017 อย่าทำอะไรแค่พอผ่าน

017 อย่าทำอะไรแค่พอผ่าน

ในช่วงวัยอย่างเราๆ คือวัยทำงาน จะเพิ่งเริ่มทำงาน ทำมาสักพักจนอยู่ตัว หรือทำมานานแล้วจนมองหาลู่ทางเกษียณ มันก็ถือว่าอยู่ในวัยเดียวกัน คือวัยทำงานนั่นแหละ

ตราบใดที่ยังได้ชื่อว่าอยู่ในวัยทำงาน อยากให้คิดว่างานทุกอย่างที่ผ่านมือเรา คือหน้าตา คือศักดิ์ศรี เป็นโลโก้ เป็นแบรนดิ้งของเราที่ออกสู่สายตาคนอื่น สมัยทำงานใหม่ๆ ไฟแรง อยากเรียนรู้มันทุกอย่าง ไม่กลัวความท้าทาย อะไรไม่เคยทำก็ลองทำใครให้ทำอะไร รับปากหมด ก็มีบ่นๆบ้างตอนงานเยอะ แต่ไม่เคยเกี่ยงงาน ถือว่าเราเป็นน้องน้อย มีคนให้โอกาสมาก็นับว่าดีมากแล้ว

พอทำงานมาหลายปีเข้า ความรู้สึกไฟแรง ความอยากรู้อยากเห็น ความกะตือรือร้น มันค่อยๆจางหายไป เพราะมีแต่งานที่อยู่ตัวแล้ว ทำมานานจนชิน ไม่ตื่นเต้นหวือหวา หรือรอคอยโอกาสใหม่ๆ เหมือนสมัยเป็นเด็กน้อยอีกแล้ว

เจ้คิดว่าถ้าเรายังคงเดินบนวงจรนี้ต่อไปโดยไม่ปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาตัวเองเลย เจ้ก็คงจะทำงานอย่างไม่มีความสุข ทำเพื่อให้มีรายได้เท่านั้น หรือทำเพื่อรอวันเกษียณ มันไม่มีความสนุก ความตื่นรู้แบบวัยเด็กหลงเหลือแล้ว

แต่ความคิดก็เปลี่ยนไปเมื่อได้พูดคุยกับรุ่นพี่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ที่สังเกตได้คือแต่ละคนได้ดิบได้ดีมีการงานที่ดีกันหมด

สิ่งหนึ่งที่เจ้เห็นว่าเป็นเคล็ดลับของคนเหล่านี้คือ พวกเขา ไม่ทำอะไรแค่พอผ่าน ไม่ทำแบบชุ่ยๆ ทำแบบลวกๆ แต่พวกเขาตั้งใจ ใส่ใจและบางครั้งถึงกับสละเวลาส่วนตัวมาปิดจ็อบให้มันสวยงาม เพราะพวกเขารู้ว่าผลงานที่ออกไป มันคือชื่อเสียง มันคือเครดิตของตัวเค้าเอง

และอีกหนึ่งสิ่งที่เจ้คิดว่าสำคัญในวัยทำงาน คือการคอยเติมไฟให้ตัวเองอยู่ตลอด ไม่ว่างานไหน ทำๆไป สักพักจะเข้าสู่โหมด Routine คือโหมดทำได้แบบอัตโนมัติให้เราทำสำเร็จด้วยความเคยชิน แต่อาจไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจากงานนั้นๆ

พี่ๆรอบตัวเจ้ที่พูดถึง เจ้สัมผัสได้ว่าพวกเขาใส่ใจพัฒนาตัวเอง ขวนขวายเอาเอง โดยที่ไม่ต้องรอให้องค์กรหรือใครมาป้อนให้พวกเขา บางคนอยากรู้เรื่องนี้ ก็ไปลงเรียนกับผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆเอง จ่ายเงินเอง นักเลงพอ

เมื่อก่อนเจ้ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเราต้องเสียเงินไปลงเรียนหาความรู้เองด้วย ในเมื่อบริษัทจ้างเรามา ก็มีหน้าที่ต้องพัฒนาหาหลักสูตร หา Trainer มาสอนสิ แต่อย่างที่บอก หลายๆความคิดมันเปลี่ยนไป

เมื่อเราโตขึ้น เจ้เริ่มทำแบบพี่ๆเค้า คือไปลงคอร์สเรียนเองเพราะรอให้บริษัทมาป้อนไม่ไหว เจ้คิดว่า มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะพัฒนา เติมฟืน เพื่อจุดไฟในตัวไม่ให้มอดดับ

อนาคตเราจะเป็นยังไงให้ดูว่าวันนี้เราทำอะไรกับตัวเองไว้บ้าง

ถ้าคิดจะเติบโตในหน้าที่การงานอย่างมีคุณภาพ อะไรที่ทำแล้วเสียชื่อเสียง เสียเครดิต อย่าไปเสี่ยงทำ แต่อะไรที่เป็นงานของเราแล้ว ก็อย่าทำครึ่งๆกลางๆ หรือทำแค่พอผ่าน เพราะผลลัพธ์มันก็จะออกมาแบบดาษดื่น ไม่เป็นที่น่าจดจำ เพราะไม่ได้ทำด้วยความทุ่มเทเพื่อเรียนรู้

Only when we are no longer afraid do we begin to live. – Dorothy Thompson, Journalist

เมื่อความกลัวหมดไป เมื่อนั้นเราเริ่มต้นที่จะใช้ชีวิตลองเลิกกลัวที่จะทำอะไรให้สุดตัวดูสักครั้ง อาจจะพบสิ่งดีๆรออยู่ก็ได้นะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

016 The Promise Keeper

016 The Promise Keeper คนประสบความสำเร็จ คือนักรักษาสัญญา

เล่มนี้สารภาพว่า ถ้าเดินเลือกเองในร้านหนังสือ คงไม่หยิบมา เพราะไม่ได้ชอบงานเขียนแนวคำคมเท่าไหร่ แต่เพราะโดนป้ายยาจากลุ่มหนังสือควรอ่านก่อนอายุ 30 ในเฟซบุ๊ค

เห็นหลายคนพูดถึง เลยซื้อมาอ่านซะหน่อยอ่านจบพบว่าแม้จะไม่ค่อยชอบสำนวนภาษาบางช่วง มันเป็นสำนวนประดิษฐ์หน่อยๆ อาจเป็นเพราะคนเขียนเคยบวชเรียนมาก่อนเลยผนวกเอาธรรมะเข้ามาในงานเขียนประปราย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อหาในเล่มก็ล้วนเป็นความปรารถนาดีที่ผู้เขียนอยากส่งมอบให้ผู้อ่านเล่มนี้แก่นของมัน ก็คือการที่เราสัญญาอะไรกับตัวเองไว้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้น ตื่นเช้า จะทำอันนั้นอันนู้น จะไม่ยอมแพ้ ฯลฯ สิ่งที่ต้องทำก็คือการไม่ผิดสัญญา

ตามชื่อหนังสือนั่นแหละ ต้องฝึกฝนระเบียบวินัยและรักษาสัญญาเพื่อสร้าง Small Winเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. การสร้างผู้นำ – การสร้างธุรกิจ Leadership & Business ตอนนี้เป็นตอนที่เจ้ค่อนข้างปวดหัว ด้วยไม่ชินกับสำบัดสำนวนสวยหรูอลังการเท่าไหร่ พอจะสรุปได้ว่า จะเป็นผู้นำ ต้องเป็นนักเรียนรู้อยู่เสมอ

• เป็นผู้สร้าง (สร้างคน กรุยเส้นทาง)

• เป็นนักสำรวจ (ภายในตัวเอง ก่อนจะเลือกเส้นทางภายนอก)

• นักทำให้สำเร็จ เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องทำให้จบ อาจจะแพ้ แต่ถ้าทำต่อไปก็จะแพ้น้อยลงเรื่อยๆ

• เป็นคนไม่หวั่นไหวง่าย

• เป็นคนฉลาด วางใจให้ถูกที่ ใช้ปัญญาให้ถูกจุด ทุกความสำเร็จเกิดขึ้นแล้วก็จะผ่านไปเสมอ แต่นิสัยที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดแล้วจะอยู่ติดตัวไปตลอด

• เป็นคนคิดบวก ถือคติว่าปัญหามา ปัญญาเกิด

• เป็นผู้ให้ ความสำเร็จไม่ใช่การไล่ล่าเพื่อให้ได้มา แต่เป็นการร่วมสร้างไปพร้อมกันกับทีม ยิ่งให้มากก็ยิ่งได้รับมาก

• ไม่เป็นแค่ผู้นำ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ฯลฯ

2. การสร้างทีม Team Building ยอบรับความแตกต่างทางความคิด รักษาจุดร่วม เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จะไม่มีค่าหากไม่มีทีมที่ดีพอ ไม่สำคัญว่าแพ้หรือชนะ แต่สำคัญที่ว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมหรือไม่ (ตอนนี้เจ้อ่านไปก็รู้สึกขัดใจบางตอน เช่นการบอกว่าให้สร้างทีมที่มีบรรยากาศเหมือนการมีเพื่อนสมัยประถม มันจะไปเทียบกันได้อย่างไร)

3. การสร้างตัวเอง Habit Changing, Mindset, Character การเปลี่ยนนิสัยตัวเองทำได้โดย ใช้ 5 กฎของความต่อเนื่อง ( The 5 Laws of Consistency) คือลงมือทำ ตาอยู่เป้าหมายใจอยู่ที่กระบวนการ เชื่อตนเองว่าทำได้ มีสมาธิต้องอดทน ศรัทธาในผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นได้ว่าการได้อ่านเล่มนี้ในเวลาที่ไม่ใช่ ทำให้รู้สึกว่าไม่ถูกจริต (คล้ายๆกับตอนที่อ่าน rich dad poor dad ตอนเด็กเลยไม่อินรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ไว้ถ้ามีโอกาสได้กลับมาอ่านอีกในอนาคตจะเล่าให้ฟังใหม่นะ )

แต่ก็ยังพอมีส่วนที่ชอบมากของหนังสือเล่มนี้ นั่นก็คือ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่มีวันหมดอายุ เป็นสิ่งที่เราต้องคอยสะสม สิ่งของนั้นมีร่องรอยแห่งการใช้งานหรือเก่าไปตามกาลเวลา แต่ประสบการณ์นั้นสดใหม่ และเพิ่มคุณค่าไปตามเข็มนาฬิกาเมื่อกลับมานึกถึงเสมอๆ

ดังนั้น สะสมสิ่งของได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ให้สะสมประสบการณ์ให้มากกว่า ถ้าสัญญาอะไรกับตัวเองไว้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ทำให้ได้นะ

เจ้เป็นกำลังใจให้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

016 ความสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ

016

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ

ในหนังสือ sapiens ประวัติย่อมนุษยชาติ (เล่มนี้ดีมากๆ เป็นกระแสไปทั่วโลกอยู่พักใหญ่ ไว้มีโอกาสจะมารีวิวว่าดียังไง) บอกว่ามนุษย์เราขึ้นสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารได้ ไม่ใช่เพราะเราเป็นเผ่าพันธ์ที่ล่าเก่ง หรือตัวใหญ่น่าเกรงขามจนสัตว์ชนิดอื่นเกรงกลัว แต่มันเป็นเรื่องของการที่มนุษย์เราจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มนุษย์รู้จักสร้างภาษาของตนเองที่มีความยืดหยุ่นในการอธิบายรายละเอียดได้ดีกว่ากว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ

และหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญของการอยู่ร่วมกันได้เป็นสังคมที่แข็งแกร่งของมนุษย์คือการถ่ายทอดข้อมูลต่อๆกัน เพราะมีการนินทา มนุษย์เลยรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน

การนินทาในที่นี้ น่าจะหมายถึงการพูดคุยเรื่องที่เรารู้จักกันดีทั้งผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ถูกพาดพิง อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไม่ดีทั้งหมดก็ได้ บางที การนินทามันก็แค่ ใครไปไหน ทำอะไรใหม่ นิสัยยังไง ใครแต่งงานกับใคร เรื่องทั่วๆไป ฯลฯ

สังเกตดูว่าเวลารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ มักจะมีการนินทาเป็นหนึ่งในกิจกรรมในการพบปะสังสรรค์กันเสมอแต่โลกเราทุกวันนี้ถูกห่อหุ้มไปด้วยเทคโนโลยี มีแอพลิเคชั่นต่างๆมากมาย ทำให้การติดต่อกับเพื่อนฝูงอาจไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันตัวเป็นๆแบบในอดีตเสมอไป

และปฏิเสธไม่ได้ว่า Social Media ได้ทำให้เราติดต่อเพื่อนได้ง่ายขึ้น รู้สึกว่าใกล้ชิดกันขึ้น เหมือนได้ติดตามเรื่องราวของเพื่อนผ่านหน้าจอมือถืออยู่ตลอด แต่ไม่รู้ทำไม พอเจ้ยิ่งโตขึ้นกลับพบว่าจริงๆแล้ว การได้เจอเพื่อนๆหรือพี่ๆที่รู้จักกันตัวเป็นๆกลับรู้สึกดีกว่าการแค่กดไลค์ หรือคอมเม้นให้กัน มันเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ

เร็วๆนี้เจ้เพิ่งมีนัดกินข้าวกับพี่ๆที่ทำงานเก่า นานทีปีหนจะเจอกันทีนึง ไม่ค่อยได้ติดตามชีวิตในโลกโซเชียลเท่าไหร่หรอก แต่พอเจอกัน ไม่ได้รู้สึกว่าสนิทกันน้อยลงเลย กลับรำลึกถึงความหลังเก่าๆ ตอนยังอยู่ที่ออฟฟิศเดียวกัน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเติบโตในสายงานของตนเอง มีความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นจากปากเค้าเอง เพราะคงไม่มีใครเล่าทุกอย่างลงโซเชียลมีเดีย ถ้าอยากรู้ อยากเข้าใจเขา ก็ต้องหาเวลามาเจอกัน

เช่นเดียวกับการที่เจ้ก็พยายามพบปะเพื่อนๆแต่ละกลุ่ม บางคนก็เจอกันบ่อยบ้าง บางคนก็นานๆเจอทีบ้าง แต่ก็ติดต่อกันเป็นระยะให้รู้ว่าคิดถึงและไม่ได้หายไปไหนยังยืนยันว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้จะมีเงินทองมากมาย มีงานการดีๆ มีครอบครัวดี มีคู่ชีวิต แต่หากความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไม่ดีแล้ว ยากที่จะมีความสุข เพราะเราจะรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนตัวคนเดียวในโลก

เจ้จึงอยากให้น้องได้หาเวลาไปเจอเพื่อน เจอสังคมที่ห่างหายกันไปบ้าง การได้ไปเม้ามอยกับเพื่อนฝูงกับกลุ่มหรือเดอะแก๊งของเรา เป็นรากเหง้าของการที่มนุษย์อยู่รอดมาถึงทุกวันนี้

เจ้เชื่อว่าถ้าเราบาลานซ์ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเราได้ดี เราจะห่างไกลจากโรคซึมเศร้า และมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย

หาเวลานัดเพื่อนๆไปกินข้าว ไปเที่ยวกันบ้างนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

015 จงอุดความเสี่ยงในตอนที่ยังทำได้

 015

จงอุดความเสี่ยงในตอนที่ยังทำได้

ย้อนกลับไปช่วงปี 2012 ที่ม้ารักษาตัวจากมะเร็งปอด ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนเป็นเดือนๆ ช่วงนั้นเจ้ทำงานแถวสีลม ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล ก็เลยได้เป็นคนที่ไปนอนเฝ้าม้าตลอดเพราะสะดวกที่สุดม้าต้องรับการรักษาตามขั้นตอน และหนึ่งในนั้นคือการฉายแสง ซึ่งไม่สามารถทำที่รพ.นี้ได้ จึงต้องทำเรื่องไปฉายแสงที่โรงพยาบาลรัฐที่มีเครื่องมือครบครันและหมอเฉพาะทางแทน

เป็นการรักษาแบบไปเช้าเย็นก็กลับมานอนที่รพ.กรุงเทพคริสเตียนเหมือนเดิม และแน่นอนว่าเพราะเป็นการประสานงานจากโรงพยาบาลด้วยกัน จึงทำให้ได้คิวฉายแสงเร็วกว่าปกติที่ต้องรอร่วมเดือนเช้าวันที่นัดฉายแสง รถพยาบาลมารับม้าไปรพ.รัฐแห่งนั้น เจ้ต้องไปทำประวัติคนไข้ใหม่ให้ม้า ใช้เวลานานมาก ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะได้เสร็จ

จากนั้นก็พาม้าขึ้นไปรอที่ตึก รอตั้งแต่เช้ายันบ่ายแก่ๆ ระหว่างรอ เจ้เห็นภาพคนไข้คนอื่นๆที่รอเหมือนกัน รอด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นสุขเอาซะเลย ยังจำได้ดีว่ามีคุณป้าคนนึงบ่นกับคนข้างๆบอกว่ากว่าจะได้คิวรอมาตั้งหลายเดือน พอถึงวันแล้วยังต้องมานั่งรอทั้งวันอีก ต่างคนก็ต่างรอ เป็นภาพที่ชวนหดหู่เสียจริง หารอยยิ้มของทั้งคนไข้และพยาบาลไม่เจอ

พอถึงคิวของม้า ก็เข้าห้องไปทำแป๊บเดียวไม่ถึง 10 นาทีเสร็จ แต่ก็ต้องไปรออีกเป็นชั่วโมงเพียงเพื่อจะจ่ายเงินวันนั้นกว่าม้าจะกลับถึงรพ.เข้าห้องนอนพักผ่อน ก็ค่ำพอดี

เจ้คิดในใจว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่เข้ารพ.รัฐ เลย มันต่างกันมากทั้งบรรยากาศ การบริการ ความรวดเร็ว ราคาของสองโรงพยาบาล

เจ้คิดว่าถ้าเลือกได้เราก็ไม่ควรไปเบียดเบียนคนที่เค้าจำเป็นต้องไปรพ.รัฐจริงๆช่วงนั้นที่ม้านอนรพ. บิลค่ารักษามาเก็บทุก 3 วัน ป๊าเอาบิลสรุปค่าใช้จ่ายค่ารักษาม้าที่รพ.จากบัตรเครดิตให้ดู พบว่าเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท

เจ้หน้าซีดเป็นเผือก และนึกในใจว่าถ้าถึงตาเจ้ต้องเข้ารพ. บ้าง เจ้คงจะไม่กล้าเสียเงินหลักล้านแบบป๊าแน่ๆ เราทำงานเก็บเงินมาแทบตาย จะเอาไปลงกับค่ารักษาหมดคงทำใจไม่ได้

เจ้จึงทำประกันสุขภาพเป็นเบี้ยจ่ายทิ้งรายปี เพราะสุขภาพเราแม้จะดูแลดีแค่ไหน แต่เราไม่รู้ว่าวันไหนจะแจ็คพอตเจอโรคที่ไม่คาดคิดขึ้นมา และเจ้คิดว่าจะพึ่งแต่ประกันของบริษัทไม่ได้ (เพราะถ้าวันไหนลาออกหรือไม่ได้ทำงานประจำแล้ว สวัสดิการตรงนี้ก็จะหายไป) และเจ้ก็ไม่อยากไปเบียดเบียดใช้รพ.ประกันสังคมด้วย (เคยเห็นว่าการบริการผู้ป่วยทั่วไป กับผู้ป่วยประกันสังคม ที่แตกต่างราวฟ้ากับเหวมาแล้ว แม้จะเป็นโรงพยาบาลเอกชน)

จนเมื่อปลายปี 2019 ที่เจ้ต้องผ่าตัดที่โรงพยาบาล BNH เป็นการตรวจเจอปุ๊บ นัดวันผ่าภายในอาทิตย์เดียวกันเลย คุณหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน ดูแลดีมาก ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย บิลออกมา 6 หลัก แต่ยิ้มออกเพราะไม่ต้องจ่ายเองซักบาท

เจ้รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ได้ตัดสินใจอุดความเสี่ยงตั้งแต่ตอนที่ร่างกายตัวเองยังแข็งแรงครบถ้วนดีอยู่ ถึงได้มีโอกาสเข้าผ่าตัดเร็วไม่ต้องรอเป็นเดือนๆ ไม่ต้องโดนพยาบาลทำหน้าปั้นปึ่งตะคอกใส่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ต้องอดทนรักษาตัวเอง แค่ไปรพ.หาหมอได้เลยไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายต่างๆ

ดังนั้นแล้ว ถ้าเรามีรายได้ นอกจากการเก็บออม และลงทุนแล้ว การเจียดเงินมาทำประกันสุขภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ใช้เงินเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดี

มันคล้ายกับการที่เรามีร่มติดตัวไว้ วันไหนที่ฝนตก เราก็ไม่ต้องตัวเปียกเดินตากฝน เราเลือกได้ว่าจะซื้อร่มตั้งแต่วันที่ยังแดดออกอยู่ หรือค่อยไปหาร่มเอาหน้างานตอนที่ฝนตกแล้ว

ทุกอย่างเลือกได้อยู่ที่การตัดสินใจของเราเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

014 เสียน้อยเสียมาก เสียมากเสียง่าย

014

เสียน้อยเสียมาก เสียมากเสียง่าย

เร็วๆนี้ ที่บ้านดูบัวของเราต้องซื้อของด่วนเพราะจะมีคนย้ายมาอยู่ใหม่เพิ่มอีก 3 ห้องแบบชนิดที่ว่าไม่มีเวลาให้เตรียมตัว

เนื่องจากเป็นห้องที่ไม่ได้ปล่อยเช่ามานาน เจ้ต้องซื้อฟูก ซื้อทีวี ซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นและอีกหลายอย่างใหม่หมดเลย

เจ้ขับรถไปดูเตียงที่ร้านเฟอร์นิเจอร์แถวบ้าน เพราะเป็นสิ่งจำเป็น อันอื่นรอได้ แต่เตียงและฟูกรอไม่ได้ ปรากฎว่าแพงมาก แต่ก็ต้องกัดฟันจ่ายเงินไป เพราะแข่งกับเวลา

ทีนี้ด้วยความเสียดายเงิน สำหรับห้องที่เหลือยังพอมีเวลาเตรียมของ เจ้เลือกสั่งของผ่านทางแอพลิเคชั่นยอดฮิตสามพยางค์ ของอื่นๆไม่มีปัญหา แต่ติดอยู่อย่างเดียวที่เป็นปัญหาใหญ่เลยคือ ฟูก เจ้เลือกสั่งจากร้านที่มีรีวิวดี ในรูปดูดี ราคาโอเค แต่ปรากฎว่าพอฟูกจริงมาถึง มันใช้ไม่ได้ มันกลายเป็นแค่เบาะรองนอนบางๆเท่านั้น มันไม่ใช่ฟูก

เจ้เสียเวลาทำเรื่องคืนของ โดนปฏิเสธจากร้านค้า และเราก็คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะคนขายเป็นคนจีน (แต่ส่งของจากไทย) ต้องติดต่อให้แอดมินช่วยเหลือ พอส่งคำร้องเป็นผล ก็ต้องส่งสินค้ากลับ เจ้ขับรถไปดูบัวเพื่อขนเอาของไปส่งคืนที่ไปรษณีย์

แต่พอเป็นฟูกใหญ่ๆที่อัดแน่นลงถุงเบ้อเร่อมา 4 ถุง ไปรษณีย์เค้าไม่รับคืนเนื่องจากบาร์โคดคืนของมีอันเดียว แต่สินค้า(ฟูก) มี 4 ชิ้น ต้องเสียเวลาคุยกับเจ้าหน้าที่แอดมินให้ประสานงานให้ส่งคนมาเอาของเอง

เจ้ก็ต้องขับรถเอาฟูกกลับไปไว้ที่ดูบัว ลุ้นว่าเมื่อไหร่ขนส่งจะมาเอาไป พอเอาไปแล้ว ก็ลุ้นต่อว่าจะส่งถึงคนขายมั้ย และก็ตามคาด ขนส่งหาที่อยู่คนขายไม่เจอ ของก็เลยค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ต้องลุ้นต่อว่าเมื่อไหร่จะได้เงินคืน

เจ้สั่งของตั้งแต่กลางเดือนมกรา พอมีปัญหาและส่งสินค้าคืนตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โทรหาเจ้าหน้าที่แอดมินแทบจะทุกวันเว้นวันเพื่อติดตามเรื่องนี้ เปลี่ยนคนรับสายตลอด ต้องคอยอธิบายเรื่องใหม่ตลอด สูญเสียทรัพยากรไปตั้งเท่าไหร่ ค่าน้ำมัน เวลา และแรงกายที่ต้องยกของเอง อธิบายเรื่องเดิมๆเป็นสิบครั้ง

ที่สำคัญคือสภาพจิตใจที่กระวนกระวายไปไม่รู้เท่าไหร่กับการตามเรื่องนี้เพื่อให้ได้เงินคืน

เรื่องนี้เป็นบทเรียนชั้นดีให้เจ้เลยว่า ของที่มันต้องใช้ ถ้าไม่เห็นกับตา หรือไม่ใช่แบรนด์/ยี่ห้อ ที่คุ้นเคยดี ห้ามซื้อจากออนไลน์เด็ดขาด ยอมจ่ายแพงหน่อย แต่ได้ของที่เรามั่นใจว่าดีแน่ๆ ไม่จกตา ไม่ต้องลุ้นหน้างานน้องจะวัดดวงเอาก็ได้ แต่เจ้ขอบาย เข็ดจริงๆ

เรื่องนี้ถ้าป๊ารู้ ก็คงจะด่าตามเคย ว่า เอ็งมันเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

ก็อย่าได้พลาดแบบเจ้แล้วกัน

เตือนแล้วนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

013 ศิลปะแห่งการเป็นเป็ด

013

ศิลปะแห่งการเป็นเป็ด

จริงอยู่ว่าชีวิตเราควรจะมีความมุ่งมั่นกับอะไรบางอย่างให้มากพอเพื่อที่จะเป็น Mastery หรือเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เจ้ก็คิดว่าการทุ่มเทแบบนี้น่านับถือยิ่งนัก และสังเกตได้ว่าคนเก่งๆ ที่เฉพาะทางเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่มีใครทำอะไรแค่ปานกลาง ทุกคนทุ่มสุดตัวทั้งพลังกายพลังใจและสละเวลาส่วนใหญ่ให้สิ่งที่ทุ่มเทกันทั้งนั้น

แต่ในฐานะที่เจ้เป็นคนธรรมดาๆ ไม่เคยได้ทุ่มเททำอะไรสุดตัวกับเค้าสักที เพราะเมื่อก่อนเจ้เป็นคนที่สนใจสิ่งใหม่ๆนะ แต่เบื่อง่าย ขี้เกียจ และไม่ค่อยจะมีวินัย ทำได้แป๊บๆก็เลิกราไปเสียดื้อๆ

เจ้ค้นพบว่าพอโตขึ้นมา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เก่งสุดทางซักอย่าง เหมือนเป็ดที่บินก็ไม่ได้ วิ่งก็ไม่เร็ว แต่เจ้ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขเพราะไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับใครและพอใจในความเป็นเป็ดของตัวเอง

เวลาว่างจากการทำงาน เจ้ชอบอ่านหนังสือ อ่านหลายแนว แล้วแต่ว่าช่วงนั้นจะอินกับอะไร แรกเริ่มเดิมที เจ้เริ่มอ่านหนังสือได้เพราะป๊ากับม้าชอบซื้อหนังสือนิตยสารให้อ่าน ตอนเด็กๆจะซื้อการ์ตูนพวกโคนัน วันพีซ โตมาหน่อยก็ขยับเป็น แฮรี่ พ็อตเตอร์ นิยายแปล อ่านมันทุกแนว อะไรขึ้นหิ้งหนังสือขายดีที่ร้าน เจ้ขอตังป๊าม้าซื้อตลอด ทำให้พอโตมาเจ้เคยชินกับการอ่าน และไม่รู้สึกว่าทรมานที่จะอ่าน

ซึ่งต้องขอบคุณประสบการณ์วัยเด็กที่ช่วยสั่งสมให้รักการอ่าน เพราะเจ้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากการอ่านนี่เองเจ้มีความสุขในการซื้อปากกา เครื่องเขียน สติ๊กเกอร์สวยๆ กระดาษต่างๆเอาไว้เขียนการ์ดหรือวาดอะไรเรื่อยเปื่อย

มีช่วงนึงอยากวาดสีน้ำ ก็ไปให้เพื่อนที่เรียนด้านนี้สอนเลย และก็ได้ผลงานติดบ้านด้วย

เจ้เขียน Calligraphy เพราะมีหลายคนบอกว่าลายมือสวย ก็ลองฝึกดู ช่วงฝึกหนักก็ไปเรียนจริงจัง เขียนเช้าเขียนเย็น เขียนจนหมึกหมดเป็นขวดๆ จนพอเขียนได้แล้วก็เลยไม่ได้เขียนบ่อยเท่าตอนฝึกใหม่ๆแล้ว ก็คิดว่าทำได้ดีในระดับนึงนะ

ล่าสุด แม่พี่พีทชวนเจ้ไปนวดหน้า ไปบ่อยเข้าก็เกรงใจกะว่าจะลงคอร์สนวดหน้าเอง แต่ก็จับพลัดจับผลูลงเรียนนวดหน้าแทนซะงั้น แรกเริ่มเดิมทีก็เขินหน่อยๆ เคยแต่เป็นคนนอนให้คนอื่นนวด พอต้องมาเป็นคนลงมือนวดหน้าเองมันก็เหมือนฝึกสมาธิไปในตัว

ซึ่งนอกจากการได้นวดหน้าบ่อยๆแล้ว เจ้ก็ได้วิชาติดตัวมานวดให้คนใกล้ตัวด้วยซะเลย ป๊า แม่ พี่พีท ตุ่น ผ่านมือเจ้มาหมดแล้ว ก็ค่อยๆพัฒนาฝีมือกันไปการเป็นเป็ดไม่ใช่เรื่องน่าอาย ทำได้หลายๆอย่างก็ถือเป็น Life Skill อย่างหนึ่ง

แต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเรามี Fixed Mindset หรือปิดโอกาสตัวเองโดยการบอกตัวเองว่าทำไม่ได้หรอก

ลองเปิดใจดู และจะพบว่า สิ่งเหล่านี้ ถ้าใช้เวลาไปกับมันแล้วสุดท้ายไม่ได้ยึดเป็นอาชีพหรือทำรายได้ให้เรา อย่างน้อยเราก็มีงานอดิเรกเพิ่มมาอีกอย่าง

เป็นการลับสมองให้ตื่นตัวกับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

012 พี่หนูเล็ก ณ ปากน้ำ

012

มองให้ดี เธอจะเห็นสิ่งดีๆซ่อนอยู่

เวลาว่างจริงๆ แบบไม่มีอะไรทำ หากลองไม่หยิบโทรศัพท์มือถือ แล้วเงยหน้าขึ้นสังเกตสิ่งรอบตัว

ถ้าพิจารณาดีๆ จะพบว่า แม้แต่คนที่เดินผ่านไปผ่านมา หรือคนที่เราเห็นอยู่ทุกวันก็ให้ข้อคิดอะไรบางอย่างได้

หน้าร้านทองโง้วไทยฮั้ว ณ ตลาดปากน้ำ จะมีแม่ค้าขายกะหรี่ปั๊บอยู่หน้าร้าน ชื่อพี่หนูเล็ก พี่เค้าเป็นคนจังหวัดยโสธร วัยกลางคน อายุสี่สิบกว่า มีลูกสามคน พี่หนูเล็กเก่งทำขนม ทำได้สารพัด เพราะเคยเป็นลูกน้องในร้านเบเกอรี่ ก่อนจะออกมาทำกะหรี่ปั๊บขาย พอเจ้ย้ายมาอยู่แถวนี้ เลยได้มีโอกาสเห็นวิถีชีวิต และเห็นตัวอย่างของคนที่มี Growth Mindset ของจริง เช่นพี่หนูเล็กเป็นต้น

พี่หนูเล็กเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่ยึดติดว่า ฉันขายอะไรก็ต้องขายอันนั้นไปตลอด ช่วงไหนมีเทศกาลอะไร แกจะทำขนมออกมาขายให้เข้ากับเทศกาลนั้น เช่น ช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา แกก็ทำขนมถ้วยฟูมาขาย โกยรายได้ไปเยอะมาก เพราะของแกอร่อย แพกเกจจิ้งดูดี สะอาดสะอ้าน

พี่หนูเล็กเป็นคนหูตาไว สังเกตสิ่งรอบตัวอยู่ตลอด บางทีเจ้โบกไม้โบกมือเรียกเค้าจากในร้าน ใช้เวลาแป๊บเดียวเค้าจะรู้ตัวแล้ว ไม่เหมือนกับเจ้ที่ไม่ค่อยสังเกตอะไรรอบตัวและมักจะจมดิ่งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ความที่พี่หนูเล็กหูตาไว ทำให้รับข่าวสารไวด้วย แกเลยเป็นคนแรกๆที่ปรับตัวใช้แอพเป๋าตังรับทรัพย์จากลูกค้าในตลาดเป็นเจ้าแรกๆ

ช่วงที่พี่พลอยหอบเอากล้วยจากสวนมาขายหน้าร้าน แกก็ลองเอากล้วยมาฝานเป็นแผ่นบางๆแล้วทอด หม้อเดียวกับที่ทอดกะหรี่ปั๊บนั่นแหละ แล้วเอามาคลุกผงปาปริก้าแพ็คลงถุงตั้งขายคู่กันไป

พี่หนูเล็กไม่ปิดโอกาสตัวเอง มีคนจ้างให้แกทำขนมอะไร แกไม่ปฏิเสธ รับทำหมด เช่นขนมเปียกปูนกะทิสด ทำ Snack Box ก็รับทำ มีออเดอร์เข้ามาก็ไปซื้อกล่อง ซื้อกระดาษทิชชู ซื้อน้ำผลไม้มาจัดเซ็ทคู่กับขนมของแก

พี่หนูเล็กเป็นคนน้ำไม่เต็มแก้ว เปิดรับความคิดเห็น รับคำวิจารณ์ ก่อนจะทำเมนูใหม่ๆมาวางขาย แกจะทำให้คนในร้านได้ชิมก่อน และถ้ามีคนติว่าหวานไป เค็มไป จืดไป แป้งแข็งไป ใส้น้อยไปเยอะไป เลี่ยนไป ฯลฯ แกน้อมรับและกลับไปปรับปรุง จนทำออกมาวางขายได้ในที่สุด

ถ้าแวะมาที่ร้าน จะเห็นว่าร้านแก นอกจะขายกะหรี่ปั๊บแล้ว จะมีเมนูอื่นๆหมุนเวียนมาเรื่อยๆ คนซื้อขาประจำก็อยากลอง เพราะรู้ว่าแกรสมือดี เพิ่มรายได้เข้ากระเป๋าสบายๆ

พี่หนูเล็กเป็นคนใฝ่รู้ และชอบทดลอง บ่อยครั้งที่เจ้ซื้อขนมนมเนยที่กำลังฮิตๆ จากในเมือง (กรุงเทพ) มาฝากคนที่ร้าน พี่หนูเล็กก็ได้ชิมด้วย ซักพักต่อมา เจ้จะเห็นมันวางขายอยู่หน้าร้านกะหรี่ปั๊บของเค้า

พี่หนูเล็กสอนอะไรหลายอย่างโดยที่เค้าก็ไม่รู้ตัว คนธรรมดาๆที่ไม่ได้ต้องเข้าคอร์สอบรมอะไร แต่กลับพัฒนาตัวเองอยู่เสมอๆ มันน่าทึ่งมากนะ

เพราะฉะนั้นแล้ว เจ้หวังว่าน้องทั้งสองจะมองเห็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง โดยเริ่มจากการมี Growth Mindset ก่อน อย่าปิดกั้นตัวเอง

และอย่าปิดตาตัวเองจากการก้มหน้าก้มตาดูมือถืออย่างเดียว ลองมองสิ่งรอบๆตัว มองให้ลึก มองให้ดี เราอาจเห็นสิ่งดีๆซ่อนอยู่

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

011 ภูกระดึง

011

จำตอนที่เราไปภูกระดึงกับญาติๆด้วยกันได้มั้ย

การเดินขึ้นเขา ให้ความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสนุก ทั้งเหนื่อย หอบ หิว ขาล้า ตื่นเต้นที่ได้เห็นวิวข้างทาง มันก็เหมือนความรู้สึกเวลาที่เราต้องการทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องทำงาน ฯลฯ มันมักจะมีหลายความรู้สึกประดังเข้ามาระหว่างทางจนบางทีก็ท้อจนอยากเลิกกลางทางแบบนี้แหละ

กลับมาที่การเดินขึ้นเขา อันที่จริงมันมีหลายทางให้เดินขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นทางที่มีคนทำไว้ให้ก็ได้ เจ้ก็เคยเห็นคนเดินขึ้นคนละทางมาแล้ว

หรือจะเป็นตอนที่แก๊งเราเราแบ่งออกเป็น 2 ทีม ทีมนึงปั่นจักรยานก็จะปั่นเส้นทางเลียบผาหมากดูก ผาจำศีล ผานาน้อย ผาเหยียบเมฆ ผาแดง และสุดท้ายที่ผาหล่มสัก

ส่วนอีกทีมที่เดินเท้า ใช้เส้นทางเดินผ่านน้ำตกไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายทั้งสองทีมก็ไปเจอกันที่ผาหล่มสักเหมือนกันอยู่ดี เปรียบได้ว่า เราทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวกันก็ได้

แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่อดทนพาตัวเองไปจนถึงจุดหมายก็จะไปกองรวมกันที่เดียวกัน ไปดื่มด่ำวิวสวยๆ ที่เป็นของขวัญให้คนที่มีความพยายาม

การที่เราเดินเท้านานๆไม่ได้ ก็อย่าไปน้อยใจคนที่ปั่นจักรยานว่าเขามีเครื่องทุ่นแรง

หรือการที่เราปั่นจักรยานนานๆไม่ได้เพราะเจ็บตูด หรือปั่นทางขรุขระไม่เป็นก็อย่าน้อยใจที่เราไม่มีตัวช่วย

ตราบใดที่โฟกัสของเราไม่หลุด และเราไม่หยุดที่จะไปต่อ จะเห็นว่าสุดท้ายเราทุกคนก็ไปเจอกันที่จุดหมายเดียวกันในวันนั้นอยู่ดี

ไม่ว่าตอนนี้น้องทั้งสองจะจะเดินไปทางไหน ก็ขอให้ถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพสักวันหนึ่ง

และ… ไว้หาโอกาสไปเดินเขากันอีกนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

010 Atomic Habits

010

Atomic Habits, Tiny Changes, Remarkable Results เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น

เล่มนี้เป็นหนังสือที่กำลังฮิตและถูกพูดถึงบ่อยมากในหมู่คนอ่านหนังสือในช่วงนี้

ถึงแม้ว่าเซนส์การเลือกร้านอาหารของเจ้จะไม่ได้เรื่อง แต่อยากอวดเบาๆว่าเจ้พลาดน้อยกว่ามากถ้าเป็นเรื่องเลือกซื้อหนังสือ บ่อยครั้งที่ซื้อมาแล้วอีกซักพักเล่มนั้นจะติดอันดับขายดีไปซะงั้น เล่มนี้ก็เช่นกัน ซื้อมาตอนวางขายใหม่ๆ ยังไม่มีคนพูดถึงเลย แต่ตอนนี้มันดังมากๆ แปลว่ามันต้องมีอะไรดี คนถึงได้อ่านเล่มนี้กัน (ก็แหงล่ะ หน้าปกโปรยไว้ว่า millions copies sold แปลแล้วกว่า 40 ภาษา)

หลังจากอ่านจบ มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เล่มนี้มีของดี เพราะในขณะที่เราพยายามหาความรู้เรื่องต่างๆรอบตัวมาตลอด แต่เล่มนี้กลับพาเรามารู้จักส่วนประกอบที่เล็กที่สุดในตัวเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะละเลย เพราะคิดว่าเรารู้จักตัวเองดีอยู่แล้ว จะเสียเวลามาศึกษาทำไม แต่อย่าลืมว่าอาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆมันก็เริ่มจากการงานเล็กๆก่อนเสมอกว่าจะเห็นออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง

Atomic คือสิ่งที่เล็กที่สุดในระบบ ซึ่งสิ่งเล็กๆเหล่านี้คือแหล่งที่มาของขุมพลังงานอันยิ่งใหญ่ ส่วน Habits คือ นิสัยหรือกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ นิสัยก็เหมือนดอกเบี้ยมันสะสมทบต้นไปเรื่อยๆที่จะให้ผลลัพธ์ในอนาคต ต่อไปอนาคตเราจะเป็นยังไง ถ้ามองย้อนกลับมา มันก็มาจากนิสัยล้วนๆ

โดยรวมแล้ว แก่นของหนังสือเล่มนี้คือ สิ่งเล็กๆคือตัวแปรสำคัญในการทำสิ่งใหญ่ๆในชีวิตให้เห็นเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเล็กน้อย ไม่สำคัญในตอนแรกเริ่มจะค่อยๆให้ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ถ้าตั้งใจทำสิ่งนั้นต่อเนื่องนานนับปี คุณภาพชีวิตเรามักขึ้นอยู่กับนิสัยการใช้ชีวิตของเราเอง

ถ้ามีนิสัยเดิมๆ ผลลัพธ์ก็ออกมาแบบเดิมๆ แต่ถ้าปรับนิสัยให้ดีขึ้นแล้ว อะไรก็เป็นไปได้ James Clear คนเขียนเค้าว่ามาแบบนี้เนื้อหาหลักๆของเล่มนี้คือ Model 4 ขั้นตอนในการสร้างนิสัยที่ดี คือ

* ทำให้ชัดเจน

* ทำให้น่าดึงดูดใจ

* ทำให้เป็นเรื่องง่าย

* ทำให้น่าพึงพอใจ

พยายามสั่งสมนิสัยทางบวก แม้จะใช้เวลานานในช่วงแรก แต่อดทนจนเมื่อก้าวข้ามหุบเหวแห่งความผิดหวังไปได้แล้ว ผลผลิตมันจะค่อยๆออกดอกออกผลให้เราเชยชมเอง

อย่าเพิ่งเครียดและกดดันไป เจ้เองก็ไม่ได้ดีเด่อะไร ยังมีนิสัยหลายอย่างที่ต้องปรับ เช่น การตื่นเช้า การกินอาหารที่มีประโยชน์ให้มากกว่านี้ ฯลฯ ก็ต้องค่อยๆปรับกันไป

รู้แล้วทำ = พัฒนาการ รู้แล้วไม่ทำ = ไม่รู้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

009 เพื่อนต่างวัย

009

เพื่อน ไม่ได้จำกัดว่าคือคนที่อายุเท่าๆกับเราเท่านั้น

เมื่อตอนเป็นเด็ก เจ้เคยมีความคิดว่า คนเป็นเพื่อนก็ต้องอายุรุ่นราวคราวเดียวที่เรียนปีเดียวกับเราสิ ถ้าโตกว่าเราก็ต้องเป็นพี่ หรือเด็กกว่าเรา ก็ต้องเป็นน้อง จะมาเป็นเพื่อนกันได้ยังไง และเราก็มักจะรู้สึกสนิทสนมกับคนต่างอายุได้ยากกว่าคนที่อายุเท่าๆกันกับเรา มันเหมือนมีกำแพงแห่งอายุกั้นมิตรภาพความเป็นเพื่อนไว้อยู่

ความคิดนี้จะเปลี่ยนไปเมื่อโตขึ้น เมื่อเจอคนมากขึ้น มีสังคมที่หลากหลายขึ้น และโดยเฉพาะเมื่อเจอคนที่คุยกันถูกคอ เข้าใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แนะนำติเตียนให้ฟีดแบกตรงๆแก่กันได้

ไม่ว่าคนๆนั้นจะอายุเท่าเราหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ความเป็นเพื่อนได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อเราเปิดใจให้เค้ารู้เรื่องราวส่วนตัวของเรา ไม่ใช่แค่เรื่องผิวเผินทั่วๆไป

พี่พลอย (พี่สาวพี่พีท) เป็นตัวอย่างที่ทำให้เจ้เห็นว่า คนเป็นเพื่อนกันไม่ต้องดูเรื่องอายุเลย พี่พลอยโตที่ออสเตรเลีย เรียนและใช้ชีวิตที่นู่นเกินสิบปี มีความคิดแบบเด็กฝรั่ง กล้าแสดงออก มีความมั่นใจ มีความคิดเป็นของตัวเอง และไม่ตามกระแสนิยม อาจะเพราะโตเมืองนอก พี่พลอยเลยทำอะไรหลายอย่างเป็นด้วยตัวเอง มีวินัย และรักสันโดษ พี่พลอยมีเพื่อนหลากหลายวัยมาก มีตั้งแต่เด็ก รุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเป็นสิบปี และที่พีคที่สุด พี่พลอยมีเพื่อนที่อายุ 70 กว่า เป็นเพื่อนแกจริงๆ แบบเพื่อนกันเลย ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบอาม่ากับหลาน มันอะเมซิ่งมากยังนับถือยู่เลยว่าพี่พลอยเป็นคนที่ไม่ต้องมีกรอบมาครอบใดๆ อิสระจากทุกสิ่งจริงๆ

เจ้เองเพิ่งจะมีเพื่อนต่างวัยก็ตอนทำงานไปแล้ว และค้นพบว่า เพื่อนต่างวัยนี้ทำให้เปิดมุมมองอะไรหลายๆอย่าง ด้วยความที่เราโตมาคนละช่วงเวลา มันเป็นความใหม่ที่เราไม่รู้และนึกไม่ถึง

บางทีการเปิดโลกกว้าง อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการออกเดินทางไปเที่ยวประเทศไกลๆ แต่เกิดจากจากได้คุย ได้สนทนากับเพื่อนต่างวัยแค่นี้เองป๊าเราก็เป็นอีกคนที่มีเพื่อนต่างวัยเยอะ มีทั้งเด็กกว่า อายุมากกว่า จะสังเกตได้ว่าคนที่มีเพื่อนต่างวัยมักจะเป็นคนที่ดูกว้างขวาง ทันสมัย เก่ง และมีเรื่องให้พูดคุยด้วยเยอะแยะไปหมด เพราะเค้ารู้รอบจากคนใกล้ตัวนั่นเอง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนวัยเดียวกันไม่ดีนะ ยังยืนยันว่าเพื่อนที่โตมาด้วยกันก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลกับเรามากที่สุดที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราทุกวันนี้ เพราะเป็นคนที่รู้จักเราดี ทุกซอกทุกมุม นิสัยบางอย่างก็มาจากการคลุกคลีกับเพื่อนวัยเดียวกันนี่แหละ มิตรภาพแบบนี้ก็ไม่ใช่จะเบ่งบานกันง่ายๆ ต้องรู้จักรักษาความสนิทและ Keep in touch อย่าให้ห่างหายจนกลายเป็นคนแปลกหน้าไป

ลองดูแล้วกันเนอะ อย่าปิดโอกาสรับใครเข้ามาเป็นเพื่อนเพียงเพราะเค้าอายุต่างจากเรา อาจจะได้พบความสัมพันธ์ดีๆที่คบหากันไปจนแก่เลยก็เป็นได้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis