146 – What makes you YOU ทำไมเป็นคนแบบนี้

146

What makes you YOU ทำไมเป็นคนแบบนี้

หนังสือที่เหมาะกับคนที่พยายามจะเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น และเข้าใจโลก เพราะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป และถ้าเราเข้าใจ มันจะปลดปล่อยเราจากความทุกข์ เพราะเมื่อเราเปิดใจ ก็เหมือนเราได้เปิดโลกไปด้วย

ในเล่มพูดถึงที่มาที่ไปว่าอะไรที่ส่งผลกระทบกับ ความสัมพันธ์ อำนาจ ความขัดแย้ง การเยียวยาตัวเอง และ ความหมายของชีวิต

#ความสัมพันธ์

Emophilia – คือ คนที่ตกหลุมรักง่าย เร็วและบ่อย  มักจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์ผิดๆ เพราะคนจำพวกหลงตัวเอง (Narcissism) จิตใจหยาบกระด้าง (Psychopathy) และจอมบงการหลอกลวง (Machiavellianism) ซึ่งสามนิสัยนี้ นักจิตวิทยาเรียกว่า Dark Triad (สามลักษณะนิสัยที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ) มักจะดึงดูดคนที่ตกหลุมรักได้ง่ายเหล่านี้ ทำให้ท้ายที่สุด อาจพบกับความหายนะได้เลย

ดังนั้น เมื่อมีความสัมพันธ์ควรอย่ารีบกระโจนเข้าแรงปราถนาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าอยากได้ความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรค่าแก่การทุ่มเทใจก็ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Nice guy syndrome – คือคนที่เอาความต้องการของคนอื่นเป็นที่ตั้งก่อนตัวเองเสมอ ความสุขของคนประเภทนี้ต้องได้รับการรับรองจากคนอื่นก่อนถึงจะมีความสุขได้ ตามใจคนอื่นเสมอ มักถูกเอาเปรียบได้ง่าย และถูกละเลยอยู่บ่อยๆ เพราะไม่มี “เสียง” ของตัวเอง เมื่อเกิดปัญหา ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็โทษตัวเองก่อนว่า “ดีไม่พอ” ถ้าเป็นคนประเภทนี้ ควรห่วงและรักตัวเองซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ว่าเราสมควรได้รับสิ่งดีๆเหมือนกัน

Benching – คือความสัมพันธ์ที่ไม่ได้รักแต่อยากให้มีคนรอ คำนี้หมายถึง “การเปรียบเทียบ” มีที่มาจากการแข่งกีฬา เวลาตัวสำรองยังไม่ได้ลงสนามจริงจะนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ข้างสนาม ซึ่งคนยุคนี้มักอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่พร้อมจะผูกพันกับใคร (Backburner) แต่ใช้เทคโนโลยีในการรู้จักคนใหม่ๆ รักษาความสัมพันธ์ไม่ให้หายไปไหน บริหารเวลาคุยกับหลายคนได้ง่ายๆ รักสนุกแต่ไม่อยากผูกพัน ชอบที่มีคนรออยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการ Benching ได้ง่ายยิ่งขึ้นในสมัยนี้ ซึ่งถ้าตกอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ก็คงไม่ดีต่อใจเท่าไหร่

Breadcrumbing – คือการเล่นตัว บางทีก็เหมือนต้องการเรา บางทีก็ไม่ต้องการ ชอบให้ลุ้น เหมือนการโดนโรยเศษขนมปังตามทางที่เดินตามเท่าไหร่ ก็ไปไม่ถึงใจซะที  มีงานวิจัยบอกว่า แท้จริงแล้วคนที่เล่นตัว คือคนที่มีความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ ซึ่งอาจเกิดจากการไม่ชอบการผูกมัด (Avoidance) หรือ การต้องการความใกล้ชิดทางร่างกายและอารมณ์กับผู้อื่นเสมอ (Anxiety) แต่ในทางกลับกัน ความกำกวม คาดเดายาก ทำให้คนดูมีเสน่ห์ ดูมีคุณค่าเพราะได้มายาก ทำให้เราควรเล่นตัวบ้างในช่วงต้นเพื่อให้มีเวลาสำรวจและทำความรู้จักกันจนมองเห็นทั้งข้อดีข้อเสีย เพื่อดูว่าเรารับได้พอที่จะไปต่อไหม

Ghosting – คือความสัมพันธ์แบบผี ที่คุยกันอยู่ดีๆ จู่ๆวันนึงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เกิดขึ้นบ่อยในยุคดิจิทัล ถ้าค่อยๆหายไปแบบไม่ได้หักดิบ แบบนี้คือ Caspering (เหมือนผีน้อยแคสเปอร์) แต่ถ้าหายไปนานแล้วกลับมาใหม่แบบออนไลน์ ไม่ได้เจอหน้า แต่ก็ตีเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรียกว่า Haunting คือไม่ไปผุดไปเกิด วนเวียนหลอกหลอนตามโซเชียลมีเดีย และขั้นกว่านั้น หากเป็นการกลับมาคุยเพื่อรุกหน้าความสัมพันธ์แบบเจอหน้ากัน เรียกว่า Zombie-ing คือไม่ได้มาแค่วิญญาณ แต่กลับมาตัวเป็นๆเลย ซึ่งทุกอย่างอยู่ที่เราว่ามองว่าตัวเองมีคุณค่าขนาดไหน

Gaslighting – คือพฤติกรรมที่หลอกลวง บิดเบือนความจริง ล้างสมองเพื่อให้อีกฝ่ายสงสัยในการรับรู้คุณค่าหรือความสามารถของตัวเอง คอยตอกย้ำจุดเปราะบางของเราให้เรารู้สึกไม่มีความหมาย รู้สึกผิด และไม่มีใครเข้าใจเรานอกจาก Gaslighter อีกแล้ว ถ้า Gaslighter คือคนที่ปิดไฟแล้วหลอกเราว่าไม่มืด มีแสงสว่าง ให้ระลึกเสมอว่าเราคือคนที่ควบคุมความสว่างในชีวิตของเราได้ดีที่สุด

Grande-ing คือการจากกันด้วยดี เมื่อถึงเวลาที่เลิกกัน อาจจะเศร้า แต่รับมือได้ อนุญาตให้ตัวเองเสียใจเพื่อซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ว่าตอนนี้ไม่โอเคเลย แต่คนแบบนี้จะเข้าใจ ไม่โกรธ ไม่อาลัยอาวรณ์ รอวันที่จะ move on ให้ชีวิตเดินหน้าต่อไปได้ มันจึงไม่ใช่การเชิดหน้าใส่แบบไม่เหลือความเศร้าแต่คือการเผชิญกับสิ่งที่ต้องเจออย่างสง่างาม

ถ้ามองว่าเราควรค่ากับความสัมพันธ์ดีๆก็ควรปฏิบัติกับตัวเองในแบบที่รักษาคุณค่าในตัวเรา

#อำนาจความขัดแย้ง

เงินเปลี่ยนคนจริงหรือ – เมื่อคนเรารู้สึกร่ำรวย ก็จะต้องการพึ่งพาคนอื่นน้อยลงเพราะใช้เงินในการแก้ปัญหาได้ จึงมีแนวโน้มว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองรวยจะไม่ได้เอาตัวเองไปสัมผัสความรู้สึกคนอื่นเท่าไหร่ แต่ไม่ได้แปลว่าคนรวยเป็นคนไม่ดี มันอยู่ที่ว่าเราอยู่ในสถานะผู้ควบคุมเงินหรือเงินเป็นผู้ควบคุมเรา ถ้าเงินมาพร้อมกับอำนาจ อาจเป็นไปได้ว่าเงินทำให้เรารู้สึกมีอำนาจ แต่การมีอำนาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงเรา แต่เป็นตัวที่ทำให้เห็นความเป็นเราชัดเจนขึ้น

โรคไม่ยอมรับผิด – เราอาจคิดว่า คนที่ทำผิดคือคนอ่อนแอ และคนที่ไม่เคยทำผิดคือคนแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้ว ทุกคนเคยทำผิดพลาด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับความผิดพลาดได้ คนที่ไม่ยอมรับผิด ลึกๆแล้วคือคนเปราะบาง รู้สึกไม่มั่นคง อ่อนแอ ใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ถ้าไม่ยอมรับผิด ก็หมายถึงว่าเขาไม่เห็นความหวังกับตัวเองว่าตัวเองจะปรับปรุงได้ดีกว่านี้ ซึ่งวิธีที่จะจัดการความรู้สึกเมื่อเราทำผิดคือ เรียนรู้จากมันและก็ปล่อยวาง การยอมรับผิดคือการปล่อยวาง

โกหกหน้าไม่อาย – การโกหกแบ่งเป็น การโกหกเพื่อตัวเอง (Self-Serving) และ เพื่อคนอื่น (Kind-hearted) แต่ไม่ว่าจะแบบไหน การโกหกย่อมซ่อนความเห็นแก่ตัว ความไม่รับผิดชอบ ซึ่งล้วนเป็นนิสัยที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในชีวิต เราทุกคนรู้ว่าควรใช้ชีวิตแบบไหนไม่ให้หลงทาง ดังนั้นแล้วควรให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเครื่องนำทางเสมอ

ใครๆก็ทำแบบนี้ The false consensus effect – อาการที่เหมารวม คิดว่าใครๆก็คิดแบบเรา ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ซึ่งมันเกิดจากการคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ละเลยที่คิดทบทวนและสำรวจความเห็นคนอื่น พอคิดว่าเราคือคนส่วนใหญ่ ก็คิดไปเองว่าคนส่วนใหญ่ เสียงย่อมดังกว่า ดังจนได้ยินแต่เสียงตัวเอง ลองเปลี่ยนจากใครๆก็ทำแบบนี้เป็นฉันอยากจะเข้าใจใครๆมากขึ้น

ทุกคนบนโลกต้องเห็นฉัน Spotlight Effect – เวลามีเรื่องที่รู้สึกอาย เรามักคิดว่าคนอื่นต้องเห็นความผิดพลาดของเราแน่ๆเลย เป็นธรรมดาที่คนจะคิดว่ามีคนสนใจเรามากกว่าความเป็นจริงเสมอ เหมือนเวลาสิวขึ้น เราจะมัวแต่คิดว่าคนอื่นจะเห็นมั้ยนะ เราสามารถจัดการกับความรู้สึกนี้ โดยการคิดว่าคนอื่นเค้าก็ยุ่งแต่เรื่องของเค้าเอง ทุกคนมีเรื่องต้องจัดการ น้อยคนมากจะมาหมกมุ่นกับเรา ไม่ต้องคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

7 ระยะแห่งความเศร้า – เมื่อเจอความผิดหวัง ความเศร้า ให้เตรียมรับมือโดยเริ่มจากการเข้าใจว่า เราจะต้องเจอกับการ Shock ก่อน ตามด้วย การปฏิเสธความจริง Denial เจ็บปวดจนโกรธ Anger เริ่มสร้างเงื่อนไข Bargaining ว่าถ้าทำแบบนั้นตอนนั้น คงไม่เกิดสิ่งนี้ในตอนนี้ เป็นช่วงแห่งการรู้สึกผิด ดำดิ่ง ลึก จมกับความเศร้า Depression เมื่อเวลาผ่านไป ก็ค่อยๆประกอบร่าง ทำความเข้าใจตัวเอง Reconstruction and work through เพื่อยอมรับ Acceptance ให้ตัวเองผ่านความเจ็บปวดนี้ไปได้ อนุญาตให้ตัวเองเติบโตขึ้นจากเหตุการณ์ที่เจอ

เป็ดยาง Rubber Duck Debugging – เมื่อไหร่ที่เกิดปัญหา ลองคุย ระบายให้เป็ดยางฟังดู  เป็ดยางจะทำให้เราได้ยินความคิดของตัวเราเอง ช่วยเราเรียบเรียงความคิดฟุ้งกระจายในหัว ประมวลผลออกมาโดยการเล่าผ่านเสียงของเราเอง โดยไม่มีใครมาขัด มีแต่น้องเป็ดยางที่ตั้งใจฟัง ทำให้เราใช้เวลาอย่างละเอียดมากขึ้น

ให้อภัยตัวเองให้เป็น Self-compassion – เมื่อเจอเรื่องราวต่างๆ ฝึกมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีปัญหาก็แค่แก้ไข รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง เราจะรับมือกับทุกๆเรื่องได้ดีขึ้นถ้าเรามีความเมตตาให้ตัวเอง เพราะถ้าเราทำผิดมา และรู้สึกผิด สิ่งที่ควรทำคือให้อภัยตัวเอง ให้กำลังตัวเอง ไม่ใช่การซ้ำเติม

#ความหมายของชีวิต

จริงๆแล้ว คนเราอาจไม่ได้ต้องการความสุขตลอดเวลา เพราะถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เศร้า หรือโกรธ จะให้มัวแต่มีความสุขก็ดูจะฝืนธรรมชาติไปหน่อย แต่สิ่งที่เราทุกคนต้องการอาจเป็นการมีสุขภาวะที่ดื (Well-being) คือการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและนำบทเรียนที่ได้มาพัฒนาชีวิต ซึ่ง Well-being แท้จริงแล้วมันคือทักษะหนึ่งที่ฝึกฝนกันได้ โดยต้องมี

  1. ความยืดหยุ่นทางจิตใจ Resilience ล้มอย่างไรให้ลุกขึ้นได้อย่างสง่างาม
  2. วิสัยทัศน์ Outlook ความสามารถในการมองเห็นสิ่งดีๆของคนอื่น
  3. ความสนใจ Attention ที่รวมไปถึง การใส่ใจ การสังเกต การรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
  4. ความใจดี Generosity ใจกว้าง ไม่เห็นแก่ตัว เพราะความสุขจากการเป็นผู้ให้ ยาวนานกว่าเป็นผู้รับ

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่มี Well-being ย่อมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างไปโดยปริยาย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณ แต่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ซึ่งของขวัญที่ดีที่สุดที่จะให้กันเพื่อสร้างความสัมพันธ์คือ เวลาคุณภาพ (อยู่ด้วยทั้งกายและใจ) เพราะเวลาเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด ถ้าเรามอบเวลาให้ใคร หมายถึงว่าคนๆนั้นมีความสำคัญกับเรา

เป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยงานวิจัยมารองรับเหตุผลของคนแต่ละประเภท แต่อยู่ในรูปแบบที่ย่อยง่าย อ่านเพลิน ไม่ได้วิชาการจนเกินไป ถ้าสนใจเรื่องผู้คน จิตวิทยาในการรับมือคนแต่ละประเภท หรือการเอาตัวเองออกจากสภาวะที่ไม่ปกติ (ถ้าเรารู้ตัวเอง) อ่านเล่มนี้ก็พอจะช่วยให้เข้าใจคนได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#ทำไมเป็นคนแบบนี้ #Whatmakesyouyou

145 – แด่คลื่นเล็กๆในมหาสมุทร

145 แด่คลื่นเล็กๆในมหาสมุทร

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย คุณ ธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้มากประสบการณ์ เปรียบตัวเองและเราทุกคนเหมือนคลื่นในมหาสมุทร ที่มีทั้งคลื่นลูกเก่า ลูกใหม่ ลูกใหญ่ ลูกเล็ก เพราะคุณธนามีหลายบทบาท ตั้งแต่เป็นผู้ตาม ลูกน้อง เป็นผู้นำ ผู้บริหาร เป็นพ่อ เป็นสามี คนสะสมเรื่องราว นักเขียน  และท้ายสุดแล้ว ทุกคลื่นก็จะกระทบฝั่งและจมหายไป เรื่องราวในหนังสือจึงเป็นการส่งต่อความปรารถนาดีให้กับบรรดาคลื่นเล็กๆในมหาสมุทร

ก่อนอ่านเราอาจกลัวว่า ถ้าเราเป็นคลื่น เมื่อวันนึงที่คลื่นกระทบฝั่งก็อาจหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่เมื่ออ่านจนจบแล้ว เราจะเข้าใจได้เองว่าเราไม่ใช่คลื่น แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรต่างหาก

#คลื่นลูกเล็ก

ข้อดีของการเป็นจูเนียร์ (น้องน้อยในที่ทำงาน ประสบการณ์ยังไม่มาก) คือ ไม่ต้องแบกอนาคตใคร ทำงานหนักก็ไม่โทรม ยังไม่มีห่วงให้พะวงหน้าหลัง มีสารแห่งความไม่รู้เต็มไปหมด ทำให้คนอยากสอน เอ็นดู แต่พอโตขึ้น การยอมรับว่า “ไม่รู้” เป็นเรื่องยากมาก

สิ่งที่จูเนียร์ ควรไขว่คว้าไม่ใช่เงินเดือนและตำแหน่ง แต่เป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยง (mentor) ที่ดี และกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างได้ยากขึ้นเมื่อเป็นซีเนียร์แล้ว

จูเนียร์ควรให้ความสำคัญกับ 10 ปีแรกในการทำงานมากๆ เพราะสิ่งที่ทำให้คน 2 คนที่มีทักษะการทำงานเหมือนกันจะต่างกันได้คือ บุคคลที่รายล้อมว่าใจกว้าง สนับสนุน สอนงานและปรารถนาดีกับพวกเขามากแค่ไหน ใครแวดล้อมด้วยคนเหล่านี้ คนนั้นก็ย่อมมีโอกาสก้าวหน้าสูงกว่า ซึ่งการจะทำให้คนเอ็นดูเรา ก็ต้องทำตัวให้น่าช่วยเหลือให้โอกาสด้วย คือ ใจกว้าง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่คิดเล็กคิดน้อย คิดถึงส่วนรวม มีนิสัยทำงานให้สำเร็จไม่ใช่แค่เสร็จ ไม่วิ่งหนีหรือทิ้งปัญหา

จูเนียร์มักเป็นคนที่ไม่มีทางเลือก ซึ่งอาจเป็นเรื่องดีเพราะทำให้เราไม่ต้องคิดอะไรมากแค่เดินหน้าและมีเท่าไหร่ก็ไปให้สุดก็พอ เพราะไม่ทางให้ถอย การปิดทางถอยทำให้สามารถพุ่งเป้าไปที่การเดินหน้าอย่างเดียวและดันให้สำเร็จ ว่ากันว่า ศักยภาพของคนเราจะเปล่งประกายสูงสุดตอนไม่มีทางเลือก

ด้วยความที่ประสบการณ์ยังน้อย ส่งผลให้ออร่าการทำงานยังไม่เจิดจรัส เลยทำให้จูเนียร์ส่วนใหญ่เป็นแค่คนระดับปานกลาง แต่ก็สามารถทำให้กลายเป็นคนโดดเด่นได้ ด้วยการทำงานที่ไม่มีใครทำ เปรียบแล้วเหมือนทำงานในที่ทุรกันดารที่ไม่ใครไป แต่เป็นโอกาสที่แสดงฝีมือ โดยใช้วิชาทำเกิน ทำให้นายเป็นง่อย ถ้าทำได้ดี สปอตไลท์ก็ส่องถึงเอง  

ถ้าเจอเหตุการณ์ววุ่นวายในชีวิต ให้หา peace of mind โดยการ stop thinking หยุดคิด อาจจะลองกระโดดลงน้ำเย็นๆ เพราะความเย็นจัดจะทำให้สมองหยุดคิด ร่างกายกับใจเชื่อมกันโดยตรง เกิดเป็นความสงบ 

 —

#คลื่นลูกใหญ่

วัยที่ผ่านโลกและสั่งสมความสำเร็จไว้มาพอสมควร หากมีโอกาสควรช่วยเหลือผู้คนในยามวิกฤต ยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เพราะเวลาคนเราตกทุกข์ได้ยากแล้วมีใครยื่นมือมาให้ เขาจะไม่ลืมบางคนจำจนตาย เป็นการปลูกต้นไม้ที่งอดเงยได้รวดเร็วมาก มันเป็นความอิ่มเอมใจที่คนให้เท่านั้นจะรู้สึก

ทักษะที่ผู้นำควรมี คือการฟังคนอื่นให้มาก และพูดเป็นคนสุดท้าย ต้องฝึกความอดทนข่มใจให้ได้ เพราะเมื่อฟังไอเดียจนครบ จะสามารถเอามาปรับคิด ผสมผสาน หรือปประยุกต์กับไอเดียตัวเองก่อนพูดอะไรออกไปทำให้คำพูดผู้นำดูเฉียบคมรอบด้านมากขึ้น

ยิ่งโตขึ้น ยิ่งต้องมี Empathy คือเข้าใจถึงจิตใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง เมื่อทดลองไปนั่งในใจคน เราอาจได้ความคิดสร้างสรรค์หรือแรงบันดาลใจใหม่ๆในการทำงาน และพยายามเลี่ยงไม่ให้น้องในทีมเป็นพวก “ใช่ครับนาย เหมาะสมครับท่าน” โดยการตัดอีโก้ ลดอคติในตัวลง

บางครั้งการต่อสู้ อาจไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเพื่อเอาชนะ แค่ประคองตัวไม่ให้ถูกน็อคก็ถือว่าเจ๋งแล้ว ต้องรู้จักใช้เทคนิคเด้งเชือก Rope a dope ในวงการมวย คือการแกล้งทำเป็นถูกต้อนจนหลังพิงเชือก เพื่อหลอกให้คู่แข่งชกมา แล้วเด้งเผื่อผ่อนแรงน้ำหนักหมัดไม่ให้เจ็บมาก และรอจังหวะสวนกลับ หรือให้เค้าชกจนหมดแรงไปเอง

การจะมีพันธมิตรที่แข็งแรงเดินคู่กันไป เกิดจากการสร้างเครดิตให้ตัวเอง เมื่อรับปากอะไรแล้วต้องทำให้ได้แม้ว่าต้องกลืนเลือดตัวเองก็ตาม

การจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ หมายถึงการทำงานมาเนิ่นนาน หากอยากจะได้ลองอะไรใหม่ๆ คงต้องลองใช้วิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น เคลื่อนย้ายจักรวาล สลายลมปราณ เอาของเดิมออกไปบ้าง จินตนาการใหม่จะได้ผุดขึ้นมา

พยายามใช้ ShoShin (โฉะชิน) คือ beginner’s mind ใจที่เปิดกว้างพร้อมเรียนรู้ด้วยความกระตือรือร้นไม่อคติ ไม่เก่งอะไรก็ไปลองทำอย่างนั้น พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ตัวเองตัวเล็กไม่รู้จักใครดูบ้าง ลองแป้กบ้างก็ได้ เล่นจริง เจ็บจริง แล้วเราจะได้มองโลกมุมใหม่ ได้วิธีคิดใหม่ๆ

“In the beginner’s mind, there are many possibilities. In the expert’s mind, there are few”  ในใจของผู้เริ่มต้น มีความเป็นไปได้มากมายมหาศาล ในใจของผู้เชี่ยวชาญ ความเป็นไปได้ช่างน้อยนิดนัก – Shunryu Suzuki

นิยามเงินทองของคลื่นลูกใหญ่ ไม่ได้มีแค่เงินที่เป็นเงินไว้ใช้จ่ายอย่างเดียว แต่ยังมี เงินสกุลสุขภาพ เงินสกุลขอบคุณ เงินสกุลกัลยาณมิตร และเงินสกุลความทรงจำ หากสะสมเงินสกุลอื่นๆเหล่านี้ จะทำให้เราเป็นคนมั่งคั่งอย่างแท้จริงในชีวิต

“ความสำเร็จมากจากการตัดสินใจที่ถูก การตัดสินใจที่ถูกมาจากประสบการณ์ ประสบการณ์มาจากการตัดสินใจที่ผิด การตัดสินใจที่ผิดมาจากความกล้า” – ประภาส ชลศรานนท์

#คลื่นลูกใหม่

คนที่มาแรงแซงทางโค้ง เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ดื้อรั้น มีความฝันใหญ่ มองเห็นภาพที่คนอื่นไม่เห็น มีความเชื่ออย่างแรงกล้าในการเปลี่ยนโลก จะทำงานด้วยวิธีคิดว่าจะแข่งซีเกมส์ด้วยมาตรฐานโอลิมปิค มีความเพียรเกินมนุษย์ ใจจดใจจ่อ กับสิ่งที่สนใจ เอาแต่ลองผิดลองถูกอยู่ร่ำไป เป็นคนจำพวก หมุดกลมในรูสี่เหลี่ยม (Round Peg in a square hole) คือคนบ้าๆ ทำอะไรไม่เข้าพวก แต่ก็มีแต่คนพวกนี้แหละที่ “กล้า” และมุ่งมั่นลงมือทำจริง

โลกเราก็เดินหน้าได้เพราะมีคนบ้าๆเหล่านี้ที่ไม่ชอบอยู่เฉยและมองอะไรไม่เหมือนคนอื่นนี่แหละ พวกเขามาว่า แผนที่ใช่ ใจต้องสั่น ถ้าทำได้ผลลัพธ์มันคุ้มค่าที่จะลอง

คลื่นลูกใหม่มักจะเป็นพวก interdisciplinary skill คือมีความเชี่ยวชาญหลายด้าน และยิ่งถ้าเป็นสองด้านที่ต่างกันสุดขั้ว จะเรียกว่า Renaissance Man (อิงมาจากในยุคเรเนซองซ์ ที่เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของยุโรปในศตวรรษที่ 15-16 มีนักคิด นักประดิษฐ์ ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย เช่น ดาวินชี ) ซึ่งการจะเป็นคนแบบนี้ได้ อีลอน มัสก์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเรเนซองซ์แมนในยุคปัจจุบัน บอกไว้ว่า “ให้อ่านหนังสือ”

ในชีวิตคนเราจะมีอุปสรรคลวงตามากมาย คอยบอกว่าเราทำไม่ได้หรอก แต่หากเราทำได้ โมเมนต์ของการทำลายกำแพงในใจของความเป็นไปไม่ได้นั้น ถูกเรียกว่า Moon-Landing moment ถ้าเราหาเจอจะเป็นการปลอดล็อคศักยภาพว่าเรามีมากกว่าที่เราคิด ไม่เคยทำได้มาก่อนไม่ได้แปลว่าจะทำไม่ได้ตลอดไป

#คลื่นลูกเก่า

คนยุคเก่าเป็นคนที่ได้สัมผัสประสบการณ์ต่างๆยาวนานที่สุด ได้มีประสบการณ์แอนาล็อค  เพลิดเพลินไปกับการรอคอย สนุกไปกับความยาก ที่สมัยนี้อะไรๆก็กลายเป็นความง่ายไปเสียหมด

เมื่ออยู่มานาน  ถ้าทำตัวกลมๆ ให้สามารถกลิ้งไปได้เรื่อยๆ เราจะรับรู้เรื่องราวได้มากมาย ดีกว่ารากงอกอยู่กับที่ไม่ไปไหน ถ้าไม่รู้ก็แค่ยอมรับ เผยจุดอ่อนให้คนเห้นบ้าง แปรจุดอ่อนให้เป็นขุมพลัง เพราะ Vulnerability is the best measure of courage จุดอ่อนคือมาตรวัดความกล้าหาญที่ดีที่สุด

หลายครั้งที่จังหวะเลิกสำคัญไม่แพ้จังหวะเริ่ม เราสามารถเลือกจังหวะจบที่สวยงามของเราได้ วินาทีที่ลงหลังเสือเป็นศิลปะขั้นสูงของการปล่อยวางชื่อเสียง อำนาจ เงินทอง ให้คนจำเราแบบไหน

ชีวิตคนเรามีอะไรมากกว่าแค่ความสุข เพราะความสุขมาๆไปๆ แต่ความหมายความในชีวิตจะทำให้เรามีที่ยึดเหนี่ยว บางคนเพียงแค่มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เล่าเรื่องราวใหม่ให้ตัวเองได้ ก็ทำให้ชีวิตนี้มีความหมายแล้ว

หากเมื่อใดถึงคราวที่เราไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไร จงมีความสุขกับน้ำผึ้งในชีวิตเท่าที่มี

อ่านจบแล้วอยากจะเป็นผู้ทรงภูมิ รอบรู้ไปด้วยเรื่องราวอันมีค่าแบบนี้บ้าง คงต้องเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ รอวันดอกไม้ผลิบานกับเค้าบ้างเนอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#แด่คลื่นเล็กๆในมหาสมุทร

144 -Leaders’ Wisdom

144 Leaders’ Wisdom

หนังสือที่รวมบทสัมภาษณ์คุณภาพของผู้นำ 3 ยุค ทั้งรุ่นเก๋าที่มากประสบการณ์ ยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนยุคสมัย และยุคอนาคตที่กำลังจะเปลี่ยนโลก ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน เพราะเราคงไม่มีโอกาสไปนั่งคุยกับบรรดาผู้บริหาร ผู้นำเหล่านี้ แต่หนังสือเล่มนี้ได้ถอดบทเรียนและรวมเล่มให้เราเรียบร้อยแล้ว

Senior Wisdom

ธนา เธียรอัจฉริยะ SCB, Robinhood, BBIK

ทักษะที่ใช้ในการไต่เต้าจนมาถึงระดับบริหารคือ ลองผิดลองถูก ใช้ทักษะแบบคละๆกันระหว่าง ทักษะแบบเป๊ะๆ กับ ทักษะแบบ กะๆ นานวันเข้าก็จะจับทางออก จนเริ่มรับมือได้ ถ้ารอบนี้ทำแบบนี้แล้วโดนด่าโดนปฏิเสธ รอบหน้าก็หาข้อมูลเพิ่ม เราจะถูกเคี่ยวกรำจากตรงนี้จนเริ่มมีคนยอมรับและให้โอกาส เมื่อรับงานมาแล้ว ทำงานให้ “สำเร็จ” ไม่ใช่แค่ “เสร็จ” อย่างเดียว เครดิตสร้างจากงานเล็กๆค่อยๆสั่งสมประสบการณ์ขึ้นมาเอง

เมื่อต้องสร้างทีมเอง ให้สร้างแบบนักกีฬาแล้วเราเป็นโค้ช อย่าพยายามสร้างแบบครอบครัว

จุดเลี้ยวที่ดีของชีวิตคือ ช่วงที่เจอความล้มเหลว พ่ายแพ้ ผิดพลาด โง่เขลา โดนด้อยค่า ถือเป็นขุมทรัพย์ที่ทำให้เรามีแรงผลักดันที่จะเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ AIS

จากพนักงานโปรแกรมเมอร์ ใช้ลูกขยัน ซื่อสัตย์ พัฒนาตัวเอง แน่วแน่กับวิสัยทัศน์ ชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ อดทนพิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับ และพาตัวเองมาจนถึงระดับ CEO ขององค์กรที่เป็นผู้นำในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

เขาเปลี่ยนจาก Income-based Organization มาเป็น Innovation Organization วิธีการคือ Agile ดึงทรัพยากรออกจากเรือใหญ่ มาลงเรือที่คล่องตัวกว่านำร่องเรือใหญ่ให้เดินตาม เพราะอยู่แต่บนเรือใหญ่ มันอุ้ยอ้ายจนมองไม่เห็นทาง จะเลี้ยวกระทันหันอาจทำให้เรือล่มอัปปางได้

ใช้หลัก 80/20 คัดคนทำงาน ให้ผลตอบแทนที่ดี ให้โอกาส ให้แรงบันดาลใจ ต้องเป็นนักปลุกระดมให้พนักงานภูมิใจในงานที่ทำ ทำงานเยอะเข้าไว้ เพราะไม่เคยเห็นคนประสบความสำเร็จที่ไหนทำงานน้อยเลย อดทนและแน่วแน่เพราะ ความสำเร็จไม่มีทางลัด

ปฐมา จันทรักษ์ IBM

ในโลกการทำงานยุคใหม่นี้ ความท้าทายคือการมาถึงของ disruption เปรียบเสมือนอยู่ในสนามแข่งรถ หยุดรถไม่ได้ คนทำงานก็ต้องทำงานไปด้วยปรับเปลี่ยนไปด้วย You have to perform while you transform และต้องมี sense of urgency คือไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ อะไรที่ควรรีบทำต้องทำก่อน ถ้ามีข้อผิดพลาดมาก็ช่วยกันแก้ไข ทุกส่วนต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ถ้าทีมขายเร่ง แต่ทีมหลังบ้านช้าก็จะเกิดหลุมทันที

เมื่อมีปัญหา ทางแก้คือใช้ 4D – Discuss Debate Design Deliver หน้าที่ของผู้นำคือ คิด What กับ Why แล้วให้ทีมไปคิด How เอาเอง สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในการทำงานวัดได้จาก หากวันหนึ่งเราเดินออกไปจากองค์กรแล้ว พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ยังคิดถึงเรา

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ Microsoft

สิ่งสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเลือกที่ทำงาน คือพันธกิจองค์กร เพราะมันบ่งชี้ว่าองค์นี้มีไว้เพื่ออะไร ของ Microsoft คือ To empower every person and every organization to achieve more ซึ่งคุณธนวัฒน์มองว่าเขาสามารถใช้ Microsoft สร้างผลกระทบให้กับประเทศไทยได้

ภายในองค์กรจะเน้นเรื่อง Growth Mindset กับ Diversity & Inclusion เวลามีประชุม ไม่แชร์แค่ Win Sharing แต่จะรวมถึง Lose Sharing เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้ไปด้วยกัน ต้องมั่นใจว่าเรา Lead ไม่ใช่แค่ Manage ที่นี่จะเน้นให้ผู้นำโค้ชและมีความเอาใจใส่ (Caring) พนักงาน หาอะไรท้าทายให้เด็กรุ่นใหม่ทำนอกเหนือจากงาน Routine

ชวพล จริยาวิโรจน์ Huawei

ในการสร้างทีมและบริหารคนในองค์กร Mindset เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นน้ำครึ่งแก้ว ต้องอย่าตกเป็นเหยื่อของความสำเร็จ ต้องหาคนที่เป็นนิวเคลียสหรือประจุพลังงานที่ดี เพราะมันจะดึงดูดคนที่ใกล้เคียงกันเข้ามาทำงาน องค์กรไม่ได้ต้องการคนที่ดีที่สุดแต่หาคนที่เหมาะสมที่สุด

ผู้นำ ผู้บริหารต้องรับผิดชอบผลงานของลูกทีมทุกคน และถ้าจะให้ดีต้องโค้ชเป็น อย่าทำให้การโค้ชหรือ เมนทอร์เป็นเรื่องสบายๆไม่งั้นมันจะกลายเป็น “ว่างก็มา” ให้กำหนดให้เป็น KPI ของผู้บริหารเลยว่าต้องโค้ชคนเป็นด้วย การทำงานให้มีไฟตลอดเวลา สามารถทำได้ถ้าเรามีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ห้อมล้อมด้วยคนดีคนเก่งมันจะทำให้เรามีแรงสนุกไปกับการทำงาน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

อาจารย์ทำหลากหลายอาชีพมาก ตั้งแต่งานอาจารย์ ที่ปรึกษาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน งานการเมือง จนล่าสุด งานผู้ว่ากทม. ถ้าถอดหัวโขนออกไป คุณสมบัติที่โดดเด่นของเขาคือ การบริหาร อาจารย์บอกว่าชีวิตเราไม่มีทางรู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราทำได้แค่ลากจุดจากอดีตที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญคือเราก็ต้องเป็นคนสร้างจุดเหล่านั้นไว้ด้วย เพื่อตั้งรับรอโอกาสที่จะเข้ามา การสร้างจุด เริ่มจากความอยากรู้อยากเห็น ไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ จากนั้นก็แสวงหาความรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ เพราะความโชคดีคือโอกาสที่มาเจอกับการเตรียมตัว

เราต้องสร้าง Trust หรือความไว้ใจในการทำงาน ซึ่งมาจากการมี Competency (ความเก่ง) Character (ตัวตนของเรา) ต้องดีทั้งสองอย่าง ถ้าทำงานเก่งแต่มาสายไม่เคารพคนอื่นนิสัยแย่ Trust ก็ไม่เกิด ในทางกลับกัน ถ้าดีทุกอย่างแต่ทำงานไม่ได้เรื่อง คนก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี ดังนั้นบ่มเพาะทั้งสองอย่างควบคู่กันไป แล้วมันจะกลายมาเป็นแบรนด์ของเราเอง

อย่าไปกังวลกับ Passion มาก เราไม่มีทางรู้ว่าเราหลงใหลอะไร ให้ลองทำไปก่อนแล้วจะได้รู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร กว่าอาจารย์จะรู้ตัวว่าแพสชั่นคือการทำอะไรเล็กๆน้อยๆให้ชีวิตคนดีขึ้น อายุก็ปาไป 50 กว่าแล้ว

Mid-Life Management Crisis

รวิศ หาญอุตสาหะ

หน้าที่ของ CEO คือสนับสนุน อำนวยความสะดวกให้คนทำงาน เจออะไรติดขัดตรงไหนก็หาทางช่วย ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการแก้ปัญหา เป็นโค้ช เป็นนักจิตบำบัดได้ด้วย เพราะแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน ต้องทำหน้าที่ที่ปรึกษา ไม่ใช่การบอกทางออกหรือวิธีแก้ปัญหา แต่ให้รับฟัง มี Empathy เห็นอกเห็นใจคนอื่นให้มากขึ้น แม้ว่าเวลาสำหรับผู้บริหารมีน้อย แต่การคุยกับคนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เรืองโรจน์ พูลผล KBTG

ชีวิตของผู้บริหารท่านนี้ขับเคลื่อนด้วย “วินัย” และ “ใจสู้” มาล้วนๆ เพราะไม่ได้มีต้นทุนสูง แต่ดิ้นรนด้วยความสามารถตัวเอง จนมาเป็นผู้นำที่ Lead Inspire Influence คน

ในบทบาทผู้บริหาร เวลาหมดไปกับการประชุมเกือบทั้งวัน เราไม่สามารถบริหารเวลาได้ แต่เราสามารถบริหารพลังงานได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเท่ากันทุกการประชุม บางงานก็เป็นผู้สังเกตการณ์ก็พอ

หลักการเรื่องการตัดสินใจ ง่ายๆเลยคือ ให้คนที่มีความเชี่ยวชาญและมีข้อมูลเป็นคนตัดสินใจเรื่องนั้นๆ อย่าผลักทุกเรื่องมาอยู่ที่ผู้บริหารหมด

อย่ามองข้ามการสื่อสาร The secret of communication is overcommunication คนอาจเบื่อที่พูดแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆเป็นปีๆ แต่ผลคือพนักงานจะถูกฝังหัวโดยไม่รู้ตัวว่านี่คือวิสัยทัศน์องค์กร พูดซ้ำๆจนมันซึมเข้าไปในหัวทุกคน

ในการทำให้พนักงานเปิดใจกับเรา อย่าซื้อใจ เพราะใจซื้อไม่ได้ ใครให้มากกว่าเขาก็ไป แต่ถ้าเราใส่ใจ ทุ่มเทให้ใจเขาไป ถ้าเขาสังเกตว่าเราตั้งใจทุ่มเทให้เขาจริงๆเขาจะตอบแทนเราเอง ใช้หลัก open collaborate และ co-create ชวนพนักงานมาลองทำอะไรสนุกๆด้วยกัน

ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล เงินติดล้อ

ตอนทำงานสายธนาคาร เขามองลูกค้าเป็นตัวเลข ไม่ได้มองด้วยความพยายามแก้ปัญหาให้เขา ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ให้ผลประโยชน์ระยะส้น แต่ตอนนี้เขามองที่ความสัมพันธ์เป็นหลัก  ทั้งลูกค้าและพนักงาน และ ผู้ถือหุ้น

คุณปิยะศักดิ์ชอบประชุมกับพนักงานวงเล็กๆ 20-30 คนทุกสัปดาห์ เจอกันก็จะถามถึงเป้าหมายทั้งเรื่องงานและส่วนตัว สิ่งที่บริษัทจะทำได้คือช่วยให้เขาไปถึงเป้าหมายของตัวเอง

ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ TRUE

สิ่งสำคัญในการอยู่รอดในยุค Digital Transformation คือต้องมีทัศนคติแบบ Can do มองเห็นความเป็นไปได้ และมองโลกอย่างแหลมคม Sharp eye เพราะเรากำลังไปในทางเดินใหม่ ไม่ใช่เราพาทีมไปอย่างเดียว ทีมก็พาเราไปด้วย ต้องไปถางป่าด้วยกัน และท่ามกลางความกดดัน การแข่งขันที่สูงมากจนทำให้หลายคนท้อ ให้คิดว่าชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว บางครั้งก็ควรมองงานว่า It’s not such a big deal.

กัณฑ์พงษ์ พานทองประเสริฐ Ogilvy

การทำงานในวงการเอเจนซี่ ต้องมีใจรักเพราะทำงานกันไม่เป็นเวลา สนุกกับงาน กับการโต้แย้งเพื่อหาไอเดีย สนุกกับการฟังโจทย์ลูกค้าแล้วใช้ความคิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะคิดใหม่ตลอดเวลา ไม่ท้อเวลา Pitch งานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ สิ่งสำคัญคือเมื่อผลงานออกสู่สาธารณะแล้ว คนทำงานวงการนี้จะภูมิใจมาก แต่ต้องอย่าง Fall in love with your idea เพราะเมื่อไหร่ที่เราตกหลุมรักไอเดียตัวเองเราจะปิดประตูไม่ฟังไอเดียอื่นที่อาจจะดีกว่าก็ได้

เวลาที่คิดงานไม่ออก ให้หยุดคิด แล้วไปทำอย่างอื่นก่อนกลับมาคิดอีกครั้งตอนสมองโล่ง อาจจะไปชวนคนอื่นมาคิดด้วยก็ได้

สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นิ้วกลม

งานที่ทำทุกวันนี้มีอยู่สองเหตุผล คือ มันจำเป็นมาก กับ อยากทำมาก ถ้าไม่อยู่ในสองข้อนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำในสิ่งที่ไม่ชอบ บางคนถามว่าถ้าต้องทำงานที่น่าเบื่อมากเขาจะมีความสุขได้ยังไง ท่านดาไลมาละบอกว่า คนที่มีงานน่าเบื่อมาก เขาอาจมีชีวิตที่น่าสนใจมากก็ได้ เพราะงานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต แท้จริงแล้ว ชีวิตหลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาสำคัญ ชีวิตใครน่าสนใจวัดกันที่การใช้เวลาเหล่านี้ 

สมัยนี้สังคมให้ค่ากับ การตามหา Passion ซึ่งจริงๆแล้ว รากศัพท์ของ Passion หมายถึงความทรมาน ในแง่หนึ่งแพสชั่นคือแรงผลักดัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องชดใช้มันด้วยความเหนื่อยยาก ดังนั้นอย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร

ความสุขมี 3 ระดับ คือสุขที่เกิดขึ้นจากตัวเอง จากความสัมพันธ์ และจากสังคม พยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขทั้งสามวงกลม อย่าแยกออกจากกัน

Leaders of the Future

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ The Standard

หน้าที่ของบรรณาธิการมี 3 เสา คือ

หนึ่ง Content Strategy เราจะทำสื่อไปในทิศทางไหน ความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างไร คู่แข่งทำอะไรอยู่ อ่านเกมให้ออก

สอง บริหารคน มอบหมายงานให้อำนาจเต็มที่ ให้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ให้อิสระที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ Empower  Encourage  และเป็นโค้ชให้เขาได้ ต้อง over communicate สื่อสารด้วยความจริงใจ

สามคือ บริหารเงินทอง ให้องค์กรมีกำไรอยู่รอด

สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือ ทำคอนเทนต์ออกไปแล้วมันเปลี่ยนชีวิตคน หรือเปลี่ยนโลกทัศน์ หรือสร้างประโยชน์ให้ผู้เสพ เพราะเราได้สร้างคุณค่าให้สังคม

พริษฐ์ วัชรสิทธุ StartDee

คุณพริษฐ์ หรือที่รู้จักกันในนามหลานคุณอภิสิทธ์ ผู้กำลังทำ Start Up เกี่ยวกับการศึกษา

ไอติมบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แค่ต้องหาเรื่องที่เราถนัดที่สุด หาให้เจอว่าชอบอะไร ฝึกให้ตัวเองชินกับการทำงานบนความไม่แน่นอน แล้วใจเราจะเปิดรับการเปลี่ยนแปลง

การเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องทำงานกับคนต่าง Generation นั้นมีความท้าทาย เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับความอาวุโส แต่มันแก้ได้ ถ้าทุกคนมี Empathy ที่เริ่มจาก Curiosity สาเหตุที่การเข้าใจคนอื่นเป็นเรื่องยาก เพราะต้องเข้าใจบริบทของเขาก่อน เริ่มจากแสดงความจริงใจในการสงสัย ถามด้วยความอยากรู้ว่าเขาคิดยังไงและรับฟัง แล้วเราจะเข้าใจกันมากขึ้น

สรานี สงวนเรือง เฟื่อง LDA – Ladies of Digital Age

อดีตผู้ประกาศข่าวที่ผันตัวมาเปิดบริษัทให้ความรู้ Edutainment เกี่ยวกับด้าน IT  เฟื่องเริ่มทำธุรกิจไม่ได้ทำเพราะอยากรวย แต่ทำเพราะอยากเป็นผู้ประกอบการที่สนุกกับการทำอะไรบางอย่าง บริษัทเติบโตบนความเปลี่ยนแปลง ลุยเลย ไม่คิดเยอะ แม้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย จากที่ทำงานแบบวันแมนโชว์ พอต้องมีทีมงาน ก็เลยรู้ว่าเราจะทำทุกอย่างคนเดียวไม่ได้ ต้องสร้างทีม บริหารทีม เลือกคนจาก Culture หรือ DNA และ Skill Set ว่าแมชกับสิ่งที่ต้องการไหม ประเภทว่า DNA ได้ แต่ทักษะการทำงานไม่ได้ ไว้สอนกันทีหลัง แบบนี้ไม่ได้ ต้องบอกตัวเองเสมอว่าที่นี่ไม่ใช่โรงเรียน

การทำงาน เร็วบ้าง ช้าบ้างก็ไม่เป็นไร ต้องอย่าให้ชีวิตมีแค่เรื่องงานอย่างเดียวจนลืมมิติอื่นๆของชีวิต

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

พ่อมดแห่งวงการบิทคอยน์ของประเทศไทย สิ่งที่ทำให้ Bitkub เติบโตเร็วเป็นเพราะทำธุรกิจถูกทิศทางลมที่ถูกต้อง และ Bitkub เป็นคนส่วนน้อยที่มองเห็นโอกาสก่อนจึงได้เปรียบ รวมถึงโมเดลธุรกิจที่มัน Blitzscale เน้นการเติบโตโดยต้องยอมปิดตาข้างหนึ่งว่าประสิทธิภาพอาจโตไม่ทันตาม

บทบาทของ CEO ต้องสามารถรันองค์กรได้ทั้งในยาม War Time (ช่วงแรกที่เพิ่งก่อตั้งบริษัท ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างมีค่า พนักงานทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อให้องค์กรอยู่รอด) และ ช่วง Peace Time (ธุรกิจมีกำไรแล้ว สามารถมาดูเรื่องวัฒนธรรมองค์กรและพัฒนาบุคลากร)

ซึ่งที่ Bitkub จ้างคนโดยใช้หลัก Grade Player ให้เลือกคนที่เก่งกว่าตัวเองอย่างน้อย 1 อย่าง เพื่อไม่ดึงค่าเฉลี่ยขององค์กรลง

คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ คือ อดทน และเพียรพยายาม คนส่วนใหญ่จะเห็นตอนที่ต้นไม้โตแล้ว แต่ไม่เคยเห็นตอนที่เรากำลังดูแลให้มันเติบโต ซึ่งต้องใช้ความอดทนมหาศาล

คนถูกสัมภาษณ์แต่ละท่านเก่งและมีของกันทุกคนอยู่แล้ว แต่คนสัมภาษณ์และเรียบเรียงก็เก่งเหมือนกัน ที่ถามคำถามได้ดี และเอามาปรุงให้กลมกล่อม อ่านเพลิน ย่อยข้อมูลให้เราได้เรียนรู้ง่ายๆ ถ้าอยากรู้ความคิดของบรรดาผู้นำว่าเขามีมุมมองอย่างไร ให้อ่านเล่มนี้เลย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#LeadersWisdom

143 – Productivity Hacks สูตรโกงของคนเก่งงาน

143

Productivity Hacks สูตรโกงของคนเก่งงาน

หนังสือที่เต็มไปด้วยทริค สูตรโกงประสิทธิภาพกว่า 500 ข้อ แบ่งแยกตามด้านต่างๆของชีวิตประจำวัน เขียนโดย Emily Price สูตรแต่ละข้อบรรยายสั้นๆ จบในตัว ต้องการตัวช่วยด้านไหนก็พลิกไปที่บทนั้นอ่านได้เลย

เล่มนี้เจ้แพท เพื่อนเจ้ซื้อให้มาตอนเจอกันคราวก่อน สมกับเป็นผู้บริหารที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลาจริงๆ มาแอบดูสูตรโกงที่สามารถเอาไปใช้ได้จริงกันดีกว่า

#เตรียมพร้อมที่จะประสบความสำเร็จ

การเตรียมตัว – ให้ความสำคัญกับการ “เตียมตัว” ใช้เวลาก่อนนอน เตรียมตัวของวันพรุ่งนี้ แล้วพอถึงวันใหม่หลัวจากตื่นนอนเราจะขอบคุณตัวเองเมื่อเห็นว่ามีเรื่องต้องทำน้อยลง / วางแผนสิ่งที่ต้องทำให้สัปดาห์หน้าในคืนวันอาทิตย์ จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมว่าจะเหลือเวลาไปทำสิ่งอื่นได้มากน้อยแค่ไหน / ลองย่อยสิ่งที่ต้องทำให้เล็กและง่ายต่อการลงมือทำ / จดบันทึกผลงานเพื่อเป็นหลักฐานว่าเรามีประสิทธิภาพ / จัดตารางเวลาสำหรับการทำธุระส่วนตัวโดยอิงจากสถานที่จะได้ประหยัดเวลาเดินทางและเวลาที่ใช้ทำภารกิจ

การตั้งเป้าหมาย – เปลี่ยนจากเป้าหมายประจำปีเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ภายใน 90 วัน แทน เพราะถ้าไม่สำเร็จทันเวลา อย่างน้อยเราก็กำลังทำมันอยู่ภายในกรอบเวลาใหม่ในปีนั้นๆ / พอซอยย่อยเป็นรายวัน ให้กำหนดหัวข้อหลักในแต่ละวัน / กำหนดกิจวัตรยามเย็นก่อนเข้านอน เช่น พาหมาเดินเล่นตอนสองทุ่ม ดื่มชาตอนสามทุ่ม อาบน้ำ อ่านหนังสือสักบท ทำให้เป็นกิจวัตร เพราจะช่วยให้ร่างกายหลับเร็วขึ้น

การดูแลตัวเอง – ดื่มน้ำเปล่าหลังตื่นนอน / ไม่พลาดมื้อเช้าเพื่อจะได้ไม่หิวในชั่วโมงที่จะเกิด Productivity ก่อนพักเที่ยง / เริ่มต้นวันด้วยการออกกำลังกายเบาๆสัก 15 นาทีช่วยให้เลือดไหลเวียน กระตุ้นสมองให้พร้อมทำงาน / พยายามตื่นเช้าขึ้นเพื่อจะได้มีเวลามากกว่าเดิมในแต่ละวัน / อย่าลืมกินอาหารดีๆ / ทำเครื่องดื่มโปรดแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น เมื่อถึงบ้านจะได้ดื่มทันทีไม่ต้องเสียเวลาทำ และหากมีแขกมาก็จะได้เสิร์ฟได้เลย / ออกไปรับแสงแดด ทำให้อารมณ์ดี เครียดน้อยลง มีสมาธิมากขึ้น

การหาตัวช่วย – การจำพาสเวิร์ดหลายๆอันเป็นเรื่องยาก  ใช้แอพ 1Password จะได้ไม่ต้องจำและเสียเวลานึกหรือค้นหาว่าคืออะไร / เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาค้นหาตอนก่อนออกจากบ้าน ให้วางกุญแจรถไว้รวมกับของสำคัญที่ต้องนำติดตัวไปด้วย / ตั้งค่าจ่ายใบเรียกเก็บเงินทุกประเภทแบบอัตโนมัติ / จ้างคนมาบริหารเงินเพื่อลดความเครียดในการลงทุน

การใช้เวลาว่าง – เก็บบทความเนื้อหายาวๆรวมถึงคลิปวิดิโอ และ podcast ไว้อ่านเวลาว่าง  เช่นตอนออกกำลังกาย นั่งรถ นั่งรอเฉยๆ / หาวันทำธุระส่วนตัว การลางานไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวเสมอไป

#ทำงานให้มีประสิทธิภาพ

ก่อนทำงาน – มาทำงานแต่เช้า ดื่มด่ำกับความสงบก่อนพายุจะถาโถม / ถ้าเสียงดังมาก ใช้หูฟังตัดเสียงรบกวน

ระหว่างทำงาน – กำหนดเวลาที่แน่นอนในการเช็คอีเมล์ระหว่างวัน ไม่เช็คตลอดเวลา / จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบจะช่วยเพิ่มสมาธิ / ถ้าต้องตอบอีเมล์ซ้ำๆ ให้สร้างข้อความอัตโนมัติไว้เลย / ทำงานโดยใช้เทคนิคโพโมโดโร (พัก 5 นาที ทุก 25 นาทีของการทำงาน) / อย่ากินมื้อเที่ยงเยอะจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงบ่าย / ไม่เล่นโซเชียลมีเดียที่ดูดเวลาระหว่างวัน / เริ่มทำงานใหญ่ต้นสัปดาห์เพราะเป็นช่วงที่พลังเต็มเปี่ยม

พักบ้าง – ถ้างานหนักไปให้ถอยออกมาไปทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่านี้ แล้วค่อยกลับมาเริ่มทำต่อจะได้พลังที่เฟรชกว่าเดิม / เดินเล่นบ้าง จะทำให้กลับไปทำงานได้สดชื่นขึ้น / ลาพักร้อน เป็นการพักที่ดีที่สุด / กำหนดชั่วโมงสำหรับงานจิปาถะ

การรักษาความสัมพันธ์กับผู้คน – พกนามบัตรติดตัวจะได้ไม่พลาดโอกาสดีๆที่เข้ามาไม่ทันตั้งตัว  / ถ่ายรูปนามบัตรไว้กันหาย ใส่ข้อมูลสั้นๆ เช่นเจอที่ไหนเมื่อไหร่ก่อนจัดเก็บ / ใช้เวลาพักเที่ยงให้เป็นประโยชน์ เช่น กินมื้อเที่ยงกับคนที่คุยเก่งเพื่อที่เค้าจะได้ไม่รบกวนเวลาทำงาน

พัฒนาตัวเอง – หาที่ปรึกษา ควรเป็นคนที่ตำแหน่งสูงกว่าเพื่อขอคำแนะนำจะได้ไม่เสียเวลาลองผิดลองถูก

#ทำงานที่บ้านให้มีประสิทธิภาพ

จัดตาราง – แม้จะทำงานที่บ้านก็ต้องกำหนดตารางงานให้เป็นเวลาแบบเดียวกับตอนที่อยู่บริษัท / ลองเดินมาทำงานที่บ้าน (เช่น เดินรอบหมู่บ้านก่อนเข้าบ้าน เพื่อเตรียมสมองเข้าสู่โหมดทำงาน) / กำหนดเวลาเลิกงาน บังคับตัวเองให้กลับบ้านเหมือนตอนอยู่ออฟฟิศ โดยอาจจะออกไปเดินรอบหมู่บ้านสักรอบ

จัดสถานที่ทำงาน – ปิดประตูระหว่างทำงาน เพื่อให้มีสมาธิ / แจ้งตารางงานคร่าวๆกับคนในบ้าน เพื่อเลี่ยงการรบกวน / แบ่งเวลาทำความสะอาดห้องที่ใช้ทำงานเป็นประจำ / มีโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อเรื่องงานโดยเฉพาะ / ซื้อเก้าอี้ทำงานดีๆ / ซื้อปริ้นเตอร์ / ติดอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง / เตรียมถ่านสำรองสำหรับเมาส์หรืออุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ต่างๆ กรณีหมดจะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปซื้อระหว่างวัน / ฟังเพลงเพื่อสร้างสมาธิในการทำงาน

เวลาทำงาน –  แต่งตัวให้ดีกว่าใส่ชุดนอนหรือชุดอยู่บ้านทำงาน เพราะร่างกายจะคิดว่าเป็นโหมดพักผ่อน / สลับไปลุกขึ้นยืนทำงานบ้าง / ใช้บราวเซอร์แยกกันระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว / ปิดเสียงมือถือระหว่างทำงาน / เตรียมน้ำและขนมระหว่างวันอย่าปล่อยให้หิวหากต้องจดจ่อกับงานสำคัญ / วันที่ต้องตั้งใจทำงานสำคัญให้เตรียมมื้อเที่ยงไว้เลยล่วงหน้า ถ้าทำเองก็ฟรีซไว้เวลาจะกินก็เอามาอุ่นได้เลย ไม่เสียเวลาทำ หรือให้คนที่บ้านจัดให้

#เดินทางติดต่อธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ

จัดการตาราง – จองตั๋วเที่ยวแรกเพื่อไปจุดหมาย เพราะคนน้อยกว่า โอกาสที่จะล่าช้าน้อยกว่า / นัดประชุมโดยดูจากเที่ยวบินดีกว่าจองหาเที่ยวบินเพื่อประชุม / เขียนกำหนดการเดินทางเตรียมไว้ /  ตรวจสอบ Wi-Fi ของโรงแรมที่จะพักว่าดีหรือไม่

สิ่งของที่ควรพกไปด้วย – ปลั๊กพ่วงเพื่อชาร์จอุปกรณ์ทั้งหมด / ซื้ออุปกรณ์อาบน้ำประทินผิวอีกชุดหากต้องเดินทางบ่อย / เตรียมอุปกรณ์ช่วยคืนชีวิตการพักผ่อน เช่นหมอนรองคอ ผ้าปิดตา ที่อุดหู ทิชชูเปียก ชุดสำหรับเปลี่ยนหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไม่วุ่นวายกับการเสื้อผ้าใส่ / ม้วนเสื้อผ้าแทนการพับช่วยให้รอยยับน้อยกว่าปกติ  / เขียนชื่อที่อยู่เบอร์ติดต่อของโรงแรมที่จะไปพักติดตัวไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน  / พกเงินสกุลอื่นติดตัวไว้บ้าง / วิตามินซีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรค ร่างกายจะได้ไม่ป่วยง่ายระหว่างเดินทาง

เมื่อมีปัญหา – หากเที่ยวบินล่าช้า ให้โทรหาสายการบินดีกว่าไปยืนบ่นหน้าเคาท์เตอร์ / ใช้กระเป๋าเดินทางสีเด่นๆ หรือมีสัญลักษณ์เฉพาะ เพื่อเลี่ยงปัญหาหยิบผิด / โหลดแอพ Airhelp หากเจอเที่ยวบินล่าช้า เพื่อร้องเรียนและเรียกค่าเสียหายกับสายการบิน

สิ่งที่ควรทำ – ชาร์จแบตอุปกรณ์ทุกอย่างให้เต็มก่อนบิน / เมื่อถึงที่หมายใหม่ ควรยึดตามเขตเวลาเดิมแทนที่จะปรับตัวกับเขตเวลาใหม่ / ใช้เวลาบนเครื่องบินหรือระหว่างเดินทางให้เกิดประโยชน์ เช่นจัดเอกสาร จัดกระเป๋า ลบเบอร์ติดต่อ วางแผนงาน ซ้อมพรีเซนท์ อ่านหนังสือ หรือแม้แต่หันไปคุยกับคนข้างๆ  ไม่แน่ว่าอาจะได้คอนเนกชั่นเพิ่ม / สั่งอาหารมังสวิรัติ เพราะจะได้รับก่อนและอาหารเบาๆช่วยให้ มีสมาธิในการคิดงานมากกว่า / ถ้าต้องแวะพักในสนามบินนานๆ ให้ใช้บริการห้องรับรองสายการบินหรือเลาจ์ดีกว่า เพราะได้พักเต็มที่ มีอาหาร และสามารถอาบน้ำได้ / อย่าใส่ชุดใหม่หรือรองเท้าใหม่ขณะเดินทางไปงานสำคัญเพราะอาจเจอปัญหาชุดไม่พอดีหรือรองเท้ากัดได้ / ขณะอยู่ในโรงแรม ใช้บริการซักรีดได้เพื่อจะได้ไม่ต้องขนเสื้อผ้าไปเยอะ / หาข้อมูลของสถานที่ประชุม และวิธีเดินทางล่วงหน้าจะได้ไม่เสียเวลาเมื่อเดินทางถึงสนามบิน

#ประชุมให้มีประสิทธิภาพ

เช็คว่าประชุมนี้ต้องจัดแบบเจอหน้ากันเท่านั้นหรือสามารถเปลี่ยนไปออนไลน์แทนได้ / กำหนดวาระการประชุมและแจ้งทุกคนให้รู้ / เชิญเฉพาะผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุม / จัดทำเอกสารที่ต้องอ่านก่อนเข้าประชุมเพื่อเลี่ยงการเสียเวลาอ่านในที่ประชุม / เริ่มและเลิกประชุมตรงเวลา / อธิบายสิ่งที่ทุกคนต้องทำหลังการประชุม / เลี่ยงการประชุมเพื่อระดมสมอง แต่ให้ผู้เข้าประชุมเตรียมแนวคิดส่งให้ดูก่อนและเลือกเฉพาะอันที่น่าสนใจมาคุยในที่ประชุม / ไม่ต้องอ้อมค้อม ให้พูดถึงปัญหาในช่วงต้นๆของการประชุมเลยจะได้ไม่เสียเวลา / จัดการประชุมให้ไม่เกิน  หัวข้อ ถ้ามากกว่านี้ ให้แบ่งการประชุมเป็นสองครั้งจะได้ประสิทธิภาพมากกว่า / เลี่ยงการนัดประชุมเช้า ช่วงต้นสัปดาห์เพราะผู้คนอาจยังไม่ได้เตรียมพร้อม / สลับไปประชุมนอกออฟฟิศเพื่อเพิ่มความคิดสร้างสรรค์บ้าง / อย่านำอาหารเข้าห้องประชุม / แม้จะเป็นประชุมที่ไม่เป็นทางการก็ควรส่ง Calendar Invite ให้เป็นกิจจะลักษณะ / ถ้าต้องประชุมเกิน  ชั่วโมง ให้กำหนดเวลาพักด้วย / อีเมล์ประเด็นสำคัญหลังการประชุมให้ทุกคนรับทราบ

และยังมีส่วนของเครื่องมือ แอพลิเคชั่น และเทคโนโลยี และคีย์ลัด ที่เป็นตัวช่วยในการทำงานหลายๆด้านอีกมากมายในหนังสือเล่มนี้ แต่ส่วนตัว เจ้เป็นคนประเภท Analog ชอบจดมากกว่าจะใช้เครื่องมือในมือถือเหล่านี้ แต่ถ้าสนใจก็ลองหาอ่านกันดูได้

สิ่งสำคัญของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แท้จริงแล้วคือการรักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว อย่าให้งานกินพื้นที่จนกลายเป็นทุกสิ่งในชีวิตของเราไป เราอาจสนุกกับการทำงานในวัยนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มองย้อนกลับมาเราอาจพลาดสิ่งดีๆในชีวิตอีกหลายด้านไปอย่างน่าเสียดายก็ได้ เดินทางสายกลางน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่มนุษย์ทำงานคนนึงจะทำได้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#ProductivityHacks #สูตรโกงของคนเก่งงาน

142 – วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน 2

142

วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน 2

เล่มนี้เป็นเล่มภาคต่อของวิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน เขียนโดยคุณธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ หลังจากติดใจเนื้อหาเล่มแรกชนิดที่เรียกได้ว่า ตกหลุกรัก จึงไม่รีรอที่จะอ่านเล่ม 2 ต่อ และพบว่าก็ยังคงน่าสนใจ เล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ และประกอบไปด้วยหัวข้อย่อยๆให้เราได้คิดตามและตกผลึก

#Mindset

จริงอยู่ที่ว่าทุกคนมีสไตล์การบริหารธุรกิจที่แตกต่างกัน แต่เมื่อวิเคราะห์โดยละเอียดแล้วจะพบว่า แนวคิดหลักการทำงานของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้นมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก มีดังต่อไปนี้

  • ความสำเร็จเกิดจากการให้ ไม่ใช่การรับ – ไม่ใช่แก่กับลูกค้า แต่กับคนรอบตัว ทั้งเรื่องที่จับต้องได้ เช่น ทรัพยากร หรือเงินทุน และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น โอกาส และไม่ลืมส่งผ่านโอกาสนั้นต่อๆไป รวมถึงไม่ลืมผู้ที่ให้โอกาสแก่เรา
  • มีใจรักในสิ่งที่ทำมาก่อนเงิน – รักและภูมิใจในสิ่งที่ทำอยู่เสมอจะทำให้เราพร้อมทำงานเพื่อไปให้ถึงผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้
  • เน้นทำอย่าใส่ใจกับอารมณ์ความรู้สึกมากนัก – เพราะบ่อยครั้งที่อารมณ์จะพาเราไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ให้ตั้งแนวทางให้แน่วแน่และแค่ลงมือทำ
  • เตรียมพร้อมกับทุกโอกาสที่เข้ามา – เพราะโอกาสมีไว้สำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น
  • หาคนมาช่วยเรื่องที่ไม่ถนัด – ถ้าเรามีวลาพอที่จะเรียนรู้ก็ต้องทุ่มเวลาให้เต็มที่ แต่ถ้าไม่ก็สู้จ้างคนที่เชี่ยวชาญมาทำเลยดีกว่า การยอมจ่ายนอกจากจะทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้วยังประหยัดเวลาเราอีกด้วย
  • ล้มเหลวมากกว่าสำเร็จเป็นเรื่องปกติของคนทำธุรกิจ – ไม่มีใครทำอะไรสำเร็จทุกเรื่องโดยไม่เคยสัมผัสความล้มเหลว ให้ลงสนามจริง ทดลองให้มาก ล้มเหลวบ่อย เสียหายทีละน้อยๆ แล้วบทเรียนเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เราทำเรื่องที่สำเร็จได้จริงๆ

เหตุผลต้องห้ามในการทำธุรกิจ

  • อยากรวยเร็วๆ – เพราะถ้าเราเอาเงินเป็นที่ตั้ง มันจะกระทบคุณภาพของสินค้าและบริการ / การลดต้นทุนการดำเนินการ / การขึ้นราคาขาย นั่นคือเรากำลังแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าธุรกิจเราเอาแต่ได้ ไม่ยอมสียสละ เป็นการทำลายตัวเอง ลูกค้าไม่เชื่อมั่นในที่สุด
  • ทำแค่เพราะชอบหรือสนใจเรื่องนั้น  -ถ้าทำสิ่งที่ชอบ ก็เหมาะในแง่ของการเลือกอาชีพ แต่ไม่พอที่จะทำเป็นธุรกิจเพราะมันมีหลายสิ่งที่ต้องเราต้องดูแลเพื่อให้ธุรกิจไปได้ดี เช่น การบริหารเงินสด การบริหารคน การขาย การจัดการเรื่องต่างๆอีกมากมาย
  • ทำเพราะชำนาญเรื่องนั้นอยู่แล้ว  – ความชำนาญเรื่องหนึ่งจะช่วยให้เราแก้ปัญหานั้นๆได้ แต่ความไม่ชำนาญด้านอื่นจะกลับมาสร้างปัญหาให้เราเอง
  • เชื่อประโยค “คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้” – เพราะเราไม่รู้สาเหตุจริงๆทั้งหมดที่ธุรกิจอื่นไปได้ด้วยดี อาจเป็นเพราะเค้ามีทีมงานที่รู้งานจริง ทำงานกันมาเนิ่นนาน มีฐานลูกค้าตั้งแต่สมัยก่อน มีเงินทุนหนา เติมเท่าไหร่ก็ได้ การกระโจนเข้าไปทำตาม อาจไม่ใช่สิ่งที่น่าทำนัก
  • อยากทำเพราะเอาชนะคำดูถูก – วางอคติลง และควรมองให้เป็นกลาง ถ้ายังอยากทำธุรกิจจริงๆทั้งๆที่มีแต่คนเตือน ให้เริ่มที่ความคิด แรงงานของเราก่อน ค่อยๆขยับขยาย
  • ตามกระแส – เพราะมันผ่านมาก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการตามกระแสถ้าไม่รู้ตัวว่าการกระโจนเข้าไป เราอยู่ต้น – กลาง – ท้าย ของกระแส การเข้าไปตอนตอนตลาดวายไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ
  • อยากมีอำนาจ ได้รับการยอมรับว่าเป็น CEO เป็นเจ้าของธุรกิจ – มักเกิดกับคนที่ทำงานประจำและรู้สึกอึดอัดอยากเสี่ยงออกไปทำของตัวเองจะได้มีอำนาจบริหารได้เต็มที่ แต่อย่าลืมว่าตอนเป็นพนักงาน เราทำงานเต็มที่ก็แค่ฝ่ายเดียว แผนกเดียว ส่วนงานเดียว แต่การทำธุรกิจ มันมีเรื่องราวมากกว่านั้นที่ต้องกำกับดูแล ถ้าแค่งานประจำยังทำไม่ไหว ก็อาจต้องคิดหนักๆถ้าจะขยับไปทำธุรกิจ

เหตุผลที่ดี สำหรับการ “มี” ธุรกิจของตัวเอง

การคิดไม่ออกแต่อยากทำ ก็จะเหนื่อยมาก

การคิดได้ แต่ทำไม่ถูกวิธี ก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ธุรกิจจำไปได้จึงต้องมีทั้งสองอย่าง

  • เหตุผลด้านความคิดที่จะทำธุรกิจ
    1. อยากใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมาย –  วันที่เรารู้ว่าเราเกิดมาบนโลกนี้เพื่ออะไร วันนั้นจะเป็นวันแรกของการเริ่มต้นชีวิตที่แท้จริง มีคนมากมายที่เมื่อรู้คำตอบนี้แล้วพร้อมจะทิ้งงานที่กำลังทำเพื่อมาเริ่มต้นทำสิ่งที่มีความหมายกับตัวเอง
    2. อยากทดสอบความรู้ของตัวเอง
    3. อยากพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง
    4. อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ
    5. อยากมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต มีเวลาเป็นของตัวเอง
    6. อยากมีรายได้ตามความสามารถ
    7. อยากเป็นผู้สร้างโอกาส มอบสิ่งดีให้ผู้อื่นและสังคม
    8. อยากตื่นเต้น ลุ้นทุกวัน รู้สึกท้าทาย
    9. อยากออกจากความเครียด ความกดดันจากการทำงาน
    10. อยากสร้างโอกาสด้วยตัวเอง
  • เหตุผลด้านความสามารถที่จะทำธุรกิจ
    1. เรามีความสุขกับการทำหรือใช้เวลากับเรื่องนั้น
    2. เราเข้าใจว่าธุรกิจที่จะทำ หัวใจสำคัญของการทำเงินอยู่ตรงไหน
    3. สามารถคิดหรือทำเรื่องนั้นให้ดีกว่าเดิม หรือต่างจากเดิม
    4. เห็นตัวอย่างธุรกิจจากที่อื่นแล้วนำมาทำในไทยบ้าง
    5. เราสามารถลองผิดลองถูกได้โดยไม่รู้เบื่อ
    6. เรามีเงินสำรองการทำธุรกิจมากพอ
    7. เรายังมีรายได้ประจำ หรือรายได้ทางอื่นอยู่

เหตุผลที่ดี สำหรับการ “เลิก” ธุรกิจ

  • เป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง – เหมือนพายเรือทวนน้ำ ทำได้ แต่เหนื่อยมาก ใช้ google trend จะพอเห็นภาพว่าเรื่องนั้นกำลังเป็นที่นิยมหรือไม่
  • เราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับธุรกิจนี้แล้ว – จำวันแรกที่เริ่มต้นธุรกิจได้ไหม ยังมีไฟเหมือนวันแรกๆหรือเปล่า หรือรู้สึกว่าเริ่มเป็นภาระมากกว่าความสนุก เพราะคิดว่าธุรกิจเอาเวลาส่วนตัวไปหมด
  • หมดใจ หมดไอเดียกับการนำเสนอสิ่งใหม่ให้ธุรกิจ – เพราะการไม่มีสิ่งใหม่คือการนับถอยหลัง ดูง่ายๆคือมีเสียงบ่นมากกว่าเสียงชม
  • ธุรกิจไม่ตอบความฝันเรา – ถ้าพบว่ามันไม่สามารถพาเราไปสู่เป้าหมายที่ฝันไว้ หยุดได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับตัวเอง
  • ธุรกิจเริ่มพาให้สุขภาพร่างกายเราแย่ลง – มีทั้งแบบแก้ได้และแก้ไม่ได้ แบบแก้ได้คือหาคนมาทำแทนเรา
  • ไม่ตอบโจทย์ด้านการเงิน – ทำแล้วขาดทุนอยู่ร่ำไปจนต้องเบียดเบียนเงินส่วนตัวตลอด ธุรกิจนั้นอาจไม่เหมาะกับเรา

สิ่งสำคัญที่เรียกว่า วิสัยทัศน์

วิสัยทัศน์เป็นการกำหนดความฝัน  วาดภาพไว้ในจินตนาการ ว่าในอนาคตอีก X ปี ต่อจากนี้ เราจะไปอยู่ตรงจุดไหน แล้วดึงเอาภาพนั้นมากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน  พร้อมทั้งเลือกกลยุทธ์ และวิธีการเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น

วิสัยทัศน์  – บอลไทยจะไปแข่งบอลโลก ภาพในฝันคือ กองเชียร์ไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศสนามแข่ง

เป้าหมาย – บอลไทยจะไปแข่งบอลโลกภายในปี 2030

กลยุทธ์ – ใช้นักเตะชาติอื่นโอนสัญชาติเป็นไทยเพื่อลดข้อเสียเปรียบด้านรูปร่าง

วิธีการ – ส่งแมวมองไปคัดเด็กที่มีแววจากประเทศอื่นมาอยู่ไทย เพื่อให้ได้โอนสัญชาติต่อไปในอนาคต

วิสัยทัศน์ จะใหญ่ขึ้น เล็กลง เปลี่ยนไปจากวันนี้ แค่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ชัดเจนว่าเราจะเป็นอะไรในวันนั้น เมื่อเรากำหนดวิสัยทัศน์ได้แล้ว และแบ่งปันกับพนักงาน จะแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่มองว่าเราบ้า กลุ่มที่งงๆไม่เชื่อแต่ก็ไม่ปฏิเสธ และกลุ่มที่เชื่อและอินไปกับวิสัยทัศน์นี้ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครถูกผิด แต่ก็พอจะทำให้เรารู้ได้ว่าใครพร้อมจะเดินจากเราไปและใครจะเติบโตไปกับเรา

บริหารงานให้เหมือนบริหารทีมกีฬา

การบริหารทีมที่ดี คือการบริหารความเก่งที่แตกต่างกันและหลากหลายของคนหลายคน หลายหน้าที่ จับมาอยู่รวมกันอย่างบลงตัวและสร้างให้ทุกคนเชื่อมั่นในเป้าหมายเดียวกันตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ อย่าทำแบบทีมฟุตบอลที่ส่งกองหน้าลงเล่นทั้งหมด 11 คน ถ้าเจอคนไม่เก่ง ก็มี 3 ทางเลือก คือ ให้โอกาสพัฒนาฝีมือ พักออกจากทีมไปก่อน ฝีมือดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา หรือ ตัดออกจากทีมเลย และหากมีโอกาสให้ลองผลัดกันขึ้นมาทำทีมเพื่อสร้างทักษะความเป็นผู้นำรองรับโอกาสที่จะเข้ามา

กับดักความคิดที่ทำให้ธุรกิจโตช้ากว่าที่เป็น

  • พัฒนาสินค้าบนความเข้าใจและความอยากทำของตัวเองเพราะเชื่อว่ามันดี แต่จริงๆแล้วควรเข้าใจ เหตุผลของการซื้อสินค้าจากลูกค้า เข้าใจ Pain Point ของลูกค้า เข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า
  • เรามักจะเชื่อว่าไอเดียแรกคือดีที่สุด
  • เชื่อว่าธุรกิจเรามีกลุ่มเป้าหมายได้แค่กลุ่มเดียว เวลาทำธุรกิจให้แก้ที่ปัญหาของคน ไม่ใช่แก้ที่ประเภทบุคคล
  • กังวลว่าจะขายในไทยได้ไหม ถ้าไทยยังไม่พร้อม จำไว้ว่า ตลาดไทยไม่มีทางใหญ่กว่าตลาดโลก
  • เรามักไม่ยอมทดสอบตลาดก่อนขายจริง ทั้งๆที่ใช้ทุนน้อยกว่า ซึ่งมันคุ้มกว่า ถ้าผลิตจริงแล้วขายไม่ออก
  • เรามักคิดว่าทำธุรกิจต้องทำเป็นทุกอย่าง ตั้งแต่ผลิตยันขาย แต่ในความเป็นจริง เราเก่งอะไรก็ทำอันนั้น แล้วให้คนอื่นมารับช่วงต่ออีกที เช่น เก่งผลิตก็ผลิตไป แล้วให้คนรับไปขายอีกที

#Skillsets

  • ถ้ามืดแปดด้านให้ดูรูป A Hole in a Wall – เมื่อเจอสถานการณ์ยาก เหมือนเราเอาตัวเข้าหากำแพงใหญ่ๆที่มองใกล้ๆก็เห็นปัญหาชัดเจน การเอาตัวเองเข้าไปหมกมุ่นกับระดับปฏิบัติการก็จะเจอแต่ปัญหาเต็มไปหมด การแก้ปัญหาที่ดีต้องใช้เวลาไปกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำสิ่งที่มีอนาคตที่ดีกว่า จึงควรถอยห่าง เอาสายตาออกจากกำแพง ยิ่งถอยห่าง ยิ่งเห็นภาพใหญ่ ยิ่งเห็นภาพใหญ่ ยิ่งเจอช่องว่าง แล้วจะเจอทางออก
  • วิธีจัดการความคิด – ทำไมคนเราถึงคิดได้ แต่มักทำไม่ได้ เพราะความคิดเปรียบเสมือนฝนที่ตกลงมา ที่ในแต่ละวันเราคิดเรื่องใหม่ได้ตลอดเวลาและก็ลืมหรือเปลี่ยนไปเรื่องอื่นได้แค่พริบตาเดียว ปัญหาของคนเราจึงไม่ใช่การคิดไม่เป็นแต่เป็นการจัดการกับความคิดไม่เป็นต่างหาก เพราะวันนึงเราคิดอะไรออกมากมาย แต่กลับปล่อยมันไหลเหมือนน้ำฝนที่ไหลทิ้ง เทคนิคการจัดระบบความคิดคือ จดบันทึก ไม่ต้องห่วงลายมือ นึกอะไรออกจดไปก่อน เหมือนรองน้ำฝนไว้ใช้หน้าแล้ง เมื่อจดแล้วก็ลืมได้เลย ลดภาระการจำ เอาพื้นที่สมองไปทำอย่างอื่น แล้วเรียบเรียงให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อดูว่าจะมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องได้อย่างไรบ้าง จากนั้นความคิดจะถูกกลั่นกรองจนเหลือแต่สิ่งสำคัญที่เราต้องทำเอง เราก็จะโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้น
  • ทำงานอย่างมืออาชีพ – ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถ ฝีกฝนเตรียมทั้งกายและใจ ความเข้าใจในงาน ต้องไม่เป็นภาระใครหรือให้ใครมากำกับตลอดเวลา ทำงานไปจนจบหน้าที่แม้รู้ว่าผลจะออกมาไม่เป็นดั่งที่คาดหวังไว้ตอนแรก มืออาชีพจะแยกแยก หน้าที่ เป้าหมาย วิธีการ และผลลัพธ์ได้ โดยไม่เอามาปนรวมกัน และมืออาชีพจะเห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม เพราะเชื่อว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นได้จากทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังช่วยกัน ดังนั้นเคมีของทีมเป็นเรื่องสำคัญ
  • ทำธุรกิจใช้ต้นทุนอะไรบ้าง – มี 5 อย่าง ซึ่งแตละอย่างใช้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และ ประเภทของธุรกิจ ไม่ได้แปลว่าใครมีต้นทุนเหล่านี้มากกว่าแล้วจะดีกว่า แต่มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนล้วนๆ
    • ต้นทุนทางความคิด คิดหาไอเดีย หาโอกาส หาสาเหตุ หาทางเลือก หาวิธีการทำตลาด รักษาลูกค้า
    • ต้นทุนทางการเงิน ถ้าเงินน้อยก็เริ่มเล็กๆแล้วค่อยขยาย อย่าทุ่มหมดหน้าตัก
    • ต้นทุนความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เป็นต้นทุนที่สร้างความต่างได้มากที่สุดเพราะต้องสะสมกันมาทั้งชีวิต ถ้ามีติดตัวเยอะ จะนำมาพลิกแพลงใช้กับธุรกิจได้ตลอด
    • ต้นทุนด้านแรงกาย แรงใจ (GRIT) ลูกอึด ถึก ทน กัดไม่ปล่อย เจอปัญหาท้อแป๊บเดียวแล้วก็กลับมาต่อได้ ซึ่งต้นทุนนี้ไม่ต้องหาจากไหน ร่างกายเราสร้างได้เอง ใครมีเยอะถือว่าได้เปรียบมาก
    • ต้นทุนด้านเวลา เป็นต้นทุนที่ใช้แล้วหมดไป หยุดไม่ได้ เก็บไม่ได้  ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่มีเวลาดูแลใกล้ชิด ก็อย่าเพิ่งเริ่มจะดีกว่า
  • ทักษะการทำงานที่ช่วยให้เรามีงานตลอดไป – ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้เราทำงานที่ไหนก็ได้ เพราะเป็นทักษะเชิงประยุกต์ ซึ่งสอนกันไม่ได้โดยตรง แต่เรียนรู้ได้จากการซึมซับจากประสบการณ์

ทักษะในการจัดการปัญหา (Problem Solving Skill) / ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีตรรกะ / ทักษะในการคิดเพื่อหาข้อสรุปอย่างมีหลักกการ (Critical Thinking Skill) / คิดอย่างสร้างสรรค์ / ทำงานเป็นทีม /ทำงานแบบใส่ใจรายละเอียด / ทักษะบริหารจัดการโครงการ / ตัดสินใจได้ทุกสถานการณ์ / ตัดใจและมูฟออนได้เร็ว / ทักษะด้านการสื่อสาร เขียน ฟัง  / เจรจาได้ ต่อรองเก่ง / คิดและทดลองทำสิ่งใหม่ / ดื้อและกัดไม่ปล่อย / ปรับตัวได้ไวต่อความเปลี่ยนแปลง / ตื่นตัว จับสัญญาณอันตรายได้ไว / สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ / มีความเป็นผู้นำที่ดี

#Strategy

กลยุทธ์และวิธีการเป็นสิ่งสำคัญมากในการกำหนดทิศทางการทำงาน

  • แยกกลยุทธ์และวิธีการให้ออกว่าอะไรคืออะไร – โดยการตอบคำถามนี้ “เราจะมีวิธีการยังไงบ้างที่จะเอาน้ำออกจากแก้วให้หมดโดยที่มือไม่สัมผัสแก้ว” ถ้าวิเคราะห์จัดกลุ่มคำตอบ จะได้แนวทางหลักๆมา 5 ทาง คือ เทออก / ดูดออก / แทนที่ / ปล่อยให้ระเหย / ทำให้น้ำแข็งตัวแล้วดึงออก ซึ่ง 5 แนวทางนี้คือกลยุทธ์ (Strategy) ส่วนวิธีการย่อยๆของแต่ละแนวที่เลือกใช้ เช่น เอียงแก้ว ใช้เข็มฉีดยาดูด ใช้ทิชชูซับออก ใส่ของลงไปในแก้วเพื่อแทนที่น้ำ ฯลฯ เหล่านี้คือวิธีการ (Tactics)
  • อยู่ใกล้แต่ไม่ได้กิน   – ปลาตัวเล็กเหมือน SME ปลาตัวใหญ่เหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่ ถ้าเราทำธุรกิจแบบไม่มีความต่างอะไรเลย เราก็จะเหมือนปลาตัวเล็กริมฝั่ง ที่รอรับอาหารอยู่ริมฝั่ง แต่ก็ไม่เคยได้อิ่มท้องเพราะต่อให้มีอาหารโยนมาใกล้ฝั่ง ก็เหมือน Red Ocean ที่ต้องแก่งแย่งกับปลาอื่นๆมากมาย บางครั้งคนให้อาหารมักจะโยนไปไกลๆ Blue Ocean ที่ๆซึ่งมีปลาว่ายอยู่บริเวณนี้ไม่เยอะ เราจะได้เห็นปลากินอย่างมีความสุข ดังนั้นลองเลือกตลาดที่จะลงเล่นดูดีๆ หาจุดที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีความพอใจในคุณค่าของกันและกันจะได้ไม่มีใครต้องเหนื่อยมากเกินไป
  • ทำเลรังนก  – หลักการของทำเลรังนกคือเลือกทำเลที่อยู่ในพื้นที่เล็กจนไม่มีใคนสนใจ แต่ใหญ่พอให้เราอยู่ได้ เราอาจไม่จำเป็นต้องเลือกพื้นที่ค้าขายที่มีค่าเช่าแพงๆเสมอไปก็ได้ ให้ลองมาเลือกที่ๆมีค่าเช่าถูกลงมาหน่อย แต่มีจำนวนลูกค้าคงที่สม่ำเสมอ อยู่ในที่ๆความต้องการซื้อมีมากกว่าขาย คู่แข่งน้อยๆ แล้วเน้นการออกแบบให้ร้านใช้งานได้ดีทุกตารางเมตรมีคุณค่า
  • หลักการพาตัวเองให้เป็น Better you – ต้องรักในสิ่งที่ทำ แค่ชอบทำก็ยังไม่พอ ขยายโอกาสในการใช้ความสามารถของตัวเอง ถ้าไม่รู้ต้องกล้าถาม อย่าเดาเอง เล่นในเกมที่ตัวเองถนัด มองหาโอกาสใหม่ๆตลอด และบริหารเวลาตัวเองให้ยอดเยี่ยม ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องความสัมพันธ์
  • ผู้นำมีสองบทบาท – คือบทบาทตอนสถานการณ์สงบ (Peacetime CEO) และ ตอนอยู่ในภาวะสงคราม (Wartime CEO) ซึ่งการตัดสินใจของทั้งสองบทบาทจะไม่เหมือนกันเลย แตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เผขิญอยู่ ยามสงบเราสามารถสวมบท Peacetime CEO ได้ สามารถมีการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน เน้นเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร กระจายอำนาจ หาคนเพิ่ม สร้างวัฒนธรรมองค์กร มีแผนสำรอง เป้าหมายคือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แต่พอสถานการณ์เปลี่ยน ผู้นำต้องมาสวมบท Wartime CEO ทุกอย่างก็จะกลับด้าน ยึดอำนาจมาไว้ที่ศูนย์กลาง ใช้ความเด็ดขาดในการนำพาองค์กรให้รอดพ้นวิกฤติ
  • โลกใหม่ของการแข่งขัน – เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนปล่อยให้เราทำธุรกิจไปคนเดียว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีการแข่งขันในโลกธุรกิจ ซึ่งตอนนี้จะเป็นแบบ แข่งแบบประจันหน้า / แข่งทำสิ่งที่เหนือกว่า / แข่งกับตัวเอง ซึ่งการแข่งขันเหล่านี้เน้นไปที่การแย่ง  4 อย่าง คือ การเข้าถึงลูกค้าก่อน / ความสนใจลูกค้า / เงินในกระเป๋าลูกค้า / ความเชื่อมั่น
  • 5 ระดับของการเปลี่ยน – ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ใหม่ ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องนั้น / เปลี่ยนแนวทางการทำ / เปลี่ยนคนช่วย / เปลี่ยนปัจจัยแวดล้อม /  เปลี่ยนเรื่องที่ทำ

#Action

  • แบรนด์ก็เหมือนคน – ต้องมีภาพจำชัดเจน มีเรื่องราว สื่อสารไปในทางเดียวกันสม่ำเสมอ และปรับตัวไปตามยุคสมัย
  • โอกาสทางธุรกิจหาได้จากไหน – สังเกตจากสิ่งรอบตัวว่า มันกำลังทำให้เราหงุดหงิดไหม / ทำให้ชีวิตเราลำบากหรือเปล่า / ทำให้เรามีความสุขไหม / ทำให้เราตื่นเต้นอยากทดลองไหม ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ยังไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครทำตลาด
  • ทำจากสิ่งที่มี – ทุกคนมีจุดขายของตัวเองซ่อนอยู่
  • ลูกค้าเปรียบเหมือนปิ่นโต – ลองวิเคราะห์รายชื่อลูกค้าที่มีในมือ แยกประเภทลูกค้าจะได้วางแผนจัดการกับแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม ลูกค้าเก่า : ลูกค้าใหม่  / ลูกค้าซื้อน้อย : ลูกค้าซื้อมาก / ซื้อบ่อย : ซื้อนานๆครั้ง / ซื้อปกติ : ซื้อเพราะโปรโมชั่น / นำเทรนด์ : ตามน้ำ ถ้าไม่จัดการวางแผนระบบการบริหารลูกค้าให้ดี  เราอาจเสียโอกาสในการขายและเสี่ยงต่อการเสียลูกค้าให้คู่แข่ง
  • เรื่องที่ต้องพูด – สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทแม้ว่าจะขัดใจคนบางกลุ่ม ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของคู่แข่งหรือปัจจัยแวดล้อมธุรกิจเรา เรื่องที่เรารู้จริงเพราะเราเป็นเจ้าของงาน ข้อเสนอในการปรับปรุงแนวทางการทำงานให้ดีขึ้น ชื่นชมเพื่อนร่วมงานที่แก้ปัญหาหรือมีผลงานดี
  • ผู้คุมเกม – โลกนี้มีเจ้าของกิจการ 3 ประเภท คือหนึ่ง คนคิดเก่ง สอง คนทำเก่ง และสาม คนบริหารจัดการเก่ง แต่คนที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดีได้ต้องเป็นผู้คุมเกม มีทักษะในการบริหารการจัดการเป็นเลิศ รู้ว่าอะไรควรทำเอง อะไรควรให้คนไหนทำ ทำก่อนทำหลัง ทุกอย่างถูกลำดับไว้อย่างมีแบบแผน ถ้ายังไม่ได้อยู่ตรงนี้ (คนที่สาม) ต้องย้ายตัวเองมาฝั่งนี้ให้ได้ โดยการ จ่ายงานเก่ง ลอยตัวเป็น มองไปที่อนาคต เลือกงานเป็น กล้ารับผลที่จะเกิดขึ้น
  • ตุ๊กตาหิมะ – จัดพอร์ตสินค้าของเราโดยใช้หลักตุ๊กตาหิมะ คือ เท้าทำหน้าที่เรียกแขก ตัวทำหน้าที่ปั๊มเงิน หัวทำหน้าที่ทำกำไร ของตกแต่งทำหน้าที่สร้างความสนใจ
  • บทเรียนธุรกิจจากชีวิตจริง – ทำสินค้า/บริการให้ดีที่สุดก่อนเพราะมันจะพาเราไปไกลกว่าที่เราคิด ต้องเข้าใจโมเดลการทำกำไรของธุรกิจ รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พาตัวเองสู่โลกการขายออนไลน์ ยอมเสียดอกเบี้ยดีกว่าเสียชื่อเสียงหนึ่งครั้ง

เป็นอีกครั้งที่อ่านหนังสือแนวนี้แล้วต้องใช้เวลาในการคิดตามไปด้วย ถ้าวันนึงมีโอกาสได้หยิบจับอะไรเป็นธุรกิจ หนังสือชุดวิชาธุรกิจทั้งสองเล่มนี้จะเป็นเล่มแรกๆที่จะหยิบมาอ่านซ้ำแน่นอน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

141 – วิชาผู้นำแบบฉบับคุณโอม Cocktail

141 – วิชาผู้นำแบบฉบับคุณโอม Cocktail

เร็วๆนี้ ที่ออฟฟิศเจ้จัดงาน TownHall และมี guest speaker คือ คุณ ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือที่รู้จักกันในนาม “โอม Cocktail” มาบรรยายเรื่องภาวะผู้นำ ในเวลาเพียงชั่วโมงเศษๆ แต่คนฟังทั้งทางห้องส่ง (ถ่ายทอดสดจากออฟฟิศ) และผู้ฟังทางบ้าน (ใน Ms Teams) นั่งติดเก้าอี้ไม่ลุกไปไหนได้ตลอดการบรรยาย

ผู้ฟังน่าจะรู้สึกทึ่งกับโปรไฟล์คุณโอมที่ทำหลายบทบาท ทั้งศิลปิน ผู้บริหาร นักกฎหมาย นักธุรกิจ อาจารย์ ฯลฯ สรุปได้ว่า คุณโอมเป็นคนสมาร์ทที่มีวิธีคิด วิธีการมองโลกที่น่าสนใจ มีมุมมองการบริหารคน บริหารธุรกิจอย่างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ อาจเพราะด้วยความเป็นคนรอบรู้ บุคลิกจริงจัง เคร่งขรึม แต่ทำงานในวงการบันเทิง และยังมีบริษัทกฎหมาย สอนนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นคนที่สามารถทำงานทั้งสองขั้ว ซ้ายสุดและขวาสุดได้อย่างลงตัว ทำให้คุณโอมเป็นบุคคลที่น่าสนใจมาก

เลยอยากสรุปข้อคิดที่ได้จากการฟังคุณโอมเอามาฝากกัน

วิชาผู้นำแบบฉบับคุณโอม Cocktail

ผู้นำที่ดี คือผู้ที่ “นำ” ได้ดี ไม่ได้หมายความว่าเค้า “ทำดี” (ผู้นำอาจจะทำเรื่องชั่วก็ได้ แต่เค้านำได้ดี คนเลยเชื่อและยอมทำ ยอมเดินตาม) เช่นอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำไมถึงสามารถนำคนให้ทำเรื่องไม่ดีต่อมนุษย์โลกได้ขนาดนั้น ก็เพราะเค้า “นำ” คนได้

#ผู้นำมาจากไหน

เราถูกปลูกฝังว่าคนเก่งคือผู้นำ คนที่มีอำนาจมากที่สุด มีพาวเวอร์ที่สุด หรืออาวุโสที่สุด คือผู้นำ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เหมือนทีมบาสเกสบอล เราไม่ได้เลือก 12 คนที่เก่งที่สุดมาเข้าทีม แต่เราเลือก 12 คนที่อยู่ด้วยกันแล้วเข้ากันได้มากที่สุดมาเป็นทีมเดียวกัน และเลือก 1 คนที่นำได้ดีมาเป็นหัวหน้า คนเราจึงเป็นหัวหน้าด้วยหน้าที่ แต่จะเป็นผู้นำจริงๆหรือไม่ให้ดูที่ว่า ถ้าเราหมดหน้าที่แล้ว เราเท่ากัน ยังมีคนอยากตามเราอยู่ไหม ยังเคารพเราอยู่รึเปล่า

ภาวะผู้นำจึงไม่ได้มีตลอดเวลา แต่เกิดขึ้นเมื่อจำเป็นต้องมี และก็ไม่จำเป็นต้องนำถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นอะไร

#การตัดสินใจของผู้นำ

ผู้นำต้องรู้ข้อดี ข้อเสียของเรื่องรอบๆตัว เห็นความจริงรอบตัว และสามารถชี้ให้ทีมเห็นได้ อาจจะไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำ แต่ต้องชี้ให้เห็นข้อเสียได้ ยกตัวอย่างวงร็อคที่รับงานสินค้าความงามที่ได้เงินเยอะ นานๆไปภาพลักษณ์วงร็อคจะถูกทำลาย คนจะไม่เชื่อฝีมือการทำเพลง แต่ไปมองเรื่องภาพลักษณ์วงแทน ซึ่งรูปลักษณ์ร่วงโรยไปตามเวลา แต่เพลงจะอยู่เป็นตำนานตลอดไป

ซึ่งการจะรู้ข้อดีข้อเสียได้ ผู้นำต้องมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น เห็นความจริงรอบๆตัว มากกว่าเอาความเห็นของตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือเอาตัวเองไปตัดสิน

ดังนั้น ทุกๆการตัดสินใจของผู้นำ ทำเพื่อให้องค์กรได้ประโยชน์ เพื่อเซฟองค์กรให้ไม่บาดเจ็บ และทุกๆการตัดสินใจของผู้นำ มีคนไม่พอใจเสมอ

#คนเราเท่ากันแต่ไม่เท่ากัน

คนเรา”เท่ากัน”ในสิทธ์ที่กฏหมายกำหนดไว้เรื่องความเป็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ แต่คนเรา “ไม่เท่ากัน” ใน กายภาพ สภาพความสามารถ และสิ่งแวดล้อม บางคนเกิดมาด้วย DNA ที่ทำให้มีความสามารถอะไรบางอย่าง แต่คนที่น่าชื่นชมจริงๆคือคนที่พยายาม พัฒนาไม่หยุด และเป็นธรรมดาที่คนเราจะชอบคนสวยคนหล่อ คนมีพรสวรรค์ คนที่มี Beauty Privilege แต่คนเหล่านี้ ก็ไม่ควรใช้สิทธ์ที่ได้มาทำตัวเหนือกว่าคนอื่น เราทุกคนก็แค่ต้องยอมรับความจริงว่าคนเราต่างกัน มนุษย์เป็นสัตว์สังคมเพราะเรา “ไม่เหมือนกัน”

#เราต้องไม่ยกตัวเองเป็นใหญ่เพียงเพราะเราอาวุโสกว่า

อาวุโสไม่ได้แปลว่าทำได้ ทำเป็นทุกอย่าง บางคนแก่เพราะเฒ่า เก่าเพราะอยู่นาน และอาจไม่รู้ทุกเรื่องเสมอไป อย่าสำคัญตัวเองขนาดนั้น ผู้นำห้ามอยากเป็น แต่ต้องเป็น เพราะถ้า “อยากเป็น” หมายความว่าเราแค่ต้องการอำนาจ แต่การ “ต้องเป็น” คือ การที่เรารู้ว่าเราถนัดสิ่งนี้เราเลยต้องทำมัน คนเก่าแก่ก็มีเรื่องให้เรียนรู้จากคนรุ่นใหม่เพื่อให้ตามโลกทัน คนรุ่นใหม่ก็ต้องมีเรื่องต้องเรียนรู้จากคนรุ่นเก่าเช่นกัน ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันถึงจะอยู่ร่วมกันได้

#ว่าด้วยเรื่องการปกครองคน

ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน เราก็จะไม่เข้าไปก้าวก่าย ถ้าเค้าไม่ถามก็จะไม่บอก ไม่เข้าไปยุ่ง เหมือนกับถ้าไม่อาราธนาธรรม พระก็จะไม่สอน แต่ถ้ามันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับงาน แล้วส่งผลกระทบต่อส่วนรวม เราต้องใช้อำนาจปกครอง ถ้าเค้าปกครองตัวเองไม่ได้ ก็ต้องถูกปกครองจนกว่าเค้าจะปกครองหรือจัดการตัวเองได้ เราก็ค่อยถอนการปกครองนั้นออกมา

#ไม่มีใครเป็นเจ้าของข้อเท็จจริง

อะไรที่เป็นเรื่องจริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของข้อเท็จจริงได้ เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก นี่คือเรื่องจริงที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ อย่าเถียงอย่าทะเลาะกันเพียงเพื่อจะหาผู้แพ้ผู้ชนะ เพราะยังไงข้อเท็จก็เป็นเรื่องจริงอยู่วันยันค่ำ

#Starต้องเสียสละบางสิ่งเพื่อให้ได้บางอย่างกลับมา

คนที่เป็น Star เค้าไม่ได้เป็นคนที่เลอเลิศกว่าคนอื่นเค้าแค่ถนัดเรื่องนั้น เวลาเลือก Star ต้องดูด้วยว่าเค้าแข็งแรง และแข็งแกร่งทั้งสภาพร่างกายและจิตใจพอจะยืนหยัดได้จริงๆมั้ย พร้อมที่จะเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อแลกบางสิ่งหรือเปล่า ในวงการเพลง แค่ทำเพลงเพราะอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เป็น Star ได้ แต่มันต้องมีอย่างอื่นด้วย เป็นความจริงที่ อยู่ในแสงสว่างก็ย่อมต้องเสียสละอะไรบางอย่าง There’s a lot of things to sacrifice เช่น ความเป็นส่วนตัว แต่มันก็แลกมากับชื่อเสียง ความสนใจ การเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ฯลฯ

#อย่าทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

ความกังวลเกิดขึ้นจากการคาดเดาว่าอนาคตจะเป็นยังไง ให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่เคยมีใครทำได้มากกว่า 1 อย่าง ในห้วงปัจจุบัน โฟกัสแค่เรื่องตรงหน้า รู้ว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้างแล้วทำให้ดีที่สุดก็พอ อย่าละห้อยหาอดีต อย่าละเมอหาอนาคต

#ถ้าแพ้ก็แค่ยอมรับเพื่อให้ความพ่ายแพ้สิ้นสุด

ถ้าทำอะไรผิด ก็รับผิด ไม่ต้องหนี เรื่องก็จบ อย่าไปทำให้มันยืดยาวด้วยการหลอกตัวเอง ในชีวิตเรา มันจะมีทั้งได้รับคำชม และคำด่า แต่คนเรามักจะใส่ใจแต่กับคอมเมนท์ลบ ดังนั้นอย่าทำให้ตัวเองจมดิ่งไปกับคอมเมนท์ลบแต่ให้ใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียนและพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิม ความแข็งแกร่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ

#ดูแลใจลูกน้อง

การจะเห็นใจเขา ต้องไม่มี “เรา” เป็นตัวตั้ง ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่เห็นอะไร เพราะเรากำลังคิดแทนเค้าอยู่ ผู้นำที่ดี ต่อให้ลูกน้องไม่เก่ง หรือ แย่แค่ไหน ก็ต้องใช้คนให้เป็น วางคนให้ถูก

ผู้นำที่ดีจะนำได้ทุกอย่างแม้แต่คนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้เค้าทำงานได้ สร้างงานได้ สร้างเครดิตได้ เพราะ “เครดิต” สำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับคนไม่มีเครดิต

อย่าใช้เค้าเหมือนเป็น “มือ”แต่ให้เค้าเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของ “สมอง” ให้ลูกน้องรู้สึกถึงพื้นที่ของเค้าและให้เค้าได้สัมผัสกับความภูมิใจ

#ทบทวนตัวเองอยู่เสมอ

ไม่ใช่ผู้นำที่ดีทุกคนจะเป็นผู้นำที่ดีเสมอไป ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เราจึงควรอยู่กับปัจจุบันและทบทวนตัวเอง ตื่นมาทุกคนต้องคิดใหม่ทุกวัน ให้ลืมไปว่าที่ผ่านมามันดียังไงบ้าง เราต้องยอมรับว่าเรามีจุดอ่อน เพราะความแข็งแกร่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเรายอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ

#มุ่งที่ผลลัพธ์

เราอาจจะมีอิทธิพลกับคนแต่ละแบบแตกต่างกัน เราจึงควรเลือกวิธีสื่อสารกับคนแต่ละกลุ่มให้ไม่เหมือนกัน โดยมุ่งไปที่ผลลัพธ์ ว่าอยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ วิธีการจะเป็นอย่างไรก็ได้ และคิดเสมอว่าเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เรามาเพื่อทำให้งานเสร็จ เรามาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มาเพื่อแสดงอำนาจแล้วถือว่าสำเร็จ อย่าพูดว่า “ก็ฉันเป็นคนแบบนี้ ฉันทำไม่ได้หรอก” แต่ให้โฟกัสว่า “เราต้องการผลลัพธ์แบบนี้ เราจะทำอย่างไรได้บ้าง”

การบรรยายที่ดูสบายๆ พูดอย่างเป็นธรรมชาติ ไหวพริบดีกับการตอบคำถามสด นับว่าคุณโอมเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้าน จบวันงาน ก็เข้าไปฟังเพลงของเก่าๆ ของวง Cocktail เพื่อทำความรู้จักให้มากยิ่งขึ้น และรู้สึกว่าฟังรอบนี้แล้วเพลงเพราะขึ้นเป็นกอง เมื่อได้รู้ว่า คุณโอมแต่งเนื้อร้องและทำนองเองเกือบทุกเพลง รวมถึงเพลงล่าสุดที่ทำให้ บุพเพสันนิวาส 2 ที่จะเข้าโรงหนังเร็วๆนี้ ที่ชื่อเพลงว่า “ถ้าเธอรักใครคนหนึ่ง” ไปลองฟังดูแล้วจะรู้ว่าไม่ได้อวยเกินจริง

ด้วยรักจากเจ้

#Fromyoursis

140 – เก็บตกจากคลาสเรียน “Productive Communication & Presentation”

140

เก็บตกจากคลาสเรียน “Productive Communication & Presentation”

เมื่อวานเจ้ได้เข้าเรียนเวิร์คชอป “Productive Communication & Presentation” เป็นเรื่องเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร การพูด การใช้เสียง และปรับบุคลิคภาพ โดยผู้เรียนคือบรรดา HOD (Department Head) หรือผู้ที่เป็นหัวหน้าแผนกต่างๆและผู้ที่ต้องทำหน้าที่เป็นพิธีกร

ตลอดระยะเวลาร่วม 7 ชั่วโมงที่เรียน แทบไม่มีเวลาให้ง่วงเหงาหาวนอนเลย อาจเพราะรูปแบบการจัดอบรมเป็นแบบเวิร์คชอป ที่เน้นการได้ฝึกจริงหลักจากที่ครูอธิบายแต่ละหัวข้อไป และพบว่าเนื้อหาหลายส่วนมีประโยชน์ จึงอยากแชร์ในพื้นที่ของบ้านfromyoursis นี้ (เป็นวงเล็กๆแทบจะ Private หวังว่าจะไม่เป็นอะไรถ้าจะเอาเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่)

#คนเราวัดกันที่ภายนอกจริงหรือ #Outer does matter

เป็นเรื่องจริงที่ในวงการคนทำงาน เรามักตัดสินกันที่ภายนอก เราปฏิเสธความจริงนี้ไม่ได้หรอก เพราะมนุษย์เราตัดสินคนที่เราเจอตั้งแต่ 3 วินาทีแรกที่เค้าปรากฏตัวแล้ว โดย

55% เป็นเรื่องของภาษากาย เช่น ท่ายืน เดิน นั่ง สีหน้า การใช้มือ สายตา หรือที่เราเรียกรวมๆว่า Body Language

38% เป็นเรื่องของน้ำเสียง โทนเสียงที่ใช้พูด

แค่สองเรื่องนี้ก็ทำให้มีผลต่อความประทับใจไปได้ถึง 93% เหลือให้กับข้อความที่จะสื่อสาร เนื้อหา เรื่องราว Content ที่จะพูดเพียง 7% เท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เรามุ่งฝึกแต่เรื่องภายนอก (Outer) เพียงอย่างเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้วเราควรต้องทำให้ดีทั้ง 100% เพราะมันส่งผลต่อความประทับใจ ส่งผลต่อความสำเร็จในการจูงใจผู้ฟังให้ยอมรับ ทำตาม ตกลง กับสิ่งที่เรานำเสนอไป

สำหรับภาษากายที่เห็นได้ชัด มีเรื่องที่ควรใส่ใจ ดังนี้

  1. การใช้ร่างกาย หากเราให้ศรีษะนำหน้าลำตัว เราจะดูด้อยกว่า ตัวหงอ ตามองด้านบน เป็นการยอมรับกลายๆว่ายินยอมจะโดนกดดัน โดนข่มได้ง่ายๆ แต่หากเราใช้สะโพกนำหน้าลำตัว เราจะดูมั่นใจเกินไป แข็งกร้าว ไม่เป็นมิตร ทางที่ดีคือใช้นิ้วกลางจิ้มที่กลางอก ดันเข้าไปพร้อมสูดหายใจลึกๆ และถอนหายใจออกพร้อมกับทิ้งไหล่ลงมา (แต่อกยังสง่าผ่าเผยอยู่)
  2. การยืน ยืนแยกขาแค่พอห่าง 1 ช่วงฝ่ามือวางได้พอดี ไม่มากไม่น้อยไป ทิ้งน้ำหนักลงขาสองข้างให้มั่นคงไม่ยืนพักขา
  3. การใช้มือ วางมือให้อยู่ตรงกลางของลำตัว และใช้มือในกรอบสี่เหลี่ยมที่เราสามารถใช้มือวาดได้พอดีๆ ไม่สูงหรือต่ำ กว้างหรือแคบจากลำตัว ใช้หลัก The Ball ทำมือเหมือนลูบลูกบอลตรงกลางลำตัว เมื่อต้องการสื่อถึงเรื่องละมุนละม่อม และใช้หลัก The Box คือตั้งสันมือสองข้างและสับตรงๆ ตรงกลางลำตัว เมื่อต้องการพูดเรื่องจริงจังซีเรียส
  4. มี Eye Contact กับผู้ฟังเสมอ ไม่พูดกับเพดาน พื้นห้อง หลบตาผู้ฟัง

#วิเคราะห์ผู้ฟัง #Audience Analysis

เป็นสิ่งที่สำคัญมากหากเราต้องหารให้การสื่อสารของเราประสบผลสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าต้องไปทำความรู้จัก ตีสนิทผู้ฟัง แต่เราต้องรู้ว่า

  1.  สิ่งที่ผู้ฟังสนใจ คืออะไร (Interest) ถ้าเราพูดในสิ่งที่เค้าสนใจได้ก็เหมือนกับว่าเค้าได้เปิดประตูต้อนรับเราแล้ว
  2. รู้จักความต้องการของผู้ฟัง (Need) ซึ่งแบ่งออกเป็น ความต้องการหลัก (Main Need) ของผู้ฟังคืออะไร และ ความต้องการ “ตอนนี้” ของผู้ฟังคืออะไร (Current Need) เช่น ผู้ฟังต้องการทราบข้อมูลเรื่องแพกเกจสินค้า นี่คือความต้องการหลัก แต่ตอนนี้ผู้ฟังกลับดูวอกแวก นั่งบิดไปมา หรือดูนาฬิกาบ่อย เราก็ต้องสังเกตว่า ความต้องการตอนนี้ของเค้าอาจจะเป็นเรื่องอื่น เช่น อยากเข้าห้องน้ำ หรือรอโทรศัพท์สายสำคัญ หรือมีนัดต่อ เราก็ควรรีบสรุปรวบรัดให้จบแล้วอาจจะส่งข้อมูลตามไปทางอีเมลภายหลัง การทำแบบนี้คือเรายึดความต้องการของผู้ฟังเป็นหลัก ถ้าเราจับ ความต้องการ “ตอนนี้” ออก มันคือเสน่ห์ของความใส่ใจ

เมื่อรู้จักความต้องการของผู้ฟังแล้ว เราก็สามารถสนองความต้องการได้ด้วยการกระทำ (Action) หรือ คำพูด (Verbal) จากที่ผู้ฟังเปิดประตูให้เราแล้ว คราวนี้เค้าจะเชิญเราเข้าบ้านด้วย

  • สิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อคู่สนทนา (Influencer) ซึ่งอาจเป็นความเชื่อ ความศรัทธา อุดมการณ์ บุคคลที่เคารพนับถือ ถ้ารู้สิ่งนี้ก็จะช่วยให้เราโน้มน้าวใจผู้ฟังให้คล้อยตามเราได้ดียิ่งขึ้น

#โทนเสียงที่ใช้เป็นเรื่องสำคัญ #Tone of Voice

ไม่น่าเชื่อว่าโทนเสียงจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญต่อการสื่อสารขนาดนี้ พูดให้คนฟัง “เห็น” ถึงใจความสำคัญของข้อความที่ต้องการสื่อคือ การ “See the voice” พูดด้วยเสียง แต่รู้สึกและเห็นภาพตาม

โทนเสียงสามารถแบ่งออกเป็น 4 โทนเสียงตามสี ดังนี้

  1. โทนเสียงสีแดง คือโทนเสียงของการเรียกร้องความสนใจ สื่อถึงพลัง ความหนักแน่น มักใช้ในตอนกล่าวเปิดช่วงต้นเพื่อดึงความสนใจผู้ฟัง ใช้เมื่อต้องการเน้นย้ำข้อความ หรือใช้เมื่อต้องพูดอะไรที่เป็นทางการ
  2. โทนเสียงสีเหลือง คือ โทนเสียงของความเป็นมิตร ไมตรี ขี้เล่น สบายๆ เข้าถึงง่าย ไม่ควรใช้ทั้งประโยค เพราะฟังนานๆอาจเกิดความรำคาญได้ เหมาะสำหรับใช้ตอนลงท้าย ปิดท้ายประโยค หากต้องการไม่ฟังดูไม่ทางการจนเกินไป
  3. โทนเสียงสีน้ำเงิน คือโทนเสียงของความจริงจัง ขึงขัง เอาจริง ใช้เมื่อต้องการบอกให้ผู้ฟังรู้ว่าเรากำลังให้ข้อมูลสำคัญ ให้ตั้งใจฟังดีๆ
  4. โทนเสียงสีเขียว คือโทนเสียงของความอ่อนน้อมถ่อมตัว ละมุนละม่อม มักใช้ในสถานการณ์ที่เราต้องการขอร้องให้ใครช่วยทำอะไร หรือ ต้องการขอโทษ ไม่แนะนำให้ใช้โทนเสียงนี้ตลอดเวลาเพราะ โทนเสียงสีเขียวเป็นโทนสียงที่เข้าหูผู้ฟังแล้วออกเลย

โดยสรุปของส่วน Outer คือ เวลาเราสื่อสารกับผู้ฟัง อย่าซ่อนเสียง (พูดเบาๆ กระซิบๆ ไม่มีความมั่นใจ) ซ่อนตา (หลบตา ไม่สบตาผู้ฟัง มองสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์บ่อยๆ) ซ่อนตัว (ไม่ยืนหันหน้าเข้าหาผู้ฟัง) อย่าลืมว่ามนุษย์เรามักทำการเลียนแบบสิ่งที่อยู่ตรงหน้า (Mirror) เช่น เห็นผู้พูดยกมือ เราก็มีแนวโน้มอาจยกตาม หรือ คู่สนทนานั่งไขว่ห้าง กอดอก ท้าวคาง เราก็อาจทำตามโดยไม่รู้ตัว

#เครื่องมือในการนำเสนอ #Presentation Tools

  1. What ต้องรู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร ควรมี Golden Sentence คือประโยคทอง ประโยคหลักของเรื่องที่จะพูด และใช้หลัก Rule of 3 ในการค่อยๆแตกเนื้อหา เพราะคนเรามักจำอะไรได้ไม่เกิน 3 ข้อ หากเนื้อหาเยอะมาก ให้พยายามสรุปให้ได้ 3 หัวข้อใหญ่ๆ แล้วจึงค่อยแตกหัวข้อย่อยอีกที (ซึ่งหัวข้อย่อยก็ไม่ควรเกิน 3 ข้ออยู่ดี)
  2. Who ก็คือการทำ Audience Analysis ที่เล่าไปข้างต้น
  3. Where คือการทำการบ้านเรื่องสถานที่หรือช่องทาง (Platform) ที่จะใช้นำเสนอ ถ้าเป็นการเจอตัวกัน ให้เลือกห้องที่ขนาดกำลังดีกับผู้ฟัง จะได้ควบคุมเสียงได้ ไม่หมดพลังไปง่ายๆแค่เพราะห้องใหญ่เกินไปต้องใช้พลังเสียงมาก
  4. When ระยะเวลาที่ต้องนำเสนอ กี่นาที กี่ชั่วโมง ควรรู้ Background ของสถานการณ์มาก่อนหน้าจะดีมาก
  5. Need ในที่นี้ ไม่ใช่ความต้องการของผู้ฟัง (นั่นไปอยู่ในส่วนวิเคราะห์ผู้ฟังแล้ว) แต่ความต้องการในที่นี้คือของผู้พูดที่จะให้ข้อมูลว่าเราอยากให้ผู้ฟังได้อะไร ทำอะไรต่อหลังจากที่เราพูดจบ โดยใช้เทคนิค “ฉันต้องการที่จะให้ผู้ฟังทำอะไร”

#เทคนิคการขึ้นต้นการพูด #Introduction

การขึ้นต้นการพูดมีเทคนิคมากมาย เหล่านี้ทำไปเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ฟัง ให้สนใจสิ่งที่เรากำลังจะพูด

  1. Question มีการใช้คำถามปลายเปิด / ปิด และ คู่ไปกับคำถามที่ต้องการคำตอบ / ไม่ต้องการคำตอบ

ซึ่งคำถามปลาย “เปิด” ที่ “ไม่” ต้องการคำตอบ จะเป็น Low Risk Low Return คือได้แค่สะกิดผู้ฟัง

คำถามปลาย “เปิด” ที่ต้องการคำตอบ เป็น Low Risk High Return คือมีแนวโน้มสูงที่ผู้ฟังจะให้ความร่วมมือตอบ

ส่วนคำถามปลาย “ปิด” ที่ต้องการคำตอบ เป็น High Risk High Return คือเสี่ยงมากที่จะไม่มีคนตอบได้ แต่ถ้ามีคนตอบได้ จะทำให้เรื่องราวที่เราจะเล่าต่อมัน impact กับคนฟังมากขึ้น

  • Numbers / Stats / Facts ใช้ข้อมูล เรื่องจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งข้อมูลมีทั้งข้อมูลที่คนทั่วไปรู้จักดี (Well-known) และข้อมูลที่ผู้ฟังไม่รู้จักมาก่อน (Unknown)
  • Quote / Slogan ไปหยิบประโยคเด็ดๆจากบุคคลที่มีชื่อเสียงมาอ้างอิง ช่วยเพิ่มพลังการพูดให้น่าฟัง น่าติดตามมากขึ้น
  • Speak their Mind พูดสิ่งที่อยู่ในใจผู้ฟัง จะให้รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน
  • Interesting story เล่าถึงเรื่องราวที่น่าสนใจ จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเล่าก็ได้ มันช่วยให้ผู้ฟังอยากติดตามฟังต่อไป
  • Run into / Run Away การท้าทายให้ผู้ฟังวิ่งเข้าหา คือต้องทำแล้วแหละ ห้ามพลาดเด็ดขาด กับท้าทายให้ผู้ฟังอยากหลีกหนี ไม่อยากทำ
  • Congrats การพูดเปิดแบบกลางๆ เป็นที่นิยมใช้เริ่มต้นการพูดกัน เช่น สวัสดีค่ะ วันนี้ยินดีและเป็นเกียรติมากที่ได้มาพูดเรื่อง 123 … เทคนิคนี้ทำได้เมื่อไม่ได้เตรียมการพูดมาก่อน
  • เอ๊ะ คือทำให้ผู้ฟังเอ๊ะ ด้วยท่าทางของผู้พูด (Acting) โชว์สิ่งของ (Prop) การหยุดเว้นจังหวะ (Pause) เหล่านี้ช่วยให้ดึงความสนใจผู้ฟังได้เป็นอย่างดี

#เทคนิคการพูดปิดท้าย #Conclusion

เมื่อเราขึ้นต้นจับจิตแล้ว ใส่เนื้อหาข้อมูลที่จำเป็นในช่วงกลางแล้ว ก็ควรลงท้ายให้จับใจให้คนจำได้ มีเทคนิค 3 ข้อ

  1. Call to Action คือการพูดปิดเพื่อชักชวนให้ผู้ฟังทำอะไรบางอย่าง เช่น เชิญชวนให้ลงทะเบียนเรียน เชิญชวนให้เปลี่ยนมาใช้สินค้าแบรนด์นี้ เชิญชวนให้ออกกำลังกาย เชิญชวนให้บริจาคเงินแก่มูลนิธิ เชิญชวนให้อนุมัติงบประมาณ ฯลฯ
  2. Call to Question คือการพูดปิดด้วยการตั้งคำถามให้ผู้ฟังเก็บไปคิดต่อ เช่น คุณคิดว่าทำแบบไหนเป็นที่น่าจดจำกว่ากัน หรือ จะดีกว่าไหมถ้าคุณสามารถทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการ … ตัวเลือกเป็นของคุณ คุณเลือกได้เอง เป็นต้น
  3. ต่ำ – ช้า – ล็อค คือ การลงท้ายแบบหนักแน่น ใช้เสียงต่ำ พูดช้าๆ และล็อคผู้ฟังให้อยู่หมัด มักใช้กับผู้ฟังกลุ่มเล็ก
  4. สูง – เร็ว – รัว คือ การลงท้ายแบบใช้เสียงสูง พูดเร็วๆ และรัวๆ โดยมากมักใช้กับผู้ฟังกลุ่มใหญ่ๆ เรียกพลังให้ฟุ้งกระจายทั่วห้องก่อนจากกันด้วยความประทับใจ

#เทคนิคการพูดต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมาก

หากต้องขึ้นพูดต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมาก หลักหลายร้อย หลายพันคน ให้ใช้หลักแบ่งผู้ฟังออกเป็น 9 ช่อง

  1. ซ้าย-กลาง-ขวา
  2. บน-กลาง-ล่าง
  3. หน้า-กลาง-หลัง

เวลาพูด ให้กวาดสายตาทั่วๆ ขยับสายตาตามจุด 9 ช่องนี้ จะทำให้เราไม่ทิ้งผู้ฟังท่านฝั่งใดฝั่งหนึ่งไป และใช้ภาษากายใหญ่ขึ้นตามจำนวนผู้ฟัง (สามารถชูมือได้สุดแขน วาดแขนได้รอบกว้างๆ) เพื่อส่งพลังไปถึงคนดู

เรื่องของการพูด การสื่อสาร เป็นทักษะอย่างหนึ่ง และการที่สิ่งนี้เป็นทักษะ แปลว่ามันฝึกฝนกันได้ ทักษะการพูด เป็น Soft Skill ที่ควรมีติดตัวไว้ จะเป็นประโยชน์กับเรามากในอนาคต เพราะไม่รู้ว่าวันไหนจะต้องขึ้นพูด จับไมค์ อยู่หน้าเวที พูดต่อหน้าฝูงชน บางครั้งการพูดก็อาจนำพาโอกาสที่ดีๆเข้ามา จงทำตัวให้พร้อมที่จะรับโอกาสดีๆ แล้วเราก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนโชคดีเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#เก็บตกจากคลาสเรียน

139 – สิ่งสำคัญของชีวิต

สิ่งสำคัญของชีวิต

โลกนี้มีคนที่มีทรัพย์สินมหาศาล มีกำลังที่จะใช้ชีวิตอยู่บนยอดพิรามิดอยู่หยิบมือ คิดเป็นราวๆ 1 % ของคนทั้งโลก

ในบรรดาผู้มีเงินระดับโลกเหล่านั้น เจ้ชอบวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นการส่วนตัว ชอบในความมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ ชอบในมุมมองที่มีต้อการลงทุนในหุ้น ชอบในความอดทนรอคอยอย่างใจเย็น รอได้ไม่ใช่แค่ระดับเดือน หรือ ปี แต่เป็นหลักหลายสิบปีหรือค่อนชีวิต ชอบในความเป็นตัวของตัวเองไม่ตามกระแสสังคม และที่สำคัญที่สุด ชอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่สุดแสนจะเรียบง่ายเหมือนคนธรรมดาเดินดินทั่วไป

สำหรับในประเทศไทย บุคคลที่นับว่าสามารถใช้ชีวิตแบบ 1% บนยอดพิรามิด คือคนนามสกุลดังในแวดวงสัมคมชั้นสูง เจ้าของธุรกิจหมื่นล้านแสนล้านขึ้นไป หรือบรรดาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และ “คุณมานิต อุดมคุณธรรม” คือหนึ่งในชนชั้นอีลิตนี้

หากเราเสิชดูรายชื่อผู้ถือหุ้นโฮมโปรใน SET เราจะเจอชื่อ “มานิต อุดมคุณธรรม” อยู่ในลำดับที่ 5 ของผู้ถือหุ้นใหญ่ (กรกฎาคม 2565)

ถ้าในแวดวงธุรกิจ “คุณมานิต” เป็นที่รู้จักด้วยผลงานสร้างและบริหารธุรกิจ นับว่าท่านเป็นนักธุรกิจมือทองที่ประสบความสำเร็จระดับสูงที่เป็น Self-Made Millionaire ตัวจริง ทำแบรนด์เสื้อผ้า S’fare และ PJ Jeans ก่อตั้งห้างโรบินสัน รวมถึงทำโครงการที่อยู่อาศัยแนวธรรมชาติกว่า 200 ไร่ที่ Swan Lake เขาใหญ่

แต่ถ้าเป็นแวดวงสังคม น่าแปลกที่เราแทบไม่รู้จักคุณมานิต เลย อาจด้วยความที่ท่านออกสื่อน้อยมาก รักสงบ ไม่ค่อยออกงานสังคม ใช้ชีวิตส่วนตัวแบบรวย เงียบ เรียบง่ายจริงๆ

พอได้รู้จักคุณมานิตผ่านหนังสือ “สิ่งสำคัญของชีวิต” ก็ทำให้รู้สึกยิ่งศรัทธาในความคิด ทัศนคติการใช้ชีวิตของคุณมานิต จนกล้าพูดได้ว่า ถ้าระดับโลกชอบวิธีคิดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ สำหรับในประเทศไทยเจ้อยากยกให้คุณมานิตเป็นไอดอลเลยแหละ

เล่มนี้เขียนโดยนิ้วกลม นักเขียนชื่อดังที่มีโอกาสได้เจอ “คุณมานิต” ชายชราด้วยอายุในวัย 70+  แต่ตัวจริงก็ถือว่าเป็นชายชราที่รูปร่างเฟิร์มแข็งแรงสุขภาพดี เมื่อพูดคุยกัน ก็สัมผัสได้พลังงานของคนที่ยิ่งใหญ่ แต่เรียบง่ายเร้นกายเงียบเชียบ ทำงานจนประสบความสำเร็จ แต่หลีกเลี่ยงชื่อเสียงและสปอตไลท์ที่พร้อมจะสาดส่องมาให้ท่านเป็นบุคคลมีชื่อเสียง แถมยังเอาชนะวิกฤตทางสุขภาพที่เรียกได้ว่าเฉียดตาย พลิกกลับมาเป็นคนที่สามารถวิ่งมาราธอนจบได้ในช่วงชีวิตที่สูงวัยขนาดนี้ และยังจัดสรรเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอด ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

นิ้วกลมอยากเข้าถึงสิ่งที่อยู่ในใจของชายชราผู้นี้ จนต้องขอนัดสัมภาษณ์เพื่อตกตะกอนความคิดว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต” ของนักธุรกิจมือทองท่านนี้กันแน่

วิธีการเก็บตะกอนความคิด วัตถุดิบของหนังสือเล่มนี้ มาจากคอนเซปต์คล้ายกับหนังสือ Tuesday with Morries ของ Mitch Albom คือการไปหาทุกๆสัปดาห์เป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ซึ่งนิ้วกลมเรียกว่า นี่คือวิชาชีวิตที่ลงทะเบียนเรียนกับคุณมานิตไว้

#สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจ

เป็นเรื่องจริงที่ คนมีคอนเน็กชั่นดี กว้างขวาง มีส่วนช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ง่าย เพราะเหมือนมีคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลตลอด แต่ต้องระวังเข้าใจความหมายผิด คอนเน็กชั่น ไม่ใช่การ “อยากได้” แต่คือการ “อยากให้” ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างได้ด้วยหัวใจที่นึกถึงผู้อื่นต่างหาก และแม้ว่าเราจะรู้จักคนเยอะเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับเรามีหัวใจที่เข้าถึงมนุษย์หรือไม่ เพราะการทำงานทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับคน ทั้งลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ลูกน้อง หัวหน้า ทำให้พร้อมใจกันฝ่าฟันเรื่องยากๆไปด้วยกันได้

สิ่งสำคัญคือการลงมือทำ เพราะมันจะพาเราไปสู่จุดใหม่ๆ พบผู้คนใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ การเดินหน้าลงมือทำจะพาเราไปสู่จุดที่เรามองไม่เห็นในตอนต้นเสมอ ทัศนคติที่เรามีต่อปัญหาและอุปสรรคเป็นตัวกำหนดว่าเราจะพาธุรกิจไปรอดหรือไม่ เพราะคนทำธุรกิจทุกคนย่อมเจอปัญหา แต่คุณมานิตยึดหลัก กล้าหาญ ไม่กลัวอุปสรรค ต่อให้ล้มก็แค่ลุกให้ไว และเข้าอกเข้าใจผู้อื่น จะทำให้เราอยู่ในถนนสายธุรกิจได้อย่างสง่างาม

#สิ่งสำคัญของจิตใจ

สำหรับคุณมานิต การทุ่มเททำงานสุดฝีมือ ใส่ใจลงไป ย่อมทำให้ได้งานที่ออกมามีคุณภาพ เมื่อคนเห็นว่ามีประโยชน์ก็ชื่มชม เกิดเป็นความภูมิใจ ตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง เมื่อเราเอาจริงกับงาน งานก็จะเป็นของจริงสำหรับเรา งานจึงเป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ แต่งานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตคุณมานิต เพราะการมีชีวิตอยู่คือการหาสมดุลต่างหาก หากมัวแต่ทำงานหนักจนละเลยสุขภาพ ก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต เราต้องรู้ทันอารมณ์ตัวเอง ต้องไม่เป็นทาสอารมณ์ ปล่อยให้มันมาครอบงำเรา จำไว้ว่าในวันที่ชีวิตเล่นงานเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโชคชะตา หรือ สุขภาพร่างกาย แต่ถ้าเรายังควบคุมหัวใจของเราไม่ให้ยอมแพ้ได้วันนึงเราจะชนะเอง

#สิ่งสำคัญของการบริหาร

ในฐานะเจ้าของธุรกิจ เราไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเอกเสมอไป ถ้าใครบริหารเก่ง ทำงานดี ปล่อยให้เขาเดินไป เราแค่เติมสิ่งที่ขาดและซัพพอร์ตข้างหลังให้เขาเดินไม่สะดุดก็พอ การบริหารคนก็เหมือนการดูแลรดน้ำต้นไม้ อย่ารดเฉพาะยอดหรือส่วนบน ต้องมั่นใจว่าน้ำลงไปถึงรากด้วย ดังนั้น ผู้บริหารที่ดีไม่ใช่นั่งอยู่แค่บนยอด แต่ต้องลงมาคลุกคลีกับพนักงานระดับฐานด้วย

#สิ่งสำคัญของการดำเนินชีวิต

ยึดหลักแนวคิด 20/80 ของวิลเฟรโด พาเรโต ซึ่งประยุกต์ใช้ได้เกือบทุกเรื่อง ทั้งยอดขาย การประชุม การรู้คำศัพท์ภาษาใหม่ๆ การใส่เสื้อผ้า และการใช้เวลาที่จริงๆแล้วเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแค่ 20% และหมดเวลาอีก 80% ไปกับเรื่องที่ไร้สาระ ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามเราต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรคือ 20 %และโฟกัสที่ตรงนั้น  อันไหนไม่อยู่ในนี้ก็ลดละเลิกไป เพราะแท้จริงแล้วชีวิตไม่ต้องการอะไรมาก สำหรับคุณมานิต คือ

Easy ไม่ต้องลำบากทำให้ตัวเองดูดีเกินจริง หลุดจากการปรุงแต่งซะ

Simple ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องเสแสร้ง วางท่า เพราะอำนาจ ทรัพย์สิน ของที่ห่อหุ้มเราคือเปลือกนอก อย่าใส่หน้ากากหลอกให้คนอื่นรักในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น เราจะไปจมกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนทำไม

No Condition ไม่ต้องมีเงื่อนไข ลีลามาก ไม่ปิดโอกาสตัวเองด้วยความคิดแบบ Fixed Mindset

เมื่อเราใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตอง ไร้เงื่อนไข เราก็จะสามารถทำทุกสิ่งได้ทันที Do It Now ไม่มีข้ออ้างให้ยุ่งยากอะไรมาผัดวันประกันพรุ่ง ให้เกียรติและรับผิดชอบคำพูดตัวเอง แล้วเราก็จะเป็นคนมีศักยภาพสูงมาก

#สิ่งสำคัญของนักธุรกิจ

หลังผ่านประสบการณ์การทำธุรกิจมาอย่างโชกโชนจนกระทบกับสุขภาพ การคุยกันเรื่องธรกิจในรอบนี้มีความต่างกับในช่วงต้น เพราะคุณมานิตผ่านเหตุการณ์ทั้งดีและเฉียดตายมาแล้ว จึงตกผลึกได้ว่า มนุษย์เราต้องใกล้ชิดธรรมชาติ เพรามันจะทำให้หันมาดูแลตัวเอง ธรรมชาติไม่กดดัน ไม่มีกำไรขาดทุน มีแต่ความอิ่มเอิบในใจแล้วแต่ว่ามากหรือน้อย ในการทำธุรกิจระยะหลัง คุณมานิตให้ความสำคัญกับความสุขของลูกค้ามากกว่ากำไร จึงทำโครงการที่อยู่อาศัย Swan Lake ที่ใช้พื้นที่ตัวอาคารแค่ 22% ที่เหลือคือพื้นที่สีเขียวที่เป็นธรรมชาติกว่า 78% โดยสนใจตัวเลขน้อยลง แต่สนใจความสุข รอยยิ้มของลูกค้ามากขึ้น

#สิ่งสำคัญของหนุ่มสาว

ความลำบากในวัยเด็กของคุณมานิตทำให้เขาเห็นคุณค่าของคนรอบตัว ไม่ดูถูก แต่มีน้ำใจเผื่อแผ่ให้เสมอ เพราะเขาเข้าใจหัวอกเดียวกัน เขาจึงสอนลูกเสมอว่าให้เห็นคุณค่าคน เท้าติดดิน และลุยงานลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เวลามองอะไรให้มองจากสายตาคนอื่นด้วย อย่ามองแต่จากจุดยืนของตัวเองฝ่ายเดียว ซึ่งทั้งหมดจะหล่อหลอมให้เรามี Common Sense ในการใช้ชีวิต

#สิ่งสำคัญของความสัมพันธ์

ความสุขที่แท้จริงคือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว ซึ่งวิธีดูแลความสัมพันธ์คือการเติทให้เต็ม เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรักเรา เพราะมันไม่มีจุดยืน เราเป็นคนยังไง จะมีคาแรกเตอร์แบบไหนก็ได้ ใจดีโอบอ้อมอารีหรือเปล่า เป็นคนดีเสมอต้นเสมอปลายหรือเปล่า ถ้าดีจริง ไม่ต้องกลัวคนไม่รัก ถ้ามีคนเข้าใจเราผิดหรือมีทัศนคติไม่ดีกับเรา ก็ให้ใช้ความดีเอาชนะ การด่านั้นทำง่ายไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่การใช้ความดีเอาชนะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ก็น่าทำ

#สิ่งสำคัญของชีวิต

คุณมานิตสรุปว่า สำหรับมนุษย์เราที่เกิดมาบนโลกนี้ สิ่งสำคัญในชีวิตมีเพียง 4 อย่าง คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญ มัวแต่ไปวิ่งตามสิ่งที่ไม่ใช่ของจริงกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปเดินเล่นใกล้ความเป็นความตายมาแล้ว คุณมานิตจึงปรับทัศนคติการใช้ชีวิต ปลดเปลือกรุงรังออกจนเหลือแต่แก่นแท้ ส่งพลังบวกให้คนรอบข้าง วันใดทุกข์ใจก็ให้อยู่ใกล้สิ่งสวยงาม ไม่ต้องกังวลอะไรมาก ถ้าชีวิตนี้เราทำดีแล้ว คนก็จดจำเอง

เอาเข้าจริง เจ้ก็มีความขัดแย้งในตัวเองอยู่เรื่อยๆตาม Input ที่ได้รับ เหมือนบางทีก็รู้สึกว่าต้องประสบความสำเร็จกว่านี้ ต้องเลื่อนตำแหน่งให้สูงกว่านี้ ต้องขยันกว่านี้ ต้องพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ ต้องคิดว่าจะทำธุรกิจอะไรถ้าไม่ได้ทำงานประจำแล้ว

แต่อีกใจก็เรียกร้องหาความสงบอยู่เรื่อยๆ ชอบปลีกวิเวก นั่งสมาธิ จดจ่ออยู่กับสิ่งที่มี สิ่งที่อยู่ตรงหน้าว่า ชีวิตมีเท่านี้ก็ดีแล้วนี่ มีความสุขดีแล้ว จะต้องการอะไรอีก จะไปสร้างเปลือกรุงรังมาห่อตัวเองทำไม

แล้วก็วนกลับมาที่ ไม่ได้นะ เราอายุยังน้อย ต้องออกจาก Comfort zone ต้องมีเป้าหมาย ต้องรวยกว่านี้ ต้องมีเงินเท่านี้เท่านั้น มีบ้าน รถ คอนโด พอร์ตหุ้น ทองคำ อสังหา ฯลฯ ไม่จบสิ้น และสักพักก็จะวนกลับมาซบอกสัจธรรมชีวิตเป็นลูปไป

มันคงเป็นปัญหาที่คนวัยกลางคนอาจต้องเจอล่ะมั้ง แต่อาจจะต่างรูปแบบกันไป แต่ไม่ว่าปลายทางของน้องๆจะเป็นยังไง เจ้เอาใจช่วยเสมอนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#สิ่งสำคัญของชีวิต

138 – The Book of Answers

138

The Book of Answers

ในวันที่ต้องการผู้ช่วย หรือใครสักคนที่ให้คำตอบกับเรื่องที่เรากำลังครุ่นคิดอย่างคิดไม่ตก หนังสือเล่มนี้ตอบโจทย์เลยทีเดียว

เปรียบแล้วเหมือนมีหมอดูไซส์พกพา ที่นึกอยากถามอะไรก็ถามหนังสือเล่มนี้ได้เลย

เจ้ซื้อเล่มนี้มาด้วยความนึกสนุก อยากลองเล่นดู และคิดว่าคงดีไม่น้อยถ้าเรามีอะไรบางอย่างคล้ายๆกับจินนี่ในตะเกียงอาละดินที่คอยเรียกให้มาตอบคำถามได้ตลอด (ขอพรไม่ได้ แต่ให้คำตอบแทน ก็ไม่เลวนะ) หรือโดเรมอน ที่คอยช่วยเหลือโนบิตะทุกครั้งที่ต้องการ

ถามคำถามไปเป็นสิบข้อ คำตอบที่ได้รับก็ทำเอาอดอมยิ้มไม่ได้ บางอันก็ตรงใจ บางอันก็เหมือนรู้ใจ บางอันก็ตอบกำกวมๆ แต่โดยรวมก็เป็นแนวทางที่ดี

แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา อย่าไปซีเรียส จริงจังมาก เล่นสนุกๆก็พอ แล้วจะพบว่า พออยู่ด้วยกันมาสักพัก  หนังสือ The Book of Answers เหมือนเพื่อนแก้เหงา เหมือนที่ปรึกษา เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ห้องทำงาน เพลิดเพลินดีเหมือนกัน

วิธีใช้งาน The Book of Answers

1.ถือหนังสือไว้ในมือ หรือบนตัก หรือบนโต๊ะ

2. ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เพ่งสมาธิไปที่คำถาม ซึ่งควรจะเป็นคำถามปลายปิด  เพื่อให้คำตอบที่สั้น กระชับ ตรงประเด็น

3. ระหว่างที่นึกภาพ นึกคำถาม หรือกำลังพูดคำถาม (ถามได้ครั้งละ 1 คำถาม) ให้วางมือ 1 ข้างบนหน้าปกหนังสือ และไล่ขอบหนังสือจากหลังมาหน้า

4. เมื่อรู้สึกว่านี่คือเวลาที่ใช่ ให้เปิดหนังสือ และคำตอบจะอยู่ในหน้านั้น

5. ทำซ้ำขั้นตอนข้างต้นได้มากเท่าที่ต้องการ

ถ้ามีติดบ้านไว้ซักเล่ม เวลามีคำถามอะไร จะกลายเป็นเรื่องสนุกที่ให้เราลุ้นไปกับคำตอบที่จะได้จากหนังสือเล่มนี้ ลองเล่นดูแล้วกันนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#TheBookofAnswers

137 – วิชาธุรกิจ ที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน

137

วิชาธุรกิจ ที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน

ขอเรียกว่าเล่มนี้เป็นสุดยอดคัมภีร์ของผู้ประกอบการ หรือคนที่ทำธุรกิจควรอ่าน มันคือการกลั่นกรองเอาประสบการณ์จริง เล่นจริง เจ็บจริงของผู้เขียน คุณ ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์  เจ้าของเพจ Trick of the Trade และสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย เอามามัดรวมอยู่ใน Pocket Book เล่มกะทัดรัดนี้

ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อดูด้วยตา หนังสือเล่มไซส์ใหญ่กว่าฝ่ามือนิดเดียวนี้ จะใช้เวลาอ่านค่อนข้างนาน ไม่ใช่เพราะว่ามันน่าเบื่อหรืออ่านยาก แต่เป็นเพราะทุกบรรทัดมีความหมาย อ่านไปเพลินๆไม่ได้ สมองต้องทำงานหนัก คิดตามไปด้วย

คนที่ได้อ่านเล่มนี้  เสมือนได้อ่าน Cheat Sheet สรุปของพี่เลี้ยงผู้ประกอบการ (Mentor)  ที่หาไม่ได้จากตำราการทำธุรกิจ หรือบริหารธุรกิจตามท้องตลาดแน่นนอน เล่มนี้แทบไม่ได้พูดถึงทฤษฎี แต่เป็นการบอกหมด ไม่มีหมกเม็ด ข้อควรทำ ข้อควรระวัง ข้อควรเลี่ยง ห้ามทำ เพื่อที่จะให้คนอ่านไม่ต้องลองผิดลองถูกคลุกฝุ่นแบบที่เจ้าตัวเจอมา

อ่านแล้วได้อะไรเยอะมากจากเล่มนี้ ดีกับทั้งคนทำธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจผลิต ซื้อมาขายไป หรือธุรกิจแบบบริการ ไม่อยากให้พลาดเลยจริงๆ ช่วยมายืมไปอ่านทีจะดีใจมาก แต่ต้องคืนนะ เพราะคงจะกลับมาอ่านซ้ำอีกเรื่อยๆ

ในเล่มจะมีเริ่มตั้งแต่ภาพใหญ่ของประเทศ ระดับมหาภาค แล้วค่อยๆซูมเข้ามาทีละจุดจนถึงระดับจุลภาค ละเอียดยิบชนิดที่อ่านจบแล้วไม่มีคำถามอยากถามเลยเพราะคำตอบมีอยู่ในเล่มเกือบหมดแล้ว

#ทิศทางของเศรษฐกิจไทย

หนังสือเล่มนี้ออกมาในช่วงโควิด ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อมีนาคม 2563 เริ่มเกริ่นด้วยการพูดถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทย ว่ามีแต่จะแย่ลง เพราะภาคเกษตรที่เป็นรากฐานของสังคมไทยอ่อนแอลงทุกวัน คนไทยขายที่ดินให้นายทุน หรือต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นรับจ้างแทน ทำให้รายได้จำกัด ต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้น อะไรที่เราเคยเป็นเจ้าของ เช่น ผลผลิตการเกษตร ก็ต้องนำเข้าซื้อกลับมาเองในราคาแพง อีกทั้งสื่อโซเชียลทั้งหลายกระตุ้นให้เราอยากใช้เงิน แต่ด้วยความที่คนไทยมีค่านิยมยกย่องคนรวยและวิ่งตามความเห็นชาวต่างชาติ ทำให้เงินก็ไหลออกนอกประเทศไปเรื่อยๆ

เศรษฐกิจไทยโดนควบคุมและกำหนดทิศทางโดยคนไม่กี่กลุ่มในประเทศ ชาวบ้านชนชั้นกลาง ชาวบ้านตาดำๆทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเราเป็นเช่นนี้มาจาก นโยบายการพาประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Countries – NICS) ทำให้รัฐส่งเสริมภาคอุตสหกรรมให้เป็นตัวเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าภาคเกษตร ประชาชนก็มุ่งหน้าเข้าเมือง หรือส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอก ทิ้งผืนดินทำกิน น่าเสียดายที่การเติบโตแบบนี้ทำลายจุดแข็งของเราเอง เราหลงลืมที่จะพัฒนาการเกษตรหรืออาหารที่เป็นจุดแข็งของเรา

สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้รอดในโลกยุคนี้ได้คือ คนไทยต้องช่วยกัน กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ทำบัญชีและประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วจะค่อยๆดีขึ้นเอง

#ชุดความคิดของผู้ประกอบการ

เพราะการทำธุรกิจเหมือนการวิ่ง เป้าหมายแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน บางคนจบที่ 10, 21, 42 กิโล หรือมากกว่านั้น (เป้าหมายก็เปรียบเหมือนยอดขาย) เราจึงต้องรู้กำลังตัวเอง รู้ข้อจำกัดของตัวเอง และรู้ความถนัดของตัวเอง มีคำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนเริ่มธุรกิจ ดังนี้

  • เราอธิบายสั้นๆเกี่ยวกับธุรกิจของเราให้เข้าใจใน 1 นาทีได้ไหม ถ้าไม่ได้แปลว่าภาพในหัวเรายังไม่ชัดเจนพอ
  • ในสายตาลูกค้าเราโดดเด่นพอไหมและแข็งแรงเพียงใดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • สินค้า/บริการของเราทำหน้าที่อะไร มีประโยชน์อะไรแก่ลูกค้า
  • ใครคือลูกค้าที่ต้องซื้อของเรา เพราะอะไร ถ้าระบุได้ชัดเจน โอกาสขายก็ง่ายขึ้นตามไปด้วย
  • เรามีที่มาของรายได้กี่ทางจากธุรกิจนี้ เช่นขายประสบการณ์ ขาย know-how การทำสินค้า
  • ธุรกิจนี้มีใครมาทำแทนเราได้ไหมหรือต้องทำเองทุกอย่าง มีระบบให้ลูกน้องทำเองได้ไหม
  • งานส่วนที่เราไม่ถนัดมีคนที่ไว้ใจได้มาช่วยไหม ถ้าไม่มี ปรับโมเดลธุรกิจให้ทำเพียงคนเดียวได้
  • เงินหมุนเวียนในธุรกิจมีเท่าไหร่  อยู่ได้กี่เดือน มีติดลบไหม เลี่ยงธุรกิจที่ตอนซื้อจ่ายสด ตอนขายเก็บเงินเชื่อ
  • กำไรของธุรกิจน่าพอใจหรือไม่ ถ้าทำแล้วไม่คุ้มเหนื่อยหาอย่างอื่นทำ

สำหรับเจ้าของธุรกิจ ไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นเลย อย่างมากก็คือทายาทของคนทำธุรกิจเท่านั้น เจ้าของธุรกิจจึงมีที่มา 3 ทาง คือ รับช่วงต่อ สร้างขึ้นเอง และไปซื้อกิจการมา แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็มาพร้อมภาระรับผิดชอบ ความเสี่ยง ความกังวล

โดยเราแบ่งลักษณะความเป็นเจ้าของได้ 3 ประเภทตามรูปแบบการทำงาน คือ

  • แบบเถ้าแก่/พ่อค้า เน้นทำด้วยตัวเอง ส่วนมากจะทำธุรกิจเดียว ทีละธุรกิจ
  • แบบเจ้าของผู้ประกอบการ มีความเป็นมืออาชีพ เน้นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดี ถ้าไม่ดีก็พร้อมขาย อาจบริหารเองหรือจ้างคนนอกมาบริหาร ทำงานให้
  • เจ้าของแบบนักลงทุน คือเป็นเจ้าของแต่ไม่ได้ทำงาน จะเป็นแนวหุ้นส่วนมากกว่า

ผู้เขียนบอกว่า เราทุกคน มีธุรกิจซ่อนอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 ธุรกิจ เพียงแค่เราไม่ได้เอามาใช้หาเงินจริงๆจังๆเท่านั้น แต่ก้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพราะทำธุรกิจจะใช้แค่ความชอบความถนัดอย่างเดียวไม่ได้

ซึ่งถ้าเป็นคนลักษณะแบบนี้ อาจไม่เหมาะจะเป็นเจ้าของธุรกิจ

  • ไมตัดสินใจ ไม่กล้ารับความเสี่ยง มัวแต่รอข้อมูลพร้อม 100%
  • ไม่รับผิดชอบ เมื่อเกิดความผิดพลาด เอาแต่โบ้ยให้พนักงาน โทษคนอื่น ปัดความรับผิดชอบ
  • มีเงินเป็นแรงจูงใจในการทำธุรกิจ หวังรวย เอาแต่ได้ เอาเปรียบอยู่เสมอ ไม่อยากเป็นผู้ให้
  • เป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบสุดโต่ง
  • เป็นพวกจัดระเบียบชีวิตตนเองไม่ได้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรทำก่อน-หลัง
  • ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มี connection ไม่มีทางลัด ไม่มีตัวช่วย ก็จะเหนื่อยกว่าปกติ
  • ยึดติดกับ Comfort Zone ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
  • เอาแต่ใจ ไม่รักษากฎที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ไม่มีวินัยในการใช้เงิน
  • ไม่รักษาคำพูด เพราะคำพูดทำให้คนน่าเนื่อถือ  ซึ่งถ้าเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่รุ่ง

เมื่อเริ่มธุรกิจแล้ว ก็อย่านิ่งนอนใจ คิดว่าไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ ปรับตัวก็ได้ ทีทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เปลี่ยนโลกก็จะเปลี่ยนเรา คนยัง Reskill ธุรกิจก็เช่นกัน การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ

#คนอื่นที่อยู่รอบตัวเรา

การทำธุรกิจ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดีลกับคน 3 กลุ่ม คือ ตัวเอง หรือ หุ้นส่วน (เจ้าของ) ลูกน้อง และลูกค้า

ลูกน้อง >> อย่ามองว่าเป็นภาระให้มองเป็น Assets ทรัพย์สินในการช่วยหาเงินของบริษัท  อย่าจ้างคนไม่มีประสบการณ์ และอย่าจ้างด้วยค่าแรงขั้นต่ำ ใช้สูตร 20:20:20 คือ ให้เงินเดือนสูงกว่าตลาด 20% ให้พนักงานมีเวลาทำงานน้อยกว่าปกติ 20%  แต่ให้มีผลงาน Output ดีกว่ามาตรฐาน  20% และยึดหลัก คิดว่าลูกน้องเป็นลูกค้า ลูกค้าเป็นตัวเรา และตัวเราเป็นลูกน้อง การบริหารลูกน้องยากกว่าการบริหารเจ้านาย เพราะเจ้านายมีคนเดียว แต่ลูกน้องมีหลายคน ลูกน้องที่ดีต้องรักษาไว้ให้นานและส่งเสริมเมื่อเค้าจะไปได้ดีกว่า

ลูกค้า >> เราต้องรู้จักลูกค้าให้ดีพอๆกับรู้จักธุรกิจตัวเอง รู้ว่าลูกค้าใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ใช้เวลาแต่ละวันที่ไหน สนใจเรื่องอะไร ใช้เวลากับใครบ้าง ซึ่งหาคำตอบได้จาก Big data ใน Social Media ลูกค้าเก่าสำคัญกว่าลูกค้าใหม่เสมอ ลูกค้าให้ความสำคัญกับการที่ใช้สินค้า / บริการ แบรนด์นี้แล้วรู้สึกดีมากกว่าการรู้สึกประหยัดที่ใช้แบรนด์นี้ เน้นสร้างคุณค่าความประทับใจมากกว่าแค่เรื่องราคา เน้นให้ลูกค้ารักแบรนด์แล้วเรื่องจ่ายเงินจะง่ายเอง จำไว้ว่าความต้องการลูกค้าเปลี่ยนได้ตลอด อย่าอารมณ์เสีย แต่ให้หาสิ่งที่ลูกค้ามองหามารอไว้แทน เจ้าของธุรกิจต้องรู้จักเพิ่มยอดขายจากลูกค้าเก่าและหาลูกค้าใหม่อยู่เสมอ

คู่ค้า (Supplier) >> เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ อาจเป็นคนที่ช่วยให้เราเหนือกว่าคู่แข่ง ( competitive advantage) ได้ง่ายๆ บ่อยครั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นยอดให้เราตามกระแสทันหรือรู้เทรนด์ก่อนคู่แข่ง จึงต้องอย่ามองว่าเป็นคนมารอรับเงินจากเราเท่านั้น  ต้องปฏิบัติอย่ามืออาชีพ ให้เกียรติ ไม่จิกหัวใช้หรือมองว่าเค้าต้องง้อเรา

Connection >> คือการสะสมประสบการณ์ ผลงาน บารมี จนรู้จักคน connection คือคนที่เคยเจอกันตัวเป็นๆ รู้จักกันในระดับหนึ่ง และติดต่อกันเป็นระยะ ไม่ใช่คนที่เคยรู้จักหรือเป็นเพื่อนวัยเรียนกันเมื่อหลายสิบปีก่อนแต่ไม่เคยคุยกันสักคำแล้วพอมีเรื่องก็นึกให้ช่วย connection จริงๆแล้วใช้แค่สายสัมพันธ์ โทรหาหรือเจอกันนิดเดียวจบ แต่ corruption คือการใช้เงินและใช้ไม่รู้จบ เช่นเดียวกันกับที่ connection ช่วยเราเพราะใจ แต่ investor ช่วยเราเพราะ ผลประโยชน์  

หุ้นส่วน >> คือตัวแปรสำคัญว่าธุรกิจจะรุ่งหรือเจ๊ง หุ้นส่วนดีกับหุ้นส่วนเก่ง ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไป หุ้นส่วนมี 3 แบบคือ ลงเงิน ลงหัว ลงแรง หุ้นส่วนที่ดีจะเคารพความต่าง เปิดใจฟังความเห็นของคนที่ถนัดกว่า และกล้าออกความเห็นในการปรับปรุงแก้ไข ปัญหา หุ้นส่วนเป็นแล้วก็เลิกเป็นได้ถ้าจริตไม่ตรงกัน แค่หาทางลงสวยๆก็พอ

#เงินและทรัพย์สินของธุรกิจ

เงินทุนจดทะเบียนบริษัท กับเงินทุนหมุนเวียน เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่ต้องบริหารให้เป็น มันจะนำไปใช้แค่ 2 เรื่องคือ เงินที่จ่ายแล้วหาย เช่น ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโฆษณา กับเงินที่จ่ายแล้วได้คืน เช่น เงินที่จ่ายไปเป็นต้นทุนสินค้า เพื่อเอาสินค้ามาขาย หรือผลิต เป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าแพกเกจจิ้ง โดยรวมเรียกว่า Cost of Goods / Service ถ้าประหยัดส่วนนี้ส่วนมากไม่รอด  และไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็ต้องรู้จักทำงบประมาณประจำปี ธุรกิจไหนไม่มีก็เหมือนคลำทางไปเรื่อย ไม่มีเป้าหมาย เจ้าของควรทำงบประมาณการกระแสเงินสด งบค่าใช้จ่าย ดูยอดขาย กำไร เงินสดของธุรกิจไว้ให้อยู่ในสายตาตลอด ยึดหลักขายให้มาก เก็บเงินให้ได้ ใช้จ่ายระมัดระวัง จัดการเงินเป็นระบบและมีวินัย จะช่วยให้ก้าวข้ามปัญหาด้านการเงินไปได้

#แบรนด์และโมเดลธุรกิจ

ถ้าอยากทำธุรกิจระยะยาว คุณภาพต้องมาก่อน เพราะของคุณภาพดีจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจทำให้เราอยู่เหนือคู่แข่ง มีโอกาสตั้งราคาสูง ปิดโอกาสที่ลูกค้าจะตำหนิ (ก็ของดี ไม่มีอะไรต้องติ) หรือเปิดช่องโหว่ให้คู่แข่งออกสินค้าที่ปิดจุดอ่อนเรา ถ้าสินค้าเราคุณภาพดี มันคือการสร้างแบรนด์โดยไม่ต้องโฆษณามากและยังดึงดูดลูกค้าให้เข้าหาเรา เพิ่มโอกาสการซื้อซ้ำ บอกต่อ มีแต่ได้กับได้ เพราะแบรนด์คือสิ่งที่ลูกค้ามองเห็นและรู้สึกกับเราไม่ใช่สิ่งที่เราพยายามจะบอก ทุกธรกิจควรมีแบรนด์ทั้งสิ้น ซึ่งการสร้างแบรนด์อาจไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ต้องการความสม่ำเสมอในการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า

#เทคนิคการตลาด

การขายได้จะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้ารู้สึกว่าได้มากกว่าเงินที่เสียไป ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องขายด้วยการพึ่งการส่งเสริมการขาย (Promotion) แปลว่าเราอาจะเจอปัญหา สินค้าคุณภาพไม่ดีพอที่จะขาย  ตั้งราคาสูงไป หรือ ขายผิดที่ และไม่ว่าจะขาย Online หรือ Offline ลูกค้าก็ตัดสินใจซื้อเพราะคุณค่าที่จะได้รับเหมือนกัน อย่ามองข้ามพลังของ pre-order เพราะเป็นตัวทำ Idea Testing ว่าตลาดจะยอมรับไหม โดยที่เราสามารถบริหารกระแสเงินสดในบริษัทได้ด้วย ทุกครั้งที่ออกสินค้าใหม่ ควรประเมินเรื่องต่อไปนี้ก่อน

  • Know Yourself รู้จักธุรกิจตัวเองว่ายังไปได้ดีในตลาดไหม จริงๆแล้วเราถนัดอะไรกันแน่
  • Know Market Landscape and know competitors รู้ความเคลื่อนไหวในตลาด
  • Know our products รู้ต้นทุน รู้หน้าที่ของสินค้า (เช่นลูกค้าบางคนซื้อนมผงไปเพื่อใช้เป็นอาหารกุ้ง ไม่ใช่แค่ไว้เป็นป้อนนมเด็กอ่อน) รู้ความคงที่ของคุณภาพสินค้า (ถ้าวัตถุดิบแพงหรือหาไม่ได้บางฤดูกาล ต้องรู้ว่าจะทำยังไงให้คงคุณภาพเดิม)
  • Know Customers รู้ว่าลูกค้าของเรามีกี่ประเภท สัดส่วนยอดซื้อแต่ละกลุ่มเป็นเท่าไหร่ ต้องบริการแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร
  • Know Law & Regulation รู้กฎหมาย ข้อบังคับต่างๆเกี่ยวกับธุรกิจ

นอกจากนี้ต้องรู้หลักการตั้งราคา ซึ่งราคาที่เหมาะสมคือราคาที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ คุณภาพสินค้าและคุณค่าของสินค้าที่มีต่อผู้ซื้อ ราคาไม่มีถูกหรือแพง มีแต่คุ้มหรือไม่คุ้ม ราคาที่ดีที่สุดคือราคาที่ลูกค้าเห็นแล้วซื้อเลยไม่ต้องต่อ วิธีตั้งราคามีหลายแบบ เช่น Maintain Margin

Mixed Margin

Match Price

Low key

Loss leading

EDLP

Loss to win

Fixed Price

Mix charges

Over Price

แต่ควรเข้าใจไว้ว่างานของเราคือสร้างคุณค่ามากกว่ามาหาลูกเล่นเรื่องราคา หรือส่วนลด และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อขายแล้วต้องเก็บเงินให้ได้ด้วย

#คู่แข่งและการแข่งขัน

การมีคู่แข่งทำให้เราพัฒนาตัวเอง สร้างความหลากหลาย เปิดโอกาสและตัวเลือกให้ผู้ซื้อ คู่แข่งทำให้เราเข้าใจสัจธรรมชีวิตว่ามีขึ้นก็มีลง ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เราต้องรู้จักกลยุทธ์ในการสู้พวกตัดราคา หรือพวกลอกเลียนแบบ ต้องเอาชนะด้วยแบรนด์ คุณภาพสินค้า / บริการ ความหลากหลาย ความยืดหยุ่น การสื่อสารกับลูกค้า ความเร็ว บริการหลังการขาย การเอาใจใส่ การสร้างประสบการณ์ที่ดี กิจกรรมการตลาด โปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ทุกอย่างแล้วยังด้อยกว่าคู่แข่งทั้งหมด ก็หันไปทำอย่างอื่นดีกว่า มันแปลว่าเราแพ้ทุกทาง สู้ไปก็มีแต่เข้าเนื้อเปล่าๆ

#อย่ายอมแพ้

การทำธุรกิจอาจไม่ได้เดินทางสายเรียบ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ซ้ำร้ายอาจเต็มไปด้วยขวากหนาม หญ้ารกรุงรังที่รอให้เราไปถางจัดการให้เรียบอยู่ และเพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์ที่เหนื่อยได้ ท้อเป็น พลังงานมีจำกัด จึงควรต้องเรียนรู้ที่จะจัดการความรู้สึกตัวเองในช่วงที่เจอปัญหาถาโถมเข้ามา ไม่ดราม่าหาคนมาเห็นใจ แต่ระบายให้คนรอบข้างที่เราสามารถอยู่ในสภาวะทิ้งตัวได้ รับฟังเพื่อให้ดึงเราพ้นจากสภาวะจมดิ่ง ปรับเวลากิน นอน พักผ่อน ดูแลสุขภาพให้ดี เพื่อสร้างพลังไปจัดการสิ่งต่างๆ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยการลงมือทำ (อย่างถูกต้อง) ไม่ใช่นอนเฉยๆ

เนื่องจากเล่มนี้ออกมาในช่วงโควิดใหม่ๆ บางคนได้รับผลกระทบมากมาย จึงพูดถึงในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ควรอยู่บ้าน กินข้าวบ้าน เลือกไปเจอเฉพาะคนที่ควรค่าแก่การให้เวลาเท่านั้น นอกนั้นถ้าจำเป็นต้องคุย ก็แค่โทรศัพท์ก็พอ ขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เอาเงินมาต่อยอดอย่างอื่นจะดีกว่า

ถ้ารายได้หลักไม่พอ ก็หารายได้เสริมหลายๆทางมาชดเชย หางานเสริมที่ใช้เงินลงทุนน้อย ใช้ความสามารถจะได้ผลมากกว่า หรือลองหางาน Part-Time ที่สนใจทำ ได้ทั้งเรียนรู้ ได้ทั้งเงิน ถ้าทำได้ดี อาจเป็นประตูพาเราไปเจอชีวิตใหม่เลยก็ได้ ถ้าไม่อยากไปทำงานก็อยู่บ้านสะสมความรู้ไป อ่านหนังสือ เรียนออนไลน์ เขียนรีวิว ตกผลึกสิ่งที่รับเข้ามาให้ได้ ค้นหาศักยภาพตัวเอง ก็ย่อมดีกว่าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร ปล่อยช่วงเวลาทองของการได้อยู่กับตัวเองแบบนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

“What get you here won’t get you there” อะไรที่เราเคยทำและพาเรามาถึงตรงนี้จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิม มันก็คงไม่มีโอกาสที่เราจะมีชีวิตที่ดีไปกว่านี้ ถ้าอยากก้าวข้ามชีวิตที่เหมือนติดกับดักอะไรสักอย่างไปให้ได้ ทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างไร อยู่ที่ว่าเรามองมันว่าเป็น “ทางเลือกเดียว” ที่ต้องทำหรือเปล่า

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน