008 วันหยุด

008


วันหยุด หรือวัน ลาพักร้อน ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวเสมอไป
อันนี้เจ้เรียนรู้มาจากพี่ที่เคยทำงานด้วยกัน เลยเพิ่งรู้ว่า อ้าว ลาอยู่บ้านเฉยๆ หรือลาไปทำผม ทำเล็บ เข้าสปา แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ


ก่อนโควิดมา วันลาพักร้อน เจ้จะใช้ต่อเมื่อจะไปเที่ยว หรือไปทำธุระเท่านั้น แต่พอปีที่แล้ว 2020 อย่างที่รู้ๆกันหลายองค์กรปรับโหมดให้พนักงาน Work From Home เจ้ก็เลยได้เข้าสู่วิถีชิวิตการทำงานแบบ New Normal ทำให้ไปเที่ยวก็น้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก วันลาก็เลยไม่ได้ใช้ ลาป่วยก็ไม่มี (ถ้าไม่นับอุบัติเหตุจุกจิก เช่น ตกบันได วิ่งผิดท่าทำให้ปวดเข่า ฯลฯ) สุขภาพดีขึ้นเพราะกินข้าวบ้านตลอด ไม่ท้องเสียนอนรพ.แบบเมื่อก่อน ไม่ต้องเผชิญมลภาวะข้างนอกบ่อยๆ หวัดหรือไข้ ก็ไม่เป็นอีกเลย


การได้อยู่บ้านทำงาน ทำให้มีอิสระในการจัดสรรเวลาที่เหลือเอง เจ้พบว่าการทำงานที่บ้าน มันจะมีสิ่งรบกวนสมาธิน้อยกว่า ถ้าสมมติการทำงานเหมือนการขับรถ ทำงานที่ออฟฟิศจะคล้ายๆกับการขับรถในกรุงเทพ ขับไปเบรคไปเพราะติดไฟแดง แต่พอเป็น Work From Home มันเหมือนรถที่พอสตาร์ทติดแล้วก็วิ่งบนถนนออกจังหวัดยาวๆไป ลื่นไหลไม่สะดุด จนน้ำมันจะหมดก็พักแวะปั๊มเติมซะหน่อย (พักเข้าห้องน้ำ กินขนม) วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ บางวันกินข้าวเย็นเสร็จ ก็มานั่งหน้าคอมต่อสามสี่ทุ่มยังทำงานอยู่


ทีนี้เจ้สังเกตได้ว่า ถ้าช่วงไหนทำแบบนี้ติดๆกัน ร่างกายค่อนข้างล้า เพราะกลายเป็นว่า ตาจ้องคอมตลอด สมองคิดนู่นนี่ มือจับเมาส์ และนั่งอยู่กับที่แบบนี้แทบไม่เปลี่ยนอิริยาบท รู้เลยว่าถ้าเป็นแบบนี้นานเข้าก็ต้องลงเอยด้วยการไปกายภาพ ทำ shock wave ดึงคอ ประคบร้อน นวด และอีกสารพัดวิธีให้หายปวดตัว ฯลฯ

เหมือนสมัยก่อนช่วงเรียนป.โท ที่เจ้เคยไปทำกายภาพที่โรงพยาบาลมาแล้ว
แต่จะให้คีย์ลาพักร้อน แรกๆก็ไม่ทำ เพราะรู้สึกว่า ไม่ได้มีไปเที่ยวไหน จะลาทำไม แต่พอมัน Work From Home นานเป็นปีเข้า เลยรู้สึกว่า ลาพักร้อน มันก็คือ ลาพักผ่อนนั่นแหละ จะลาไปทำอะไรก็เรื่องของเรา ตราบเท่าที่ไม่ได้ทิ้งความเดือดร้อนให้ใครถ้าวันนั้นเราไม่อยู่


ดังนั้น เจ้จึงอยากบอกว่า ให้ดูแลร่างกายให้ดีเหมือนที่เราดูแลรถ พอเป็นรถซึ่งเป็นสิ่งของนอกกาย ทำไมเราถึงดูแลใส่ใจได้ เอาเข้าศูนย์ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เช็คระยะ ล้างรถ ต่อทะเบียน ฯลฯ แต่กับร่างกายตัวเองถึงดูแลได้ไม่ดีเท่านี้


ถ้าวันลาเหลือ ไม่มีงานด่วน ไม่มีประชุม ไม่เดือนร้อนคนอื่นแน่ๆ ลองลาไปให้รางวัลตัวเองดูบ้างก็ไม่เสียหายนะ จะไปเดินเล่น ขี่จักรยาน ขับรถชมวิว นอนดูหนังเฉยๆที่บ้าน ไปนั่งแช่ตามคาเฟ่ อะไรก็ได้ที่ให้ร่างกายรู้สึกว่าฉันได้พักซะที หรือถ้าไม่รู้จะทำอะไร ไปนอนเฉยๆให้คนอื่นปรนนิบัติตัวเราเองก็เป็นไอเดียที่ดี


เร็วๆนี้ เจ้ก็เพิ่งกดลาไปสปา เสร็จแล้วก็ไปหาของอร่อยกิน แค่ครึ่งวันนะ แต่ฟินมากๆเลยแหละ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

007 Rich Dad Poor Dad พ่อรวยสอนลูก

007

เหรียญมีสองด้านเสมอ หนังสือก็เช่นกัน ไม่มีทางที่เราจะจำเนื้อหาหนังสือได้ครบถ้วน 100% ให้เลือกหยิบแต่สิ่งที่ดีมาใช้ สิ่งไหนที่ไม่เข้าท่าก็แค่ปล่อยไว้ในหนังสือนั่นแหละไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ

Rich Dad Poor Dad พ่อรวยสอนลูก เป็นเล่มแรกๆที่เจ้อยากแนะนำให้อ่าน ไม่ใช่เพราะว่าเป็นหนังสือดีเปลี่ยนชีวิตอะไรแบบนั้น มีหลายคนอ่านแล้วชอบ บางคนไม่ชอบเพราะมุมมองของ Robert Kiyosaki คนเขียนสุดโต่งเกินไป ออกแนวดูถูกคนที่เป็นลูกจ้างอยู่ในสนามแข่งหนูอยู่หน่อยๆ แต่เจ้ก็ยังอยากให้อ่านอยู่ดี เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ไม่มีสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

จะได้รู้ว่า คนรวยทำไมถึงรวยขึ้น คนจนทำไมถึงไม่มีฐานะดีขึ้น และทำไมคนชั้นกลางถึงไม่หลุดกรอบเสียที มันมีหลายข้อคิดแทรกอยู่ในหนังสือ ให้เลือกมาใช้ อย่าคล้อยตามทั้งหมดในฐานะที่น้องของเจ้ทั้งสองคน มีความแตกต่างกัน คนนึงเป็นเจ้าของกิจาร อีกคนเป็นพนักงานประจำ แต่สิ่งที่เจ้เห็นคือ ทั้งสองคนทำสิ่งที่เหมือนกัน คือ หาเงินและเก็บเงินเท่านั้น

เจ้เชื่อว่าถ้าได้อ่าน จะทำให้มุมมองเรื่องนี้เปลี่ยนไป หนึ่งข้อคิดที่ได้เลยหลังอ่านเล่มนี้จบ คือ คนรวยซื้อทรัพย์สิน มากกว่าหนี้สิน แต่เราต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือทรัพย์สินและหนี้สิน

การมีความเข้าใจในระบบจะทำให้คนรวยเสียภาษีน้อยกว่าคนธรรมดาทั่วไป

มีคนสรุปและรีวิวหนังสือเล่มนี้ไว้เพียบทั่วโลกทุกภาษา ไปเสิชหาอ่านเอาได้ แต่ถ้าจะให้ดีอ่านเองทั้งเล่มจากออริจินอลก็จะดีที่สุด

เล่มนี้เป็นอีกเล่มที่เจ้ซื้อมาตอนเด็กๆ ตอนอายุ 8 ขวบ (ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2540) แต่กว่าจะได้อ่านอายุก็เลยเข้าเลขสามมาแล้ว

เจ้จึงอยากให้น้องได้รู้จักกับเล่มนี้ให้เร็วที่สุด ตอนนี้หนังสืออยู่กับพวกเอ็งที่บ้านแล้ว อยู่ที่ว่าจะอ่านจบเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

006 ลงทุนกับตัวเองก่อน

006

ก่อนจะลงทุนอะไรก็แล้วแต่ ให้ลงทุนเวลาและทรัพย์ของตนเองไปกับการศึกษาเรื่องนั้นๆก่อน

ในรูป คือพอร์ตกองทุนส่วนหนึ่งเปรียบเทียบกันในอดีต ปี 2019 กับปัจจุบันปี 2021

ไม่ได้บังคับว่าต้องให้มาเปิดกองทุนตาม แต่อยากชี้ให้เห็นว่า ลงทุนในหุ้นหรือกองทุน “มีโอกาส” ให้ผลตอบแทนดีกว่าเอาเงินฝากแบงค์เฉยๆ เพราะเงินมันทำงานให้เรา ในขณะที่ฝากแบงค์ไม่ว่าจะออมทรัพย์หรือฝากประจำ จะทำให้เงินนอนเฉยๆจนขี้เกียจไม่ค่อยทำงาน ผลตอบแทนอย่างเก่งก็ไม่เกิน 2% เท่านั้น แพ้เงินเฟ้อไปอีก

แปลว่าด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันในอดีต จะมีค่าน้อยลงในวันนี้ จากเมื่อก่อนเงิน 100 บาท ซื้อข้าวกล่องได้ 3 กล่อง มาวันนี้ซื้อได้แค่ 2 กล่องหรือกล่องครึ่งเท่านั้นเอง เห็นแบบนี้แล้ว ไม่อยากหาทางทำให้มันงอกเงยบ้างเหรอ

แต่ แต่ แต่ ก็อย่าเพิ่งกระโจนเข้ามาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนที่เจ้เคยทำ เพราะความอยากให้พอร์ตโตไวๆ ใจกล้ากดซื้อไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่ได้ศึกษาหุ้นหรือกองทุนที่ซื้อให้ดีก่อน ไม่ยอมดูงบการเงินผลประกอบการ เพราะขี้เกียจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแต่ละกองเค้าเอาเงินเราไปลงทุนที่ไหนบ้าง ซื้อตามคนอื่นที่เค้าว่าดี เพราะความไม่รู้ของตัวเอง เลยทำให้เจ้ขาดทุนหุ้น และกองทุนไปพอสมควร

ชนิดที่ว่าทั้งพอร์ตติดลบเกิน 50% ก็เคยมาแล้ว เสียดายไม่ได้แคปหน้าจอเอาไว้ให้มาเชยชม ไม่โทษใครนอกจากตัวเอง เพราะลงทุนเองเจ็บเอง จิตใจแตกสลาย เพราะเสียดายเงินที่หายไปเป็นแสน จนเจ้เกือบจะหันหลังให้เรื่องพวกนี้และยอมเอาเงินไปฝากแบงค์อย่างเดียว

แต่ Leonard Cohen นักแต่งเพลงชาวแคนาดาบอกไว้ว่า “There is a crack in everything that is how the light gets in” เมื่อมีรอยร้าว แสงสว่างเลยสามารถลอดผ่านเข้ามาได้ เจ้จึงกลับไปตั้งหลักใหม่ ซื้อหนังสือการลงทุนมาอ่าน เปิด Youtube ฟังคนเก่งๆเค้าคุยกัน ค่อยๆสะสมวิชาไปเรื่อยๆ ปรับพอร์ตไปเรื่อยจนมันกลับมาบวกได้ แม้ว่าจะไม่ได้เก่งจนทำกำไรได้เยอะๆเหมือนเซียนๆเค้า แต่ถ้าเทียบกับในอดีตก็ถือว่าประสบความสำเร็จที่ทำให้ไม่ขาดทุนได้แล้ว

และถึงแม้ทุกวันนี้การซื้อขายหุ้นหรือกองทุนยังมีความลังเลไม่แน่ใจ ต้องถามคนรอบข้างอยู่บ้าง บางทีก็ขายหมู (ขายขาดทุนกำไร) บางทีติดดอยเตี้ยๆ (ซื้อแล้วราคาตกลง) แต่ก็ไม่หนักหนาเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสอนเจ้ไว้อย่าให้พลาดแบบเดิมอีก

ตอนนี้พวกเอ็งเพิ่มทำงานไม่นาน ถ้าเจียดเวลามาดูเรื่องนี้สักนิด ไม่ใช้ชีวิตแค่เดือนชนเดือน ต่อให้เจ็บตัวจากการลงทุนบ้าง เจ้ก็อยากให้เจ็บน้อยๆ ให้พอได้รสชาด อย่าได้ลื่นล้มหัวฟาดพื้นแบบที่เจ้เคยเป็นมา สมัยนี้ดีที่ความรู้หาได้แค่ปลายนิ้ว คลิกๆก็เจอแล้ว อยู่ที่ว่าจะสนใจหรือเปล่า

มองให้ยาวๆ มองให้ไกลๆ จะทำให้สบายตอนอายุเยอะขึ้น การทำงานเพราะสนุกเพราะชอบ เป็นเรื่องดี แต่พวกเอ็งคงไม่อยากทำแค่เพราะต้องดิ้นรนในวัฏจักรหาเงินเพื่อประทังชีวิตต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดใช่ไหม

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

005 Who moved my cheese? ใครเอาเนยแข็งของฉันไป

005

Who moved my cheese? ใครเอาเนยแข็งของฉันไป

เล่มนี้ต้องบอกว่าซื้อมาเมื่อปี 2002 ตอนพิมพ์ครั้งแรกเลย ซื้อเพราะหน้าปกน่ารัก คิดว่าเป็นหนังสือเด็ก อ่านจนจบนะ แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนั้นอายุ 13 ขวบ เจ้อ่านแล้วไม่เข้าใจ สรุปว่า แล้วใครมันเอาเนยแข็งไปกันแน่ งงอยู่ดี ก็เก็บหนังสือเข้าชั้นไว้และมันก็อยู่อย่างนั้นเป็นต้นมา

จนวันที่เราสังคยานาชั้นหนังสือที่บ้านเมื่อปลายปีที่แล้ว 2020 นี่เอง ที่เจ้เจอเล่มนี้ และเอามาอ่านใหม่อีกครั้ง เพราะตลอดระยะเวลาที่เจ้โตมา หนังสือเล่มนี้มันผ่านตามาตลอด เหมือนกับว่ากาลเวลาไม่สามารถทำให้เนื้อหาในเล่มตกยุคไปได้เลย มันยังคงเป็นหนังสือที่ขายได้อยู่ตลอดพอครั้งนี้อ่านจบ หน้าชาอีกรอบ เหมือนโดนสาดน้ำใส่

ทำไมนะทำไม ถึงไม่หยิบเล่มนี้กลับมาอ่านให้เร็วกว่านี้ เป็นหนังสือที่ดีมากๆ และติดอันดับเล่มโปรดต้นๆของเจ้เลยWho moved my cheese? เป็นหนังสือให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องทั่วไปที่มนุษย์จะประสบพบเจอ คนเขียนเล่มนี้เป็นหมอที่เล่าเรื่องเป็นนิทานออกมาได้แยบยลมาก

มีตัวละครหลัก 4 ตัว ที่มีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน ทุกตัวจะใช้ชีวิตอยู่กับการตามหาเนยแข็งในเขาวงกต เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด บางตัวมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันไป

เปรียบเสมือนคน 4 ประเภทใหญ่ๆ

หนูชื่อ “สนิฟฟ์” เป็นตัวแทน ผู้ที่ช่างสังเกต รอบคอบ รู้รอบและรู้ทันการเปลี่ยนแปลง

หนูชื่อ “สเคอร์รี่” เป็นตัวแทน ผู้ที่มีใจเปิดรับ Growth Mindset มีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คนแคระชื่อ “เฮม” เป็นตัวแทน ผู้ที่มี Fixed Mindset ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับอะไรเดิมๆคนแคระชื่อ “ฮอว์” เป็นตัวแทน คนส่วนใหญ่ ที่เป็นผู้ที่มีใจใฝ่เรียนรู้ และยอมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง

โดยเนยแข็งก็เป็นเหมือนกับจุดมุ่งหมายต่างๆ ในชีวิต ที่เราตั้งเป้า มองหา ไขว่คว้าให้ได้มา

เล่มนี้ที่ตอนเด็กเจ้คิดว่าเป็นนิทาน ซึ่งมันก็เป็นนิทานจริงๆ แต่เป็นนิทานที่คนอ่านต้องผ่านการใช้ชีวิตมาสักระยะจนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร พอถึงวันนี้ก็พอสรุปได้ว่า แก่นของเล่มนี้คือเรื่องการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง”เนยแข็ง” คือ เป้าหมายของคนเรา

ซึ่งเป้าหมายนี้มันอาจจะละลายหายไปได้ นั่นก็หมายความว่าเราก็ต้องรู้จักปรับตัว ถ้าเราไม่เปลี่ยน เราก็อาจไม่เป็นผู้อยู่รอด

ดังนั้น ต้องคอยดมเนยอยู่เรื่อยๆจะได้รู้ว่าเนยมันเก่าไปหรือยัง และถ้าเนยเก่าไป หรือหายไป เราก็ต้องออกตามหาเนยอันใหม่ การออกไปตามหาเนยในเขาวงกตย่อมดีกว่าการรอเนยแข็งอยู่ที่เดิมๆและตอนนี้ เจ้คิดว่า ถ้าพวกเอ็งได้อ่าน ก็น่าจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

004 เสิร์ฟให้ถึงที่

004

อันที่จริง รีวิวหนังสือ มีให้อ่านเยอะแยะ เพียงแค่ google ชื่อหนังสือดู มีทั้งแบบให้อ่านตามเพจรีวิวหนังสือต่างๆ (แนะนำ เพจสรุปให้ และเพจ หนังสือควรอ่านก่อนอายุ 30) หรือให้ดูเป็นคลิปก็มี (แนะนำช่อง Booksdd ลองเสิชดูใน Youtube) เลือกเอาได้ตามที่ถนัดได้เลย

แต่รู้นิสัยน้องตัวเองดี บอกไปมันก็ไม่ไปหาดูหาอ่านหรอก เดี๋ยวก็อ้างว่าไม่มีเวลา ยุ่งมาก บลาๆ ขนาดเอาหนังสือไปประเคนถึงมือ ยังไม่ค่อยจะยอมอ่านกันเจ้เลยต้องเปิดเพจ เสียสละเวลาลงมือรีวิวให้เอง เจ้คัดมาแล้วว่าดี ควรค่าแก่การเสียเวลามาอ่านของคุณๆทั้งหลาย

เดี๋ยวจะทยอยลงรีวิวให้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

003 The Power of Output – ศิลปะของการปล่อยของ

003

The Power of Output – ศิลปะของการปล่อยของ

เล่มนี้ต้องรีบเอามาโพสก่อนเลย แม้ว่าจะมีเล่มอื่นที่จบก่อนแล้ว แต่เพราะเล่มนี้แท้ๆ ที่จุดประกายให้ยอมออกมาขีดๆเขียนๆ จดบันทึกเพื่อจะเอาเนื้อหามาเล่าต่อ

หลังจากเป็นคนอ่าน คนดู คนฟัง คนรับข้อมูล มาตลอดชีวิต ก็สงสัยอยู่ว่า ทำไมเราอ่านหนังสือเยอะแยะ ฟัง podcast ก็เยอะ ดูหนังก็บ่อย แต่ก็ไม่ได้เก่งขึ้นเท่าไหร่

ทำไมรู้สึกว่าอ่านไป ดูไป ฟังไป ผ่านไปซักพักก็ลืม ลืมเนื้อหาเกือบหมดเลยชนิดที่ว่า จำเนื้อเรื่องไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น บอกตัวเอง กลับไปอ่าน ไปดูอีกรอบเถอะถ้าจะลืมขนาดนี้ เห็นได้ชัดจากการดูหนัง บางเรื่องที่ดูแล้วชอบ ถ้าได้เล่าต่อ ได้พูดคุยหรือถกเถียงกับคนที่ดูเหมือนกัน จะรู้สึกว่าจำเนื้อเรื่องได้แม่นยำกว่า

เรื่องที่ดูแล้วจบไปเฉยๆไม่ได้มีต่อยอดอะไรและก็มาค้นพบคำตอบในหนังสือเล่มนี้ อ๋อ เพราะเราไม่เคยมี Output ออกมาเท่าไหร่ เรื่องที่ผ่านเข้ามาก็เลยผ่านออกไป กลายเป็นเสียเวลาไปดื้อๆ ซะงั้น

ในหนังสือเล่มนี้บอกว่าInput คือการเอาข้อมูลเข้าสมอง เช่นการอ่าน การฟัง การดู Output คือการนำออกมาใช้ เช่น การพูด การเขียน การลงมือทำพออ่านได้แก่นตรงนี้

นึกย้อนไปสมัยเรียน ก็รู้สึกว่า มิน่าล่ะ ทำไมถึงต้องให้ฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ ทำโจทย์เยอะๆ เพราะมันคือ output นี่เอง ถ้าเอาแต่อ่านหนังสืออย่างเดียว เวลาทำข้อสอบมักจะได้คะแนนน้อยกว่าตอนที่ได้ทำโจทย์เยอะๆ

คนเขียนเก่งมาก เป็นจิตแพทย์ ได้ให้เทคนิคการทำ output ไว้กว่า 80 เทคนิค ต้องอ่านอ่ะ ถึงจะอินบอกเลยอันนี้เอาแบบย่อๆ น้ำจิ้มๆ มาฝากก่อน เผื่อจะกระตุ้นให้อยากไปหามาอ่านบ้าง

วิธีฝึก 7 วิธีในการทำ Output ได้แก่

1) เขียนบันทึกประจำวัน

2) จดบันทึกเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น น้ำหนัก จำนวนนาทีที่ออกกำลังกาย จำนวนชั่วโมงนอน

3) เขียนรีวิวหนังสือ

4) เผยแพร่ข้อมูล

5) เขียนลง Social Media

6) เขียน Blog

7) เขียนเกี่ยวกับงานอดิเรก

และที่สำคัญที่สุดการจะผลิต Output ออกมาได้ ต้องเริ่มจากการนอนให้เพียงพอก่อน และการออกกำลังแบบคาร์ดิโอวีคละ 2 ครั้งจะช่วยให้สมองพัฒนาได้ดีกว่าไม่ออกเลย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

002 วิธีบอกรัก

002

พี่น้องบางบ้านก็มีวิธีแสดงความรักที่แตกต่างกันออกไป

บางบ้านแสดงออกเก่งไม่เขินอาย

บางบ้านเปย์ให้กันเก่ง

บางบ้านก็จะแข็งๆหน่อย จะแสดงออกทำไม ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นพี่น้องกันก็ต้องรักกันอยู่แล้ว

สำหรับบ้านลิ่ว ก็รู้ๆกันอยู่ เรารักกันนะ แต่ไม่เคยจะบอกรักกัน ซึ่งตอนนี้เจ้ก็คงไม่ทำต่อหน้า เพราะมันเขิน กระดากปากตัวเอง แต่เจ้เชื่อว่าถ้าพวกเอ็งได้อ่านสิ่งที่เจ้เขียน จะเข้าใจได้เองว่า เจ้รักพวกเอ็งมากแค่ไหน

สามสิบสองปีที่อยู่มา พบว่ายิ่งแก่ขึ้น ก็คิดว่าเรามีเวลาเหลือบนโลกนี้ไม่ได้เยอะเลย มันคือนับเวลาถอยหลังแล้วนะ

ด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดี เพราะฉะนั้นถ้าเจ้พอจะทำอะไรได้ ก็จะทำให้ อยากเห็นพวกเอ็งมีชีวิตที่ดีเชื่อว่าป๊าม้าก็อยากเห็นเหมือนกัน

——

ตัวเจ้นี้ ไม่มีเงินทอง จะกองให้

มีแต่ความ ห่วงใยใส่ใจ ถวิลหา

แม้ไม่อยู่ เคียงข้างเจ้า ทุกเพลา

ขอเจ้าจงศึกษา เพื่อพานพบ ชีวิตดีดี

ด้วยรักจากเจ้

#fromyoursis

001 จุดเริ่มต้น

001

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2021 เจ้ได้โพสเรื่องราวเกี่ยวกับเป้าหมายที่อยากมีบัตรเครดิตดีๆซักใบ เพื่อให้น้องทั้งสองคนได้เริ่มจริงจังกับการเงิน

แม้จะอายุห่างกันไม่มาก แค่ 2 ปี กับ 7 ปี แต่เวลาเท่านี้ก็ทำให้เห็นว่าถ้าใส่ใจดูแลการเงินดีๆตั้งแต่ต้น ป่านนี้พอร์ตจะโตขึ้นถึงไหนต่อไหนแล้ว

ในเมื่อเราเป็นคนเดินทางมาก่อน จึงอยากตะโกนกลับไปบอกคนที่ตามหลังมา ว่าอะไรดี ให้รีบทำ จะได้ใช้เวลาให้คุ้มค่า ต้องทำได้ดีกว่าเจ้ให้ได้ ตั้งใจเขียนให้พวกเอ็งอ่าน แต่ปรากฎว่ามีเพื่อนพี่น้องหลายคนชอบและอยากมีพี่สาวแบบเจ้ก็เลยได้ไอเดียมาทำเพจให้น้องๆที่รักทั้งหลาย

เออ มันก็ง่ายๆแบบนี้แหละ ไม่มีอะไรซับซ้อนเพราะอันที่จริง เจ้มีหลายสิ่ง หลายอย่างที่อยากบอก อยากเล่า และเจ้ก็เพิ่งรู้สึกตัวจนหน้าชา หลังจากอ่านหนังสือ “The Power of Output” ของ ชิออน คาบาซาวะ จบ เพราะว่าแม้เจ้จะอ่านหนังสือเยอะแค่ไหน (ก็หนังสือที่บ้านเกือบ 100% เป็นของเค้านี่เนอะ พวกเอ็งไม่ซื้อหนังสือกันเลย –“)

แต่เจ้ก็ไม่เคยทำสรุป หรือแชร์ให้ฟังเลยว่าหนังสือเล่มไหนดียังไง ตั้งแต่แต่งงานมาอยู่บ้านพี่พีท เจ้ได้ดูหนังดีๆเยอะมากมาย แต่ก็ไม่เคยแชร์ให้พวกเอ็งรู้ เราเลยคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะรสนิยมไม่ตรงกัน หรือเวลาไปเที่ยวที่เจ๋งๆ ที่พวกเอ็งไม่ได้ไปด้วย เช่น Iceland, Croatia, America, etc. ก็ไม่ค่อยได้เล่า หรือโพสลงเฟซให้พวกเอ็งรู้ถึงประสบการณ์ดีๆ

เจ้มีแต่ Input ใส่ตัวแต่แทบไม่มี Output ออกมาเลย ต่อจากนี้ก็เลยคิดว่าจะใช้เพจนี้เป็นสื่อกลางให้พวกเอ็งรับรู้แทนแล้วกันเพราะสัปดาห์ละครั้งที่เราเจอกัน บางทีมันไม่พอที่จะอัพเดตชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไปพบเจอรู้เห็นอะไรดีๆ ถ้าไม่ได้เล่าให้ฟังเดี๋ยวนั้น นานไปมันก็ลืม

เอาเป็นว่า .. ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกันเนอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis