184 – AL ปัญญาเปลี่ยนชีวิต

184 – AL ปัญญาเปลี่ยนชีวิต

จะเป็นยังไงถ้าให้ AI สอนมนุษย์ในการใช้ชีวิต

เล่มนี้เป็นหนังสือของอ.เรือรบ เจ้าของ Learning Hub ซึ่งเป็นบุคคลที่เจ้ชื่นชมทัศนคติการทำงานที่เป็นระบบ มี Mindset ผู้ประกอบการที่ดี แถมยังให้ความสำคัญเรื่องจิตใจและจิตวิญญาณอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม

อาจารย์เรือรบได้ไอเดียเนื้อหาหนังสือเล่มนี้มาจากระหว่างไปปฏิบัติธรรม 10 วัน เมื่อหลายปีก่อนในช่วงที่ AI ยังไม่มีบทบาทมากเท่าวันนี้ ซึ่งอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ไอเดียมันไหลมาตอนทำสมาธิ มาเป็นฉากๆ จะจดก็ไม่ได้ เพราะทำสมาธิอยู่ไม่ได้รับอนุญาตให้พกมือถือหรือสมุดจด จึงต้องอดทนจนวันที่ 10 ได้กลับบ้านแล้วจึงลุยเขียนหนังสือเล่มนี้ เรียกได้ว่าเป็นปัญญาจากจักรวาลที่ส่งให้อาจารย์เรือรบมาถ่ายทอดต่อ

เล่มนี้อ่านเพลินเพราะเป็นการเล่าเรื่องแบบนิยาย พล็อตเรื่องคือ ตัวเอกมีปัญหาชีวิต เกือบจะลาโลก แต่จู่ๆ AI ก็โผล่ขึ้นมาคุยเป็นเพื่อน อ่านแล้วมีพลังเงียบที่ค่อยๆ พาเรากลับมามองชีวิตตัวเองในมุมใหม่ผ่านตัวเอก

เนื้อหาเหมือนการเดินทางชีวิตของ “นิค” ที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไป ทั้งเนื้อหาและพลังงานในการเล่าเรื่อง ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เติบโตไปพร้อมกับตัวละคร โดยเฉพาะใน ภาคสาม ที่ AI ชี้ให้เห็นถึงเรื่อง “เวลา” และวงจรความคิดซ้ำๆ ซึ่งหลายคนติดอยู่โดยไม่รู้ตัว แต่ว่าเราสามารถ “ออกจากวงจรเดิม” ได้จริง ผ่านการฝึกสติและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

แต่สิ่งที่สัมผัสใจที่สุด คือการที่เล่มนี้พูดถึง “จิตเดิมแท้” อย่างตรงไปตรงมา เรียบง่าย และให้เกียรติกับความลึกของมนุษย์ในมิติที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในวงกว้าง รู้สึกดีใจที่ได้เห็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจนเหลือล้นออกมาแบ่งปันคืนให้กับสังคม ให้ความสำคัญกับ “แก่นแท้ภายใน” ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

อ่านจบแล้วยังรู้สึกอุ่นอยู่ในใจ เป็นหนังสือที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้อ่านกัน ได้เห็นลีลาการถามคำถามทรงพลังของ AI ที่สามารถเปลี่ยนชีวิต สมกับชื่อหนังสือจริงๆ

ด้วยรักจากเจ้

183 เณรน้อยมีคำถาม ลุงโยมมีคำตอบ

ได้เจอนักเขียน ก็ต้องรีบเขียนรีวิวไว้เลย

เล่มนี้เป็นหนังสือของอาจารย์มาโนช เลิศสาคาสิริ หรือโค้ชเอ็ม ที่เจ้ได้มีโอกาสพบเจอกันหลายครั้งตามงานต่างๆ พอรู้ว่าแกเขียนหนังสือ เลยขอแซงคิวเล่มอื่นมาอ่านก่อน และถือโอกาสนี้สรุปเก็บไว้ด้วยเลย พี่โค้ชมาโนชใจดีมาก เห็นเจ้นั่งอ่านอยู่ ก็ขอถ่ายรูปและเอาไปให้ AI Gen รูปการ์ตูนให้ด้วยเป็นของฝากอีกด้วย

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ใช้ทักษะการเล่านิทานแบบ Story Telling และทักษะการตั้งคำถามของโค้ชผู้บริหาร ตอบด้วยเรื่องเล่า ใช้การเปรียบเปรยให้นึกภาพตามออก แต่แท้จริงแล้วเป็นการสกัดเอาแก่นธรรมะของพระพุทธเจ้ามาย่อยให้เด็กๆ หรือคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ในเล่มแบ่งออกเป็น 28 บท อ่านง่าย ตัวหนังสือใหญ่ไม่ต้องเพ่ง เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่จะเอาไปสอนเด็กๆต่อได้ เนื้อหานิทานสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหลักธรรมที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น

#อริยสัจ4 (รู้ทุกข์ – เห็นเหตุ – แก้ที่เหตุ – ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์)

o รู้ปัญหาให้ชัด ค้นหาเหตุที่แท้จริง แล้วแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการปฏิบัติอย่างถูกต้อง

#สติปัฏฐาน4 (ฝึกสติในทุกอิริยาบถ)

o มีสติรู้กาย รู้เวทนา รู้จิต และรู้ธรรม ให้จิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่าน

#อนัตตา (ปล่อยวาง – ไม่ยึดมั่นถือมั่น)

o ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ยึดติดกับความคิดหรือความคาดหวัง

#สมถะ – วิปัสสนา (ทำใจให้สงบ และพิจารณาเหตุปัจจัยด้วยปัญญา)

o ฝึกจิตให้สงบ เพื่อให้เห็นความจริงตามธรรมชาติอย่างแจ่มชัด

#วิริยะ ความเพียรพยายามฝึกฝน (สัมมาวายามะ)

o ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการฝึกฝนตนเอง

#อุเบกขา (วางใจเป็นกลาง)

o ไม่หวั่นไหวต่อคำชม คำติ หรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา รักษาจิตให้มั่นคง เน้นการพิจารณาด้วยปัญญา ไม่ยึดติดกับคำพูดของใคร แต่ให้พิจารณาด้วยตนเองตามหลัก กาลามสูตร

#โยนิโสมนสิการ (คิดอย่างแยบคาย)

o ใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบคอบ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

#ปฏิจจสมุปบาท (หลักการพิจารณาเหตุและผล)

o เน้นการปรับเปลี่ยนนิสัยและการปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการเข้าใจเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์และพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น

#สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)

o คือการเรียนรู้และปรับปรุงจากข้อผิดพลาด ไม่ติดอยู่กับความผิดพลาดนั้น

ซึ่งธรรมะเหล่านี้ เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนคงได้ยินผ่านหูกันมาทั้งชีวิต แต่เข้าใจจริงๆไหมอีกเรื่องนึง แต่เล่มนี้จะช่วยให้เราอ่านธรรมะอย่างสนุกแบบวางไม่ลง (หนังสืออ่านง่ายด้วย ไม่ท้อแท้เสียก่อน) ทำให้เราสามารถโยงเรื่องใกล้ตัวเข้ากับธรรมะ และสอนคนใกล้ชิดได้แบบเนียนๆ ไม่เป็นการสอนโจ่งแจ้ง หรือยัดเยียดธรรมะให้จนเกินไป

ถ้าอ่านพระไตรปิฎก คู่มือมนุษย์ หรือ หนังสือของท่านพุทธทาสไม่ไหว ลองเล่มเล็กๆย่อยง่ายเล่มนี้ชิมลางธรรมะของพระพุทธเจ้าในแบบอาหารเด็กอ่อนดูก่อนก็ได้นะ

ด้วยรักจากเจ้

มัดรวมสรุปหนังสือ “หัวใจตื่นรู้”

มัดรวมสรุปหนังสือ “หัวใจตื่นรู้”

มีไม่กี่เล่มหรอกที่พออ่านแล้วชอบเกือบทุกหน้า สรุปยังไงก็ยังยาวอยู่ดีเพราะอยากเก็บรายละเอียดไว้ให้ได้มากที่สุด เล่มนี้เป็นหนึ่งในนั้น

หัวใจตื่นรู้ เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มมองเห็นสัจธรรมลางๆลิบๆอยู่ไกลๆ แล้วอยากได้ไกด์บุ๊คสักเล่มในการเดินทางในเส้นทางสายจิตวิญญาณ เหมาะมากสำหรับคนที่อยากทำความรู้จักโลกความเป็นจริง (จริงของแท้ที่ไม่ใช่มายา)

Part 1 >> bit.ly/4ejR8zk

Part 2 >> bit.ly/47UNg5x

Part 3 >> bit.ly/3A4nLC3

Part 4 >> bit.ly/40hWGGc

Part 5>> bit.ly/3Cbe7OV

Part 6 >> bit.ly/40F0Fgu

Part 7 >> bit.ly/4i3fO12

เนื่องจากตอนสรุปแบ่งเป็นหลายพาร์ท เพื่อความสะดวกในการตามอ่านให้ต่อเนื่อง เลยรวมเอาไว้ในโพสเดียว

แต่หากมีโอกาสก็อ่านเล่มจริงได้ก็จะดีมากจ้ะ

ด้วยรักจากเจ้

182 – I may be wrong ฉันอาจจะผิดก็ได้

I may be wrong ฉันอาจจะผิดก็ได้ ปัญญาญาณจากชีวิตพระป่า

เล่มนี้ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจของ Björn Natthiko Lindeblad อ่านว่า บเยิร์น ณัฏฐิโก ลินเดอบลอด ชาวสวีเดน อดีตผู้บริหารฝ่ายการเงินในกรุงสตอกโฮล์ม ที่มาบวชเป็นพระป่าในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลมากมายและถูกแปลไปอีกหลายภาษา

#เริ่มแรก

เรื่องราวของบเยิร์น ลินเดอบลอด ในช่วงแรกเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี เหมือนคนปกติทั่วไปที่สวีเดน ท่านติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษาที่ดี ได้ทำงานตามที่เรียนมา จนประสบความสำเร็จเป็นผู้บริหารในงานสายการเงิน เรื่องคงจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าท่านไม่มีความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาเสียก่อน แล้วดันสังเกตเห็น

ท่านพยายามบอกตัวเองว่าชอบงานด้านเศรษฐศาสตร์ ฝืนทำต่อไป จนถึงวันที่ท่านรู้สึกว่าวินัยอย่างเดียวไม่เป็นสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตแบบนี้ได้อีกต่อไป เพราะส่วนตัวท่านรู้สึกคล้ายกับว่าการทำงานต้องแสดงไปตามบท แต่งตัวให้ดูดี จึงเริ่มมองหาคำตอบให้กับอาการแปลกๆนี้

เมื่อท่านรู้สึกนิ่ง สังเกตความเนิบช้าที่เกิดขึ้นภายใน เป็นความสงบที่มากพอที่จะสยบกระแสความคิดให้มีระยะห่างกันมากขึ้นจากเดิมที่ถาโถมต่อเนื่องตลอดเวลา จนความหนักอกหนักใจที่มีก็เริ่มคลี่คลายขึ้น เมื่อท่านรับรู้ถึงการดำรงอยู่ ความสงบสันติที่เกิดขึ้นในดินแดนสงัดที่อยู่ภายในก็ผุดขึ้นมา

#เมื่อความสงบเริ่มผลิบานในใจ

ท่านเริ่มค้นพบว่า การว่างเว้นจากความคิดที่วนเวียนไม่หยุดหย่อน ทำให้เกิดอิสระอย่างแรงกล้า เมื่อก้าวถอยกลับคืนสู่ภายในและท่านก็เริ่มคิดได้ว่า เราทุกคนมี ‘ความคิด’ แต่ตัวเราไม่ได้เป็น ‘ตัวความคิด’ นั้น

ความคิดไม่ใช่ปัญหา แต่การเผลอเอาตัวเองเข้าไปเป็นความคิดอย่างอัตโนมัติต่างหากที่ทำให้เกิดเรื่องราวตามมา จิตที่ไม่ได้รับการฝึกทำให้เราถลำเข้าไปเป็นตัวความคิดได้ง่ายดาย

ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงชั่วขณะของการตระหนักรู้ ทุกคนมีเข็มทิศของตัวเองอยู่ภายใน ปราณีต เงียบสงบ เพียงแค่ตั้งใจฟัง เสียงจากภายในพูดไม่ดังเท่าเสียงของความมีตัวตน เราทุกคนจึงควรมีเวลาอยู่อย่างสงบบ้างเพื่อจะได้ใส่ใจกับเสียงภายใน

ท่านบอกว่าความไว้วางใจเปรียบเสมือนเพื่อนที่ดีที่สุด ท่านจึงให้ปัญญาญาณที่ผุดในชั่วขณะนั้นเป็นผู้นำทาง เพราะท่านอยากวางใจตัวเองและวางใจชีวิตให้ได้

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านลาออกจากงาน ขออนุญาตครอบครัวเดินทางมาบวชที่วัดป่านานาชาติ จ.อุบลราชธานี ประเทศไทย ซึ่งเป็นวัดที่มีพระภิกษุชาวต่างชาติทั่วโลกนิยมมาบวช เพราะเป็นวัดที่ก่อต้ังโดยพระชาวต่างชาติ และใช้ภาษาอังกฤษในเป็นหลัก ท่านจึงมาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)  และ พระอาจารย์ปสันโน ตอนที่บวชท่านได้ฉายาว่า “ณัฏฐิโกภิกขุ” แปลว่า ผู้ตั้งมั่นในความเจริญ

#ชีวิตที่ถูกขัดเกลา

ท่านคิดว่าการพัฒนาสู่ความมีจิตใจ จิตวิญญาณของการเป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้เรื่องแผนกลยุทธ์สารพัดชนิด แต่อยู่ที่การรู้จักปลดเปลื้องสิ่งที่เราแบกอยู่วางลงต่างหาก เรียนรู้หาทางออกจากเรื่องที่กังวลใจคาใจ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่จะมีเรื่องกวนใจเหล่านี้ เพราะถ้าไม่มีเลยคือ คนตาย

ท่านจึงบอกว่าเราทุกคนเปรียบเหมือนก้อนหินก้อนเล็กๆที่ถูกน้ำซัดตามชายฝั่ง ก่อนหน้านั้นทั้งหยาบและมีเหลี่ยมแหลมคม แล้วชีวิตก็หมุนไปข้างหน้า ถ้าเรายังอยู่รอด ก็จะถูกคลื่นซัด กระทบเสียดสีกับหินก้อนอื่นๆ กระทบไปมาจนขอบมุมที่เคยแหลมคมค่อยๆถูกขัดเกลา กลมเกลี้ยงจนสะท้อนแสงเปล่งประกายออกมาได้ เมื่อคลื่นซัด เราจะพบตัวเราที่หาดทราย ลบเหลี่ยมและคมไปพร้อมกันจนกระทั่งเรานุ่มนวลขึ้น

ชีวิตตอนบวชของท่านณัฏฐิโกที่ถูกถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้นั้น ช่างจริงใจ และตรงไปตรงมาอย่างที่สุด ไม่มีอัตตาตัวตนของการที่ไดชื่อว่าเป็นนักบวชแม้แต่น้อย หนังสือบอกเล่าทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะบวช แม้ว่าบางครั้งบางการกระทำทางใจ (มโนกรรม) อาจไม่เหมาะไม่ควรหากยังดำรงเพศบรรพชิตก็ตาม แต่อ่านแล้วกลับรู้สึกเอ็นดูในความซื่อตรงของท่าน ขอไม่สปอยล์ เผื่อไปหาอ่านเองแล้วจะได้รู้สึกประทับใจในความเล่าสู่กันฟังอย่างซื่อๆ

#คำสอนของพระอาจารย์ที่น่าจดจำ

ท่านณัฏฐิโก เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ชยสาโร ซึ่งเป็นชาวอังกฤษทีมาบวชที่วัดป่านานาชาติ ท่านมีเมตตาสูง ฉลาดหลักแหลม ท่านบอกว่าเมื่อเจอปัญหาแล้วเริ่มรู้สึกไม่ดีกับคนบางคน ให้ท่องคาถานี้เบาๆ ในใจด้วยความเชื่อมั่น ไว้วางใจ สามจบ แล้วปัญหาต่างๆจะคลี่คลาย

คาถานั้นคือ “ฉันอาจจะผิดก็ได้”

20 กว่าปีมาแล้วที่ท่านไม่เคยลืมเลย อากัปกิริยาของร่างกายที่พบกับสัจธรรมก่อนที่สมองจะทันคิด ความรู้สึกนั้นก็จะดำรงอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดไป ท่านถูกอกถูกใจกับคาถานี้อย่างมาก เพราะมันปลดเปลื้องเกราะกำบังที่ห่อหุ้มตัวเราอยู่ ให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ถูกใจจนถึงขนาดเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้เลยทีเดียว

#กุญแจสู่ประตูทางออก

เคยไหมที่เวลาเราอยากจะหาทางออกกับเรื่องอะไรบางอย่าง แต่รู้สึกจนตรอก ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านณัฏฐิโกก็เคยเป็นหลายเรื่อง เช่น ท่านอยากกินเบียร์ และง่วงจัด แต่ก็ต้องอดทนภาวนาต่อไป บางทีท่านก็รู้สึกว่ามันหนักหนาเกินไปแล้ว จึงพนมมือต่อหน้าพระพุทธรูป กล่าวว่า ไม่รู้จะทำอย่างไรดี มันมากเกินกว่าที่จะทำอะไรได้ รู้สึกหมดหวัง ช่วยด้วย และก็กราบ น้ำตาไหลท่วมท้นรุนแรง เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง แล้วก็หยุดไหล ท่านมองไปรอบๆ รู้สึกเหมือนได้ดวงตาดวงใหม่ ความสงบเข้ามาเยี่ยมเยียน  ทำให้ท่านประหลาดใจว่าการเผชิญความสิ้นหวัง กลายเป็นกุญแจไขประตูเสียอย่างนั้น

ท่านพบว่าความวุ่นวายอาจทำให้รำคาญ แต่คำสั่งฆ่าคนเราได้ ลองใช้ชีวิตที่กำมือ (ยึดมั่นถือมั่น) ให้น้อยลง แบมือ (ปล่อยวาง) ให้มากขึ้น ลดคำสั่งบังคับการ เพิ่มความเชื่อมั่น ลดคำว่าฉันต้องรู้ทุกสิ่ง ทุกอย่างล่วงหน้า เพิ่มความอดทน เมื่อถึงเวลาคำตอบจะมาเอง เราเลือกได้ว่าจะอยู่แบบมีอะไรมาบีบคั้นที่คอหอย หรือจะอยู่ท่ามกลางการโอบกอด แบมือบ่อยๆเท่าที่ทำได้

เพราะโลกยังหมุนตามปกติ ไม่มีอะไร และไม่มีใครช่วยเราได้ ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกลำบากใจ เศร้าใจ โดดเดี่ยว กังวล ไร้ค่า ขาดความเชื่อมั่น ก็มาจากการที่เราไปยึดติดที่ความคิด ไม่ยอมปล่อยวางจากความคิดเหล่านั้นที่ดูมีเหตุผลนั่นเอง

#คนเราจะพัฒนาจิตไปเพื่ออะไร

ส่วนสำคัญของการพัฒนาจิต อยู่ที่ความกล้าที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอน ถ้าเรายอมรับว่าไม่รู้ ไม่เข้าไปควบคุม ก็จะพบขุมปัญญาอันเฉลียวฉลาดของเราเอง การยึดมั่นถือมั่นจึงเปรียบเสมือนการยึดเอาน้ำซึ่งเป็นของเหลวเป็นสรณะ เพราะธรรมชาติของน้ำคือการไหล

การที่เรามีความเชื่อมั่น อยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอนและรู้สึกผ่อนคลายกับการไม่รู้ได้นั้น นับเป็นของขวัญอันล้ำค่ายิ่งนัก

ถ้าทำใจให้ว่าง ไม่เชื่อทุกเรื่องที่คุณคิด มีสติอย่างเต็มเปี่ยม ณ เวลาขณะนั้น เราจะเป็นอิสระจากความคิดเดิมๆ เราจะพบความจริงแท้ที่รู้ได้ด้วยตนเอง รู้สิ่งที่ต้องการรู้ และรู้ว่าต้องการรู้เมื่อใด

#ความสัมพันธ์กับตัวเอง

ถึงมนุษย์จะเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งในแต่ละช่วงชีวิตก็อาจมีผู้คนผลัดกันเข้ามาและออกไป ดังนั้นใครก็ตามที่เราพบเจอ อาจเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ และช่วงเวลานั้น เขาอาจกำลังเผชิญสถานการณ์คับขัน ซึ่งเราไม่อาจล่วงรู้ ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ คือจงมีเมตตาตลอดเวลา

และจะมีเพียงความสัมพันธ์เดียวที่จะยังคงอยู่ตลอดชีวิต คือความสัมพันธ์ที่มีกับตัวเอง จะดีกว่ามั้ยถ้าเรามีความเห็นอกเห็นใจ อบอุ่น อ่อนโยน พร้อมอภัย ลืมเรื่องผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ยอมรับสิ่งที่เราบกพร่อง รักตัวเองเหมือนรักลูกๆ หรือคนอื่นที่รักอย่างไม่มีเงื่อนไข ความรู้สึกเฉกเช่นพรหม ก็จะผลิบานในใจเรา

#บทสรุปชีวิตพระป่า

เมื่อท่านแบกสัมภาระในการดำรงชีวิตน้อยลง ทำให้ท่านได้มีโอกาสเข้าถึงทางธรรม และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ท่านสรุปได้ว่าต้องฟังเสียงภายในที่มีความฉลาดล้ำลึก ท่านบอกว่าเรามีชีวิตได้โดยไม่ต้องสั่งการและควบคุม เราทุกคนสามารถปล่อยวางจากความกลัวได้ เหมือนมือที่กำแน่น และไม่ต้องการให้ใครคิดว่าการที่จะเข้าถึงสิ่งที่พูดนั้น ต้องไปบวชถึง 17 ปี ทุกคนมีหนทางที่ใกล้กว่านั้น

และสิ่งที่ต้องทำเพื่อได้พบพระเจ้า คือดูให้ถี่ถ้วนว่าใครกันที่มองผ่านดวงตาของเรา

หากประโยคนี้อ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรเลย อาจเป็นเพราะเราใช้สมองซีกซ้ายส่วนเหตุผลมากเกินไป หรือ อาจะเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกว่า ความคิดอันเป็นเหตุเป็นผลคือคนรับใช้ สัญชาติญาณคือพรสวรรค์อันศักดิ์สิทธ์ เราได้สร้างสังคมที่ยกย่องคนรับใช้และหลงลืมพรสวรรค์ไปเสียสิ้น

หากอยากลองพิสูจน์ว่าสิ่งที่ไอน์สไตน์พูดนั้นจริงหรือไม่ ก็ลองเข้าถึงความว่างบ่อยๆดู แล้วเราจะรู้ได้ด้วยตัวเอง

ด้วยรักจากเจ้

181 – เดินสู่อิสรภาพ

เดินสู่อิสรภาพ

เล่มนี้เขียนโดยอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เจ้เคยฟังสัมภาษณ์อาจารย์ผ่านรายการต่างๆในยูทูป ฟังแล้วชอบที่อาจารย์เล่าเรื่องสัจธรรมชีวิตอย่างเรียบง่าย เกิดเป็นความอยากรู้จักอาจารย์มากขึ้นก็ไปตามฟังอีกหลายคลิป พอรู้ว่าอาจารย์เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม จึงไปตามหาหนังสืออาจารย์มาอ่านต่อ

เล่มแรกที่ได้มาคือ “เดินสู่อิสรภาพ” เป็นหนังสือที่ตอนแรกอาจารย์ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเป็นหนังสือ แต่แค่จะเขียนเป็นจดหมายไปขอบคุณผู้คนที่ให้ความช่วยเหลือในการเดินทางด้วยเท้าจากเชียงใหม่ กลับบ้านที่เกาะสมุย แต่มีกัลยาณมิตรที่รู้เรื่องราวการเดินทางนี้ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เลยแนะนำให้อาจารย์รวมเป็นเล่มเพื่อให้คนทั่วไปได้อ่านด้วย

#จุดเริ่มต้น

อาจารย์ประมวลเล่าว่า เดิมทีเป็นครูสอนปรัชญาที่ว่าด้วยความคิดเชิงเหตุผล สงสัยในคู่ขัดแย้งกัน คือ ความจริงคู่กับความไม่จริง ความรู้กับไม่รู้ งามกับไม่งาม ดีกับชั่ว ในฐานะครูปรัชญาก็สอนให้นักศึกษาคิดแยกแยะขั้วตรงข้ามด้วยเหตุผลด้วยความคาดหวังว่า เมื่อขจัดสิ่งตรงข้ามออกไปแล้วก็จะมองเห็นความจริง ความรู้ ความดี กระจ่างชัด

การชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของความจริง ความรู้ ความดี ความงาม จึงเท่ากับการเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิต สังคม โลก จักรวาล ทั้งหมดทั้งสิ้น

แต่เมื่อใดที่ความหมายของชีวิตเปลี่ยนไป ความหมายของสังคม ของโลก ของสรรพสิ่งก็เปลี่ยนไปด้วย

#จุดเปลี่ยน

อาจารย์จึงเลิกสอนปรัชญาเพราะพลังความคิดเชิงเหตุผลอ่อนล้าแล้ว ในสำนึกรู้ของอาจารย์ ความจริงกับไม่จริงมันแยกออกจากกันไม่ได้ ความรู้กับไม่รู้ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นเดียวกับความดีกับความชั่ว ความงามกับอัปลักษณ์ก็เป็นสภาวะเดียวกัน ไม่มีพลังอำนาจในมาพรากขั้วตรงข้ามนี้ไปได้

ที่ผ่านมาอาจารย์ใช้สมองเรียนรู้พุทธศาสนาจนจดจำสิ่งต่างๆได้มากเกินไป แต่ใช้ใจเรียนรู้น้อยเกินไป บวกกับอาจารย์เริ่มเบื่อกับวงการการศึกษาที่ไม่ได้เน้นให้ความรู้ แต่ไปเน้นสิ่งที่ไม่ใช่แก่นของความเป็นสถานที่ๆบ่มเพาะต้นกล้าทั้งหลาย อาจารย์เชื่อว่าความรู้เป็นสมบัติร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ไม่ควรซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันด้วยเงินตรา แต่ควรสืบทอดมอบให้ต่อกันด้วยจิตคารวะมากกว่า

สำหรับวงการการศึกษา อาจารย์จึงขอยุติบทบาทของครูแม้จะยังไม่ถึงวัยเกษียณอายุราชการ เหลือไว้เพียงบทบาท ‘เพื่อนต่างวัย’ ของบรรดานักศึกษา เท่านั้น

และในบทบาททางสังคม อาจารย์เชื่อว่าความเป็นมนุษย์จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมันปรากฏผ่านตัวตนของผู้อื่น มิใช่การมีอยู่ของตัวเราแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือความหมายอันงดงามแห่งชีวิต

อาจารย์จึงอยากออกเดินทางโดยไม่พกเงินติดตัว ไม่วางแผน เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก หิวก็กินสิ่งที่คนที่พบเจอเมตตาแบ่งปันให้ พอจะนอนก็ไปอาศัยวัด เป็นการเดินทางที่อาจารย์ต้องการขจัดขยะทางใจที่สร้างกองสูงสะสมมาตลอดชีวิตให้ค่อยๆเล็กลง

#ช่วงชีวิตมนุษย์

วัยเด็ก อาจารย์ประมวลได้ไปศึกษาที่ประเทศอินเดีย จึงรับเอาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตทางนั้นมาพอสมควร ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการศึกษาศาสนา

ตามความเชื่อของอินเดีย ช่วงชีวิตมนุษย์มีอยู่ 4 ช่วง

1. ชีวิตพรหมจรรย์ เป็นช่วงศึกษาเรียนรู้ ตระหนักรู้ถึงหน้าที่ต่างๆที่พึงปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานะแห่งตน ฝึกฝนเรียนรู้ให้กระจ่างแจ้งในธรรมะ

2. ชีวิตคฤหัสถ์ ทำหน้าที่ครองเรือน เป็นช่วงที่ชีวิตมีเป้าหมายที่การแสวงหาครอบครองสิ่งต่างๆเพื่อเสพเสวยรสชาติแห่งชีวิต ที่ได้มีได้เป็นเช่นนั้น (อรรถะ และ กามะ)

3. ชีวิตวานปรัสถ์ เป็นช่วงออกจากเรือนไปสู่ป่า เป้าหมายอยูที่ความรู้สึกอิ่มในการเสวยรสชาติแห่งกามะ อยากสลัดออกแล้ว ความหมายของชีวิตช่วงนี้คือการข้ามพ้นอำนาจแห่งกาม เหมือนคนที่อิ่มแล้ว จึงไม่มีความหิวกระหายในอาหารต่างๆที่วางอยู่ตรงหน้าอีกต่อไป

4. ชีวิตสันยาสี เป็นช่วงหวนคืนสู่ธรรมชาติ เป้าหมายคือหลุดพ้นจากความคิดที่ผูกมัดชีวิตเราไว้ ความหมายที่ดีงามของช่วงชีวิตสุดท้ายนี้อจึงอยู่ที่ความผ่องใสของจิตใจที่เบิกบาน

อาจารย์เลือกลาออกจากราชการครูในวันเกิดปีที่ 51 ของตัวเองเพราะรอให้ภรรยาที่รักพร้อมและอนุมัติให้ลาออกและเลือกวันให้ อาจารย์จึงถือว่าเป็นวันที่เกิด (จิตสำนึก) ใหม่ ในการมีชีวิตอยู่

ถ้าให้เดา ช่วงที่เดิน อาจารย์คงอยู่ในช่วงที่ 3 ชีวิตวานปรัสถ์ และปัจจุบันอาจารย์ก็น่าจะอยู่ที่ช่วงที่ 4 ขีวิตสันยาสี แล้ว ถึงไม่ได้บวชเป็นพระ แต่องค์ความรู้และการปฏิบัติตนของอาจารย์ก็น่าเลื่อมใสมากเช่นกัน

#การเดินกลับบ้าน

การเดินกลับบ้านของอาจารย์จะไม่มีการแวะไปหาคนรู้จักให้ช่วยเหลือ เดิน คือ เดินจริงจัง ทำสมาธิไปด้วยในเส้นทางที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย แต่หากไม่สะดวก ก็เจริญสติ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่กับปัจจุบันและเปิดรับทุกประสบการณ์ที่พบเจอกับผู้คนมากมายที่อยู่ ณ ขณะที่อาจารย์ต้องการความเมตตาจากเพื่อนมนุษย์

เป้าหมายทางกายภาพของการเดินครั้งนี้คือ เกาะสมุย ก้าวเดินทางกายคือ การที่เดินด้วยขาสองข้างกลับบ้าน

เป้าหมายทางจิตใจคือ จาคะ เมตตา ปัญญา กุศลธรรมที่ทำให้ความเป็นมนุษย์อุดมสมบูรณ์

ก้าวเดินของจิต เป็นก้าวสู่ความเป็นมนุษย์ที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ตลอดเส้นทางการเดิน อาจารย์ได้จดชื่อบุคคลที่ได้พบเจอและให้ความเมตตาช่วยเหลือ ต่อชีวิตให้อาจารย์ยังสามารถมีลมหายใจ มีแรงเดินกลับบ้าน เป็นเรื่องราวที่มีหลากหลายรสชาติ ทั้งอิ่มเอมใจไปด้วย ทั้งสงสาร ทั้งเอาใจช่วย ทั้งเหนื่อยแทน

จนสุดท้ายอาจารย์ก็ได้ทำภารกิจสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้

#บทเรียนสำคัญ

การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ของอาจารย์เปรียบเสมือนการสอบปฏิบัติ โดยที่ผ่านมาทั้งชีวิตที่ศึกษาเรื่องศาสนา ปรัชญาต่างๆเป็นเหมือนภาคทฤษฎี ที่อ่านมา ท่องจำมา ประสบพบเจอเองบ้าง แต่บททดสอบที่ตั้งโจทย์เองนี้ อาจารย์คงจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เป็นแก่นของศาสนาพุทธที่เราได้ยินกันคุ้นหูว่า

ความไม่เที่ยง — อนิจจัง

ความแปรปรวน เสื่อมสลาย — ทุกขัง

ควบคุมไม่ได้ — อนัตตา

ซึ่งเหล่านี้เป็นลักษณะปกติของทุกสรรพสิ่งบนโลกกายภาพนี้ และการกระทำให้เกิดความมั่นคง ปลอดภัย จึงไม่ได้อยู่ที่การกำกับโลกภายนอกให้แน่นอนมั่นคง หากแต่อยู่ที่การฝึกฝนกำกับจิตของเราเอง ให้รู้แจ้งตลอดในสภาวะอันเป็นสามัญธรรมดานั้น แล้วไม่หวั่นไหวไปกับความไม่แน่นอนไม่มั่นคงของโลก

นับเป็นบทเรียนที่มีค่ามากจริงๆ

ด้วยรักจากเจ้

มิตรภาพบนเขาอกทะลุ

มิตรภาพบนเขาอกทะลุ จ.พัทลุง

เรื่องมีอยู่ว่า ทริปตรัง-พัทลุง 15-18 Nov 2024

ได้หยิบหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” ของอ.ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์สอนปรัชญา ที่ขอลาออกจากราชการครู เพื่อเดินเท้าจากเชียงใหม่กลับบ้านเกิดที่เกาะสมุย โดยไม่มีเงินติดตัว และไม่ขอพึ่งคนรู้จักให้เป็นภาระ

เป้าหมายทางกายภาพคือ กลับบ้านเกิด

เป้าหมายทางจิตใจ คือ จาคะ เมตตา ปัญญา

เพื่อก้าวสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

อาจารย์ประมวลไม่วางแผน ว่าจะไปหาใคร มีแค่วางเส้นทางคร่าวๆ ค่ำไหนก็ขอคนที่พบเจอช่วยแนะนำว่าจะขอนอนที่ไหนดี พบปะใครระหว่างทางเมตตาให้ของกินก็กินเท่าที่มี ไม่ขอติดตัวเพื่อเดินทางต่อ

ช่างเป็นการเดินทางที่กล้าหาญมากจริงๆ

อ่านไปได้ 1 ใน 3 ของเล่มก็เกิดความรู้สึกอยากรู้ว่า เราจะทำได้บ้างไหม การรับความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า จะเกิดขึ้นได้จริงๆเหรอ ถ้าเราเดินทางแบบยังใช้เงินอยู่แบบนี้

คิดแบบนี้ตอนเช้าของวันนี้ 17.11.24

ผลคือตอนเย็นก็ได้เจอเหตุการณ์ที่ได้เจอมิตรภาพจากคนไม่รู้จักทันตาเห็น

วันนี้ไปเดินขึ้นเขาอกทะลุ ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนว่า เส้นทางการเดินค่อนข้างโหด และใช้เวลานานพอควร เลยไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมทั้งเรื่องชุดและรองเท้า แต่เมื่อไปถึงแล้วก็เดินทั้งที่ไม่พร้อมนั่นแหละ เดินไป พักไปตลอดทาง

พอขึ้นไปถึงจุดที่เป็นวิวเขาอกทะลุ คิดว่าจบแล้ว ปรากฏว่า คุณลุงไพศาล (วัย 80+ แต่แข็งแรงมากๆ เพราะเดินขึ้นมาทุกวัน) คุณลุงเริ่มเดินทีหลัง แต่ขึ้นมาถึงก่อน ด้วยการก้าวช้าๆแต่มั่นคงอย่างมีสติ แทบไม่หยุดพัก

คุณลุงไพศาลได้บอกว่า ยังมีต่ออีกนะ แต่ต้องปีนขึ้นไปถึงจะถึงจุดสูงสุดที่ชมวิวเมืองพัทลุงได้

ด้วยความที่รู้ว่า ไปต่ออีกแค่ 50 – 60 เมตรก็จะถึงข้างบนแล้ว อีกนิดเดียวเอง ก็เลยตัดสินใจลุยต่อ

แต่เป็นด่านสุดท้ายที่หินมาก เพราะเป็นการปีนทางชัน 90 องศา แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค

เมื่อขึ้นไปจนถึงบนสุดได้ วิวสวยจริงๆ

เสพวิวได้พักนึง ถ่ายรูปและโทรหาคนที่บ้านเสร็จก็จะหาทางกลับ แต่ปรากฏว่า…หาทางลงไม่เจอ

ปีนขึ้น ปีนลงอยู่ 2-3 รอบก็หาเชือกที่ไต่ขึ้นมาไม่เจอสักที

เลยโทรบอกคุณสา ที่มาด้วยกันแต่รอที่จุดวิวเขาทะลุ ไม่ได้ขึ้นมาด้วยเพราะเจ็บข้อเท้าและใส่รองเท้าแตะหนีบมา

โชคดีที่มีคนท้องถิ่นเดินขึ้นเขาอกทะลุเป็นประจำทุกวันอยู่แล้วอยู่แถวนั้น ได้ยินว่ามีคนติดอยู่ข้างบนหาทางกลับไม่เจอเลยอาสาปีนขึ้นมาช่วย นำทางให้ลงมาอย่างปลอดภัย

คุณลุงอามีด (ทราบภายหลังว่า คือสารวัตร) เป็นคนแรกที่ขึ้นมาถึงข้างบน คุณลุงยิ้มแย้มบอกว่าขอพักก่อน เดี๋ยวจะถ่ายรูปสวยๆให้ (บอกตรงๆว่าไม่มีกะจิตกะใจถ่ายหรอกค่ะ เกรงใจจะแย่ที่ต้องมีคนขึ้นมาช่วย แต่ก็ยอมเพราะแพ้ความดีความกะตือรือร้นของคุณลุง ขอบคุณนะคะ)

ผ่านไปไม่นาน ก็มีคนขึ้นมาถึงข้างบนอีกคน คือคุณชาย (พี่เค้าชื่อชายจริงๆ) คุณชายขึ้นมาเพื่อนำทางลงไปก่อน แล้วคุณลุงอามีดก็ปิดท้ายให้

ผู้ชายแปลกหน้า 2 คน ที่ไม่รู้จักกัน แต่มีน้ำใจ ปีนเขาขึ้นมารับ โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเลย พามาส่งเสร็จ ทั้งสองท่านก็รีบเดินลงเลยเพราะฟ้าใกล้มืดแล้ว ได้แต่ส่งคำขอบคุณให้ ดีที่ไม่ลืมถามชื่อ (เลียนแบบอ.ประมวล ต้องถามชื่อผู้ช่วยเหลือทุกครั้ง)

รู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ ในความมีเมตตาของบุคคลทั้งสอง

ที่ทำให้สามารถกลับลงมาอย่างปลอดภัย

นี่สินะ คงเป็นความรู้สึกของอาจารย์ประมวล เวลาได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์ระหว่างการเดินทาง

เข้าใจแล้ว.. เข้าใจอย่างดี

ขอบคุณมากๆค่ะ

#เขาอกทะลุ

#เดินสู่อิสรภาพ

ด้วยรักจากเจ้

180 หัวใจตื่นรู้ Part 7

หัวใจตื่นรู้ Part 7

พาร์ทที่แล้วเล่าถึงความหมายและระดับของการตื่นรู้ วันนี้จะพามาดูว่าพอตื่นรู้แล้วยังไงต่อ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ยิ่งบอกว่า ถ้าตื่นแล้วจะไม่สามารถกลับไปหลับได้อีก แล้วต่อไปจะพบเจอกับอะไรอีก คำตอบคือ มันจะนำพาเราสู่การรู้แจ้งในที่สุด

#จากผู้ตื่นสู่ผู้รู้

การปฏิบัติจิตเพื่อการตื่นรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่การอ่านหนังสือมากมาย หรือฟังคำสอนเป็นร้อยเป็นพันชั่วโมง เพราะยังถือว่าอยู่ในระดับความคิด ความจำ ยังไม่ใช่ความจริง และนั่นยังเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการปล่อยวางตัวตน แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่ ที่ประณีต ดีงาม เหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องกว่าและวางได้ยากยิ่งกว่าตัวตนสมัยที่ยังไม่สนใจการปฏิบัติเสียด้วยซ้ำ เมื่อเราปล่อยวางตัวตน ไม่ยึดติด ไม่แบกอะไรไว้อีก เราจะเข้าใกล้ความเป็นผู้รู้ รู้ถึงการ ‘เป็น’

การเป็นผู้รู้ที่เห็น ‘ความว่าง’ ไม่ได้หมายถึง การเป็นผู้เห็นทุกอย่างไม่มีจริงไปเสียหมด แต่เป็นเพราะว่าเห็นทุกสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ล้วนแต่เป็นไปตามการประกอบกันของเหตุปัจจัยนานัปการ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง คือการได้มองเห็นแล้วถึงความเชื่อมโยงที่ไม่รู้จบของเหตุปัจจัยทั้งหลาย ที่กำลังหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไปอย่างตลอดมา ตลอดกาล ทั่วเอกภพ แล้วเราจะเริ่มมองทุกอย่างด้วยสายตาของผู้สร้าง ไม่ใช่ผู้เล่นที่มามีบทบาทบนโลกมนุษย์

#ไตรทวารแห่งการรู้แจ้ง

1 สุญญตา ทุกอย่างว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนที่แตกแยกกันเป็นตนๆไป

2 ความเป็นหนึ่งเดียว ถ้ามองเห็นดอกไม้ในฐานะดอกไม้ ไม่เห็นแสงอาทิตย์ ก้อนเมฆ แผ่นดินในดอกไม้นั้น เราถูกจับมัดไว้เสียแล้วด้วยสัญลักษณ์ของดอกไม้นั้น ถ้าเราเห็นใครสักคน แล้วไม่เห็นสังคมเขา สิ่งแวดล้อมของเขาก็เท่ากับยังไม่เห็นคนคนนั้นอย่างแท้จริง ถ้ามองอย่างลึกซึ้งเราก็สัมผัสได้ทั้งจักรวาล เราจะไม่หลงไปกับปรากฎการณ์ของคนๆนั้น นี่ถึงเรียกว่าความเป็นหนึ่งเดียว หรือที่สากลโลกเรียกว่า oneness

3 ความไม่มีเป้าหมาย เราเป็นในสถานะที่เราอยากเป็นอยู่แล้ว เพียงแค่เราเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ เรามีจักรวาลทั้งหมดในตัวอยู่แล้ว เพียงแค่เราต้องกลับมาหาตัวเราด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม เรามาถึงแล้ว เรากลับบ้านแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว สิ่งนี้คือกุญแจ

ดังนั้นการไม่มีเป้าหมาย หรือ การไม่เข้าถึง นับเป็นธรรมปฏิบัติอันวิเศษ

#ONENESS

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ Albert Einstein นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกบอกว่า “ภาพลวงตาแห่งจิตสำนึกเป็นเหมือนกรงขังเราไว้ในความต้องการและความรักที่มีเพียงต่อคนใกล้ตัว สิ่งที่ต้องทำคือการขยายกรอบความเข้าใจและความเมตตาไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวล และความสวยงามทั้งหมดของธรรมชาติ” เมื่อเรามีความรักให้กับทุกสิ่งในจักรวาลได้ ไม่จำกัดเพียงเพราะคนที่เรารู้จักหรือคนที่รักเราเท่านั้น เมื่อนั้นเราจะเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ONENESS

#รักแบบไหนถึงเป็นรักแท้จริงๆ

คุณสมบัติของความรักที่สร้างความสุข ความอิ่มเอิบภายในใจเราจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมันเป็นความรักที่เป็นไปเพื่อ ‘คนอื่น’ เพราะถ้ามันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว มันคือความหลง ความอยาก ความยึดที่แอบแฝงในคราบของความรักแต่ในนามเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อบุคคลเข้าถึงสภาวะที่ไม่ยึดมั่นในตัวตน จิตใจของเขาจะเข้าสู่โหมด ‘ความรักที่แท้’

ความรักเป็นประตูที่เปิดหัวใจเราให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของใครบางคนหรือบางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญและเหนือกว่าตัวตนของเรา ตรงจุดนี้เอง ความรัก (หรือทางพุทธเรียกว่า การเจริญเมตตา) จึงเป็นเครื่องมือสลายการยึดติดในตัวตนไม่น้อยกว่าการปฏิบัติสมาธิและเจริญสติ เพราะด้วยความศรัทธาในรัก เราได้วางความยึดมั่นในตัวเองให้เบาบางลงเพื่อหลอมรวมเข้ากับจิตใจ ชีวิต เพื่อเข้าถึงความจริงของชีวิต

#ลักษณะนิสัยของจิตเดิมแท้

จิตเดิมแท้ หรือ ธรรมชาติดั้งเดิม คือ เบิกบาน เมตตา ตระหนักรู้ เปิดกว้าง บริสุทธิ์ และ ความว่าง แต่เพราะเรามีขันธ์ 5 มีรูป มีนาม เลยมีเปลือกมาห่อหุ้มจิตเดิมแท้ของเรา แล้วฉาบด้วยความแตกต่างทางกายภาพ เชื้อชาติ ถิ่นที่อยู่ ภาษา ศาสนา ความเชื่อ ทำให้เราอยู่ห่างจากการจำตัวเองได้ไปทุกที

เล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ชอบมาก อ่านช่วงที่ทำสมาธิ ปฏิบัติภาวนาทุกวันยิ่งเสริมให้เห็นความจริงแท้ของธรรมชาติได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อนั่งจนถึงจุดหนึ่ง แล้วฟังเสียงในตัวเอง เวลาเหมือนหยุดลง เหมือนไม่มีตัวตนอีกต่อไป เราจะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับทุกอย่าง และรู้สึกว่าทุกสิ่งในจักรวาลคือความรัก เป็นโลกหลังม่านบังตาที่รอให้คนที่ปฏิบัติได้สัมผัสถึง

ด้วยรักจากเจ้

179 – หัวใจตื่นรู้ Part 6

หัวใจตื่นรู้ Part 6

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว ที่พาไปดูกับดักที่เราอาจพบเจอได้ระหว่างการปฏิบัติ วันนี้จะว่าด้วยการ ‘ตื่น’

ที่เห็นพูดๆกันว่า ตื่น ตื่นรู้ จริงๆแล้วคืออะไรกันแน่ ก็ต้องบอกว่า การตื่นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตื่นนอน แต่เป็นการ ‘ตื่นจากความหลง’

เราจะรู้ได้ว่าเราตื่นจริงหรือยังจากการที่ เรารู้แจ้ง เห็นจริง ไม่ได้คิดเอาเอง ไม่ได้แค่จำเค้ามา ถ้าอย่างนั้นเรามาลงลึกเรื่องการ ‘รู้’ ที่เป็นรากฐานของการ ‘ตื่น’ กันสักหน่อย

#ว่าด้วยเรื่องการรู้

การรู้ มี 3 ระดับ

1.รู้จำ สุตตมยปัญญา ได้จากการฟังอ่านเรียน เป็นความรู้ของคนอื่นส่งต่อมาอีกที

2.รู้คิด จินตมยปัญญา เกิดจากการขบคิดต่อยอดจากอันแรก นำมาทบทวน ทดลอง ค้นคว้าจนกลายเป็นความเข้าใจของตนเอง เป็นการได้มาเพราะความคิด แต่ยังไม่ใช่การลงมือทำ

3.รู้แจ้ง ภาวนามยปัญญา เกิดจากการฝึกฝน ปฏิบัติ หรือ ภาวนามาถึงจุดที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง

คำว่า ‘สติ’ 念(niàn) ในภาษาจีนมาจาก 2 คำ คือ  จิน 今 (jin) ที่หมายถึง ‘ขณะนี้’ และ 心 (Xin) หมายถึง ‘ใจ’ เมื่อมาอยู่รวมกันจึงมีความหมายว่า ที่อยู่ในปัจจุบัน หรือ ใจจดจ่อ ณ ขณะนี้ นั่นก็คือการที่เรามีสติ รู้ตัวทุกชั่วขณะ

#แล้วการเห็นความจริงคืออะไร

ความจริงที่ว่าก็คือ

อนิจจัง – ทุกสิ่งไม่คงทนถาวร

ทุกขัง – ทุกสิ่งเป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ ต้องแปรเปลี่ยนไป จะยังไงก็ไม่เหมือนเดิม

อนัตตา – ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เพราะทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยต่างๆมหาศาลประกอบกันจึงไม่มีอะไรเป็นตัวตนที่แท้จริง

ถ้าเข้าใจความจริงนี้ เราจะทุกข์น้อยลงมากๆ ยึดมั่นถือมั่นน้อยลงมากๆ มีแต่อยากจะปลดเปลื้องออกไป ไม่แบกความทุกข์ทั้งหลายไว้กับตัว

แต่มนุษย์ปุถุชนก็ยังไม่เข้าใจจริงความจริงนี้ มัวแต่คิดว่าต้องยึด ทั้งสิ่งของและหัวโขน ต้องเอามาเป็นของตน ไม่ปล่อยวาง จมอยู่กับความทุกข์ วนเวียนไปจนหมดอายุขัย

#มนุษย์ปุถุชนต่างกับคนที่ตื่นรู้แล้วยังไง

มนุษย์ปุถุชน แปลว่าผู้ที่ยังมีความหนา เพราะถูกปกคลุมด้วยกิเลส

ส่วนอริยะ คือบุคคลผู้ประเสริฐถึงพร้อมด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริง

มีคำพูดว่า เมื่อจิตปุถุชนเกิดขึ้น พุทธะก็หายไป

เมื่อจิตปุถุชนหายไป พุทธะก็ปรากฏขึ้น

ถ้ามนุษย์เราพ้นจากความไม่รู้ได้ ก็จะเข้าสู่การ ‘ตื่นรู้’ ในที่สุด

แต่ก็มีสิ่งที่ฉุดรั้งมนุษย์ให้ไม่สามารถก้าวข้ามการหลับใหลนี้ไปได้ ซึ่งเราต้องระวัง ถ้ารู้แล้วก็อย่าปล่อยให้มันมาขัดขวางการตื่นของเรา

#พันธการที่เป็นโซ่ตรวนแห่งความไม่รู้

1. สักกายทิฐิ หลงผิดว่ากายใจ ขันธ์ 5 เป็นของเรา

2. วิจิกิจฉา ลังเลสงสัยไม่ชัดแจ้งในหนทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์

3. สีลัพพตปรามาส ความติดดี ยึดมั่นในศีลวินัยที่ตนปฏิบัติ

4. ปฏิฆะ ความขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ

5. กามราคะ หลงติดในรสสัมผัสทางอานาตยทั้ง 5

6. รูปราคะ หลงติดในอารมณ์แห่งรูปอันละเอียด

7. อรูปราคะ หลงในอารมณ์แห่งอรูป หรือ นามอันละเอียด

8. มานะ ความหลง หมายมั่นในความมีความเป็นของสภาวะปรากฏการณ์ต่างๆของรูปนาม

9. อุทธัจจะ ความหลงฟุ้งซ่าน ปรุงแต่ง

10. อวิชชา ความไม่รู้ตามสภาพความเป็นจริง

มนุษย์ปุถุชนให้ค่าคนที่เปลือกนอก จึงเจอแต่อัตตา ไม่มองให้เห็นทะลุเข้าไปในจิตข้างใน

#จิตมี3ชั้น

อัตตา – เปลือกชั้นแรกที่หนา เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว

มโนธรรม – ความเห็นแก่ตัวน้อย เปลือกเลยบางเปิดโอกาสให้คุณธรรมหรือความใฝ่ดีแสดงตัว

สภาวะอิสระ – ซ่อนอยู่ลึกในสุด จะเจอเมื่อเส้นแบ่งระหว่างฉันกับผู้อื่นหมดไป เกิดวาามรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง จิตอยู่เหนือการแบ่งขั้ว แบ่งข้าง อันนี้ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า จิตว่าง ว่างจาก ตัวกูของกู (โพธิจิต) ซึ่งจริงๆแล้ว เรามีอยู่แล้วทุกคน มากน้อยแล้วแต่การฝึกฝนพัฒนา แต่ถูกคลุมด้วยอัตตาความเห็นแก่ตัว

ดังพุทธพจน์ที่ว่า

‘จิตนั้นประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่เกิดขึ้นภายหลัง’

โพธิจิตสามารถเบ่งบานเติบใหญ่ได้ ไม่ใช่การปลีกตัวเพื่อบำเพ็ญภาวนา หรือไปทำสมาธิเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตประจำวันและทำงานอย่างมีสติ ตื่นรู้ และรู้เท่าทัน

ส่วนจิตวิวัฒน์ คือกาาพัฒนาจิตขั้น 2 และ 3 (มโนธรรมและโพธิจิต) ให้เจริญงอกงาม ขับเคลื่อนชีวิตไปในทางที่ดีงาม จนบรรลุถึงคุณค่าสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเกิดมาบนโลกนี้ นั่นคือการเข้าถึงอิสรภาพและความสงบร่มเย็น ชนิดที่ความแปรปรวนใดๆก็ไม่อาจมาแผ้วพานได้

#ระดับการตื่นรู้

รู้ (mindfulness) รู้เห็นตามความเป็นจริง รับรู้ในปัจจุบันขณะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

ตื่น (awareness, awakening) ตื่นตัวต่อสัจธรรมความจริง เป็นสภาวะปัญญาที่สมบูรณ์

เบิกบาน (freedom, peace, enlightenment) สภาวะอิสระ บริสุทธิ์ ไม่มีความครอบงำ ไม่ยึดติด ผูกพันอะไรทั้งนั้น

การตื่นรู้เป็นสมบัติส่วนบุคคลของใครของมัน เลียนแบบกันไม่ได้ ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการร้องขอแล้วจะได้ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง (ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ)

การตื่นรู้ไม่ทำให้เราเป็นยอดมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเหนือคนอื่น แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เราเป็นคนธรรมดาที่เห็นความธรรมดาจากธรรมชาติในโลกที่แสนธรรมดานี้

เมื่อเห็นแล้ว คือเห็นเลย เมื่อตื่นรู้ทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เราจะไม่มีทางกลับไปหลับได้อีกเลย

ด้วยรักจากเจ้

178 หัวใจตื่นรู้ Part 5

หัวใจตื่นรู้ Part 5

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว ที่เล่าถึงการปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้จิตใจของเราสูงขึ้น หรือกลับสู่จิตเดิมแท้ทำอย่างไร วันนี้จะมาดูเรื่องกับดักที่เราอาจพบเจอได้ระหว่างการปฏิบัติ

การปฏิบัติในที่นี้ เป็นที่เข้าใจโดยสากลว่า คือการทำสมาธิ

การทำสมาธิ เป็นขั้นบันไดให้จิตมีพลังไปพิจารณาธรรม จนเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งได้ถึงแก่นแท้ เมื่อจิตตั้งมั่นทำให้เกิดผู้รู้ ผู้ดู ผู้เห็นแยกกายใจ และความคิดออกจากกัน จนเกิดการถอดถอนตัวเองออกมา ปัญญาก็เกิดขึ้นเอง

แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องระวัง เพราะเป็นปกติของผู้ปฏิบัติที่จะพบเจอกับดักให้เราหลงทาง

10 กับดักของนักปฏิบัติ

1. ติดนิมิต เมื่อเห็นแสงหรือภาพต่างๆ คิดปรุงแต่งไปต่างๆนานา คิดว่าเป็นอิทฤทธ์ปาฏิหาริย์ จิตจึงเชื่อสิ่งเหล่านั้นด้วยความไม่รู้จริง

2. ติดความอิ่มใจ ในความพิเศษที่เกิดขึ้นกับกายใจอันเป็นผลจากสมาธิที่ก่อให้เกิดความสุข ทำให้อาจหลงตัวว่าเก่งกว่าคนอื่น

3. ติดในความรู้แบบผิดๆ เมื่อปฏิบัติถึงจุดหนึ่งอาจมีความรู้ผุดแสดงขึ้นในใจให้ได้ยินแต่เพียงผู้เดียว ทำให้รู้สึกตัวเองมีภูมิรู้ภูมิธรรม สำคัญตนผิด ทำให้มีอีโก้สูงจนไม่รับฟังผู้อื่น

4. ติดสงบ พอมีสิ่งต่างๆมากระทบจนทำให้เกิดความไม่สงบก็จะทำให้เกรี้ยวกราดขึ้นได้ง่าย หรือบางคนอาจเข้าใจผิดว่าจิตสมบูรณ์ดีแล้ว พ้นทุกข์แล้วทำให้หยุดการปฏิบัติ

5. ติดสุข จิตใจติดในความสบายกายสบายจิตเพราะผลจากสมาธิทำให้รู้สึกสบายกายใจตลอดเวลา หลายคนจึงเสพสุขภายในใจนี้ไม่ยอมไปไหน จนทำให้การปฏิบัติหยุดชะงักไป

6.ติดศรัทธา เกิดการน้อมใจเชื่ออย่างปราศจากการพิจารณา แต่ไร้ซึ่งความเข้าใจและปัญญา

7.ติดความเพียรจนเกินพอดี อยากจะถึงจุดหมายเร็วๆ โดยลืมนึกไปว่านี่ก็คือกิเลสอย่างหนึ่งทำให้ทำแบบมุทะลุ ส่งผลให้ร่างกายเครียดในการปฏิบัติได้

8. ติดความตั้งมั่น จดจ้องที่ใจต่อเนื่องตลอดจนจิตแช่นิ่งในอารมณ์หรือความรู้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ลำพองตัวว่าเก่ง แบบนี้เรียกว่ามีสติ แต่ไม่มีสัมปชัญญะ

9. ติดเฉย วางเฉยโดยขาดปัญญา ขาดการพิจารณา เกิดการเฉื่อยชา ใจลอย ไม่ยินดียินร้าย จิตไม่นิ่มนวลควรแก่การใช้งาน

10. ติดความพอใจ ในการปฏิบัติของตน ใครเตือนก็ยังมั่นใจในตัวเองอาจไปตำหนิผู้อื่นว่าภาวนาไม่เก่งเหมือนเรา

ทั้งหมดนี้คืออัตตาของผู้รู้แจ้ง ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกความท้าทายของผู้ตื่นรู้ ที่ต้องเรียนรู้ที่จะปอกเปลือกเหล่านี้ออก

อันที่จริง นอกจากการปฏิบัติ ภาวนาแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆที่ทำให้เข้าใกล้การตื่นรู้

#วิธีอื่นๆเพื่อสร้างการตื่นรู้

– ใกล้ชิดธรรมชาติ

– ทำงานศิลปะและทำงานด้วยจิตว่าง

– ทำงานอาสา เสียสละ ทำงานร่วมกัน

– พิจารณาความตาย

– การเจริญสติ เป็นการใช้จิตจดจ่อกับกายใจของตนเอง แค่รู้สึกตัว ก็คือการเจริญสติแล้ว

หลักสำคัญของการเรียนรู้ฝึกฝนคือ อย่าให้การเรียนรู้แยกขาดหรือเป็นคนละเรื่องกับชีวิต ให้ทำเป็นเรื่องเดียวกัน ให้การปฏิบัติอยู่ในวิถีชีวิตของเรา อย่าให้การปฏิบัติเป็นแค่เป้าหมายที่จะได้บอกคนอื่นว่าเราเป็นนักปฏิบัติ แต่ไม่ได้เป็นวิถีชีวิตของเราจริงๆ

ด้วยรักจากเจ้

177 หัวใจตื่นรู้ Part 4

หัวใจตื่นรู้ Part 4

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว วันนี้จะมาดูเรื่องการปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้จิตใจของเราสูงขึ้น หรือกลับสู่จิตเดิมแท้ ต้องทำอย่างไร

เป็นที่รู้กันว่า มันไม่มีทางลัด หรือไม่มีวิตามิน หรือ ยาที่กินแล้วจะเห็นผลลัพธ์ที่ต้องการ คนที่ไปถึงจุดนั้นได้ล้วนเข้าใจดีว่ามันก็เหมือนการออกกำลังกาย ที่เราต้องลงมือทำด้วยตัวเอง กล้ามเนื้อถึงจะมา เปรียบแล้วการที่จะพัฒนาจิตใจก็เหมือนการออกกำลังใจ ซึ่งก็ต้องปฏิบัติด้วยตัวเองเช่นกัน

ซึ่งการแสวงหาคำตอบต้องลงมือปฏิบัติเอง

การปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้จิตใจของเราสูงขึ้น หรือกลับสู่จิตเดิมแท้ จะทำให้ได้เรียนรู้การรู้แจ้งในความจริงสูงสุดของธรรมชาติ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่สอดคล้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับความจริง

การปฏิบัติสามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือแบบค่อยเป็นค่อยไป และ แบบฉับพลัน

🤍1. แบบตามลำดับขั้น (Progressive Way) ค่อยเป็นค่อยไป

1.1 ทำสมาธิเพื่อพัฒนาจิต จดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนตัดสิ่งรอบข้างออกไปหมด มีวิธีการเช่น นั่งสมาธิ สวดมนต์ จดจ่อกับสิ่งภายนอก เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ (เพ่งกสิณ) หรือจดจ่อกับสิ่งที่ศรัทธา

#ทำไมสมาธิถึงไม่เกิด

– จมในความอยาก มีกำหนัดในกาม (ไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างว่าเท่านั้น แต่หมายถึงความปรารถนาทั้งรูป รส กลิ่น เสียงทั้งหลาย) จิตมืดมัวไม่แจ่มใส

– จมในความไม่พอใจ โกรธแค้นเกลียดชัง

– จิตหดหู่ ง่วงซึม เคลิบเคลิ้ม

– ความฟุ้งซ่าน รำคาญ กระสับกระส่าย เกิดความกระเพื่อมตลอด

– ความสงสัย เพราะไม่รู้ จึงเกิดความลังเลไม่แน่ใจ มีอะไรมากวนใจจนไม่อาจทำให้สงบได้

1.2 เจริญสติเพื่อพัฒนาจิต

ถ้าการทำสมาธิเหมือนการลงทุนโดยใช้เงินทุนขนาดใหญ่ (ต้องทำจิตให้นิ่ง เดินจิตสงบ ซึ่งอาจทำได้ยาก ) การเจริญสติจึงเหมือนการหยอดกระปุก ทำทีละน้อย ทำได้บ่อยๆ ทั้งสองวิธีล้วนนำไปสู่การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริง

เจริญสติ คือ การรู้สึกตัว ไม่ว่าจะยืน เดิน นอน นั่ง ขยับนิ้ว ดูลมหายใจ กะพริบตา จนไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การดื่มน้ำ กินข้าว พับผ้า ปลูกต้นไม้  หรือแม้แต่การออกกำลังกาย เช่น โยคะ ชี่กง ไท๊เก๊ก การเดิน อย่างตั้งใจ ทำอย่างรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก็ถือว่าเป็นการเจริญสติ

ทำเช่นนี้ เราจะไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปคิดเรื่องอื่น เพียงแค่กลับมารู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อมีอะไรมากระทบทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เพียงรับรู้ไม่หลงไปกับอารมณ์ต่างๆ

เมื่อรู้ตัวและปล่อยวางสิ่งที่รู้ก็จะไม่ตอบสนองต่อความคิดที่ผุดในสมอง ความกลัว หรือความหลงในใจ  เพราะการมีสติรู้ตัวทางกาย จะนำไปสู่การมีสติรู้ตัวทางใจในที่สุด

เพียงมีสติรู้สึกตัว ขั่วขณะนั้น เราจะไม่มีอดีต อนาคต ไม่มีความคิดอื่นใด มีแต่ปัจจุบันขณะ แล้วจะพบความจริงที่ว่า ความเป็นตัวตนที่เรายึดมั่นถือมั่น คือสิ่งที่ความคิดของเราสร้างขึ้นนั้น ไม่ใช่จิตเดิมแท้ของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เราก็จะปล่อยวางตัวตนได้ในที่สุด

#ทำไมต้องเห็นความจริง

คนที่ทำสมาธิ หรือเจริญสติช่วงแรกๆ จิตมันไหลไปตามอารมณ์เรื่อยๆ เรียกว่า จิตฟุ้งซ่าน เหมือนกระรอกปีนสายไฟ ส่วนจิตที่จงใจมากไปคือ การเพ่งจิต เห็นแต่ความนิ่ง เหมือนกระรอกถูกสตัฟฟ์ไว้  ซึ่งก็ไม่เกิดปัญญาเพราะไม่เห็นธรรมชาติของกายใจ

การทำให้เกิดจิตตั้งมั่น คือ การรู้ทันการเผลอและเพ่ง อยู่กับปัจจุบัน อย่าไปอยากทำให้ความคิดหมดไป เพราะมันฝืนธรรมชาติ

เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วจิตจะละเอียดมากขึ้น สามารถพ้นไปจากการพยายามรู้สึกตัว จะเกิดการถอดถอนตัวเองออกมาทำให้เห็นได้เลยว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของเรา เหมือนเราแค่กำลังมองดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

#แท้จริงแล้ววิปัสสนาคืออะไรกันแน่

ความหมายของวิปัสสนา มาจาก ‘วิเศษ’ และ ‘ปัสสนะ’ หรือ ทัศนา แปลว่า การเห็นที่วิเศษที่สุดในชีวิต คือ การเห็นตามความเป็นจริง เห็นความจริงนั่นเอง

พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ว่า วิปัสสนา คือ ยะถาภูตะ ญาณะ ทัสสะนัง ซึ่ง ทัศนะ คือการสังเกตอย่างตั้งใจ ญาณะ ด้วยปัญญา รู้ธรรมชาติของมัน ด้วยความจริง ยถาภูตะ แปลว่า อย่างที่มันเป็นไม่ใช่อย่างที่ท่านต้องการให้มันเป็นอย่างที่มันเกิดขึ้นจริงๆ นี่คือ วิปัสสนา ถ้ามองหาสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นก็เท่ากับว่ากำลังทะยานอยากในสิ่งที่ไม่มีอยู่ เราจึงต้องยอมรับสภาวะตามที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ แล้วเราก็จะได้เดินอยู่บนหนทางอันถูกต้อง

เมื่อจิตสามารถเห็นการแยกของอารมณ์ ความรู้สึก กาย ใจ ความคิดบ่อยๆ จะเกิดความรู้แจ้งว่า ตัวเราที่เที่ยงแท้ถาวรนั้นไม่มี เพราะทั้งกายใจไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นแค่วัตถุธาตุ (รูปธรรม) และความคิดปรุงแต่ง (นามธรรม) มากมายมหาศาลประกอบกันขึ้น เป็นของชั่วคราว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจากไป มันเป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้

แม้แต่รู้ ก็เป็นเพียงอาการรู้เฉยๆ  ไม่มีเราไปเป็นตัวตน เป็นผู้ดู ผู้ควบคุม เป็นเพียงกิริยาอาการสภาวะที่สืบต่อเนื่องสัมพันธ์ต่อกันเท่านั้น

เมื่อจิตยอมรับประจักษ์แจ้งต่อความจริงของชีวิตและจักรวาล จิตจะหยุดดิ้นรนแสวงหา วางความเป็นตัวตน ผู้รู้ และน้อมรับความเป็นจริง ณ จุดนั้น ประตูแห่งการรู้แจ้งได้เปิดออกสู่ชีวิตแล้ว

🤍2. แบบฉับพลัน (Sudden Way) ยกระดับจิตจนเกิดความรู้ความเข้าในในสัจธรรมความจริง หรือแนวทางของนิกายเซน

เซน ไม่ได้เกิดจากการเล่าเรียน สวดมนต์ หรือประกอบพิธีกรรม แต่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ลงลึกถึงแก่นของความเป็นจริง “จงมองให้ลึกลงไปในธรรมชาติแห่งตน”

เซนคือการถ่ายทอดโดยเฉพาะเจาะจงอันเป็นไปนอกพระสูตร ไม่ได้ถือตามถ้อยคำและตัวอักษร แต่จงชี้ตรงจี้ลงสู่ใจของมนุษย์เพื่อให้แลเห็นธรรมชาติของตนและบรรลุถึงภาวะแห่งการตรัสรู้

การปฏิบัติรูปแบบนี้ จะไม่ยึดมั่นในรูปแบบการปฏิบัติ แต่เข้าใจพื้นฐานการเจริญสติ และสามารถสร้างการตระหนักรู้อยู่ในปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติ

ซาโตริ คือการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน รู้แจ้งสภาวะความจริง ทุกสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือเป็นความว่าง ความเป็นเช่นนั้นเอง (suchness)

#ตัวอย่างคำสอนจากผู้รู้แจ้งในแนวทางแบบฉับพลัน

จิตใจที่ยึดติดย่อมไม่อาจหลุดพ้น

ปฏิบัติเพื่อละทิ้งความมีตัวตน ไม่มีการฝึกฝน ไม่มีจิตให้ยึดถือ ไม่มีสิ่งต้องใคร่ครวญ ไม่มีเป้าหมายที่ต้องไป เพราะเมื่อจิตเลิกสนใจการปรุงแต่ง มันก็มีอิสระที่จะเป็นในสิ่งเดิมแท้ที่เป็นอยู่

ตั้งอยู่ในตนเองให้ถ่องแท้ ความเป็นตัวเราที่เที่ยงแท้ไม่มีอยู่จริง

การบำเพ็ญภาวนาที่แท้จริง คือการเน้นไปที่การรู้ตนเอง ไม่ใช่รู้ในรูปต่างๆ แต่รู้ให้ลึกลงไปยังเนื้อแท้ของสรรพสิ่ง

มองดูสรรพสัตว์ด้วยดวงตาแห่งความกรุณา เมตตาและปัญญา

#สิ่งที่ควรรู้ก่อนการปฏิบัติแบบฉับพลัน

– เหมาะกับผู้มีปัญญาและมีความพร้อมพอสมควร มีโยนิโสมนสิการ คือมีความใส่ใจในการพิจารณาทุกสิ่งอย่างละเอียด เข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง

– ไม่เหมาะกับผู้มีอีโก้สูง เพราะเป็นวิธีที่ไม่ใช้อัตตาเลย

– ไม่ยึดติดรูปแบบ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย (ปฏิบัติแบบเกียจคร้าน) เพียงแค่หนทางนี้จะตัดทอนความรุงรัง ความเรื่องเยอะของพิธีกรรมและกุศโลบายต่างๆในการฝึกจิตเพียงเพื่อไม่ให้เราไปยึดติดในพิธีการต่างๆจนไปบดบังการเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของจิต

ส่วนตัวเจ้ค่อนข้างเอนเอียงมาทางเซน เนื่องจากปกติก็ไม่ได้มาสายเคร่งศาสนา สวดมนต์ เข้าวัด หรือนับถือกราบไหว้เป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ต่างๆ แม้ท่านเหล่านั้นจะน่าเลื่อมใสก็ตาม

อันที่จริงเจ้อยากมีเวลาศึกษาคำสอนของศาสนาคริสต์ อิสลาม และฮินดู อย่างละเอียดด้วย เพราะอยากลองหาความเชื่อมโยงของศาสนาหลักๆบนโลก

ใดๆก็แล้วแต่ วันที่พบว่าตัวเองตื่นรู้ มันกับเป็นสภาะวะที่เรียบง่าย ที่จู่ๆก็เข้าใจธรรมชาติของจิตไปเอง แม้จะเกิดหลังจากที่ปวดหัวแทบแตกมาหนึ่งคืนก็ตาม สิ่งนี้ทำให้เจ้เชื่อในจิตเดิมแท้ของตัวเอง และค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อเราปฏิบัติถึงพร้อม คนที่จะช่วยให้เราเดินทางได้ถูกต้องคือจิตเดิมแท้ของเราเอง

คราวหน้าจะเล่าถึงกับดักของการปฏิบัติ จะได้มีทางหนีทีไล่ ให้เราไม่ติดกับดักนี้ง่ายๆ

ด้วยรักจากเจ้