหมาะทำงานสำคัญอยู่ในช่วงเช้า นก Third bird ควรทำตอนสายๆก่อนเที่ยง สำหรับนกฮูกจะอยู่ช่วงบ่ายๆ และผลวิจัยบอกว่า คนส่วนใหญ่จะอารมณ์ดีตอนเช้า และเพิ่มขึ้นจนถึงเที่ยง แต่พอตกบ่ายจะค่อยๆลดลงจนถึงบ่ายสามและค่อยกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง (ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นนกฮูก เวลาก็จะขยับออกไป) ดังนั้นเราต้องปรับตัวตามประเภทที่เราเป็นและคนที่เราจะคุย

  • โลกการทำงานมี 2 ใบ คือ ต้องอย่าเอามาปนกัน

โลกทางตลาด (Market Norms) เป็นโลกที่ไว้และเปลี่ยนระหว่างเงินกับสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เธอทำสิ่งนี้ให้ฉัน ฉันจะให้เงินเธอ และ โลกทางสังคม (Social Norms) คือโลกที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เช่นเราช่วยเพื่อนวันนี้ วันหน้าหากมีโอกาสเพื่อนอาจจะช่วยเราบ้าง จำไว้ว่าเงินไม่อาจทำให้แรงจูงใจที่เกิดจากโลกทางตลาดมาชดเชยแรงจูงใจที่เกิดจากโลกทางสังคม ถ้าจะจูงใจคน ต้องดูก่อนว่าเขาอยู่ในโลกใบไหน

  • สิ่งที่ทำให้เราพอจะสู้กับ AI ได้คือ ทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการบริหารจัดการคน ทักษะการประสานงานกับคนอื่น ความฉลาดทางอารมณ์ ความสามารถในการตัดสินใจ การบริการ การต่อรอง การยืดหยุ่นทางความคิด ดังนั้นอย่ารอให้ AI มาทำงานแทนเรา ก็ต้องปรับตัวกันไป

งานเขียนของอาจารย์นพดลเป็นสิ่งที่ตกผลึกจากประสบการณ์จริง จากการอ่านหนังสือดีๆหลายๆเล่ม ถ้าเราสนใจในถนนสายพัฒนาตัวเอง การได้เสพงานของกูรูที่ถ่ายทอดมาให้เราได้ย่อยง่ายๆนับว่าเป็นเรื่องที่ควรค่าที่จะสละเวลาของเรา เล่มนี้อ่านวันเดียวจบ ใช้เวลาน้อยกว่าดูซีรีย์ตอนนึงอีก ลองดูแล้วกันเนอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#FutureMindset #เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้

128 – คนที่เก่งขึ้นทุกวันเขาทำงานด้วย Mindset แบบนี้

128

คนที่เก่งขึ้นทุกวันเขาทำงานด้วย Mindset แบบนี้

หน้าปกไม่ดึงดูดใจเท่าไหร่ แต่ชื่อหนังสือและโปรไฟล์คนเขียนทำให้หยิบเล่มนี้มาจ่ายตังโดยไม่คิดมาก เป็นหนังสือแปลจากภาษาเกาหลีที่เขียนโดย ชเวฮเยอึน และจัสมิน ฮัน ผู้เป็นนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบชีวิตการทำงาน

“มนุษย์ทุกคนไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ถ้าปราศจากงาน” ถ้าไม่มีงาน ชีวิตเราจะน่าเบื่อและไร้ความหมาย เหมือนหายใจทิ้งไปวันๆรอวันสิ้นอายุขัย

อย่ามองว่า “งาน” ในที่นี้ หมายถึงงานที่ทำเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น งานดูแลบ้าน สวน งานฝีมือ จิตอาสา ก็นับว่าเป็นงานทั้งนั้น งานมีทั้งงานที่ดี และงานที่ไม่ดี ถ้าอยากใช้ชีวิตให้มีความหมาย จงเลือกทำแต่งานที่ดี สุจริต และไม่ขัดต่อค่านิยมตัวเอง

“งาน” คือการสร้างสรรค์ ตัวเราเองเป็นผู้รับผิดชอบงาน แต่ “การใช้แรงงาน” คือการทำตามคำสั่ง ที่ตัวเราเป็นผู้ถูกงานเบียดเบียน ต้องลองพิจารณาดูว่าจริงๆแล้ว เรากำลังทำงานหรือใช้แรงงานกันแน่

ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร อยู่ในอุตสาหกรรมไหน เป็นงานประเภทอะไรก็ตาม จงเป็นนักออกแบบงาน เพราะความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการใช้ชีวิตเป็นนักออกแบบงานคือ อิสระที่ได้จากการทำงาน เมื่ออำนาจอยู่ในมือเรา เราจะกำหนดชีวิตตัวเอง กำหนดสิ่งที่เราทำ และกำหนดทิศทางของเราเอง

เราควรรู้จักพิกัดของงานก่อนว่ามีอะไรบ้าง และเรากำลังดำเนินอยู่จุดไหน พิกัดของงานมีตั้งแต่ การได้งาน การเลื่อนตำแหน่ง การย้ายงาน (ย้ายไปทำส่วนงานอื่นๆในองค์กรเดิม) การเปลี่ยนงาน (การเปลี่ยนองค์กรใหม่) และ การสร้างอาชีพ สร้างธุรกิจ

ชเวฮเยอึน และจัสมินได้เขียนถึง 10 สาเหตุที่ส่งผลให้คนมีความสุขกับงาน หรือกลายเป็นคนหมดใจกับการทำงาน มีดังนี้

  1. ประสิทธิภาพ –ประสิทธิภาพในการทำงานประกอบด้วย ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เช่น ความรู้หรือทักษะในงานนั้นๆ และ ทัศนคติที่จำเป็นต่อการทำงานให้เสร็จ เช่น การจัดการความเครียด หรือ EQ เราต้องทำให้ความสามารถของเรากับงานสมดุลกันจึงจะรู้สึกมั่นคง และคิดว่าตัวเองมีประสิทธิภาพ
  2. ความสนุกสนาน – สิ่งนี้จะปรากฎเมื่อมนุษย์มีความต้องการพื้นฐาน 3 ข้อ คือ ความมีอิสระในตนเอง (Autonomy) การมีความสามารถ (Competence) การมีปฏิสัมพันธ์ (Relatedness) เมื่อมีครบ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการทำงาน โดยที่ไม่ต้องรอใครสั่ง
  3. ความหมายของงาน เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรายังทำงานต่อไปได้ พิจารณาจากคำถาม 4 ข้อ งานสำคัญต่อฉันไหม (Significance) งานที่ทำมีประโยชน์หรือเปล่า (Usefulness) งานที่ทำอยู่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร (Understanding) และงานเข้ากันได้ดีกับตัวฉันหรือเปล่า (Identity)
  4. ความสัมพันธ์ ความพึงพอใจในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่ได้เจอในการทำงาน ซึ่งถ้าเรามีความสัมพันธ์ดีจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ ความหมาย การยอมรับ ความสนุกสนาน ในการทำงานตามไปด้วย เช่นเดียวกันหากความสัมพันธ์ไม่ดี ก็ส่งผลต่อความสุขในที่ทำงานไปเต็มๆ
  5. การยอมรับ หัวใจสำคัญของการยอมรับเป็นเชื้อเพลิงกระตุ้นการทำงานให้เสร็จ ประเมินความสามารถของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา รู้ข้อบกพร่อง และชมในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี จะช่วยให้เราเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของตน และทำให้คนยอมรับในตัวเราได้
  6. วิสัยทัศน์ ถ้าลองคิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เรายังอยากทำงานนี้อยู่ไหม ถ้าไม่ ก็ควรเริ่มกังวลกับอนาคต  ถ้าความสนุกสนานและความหมาย เป็นตัวบอกสภาพจิตใจปัจจุบัน วิสัยทัศน์ ก็เป็นตัวชี้ทางอนาคต ดังนั้น เราจึงควรเลือกทำงานที่วิสัยทัศน์องค์กรตรงกับวิสัยทัศน์ของตัวเองแม้จะเป็นบางส่วนก็ตาม
  7. หน้าที่ เราต้องรู้ว่าหน้าที่ของเราคืออะไร เหมาะกับตัวเราหรือไม่ เคยครุ่นคิดถึงความต่างของงานที่คาดหวังกับงานที่ทำอยู่จริงๆหรือไม่ และจะทำอย่างไรถึงจะได้ทำงานตามที่ตั้งใจไว้
  8. การตอบแทน ส่งผลต่อความสุขในการทำงานแน่นอน ทั้งรายรับ โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การเลื่อนขั้น ฯลฯ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่างานเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ
  9. วัฒนธรรมองค์กร แทนที่จะแยกว่าวัฒนธรรมองค์กรนี้ดีหรือไม่ดี ให้พิจารณาความเข้ากันได้ของตัวเราและองค์กรดีกว่า เพราะถ้าเข้ากันได้ มันจะกลายเป็นขุมพลังในการทำงานได้
  10. สภาพแวดล้อม ทางกายภาพที่อยู่รอบสถานที่ทำงาน เช่น ระยะทางการเดินทางจากบ้านไปทำงาน ที่ทำงานเสียงดังหรือไม่ คับแคบไปหรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน

ก็ต้องดูว่าสำหรับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เราพอใจในแต่ละข้อมากน้อยแค่ไหน และเราเรียงลำดับความสำคัญแต่ละข้ออย่างไร ก็พอจะบอกได้คร่าวๆว่างานที่เราทำอยู่นั้นตอบโจทย์ชีวิตหรือไม่

ทีนี้ แล้วเราจะสร้างสรรค์งานตามความพอใจของเราได้อย่างไร มารู้จักทฤษฎี 4S ที่เปรียบเทียบชีวิตงานกับการเจริญเติบโตของต้นไม้กัน

Seed – เราทุกคนเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ น่าเสียดายถ้าเราทำงานไปวันๆโดยไม่รู้ว่าเราจุดแข็งตัวเองคืออะไร วิธีรู้จักตัวเอง มีดังนี้

  1. ตีความประสบการณ์ของตัวเอง ตาม ประสบการณ์ (Experience)  เหตุการณ์ (Event) ความพยายาม (Effort) สิ่งที่ได้รับ (Earning)
  2. รู้จุดแข็งของตัวเอง นักจิตวิทยาบอกว่าสติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้าน แต่ละคนมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ มิติสัมพันธ์ ร่างกาย การเคลื่อนไหว ดนตรี มนุษย์สัมพันธ์ การเข้าใจตนเอง ธรรมชาติวิทยา แต่ถ้าไม่ฝึกฝนความฉลาดเหล่านั้นก็จะหายไป
  3. ลงทุนกับประสบการณ์และคุณค่าของชีวิต คิดถึงสิ่งที่อยากให้คนจดจำเมื่อเราจากไป

Soil – เพราะงานเป็นสิ่งที่ทำให้คนๆหนึ่งมีที่ยืนในสังคม เราจึงจำเป็นต้องหาที่ทางที่เหมาะสมที่จะเติบโตได้ และโลกที่เราพบเจอผ่านการทำงานเปรียบเสมือน “ดิน” เราต้องค้นพบดินที่เหมาะกับเราให้เจอ แต่ถ้าหาไม่เจอ เราก็สามารถบุกเบิกดินผืนใหม่ได้ และยังสามารถปรับปรุงดินที่รกร้างให้เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ได้ด้วย โดยเราสามารถ

  1. สลายเส้นอาณาเขต ไปในที่ๆไม่เคยไป ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เคยใช้
  2. บันทึกการสังเกตที่เราเป็นคนเขียน เพราะไม่มีใครเดาได้ว่าดินชนิดใดเหมาะกับเมล็ดพันธุ์แบบใด เราต้องสะสมข้อมูลผ่านประสบการณ์ของเราเอง
  3. ทำความรู้จักลูกค้า ในที่นี้ ลูกค้าคือใครก็ตามที่ได้รับอิทธิพลจากงานของเรา อาจเป็นลูกค้าปลายทางจริงๆที่จ่ายเงินให้เรา หรือลูกค้าที่เป็นพนักงานด้วยกัน ไม่ได้จ่ายเงินให้เรา เพียงแต่งานของเราเป็นการให้บริการพวกเขา

Sprout – คือการแตกหน่อของต้นกล้า เป็นการเชื่อมโยงของเมล็ดพันธุ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากงานที่ตัวเองทำ ว่ามีความไม่สะดวกแบบไหนและเราจะทำอะไรเพื่อเติมเต็มความไม่สะดวกเหล่านั้นได้บ้าง การแตกหน่อของต้นกล้าจึงไม่ได้มาจากตัวเอง แต่มาจากสายตาของลูกค้า ดังสมการที่ว่า (Seed + Soil) X Customer Values = Sprout

Stem – คือการเลี้ยงดูลำต้นให้แข็งแกร่ง ถ้าไม่มีการลงมือทำและฝึกฝน ก็คงจะยากที่จะเลี้ยงให้ต้นไม้เติบโต

ไม่มีผู้ใดเอาชนะผู้ที่ลงมือทำ  ต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน หรือมีความกล้ามากมายเพียงใดก็ตาม ไม่ทำผลงานก็ไม่เกิด

เทคนิคตัวช่วยคือ

  1. แค่พูดสิ่งที่คิดก็ทำให้ชนะได้ ใช้ Storytelling ในการเล่าเรื่อง ฉันจะใช้…….(Seed: ประสบการณ์ จุดแข็ง คุณค่า) ให้แก่ ……(Soil : ฐานลูกค้าและความต้องการ) ลูกค้าของฉัน โดยการให้ (Sprout : การจัดหา บริการ อิทธิพล)  
  2. ยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเอง แม้ว่าไม่มีงานใดในโลกที่เราทำได้เองโดยลำพัง เราต่างเติบโตผ่านการช่วยเหลือ การสนับสนุน และคอนเนกชั่นที่มีรอบตัว
  3. วิธีทำให้ไอเดียเป็นจริง เมื่อมีเป้าหมายว่าอยากเติบโตไปในทางใด เราควรศึกษาส่วนที่จำเป็นเพื่อสร้างสรรค์งานให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น

เรียนอะไรดี คือ ขอบเขตความรู้

ฝึกอะไรดี คือ ขอบเขตของทักษะ

ลองทำอะไรดี คือ ขอบเขตของประสบการณ์

การจะสร้างสรรค์งานให้สำเร็จ ย่อมต้องเจอทั้งความลำบากและปัญหาที่ต้องแก้ไขตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ยอมละทิ้งการหางานที่ตัวเองต้องการ ทนสร้างสรรค์งานของตัวเองต่อไปเงียบๆ จะช่วยทำให้คนๆนั้นรู้ว่า ที่จริงแล้วตัวเองนั่นแหละที่เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก และจะทำให้ตัวเองมีความยืดหยุ่นเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก

จุดเปลี่ยนในงานของเราอาจะเริ่มต้นที่ประสบการณ์เลวร้ายในชีวิตก็ได้ จำไว้ว่าทุกคนย่อมมีขาลงในชีวิต และแน่นอนก็ต้องมีขาขึ้นด้วย

อุปสรรคในการสร้างสรรค์งานที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงจุดเดือดเพราะมัวแต่คิดว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเลวร้ายเป็นพิเศษแล้วเราจะเปลี่ยนทำไม มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรือ ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือ ฉันจะทำได้จริงๆหรือ แล้วก็ล้มเลิกไป

ทั้งๆที่อยากเปลี่ยนแปลงใจจะขาด แต่พอได้เผชิญหน้ากลับถอยหนี นักสร้างสรรค์งานจึงควรมีความอดทน ถ้าทำดีที่สุดแล้วขอให้รอคอยแทนที่จะกระวนกระวายใจ และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะพาเราไปสู่จุดใหม่ที่ดีกว่าเดิม และเอาเวลาไปทำสิ่งอื่นๆที่มีประโยชน์ระหว่างรอดีกว่า นอร์แมน วินเซนต์ พีลล์ กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่รู้ว่าต้องรออย่างไร ย่อมได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาในช่วงเวลาที่เหมาะสม”

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ควรทำควบคู่ไปกับการทำงาน คือ การพักผ่อน เพราะมันเป็นการชาร์จพลังให้เราได้รับพลังงานใหม่ และขยายกรอบความคิดใหม่ๆ เราสามารถพักผ่อนแบบมีประสิทธิภาพได้โดยการพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆในชีวิตประจำวัน ไปในที่ๆไม่เคยไป การได้อยู่ห่างจากงานบ้างจะทำให้ความกังวลลดลง สมองปรอดโปร่ง และมีสายตาเฉียบคมขึ้น พร้อมกลับมาทำงานอย่างสดชื่น เหมือนต้นไม้ที่ได้รับการรดน้ำ

อ่านเล่มนี้แล้ว เซอร์ไพรส์มาก มันทำให้เจ้ได้ฟื้นฟูความเป็นมิตรกับงานตัวเอง นับว่าดีมากๆเลยแหละ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#คนที่เก่งขึ้นทุกวันเขาทำงานด้วยMindsetแบบนี้

127 – Winning with ideas จากหนึ่งถึงพันล้าน

127

Winning with ideas จากหนึ่งถึงพันล้าน

ไอเดียดีๆ หาไม่ยากหรอก แต่การจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงแบบจับต้องได้นี่สิเป็นงานหินเลยแหละ

งานเขียนของคุณมาโนช พฤฒิสถาพร ที่อดีตนักเรียนMBA Kellogg School of Management เคยฝึกงานและสร้าง Start Up มาแล้ว โดยเล่มนี้รวบรวมประสบการณ์จริงของคุณมาโนชเอง ที่ถือว่าเป็นผู้ใช้งานตัวจริงที่คร่ำหวอดในสาย Start Up ฝั่งอเมริกา เน้นไปที่ San Francisco  ที่ตั้งของ Silicon Valley แหล่งกำเนิด Start Up มาตีแผ่ วิเคราะห์อย่างละเอียด ถึงปัจจัยที่ทำให้สำเร็จจนได้รับการระดมทุนให้เติบโตต่อหรือล้มเหลวจนต้องพับโครงการไปต่อไม่ได้

โลกยุคหลังนี้ เราจะได้ยินธุรกิจที่เป็น Start Up บ่อยขึ้น ซึ่งการจะได้ชื่อว่าเป็น Start Up นั้น หมายถึงธุรกิจจะต้องมีการนำเอาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจ สินค้าหรือบริการจะต้องช่วยแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า ผู้บริโภคได้โดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อม ได้รับเงินลงทุนจากการระดมทุนหรือการลงทุนจากนักลงทุนไม่ว่าจะเป็น Venture Capital (รูปแบบบริษัท) หรือ Angel Investor (รายบุคคล) มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็น 1000% ในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ก็คงจะเป็นเพียง SME (Small – Medium Enterprise) เท่านั้น

หลายๆ สินค้าหรือบริการ ของ Start Up ได้ไอเดียจาก Pain Point ของผู้ใช้งานจริงที่ประสบ และก็มีใครบางคนอยากจะปิดจุดอ่อนนั้น ซึ่งถ้าทำได้ ก็มีแนวโน้มที่ธุรกิจนั้นจะไปต่อได้ แต่จะยั่งยืนหรือไม่ ต้องประกอบไปด้วยหลายๆปัจจัย เช่นไอเดียตั้งต้น Vision ของผู้บริหาร โมเดลธุรกิจ Target ผู้ใช้งาน และที่สำคัญที่สุด ต้องดูว่าโมเดลธุรกิจจะสร้างรายได้เข้าบริษัทได้อย่างไร ถ้าแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันให้ผู้คนได้ แต่หาเงินไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็ต้องเก็บเสื่อกลับบ้านไป

เมื่อได้อ่านเล่มนี้ ก็พาเราไปรู้จัก Start Up 20 บริษัท ขุดลึกไปถึงไอเดียการเริ่มธุรกิจ ใครที่อยากได้ไอเดียดีๆไว้จุดประกายเป็นเจ้าของกิจการหรือธุรกิจที่แปลกใหม่ น่าจะชอบใจไม่น้อย เจ้ขอยกตัวอย่าง Start Up ที่ชอบมาดังนี้ แม้ว่าบางตัวจะล้มเหลว แต่ก็ได้บทเรียนเป็นข้อคิดที่ดีเลยทีเดียว

Sprig – Start Up ที่ซื้อร้านอาหารเก่า ทำเป็นครัวกระจายตามบริเวณต่างๆใน San Francisco ทำเองทุกอย่างตั้งแต่คิดเมนูจนถึงขนส่งตามความต้องการของลูกค้าทันที โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพื่อลดต้นทุน แต่ไปไม่รอดแม้จะได้เงินระดมทุนเป็นพันล้าน เพราะ Operation-heavy เกินไป ทำให้ขยายตัวลำบาก

Luxe – เนื่องจากในอเมริกา โดยเฉพาะ San Francisco มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีอยู่แล้ว บวกกับที่จอดรถในเมืองหายาก และค่าจอดรถแพงมาก ทำให้ luxe ถือกำเนิดขึ้นด้วยต้องการปิดจุดอ่อนของคนใช้รถ ที่ต้องเสียเวลาวนรถหาที่จอด โดยเราสามารถเลือกให้พนักงานของ luxe ไปรอตามสถานที่และเวลาที่เราสะดวก แล้วพนักงานจะเอารถเราไปจอดตามที่จอดรถที่ Luxe ดีลไว้ ด้วยค่าใช้จ่ายเมื่อมีคนใช้บริการสูงกว่ารายรับ ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าที่จอด และค่าประกัน ฯลฯ ทำให้โมเดลธุรกิจนี้ไม่สามารถทำเงินได้

Rinse – Start Up ซักรีดเสื้อผ้าแบบไม่มีขั้นต่ำ น้อยชิ้นก็รับ ธุรกิจนี้ไม่ใช่ on demand แต่เป็นแบบกำหนดเวลารับส่งเสื้อผ้าแค่ช่วง 2-4 ทุ่มเท่านั้นเพื่อเลี่ยงช่วงเวลารถติดและคุมเวลาพนักงานรับงาน คุมค่าขนส่งให้วิ่งน้อยรอบแต่ได้ปริมาณมากกว่า ธุรกิจนี้ไม่ต้องสร้างแอพเพื่อให้คนใช้ติดตั้งลงมือถือให้เปลืองเมม แต่ใช้การสื่อสารผ่านมือถือ อีเมล์ และ SMS แทน ซึ่งเรียบง่ายกว่าที่คิด ปัจจุบันกำลังขยายไปสู่เมืองอื่น

TaskRabbit เป็น Start Up ที่หาคนที่อยู่ละแวกเดียวกันกับเรามาช่วยงานอะไรก็ได้ โดยไอเดียธุรกิจเริ่มจาก Leah Busque ผู้ก่อตั้งเคยลืมให้อาหารสุนัข แต่ออกจากบ้านมานานแล้ว จึงคุยกับสามีที่ทำงานด้านเทคโนโลยีว่าโมเดลนี้น่าจะเป็นไปได้ เพราะมั่นใจว่าน่าจะมีคนแถวบ้านที่ยินดีช่วยเหลือ เพียงแค่เราต้องหาวิธีเชื่อมต่อให้ได้ ซึ่งต่อมาได้ปรับให้ผู้จ้างงานประกาศรายละเอียดงาน พร้อมราคาที่พร้อมจ่าย และให้ผู้ให้บริการเข้ามา Bidding กัน เป็นการเปิดตลาด Sharing Economy เป็นการใช้ทรัพยากรที่คุ้มที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

Uber- Pool ต่างจาก Uber ธรรมดา หรือ Grab ตรงที่สามารถรับผู้โดยสารหลายคนได้ถ้าไปทางเดียวกัน อาจเสียเวลาแวะรับ –ส่ง บ้าง แต่โดยรวมถือว่าเร็วกว่านั่งรถเมล์ และประหยัดกว่าแท็กซี่ ความสำเร็จของ Uber เริ่มจากการยอมขาดทุนก่อนเพื่อสร้างฐานผู้ใช้งาน เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีผู้ใช้งานมากพอ จะทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งด้วยยากนั่นเอง

Venmo – Start Up โอนเงินที่ไม่ต้องใช้เลขบัญชีและไม่มีค่าธรรมเนียมด้วยการลงทะเบียนผ่าน facebook และกรอกข้อมูลเพื่อรับลิงค์ทำธุรกรรมโอนเงิน แค่พิมพ์ชื่อเพื่อนที่ต้องการโอนเงิน ใส่จำนวนและกด Pay ง่ายมาก มีความเป็น Social Network Effect เพราะสามารถใส่ status ว่าเราใช้ Venmo เพื่ออะไร (what’s it for) จน Go Viral ปากต่อปากในหมู่ผู้ใช้งาน

Splitwise – Start Up การค่าใช้จ่ายในหมู่เพื่อน ซึ่งสะดวกมากในการสรุปยอดว่า ใครออกค่าอะไร ไปเท่าไหร่ และเมื่อหักลบกับยอดรวมแล้ว เราต้องได้คืนหรือจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ โดยที่ไม่ต้องมานั่งกรอก excel ให้วุ่นวาย สิ่งที่ต้องทำมีเพียงแค่เข้าไปใส่จำนวนเงินที่เราออกไป หารกี่คน (หมดปัญหาเวลาที่ไปใช้บริการไม่เท่าเทียมกัน เช่นไปทานข้าวที่ร้านเหล้า แต่เราไม่กินเหล้า ก็หารเฉพาะค่าอาหาร ค่าน้ำไป) นับว่าแก้ปัญหา Pain Point ของการรวมกลุ่มได้ดี

Transferwise – Start Up โอนเงินข้ามประเทศที่ให้อัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมดีกว่าธนาคารมาก เพราะใช้หลักการ Peer-to-Peer คือ matching ผู้ที่ต้องการโอนเงินสกุลตรงข้ามกันนั่นเอง เช่น A ทำงานที่ลอนดอน และต้องโอนเงินกลับมาที่ประเทศบ้านเกิดที่ฟิลิปปินส์ทุกเดือน ในขณะที่ B อยู่ฟิลิปปินส์แต่ต้องการโอนเงินให้ลูกที่อยู่ลอนดอน ก็มาใช้บริการ Transferwise ทำให้ไม่เสียเงินโอนเงินข้ามประเทศ และเสียค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 1% ซึ่งถูกมาก นับว่าเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝั่ง

TripAdvisor – เป็นธุรกิจที่มีโมเดล Win-Win-Win ถ้าคนอยากจะจองที่พักต่างประเทศ คงต้องนึกถึงรีวิวใน Tripadvisor ซึ่งสิ่งนี้คือจุดแข็งที่ยังไม่มีใครทำตามได้ แถมยังเป็นแอพที่ทำ SEO (Search Engine Optimization) ได้ยอดเยี่ยมมากๆ เมื่อมีคนเสิชชื่อโรงแรม เวปของTripadvisor จะโผล่มาแรกๆ และยังมีโมเดลธุรกิจที่ทำเงินจาก OTA (Online Travel Agency) จากพาร์ทเนอร์โดยตรง สรุปคือ Tripadvisor สามารถสร้างสิ่งที่ผู้คนต้องการและทำเงินได้

ยังมีอีกหลาย Start Up ที่ไม่ได้เขียนถึง เช่น Credit Karma, Tilt, Digit, Glassdoor, Quora, Slack, Angellist, Dollar Shave Club, Allbirds, etc. ที่น่าสนใจเช่นกัน ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วอยากรู้เรื่องราวต่อ แปลว่าคงต้องไปหามาอ่านแล้วแหละ เชื่อได้ว่าจะได้ประโยชน์ และแนวคิดดีๆจากเล่มนี้อีกมาก

คุณมาโนชได้สรุปไว้ว่า โมเดลธุรกิจ Start Up ที่จะอยู่รอดได้นั้น ต้องเป็นที่ต้องการของตลาดสูง ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้งานสม่ำเสมอ มีผู้ให้บริการเดิมจำนวนน้อยราย ต้องทำให้ผู้ใช้ยึดติดกับบริการหรือโปรดักส์มากกว่าตัวบุคคลที่ให้บริการที่อาจสับเปลี่ยนกันไป (เพื่อป้องกันลูกค้าไปติดต่อจ้างงานกับผู้ให้บริการกันเองโดยไม่ผ่านแพล็ตฟอร์มของ Start Up) และต้องควบคุมคุณภาพของบริการหรือโปรดักส์อย่างสม่ำเสมอได้

เกิดมาชีวิตนี้ ถ้าอยากทำอะไร มีฝันแล้วก็ลุยไปเลย ดีกว่ามานั่งเสียดายตอนแก่ว่ารู้งี้น่าจะได้ลองทำ

เจ้ว่าเสน่ห์ของ Start Up คือการได้ออกจากกรอบไปสู่ความท้าทายที่มองไม่เห็น มันมีพลังของความเป็นนักสู้ที่จะท้าชนยักษ์ใหญ่แม้ว่าจะตัวจ้อยมากในตอนแรกก็ตาม ถ้าเราอยากทำอะไรบางอย่าง อาจไม่ต้องถึงขึ้นเป็น Start Up แต่ลองสวมวิญญาณแบบคนทำ Start Up คงจะสนุกไม่น้อย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#Winningwithideas #จากหนึ่งถึงพันล้าน