176 – หัวใจตื่นรู้ Part 3

หัวใจตื่นรู้ Part 3

พาร์ทที่แล้ว เล่าถึงระดับจิตของมนุษย์ว่ามันสัมพันธ์กับการตื่นรู้ไปแล้ว วันนี้จะพามาดูกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน คนที่เค้าตื่นรู้แล้ว มีประสบการณ์ยังไงในเส้นทางนี้บ้าง

การตื่นรู้เป็น Personal Transformation คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างลึกซึ้งที่รื้อถอนทัศนคติ มุมมอง ความเชื่อเดิมๆ สู่การสร้างจิตสำนึกใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนมุมมองด้านความหมายของการมีชีวิตอยู่ หรือ ที่เรียกว่า การตื่นรู้ไปสู่เส้นทางการค้นพบความจริงแท้ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม

#ตื่นทั้งที่ยังลืมตาเกิดจากอะไร

การตื่นรู้สามารถเกิดขึ้นได้จาก

1. การตั้งคำถามสำคัญเปลี่ยนชีวิต

เช่น ลาออกดีไหม แต่งงานดีไหม มีลูกไหม อะไรคือเป้าหมายชีวิตในอีก 3 ปีข้างหน้า สิ่งที่ดีที่สุดของชีวิตคืออะไร เราเกิดมาทำไม

2. พบคำตอบ เจอคำสอน พบสัจธรรมกลางถนน หรือบังเอิญได้ยินอะไรบางอย่างที่เข้าหูมาแล้ว จิตเกิดการตื่นรู้

มีตัวอย่างที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง ‘เว่ยหลาง’ ได้ยินชายคนหนึ่งกำลังสวดมนต์มาถึงถ้อยคำที่ว่า ‘พึงทำจิตมิให้มีความยึดถือผูกพันในทุกสภาวะ’ ก็เกิดอาการสว่างโพลงตื่นขึ้นมา จึงถามชายคนนั้นว่าไปเรียนจากที่ไหน ชายคนนั้นบอกว่าเรียนจากท่านหงเหริ่น วัดตงซานที่มีศิษย์เป็นพันๆคนสอนให้ศิษย์บริกรรมพระสูตรนี้เพื่อค้นพบธรรมญาณแห่งตนและเข้าถึงความเป็นพุทธะ

เว่ยหลางจึงเดินทางไปอยู่วัดตงซานทันที

หลายปีผ่านไป ที่วัดตงซาน ท่านหงเหริ่น เป็นสังฆปริณายกองค์ที่ 5 ของจีน ขณะที่เว่ยหลางกำลังผ่าฝืนที่วัด ก็ได้ยินศิษย์อาวุโสแต่งโศลกว่า

“กายนี้เหมือนต้นโพธิ์ ใจนี้เหมือนกระจกใส

หมั่นเช็ดหมั่นปัดไป อย่าให้ฝุ่นละอองจับคลุมได้”

เว่ยหลางเห็นว่ายังไม่ถูกต้องจึงแต่งใหม่ว่า

“ไม่มีทั้งต้นโพธิ์  ไม่มีทั้งกระจกใส สรรพสิ่งหามีไม่ ฝุ่นคราบไคลลงจับอะไรกัน”

พอท่านหงเหริ่นได้อ่านโศลกนี้ก็รู้ว่าผู้แต่งรู้ธรรมอย่างแจ่มแจ้ง เพราะ กาย (ต้นโพธิ์) ไม่ใช่สิ่งจริงแท้ จิต (กระจกเงา) ก็ไม่มีอยู่จริง กิเลสทั้งหลายซึ่งรวมทั้งความทุกข์และสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง (ฝุ่นละออง) จึงเป็นเพียงมายา

ท่านหงเหริ่นจึงมอบตำแหน่งสังฆปริณายกองค์ที่ 6 ให้เว่นหลางโดยที่ยังไม่บวชและอ่านเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ

ซึ่งภายหลัง เว่ยหลางได้กลายเป็นปรมาจารย์องค์สำคัญของพุทธศาสนาในจีน ได้รับการยกย่องในญี่ปุ่น เป็นอาจารย์องค์สำคัญในแนว zen ที่ข้ามพ้นการยึดติดในตัวคัมภีร์ หรือการปฏิบัติตามรูปแบบ แต่มุ่งสู่การบรรลุธรรมแบบฉับพลัน

3. เผชิญประสบการณ์ใหม่ที่ตื่นที่ตาจึงตื่นที่ใจ

Edgar Dean Mitchell เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน เดินทางไปดวงจันทร์ด้วยยานอพอลโล 14 เมื่อปี 1971 ขณะที่ยืนอยู่ยนดวงจันทร์และมองกลับมาเห็นโลกทั้งดวงด้วยตาตัวเอง จึงเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งหมด ไม่เห็นเส้นแบ่งดขตแดนของประเทศ หัวใจสัมผัสได้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชีวิต นั่นทำให้จิตใจของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เกิดความรักต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด

4. สัมผัสประสบการณ์จากความทุกข์

การประสบเหตุการณ์ในชีวิตที่พบเจอความทุกข์ สามารถทำให้ผู้คนตาสว่าง ทำใหัคนเกิดการเปลี่ยนแปลง และหลุดจากความหลงได้

Eckhart Tolle ผู้เขียน The Power of Now : A guide to spiritual enlightenment กลายเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณทั้งๆที่ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมด้านนี้จากศาสนาไหนมาก่อน แต่เป็นเพราะความทุกข์จากโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงจนอยากฆ่าตัวตายหลายครั้ง จนคืนหนึ่งเขาตื่นมาด้วยความรู้สึกชิงชังตัวเองมากจนไม่อยากทนอยู่กับตัวเองอีกต่อไปแล้ว

แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าฉันทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ ก็แสดงว่า ‘ตัวฉัน’ นั้นมีสองคนเหรอ (ฉัน กับ ตัวตนที่ฉันทนอยู่ด้วยไม่ได้) ก็เลยสงสัยว่า มันคงมีเพียง 1 เดียวที่เป็นตัวจริงรึเปล่า

ระหว่างที่กำลังงงกับความคิดนี้จนจิตใจไม่มีความคิดใดๆ มีแต่ความรู้สึกตัวเต็มที่ ก่อนที่จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดูดไปในที่ว่างในตัว เหมือนถอดปลั๊กออกจากตุ๊กตาพองลงจนแฟบ

เหลือแต่ธรรมชาติที่แท้จริงที่เป็นปัจจุบันขณะ

เมื่อตื่นขึ้นมา เขาจึงพบกับความรู้สึกใหม่เหมือนว่าเพิ่งลืมตาตื่นมาดูโลกเป็นวันแรก และได้พบกับความสงบที่ยังอยู่จนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ Neale Donald Walsch ที่ผิดหวังในชีวิตที่ล้มเหลวทั้งเรื่องงานและความรัก สุขภาพก็ย่ำแย่ แถมเจออุบัติเหตุทำให้ต้องใช้เวลารักษาตัวนานจนตกงาน เป็นคนไร้บ้าน คนเก็บขยะ นอนตามข้างถนน เกือบจะฆ่าตัวตาย แต่ก่อนจะลาโลกก็ขอเขียนระบายเป็นครั้งสุดท้าย ต่อว่าพระเจ้าลงกระดาษว่า ทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงที่ไร้เสียงบอกให้เขียนบางสิ่งลงไป “เธออยากรู้จริงๆหรือแค่อยากระบาย” และนี่คือจุดเริ่มต้นของหนังสือ Conversations with God : An uncommon dialogue ที่เปลี่ยนชีวิตเขาและผู้คนมากมายไปตลอดกาล

สัตยา นารายัน โกเอนก้า อดีตนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่อายุยังหนุ่ม ที่แบกความเครียดทางใจ ไมเกรนรุนแรง จากการงานติดตัว พยายามหาทางรักษาจากหมอหลายประเทศ มีแต่จะได้รับยาหลายขนานมากขึ้น

จนเจอท่านอูชันตุน เพื่อนที่แนะนำให้ไปวิปัสสนากับท่านซายาจี อูบาขิ่น ท่านบอกว่า ‘ถ้าต้องการรักษาโรคทางกายก็ควรไปโรงพยาบาล แต่ธรรมะจะช่วยชำระจิตให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากความทุกข์ จงปฏิบัติเพื่อให้จิตหลุดพ้น มิใช่เพื่อรักษาโรคทางกาย เมื่อปฏิบัติแล้วโรคที่เป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์มันย่อมหายไปเอง

แต่หากมาปฏิบัติเพื่อรักษาโรคนั่นเป็นการประเมินคุณค่าของธรรมะต่ำไป’

หลังจากท่านโกเอนก้าเข้ารับการอบรมวิปัสสนา 10 วัน ก็หันมาอยู่ในเส้นทางสายธรรมตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ

#อะไรทำให้คนไม่อยากตื่น

ในชีวิตคนเราได้เกิดการตระหนักรู้ขึ้นมาหลายรอบ หลายคนแวบคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แต่น่าเสียดายที่คนมากมายหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินกว่าจะสนใจพิจารณาสภาวะเหล่านั้น

บางคนก็มองว่ามีความสุขดีอยู่แล้ว จะไปแสวงหาความจริงอะไรอีกทำไมกัน

บางคนก็อยากหนี ไม่อยากพิจารณาให้ทุกข์ไปเสียเปล่า จนละเลยเหตุการณ์ที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตให้กับตัวเองได้

ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ ว่าทุกไม่มีอะไรคงอยู่สภาพเดิมได้ ทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้น

#แล้วอะไรที่ทำให้คนเริ่มอยากตื่น

เพราะตระหนักว่า ‘ไม่รู้’ จึงเริ่ม ‘เรียนรู้’

เพราะรู้ว่า ‘หลง’ จึงออก ‘ค้นหาความจริง’

เพราะปรารถนา ‘การเปลี่ยนแปลง’ จึง ’ลงมือทำ’ ทันที

มุ่งสู่เส้นทางสายใหม่ เดินทางกลับสู่ภายใน

เพื่อตื่นจากความไม่รู้ ไปสู่การตื่นรู้

ตื่นจากความหลง ไปสู่ความจริง

ตื่นจากอัตตา ไปสู่จิตเดิมแท้

เหมือนที่อริสโตเติล นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกบอกว่า การรู้จักตัวเอง เป็นจุดเริ่มต้นแห่งปัญญาทั้งปวง

รอบหน้าจะมาต่อที่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้จิตใจของเราสูงขึ้น หรือกลับสู่จิตเดิมแท้ ทำอย่างไร มีแบบไหนบ้าง

ด้วยรักจากเจ้

175 – หัวใจตื่นรู้ Part 2

หัวใจตื่นรู้ Part 2

พาร์ทที่แล้วปูพื้นว่าการตื่นรู้คืออะไร เพราะอะไรทำไมคนจึงไม่ตื่น และทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ รอบนี้จะมาเล่าถึงระดับจิตของมนุษย์ และวิธีการเข้าถึงการตื่นรู้ทำได้อย่างไรบ้าง

#ตอนนี้โลกเราประสบกับวิกฤติใหญ่

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติมนุษย์ ที่คนจำนวนมากทั่วโลกขาดคุณธรรมทำให้มีศีลธรรมอยู่ในระดับต่ำ

วิกฤติสังคม อันเกิดจากความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้คนขาดมโนสำนึก ทำร้ายกันได้เพียงแค่ขอให้ตัวเองรอดปลอดภัย

วิกฤติโลก สิ่งที่ต้องเผชิญร่วมกัน เช่น ภัยธรรมชาติ ฯลฯ

ทั้งหมดนี่เกิดจากวิกฤติที่จิตใจของมนุษย์ที่คว่ำอยู่ ไม่เปิดออก มีความคิดแบบแยกส่วนเห็นแต่เฉพาะประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องของจิตสำนึก

#แล้วจะแก้ไขวิกฤตินี้ได้อย่างไร

เพราะสิ่งแวดล้อม ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ที่สืบต่อกันมา ทำให้การใช้ชีวิตของคนเราทุกวันนี้เหมือนหลงอยู่ในสภาวะซ้อนฝัน ยึดติดกับสิ่งต่างๆ อินกันจนเกิดความแตกแยก แบ่งแยก ทำให้เป็นต้นตอการเกิดวิกฤติต่างๆตามมา

การแก้ไขวิกฤติ คือต้องมนุษย์ต้องปรับจิตใจให้อยู่ในสภาวะหงายเปิดรับ เปลี่ยนจิตใจคับแคบให้กว้างขวาง จนกระทั่งทุกคนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับคนอื่น ธรรมชาติ และโลกของเรา ซึ่งทำได้โดยการ ‘เดินทางสู่โลกภายใน’ เพื่อตระหนักว่า เราไม่รู้ เพื่อที่จะเข้าสู่การเรียนรู้ความจริงของทุกสรรพสิ่ง

#ระดับของจิตมนุษย์

ไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมเดินทางเข้าสู่ภายโลกในได้ ขึ้นอยู่กับระดับของจิตใจมนุษย์ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้แบ่งระดับจิตของมนุษย์ออกเป็น 9 ระดับ โดยแบ่งได้เป็น 2 Tier ซึ่งไม่ได้หมายความว่าระดับล่างๆคือคนไม่ดี ระดับบนๆถึงจะดี เมื่อศึกษาด้านนี้จนถึงแก่น จะเข้าใจว่า ไม่มีการแบ่งแยกคนดีคนชั่ว คนโง่คนฉลาด มีแต่คนที่รู้ กับ ไม่รู้ เท่านั้นเอง ดังนั้นขอให้อ่านอย่างเป็นกลาง และลองพิจารณาเอาเองว่าจริงหรือไม่

Tier ที่ 1 คือ ระดับของจิตที่ยังคิดแต่เรื่องของตัวเอง’ (ระดับจิตที่ 1-6)

ระดับที่ 1 Instinctive Self จิตของสัญชาติญาณดั้งเดิม (ฝูงชนอดอยากหรือคนที่อยู่ในภาวะสงคราม) มีจำนวนประชากรที่อยู่ในระดับนี้อยู่ที่ 0.1%

ระดับที่ 2 Magic Self จิตเชื่อมโยงไสยศาสตร์ ยึดติดพิธีกรรมขั้นสุด ไม่สนใจใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป กลุ่มนี้มีอยู่ 1%

ระดับที่ 3 Power Self จิตที่เชื่อในอำนาจนิยม แสวงหาความเป็นใหญ่ เป็นกลุ่มคนที่อยากมีอิทธิพล อยากอยู่เหนือคนทั่วไป กลุ่มนี้มีอยู่ 20%

ระดับที่ 4 Rule Role Self จิตที่เชื่อในกฎหมาย ระเบียบวินัย รักชาติ ลัทธิ ศาสนา 40% สังเกตว่าประชากรส่วนใหญ่บนโลกจะอยู่ในระดับนี้มากที่สุด เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนจากครอบครัว สังคมหล่อหลอมมา

ระดับที่ 5 Rational Self จิตที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ และทุนนิยมภาคเอกชน กลุ่มอุตสหกรรม การตลาด 30%

ระดับที่ 6 Sensitive Self จิตที่ใส่ใจธรรมชาติ ชอบเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม ชอบทำงานอาสาสมัครโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน 5%

Tier ที่ 2 คือ ระดับของจิตที่เริ่มข้ามพ้นความยึดติดในตัวตน (ระดับจิตที่ 7-9)

ระดับที่ 7 Integral Self จิตบูรณาการ ตื่นรู้ ไม่เป็นทาสวัตถุ สนใจด้านพัฒนาจิตใจ มีอยู่ 1% ของจำนวนประชากรโลก ทำให้นี่เป็นสาเหตุที่คนตื่นรู้แล้วมักจะถูกมองว่าเป็นพวกประหลาด แปลกแยก มีชุดความคิดไม่เหมือนคนอื่นๆนั่นเอง

ระดับที่ 8 Holistic Self จิตองค์รวมเข้าถึงความจริง สมานฉันท์ทุกระดับจิตได้อย่างสร้างสรรค์ 0.1% ตัวอย่างของกลุ่มนี้ คือบรรดานักปฏิบัติ นักบวช ผู้นำทางจิตวิญญาณทั้งหลายที่นำพาผู้คนให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง

ระดับที่ 9 Unitive Self จิตแห่งหนึ่งเดียวก้าวข้ามความยึดติดในตัวตน 0.1% ส่วนใหญ่คนที่อยู่ระดับนี้มักหาตัวจับได้ยาก เพราะพวกเขาไม่อยากมีตัวตน ไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่ยึดติดกับสิ่งใดอีกแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง

#กำแพงห้าขั้นขวางการตื่นรู้

สิ่งที่ทำให้มนุษย์เราไม่สามารถเข้าถึงการตื่นรู้ได้ เพราะมีกิเลสทั้ง 5 เป็นกำแพงขวางกั้นการตื่นรู้

1. ความไม่รู้ ไม่รู้ว่าความจริงของสรรพสิ่งคืออะไร ไม่รู้ว่าสัจธรรมคืออะไร ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเราเป็นใคร 

2. ความเย่อหยิ่ง ถือดี ในตัวเองว่ารู้แล้ว รู้ดีที่สุดแล้ว

3. ความหลงยึดมั่นถือมั่น ความอยาก ความโลภ ในทรัพย์สินเงินทองสิ่งของนอกกายทั้งหลาย

4. ความเกลียด การไม่มีความรักให้แก่กัน หรือมีก็มีแค่เฉพาะพวกพ้องตัวเอง ใครไม่เกี่ยวคือแบ่งแยกหมด

5. ความกลัวตาย การยึดติดกับชีวิตที่มีตอนนี้ โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวตนที่แท้จริงเราเป็นนิรันดร์

ตอนนี้ที่เราเจอวิกฤติ เพราะมนุษย์เราหลับใหลทั้งที่ยังลืมตาอยู่ และก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลับ เนื่องจากกิเลสทั้ง 5 สามัคคี

จนกว่าจะเข้าถึงการตื่นรู้ รู้ และเห็นตามความเป็นจริง เมื่อนั้นเราจะตื่น เพราะเข้าใจและเห็นถึงความไม่มีตัวตนที่แท้

แล้วเราก็จะเบิกบาน เป็นสุขเพราะเข้าถึงอิสรภาพที่อยู่เหนือการเกิดและตาย

พาร์ทต่อไป จะมาเล่าถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน ทำยังไงที่จะเข้าสู่เส้นทางตื่นรู้ได้

ด้วยรักจากเจ้

174 – หัวใจตื่นรู้ Part 1

หัวใจตื่นรู้

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ชอบ เพราะรวบรวมเรื่องราวการตื่นรู้ภายในตัวตน ที่ดูเป็นนามธรรม ฟุ้งๆ ให้ดูเป็นระบบระเบียบ เข้าใจง่าย และมีขั้นมีตอน เหมาะสำหรับคนทั่วไปก็อ่านเข้าใจได้ง่าย

เขียนโดยคุณ ธรากร กมลเปรมปิยะกุล และณัฐนภ ตระกลธนภาส สำหรับมือใหม่ที่กำลังเอาเท้าแหย่เข้ามาในเส้นทางนี้ นี่คือหนังสือที่เหมาะมากกับการเริ่มต้น

#การตื่นคืออะไร

การตื่น คือการตื่นมาพบสัจธรรมความจริงของโลก ว่าตัวเรา คนอื่น และสิ่งอื่น ล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน

การตื่นเป็นสิทธิแต่กำเนิดของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลก และสิ่งที่ปิดบังเราจากหนทางสู่อิสรภาพคือ ‘ความไม่รู้’ ไม่รู้ว่า ‘ตื่น’ คืออะไร ไม่รู้ว่าทำไมต้องตื่น และ ไม่รู้ว่าหนทาง หรือต้องทำวิธีการยังไงถึงจะตื่น

#เปรียบจิตของมนุษย์เหมือนถ้วย

หากเปรียบเทียบจิตของมนุษย์กับถ้วยทรงกลม จิตของคนส่วนมากกำลังคว่ำอยู่ ถูกจำกัดในโลกของความคิดที่เรียกว่า ตัวตน พื้นที่ในถ้วยค่อนข้างคับแคบและถูกแบ่งขอบเขตจำกัดความเป็นตัวตน

แต่สภาวะถ้วยหงายคือ มนุษย์จะมีความคิดที่เปิดกว้าง หลุดพ้นจากตัวตนอันคับแคบ เชื่อมโยงได้กว้างไกล สัมผัสธรรมชาติได้ ทำให้มีปัญญา

เราแต่ละคนมีธรรมชาติของพุทธะ (ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) อยู่ ซึ่งสิ่งนี้ศาสนาอื่นอาจเรียกว่า ‘พระเจ้า’ แต่ก็มีเมฆหมอกแห่งความไม่รู้มาบดบังธรรมชาติที่แท้จริงของเรา ทำให้เกิดอวิชชา จนเราหลงติดในความทุกข์ ในสังสารวัฏ

การที่จะตื่นหรือเข้าถึงความเป็นพุทธะ ก็เปรียบเหมือนการที่ลูกไก่ติดในเปลือกไข่ จะกะเทาะเปลือกออกมาได้ก็ต้องสั่งสมกำลัง ฝึกฝนทำด้วยตัวเอง

#จุดเริ่มต้นของความไม่รู้

มาจากความกลัว คนเราเกิดความกลัวเพราะ ‘ไม่รู้’ ยิ่งไม่รู้ก็ยิ่ง ‘กลัว’

จิตที่เกิดความกลัวเกิดจากการการไม่แน่ใจในความปลอดภัย ความอยู่รอด ไม่รู้ในภัยอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น

เราจึงมีสองทาง ‘สู้’ หรือ ‘หนี’ ไปพึ่งอะไรบางอย่าง

#ความไม่รู้คืออะไรกันแน่

ความไม่รู้ในที่นี้ คือไม่รู้ตามความเป็นจริง ความเป็นไปในธรรมชาติ สิ่งที่รับรู้จึงเป็นเพียงแค่ ความคิด ความเชื่อ ความเห็น ที่ห้อยโหนตามประสบการณ์ที่พบเจอแล้วเข้าใจไปเอง จนเกิดความยึดติด คล้ายเรื่องตาบอดคลำช้าง

แต่หัวใจของความไม่รู้ แท้จริง คือ ไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตน ทำให้คนนึกเอาเองว่าเรามีตัวตน ตัวเรามีอยู่ ดำรงอยู่ ทำให้เกิดการเอาตัวรอด ทุกคนจึงมีตัวตนของตน ซึ่งเกิดมาจากความไม่รู้

#อันตรายของความไม่รู้

ความไม่รู้นำมาซึ่งการใช้ชีวิตแบบดิ้นรน เพื่อการบำรุงบำเรอ ทะนุถนอมตัวตน รักษาสิ่งของ ทรัพย์สินของตัวเองและพรรคพวก แบ่งแยก การมีเรา มีเขา ยึดความเป็นตัวตน แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่ความชั่วร้าย แค่เป็นธรรมชาติของความไม่รู้ที่แผ่กิ่งก้านขยายไปยึดโยงกับทุกสิ่ง กลายเป็นต้นไม้แห่งตัวตนของมนุษย์ที่มีชื่อว่า ‘ความหลง’

หากนานวันเข้า จากความไม่รู้ ก็คิดว่าตัวเองรู้ รู้มากเข้าก็ยิ่งดันตัวเองให้ใหญ่เหนือโลก (Ego) หรือตัวเราของเรา

#มองไม่เห็นแก่นแท้ความจริง

โดยเฉพาะเมื่อมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ดูคล้ายจะเปิดเผยความลับของธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความมั่นใจของมนุษย์สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ยำเกรงธรรมชาติ เอาแต่จะกอบโกยใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัวให้ได้มากที่สุด จนละเลยทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติไป เช่น ความสนใจด้านจิตวิญญาณ ปรัชญา แก่นแท้ของศาสนา แล้วเอาแต่เชื่อสิ่งที่สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสเท่านั้น

มนุษย์ดิ้นรนเพื่อครอบครองวัตถุและทรัพย์สินมากมายเพราะหลงในตัวตน และมองไม่เห็นแก่นแท้ความจริง เลยต้องไปครอบครองสิ่งสวยงามที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัส

#ทำไมมนุษย์จึงต้องเข้าใจเรื่องนี้

มนุษย์ มาจากคำว่า มน หรือ มโน แปลว่า ใจ และ อุษย แปลว่า สูงส่ง รวมแล้วแปลว่าผู้มีใจสูง การเป็นมนุษย์ที่แท้ จึงเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูง จึงควรยกระดับจิตใจเราให้สูง เพื่อให้หลุดออกจากอวิชชา ความไม่รู้ต่างๆ เปรียบได้กับการตื่นจากฝัน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

173– อารียา เมตายา (Book 1 Part 10)

อารียา เมตายา 1 Part 10

หลังจากที่ได้ถอดบทเรียนจากอารียาเมตายามาหลายพาร์ท วันนี้ขอเข้าบทสรุปแบบไม่สปอยล์ เพราะยังยืนยันเหมือนเดิมว่า นี่คือหนังสือที่เจ้รักมาก และอยากให้มีโอกาสได้อ่านสักครั้งในชีวิต

#ความต่างของสิ่งมีชีวิตอื่นๆกับมนุษย์

ตามที่เล่าว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นพลังงาน หมายถึงว่าแม้แต่สิ่งที่เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น ก้อนหิน ดินทราย ต้นไม้ ก็มีพลังงาน มีจิตวิญญาณ เช่นเดียวกันกับมนุษย์ แต่ความต่างของดวงจิตมนุษย์กับ สัตว์ ต้นไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน ดินทราย คือ ‘ความอิสระ’ สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำตามอำเภอใจ แต่ต้องทำตามที่กำหนดเท่านั้น เมื่อไหร่ที่พระเจ้าเรียกกลับคืนสู่ source ก็จะสามารถกลับได้ทันที

แต่ดวงจิตของมนุษย์มีความอิสระ ตัดขาดจากพระเจ้า จึงต้องกลับไปยังแหล่งต้นกำเนิด หรือ บ้านเดิม ด้วยความสามารถตัวเอง พระเจ้าก็ไม่สามารถบังคับมนุษย์ได้ เพราะมนุษย์มีเจตจำนงเสรี หรือ Freewill ในการเลือก

การจะกลับบ้านเดิมได้ เหล่ารูปธรรมชั้นสูงรู้ดีว่าคือการที่เราต้องเป็นความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริง ถ้าทำได้แล้ว เราก็จะเชื่อมต่อกับเบื้องบน ซึ่งการกระทำนี้มีค่าสั่นสะเทือนเท่ากับการเป็นพระเจ้านั่นเอง อาจพูดได้ว่า ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเป็น Co-Creator หรือผู้ร่วมสร้างได้เมื่อไหร่ คือวาระที่เราเข้าถึงพระเจ้าแล้วนั่นเอง

#จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราแสดงออกเป็นความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริง

พอเรารู้หนทางที่จะกลับออกจากห้องเครื่องจักรวาลแล้ว เราก็คงพยายามประคับประคองความคิด และการแสดงออกของเราให้เป็นไปในทางบวก มีเมตตา มีแต่ความหวังดี แต่บางครั้งก็อาจมีบ้างที่เราสงสัยว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นความรักบริสุทธิ์จริงๆหรือยัง วิธีการดูคือ ให้เปรียบเทียบค่าในหัวใจว่ามีสิ่งไหนมากกว่ากันระหว่าง ความรัก ความปรารถนาดี กับ ความต้องการเอาชนะใครบางคน อยากดูเหนือกว่า สูงส่งกว่า เหล่านี้ก็นำไปสู่การแบ่งแยกชนชั้นอยู่ดี

โดยรวมถือว่าเป็นปรากฏการณ์ของการอยากมีตัวตน (ego) ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น ถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักที่เรามีต่อคนๆนั้นจริงๆ สิ่งที่เราทำ แม้ผลจะดูเป็นทางบวก มันก็จะเป็นเพียงความต้องการมีอำนาจเหนือต่อการยอม การให้ ของเราเท่านั้นเอง ยังไม่ใช่ความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริง

#ยุคสมัยจักรวาล

ในหนังสืออารียาเมตายา เขียนไว้ว่า

1 วันของจักรวาล = 3600 ปี บนโลกมนุษย์

1 ยุคของจักรวาล = 24 วันของจักรวาล หรือ 86,400 ปี บนโลกมนุษย์ นั่นหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดบนโลกเราหลายร้อยหลายพันครั้ง จริงๆแล้วอาจจะไม่นานนักในบริบทของเวลาที่แท้จริงของจักรวาล อยากชวนคิดว่าทุกๆการมาเกิดบนโลก 1 ชาติ มีจุดประสงค์อะไร มาเพื่ออะไร และเราจะหยุดวงจรเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏที่ชื่อว่าห้องเครื่องจักรวาลนี้ได้อย่างไร บัดนี้ผู้ที่ได้อ่านอารียาเมตายา คงรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะคงความตั้งมั่นได้ตลอดไปหรือไม่

#เรื่องเหลือเชื่อหรือเรื่องธรรมดา

หลังจากอ่านอารียาเมตายา เล่ม 1 จบ ก็อาจมีคนที่มองว่าเป็นเพียงนิยายเล่มหนึ่ง แต่หากมองจากสายตาคนที่ตื่นรู้แล้วจะรู้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกินจริงเลย เป็นเรื่องปกติธรรมดาในหมู่รูปธรรมชั้นสูง โลกเราต่างหากที่เป็นเหมือนโรงละครที่มีแต่เรื่องเหลือเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ในมุมมองของสัตว์ที่ไม่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์อย่างถ่องแท้ ก็คงมองกิจกรรมของมนุษย์เป็นเรื่องประหลาด เรื่องมหัศจรรย์ผิดธรรมชาติฉันใด มนุษย์ที่ยังหลับใหลทั้งๆที่ร่างกายตื่นเต็มตัวมีสติสัมปชัญญะดี ก็คงมองคนที่ตื่นรู้อย่างแท้จริงแล้วว่าเป็นพวกแปลกประหลาด หรือมองสิ่งต่างๆที่คนตื่นรู้ทำได้ว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อฉันนั้น

#เราเลือกได้ว่าจะเป็นคนที่ชอบตัดสินหรือคนที่เปิดใจให้โอกาส

มนุษย์ทั่วไปจะหยุดตัวเองอยู่กับความเป็นไปได้จากความสามารถตัวเองที่มาจากตรรกะ การวางแผน หากพบว่าเป็นไปไม่ได้ก็จะล้มเลิก แล้วรีบหันไปหาสิ่งที่ดูเข้าท่า ดูเป็นไปได้มากกว่าทันที ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจปิดกั้นการยอมรับสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ แถมยังแปะป้ายตีตราใส่เรื่องที่เหนือธรรมชาติว่าเป็นเรื่องงมงาย นิทาน นิยาย เรื่องเพ้อเจ้อ เรื่องมโน ฯลฯ ไปเสียอย่างนั้น หากมนุษย์คนนั้นยังมีอัตตาอยู่เยอะมาก ก็คงตัดสินตามความเข้าใจอันจำกัดของตัวเองและออกไปเผยแพร่โน้มน้าวให้คนอื่นๆคิดเหมือนกับตน

ส่วนคนที่ตื่นแล้วจะเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้ทุกสิ่งแม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า ‘ปาฏิหาริย์’ คนทั่วไปไม่สามารถทำปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้เพราะเขา ‘ไม่เชื่อ’ ว่าทำได้ หลายเรื่องน่าทึ่งราวปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริงบนโลกเพราะความศรัทธาอย่างแรงกล้า ความเชื่ออย่างวางใจไม่มีเคลือบแคลง และเมื่อคลื่นพลังงานอยู่ในระดับเดียวกับสิ่งที่ต้องการ มันย่อมดึงดูดสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

บางคนที่ยังเข้าไม่ถึงจึงมองว่าเป็นเรื่องอภิญญาไป แต่หากเปิดใจกว้าง เราก็อาจจะยอมรับได้ว่าสิ่งที่เรามองว่ามันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อนี้ เกิดขึ้นเป็นปกติในหมู่รูปธรรมชั้นสูงที่มีความสั่นสะเทือนระดับสูง

หากยังไม่วางใจเชื่อข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ก็ขอให้เปิดใจเรียนรู้ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก่อนก็พอ แล้วค่อยๆให้โอกาสตัวเอง ลองเดินทางเข้าสู่เส้นทางตื่นรู้ของตัวเองก่อน เมื่อนั้นถึงจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

และหากวันนั้นมาถึง อย่าลืมกลับมาอ่านอารียาเมตายาอีกสักรอบอย่างละเอียด แล้วมุมมองชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จะไม่มีวันกลับไปมองโลกด้วยสายตาแบบเก่าได้อีกเลย ไม่มีวันจริงๆ..

ด้วยรักจากเจ้

172– อารียา เมตายา (Book 1 Part 9)

อารียา เมตายา 1 Part 9

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว ทำอย่างไรให้เราเป็นความรักได้ และลงลึกเรื่องของ ‘จิต’

วันนี้จะมาดูเรื่องของทำยังไงถึงจะออกจากห้องเครื่องจักรวาลนี้ได้

ตอนนี้ที่โลก เกือบทุกคนตกอยู่ในสภาวะไม่รู้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร จะไปที่ไหนเป็นที่สุดท้าย และเรากำลังตกอยู่ในอันตรายที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวาล เพราะมันคือการปรับเปลี่ยนโครงข่ายสนามแม่เหล็กครั้งใหญ่ และใครที่ไม่สามารถยกระดับจิตสำนึกให้สูงขึ้นก่อนการปรับโครงสร้างนี้ก็จะไม่มีโอกาสกลับออกมาจากที่นั่นอีกเลย

ซึ่งวิธีที่เราจะกลับออกมาได้ คือ การเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ

#โลกเราตอนนี้มีคนเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณมากน้อยแค่ไหน

ถ้าคิดเป็นเปอร์เซนต์ของจำนวนมนุษย์บนโลกนี้ 60% ของมนุษย์ทั้งหมดเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยใส่ใจประพฤติปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนาบนโลกเลย เหล่านี้คือคนหลับสนิท คิดว่าสิ่งที่เจอในชีวิตคือเรื่องจริง ตื่นมา ไปทำงาน หาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ตัวเองอยู่ในจุดประสบความสำเร็จ เจ็บป่วย และจากโลกนี้แบบที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังหลับอยู่

ส่วน 39% คือผู้ที่อยู่ในศีลธรรม รู้ว่าตัวเองกำลังหลับและพยายามดิ้นรนให้ตัวเองตื่น แต่อาจจะเข้าใจบทบัญญัติต่างๆของศาสนาคลาดเคลื่อนไป ไปยึดติดกับสิ่งที่ไม่ใช่แก่นแท้ของศาสนาจริงๆ จึงทำให้ได้ชื่อว่ายังเป็นผู้ที่หลับอยู่เหมือนกัน ดังนั้นขณะนี้บนโลกจึงมีคนที่กำลังตื่นอยู่น้อยนิดไม่ถึง 1 %

#แบบไหนถึงเรียกว่าตื่นแล้ว

เมื่อเรารู้สึกว่า จิตสำนึกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณแล้ว จิตนี้จะไม่ขึ้นต่ออำนาจทางความรู้สึกและอารมณ์อีกต่อไป เราสามารถเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความรู้สึกจากจิตสำนึกอีกต่อไป เราจะสามารถเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง

เมื่อเรายอมรับพระเจ้าว่ามีอยู่จริง ยอมทำตามความประสงค์ ซึ่งคือความประสงค์ของจิตวิญญาณ และจิตสำนึก วินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างได้สั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่เดียวกัน เท่ากับจิตสำนึกเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ เหนือสิ่งอื่นใดมันได้สั่นสะเทือนเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าด้วย

หรือการที่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวเล็กๆ นั่งอยู่ตำแหน่งด้านหลังของม่านตา ที่จริงคือตำแหน่งที่ตั้งของจิตสำนึก ซึ่งนี่คือผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่าเกิดการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว มันคือการอนุญาตให้จิตวิญญาณมีส่วนร่วมคิดตัดสินใจในการกระทำใดๆของชีวิต คล้ายๆกับการที่เราเห็นคนพูดคนเดียว อย่าไปมองว่าเขาบ้า บางทีเขาแค่กำลังเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณภายในตัวเองอยู่เท่านั้นเอง

#จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณได้

เมื่อเชื่อมได้แล้ว เราก็จะสามารถเปิดใช้กลไกของสมองซีกขวา หรือเป็นการเปิดใช้ ‘ปัญญาญาณ’ ซึ่งถ้าเรามีคำถาม หรือข้อสงสัยอะไรก็จะสามารถค้นหาคำตอบได้ทันที โดยคำตอบก็อาจจะออกมาในรูปแบบปิ๊งแว้บ ไอเดียแรกที่ผุดขึ้นมา การใช้จิตวิญญาณเป็นสะพานเชื่อมให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า

#ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณไม่ได้

คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เพราะจิตสำนึกยังไม่หลอมรวมกันกับจิตวิญญาณ อันเนื่องมาจากการไม่ยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าได้อย่างสนิทใจ หรือถ้ายอมรับก็มองว่าเป็นเทพเจ้าที่คอยประทานสิ่งต่างๆที่ร้องขอ หรือเป็นเทพเจ้าที่คอยจับผิด ลงโทษ ชำระความกับคนบาป ซึ่งนั่นไม่ถือว่าได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า

พระเจ้าเป็นแหล่งต้นกำเนิดองค์ความรู้ที่เป็นสัจธรรมสากล บางศาสนาจึงเรียกว่า พระธรรม  แต่น่าเสียดายที่คนมอง พระธรรมเป็นเพียงคำสั่งสอนของศาสดา จนทำให้พระเจ้ากลายเป็นคัมภีร์ที่ถูกเก็บไว้ในตู้ และมองว่าเป็นสิ่งของที่ไม่มีจิตสำนึกรู้ไปเสีย

ดังนั้นแล้วไม่ว่าเราจะเรียก ‘พระเจ้า’ ว่า พระผู้สร้าง พระธรรม ธรรมชาติ ไม่ว่าจะตีความว่าอย่างไร ก็ล้วนแต่หมายถึงสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งถ้าเราเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณภายในได้ เราก็จะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ได้อย่างถ่องแท้เอง

ด้วยรักจากเจ้

171 – อารียา เมตายา (Book 1 Part 8)

อารียา เมตายา 1 Part 8

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว ที่เขียนถึง ‘พระเจ้าคือใคร’ ที่เรารู้กันแล้วว่า พระเจ้าสั่นสะเทือนเป็น ‘ความรัก’

วันนี้จะมาดูกันว่า แล้วจะทำอย่างไรให้เราเป็นความรักได้ และลงลึกเรื่องของ ‘จิต’

อย่างที่เคยเขียนไว้ในพาร์ทที่ 2 และ 3 เกี่ยวกับเรื่องรูปธรรมขั้นสูง เรื่องความรัก กลับไปย้อนอ่านรายละเอียดได้ในโพสเก่าๆได้ ถือว่าทบทวนไปในตัว

#รูปธรรมชั้นสูงพิเศษกว่าอย่างไร

อันที่จริงด้วยคอนเซปต์ว่า เราทุกคนเท่ากัน เป็น Oneness เราไม่ควรแบ่งแยกว่าใครชั้นธรรมดา ใครชั้นสูง แต่มันเป็นไปตามธรรมชาติเองเมื่อมนุษย์มี Freewill ในการเลือกทำสิ่งต่างๆ นั่นหมายถึงผลลัพธ์ย่อมไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความแตกต่างกัน

สำหรับคุณสมบัติสำหรับการก้าวขึ้นไปเป็นรูปธรรมชั้นสูง ไม่มีใครผ่านมาอยู่จุดนี้ได้ด้วยการจำความรู้มาจากคนอื่น หรืออ่านตำรา หรือถามผู้รู้ แต่จะต้องมีความสามารถในการเข้าถึงความรู้ในจักรวาลได้ด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงต้องเป็นผู้ทำเอง พึ่งพาตัวเอง ไม่พึ่งพาผู้อื่นหรือสิ่งภายนอก

#เราจะเข้าถึงความรู้ในจักรวาลได้อย่างไร

ความรู้ในจักรวาลมีมากมายมหาศาล เราไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกเรื่อง เพียงแค่รู้ ‘วิธีที่จะนำมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้’ เท่านั้นก็พอ

สิ่งที่เราต้องฝึก คือการที่เราต้องหมั่น ‘ตั้งคำถามด้วยตัวเอง’ เพราะเท่ากับว่าได้เปิดระบบการควานหาข้อมูลจากจักรวาลอยู่ตลอด จนเข้าสู่สภาวะแห่งความเข้าใจในทุกสรรพสิ่ง หรือบรรลุสัจธรรม

เมื่อตั้งคำถามก็เท่ากับการใช้เครื่องมือการค้นหา และการบอกเล่าจากพระเจ้า (คำตอบ) ก็จะเกิดขึ้น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ตั้งคำถามผสมกับความรู้สึกและอารมณ์ของเราเอง คำตอบที่ได้ก็มักจะมาจากความคิดของเราเองเสมอ ไม่ได้มาจากการบอกของพระเจ้า เพราะเราใช้ความรู้สึกที่จิตสำนึกตัดสินไปแล้ว

#เราจะเป็นความรักได้อย่างไร

ปัจจัยหลักของทุกสิ่งในเอกภพ คือความรัก สิ่งที่เราต้องทำคือ ‘เป็น’ ความรัก โดยการ ทำให้ความรักแผ่ออกมาจากตัวตลอดเวลา

ซึ่งทำได้โดยการที่เรามอบความรักให้ตัวเอง โดยการเข้าถึงจิตละเอียด และ มอบความรักแด่ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล  ไม่เฉพาะคนสัตว์ สิ่งมีชีวิต แต่รวมถึงสิ่งของ ก้อนหิน หรือทรายทุกเม็ดด้วย

#เรื่องของจิต

ภายในตัวเรามีจิตที่อยู่ส่วนลึกที่สุด ที่ถูกกักขังอยู่ (เพราะปกติจิตนี้จะมีอิสระสามารถเคลื่อนที่ทั่วจักรวาล แต่เพราะอาสามาทำงานที่ห้องเครื่องจักรวาลที่ดาวไกอาเลยจำเป็นต้องมาอาศัยในร่างกายที่เป็นรูปธรรม มีหน้าที่แค่เป็นประธานหรือเจ้าของรูปธรรมเท่านั้น ส่วนการขับเคลื่อนร่างกาย เขาได้แบ่งจิตออกมาอีกส่วนเพื่อทำหน้าที่ควบคุมร่างกายแทน หรือที่เราเรียกว่า ‘จิตสำนึก’ หรือ ‘จิตหยาบ’

เวลาเราคุยกัน เรากำลังใช้จิตหยาบคุยกัน ตัวจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใน หรือจิตละเอียด ได้แค่รับรู้ว่าเรากำลังทำอะไรพูดอะไร แต่ไม่สามารถสั่งการหรือกำหนดอะไรได้

ดวงจิตมีอยู่จริง และมีคุณสมบัติไม่เหมือนกับทุกสิ่งที่สร้างขึ้นในจักรวาล ทุกสิ่งเกิดจากการสั่นสะเทือน จากการกำหนดค่าหรือคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงจากพระผู้สร้าง เกิดจากการสังเคราะห์เศษฝุ่นธุลีที่กระจัดกระจายในห้วงอวกาศให้กลายเป็นสิ่งใหม่ แต่กรณีของดวงจิต ไม่ได้เกิดจากการสร้างของพระผู้สร้าง แต่เกิดจากการแบ่งออกไปจากตัวพระผู้สร้าง

นึกภาพว่าพระเจ้าเหมือนคุกกี้ชิ้นใหญ่ แล้วก็ปริตัวออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งขนมชิ้นเล็กๆเหล่านั้นก็ยังคงมีคุณสมบัติ รสชาติ สี กลิ่น เหมือนกับชิ้นใหญ่ทุกประการ บางคนจึงเรียกดวงจิตที่ถูกแบ่งออกมาว่า ‘พระบุตร’

พระบุตรแบ่งตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน้อยที่สุดคือ 4 รูปธรรม และมากที่สุด 32 รูปธรรม ซึ่งบางคนเรียกว่ ‘พระจิต’ หรือจิตวิญญาณ แล้วดวงจิตวิญญาณเหล่านี้ก็แยกย้ายกันไปฝังตัวอยู่ในกายมนุษย์

แต่เนื่องจากจิตวิญญาณมีสภาพเป็นพลังงาน เขาจึงต้องส่งตัวแทนออกมาจากตัวเขาเพื่อทำหน้าที่กับปฏิกิริยาทางเคมีหรือทางกายภาพอีกที ซึ่งการส่งตัวแทนคือ การตัด ไม่ใช่การแบ่ง โดยตัดออกมา 3 ใน 4 ส่วนที่เราเรียกว่า ‘จิตสำนึก’ ที่ตั้งอยู่เหนือคิ้วประมาณ 2 ซม. เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียว (พิทูอิทารี่)

และพระจิต หรือจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ภายในร่างกายอยู่ที่กึ่งกลางกะโหลกศรีษะ สมองส่วนกลาง เรียกว่า ต่อมไพเนียล ซึ่งจิตส่วนนี้มีค่าพลังงานเพียง 1/4 เท่านั้น ในขณะที่จิตสำนึกมี 3/4 ส่วน

จิตสำนึกจึงยังเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอยู่ แต่ไร้การสัมพันธ์ เพราะไม่มีทักษะด้านพลังงานเลย มีแต่การควบคุมการทำงานของร่างกายที่เป็นรูปธรรมซึ่งอยู่ในสภาวะที่รับรู้แต่สิ่งที่จับต้องได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น

#อยากสื่อสารกับพระเจ้าต้องทำอย่างไร

การจะสื่อสารหรือได้ยินพระเจ้า เราต้องสั่นสะเทือนจิตสำนึกให้เป็นความรักตลอดเวลา และไม่ปล่อยให้จิตสำนึกตกอยู่ภายใต้ความรู้สึกและอารมณ์ (ต้องไม่มีตัวตนไปตัดสิน)  แค่ทำหน้าที่เป็นผู้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และมองสถานการณ์เหล่านั้นตามความเป็นจริงให้มากที่สุด ถึงจะเชื่อมต่อได้

เสียงของพระเจ้าก็จะปรากฏและเราจะรู้เองว่าอันไหนเสียงของพระเจ้า อันไหนคือเสียงของเราเอง

#คุณสมบัติของคนที่สื่อสารกับพระเจ้าได้

1. เป็นคนที่มีความรักที่บริสุทธิ์ใจเป็นพื้นฐาน โดยแสดงออกมาในรูปแบบการให้อภัยได้อย่างไร้เงื่อนไข

2.เป็นคนที่ยอมอย่างหมดใจ ยอมต่อความอับอาย เจ็บปวด ยอมให้คู่กรณีได้ชำระสิ่งที่ค้างคาใจให้หมดไป ยอมปรับตัวเอง เพราะการที่คู่กรณียังต้องการร้ายใส่ แสดงว่าเรายังมีบางสิ่งที่ต้องแก้ไข เราต้องยอมปรับตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขต่อเขาในอนาคต

3.เป็นคนที่ความอดกลั้นเป็นที่จะไม่ตอบโต้ ไม่โกรธ ไม่ผูกอาฆาต เหล่านี้นับเป็นความสูงส่งทางจิตที่ขาดไม่ได้

เมื่อทำได้ก็จะพบความสุขที่แท้จริง ความสุขที่ว่านี้ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการได้มี ได้เป็น ได้ทำ เหมือนที่มนุษย์ชอบเข้าใจ แต่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากใจที่ ‘สงบ’ คือไม่มีเงื่อนหรือสถานการณ์ใดๆที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นเราได้ต่อให้เจอกับสถานการณ์ที่ร้ายกาจเพียงใด จิตใจเราก็จะไม่สั่นสะเทือนเป็นอย่างอื่นโดยเด็ดขาด

ซึ่งหลายคนเข้าใจความสงบแบบตื้นๆว่าเป็นการแสวงหาสถานที่ หรือหลบเลี่ยงสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ไม่สงบ

ด้วยเหตุนี้ คนทั่วไปจึงอาจรู้สึกว่าคนที่เชื่อมต่อกับพระเจ้าได้เป็นคนประหลาด เพราะน้อยคนที่จะทำได้ ส่วนมากจะกลัวสายตาคนรอบข้าง กลัวการตัดสินจากสังคม แต่คนที่เชื่อมต่อกับพระเจ้าได้ พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้ด้วยใจบริสุทธ์จริงๆ ไม่ได้ทำด้วยความกลัว จึงทำให้เปิดประตูบานนี้ไปพบกับการเชื่อมต่อกับพระเจ้าได้นั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

170 – อารียา เมตายา (Book 1 Part 7)

อารียา เมตายา 1 Part 7

ต่อจากพาร์ทที่แล้วที่เล่าถึงภาษาจิต และ การจำตัวเองให้ได้ วันนี้จะมาเล่าถึงนิยามของ ‘พระเจ้า’ ว่ามีจริงๆหรือ และพระเจ้าคืออะไรกันแน่

ในศาสนาพุทธเราอาจไม่คุ้นชินกับคำว่า ‘พระเจ้า’ เพราะเราอาจมองว่าเป็นความเชื่อของทางศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอื่นๆ ทางพุทธไม่มีพระเจ้า แต่หากศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าดั้งเดิม จะพบว่า พระเจ้ามีจริง แค่เราไม่ได้เรียกด้วยชื่อเดียวกัน

#ทุกสิ่งและทุกชีวิตในจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร

‘ชีวิต’ คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างรูปธรรม (ร่างกาย) ที่เกิดจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ กับนามธรรม (จิตวิญญาณ) หากขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไป ก็ไม่อาจเรียกว่า ‘ชีวิต’ ได้ นี่คือความต่างที่มนุษย์ใช้นิยามสิ่งมีชีวิต กับ สิ่งไม่มีชีวิต

คำถามคือ แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไรกันแน่ หากเป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ การระเบิดครั้งใหญ่ของเอกภพ (Big Bang) แต่ก็ยังไม่มีใครหาคำตอบว่าแล้วสสารเริ่มต้นก่อนที่จะเกิด Big Bang คืออะไรได้เลย ยังคงเป็นปริศนาอยู่จนถึงทุกวันนี้

นั่นอาจเป็นเพราะว่า ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ อาจจะไม่ล้ำพอที่ไขความลับจักรวาล ดังนั้น ผู้คนจึงละไว้ในฐานที่เข้าใจกันว่า ก็คงมีแต่ ‘พระเจ้า’ เท่านั้นแหละที่จะทำเรื่องยิ่งใหญ่แบบนี้ได้

ส่วนคำตอบที่หาได้จากหนังสืออารียาเมตายา กล่าวไว้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ ผู้สร้าง (Source) สร้างขึ้นมา และไม่ใช่แค่สร้างมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ตั้งแต่สิ่งที่เล็กกว่าอะตอม โฟตอน นิวตรอน อิเลกตรอน ควาร์ก ไปจนถึงทุกสสารในจักรวาลเลย (และเข้าใจเอาเองว่าอาจรวมไปถึงสิ่งที่ไม่ใช่สสาร แต่เป็นพลังงานด้วย)

#พระเจ้าคืออะไร

พระเจ้าคือทุกสิ่ง แม้แต่ในสิ่งที่เล็กที่สุดที่ไม่สามารถแยกองค์ประกอบเป็นส่วนๆได้แล้ว นั่นคือ ‘สสารเริ่มต้น’ ซึ่งมีแกนกลางเป็นอณูบวกและลบยึดเกาะกัน มีอณูเล็กๆหมุนวนรอบๆ  ซึ่งพลังที่ขับเคลื่อนอณูเล็กๆเหล่านี้ ก็คือพระเจ้า ท่านอยู่ในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว ก๊าซ สิ่งมีชีวิต ล้วนแต่ประกอบจากพระองค์ทั้งสิ้น การกำหนดสร้างทุกสรรพสิ่งจึงเกิดขึ้นจากการสั่นเทือนภายในตัวพระองค์เอง

เป้าหมายสูงสุดของรูปธรรมชั้นสูงคือ เราทุกคนจะต้องกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับแหล่งต้นกำเนิด ซึ่งบางคนเรียกว่า ฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธ์ พ่อซื้อแม่ซื้อ อาตมัน พระธรรม พระบิดา พระผู้สร้าง พระยูไล แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ‘พระเจ้า’ เพราะว่าเป็นสากล และฟังดูกลางๆดี เป็นที่เข้าใจได้ง่าย

#พระเจ้าคือความรัก

แรงสั่นสะเทือนที่ก่อให้เกิดเป็นคลื่นความถี่ชนิดหนึ่งที่ออกมาจากสสารเริ่มต้น  คลื่นที่ปลดปล่อยออกมามีรหัสภาษาพูดว่า ‘การยึดโยงเหนี่ยวรั้ง’ ซึ่งคือความหมายที่แท้จริงของ คลื่นรัก/ คลื่นบวก และมันก็มีค่าสั่นสะเทือนที่ไม่เท่ากันในการวิวัฒน์เป็นสสาร มันเป็นคลื่นที่ทำให้ปรากฏเป็นสิ่งที่หลากหลายและซับซ้อน พอพูดถึงการกำหนดค่าสิ่งต่างๆ สิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นอย่างจงใจ ไม่ใช่เกิดจากความบังเอิญ

การอุบัติหรือการเกิดขึ้น มีค่าที่ตายตัว ค่าที่ตายตัวคือสิ่งที่คนเรียกว่า ‘รหัสพันธุกรรม’ ทำให้ ‘ม้า’ ไม่อาจกลายเป็น ‘ปลา’ ได้ ซึ่งการกำหนดค่าหรือรหัสต่างๆเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่มาจากสิ่งทรงภูมิปัญญานั่นคือ ‘พระเจ้า’ ซึ่งการที่พระเจ้าสั่นสะเทือนสิ่งต่างๆให้อุบัติขึ้น ท่านตั้งใจรังสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเรียกว่าความรัก หรือ ‘ความรักคือการสั่นสะเทือนของพระเจ้า’ นั่นเอง

#บทบาทของพระเจ้า

พระเจ้ามีหลายบทบาท ถ้าจะนิยามใยบทบาทของผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ก็เรียกว่า ‘พระผู้สร้าง’

ถ้านิยามจากความเป็นองค์ความรู้ทั้งมวล ก็เรียกว่า ‘พระธรรม’

และถ้าจะนิยามจากการเป็นผู้ครอบครองจักรวาลและเอกภพทั้งหมด ก็เรียกว่า ‘ผู้ปกครอง’ ก็ได้

พระเจ้ามีจิตสำนึกรู้แห่งการมีตัวตน แต่ไม่มีรูปธรรมอะไรเลย และไม่มีที่อยู่ในจักรวาลเป็นหลักเป็นแหล่งเหมือนมนุษย์ เพราะพระเจ้าอยู่ในทุกที่นั่นเอง

ดังนั้น แม้แต่ตัวเราเองก็มีส่วนหนึ่งของพระเจ้าอยู่กับเรา จึงอาจพูดได้ว่า ‘ตัวเราเองก็คือพระเจ้าเช่นกัน’

หากอ่านแล้วรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ก็ขอให้ปล่อยผ่านไป อ่านเพลินๆ คิดเสียว่าเป็นนิยายก็ได้

อย่าได้เก็บเอามาเป็นกังวลว่า คนเขียนหรือคนอ่านอารียาเมตายาจะลบหลู่พระเจ้า เทียบเคียงเสมอพระเจ้า ฯลฯ เพราะเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราจะเข้าใจทั้งหมดเอง

ด้วยรักจากเจ้

169 – อารียา เมตายา (Book 1 Part 6)

อารียา เมตายา 1 Part 6

ต่อจากพาร์ทที่แล้วที่เล่าถึงการเดินทางระหว่างดาวไปแล้ว พาร์ทนี้จะมาต่อเรื่องภาษาจิตและการจำตัวเองให้ได้

#ความรู้สึกคือภาษาของจิตวิญญาณที่กำลังพยายามแสดงภาพที่เราสามารถเข้าใจได้

มนุษยโลกมีหลากหลายภาษาที่ใช้สื่อสารกัน หลักๆที่ใช้กันทั่วโลก ก็มี ภาษาอังกฤษ จีน สเปน ฝรั่งเศส อารบิก ฯลฯ แต่เคยสงสัยไหมว่า แล้วถ้าจักรวาลไม่ได้มีแค่มนุษย์ ยังมีสิ่งมีชีวิต ยังมีรูปธรรมอื่นๆอาศัยอยู่ต่างดาว ต่างกาแลกซี่ พวกเขาเหล่านั้นใช้ภาษาอะไรในการสื่อสารกัน คำตอบคือ ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมเผ่าพันธุ์ไหน พวกเขาใช้ ความรู้สึก หรือ ‘ภาษาจิต’ ในการสื่อสาร

#นิรันดร์มีจริงแต่ไม่ใช่บนโลกเรา

เคยสงสัยไหมว่า เวลาอ่านนิทาน ทำไมตอนจบมักจะเป็นเรื่องราวแนวๆว่า ‘และเขาทั้งสองก็อยู่กันอย่างมีความสุขไปตลอดกาล’  นั่นเพราะคำว่า ‘นิรันดร์’ ‘จบบริบูรณ์’  หรือ ‘แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป’ บนโลกดาวไกอา ไม่มีอยู่จริง แต่ที่จริงแล้ว ดวงจิตวิญญาณทุกๆดวงปรารถนาการจบบริบูรณ์ จบแบบมีความสุขที่เป็นนิรันดร์ นี่คือความรู้สึกจากจิตใต้สำนึกของนักวรรณศิลป์ทั่วโลกที่ถ่ายทอดออกมาเหมือนกันอย่างไม่รู้ตัว และความรู้สึกนี้คือที่สุดของที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเป้าหมายสูงสุดของดวงจิตวิญญาณทุกดวงบนโลก

#การกลับบ้านที่แท้จริง

หลายคนเกิดมาแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งจะพยายามค้นความหมายของชีวิต ว่าเราเกิดมาทำไมกันแน่ แต่ไม่ว่าจะพยายามแสวงหาความหมายของชีวิตจากแหล่งข้อมูลใด เราจะพบมันได้ทุกที่หากเข้าใจกระบวนการของมัน

ซึ่งกระบวนการคือ การที่เราทุกคน ทุกดวงจิตมาจากที่เดียวกัน มาจากดินแดนที่ไร้รูปธรรม มีแต่ดวงจิต เป็นที่อยู่ของผู้ให้กำเนิด หรือพระเจ้า ซึ่งตำแหน่งพิกัดของดินแดนแห่งนี้คือนอกเอกภพ ที่อยู่นอกกฎเกณฑ์ของพื้นที่และเวลา หรือที่เรียกว่า แดนสุญญตา หรือในทางพุทธก็คือนิพพาน ดังนั้นการที่เราได้อยู่เป็นนิรันดร์ นั่นหมายถึงการได้กลับบ้านที่แท้จริงของเรานั่นเอง

แต่การที่เรายังกลับไปบ้านที่แท้จริงไม่ได้ เพราะบางส่วน ต้องการมามีประสบการณ์ มาเรียนรู้กันที่โลกมนุษย์ก่อน

#ห้องเครื่องจักรวาล

ดาวไกอาคือห้องเครื่องของการขับเคลื่อนจักรวาลและเอกภพทั้งระบบ การที่คนอาสาลงไปทำงานที่นั่น ต้องมีแผนการที่วางร่วมกัน เพราะการกำเนิดพลังในการขับเคลื่อนจักรวาลต้องอาศัยจิตสำนึกของมนุษย์ที่อยู่ที่นั้นช่วยกันขับเคลื่อน แต่ถ้าคนที่ลงไปรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไปทำอะไร เพื่ออะไร ทุกอย่างจะเป็นโมฆะ จะไม่เกิดพลังงานจากจิตสำนึกที่แท้จริง

การวางแผนที่ให้ทุกคนมีบทบาทมาแสดงต่อกัน และต้องแสดงให้สมจริงถึงจะเกิดพลังงาน แต่เมื่อทุกคนไปทำงานและอยู่ในสภาวะแห่งการลืม ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกันว่าจะรักกันอย่างไม่มีเงื่อนไขให้ได้แม้ว่าจะยากเย็นเพียงใดก็ตาม

เมื่อทุกคนตกอยู่ในสภาวะการลืมและปฏิบัติต่อกันด้วยความชิงชัง ไม่สามารถทำตามบทบาทที่เคยตกลงกันได้ จึงเกิดเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ทับซ้อนของเก่าเข้าไป เงื่อนไขเก่าก็ไม่บรรลุผลแถมยังมีเงื่อนไขใหม่เข้ามาผูกอีก (เหมือนมีสัญญาใหม่เข้ามาอีกเรื่อยๆ) จิตวิญญาณก็เลยต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่สามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องนี้ได้ซักที (ก็เหมือนกับที่ทางพุทธเรียกว่าติดอยู่ในสังสารวัฏ) น้อยคนที่จะกลับออกมาได้ และสถานที่ๆกลับออกมารอคอยคนอื่นๆ เพื่อกลับบ้านที่แท้จริง ก็คือดาวทึงร่า

#ส่งภาษาจิต

ซึ่งคนที่ดาวทึงร่าก็ส่งแรงใจให้กลุ่มคนที่เคยเป็นกลุ่มเงื่อนไขเดียวกัน เพื่อย้ำเตือนให้รีบกลับออกมา นี่คือที่มาของข้อมูลแห่งความหมายของชีวิตที่มักถูกส่งไปให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่จำกัดแค่เฉพาะนักบวชหรือผู้นำทางจิตวิญญาณ หากตั้งใจในการตีความความรู้สึกเสียวๆ แปลบๆในใจ หดหู่ เศร้าๆ เหงาๆ เดียวดาย อ้างว้าง เรามาทำอะไร ทำไมรู้สึกไร้ค่า อยากตาย ฯลฯ

อาการเหล่านี้เกิดจากการส่งกระแสความคิดไปจากคนที่ดาวทึงร่า คือความต้องการจะพบเจอกันของคนรอคอยจากที่ห่างไกลและนี่คือการสื่อสารด้วยภาษาจิตรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

เมื่อฝึกฝนทักษะการมองทุกสรรพสิ่งด้วยความไม่บิดเบือนใดๆ ไปเรื่อยๆ ฝึกการอยู่กับการกระทำทุกย่างก้าวของชีวิต พลังอำนาจทางความคิดจะมีอานุภาพที่เข้มข้น กระบวนการนี้เรียกว่าปัญญาญาณ

คือเมื่อไหร่ที่เราอยากรู้อะไร แค่ส่งความต้องการออกไป ก็จะเป็นการส่งกระแสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกจากสมอง ถ้ามีความพร้อมมากเท่าใด ก็จะยิ่งสามารถส่งคำถามไปได้กว้างและไกลมากเท่านั้น

ในทางกลับกัน เวลาที่มีคนส่งความคิดถึงเรา ยิ่งเรามีชั้นของการบิดเบือนข้อมูลเบาบางเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความสามารถในการรับข้อมูลได้ละเอียดลึกซึ้งมากเท่านั้น

#อย่ายึดติดกับความว่างแบบปลอมๆ

ผลของการขจัดการบิดเบือนด้านการรับสาร นอกจากจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความเป็นอัจริยภาพทางปัญญา ยังทำให้สามารถคิดและตัดสินใจกระทำต่อทุกๆสถานการณ์ได้ถูกต้องแม่นยำ ไม่เกิดความผิดพลาด ล่วงเกินกัน ไม่เกิดภาระกรรมใดๆ ก็มีโอกาสที่จะปลดเปลื้องพันธนาการแห่งกรรมได้ จนท้ายที่สุดดวงวิญญาณเราจะไร้น้ำหนักมวล เข้าสู่สภาวะ ‘บริสุทธิ์’ หรือ ‘ว่าง’ เป็นอิสระ

#หนทางที่จะพาเราไปเจอความว่างนั้นได้ก็คือการทำสมาธิ

การทำสมาธิแบบคนบนดาวไกอา มีความผิดพลาดอยู่ 2 ประการ คือ หนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และสอง เวลาที่ทำ ไม่ได้ทำอย่างเป็นธรรมชาติ คือไม่ได้ฝึกในชีวิตประจำวัน ทำทุกขณะจิตที่พูด คิด ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง คนส่วนใหญ่ใช้การหลบไปอยู่ในที่ๆไม่มีใครรบกวน แล้วหลับตาสงบอยู่คนเดียว ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แม้จะทำให้เราจดจ่อกับลมหายใจได้ง่าย แต่เราอาจจะไม่ทำมันอีกทันที่เดินออกจากสถานที่แห่งนั้น

ถ้าเรายังไม่สามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน เอาแต่ไปพึ่งสิ่งภายนอกให้ใจสงบ สร้างเงื่อนไข เช่น ต้องอยู่ในที่เงียบๆ ตามป่า ตามเขาเท่านั้นถึงจะเข้าสู่ความว่างได้ อันนี้มันไม่ใช่ความบริสุทธิ์ที่เกิดจาการบำเพ็ญเพียรภาวนา นั่นเป็นความว่างที่เกิดจากการปิดกั้นแบบชั่วคราว ยังไม่เกิดความบริสุทธ์อย่างแท้จริง

#โทษของการที่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร

หากเราเอาแต่จดจ่อกับลมหายใจแต่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร สภาวะทางความรู้สึกและทางอารมณ์จะยิ่งพลุ่งพล่านเป็นสองเท่า เพราะระหว่างที่อยู่ในความสงบ เหมือนได้พักผ่อนทางจิต ทำให้เกิดความสบายจนเกิดปิติสุข แต่เมื่อออกไปเจอสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ในชีวิตประจำวัน ก็จะยิ่งมีความรู้สึก มีอารมณ์มากกว่าคนอื่นๆที่ไม่ได้ทำวิธีการแบบนี้เป็นสองเท่า ถ้าโกรธ หรือ หงุดหงิด ก็จะมีอาการมากกว่าคนอื่นสองเท่า

#รำลึกให้ได้ว่าเราเป็นตัวของเราเอง

ส่วนใหญ่คนบนโลกไกอาไม่เคยรู้ตัว มัวแต่เอาความคิดไปผูกกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และปล่อยให้มันกำหนดการกระทำ เช่น มีใครมาด่าว่าเรา เราก็โกรธทันที นี่แสดงให้เห็นว่าเราตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่จะ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ เรามักถูกสิ่งเร้าที่อยู่ภายนอกกำหนดให้ทำให้คิดนู่นนี่นั่นอยู่ตลอด ไม่มีเวลาใดเลยที่เราจะรู้สึกถึงความเป็นตัวเอง ดังนั้นการที่เรากำหนดลมหายใจที่ม้วนตัวเข้าออกให้ลึกและยาว จึงเป็นการรำลึกได้ว่าเราเป็นตัวของเราเอง

ความบริสุทธิ์ที่แท้จริงคือ จิตวิญญาณจะต้องเผชิญกับเงื่อนไขและสามารถจัดการกับเงื่อนไขนั้นๆได้โดยปราศจากอนุภาคกรรมใดๆ เราจึงยังต้องฝึกฝนเพื่อผ่านด่านทดสอบต่างๆที่เข้ามาในชีวิตกันอีกมาก กว่าจะหลุดพ้นจนกลับบ้านที่แท้จริงได้

ด้วยรักจากเจ้

168 – อารียา เมตายา (Book 1 Part 5)

อารียา เมตายา 1 Part 5

ต่อจากพาร์ทที่แล้วที่เล่าถึง โลกต้นแบบที่พระเจ้าสร้างขึ้นคือดาวทึงร่า

วันนี้จะพามาดูเรื่องการเดินทางไปมาระหว่างดาวทึงร่า (โลกต้นแบบที่สมบูรณ์แบบ) และดาวไกอา (โลกแห่งการลืม โลกแห่งความไม่รู้)

#วิธีเดินทางไปมาระหว่างดาวทั้งสอง

แรกเริ่มเดิมทีมีแค่ดาวทึงร่า แต่เพื่อให้การหมุนของกาแลกซี่ทางช้างเผือกสมดุล  พระผู้สร้างจึงต้องสร้างดาวไกอาไปติดตั้งอยู่อีกฝั่ง และได้กำหนดให้มีประตูทางเชื่อมแค่ประตูเดียว เหมือนภูเขาหินขนาดใหญ่มีสัณฐานคล้ายปิรามิด ไว้ใช้ขนย้ายเมล็ดพันธุ์ พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆรวมทั้งสัตว์ให้ไปเจริญงอกงามที่ดาวไกอา

แต่ประตูจะเปิดทุกๆ  3600 ปี การลำเลียงสิ่งต่างๆจึงต้องแบ่งออกเป็นช่วงๆตามบันทึกในคัมภีร์แบ่งออกเป็น 7 ช่วง แต่ละครั้งห่างกัน 3600 ปี แต่คัมภีร์บันทึกไว้ว่า ใช้เวลา 7 วันบนโลก เพราะ 1 วันของจักรวาล = 3600 ปี  มันคือวัฎจักรการโคจรของระบบสุริยะจักรวาลของทั้ง 2 ดาวที่หมุนวนกลับมาเริ่มต้นใหม่พอดี

#ความลับของปิรามิด

ปิรามิดทำให้เราเดินทางได้ เพราะคุณสมบัติภายในที่เกิดจากเหลี่ยมมุมทั้ง 4 ด้านของปิรามิด ทำให้เกิดอนุภาคเหนี่ยวนำที่มีสภาวะแรงเหนี่ยวนำซึ่งกันและกันถ้ามันอยู่ในพิกัดที่ตรงกัน โดยมีสภาวะรูหนอนหรือหลุมดำอยู่ตรงกลาง ก็จะทำให้เกิดการย้ายที่กันได้ เพราะมันตัดผ่านพื้นที่กึ่งกลางกาแลกซี่ที่ไม่สามารถมีสิ่งใดอยู่ได้แม้กระทั่งเวลา ประตูลักษณะนี้มีเฉพาะพิกัดรอบขอบโค้งด้านในรูหนอน และต้องเป็นแกนกลางของกาแลกซี่ทางช้างเผือกเท่านั้น กาแลกซี่อื่นๆในออกภพไม่มี

ซึ่งจังหวะที่ปิรามิดที่ตั้งบนโลกทั้ง 2 หันหัวมาอยู่ในพิกัดที่ตัดผ่านรูหนอนพอดี ประตูถึงจะเปิดออก ซึ่งจะเกิดทุกๆ 3600 ปี

ทำให้รูปธรรมจากดาวทึงร่าที่อาสาไปเฝ้าสังเกตการณ์ที่ดาวไกอา หากไปแล้วแว่าจะได้กลับมาต้องรอนานถึง 3600 ปีจึงมีการสร้างประตูเพิ่มอีก 1 ประตูเพื่อซอยช่วงเวลาให้สั้นลงครึ่งหนึ่ง

#จุดเริ่มต้นความหายนะที่ดาวไกอา

‘เดอกูร่า’ เป็นรูปธรรมที่ถูกฝึกการใช้พลังจิตต่างๆ รวมถึงขับยานได้ เหมือนกับรูปธรรมอื่นๆที่อาสาไปช่วยมนุษย์ที่ดาวไกอา เดอกูร่าไปประจำอยู่ที่มหาสมุทรแอตแลนติกที่สมัยนั้นยังมีแผ่นดินชื่อว่า’ทวีปเลมูเรีย’ (Lemuria) เขามีปฏิสัมพันธ์กับคนบนโลกจนผู้คนยกย่องว่าเป็นเทพเจ้า เป็นพระราชา

ภายใน 200 ปี เดอกูร่าก็สามารถทำให้เมืองที่ดูแลกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากมีรหัสอายุยืนยาวจึงปกครองมาได้ยาวนาน จนไม่ยอมกลับดาวทึงร่าเมื่อถึงเวลาต้องกลับ จึงเกิดสงครามทวยเทพ ทำให้บางอารยธรรมบนโลกบันทึกว่าเป็นช่วงกำเนิดซาตาน หรือฝ่ายมาร จนจุดจบคือเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ทั้งทวีปเลมูเรียหักโค่นจมลงใต้มหาสมุทร และหายสาปสูญไปจากประวัติศาสตร์โลก

#หลังทวีปเลมูเรียหายไปจากประวัติศาสตร์

แต่เดอกูร่าไม่ตายเลยอพยพผู้คนชนชั้นสูง นักปราชญ์ ทายาทของเขาหลายพันคนไปตั้งรกรากที่เมโสโปเตเมีย หรือทวีปยุโรปในปัจจุบัน และได้จัดตั้งองค์กรลับที่อยู่เบื้องหลังการแสดงบทบาทบนโลก ทั้งการเมือง การปกครอง การเงิน ธนาคาร ทหาร ทุกส่วนล้วนมีทายาทของเดอกูร่าควบคุมอยู่

องค์กรลับถูกตั้งขึ้นเพื่อถ่ายทอดวิชาทักษะพิเศษต่างๆสืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ชื่อว่า บ้านอิสระ Free Maison เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของโลกไกอาและต้องการเป็นอิสระจากการควบคุมของพระเจ้า

#ชายชราได้แต่นั่งมองผลกรรมที่ทำไว้อย่างเดียวดาย

เดอกูร่ามีรหัสอายุยืนยาวไม่เหมือนมนุษย์ แต่คุณภาพสิ่งแวดล้อมและอำนาจสนามแม่เหล็กโลกที่ไม่เหมาะกับการมีชีวิตนิรันดร์เหมือนรูปธรรมที่ดาวทึงร่า ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ร่างกายทรุดโทรมมาก ขาวซีดเหมือนศพ สิ่งที่พอจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างคือการได้ดื่มเลือดสัตว์หรือมนุษย์สดๆเพราะมีเซลล์ชีวิตที่ทำให้ร่างกายชุ่มชื้นขึ้นมาได้ชั่วคราว ซึ่งสัตว์หรือมนุษย์ที่ตายก็จะถูกเอาเข้าเตาเผาในปราสาทไปเสิร์ฟให้เดอกูร่า

แม้ว่าวันนี้เขาจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะลูกหลานของเขาได้แผ่กระจายอำนาจไปทั่วโลกแล้ว เดอกูร่าจึงเปรียบเหมือนชายชราที่อยู่อย่างเดียวดายที่ปราสาท แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร และเขาอยู่ที่ไหนกันแน่

#เมื่อหายนะขยายตัว

ทายาทของเดอกูร่ามีแผนการมากมาย มีสงครามที่เหล่าทายาทเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกิดขึ้น ทำให้ดาวทึงร่าต้องส่งกองกำลังไปดาวไกอามากขึ้น จึงต้องสร้างประตูเพิ่มขึ้นเฉลี่ยระยะห่างที่เหมาะสมทุกๆ 10 ปี รวม 360 ประตู

รูปธรรมที่ถูกส่งไปเป็นผู้ปกครองมนุษย์โลกตอนนั้นคือ โอซิริส เพื่อให้มนุษย์ช่วยสร้างปิรามิด โดยออกอุบายว่าเป็นสุสานฟาโรห์ จะได้ป้องกันไม่ให้คนไปใช้งาน หรือไปเที่ยวเล่น โดยไม่ได้รับอนุญาต

#จุดกำเนิดการบูชาเทพเจ้า

เมื่อสร้างประตูเสร็จแล้ว ซึ่งมีการแบ่งช่วงเวลาตามที่แต่ละคนรับผิดชอบ คนนั้นจะต้องทำเหมือนตาย เพื่อจะกลับดาวทึงร่า จึงต้องมีการนำศพอื่นมาคงสภาพด้วยกรรมวิธีพิเศษมาเป็นวัตถุดิบในการตบตาประชาชน

แต่ก็มีคนสงสัยว่ากษัตริย์เป็นอะไรตาย ร่างกายยังหนุ่มสาว หรือไม่ก็เริ่มสังเกตว่าเหตุใดร่างกายกษัตริย์ไม่เปลี่ยนไปเลย จึงใช้วิธีครอบศรีษะเป็นรูปสัตว์ต่างๆแทนจะได้ไม่เห็นโฉมที่แท้จริงว่าอายุเท่าไหร่

วิธีนี้เลยทำให้ไม่มีใครสงสัยในเหตุผลการสร้างปีรามิด แต่กลับทำให้คนหันมาบูชาเทพเจ้าแทน ด้วยความเข้าใจผิด

#วันสิ้นโลกเก่าเรากำลังเข้าสู่โลกใหม่

การเปิดประตูระหว่างดาวเพิ่งสิ้นสุดไป เมื่อวันที่ 21.12.2012 ตามปฏิทินของชาวชนเผ่ามายัน ที่ลือกันว่าเป็นวันสิ้นโลกนั่นเอง แม้ในความเป็นจริง โลกเราไม่ได้สูญสลายหายวับไปก็จริง แต่ในทางพลังงาน นับว่าเป็นการปิดศักราชของโลกเก่า เพราะโลกใหม่ New Earth กำลังเลื่อนระดับขึ้นสู่มิติที่สูงกว่า

พออ่านแล้วเลยเข้าใจว่า สาเหตุที่อียิปต์ถูกเลือกเป็นที่สร้างปีรามิด หรือในหลายๆประเทศที่มีปิรามิดมักจะเป็นที่โล่งแจ้ง ไม่มีป่าปกคลุม เพราะไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังสามารถเห็นประตูชัดเจนนั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

167 – อารียา เมตายา (Book 1 Part 4)

อารียา เมตายา 1 Part 4

(ต่อจากพาร์ทที่แล้วที่เล่าเกี่ยวกับรูปธรรมชั้นสูง การรู้ การเป็น)

วันนี้จะมาดูเรื่องโลกต้นแบบที่พระเจ้าสร้างขึ้นกัน

ในเริ่มต้น การสร้างจักรวาล ดาวทึงร่าเป็นเพียงระบบสุริยะจักรวาลเดียวที่โคจรรอบแกนกลางกาแลกซี่ทางช้างเผือก ดาวทึงร่ามีความสมบูรณ์แบบจนได้ชื่อว่าเป็นโลกต้นแบบ

แม้ว่าโลกที่สมบูรณ์แบบจะดำรงอยู่ที่ตำแหน่งแกนกลางกาแลกซี่ทางช้างเผือก แต่ก็ยังมีลักษณะการหมุนที่ไม่สมดุลอยู่ดี ภายหลังจึงสร้างระบบสุริยะจักรวาลที่มีสภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศเหมือนกันขึ้นมาและเอาไปติดตั้ง ที่ตำแหน่งตรงข้ามเพื่อถ่วงดุลให้แกนกลางมีความสมมาตร มีการพามนุษย์กลุ่มแรกที่มีความต่างทางกายภาพไปอยู่อาศัยกระจายกันไป 4 มุมโลก

ที่นี่ได้ชื่อว่า โลกแห่งความไม่รู้ หรือโลกเสมือน ด้วยการกำหนดโครงข่ายสนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้ต่ำกว่าดาวทึงร่า ผู้คนจึงลืมทุกอย่างที่ตนเคยเป็น ลืมว่าเคยเป็นใคร ลืมแผนการที่วางกันมา ลืมบ้านเกิดตัวเอง ไม่สามารถเข้าถึงความรู้แห่งจักรวาล ถูกตัดขาดจากความรู้สากล

สนามแม่เหล็กโลกคือสื่อหรือตัวนำที่จะทำให้กระแสความคิดเดินทางได้ การมีสนามแม่เหล็กต่ำจึงไม่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายอื่นๆที่เป็นสากลได้ ถูกตัดขาดจากพระเจ้าไป

ส่วนคนที่ฝึกในจนมีกระแสความคิดเข้มข้น แม้จะไม่มีสนามแม่เหล็กเป็นสื่อกลางก็จะสามารถส่งกระแสความคิดทะลุทะลวงไปเชื่อมต่อกับความรู้สากลได้

#สิ่งวิเศษ

ผลไม้ คือเครื่องจักรวิเศษที่ผลิตอาหาร เปลี่ยนถ่ายพลังชีวิต เมื่อเอาเมล็ดไปวาง เดี๋ยวก็งอกออกมาใหม่ได้ ลอกนึกๆดูแล้วก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะสามารถมีคุณสมบัติแบบนี้แล้ว ส่วนมาก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แต่ผลไม้นั้นเกิดขึ้น เป็นผลผลิตให้ได้รับประทานแล้วก็คืนสู่ผืนดิน แล้วก็เกิดใหม่ วนไปซ้ำๆไม่จบสิ้น

#สัตว์ต่างจากคนอย่างไร

สัตว์ไม่รู้จักคิด ไม่สามารถตั้งคำถาม และชื่นชมใครก็ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ต่างจากคน สัตว์เป็นสิ่งที่ถูกชื่นชม ไม่ใช่เป็นผู้ชื่นชม

เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาครั้งแรก จึงใส่คุณสมบัติชื่นชม ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับพระองค์เข้าไปด้วย เพื่อให้เราชื่นชมสิ่งต่างๆที่พระองค์สร้างขึ้น ทำให้มนุษย์รู้จักคิด ตั้งคำถาม และชื่นชม ทำให้เกิดความอิสระที่หมายถึงความสามารถในการตัดสินใจอะไก็ได้ตามอำเภอใจ

แต่สัตว์ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะมีรหัสของผู้สร้างคอยกำกับอยู่ การกระทำของสัตว์ไม่ได้ทำผ่านจิตสำนึก แต่เป็นสัญชาติญาณ ทำให้ดำเนินชีวิตด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ว่าถูกกำหนดให้ทำอะไร รู้สึกอย่างไร เมื่อเจอสถานการณ์ใดๆ มันก็จะทำตามที่ถูกกำหนดไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

เวลาสัตว์ล่าสัตว์ มันทำด้วยจิตที่ถูกโปรแกรมว่าสิ่งนี้คืออาหารของมัน ทำด้วยจิตปกติ ในทางพลังงานจึงไม่มีความผิดใดๆ ต่อกลไลของโลกเพราะไม่ได้ปล่อยความถี่ลบออกมา

และกระบวนการของสัญชาติญาณนี้เองที่ทำให้สัตว์ไม่มีการคิด ไม่มีการตั้งคำถาม และไม่มีการชื่นชม

#เชื่องช้ากับเร่งรีบ

การใช้ชีวิตเชื่องช้าจะทำให้เราอายุยืน การใช้ชีวิตเร่งรีบทำให้อายุสั้นลง

คนที่ดาวทึงร่าจึงไม่รีบ ไม่ต้องทำอะไรให้ทันเวลา เพราะไม่มีใครต้องการให้มันรวดเร็ว ที่นี่ทุกคนสามารถทำสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่มีสถานการณ์ใดมาบีบบังคับให้ทำ พวกเขาจึงทำด้วยความสมัครใจ

#ห้องเครื่องแห่งจักรวาล

ดาวไกอาเป็นต้นกำเนิดแหล่งพลังงานของจักรวาลทั้งระบบ เป็นพื้นที่ๆมีเงื่อนไขยากและท้าทาย เปรียบเหมือนห้องเครื่องแห่งจักรวาล

ทุกคนที่อาสาลงไปทำงานที่ห้องเครื่องนับว่ากล้าหาญและน่ายกย่องเพราะไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะไม่หลงติดอยู่ในนั้น จะกลับออกมาได้หรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้

ปัจจัยหลักของการเป็นผู้มีจิตใจสูงคือ การแสดงออกซึ่งความรักอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ที่ได้จากการงดเว้น เก็บกด หรือฝืนความเป็นปกติวิสัยของความเป็นมนุษย์

#ให้มากกว่ารับ

ที่ดาวทึงร่า ทุกคนมีทัศนคติที่ นิยมการให้ มากกว่าการรับ ทุกคนสมัครใจทำงานเพื่ออุทิศให้คนอื่น ไม่ใช่ทำเพราะมีใครบังคับ รางวัลที่ได้คือความปิติยินดีที่คนอื่นได้รับและนำผลผลิตของเขาไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เงิน ถ้าทำสิ่งใดออกมาแล้วไม่มีคนเอาไปใช้ประโยชน์ สิ่งที่ทำก็จะไม่บรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้ จึงต้องค้นหางานอื่นๆให้ตรงกับความต้องการ

ตลาดในเมืองที่ดาวทึงร่า จึงไม่ใช้คำว่า ‘แลกเปลี่ยน’ แต่ใช้คำว่า ‘ให้’ จึงไม่มีการเสียเปรียบหรือมีการมาตัดสินว่ายุติธรรมหรือไม่ และผู้คนก็ไม่มีความคิดเห็นแก่ตัว มาเอาของให้ตัวเอง ต้องให้เยอะกว่าคนอื่น ต้องไม่เสียเปรียบคนอื่น ไม่มีแบบนั้นเลย

มีแต่เอาของที่ผลิตไว้มาวาง ใครจำเป็นต้องใช้ก็หยิบเอาไปใช้ได้เลยไม่ต้องขออนุญาตกันด้วย

#รูปธรรมชั้นสูงกินอะไร

อาหารของรูปธรรมชั้นสูง คือ แสง อากาศ เสียง (คลื่นความถี่)  เสียงที่ผ่านการเรียบเรียงมาอย่างดีคืออนุภาคคลื่นความถี่ที่สามารถปรับค่าการเรียงตัวของอณูเซลล์ละเอียดที่อยู่ในร่างกายให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

อากาศเป็นวัตถุธาตุที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสสารและพลังงาน คือมีความละเอียดสุดในบรรดาสสาร แต่ก็หยาบที่สุดในบรรดาพลังงาน

เมื่อรูปธรรมชั้นสูงไม่ได้กินอาหารหยาบก็ไม่จำเป็นต้องขับถ่าย

อ่านมาถึงตรงนี้ เราอาจรู้สึกว่ามันมีด้วยเหรอคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้ แต่จริงๆแล้ว ถ้าเรามีโอกาสจำตัวเองได้ หรือได้ไปเที่ยวในที่ๆรูปธรรมชั้นสูงอยู่กัน เราอาจสงสัยว่าทำไมโลกเราถึงยังใช้ชีวิตกันแบบนี้ต่างหาก

พาร์ทหน้าจะมาต่อเรื่องการเดินทางไปมาระหว่างดาวทั้งสอง

ด้วยรักจากเจ้