047 ลูบหัวหมาแมวข้างทางบ้าง

047


ลูบหัวหมาแมวข้างทางบ้าง


กฏข้อสุดท้าย ในหนังสือ 12 กฏ ที่ใช้ได้ตลอดชีวิต (12 Rules for life) บอกไว้ว่า หยุดเพื่อลูบหัวแมวที่พบเจอตามถนน


ถ้าชีวิตนี้เหนื่อยนัก ก็ขอแวะพักชมความสวยงามข้างทางเสียบ้าง


และการเป็นผู้ให้ โดยเฉพาะกับน้องหมาน้องแมวจรจัดที่ไม่มีเจ้าของดูแล ก็ดูจะเป็นสิ่งดีๆ สิ่งสวยงามข้างทางอย่างหนึ่งที่เราพอจะทำให้เพื่อนร่วมโลกได้บ้าง


จริงอยู่ที่ว่าสัตว์ขาจรบางตัวดูน่ากลัว และดูไม่เป็นมิตร อาจด้วยสภาพแวดล้อมที่มันอยู่ทำให้ต้องระแวะระวังตัวตลอดเวลา และเนื้อตัวมอมแมมเพราะไม่มีเจ้าของคอยดูแลอาบน้ำตัดขนให้
แต่ว่าส่วนใหญ่แล้ว เวลาเข้าใกล้ แล้วตัวไหนไม่เดินหนี มักจะประสบความสำเร็จในการไปลูบหัว เล่นกับมัน


การได้เห็นหมากระดิกหาง หรือแมวมาอ้อนคลอเคลีย ทำให้ลืมเรื่องเครียดหรือปัญหาต่างๆลงอย่างไม่น่าเชื่อชั่วเวลานึงเหมือนเราตกอยู่ในภวังค์ เวลาที่เราลูบหัวเล่นกับมัน


บ้านเรามีโบอิ้ง ทินเดอร์ เหมียว ไข่มุก ที่เราดูแลด้วยความเอาใจใส่อยู่แล้ว


แม้เราจะรับมาเลี้ยงทุกตัวไม่ได้ แต่ขอให้ลองแบ่งปันความสุขไปให้หมาแมวจรดูบ้าง ให้ความรักความเมตตา โลกจะได้น่าอยู่ขึ้นสำหรับพวกมันบ้าง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

046 น้ำใจ เล็กๆน้อยๆ แต่ประทับอยู่ในใจนานแสนนาน

046


น้ำใจ เล็กๆน้อยๆ แต่ประทับอยู่ในใจนานแสนนาน


ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งที่ยังชื่นชอบการทำงานในออฟฟิศ เพราะได้เจอเพื่อนพี่น้องที่ทำงาน มีสังคมการทำงาน ได้เรียน อบรม พัฒนาตัวเองเสมอๆ เพราะต้องขยับไปทำงานที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ
และที่สำคัญคือสามารถแบ่งเวลาไปทำเรื่องส่วนตัวได้ มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงมากนักเท่ากับเป็นเจ้าของกิจการเอง


(แต่ก็นับถือบรรดาเจ้าของทั้งหลายเหมือนกันนะ ว่าเก่งมากๆที่บริหารจัดการธุรกิจและเรื่องส่วนตัวได้ลงตัว)


นอกเหนือจากตัวงานแล้ว และอีกสิ่งที่ทำให้การไปทำงานมีความหมาย คือการที่มีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ห้ำหั่นแทงข้างหลังกัน


เจ้โชคดีมากที่ในชีวิตการทำงาน ได้อยู่ในสังคมที่ดีมาโดยตลอด


และที่นี่ก็เช่นกัน ไม่รู้ว่ามันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือวัฒนธรรมองค์กรไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่ละคนจะชอบมีของกระจุกกระจิก หรือของกิน หรือการ์ด มอบให้เพื่อนร่วมทีมกัน รวมไปถึงคนที่ทำงานด้วยบ่อยๆ เหมือนเป็นการขอบคุณที่ซัพพอร์ตกันตลอดมา


และล่าสุด เพิ่งมีพี่คนนึงเอาบราวนี่มาให้ เพราะจำได้ว่าเจ้ชอบกิน เอากับเค้าสิ ซึ้งน้ำใจเลย
ผู้คนที่นี่ชอบกินข้าวหม้อเดียวกัน เสมือนอยู่บ้านเดียวกัน (ที่ออฟฟิศมีหม้อหุงข้าว ก็จะมีคนอาสาซื้อกับข้าวมาแล้วแชร์กัน)


เวลาใครไปเที่ยวที่ไหนกลับมาก็จะมีของมาฝากทีมเสมอๆ บางคนขายอาหาร ขายเครื่องดื่ม เป็นรายได้เสริม ก็ช่วยกันอุดหนุน ซื้อแจกบ้าง บางคนจำได้ว่าเราชอบอะไร ก็จะซื้อมาให้โดยไม่มีโอกาสอะไรพิเศษทั้งนั้น ไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ


มันเป็นอะไรที่น่ารักมาก นอกเหนือจากเรื่องการทำงาน การที่ออฟฟิศเต็มไปด้วยคนที่มีน้ำใจ มันสร้างบรรยากาศที่ดีให้รู้สึกว่าที่นี่อบอุ่น ไม่หนาวเย็นเยือกเปล่าเปลี่ยวตัวคนเดียว


ซึ่งเราสามารถสร้างได้ โดยการเริ่มจากตัวเราเองก่อน เพราะเราอาจไม่รู้ว่าน้ำใจเล็กๆน้อยๆของเรา อาจไปประทับอยู่ในใจใครบางคนตลอดกาล


เหมือนที่หลายๆคนในออฟฟิศของเจ้ทำให้เจ้รู้สึกแบบนั้นมาแล้ว


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

045 อยู่ให้เย็น นิ่งให้เป็น

045


อยู่ให้เย็น นิ่งให้เป็น


เคยอ่านเจอ พุทธพจน์ที่กล่าวว่า “สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นสงบ” ใจที่ไม่สงบนั้นมาจากความว่างเปล่าภายใน นั่นคือว่างเปล่าจากความสุข ว่างเปล่าจากคุณค่าและความหมายของชีวิต

เจ้ไม่ค่อยชอบอยู่ในที่เสียงดังๆ โหวกเหวกโวยวาย เต็มไปด้วยแสง สี เสียง แต่เล็กจนโตเลยไม่เคยเข้าผับบาร์กับเค้าสักที


อันที่จริง เมื่อวัยรุ่น วัยกำลังโต ไปสถานที่เหล่านี้ดูบ้างก็เป็นการเปิดหูเปิดตา สร้างสีสันความตื่นเต้นให้ชีวิต ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เมื่อเวลาผ่านพ้นไป โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สังเกตดูหลายคนก็คงจะไม่ได้พาตัวเองไปอยู่ที่เสียงดัง คนเยอะ บ่อยๆอีกแล้ว


ไม่รู้ว่าเป็นสัจธรรมหรืออย่างไร ที่ยิ่งอายุมากขึ้น
จากที่เคยไปไหนมาไหนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ วันนี้ เดินคนเดียวก็บ่อยไป


จากที่ต้องกินข้าวกันเป็นหมู่คณะ วันนี้กินกันสองคน สี่คน ก็มีไม่ได้รู้สึกว่าเหงาอะไร


จากที่เมื่อก่อนไปเที่ยวเมืองนอก แล้วต้องตามล่าหาซื้อของฝากกลับมาเป็น 10 -20 ชิ้น เพื่อฝากคนนู้นคนนี้ เดี๋ยวนี้เที่ยวก็คือเที่ยว ของฝากหาได้ก็ซื้อ หาไม่ได้ก็ไม่ได้ดิ้นรนอะไร


เมื่อก่อนส่งพวก Forward Email ให้เพื่อนๆทุกวัน เดี๋ยวนี้อีเมล์มีแค่เรื่องงาน และพวกโปรโมชั่นต่างๆ เรื่องส่วนตัวไม่ค่อยมีแล้ว


มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตวุ่นวายไปหมด เพราะความอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะกลัวว่าจะพลาดอะไรไป (FOMO- Fear of Missing Out) ตามกระแสจนเหนื่อย อะไรกำลังมาแรงต้องตามหามาครอบครองบ้าง


และมันก็เหนื่อยจริงๆนั่นแหละ


แต่เวลาก็สอน ให้เราเรียนรู้ว่าอะไรที่ควรเลี่ยง อะไรที่ควรใช้เวลาด้วย และหลายๆครั้งก็พบว่า อยากพาตัวเองเข้าใกล้ความสงบมากกว่าเดิม ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าทางธรรม บวชชี หรืออะไรทำนองนั้น เพราะเจ้ก็ยังไม่รู้สึกปล่อยวางได้ขนาดนั้น


นับว่าเป็นโชคดีของเจ้ ที่ได้มีโอกาสเข้าวัดเข้าวาอยู่บ้าง ด้วยเหตุจำเป็น คือมีคนไหว้วานให้ไป ก็เลยได้ไปใกล้ชิดทางธรรมอยู่บ้าง บวชเนขขัมมะ นอนวัด 3 วันก็ผ่านมาแล้ว สิ่งเหล่านี้บวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ค่อยๆหล่อหลอมให้เข้าใกล้ความสงบมากขึ้น


เวลาไปเที่ยว แล้วไม่ต้องไปสู้รบปรบมือกับนักท่องเที่ยว ถือเป็นสวรรค์และของขวัญของทริปนั้นเลย เมื่อไปแล้วมีแค่เรา คนในคณะที่ไปด้วยกัน และธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง มันยอดเยี่ยมมาก


เวลาทำงาน เจอเรื่องราวสารพัด ปัญหาสารเพ พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา ก็เป็นบททดสอบให้เรารับมือให้ได้ ต้องอยู่ให้เย็น นิ่งให้เป็น จิดใจก็จะสงบ ไม่ว่าจะเจอ


สถานการณ์ไหน สภาพแวดล้อมแย่เพียงใด ดินฟ้าอากาศเลวร้ายยังไง ถ้าข้างในสงบ ข้างนอกก็ทำอะไรเราไม่ได้จากที่เคยมองแต่ผู้คน คิดเยอะไปหมด ว่าทำอะไรดีนะ เค้าจะชอบไหมนะ วางแผนนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด เพราะอยากให้ทุกอย่างออกมาดี อยากได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของฝูง


เดี๋ยวนี้เฉยๆ แค่มองท้องฟ้าคนเดียวก็มีความสุขแล้ว การเข้าใกล้ธรรมะ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ หรือเรื่องของคนแก่ ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ลองศึกษาธรรมะดูบ้าง เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตที่สงบสุข
ไม่เข้าใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ไว้อายุเพิ่มอีกสักหน่อย ก็คงจะเข้าใจเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

044 คุณค่าที่ยึดถือ เป็นคุณค่าที่คู่ควร

044


คุณค่าที่ยึดถือ เป็นคุณค่าที่คู่ควร(ให้เรามีความสุขไปกับมัน)


โคชหนุ่ม The money Coach เคยบอกไว้ว่าการมีกระแสเงินสดจากทรัพย์สิน (Passive Income) ช่วยผ่อนแรงและลดความกังวลทางการเงิน ส่วนเงินที่ได้จากการทำงาน (Active Income) นั้น ทำให้รู้สึกชีวิตมีคุณค่า


แต่ถ้าเรากำลังรู้สึกว่า สิ่งที่เราทําไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย ทุกเช้าไม่มีแรงจะตี่นไปทํางาน ระหว่างวัน ก็คิดอยู่ทุกวันว่านี่เราทําอะไรอยู่ หรือ รู้สึกว่างานที่ทําปัจจุบันนี้ไม่เติมเต็มความสุขเอาซะเลย ไม่ได้ทําประโยชน์ให้ใครนอกจากเจ้าของบริษัท จนพาลคิดว่าตัวเองก็ไม่ได้มีค่าอะไรกับสังคม กับโลกใบนี้


ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ อาจหมายความว่างานที่ทําอยู่ไม่ได้ตอบโจทย์ คุณค่าที่ยึดถือ ( Personal Core Values )


โทนี่ ร็อบบินส์ โค้ชเรื่องความสุขชื่อดังได้กล่าวไว้ว่าความต้องการของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร สามารถจัดกลุ่มออกได้เป็น 6 อย่าง


1. ความมั่นคง มั่นใจได้ว่าเราจะสามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และได้รับความพึงพอใจ


2. ความไม่แน่นอน ความหลากหลาย ความต้องการสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลง การกระตุ้นใหม่ๆ


3. ความสําคัญ ความรู้สึกแตกต่าง พิเศษ ความรู้สึกเป็นที่ต้องการ


4. ความสัมพันธ์ ความรัก ความรู้สึกใกล้ชิด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบางคน หรือบางสิ่ง


5. การเติบโต การพัฒนาความสามารถใหม่ ระดับความสามารถที่มีอยู่เดิม หรือความเข้าใจ


6. การตอบแทน บริการ ช่วยเหลือ สนับสนุนผู้อื่น


แต่สิ่งที่ทําให้แต่ละคนรู้สึกว่าตัวเองมีความสําคัญอาจแตกต่างกัน บางคนอาจอยากมีเงินเยอะๆ เพราะเมื่อรวยก็รู้สึกว่ากลายเป็นคนสําคัญ


บางคนอาจอยากมีชื่อเสียง เพราะทําให้รู้สึกเป็นคนพิเศษ ในขณะที่อีกคน อาจรู้สึกว่าตัวเองสําคัญเมื่อได้อยู่ในกลุ่มคนที่มีความแตกต่างจากคนอื่น เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้เข้ามาโดยง่าย เป็นต้น
แต่อะไรล่ะ ที่จะตอบความต้องการใน 6 ข้อนี้


ก็ต้องใช้เวลารู้จักตัวเอง ค้นหาตัวเองต่อไป ว่าอะไรคือจุดที่พอดีของเรา


จุดที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในทุกวัน มีเงินทองเหลือใช้ ไม่เบียดเบียนใคร มีความภูมิใจในตัวเอง ฯลฯ


อย่าไปเลียนแบบชีวิตใคร เพราะคุณค่าที่เราต่างคนต่างยึดถือ ให้ความสำคัญ มันไม่เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน เจ้ก็สนับสนุนน้องเสมอ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

043 ทำไมผู้ชายถึงเป็นใหญ่

043
ทำไมผู้ชายถึงเป็นใหญ่ และดูมีอำนาจมากกว่าผู้หญิงทำไมโลกต้องรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ Gender Equality


อันที่จริงมันก็ไม่ผิดที่คนทั่วโลกจะรู้สึกว่า ผู้ชายมีภาวะผู้นำ หรือเป็นใหญ่กว่าผู้หญิง ไม่ใช่เพราะเรื่องทางกายภาพ รูปร่าง ความสูง ความแข็งแรง อะไรแบบนั้น แต่มันเป็นเรื่องที่ธรรมชาติคงสร้างให้ผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกันที่ตรงนี้จริงๆ


ในหนังสือ 1+1 = 3 หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม ( One plus One equals Three ) นั้น มีบทหนึ่งชื่อว่า “เมื่อการคิดกลายเป็นอุปสรรค” เป็นเรื่องของผู้บริหารหญิงชื่อ เชอริล แซนด์เบิร์ก ทำงานที่เฟสบุ๊ค ได้เป็นเทรนเนอร์บรรยายหัวข้อเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้หญิงควรทำเพื่อก้าวไปสู่จุดที่โตกว่าเดิมในหน้าที่การงาน นั่นคือ


“ให้เรียนรู้จากผู้ชาย”


ไม่ใช่เพราะว่าผู้ชายเก่งกว่าหรือฉลาดกว่า เธอบอกว่าสิ่งที่ฉุดรั้งผู้หญิงไว้ไม่ให้โต ไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นตัวผู้หญิงเองนั่นแหละ คือปัญหา


เพราะผู้หญิงมักจะตั้งใจฟังสิ่งที่คนอื่นพูด ใช้ความคิด ใส่ใจในการตอบคำถาม แก้ปัญหา ได้มากกว่า ในขณะที่ผู้ชายไม่ทำเลย เขาไม่ฟังและพวกเขาสนใจแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการ


ในช่วงท้ายการบรรยายของเธอครั้งหนึ่ง เธอได้บอกว่า ตอนนี้เข้าสู่ช่วงตอบคำถามแล้ว มีทั้งผู้หญิงผู้ชายยกมือถามกันเต็มไปหมด


จนเวลาผ่านไป 20 นาที เชอริล บอกว่า ขออีก 2 คำถามเท่านั้น เพราะจะกินเวลาช่วงต่อไป
หลังจากที่เธอตอบคำถามสองข้อนั้นจบลง ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนยกมือขึ้นถามอีกเลย

เพราะผู้หญิงทำตามกฏอย่างเคร่งครัด

ส่วนผู้ชายไม่สนใจ กลับยกมือถาม และก็ได้คำตอบนั้น


เห็นได้ชัดว่าผู้ชายมีอำนาจมากกว่า เพราะพวกเขาไม่คิดที่จะขออนุญาตคนอื่น พวกเขาทำสิ่งที่อยากทำ และไม่ได้กลัวการเป็นฝ่ายผิดมากเท่าผู้หญิง ผู้ชายคิดว่าการได้ผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นสิ่งสำคัญกว่าการทำสิ่งที่เหมาะสม


เชอริลบอกว่า ปัญหาใหญ่ของผู้หญิงนั้นคือการทำตัวแบบผู้หญิง คิดเยอะเกินไป ทำตามกฏอย่างเคร่งครัด ใส่ใจรายละเอียดเกินไป กังวลว่าสิ่งที่ทำจะต้องเป็นเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากเกินกว่าเหตุ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ธรรมชาติของผู้หญิงดูเป็นผู้ตามมากกว่าผู้ชายนั่นเอง



จากการที่โตมา เจ้เห็นด้วยนะ เอาตัวอย่างใกล้ตัวเลยคือ ป๊า กับ ม้า เป็นตัวแทน ผู้ชาย กับ ผู้หญิงได้เด่นชัดมาก


ป๊าจะชอบแหกกฎตลอด ไม่กลัวว่าจะเป็นคนที่ทำผิดระเบียบ ไม่สนใจเสียงเตือนรอบข้างเท่าไหร่
ตราบใดที่ป๊าคิดว่ามันไม่ได้เดือดร้อนใคร ส่วนม้าจะทำตามกฏระเบียบ อยู่ในกรอบเสมอๆ ใครว่าไงก็ว่าตามกัน ไม่หือไม่อือไม่เถียง


นี่เลยทำให้ผู้ชายยังเหนือกว่าผู้หญิงเสมอๆ


ปัญหาเลยไม่ใช่การคิด แต่เป็นการคิดมากเกินไปต่างหาก


บางทีเราก็อาจจะต้องลองสวมหมวกผู้ชาย ลองทำอะไรที่ขัดกับใจเราดูบ้าง ผลลัพธ์อาจจะออกมาดีก็ได้


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

042 หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม

042


1+1 = 3 หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม ( One plus One equals Three ) #oneplusoneequalsthree
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย เดฟ ทรอตต์ (Dave Trott) นักโฆษณา และผู้ก่อตั้งบริษัทโฆษณา 4 แห่ง ที่สร้างผลงานจนได้รางวัลไว้มากมาย และหนึ่งในบริษัทของเขาที่ชื่อ Gold Greenlees Trott ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบริษัทโฆษณาที่ยอดเยี่ยม


เล่มนี้มีความเจ๋งตรงที่ เนื้อหาในแต่ละบทไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และทั้ง 62 บทนั้นสามารถอ่านจบได้ภายใน 5 นาที เพราะจำนวนหน้ามีเพียง 2-3 หน้าต่อบทเท่านั้น


เรื่องเล่าที่เดฟเอามาใส่ในหนังสือ ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ผ่านมุมมองที่ตกผลึกแล้วของเดฟ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่อ่านง่าย คนทั่วไปเข้าใจได้ไม่ยาก และกระตุกต่อมความคิดได้เป็นอย่างดี


บางบทอ่านไปจะรู้สึกว่า เอ้ย เจ๋งอะ คิดได้ยังไง แบบนี้ก็ได้เหรอ มันพลิกแพลงให้เรามองหลายๆมุม ไม่ใช่แค่มองในมุมเดิมๆ กรอบเดิมๆ สมแล้วที่ทำอาชีพเป็นนักโฆษณา


เนื้อหาคงจะสปอยล์ไม่ได้มาก เพราะอย่างที่บอกว่าแต่ละเรื่องมันไม่ได้เชื่อมโยงกัน มันเป็นเหมือนนิทานอีสปสั้นๆ จบในตอน ถ้าบอกหมดมันจะไม่สนุก อ่านเองน่าจะได้อรรถรสที่ดีและเนื้อหาครบถ้วนมากกว่า


แต่หลักสำคัญที่ได้จากเล่มนี้ คือ
• การพลิกกล่องความคิดเราไปเรื่อยๆ ไม่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ

• ออกแบบทางเลือก อาจจะช่วยประหยัดเวลาในการตามเช็ดตามล้างปัญหาที่มีอยู่

• อย่าเกลียดชังหายนะหรืออุปสรรค เพราะบางครั้งมันคือโอกาสที่ปลอมตัวมาดึงศักยภาพในตัวเราออกมาให้เอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน

• ความโชคดีเกิดจากการเตรียมความพร้อมและโอกาสที่เหมาะเจาะ

เดฟหยิบยกเอาเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลมาค่อนข้างบ่อย
ใครที่ดูบอลเป็นหรือรู้เรื่องราวของทีมฟุตบอลในลีกต่างๆน่าจะเก็ทได้ไว และอินไปกับเรื่องราว เพราะขนาดเจ้ไม่ใช่คนดูบอล ยังชอบหลายๆเรื่องที่เดฟเอามาเล่า


มีเรื่องที่ชอบมากเกี่ยวกับการซื้อตัวผู้รักษาประตูของสโมสรฟุตบอลน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เพราะพวกเขาปั้นทีมให้สามารถยิงประตูได้แม่นยำแล้ว อีกสิ่งที่ต้องการคือโกลรักษาประตูเก่งๆ จึงได้ไปทาบทาม ปีเตอร์ ชิลตัน ที่ก่อนหน้านี้ ชิลตัน เล่นให้กับสโมสร สโตก ซิตี้


แต่ชิลตันไม่มั่นใจว่า สโมสรน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ จะมั่นคงพอที่เค้าจะย้ายไปหรือไม่ เทย์เลอร์ ผู้ช่วยผู้จัดการของสโมสรจึงจะขับรถไปหว่านล้อมให้ชิลตันตกลงเซ็นสัญญา


ไบรอัน คลัฟฟ์ ผู้จัดการทีมสโมสร ได้บอกว่าให้รอก่อน สัปดาห์หน้า ปีเตอร์ ชิลตัน จะแข่งที่ แมนส์ฟีลด์ ทาวน์ ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีชื่อ สนามเล็ก ห้องแต่งตัวเก่าโทรม ไม่มีห้องอาบน้ำอีก ผู้ชมก็น้อยนิด ชิลตันต้องคิดแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่โอกาสที่จะแสดงฝีมือ เขาควรจะเล่นในระดับนานาชาติด้วยซ้ำ เขาจะต้องผิดหวังมากหลังจบเกมนี้ ให้รอจนถึงตอนนั้นก่อนแล้วเราค่อยยื่นข้อเสนอให้ชิลตันย้ายมาอยู่กับเรา


และก็เป็นจริงตามนั้น


ชิลตันรีบเซ็นสัญญาเลย ชิลตันเข้ากับทีมได้ดีมาก ในฤดูกาลแรกเขาไม่เสียประตูเลยในการแข่งขัน และในที่สุดก็พาสโมสรฟุตบอลน็อตติงแฮม ฟอเรสต์คว้าแชมป์ลีกมาได้


ทำให้รู้ว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพูดอะไร แต่พูดที่ไหน และเมื่อไหร่


มีอีกหลายเรื่องที่ชอบมากๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องขอทานผู้เล่นกับความเชื่อคนต่างศาสนา ขอทานคนนี้ วางถ้วยชามหลายใบพร้อมชื่อศาสนาต่างๆที่มีบนโลก และเขียนป้ายว่า ศาสนาไหนเห็นใจคนไร้บ้านมากที่สุด


ขอทานคนนี้เค้าเข้าใจหลักโฆษณาและหลักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมอย่างแท้จริง
ถ้าอยากรู้ว่าคนนับถือศาสนาไหนให้เงินขอทานเยอะที่สุด ก็คงต้องไปหาอ่านกันแล้วแหละ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

041 คิดต่าง เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ

041


คิดต่าง เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เคยบอกไว้ว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง (Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results)


ฟังดูไม่ค่อยรื่นหู แต่เป็นความจริงที่สุด


ถ้าเห็นว่าอะไรไม่เวิร์ค ก็ต้องหาทางอื่น ทางใหม่ เพื่อแก้ปัญหานั้น ลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอทางออกเอง


แทบทุกคนน่าจะมีผลไม้โปรดจะเป็นทุเรียนบ้าง มังคุดบ้าง ส้มโอ หรือผลไม้ตระกูเบอร์รี่ต่างๆ ก็แล้วแต่ความชอบ
แต่น้อยนักที่จะมีใครชอบส้ม เป็นผลไม้โปรด อาจเพราะมันหากินได้บ่อย เป็นผลไม้ทั่วๆไปเหมือนพวก กล้วย หรือแอปเปิ้ล ที่หาซื้อกินได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอฤดูกาล


เมื่อเข้าเทศกาลไหว้เจ้าต่างๆ บ้านคนจีนอย่างเราไม่พลาดที่จะไหว้ส้มทุกเทศกาล
อย่างที่รู้ๆกัน บ้านเราก็ไม่ได้มีใครโปรดปรานส้มเท่าไหร่ พอไหว้เสร็จ ส้มก็จะมานอนรออยู่บนโต๊ะ ผ่านไปวันแล้ว วันเล่า ก็ไม่มีใครหยิบกิน


พี่โส พี่เลี้ยงสุดเฮี้ยวของเรา สังเกตว่า บ้านเราอยู่บ้านไม่ค่อยพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้ยากที่จะกะเวลาลงมาเสิร์ฟ อีกทั้งยังเป็นพวกขี้เกียจ อะไรที่เสียเวลาแกะ ปอกเปลือก หรือมีเมล็ด วุ่นวาย ก็เลือกที่จะไม่กิน


นานวันเข้า ส้มก็ใกล้จะเน่า พี่โสจึงใช้วิธีคั้นให้ได้น้ำส้ม กรอกใส่ขวดและแช่ตู้เย็นไว้
วิธีนี้สามารถกำจัดส้มโดยไม่ต้องทิ้งเสียเปล่าได้ดี แต่ว่า ปริมาณน้ำส้มที่คั้นก็ไม่ได้มากมาย ทำให้กินกันได้ไม่ทั่วถึง อีกอย่าง การทานน้ำผลไม้บ่อยๆ ก็เสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินจำเป็น


พี่โสก็ได้บรรเจิดวิธีการใหม่ๆ ที่ทำให้คนในบ้านกินส้ม โดยการปลอกเปลือกให้หมด เหลือเป็นลูกๆไว้ ก็พบว่า มีคนในบ้านเริ่มกินส้มบ้าง จากที่ไม่แตะเลย แม้จะกินไม่หมดก็ตาม
พี่โสคงจะสังเกตว่า เวลากินส้ม 1 ลูก แล้วอยากกินต่ออีกนิด แต่ไม่ได้อยากกินหมดอีกทั้งลูก อยากจะกินแค่ครึ่งนึง ประมาณนี้ แต่ก็ไม่อยากแบ่งส้มออกแล้วเหลืออีกครึ่งไว้ เพราะคนอื่นก็คงไม่อยากกินของเหลือต่อ ก็เลยเลือกที่จะไม่กินดีกว่า


พี่โสยังคงขบคิดวิธีแก้ปัญหาต่อไป และโชว์เหนือ ด้วยการปอกเปลือกส้ม แยกส้มออกเป็นกลีบๆ เอาใส่กล่องแช่ในตู้เย็น


คราวนี้ได้ผลชะงัก พอทุกคนกลับถึงบ้าน เปิดตู้เย็น เห็นส้มกลีบๆเรียงรายในกล่อง ก็อดใจไม่ไหว เปิดหยิบกิน และก็ชื่นใจเพราะส้มเย็น ชิ้นเล็ก เอาเข้าปากสะดวก อยากกินมากน้อยแคาไหนก็เลือกได้เอง สบายพี่โสละ ไม่ต้องคั้นน้ำส้มอีกเลย


นี่คือตัวอย่างง่ายๆของคนที่แก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ๆตลอด ถ้าอันนี้ลองแล้วไม่เวิร์ค ก็ลองแบบอื่นดู ขยับวิธี พลิกแพลงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เจอจุดลงตัวเอง
แม้บางคนที่เห็นส้มเป็นกลีบๆแบบนี้จะบอกว่า ดูไม่น่ากิน ก็ไม่เป็นไร เพราะแต่ละบ้านก็มีค่านิยมที่แตกต่างกันไป


บางบ้านใส่รองเท้าเดินในบ้านได้ บางบ้านต้องถอดออก บางบ้านต้องกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา บางบ้านมีกับข้าวตั้งโต๊ะรอไว้ ใครสะดวกเมื่อไหร่ก็มากินเลย


วิธีการของบ้านนี้อาจไม่ถูกใจอีกบ้าน ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราไม่ได้โตมาด้วยกันอยู่บ้านเดียวกัน ถ้าลองแล้ววิธีนี้เวิร์คกับบ้านเรา แก้ปัญหา pain point ได้ และไม่เดือดร้อนคนอื่น โอเคแล้ว


อย่าลืมเคลียร์ของไหว้ในตู้เย็นด้วยล่ะ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

040 Discuss the Undiscussable

040

Discuss the Undiscussable

ปีที่แล้ว ตอนที่รัฐบาลประกาศเลื่อนวันหยุดตามประเพณีออกไปก่อนเพราะกลัวว่าจะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หนักจนคุมไม่อยู่ หากประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาตัวเอง หลายๆบริษัทก็ต้องออกประกาศกันวุ่นวายให้พนักงานมาทำงานตามปกติ แล้วจะให้หยุดชดเชยกันไปภายหลัง

ทีนี้เวลารัฐฯประกาศวันหยุดชดเชย กว่าจะได้มติที่ประชุมลงตัว ก็ชอบประกาศกันกระชั้นชิด เช่นประกาศต้นเดือนว่าจะมีหยุดชดเชยตอนสัปดาห์ถัดไปหรือกลางสัปดาห์ ทำให้กระทบกับตารางงานที่วางไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งวันหยุดชดเชยที่ประกาศใหม่นั้น ก็ตรงกับวันประชุมสำคัญพอดิบพอดี ทำให้เกิดการถกเถียงกันว่า จะเอายังไง จะเลื่อนก็วุ่นวาย เพราะทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ทั้งนัดคน ทั้งอาหารของเบรค

ทุกคนต่างขบคิดกันหน้าเครียด เพราะว่า มีหลายๆคนที่ไม่อยากประชุมวันนั้น แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาว่า

อะไรเหตุผลแท้จริงเบื้องหลังการงอแงอยากเลื่อนประชุมในวันที่ดันไปตรงกับวันหยุดชดเชย

ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ก็คือ ในเมื่อรัฐฯประกาศให้เป็นวันหยุด ครอบครัว คนที่บ้าน ก็หยุดกันหมด หลายๆคนก็อยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัว คนที่รักมากกว่าจะเข้าประชุมในวันที่ทุกคนพร้อมหน้ากันที่บ้าน

แต่ไม่มีใครกล้ายกมือบอกเหตุผลที่แท้จริงนี้ เพราะกลัวจะถูกมองไม่ดี ว่าไม่รับผิดชอบงาน ฯลฯ

การที่ทุกคนต่างอยากใช้เวลากับครอบครัว คือช้างตัวใหญ่ อยู่กลางที่ประชุม ทุกคนรู้สึกได้ แต่ทำเป็นมองไม่เห็น เป็นธาตุอากาศ และเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นแทน มันเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะมีความกล้ายกมือ กล้าพูดในเรื่องที่ทุกคนไม่กล้าพูด

แค่มีสักคนที่กล้าบอกว่า ทุกคนไม่อยากเจอครอบครัวกันเหรอ น้องคนนั้นอาจจะยังไม่มีลูก พี่คนนี้อาจจะโสดอยู่คนเดียวที่คอนโด แต่หลายๆคนมีครอบครัวรอให้เรากลับบ้านอยู่นะ ประชุมก็ไม่ได้คอขาดบาดตาย เราเลื่อนประชุมไปวันอื่นกันอื่นเถอะ

เพียงเท่านี้ แค่กล้าพูดในสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ ประชุมก็ถูกเลื่อนออกไป และทุกคนก็ได้หยุดในวันหยุดชดเชยที่รัฐประกาศกระทันหัน แฮบปี้เอนดิ้งแต่ทั้งนี้ คนที่เป็นผู้นำ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้คนในที่ประชุม ให้รู้สึกว่าสามารถแชร์ความรู้สึกที่แท้จริงได้ และเปิดกว้างหากมีความขัดแย้งที่เป็น Heathy Debate เพื่อนำไปสู่ Healthy Decision ในที่สุด

หลายๆครั้งที่เราเห็นช้างในวงสนทนา แต่เรานิ่งเฉย ก็เข้าใจได้แหละ บางสถานการณ์ พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ก็ต้องเอาไปปรับใช้กันดู อาจจะทำให้อะไรๆมันง่ายขึ้น แค่ Discuss the Undiscussable

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

039 Business Beyond the Box (2/2)

039 Business Beyond the Box (2/2)

ต่อจากเมื่อวาน

เราได้หัวลูกศร 3 ข้อไปแล้ว ทีนี้ เวลาจะขว้าง แล้วถ้ามีแค่หัวลูกศร มันก็จะไปไม่ได้ไกล อย่างมาก ขว้างสุดแรงก็ได้แค่สามสี่ก้าวเดินเท่านั้น ถ้าจะขว้างลูกศรให้ให้โดนเป้าอะไรบางอย่าง เราจึงจำเป็นต้องมีแกนที่เป็นด้ามลูกศรอีก 5 อย่าง

4. Act in the action zone – เมื่อมีปัญหา ให้วางและจัดการปัญหาในโซน โซนที่ว่าคือ อย่าเกินขอบเขต การไม่ตัดสินใจ กับการไม่คิด แต่ทำเลยอย่างไม่รอบคอบ การที่มีทางเลือกเยอะเกินไปจนสับสน และ การไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อมีวิกฤติ ควรมีทางเลือก (option) บ้าง และควรใช้เวลาคิดไตร่ตรองบ้าง ให้มันอย่าช้า อย่าเร็ว อย่ามาก อย่าน้อย เอาให้อยู่ในโซน พอดีๆ

5. Become whole – brained – Thinking เพราะสมองคนทำงาน (ที่ไม่ใช่ศิลปิน จิตรกร คนทำงานด้านศิลปะอะนะ) มักจะใช้เหตุผล (Logic) ซีกซ้าย มากกว่าสมองซีกขวา ที่เป็นจินตนาการ เราซ่อนความคิดสร้างสรรค์ ซ่อนความเป็นเด็กของเราไว้ในตัวเพราะกลัวคนจะหาว่าเพ้อเจ้อ ไม่เป็นมืออาชีพ แต่จริงๆแล้ว การได้ใช้สมองทั้งสองส่วน จะทำให้เราดับเบิ้ลความสามารถในการทำงานเป็นสองเท่า ลองนึกๆดูว่าเราจะทำยังไงให้ได้ใช้สมองซีกขวาในการทำงานได้บ้าง อาจจะเป็นการใช้ Mind Mapping ก็ได้ อย่างของเจ้เอง จะเห็นบ่อยๆว่าพรีเซนเทชั่นที่ต้องนำเสนอ เจ้มักจะใช้รูปภาพ มากกว่าตัวหนังสือ ใช้ชาร์ต ไดอะแกรมมากกว่าตัวเลข เพราะคิดว่ามันดึงความสนใจได้ดีและเข้าใจ ติดอยู่ในหัวได้นานกว่า

6. Choose Growth mindset – สร้างกรอบความคิดแบบเติบโต อย่าปิดกั้นศักยภาพที่มีแค่เพียงสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้นคีย์หลักคือ ให้ดูกันที่ความพยายาม (Effort) มากกว่าผลลัพธ์ (Result) เช่น สมมติว่ามีลูกเรียนชั้น ป.1 และสอบวิชาเลขได้คะแนนเต็ม อย่าชมว่าลูกเก่งเลข เพราะลูกอาจจะไม่อยากทำ อยากลองอย่างอื่น เพราะกลัวว่าถ้าทำได้ไม่ดีก็จะเป็นคนไม่เก่ง แต่ลูกอยากจะให้แม่ชมว่าเก่ง ก็เลยจะมุ่งแต่วิชาเลขเดิมๆต่อไป ซึ่งเราสามารถชมความพยายามของเค้าแทนได้ เช่น ดีมากที่พยายามทำแบบฝึกหัดตั้งหลายร้อยข้อ ลูกเลยสอบได้คะแนนดี ประมาณนี้ เด็กก็จะได้ไม่ยึดติดกับวิชาเลขและยังสามารถเอาขั้นตอน การทำแบบฝึกหัดนี้ไปใช้กับวิชาอื่นๆหรือเรื่องอื่นๆเพื่อฝึกฝนให้เก่งเรื่องนั้นๆได้อีก พี่ปุ้มคนสอนบอกว่า รู้ไปหมด = แก่ ถ้าอยากเป็นเด็ก ต้อง รักที่จะเรียนรู้เหมือนเด็กๆ

7. Use Hats, Maps, and think pads – เวลาประชุม ลองเอาวิธีสวมหมวกแต่ละสี (The Six Thinking Hats) เข้ามาช่วยดู จะทำให้การประชุมได้ความคิดหลากหลายมุมมอง และสรุปปิดจบได้ด้วยดี โดยถ้าเราสมมติว่า ตอนนี้ทุกคนสวมหมวกสีขาวอยู่ ให้พูดแต่เรื่องที่เป็นความจริง เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงเท่านั้น ถ้าสวมหมวกสีแดง ให้พูดเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์ โดยไม่ตัดสินใคร แค่บอกสิ่งที่เรารู้สึกถ้าสวมหมวกสีเหลือง ให้พูดแต่ด้าบวก สิ่งดีๆของสถานการณ์นั้นๆถ้าสวมหมวกสีดำ ให้พูดถึงข้อควรระวัง จุดเปลี่ยน ความท้าทาย หรือสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษถ้าสวมหมวกสีเขียว ให้ใช้จินตนาการ พูดนึกไอเดียใหม่ๆ ได้เลย เป็น creative thinking hatถ้าสวมหมวกสีฟ้า ให้พูดถึงขั้นตอน ว่าเราจะทำอะไร เช่น เราจะสรุป เราจะตัดสินใจกันแล้วนะ ซึ่งยังมีการใช้ mind mapping หรือการมี Healthy Debate เพื่อนำไปสู่ Healthy Decision และการกล้าพูดคุยเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง (Discuss the Undiscussable) อันนี้เจ้ขอเก็บไว้ขยายความอีกทีวันหลังเพราะเรื่องมันยาว

8. Recharge, get on fire – จุดประสงค์ของเร่องนี้คือ เครื่องยนต์ที่พุ่งแรง มันก็ต้องมีการพักเพื่อชาร์ตแบตบ้าง ไม่มีรถแข่งคันไหนสามารถวิ่งในสนามได้ตลอดโดยไม่หยุดพักเติมน้ำมัน และชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านการทำงานอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายๆด้านเช่น ครอบครัว การเงิน สุขภาพ ฯลฯ รอเราอยู่เหมือนวงล้อชีวิต (Wheel of life) ที่เราต้องคอยบาลานซ์ให้ดี ถ้ามุ่งไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งและทิ้งอีกเรื่องไว้ วงล้อก็จะบูดๆเบี้ยวๆและไม่สามารถกลิ้งไปข้างหน้าได้ และนี่คือลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวที่เจ้หยิบขึ้นมาให้ชิม จริงๆ ยังมีเนื้อหาอื่นๆ (เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำซุป ฯลฯ) อีกมากในหลักสูตรที่เรียน แต่เจ้คงไม่สามารถยกก๋วยเตี๋ยวทั้งชามมาให้กินได้ เพราะเดี่ยวจะโดนจับเรื่องลิขสิทธ์ เอาเป็นว่า ลองไปคิดตามดูหน่อยก็แล้วกัน

มันดีจริงๆนะ เป็นเรื่องที่คนอื่นทั่วโลกเค้าเรียนกันมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน แต่ตอนนี้คอนเซปต์ต่างๆในหนังสือเล่มนี้ก็ยังใช้ได้อยู่แปลว่ามันคลาสสิกมาก แล้วเราจะไม่ลองศึกษาดูหน่อยหรือ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

038 Business Beyond the Box (1/2)

038 Business Beyond the Box (1/2)

เมื่อต้นสัปดาห์ เจ้ได้เข้าเรียนหัวข้อ Business Beyond the Box 2 วันเต็ม เป็นคลาสที่ดีมาก เพราะเป็นเรื่องของการทำงานแบบทะลุกรอบเดิมๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ๆที่ดีกว่าเดิมอันที่จริง คลาสนี้ในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน คน KFC ทุกประเทศ เคยเรียนกันมาแล้วในชื่อ Achieving Business Result (ABR) และก็จางหายไปตามกาลเวลา แต่มี KFC อยู่ประเทศหนึ่งที่ยังคงนำหลักการของ ABR มาใช้อย่างต่อเนื่อง และผลก็คือ วันนี้แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 แต่ก็ยังอยู่รอดมาได้สบายๆ ประเทศนั้นคือรัสเซีย

รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลการดำเนินงานธุรกิจ KFC ดีมาตลอด และเป็นต้นแบบในการทำสิ่งใหม่ๆ ให้ KFC ประเทศอื่นต้องมาศึกษา Best Practice ว่าทำได้อย่างไร จนเมื่อค้นไปค้นมา จับต้นตอได้ว่า เพราะรัสเซียยังใช้ตัว ABR นี้มาตลอดนั่นเอง

ก่อน COVID-19 จะมาเยือนโลก หลายปีแล้วที่เจ้ไปเที่ยวทะเลสาปไบคาล (Baikal Lake, Russia) ต้องบินไปลงที่สนามบินที่เมืองเอียร์คุตสก์ (Irkutsk) ที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขายระหว่างรัสเซียตะวันตก จีน มองโกเลีย และทิเบต และยังเป็นประตูที่จะไปสู่ทะเลสาบไบคาล Irkutsk ไม่ได้เป็นเมืองที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือมีสิ่งก่อสร้างการคมนาคมที่ไฮเทคเท่าเมืองใหญ่ๆในโลก แต่ก็ถือว่า เป็นเมืองศิลปะ เพราะว่าตึกรามบ้านช่อง สถาปัตยกรรมของเค้ายังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่

ขนาด Irkutsk ไม่ใช่เมืองหลวง หรือเมืองที่มีต่างชาติ (Expat) ทำงานเยอะ แต่ตอนนั้นที่ไปเที่ยวแล้วแวะกิน KFC ก็เห็นว่าเค้าใช้เทคโนโลยีนำหน้าไทยเราไปไกลแล้ว มี Kiosk สั่งอาหารเอง จ่ายเงินที่ตู้เลยไม่ต้องไปต่อคิวที่เคาท์เตอร์ ซึ่งน่าจะดีกับนักท่องเที่ยวที่พูดรัสเซียไม่เป็น (คนรัสเซียส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมจะพูดอังกฤษกัน) ยังนึกอยู่ว่า แล้วถ้าเป็นเมืองที่เจริญมากๆ KFC บ้านเค้าจะเจ๋งขนาดไหนกันนะ

ตัดภาพกลับมาที่ไทย KFC ไทยเราก็ไม่น้อยหน้า แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้นำเทรนด์ที่มาก่อนกาลแบบรัสเซีย แต่เราก็เป็นเจ้าแรกๆที่ปรับตัวไวมาก เนื่องจากมี COVID-19 เป็นตัวเร่ง สังเกตได้ว่าภายในเวลาไม่นานหลังเกิดการระบาด KFC ที่ไทยเกิดช่องทางการขายใหม่ๆนอกเหนือจาก Dine in ที่ร้าน ขึ้นมากมาย ทั้ง Aggregator (ผ่าน Food Panda / Lineman / Grab) ทั้งออกแอพลิเคชั่น KFC ที่สามารถเลือกว่าจะ Delivery หรือ Self Pick Up (SPU) และยังมี Curb Side ที่เป็นบริการส่งถึงรถ (เฉพาะบางสาขา ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม) และคงมีอะไรใหม่ๆให้เราได้ติดตามกันต่อไป

กลับมาที่หลักสูตร ABR ที่เมื่อก่อนทาง Yum เอามาจากหนังสือ Getting Results the Agile Way: A Personal Results System for Work and Life แต่พอเป็นอันล่าสุดที่เรียน Yum ได้เอาหนังสือ Business Beyond the Box : Applying your mind for breakthrough results มาปรับปรุงเนื้อหาให้กระชับและเข้ากับบริบทของ KFC มากขึ้น

Business Beyond the Box มาด้วยความคิดหลักที่ว่า บริษัทที่สามารถอยู่เหนือกาลเวลา (หมายถึงว่าไม่เจ๊งเวลาเปลี่ยนยุคสมัย) คือบริษัทที่ innovate business model ตลอดเวลา ต้องกล้า Agile (เรือเล็กออกจากเรือใหญ่ ทำให้คล่องตัวขึ้น เร็วขึ้น ถ้าล้มก็ล้มเร็วลุกเร็ว ไม่เจ็บตัวมาก)

คอนเซปใหญ่ๆของตัว Business Beyond the Box นี้คือ การไม่ก้าวทีละนิด (Incrementalism) เพราะจะทำให้เราทำแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากเดิม แต่ให้เปลี่ยนเป็นการก้าวกระโดด (Breakthrough) แทนซึ่งการจะก้าวกระโดด มีขั้นตอนใหญ่ๆ อยู่ 3 อย่าง ที่เปรียบเสมือนหัวลูกศร

1. Picture Step Change – เป็นการมองภาพใหญ่ให้ออกว่าอยากให้เปลี่ยนจากเดิมอย่างไร ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึดถึงตรงนี้ เพราะจะคิดว่า เจ้านายต้องให้อันนี้มาสิ ไม่ใช่หน้าที่ฉันซะหน่อย แต่วิธีการฝึกให้โตเป็นเจ้านาย คือการคิดแทนเจ้านายได้ เช่น หากเรามีเรื่องเข้าไปนำเสนอขอให้นายอนุมัติ ปกติเราก็จะแค่หาข้อมูลเปรียบเทียบกันแล้วเอาไปให้นายเลือก แต่ถ้าเราอยากไปไกลกว่านั้น ให้คิดแทนเจ้านายเลยว่า ถ้าหนูเป็นพี่ หนูจะเลือกอันนี้เพราะอะไร ฯลฯ นอกจากเป็นการฝึกมองภาพใหญ่แล้ว ยังช่วยให้งานเค้าน้อยลง นายก็จะแฮบปี้มากขึ้นซึ่งวิธีในการทำ Picture Step Change มีมากมาย เช่น Cloud down คนส่วนใหญ่จะตั้งเป้าหมายถัดไปโดยเทียบกับครั้งก่อนแล้วตั้งให้สูงกว่านิดนึง แต่วิธีนี้เสนอว่าให้ตั้งเป้าสูงๆเหนือเมฆเลย แล้วหาทางทำทุกอย่าง แม้ที่สุดแล้วด้วยทรัพยาการทั้งหลายที่เรามีจะพาเราไปได้ไม่ถึงก้อนเมฆแต่ อย่างน้อยก็อยู่บนฟ้า ใกล้ก้อนเมฆนั้นมากๆแล้ว เมื่อเทียบกับเป้าหมายเก่าที่อาจจะอยู่แค่ยอดตึกเท่านั้น หรืออีกวิธีคือ Future Back ตัวอย่างที่เห็นชัดเลยคือ อีลอน มัสก์ จะใช้วิธีบ่อย คือมองภาพในอนาคตรอไว้ก่อนเลยว่า จะต้องไปเหยียบดาวอังคารให้ได้ และค่อยหาวิธีการทำไปให้ถึง

2. Build Know How ต้องยอมรับว่าไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง เรื่องไหนที่ไม่รู้ก็แค่ยอมรับว่าไม่รู้และไปหา Know How มา ซึ่งคนเราไม่จำเป็นต้องสร้างวงล้อใหม่ทุกครั้งก็ได้ เพราะความรู้อยู่ทุกที่ในโลกในรูปแบบของ ความรู้ในตัวคน (Tacit ) หรือที่เรียกกันว่า Street Smart กับ ความรู้จากทฤษฎี (Explicit) ก็เปรียบเหมือน Book Smart และมันสามารถเอามาผสมกันได้ เช่น Tacit + Tacit คือไปคุยกับคนที่รู้ Explicit + Tacit ถามคำถามหรือค้นหาสิ่งที่ต้องการรู้ในหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตExplicit + Explicit เป็นการเปรียบเทียบข้อมูลเก่าให้ได้ข้อมูลใหม่ออกมาTacit + Explicit เอาไปเขียนตำรา หรือทำ output อื่นๆ ออกมา เช่นสอนคนอื่น

3. Creative คนเราชอบเอาระบบ กฎเกณฑ์ที่ทำตามๆกันมาเป็นกรอบ ไม่เดินไปเฉียดมัน แต่ถ้าอยากหลุดจากวังวนเดิมๆ ก็ต้องหัดคิดนอกกรอบบ้าง ซึ่งตรงนี้มีตัวอย่างเยอะแยะในวงการโฆษณา หรือยกตัวอย่าง ถ้าของ KFC เอง ในประเทศจีนมีสาขาประมาณ 5800 ร้าน เฉลี่ยแล้ว 1 สาขาเสิร์ฟลูกค้าได้ 240,000 คน (ส่วนของไทยอยู่ที่ 1สาขาต่อ 50,000 คน) KFC ที่จีนเห็นช่องว่างตรงนี้ ว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่สามารถเข้าถึงร้าน KFC ได้ จึงได้มีการลองทำ KFC Pocket Store ขึ้นมา ให้ลูกค้า KFC นี่แหละ สามารถ Run ร้าน KFC ของตัวเองได้บนมือถือ ตกแต่งร้านตามสไตล์ที่ชอบ ให้คนอื่นมาออเดอร์ที่ร้านของตน ก็แค่ออกไปซื้อตามออเดอร์ที่ร้าน KFC ใกล้ๆมาส่ง กินส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นไป ฯลฯ

เรียนถึงตรงนี้แล้วรู้สึกได้ว่า เราควรต้องกล้าขยับกล่องไปเรื่อยๆ อย่าให้หยุดอยู่ที่เดิมนานเกินไปเนื่องจากเนื้อหายาว ไว้มาต่อส่วนที่เหลือนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis