077 The Visual MBA – เข้าใจ MBA อย่างทะลุปุโปร่งด้วยภาพ (1/2)

077


The Visual MBA – เข้าใจ MBA อย่างทะลุปุโปร่งด้วยภาพ (1/2)


“ฉลาดไม่เบาเลยนะครับ ผมใช้เวลาในชั้นเรียน 86 วัน อดทนฟังบรรยาย 516 ชั่วโมง ทำการบ้านเป็นภูเขาเลากา และจ่ายเงินหลักแสน แต่คุณจะได้ประโยชน์จากทั้งหมดนั่นในราคาแค่เศษเสี้ยว ในบ้านของคุณเอง เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่เข้าท่ามากเลยนะครับ”


เขียนคำโปรยชักชวนให้คนซื้อหนังสือได้น่าสนใจ


เสียดายเหลือเกินที่ ทั้งปริญญาตรีและโทที่ร่ำเรียนมา ไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจ (Business Administration) ตอนนั้นมัวแต่กลัวเลข กลัวการคำณวน

ทุกวันนี้จึงต้องมานั่งหาความรู้เรื่องธุรกิจเอาเอง เพราะว่ามันเลี่ยงไม่ได้ ถ้าทำงานบริษัท จะโตขึ้นระดับบริหาร ก็ต้องเข้าใจการบริหารธุรกิจ


ถ้าจะออกมาทำอะไรเอง ก็ยิ่งต้องเข้าใจให้ล้ำลึกเข้าไปอีก เพราะนี่คือสนามแข่งจริง ไม่ใช่สนามทดลองแบบตอนเป็นพนักงานประจำ ที่ถ้าผิดพลาดก็เหมือนล้มบนฟูก เพราะไม่ใช่เงินเราเอง



เล่มนี้เขียนและวาดภาพประกอบโดย เจสัน บาร์รอน ( Jason Barron ) อดีตนักศึกษา MBA ที่ Brigham Young University และเป็น นักออกแบบด้าน innovation / digital product strategy.


ซึ่งต้องบอกว่าบาร์รอนใช้ความสามารถพิเศษของเค้าได้ถูกที่ถูกทางเอามากๆ ตอนเรียนเขาขีดๆเขียนๆโน๊ตและวาดรูปประกอบตอนที่อาจารย์กำลังเล่าเรื่อง และกลั่นออกมาให้เป็นห่านทองคำเล่มนี้ บาร์รอนอ้างว่า เก็บเวลาอันมีค่าที่จะไปเรียน MBA แล้วอ่านหนังสือเล่มนี้แทนละกัน
ก็ต้องมาดูกันว่าจริงมั้ย


หนังสือของบาร์รอนทำให้เราเข้าใจภาพรวม MBA ทั้งหลักสูตร ภายในไม่กี่ชั่วโมง ผ่านภาพสเกตช์ที่ทำให้หนังสือดูไม่น่าเบื่อ ในเล่มพูดวิชาที่ต้องเรียนใน MBA ครบหมดเลยทั้งการตลาด, ภาวะผู้นำ, พฤติกรรมองค์กร, การเงิน, การบัญชี, การเจรจาทางธุรกิจ, การวางกลยุทธ์ ฯลฯ


เจ้คิดว่า อันที่จริงก็เหมาะแก่น้องๆมากทีเดียว ที่ยังไม่มีใครเรียนด้านบริหารธุรกิจ แต่ในเมื่อเราทำงานในโลกธุรกิจ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำความรู้จักกับมัน


ภาวะผู้นำ อะไรคือแบรนด์ภาวะผู้นำของเรา เวลาที่ใครๆเจอเราพวกเขาคิดหรือรู้สึกอย่างไร นี่คือแบรนด์ของเรา เพราะผู้นำต้องดูทั้งกลยุทธ์ การบริหารสร้างระบบขององค์กร การจัดการและการพัฒนาคนเก่งๆ


ผลงานของทีมจะขึ้นอยู่กับ 4C สภาพแวดล้อมบรรยากาศการทำงาน (context) ทักษะและบุคลิกภาพ (composition)ขีดความสามารถของทีม (competencies) และ ความสามารถในการปรับตัว (change)


บาร์รอนพาเรามาเข้าใจเรื่องเงินๆทองๆ ฐานะการเงินของบริษัท เข้าใจ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด และสมการบัญชี Asset = Liabilities + Equity อย่างง่ายๆ โดยการยกตัวอย่างเป็นร้านขายน้ำมะนาวเล็กๆ ทำให้เราเห็นภาพธุรกิจเล็กๆนี้ได้ชัดเจนขึ้น เพราะมันใกล้ตัว นึกภาพออกง่าย


ส่วนเรื่องอื่นๆ เดี๋ยวมาต่อรายละเอียดโพสหน้านะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

076 สวมหมวกหลายใบ เข้าใจทุกคน

076


สวมหมวกหลายใบ เข้าใจทุกคน


ยุคนี้แล้ว หลายๆคนก็มีหลากหลายบทบาท ไม่ได้ยึดอาชีพเดียวทำมาหากินอีกต่อไป ตามที่หลายคนบอกว่า พยายามอย่ามีรายได้ทางเดียว ให้หาทางเลือกอื่นไว้ด้วย เลยคิดว่า สมัยนี้ใครๆก็ทำงานเสริม หาช่องทางเพิ่มรายได้ นอกเหนือจากงานหลักกันทั้งนั้น


เจ้เองไม่ได้หางานอื่นเสริม ลำพัง การเป็นพนักงานประจำ ดูแลจัดการอสังหาของป๊า ดูแลพอร์ตหุ้น/กองทุน อ่านหนังสือ เขียนเพจ เรียนออนไลน์ นวดหน้าให้คนใกล้ตัว ดูหนังฟังเพลง ออกกำลังกาย เล่นกับหมาแมว ก็รู้สึกว่าตารางแน่นพอตัว


เจ้ก็ทึกทักเอาเองว่า การที่ได้ดูแลอสังหาของป๊า ก็เหมือนว่าเราสวมหมวกเจ้าของ ได้ทำอีกงานไปในตัว เพราะต้องรู้เรื่องบัญชี ดูตัวเลข P&L รายรับรายจ่ายแต่ละเดือน ต้องคิด ROI ดูผลตอบแทนว่าได้กี่ % ลงพื้นที่จริงเพื่อดูงาน คุยกับคน เพื่อเอาข้อมูลมาประเมินการตัดสินใจแต่ละเรื่องอีกที

หลายครั้งที่ต้องขัดใจกับพี่วิทพี่โสที่ดูแลบ้านดูบัว บ้านพักให้เช่าของป๊า เพราะความเห็นไม่ตรงกัน
พี่วิทและพี่โสมักจะมองในมุมพนักงานที่อยากบริการลูกค้า ผู้อยู่อาศัยอย่างเต็มที่ ไอนู่นเสีย ไอนี่พัง หรือใครร้องขออะไรก็จัดแจงทำให้เสร็จสรรพ ซึ่งพอมาดูตัวเลขแล้ว น่าปวดหัวเสียจริง

เพราะพี่เค้าไม่เข้าใจในมุมเจ้าของ ไม่เข้าใจว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มกับการลงทุนตอบสนองข้อเรียกร้องของผู้เช่า


ส่วนเจ้เองเข้าใจพี่ๆเค้าดี เพราะเราเป็นพนักงานอยู่แล้ว เราก็ย่อมอยากทำงานให้ดีที่สุด แต่เพราะเรามองในมุมของเรา มุมเดียว ก็มักจะคิดว่า แค่นี้เอง ยอดไม่เท่าไหร่ ทำไมไม่อนุมัติทำๆไป มันจะใช้ทรัพยากรเท่าไหร่กันเชียว


หรือตอนที่ไปฝึกงานที่ร้านเมื่อเริ่มงานใหม่ๆและได้ยินพนักงาน KFC ที่ร้านบ่นว่า บริษัทให้ทำยอดขายร้านวันนึงเป็นแสนๆ เดือนนึงก็หลายสิบล้าน ทำไมให้เงินเดือนพวกเค้าแค่หยิบมือ ขี้เหนียวจริง
นี่เป็นมุมมองของคนเป็นพนักงานที่มองแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น

เพราะพนักงานไม่ได้รู้เรื่องราวรายรับรายจ่ายทั้งหมดของบริษัท ไม่ได้ถืองบทั้งหมดของธุรกิจเหมือน CFO

สิ่งที่พนักงานมองเห็น มันเหมือนเห็นแค่ประตูรั้วของบ้านทั้งหลัง แต่ไม่ได้เห็นข้างในบ้าน ว่ามีอะไรอยู่บ้าง


พอวันที่เราสวมหมวกเจ้าของ ทำให้นึกย้อนไปถึงวันที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมจะได้ยินบรรดา Chief Level ทั้งหลายคุยกันแต่เรื่อง Budget กันตลอดเวลา ถกกันเรื่องยอดขาย เรื่อง EBITDA (Earning Before Interest, Tax, Depreciation and Amortization – ตัวเลขที่วัดการทำกำไรของธุรกิจ คือยอดขายหัก กำไรขั้นต้น หักกำไรจากการดำเนินงาน มันคือ Operating Income นั่นเอง)


สมัยทำงานใหม่ๆไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ทำแต่งานในส่วนของเรา แต่พอยิ่งโต ก็รู้ว่าเรื่องพวกนี้คือหัวใจของการธุรกิจ ทำไมต้อง save cost ทุกทาง ต้องพยายาม up sale ให้ได้มากที่สุด ก็เพราะมันกระทบผลการดำเนินธุรกิจ ซึ่งส่งผลต่อการขึ้นเงินเดือนและโบนัสของพนักงานในท้ายที่สุดนั่นเอง


สำหรับการมาดูงานของป๊า เจ้สนใจ Net Profit มากกว่า EBITDA เพราะตัวหลังเป็นตัววัดความสามารถของผู้บริหารว่ามีเก่งแค่ไหน แต่สำหรับเจ้ ถ้ามองในมุมเจ้าของแล้ว EBITDA สามารถหลอกตาเราได้ว่าธุรกิจมีกำไร


แต่จริงๆแล้วถ้าหักดอกเบี้ย หักภาษี หักค่าเสื่อม ออกไปแล้ว นี่สิคือของจริงที่เจ้าของจะได้จับเต็มไม้เต็มมือ ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษอย่างเดียว


เมื่อเราสวมหมวกทั้งเจ้าของและพนักงาน เราจะเข้าใจมุมมองทั้งสองฝ่าย เวลาทำงาน เราก็จะได้เปรียบตรงที่เรารู้ทันความคิดลูกน้อง และสามารถอธิบายหรือรับมือกับสิ่งที่เค้ากังวลได้

และเราก็รู้ทันความคิดผู้บริหาร และหาทางช่วยให้องค์กรเราถึงเป้าหมายยอดที่ตั้งไว้อย่างเต็มใจ (ไม่อิดออด)


ไม่ว่าจะสวมหมวกใบไหน ขอให้ทำหน้าที่นั้นให้ดี ผลลัพธ์ก็ย่อมออกมาดีตามความตั้งใจที่ให้ไป

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

075 Eat that Frog กินกบตัวนั้นซะ

075


Eat that Frog กินกบตัวนั้นซะ


น่าจะเคยได้ยินหรือเห็นหนังสือเรื่องนี้ผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง เพราะเป็นหนังสือ How To ที่โด่งดังมาก คนเขียนคือ Brian Tracy ซึ่งเป็นนักพูด นักเขียนคนดังระดับโลก


หนังสือเล่มนี้คลาสสิกมาก เค้าเปรียบเทียบ “กบ” กับสิ่งที่น่าเกลียด น่าขยะแขยง ที่ใครๆก็ไม่กล้าจับ ไม่อยากแตะต้อง อันเป็นที่มาของการผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำวันนี้ อิดออด ขอเวลาทำใจก่อน ฯลฯ


เจ้ขอยกตัวอย่างเรื่องการซ่อมแซมบ้านดูบัว บ้านพักให้เช่าของป๊า ที่ตอนนี้พวกเราต้องมาดูแลเต็มตัว ป๊าสร้างบ้านดูบัวเมื่อปี 2009 ถึงตอนนี้ก็ 11 ปีแล้ว อะไรๆก็ถึงควรแก่เวลาที่ต้อง Renovate ให้ดูดี เป็นที่พักที่น่าอยู่ จะได้เป็นห่านทองคำให้บ้านเราต่อไป


พวกเราคุยกันถึงเรื่องปรับปรุงบ้านดูบัว มาเป็นแรมปี แต่เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากทำ ก็ปล่อยปละละเลยไปอยู่พักใหญ่ นี่แหละคือกบของเรา


เป้าหมายเราคือต้องการให้ห้องพักเต็ม ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีการปรับปรุงหลายๆส่วน ทั้งงานฝ้า งานหลังคา งานรื้อถอนบางอย่างที่ผุพังไปตามเวลา งานทาสี ฯลฯ เพื่อรองรับลูกบ้านที่จะเข้าอยู่ใหม่

อาคิววิ ลุงของพี่พีท เป็นเจ้าของอพาร์ทเมนท์หลายที่ และเจ้เคยไปดูหน้างานกับอาคิววิมาครั้งหนึ่ง จำประโยคที่แกบอกว่า “ทำห้องเช่า ถ้าเราอยู่ได้ เขาก็อยู่ได้” แม่นขึ้นใจ


แม้ว่าบ้านพักของเราจะไม่ได้ทำกำไรให้ปีละมากมาย หรือได้ ROI (Return on Investment) สูงมาก แต่เราคงไม่สามารถปล่อยให้ทุกอย่างเสื่อมโทรมตาลกาลเวลาโดยอยู่เฉยๆ ได้


เพราะเราไม่ใช่เจ้าของที่สักแต่จะเก็บค่าเช่าอย่างเดียว เราก็ต้องคิดถึงคนอยู่ด้วย ว่าเค้าเลือกมาอยู่ใต้ชายคาบ้านเรา ก็ต้องทำให้เค้าอยู่ได้สบายกาย สบายใจ จะได้อยู่กันไปนานๆ


นี่จึงเป็นที่มาของการ Renovate ครั้งใหญ่ของเราในรอบสิบปี และด้วยความที่ทุกคนก็มีงานทำกันหมด เจ้ในฐานะที่ย้ายมาอยู่สมุทรปราการแล้ว เลยต้องยอมเป็น Head โปรเจกต์นี้ไปโดยปริยาย
สำหรับงานก่อสร้าง ซ่อมแซม เป็นงานไกลตัวเจ้มาก ทั้งชีวิตอยู่แต่กับหนังสือ คอมพิวเตอร์ จับเมาส์ตลอด จู่ๆให้มาคุยงาน คุมงานกับช่างก่อสร้าง มันไม่ใช่แค่กบสำหรับเจ้แล้วแต่มันคือคางคกเลยแหละ


เจ้พยายามมองตัวช่วย และคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาทันที


เทรซี่ บอกว่าให้เริ่มต้นด้วยการทำรายการงานที่ต้องทำ แบ่งออกเป็นงาน A,B,C,D,E โดยเรียงลำดับความสำคัญลงมา เนื่องจากเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ จึงต้องเรียนรู้ที่จะผัดผ่อนงาน ที่มีค่าต่ำ (งาน C,D,E) ออกไปก่อน เพื่อจะได้มีเวลาพอในการทำสิ่งที่สำคัญจริง ๆ งานที่ยากที่สุด สำคัญที่สุด (A) เป็นงานที่เราควรทำก่อน และต้องแน่วแน่กับมัน ว่าจะทำมันจนกว่าจะเสร็จแล้วค่อยขยับไปทำงานอื่นๆ


ถ้างาน A มันยากมาก ให้รู้จักแล่และหั่นงานเป็นชิ้นเล็กๆ หรือใช้หลัก Sprint ที่เคยพูดถึงก่อนหน้านี้ไปแล้ว เป็นการแบ่งงานใหญ่ที่ซับซ้อนลงเป็นงานย่อยๆ แล้วเริ่มลงมือทำ ทีละ Task ทีละขั้นตอน จะทำให้เราสามารถทำงานที่ใหญ่ที่สุดและสลับซับซ้อนมากที่สุดสำเร็จ


จำไว้ว่า บางครั้งงานในส่วน 20 % อาจเป็นงานที่มีคุณค่ามากกว่างานอีก 80 % ที่เหลือรวมกัน ดังนั้นจึงควรเลือกทำงานมีผลกระทบมากที่สุดก่อนและให้เวลากับงานที่มีค่าต่ำน้อยลง



เจ้เริ่มด้วยการสำรวจพื้นที่หน้างานในวันหยุด และลิสรายการว่าต้องทำอะไรบ้างออกมาก่อน ต่อมาก็ google โทรหาช่างผู้รับเหมา น่าเสียดายที่ไม่มีใครมีคิวว่างตอนนี้เลย บ้างก็ติดงานอื่น บ้างก็ลูกน้องกลับบ้านต่างจังหวัดเพราะกลัวโควิด


แต่เจ้ไม่อยากรอแล้ว เพราะช่วงโควิดนี่ทุกอย่างนิ่งๆนี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว


โชคดีว่าสืบรู้มาว่าบ้านของเรามีคนเช่าคนนึงเป็นวิศวกร อีกคนเป็นผู้รับเหมาพอดี อยู่คนละห้องกัน และวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ อยู่บ้านกันทั้งคู่ เลยเรียกมาคุย ตกลงสิ่งที่ต้องทำ ตกลงราคา และก็ให้เริ่มงานเลย และตั้งใจว่าจะใช้วันหยุดเข้าไปดูงานเพราะวันธรรมดาต้องทำงาน ก็ต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน


แม้ว่าจะไม่มั่นใจเรื่องราคาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ จะโดนตีหัวหรือเปล่า แต่เจ้ก็ลองให้เค้าทำให้ดูหลังแรกก่อน ดูงานกันก่อนปล่อยให้ทำหลังต่อๆไปก็แล้วกัน หมดเวลาผัดวันประกันพรุ่งแล้ว เจ้ได้เริ่มกินกบตัวใหญ่คือการดีลงานกับผู้รับเหมาไปแล้ว ที่เหลือก็รอดูผลงานกัน


อย่างน้อยงานซ่อมแซมบ้านดูบัวที่เราดองไว้กันตั้งแต่ก่อนโควิด มันก็ได้เริ่มเสียที ทีนี้ อะไรจะเกิดก็เรียนรู้กันไประหว่างทางก็แล้วกัน


และอีกอย่าง เจ้รู้สึกดีมากๆที่มีทั้งน้องชายและน้องสาว เพราะในวันที่เราต้องเจองานใหญ่เกินตัว ก็ยังอุ่นใจว่าเจ้ไม่ได้สู้ตัวคนเดียว ยังมีพวกเอ็งคอยซัพพอร์ต เป็นที่ปรึกษาให้เสมอ

ขอบคุณที่เกิดมาเป็นพี่น้องกันนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

074 My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

Credit : Podcaphilla.com

074


My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก


หนังสารคดีสัตว์โลก เป็นอีกหนึ่งหนังแนวโปรดที่เจ้ชอบดู เพราะภาพสวยมากๆ เป็นการเปิดโลกในส่วนที่เราไม่สามารถไปเยือนได้ ไม่ว่าจะเป็นขั้วโลก ป่าประเภทต่างๆ หรือโลกใต้น้ำ ฯลฯ
นับถือทีมงานถ่ายทำหนังสารคดีเลย เพราะมันไม่สามารถเขียนบทไว้ก่อนได้เหมือนหนังทั่วไป

ทุกอย่างคือต้องปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ และค่อยๆเอามาผูกเป็นเส้นเรื่องให้น่าติดตาม หนังประเภทนี้จึงมักจะใช้เวลาถ่ายทำนานกว่าปกติ


และนี่คือคุณค่าของหนังสารคดีเรื่อง My Octopus Teacher ที่ใช้เวลาถ่ายทำกันสิบปีเต็ม
‘เครก ฟอสเตอร์’ (Craig Foster) เป็นช่างภาพสารคดีที่มีบ้านอยู่ริมอ่าว False Bay ใกล้ Cape Town ประเทศ South Africa


ฟอสเตอร์ มีลูกชายวัยรุ่น 1 คน ชื่อทอม จากการแต่งงานครั้งแรก แต่แยกทางกันในเวลาต่อมา จนมาพบรักกับช่างภาพสารคดีชาวอินเดีย ทำให้ทั้งชีวิตเขาอุทิศให้การทำงานถ่ายภาพสารคดี หมกหมุ่นทำงานด้านนี้อย่างจริงจังมาตลอด


จนถึงจุดที่รู้สึกว่าหมดไฟ ไม่อยากทำอะไรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกว่าเขาเป็นพ่อที่ไม่ดีเอาเสียเลย เขาอ่อนล้าและอยากวางกล้องที่ใช้ทำงานลงเพื่อพักผ่อน


ฟอสเตอร์นึกถึงงานอดิเรกสมัยเด็ก คือการดำน้ำในป่าสาหร่ายบริเวณ False Bay เขาจำได้ว่ามันไม่ลึกมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ถังออกซิเจน เขาจึงใส่แค่กางเกงขาสั้น หยิบหน้ากากดำน้ำและตีนกบเดินลงทะเลที่น้ำเย็นเฉียบ เขาบอกว่าน้ำเย็นๆทำให้สมองเค้าปลอดโปร่ง


เขาเดินลงน้ำ แหวกว่ายไป ด้วยการกลั้นหายใจ พอหมดลมก็ขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ และก็ดำลงไปใหม่ สิ่งที่ฟอสเตอร์ทำเรียกว่า Free Dive


เขาแหวกว่ายผ่านป่าสาหร่ายไปเจอกับ สิ่งแปลกประหลาด ที่มีเปลือกหอยเกาะเต็มไปหมด และมีปลาตัวเล็กมาว่ายวนเวียนรอบๆสิ่งแปลกประหลาดนั้น


ฟอสเตอร์ใช้เวลารอตรงนั้น เพื่อเฝ้ามอง ด้วยความอยากรู้ว่าสัตว์น้ำเค้ามุงอะไรกัน และวินาทีที่เปลี่ยนชีวิตเขาก็เริ่มขึ้นหลักจากที่ สิ่งแปลกปลอมก้อนนั้น สลัดเปลือกหอยออก และว่ายพุ่งหนีเขาไปหลบใต้โพรงโขดหิน


ฟอสเตอร์ว่ายตามจนไปเจอว่า สิ่งมีชีวิตนั้นคือ หมึกสายธรรมดา หรือหมึกสายสามัญ (Octopus vulgaris) กำลังแอบมองเขาอยู่เช่นกัน ผ่านรูเล็กๆของหนวดปลาหมึกที่พันกันยุ่งเหยิงใต้โพรงนั้น
นั่นเองเหมือนรักแรกพบ เรื่องราวดำเนินต่อไปในพล็อตละคร ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก คือฟอสเตอร์ลงน้ำไปยังจุดที่เจอกับหมึกสาย นั่นคือโพรงโขดหิน และครั้งต่อมา เขาตัดสินใจเอากล้องและเลนส์ติดลงมาด้วย เพื่อตามถ่ายชีวิตหมึกสาย เขาตัดสินใจไปเยี่ยมหมึกสายทุกวัน


จนวันที่ 26 เป็นวันแรกที่หมึกสายยอมเปิดใจ ให้ฟอสเตอร์ และทั้งคู่ก็หลายมาเป็นเพื่อนกัน หลังจากนั้น ฟอสเตอร์ก็ยังคงดำน้ำไปหาปลาหมึกสายทุกวันๆ เราได้เห็นชีวิตสัตว์โลกใต้ท้องทะเล อย่างใกล้ชิดแบบแฟนคลับ ได้เห็นความเจ๋งของฟอสเตอร์ที่มีความสามารถพิเศษในการ Tracking สัตว์ ได้เห็นการหนีศัตรู ได้ดูการล่าสัตว์ของหมึกสาย และรับรู้ถึงความพิเศษของหมึกสายแบบชนิดที่ว่า เราคาดไม่ถึงว่ามันจะฉลาดขนาดนี้

Credit : Holleywoodgossip


ฟอสเตอร์พยายามอย่างมากที่จะไม่แหกกฎธรรมชาติในทุกๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหมึกสายเลยสักครั้ง ทำให้เราได้ดูชีวิตของหมึกสายตัวนี้ตามวงจรธรรมชาติจริงๆ


รายละเอียด ไคล์แมกซ์ของเรื่องคงไม่สามารถเล่าได้ เดี๋ยวจะเสียอรรถรสในการดู แต่รับประกันได้เลยว่าตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงที่ดูหนังเรื่องนี้ ไม่สูญเปล่าแน่นอน


พอดูจบ ปิดความสงสัยตอนเริ่มดูไปเลยว่า ปลาหมึกมีดีอะไร ทำไมถึงสามารถเอามาทำหนังได้
My Octopus Teacher ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 ในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม (Best Documentary – Feature) ก็น่าจะการันตีความเจ๋งของหนังสารคดีเรื่องนี่ได้ประมาณนึง

มี Netflix อยู่บ้านถ้ามีเวลาว่าง ก็เสิชหาดูได้ แล้วจะรู้ว่าทำไม ฟอสเตอร์ ถึงยกให้ปลาหมึกสายธรรมดาๆตัวนี้เป็นครู


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

073 ชมก่อนติ

073


ชมก่อนติ


ในที่ทำงานปัจจุบัน ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้เจ้มีโอกาสได้อยู่ในจุดที่ต้องเป็นเหมือน commentator เป็นคนโค้ช เป็นคนมองหาจุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้พนักงานพัฒนาตัวเอง อยู่บ่อยครั้ง


เจ้ยึดหลักว่า ถึงแม้เราจะอายุน้อยกว่าพนักงานคนอื่นที่เป็นผู้เข้าเรียนทั้งหมด แต่เมื่อถึงเวลาต้องทำหน้าที่ เจ้ก็จะพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ดีบอกว่าดี ชมกันตามเนื้อผ้า ไม่ดีก็บอกตรงๆให้ปรับปรุงตรงไหนบ้าง


เวลาที่ฟังพนักงานพรีเซนต์ จะคอยจดโน๊ตไปด้วยและเมื่อถึงเวลาต้องพูด เจ้ก็จะเริ่มจากประเด็นที่คิดว่าสำคัญที่สุดก่อนเสมอ แม้ว่าเรื่องแรกที่พูดจะเป็นการติ เพราะคิดว่าสิ่งสำคัญควรพูดถึงก่อน คนจะจำได้ดี ตามหลักการพรีเซนต์ว่าคนจะจำตอนต้น และตอนท้าย ได้ดีที่สุด ส่วนตรงกลางอาจจะเก็บได้ไม่หมด


ทำแบบนี้มาตลอด ไม่เคยเอะใจในคอมเมนต์ของตัวเองว่าจะไปทำร้ายจิตใจใครหรือไม่ เพราะคิดเพียงว่า เรามีเจตนาดี


แต่เมื่อต้นปี เจ้ได้เป็นกรรมการ ที่ฟังการพรีเซนต์สอนหัวข้อที่ต้องใช้อบรมพนักงาน จากบรรดาพี่ๆระดับผู้จัดการเขต ซึ่งวันนั้นเป็นวัน certify champ (คล้ายๆการสอบสอน) จึงต้องมีเชิญกรรมการข้างนอกองค์กรเข้ามาร่วมฟังและร่วมให้คะแนนด้วย


แต่ละคนจะไปเตรียมตัวตามหัวข้อที่ได้รับ และมา Teach Back คือสอนเสมือนจริงให้คนอื่นในห้องฟัง เจ้ก็ทำตามสเต็ปเดิมที่เคยทำ คือ ตั้งใจฟัง สังเกตทั้งภาษาพูด ภาษากาย และจดบันทึกไว้

พอพนักงานท่านนั้น พรีเซนต์จบ เจ้เป็นแรกที่คอมเมนต์ จำได้เลยว่า เจ้เริ่มด้วยคำติก่อน “ พี่ส้มโอ (นามสมมติ) ไม่ควรให้โพยมันแย่งซีนพี่ไป เพราะพี่ยืนอ่านแทบตลอดเวลา ทำให้พี่ไม่คอนเนกกับคนดู” และติไปอีก 2-3 เรื่อง ก่อนจะปิดท้ายด้วยเรื่องชม “แต่ วันนี้ถือว่าพี่ส้มโอมีพัฒนาการจากตอนซ้อม ไม่พูดเร็วเพราะตื่นเต้นเหมือนเปิดก๊อกที่น้ำไหลไม่หยุด วันนี้ดูนิ่งมากขึ้น มีจังหวะจะโคนในการหยุด รอทั้งห้องให้เข้าใจพร้อมกัน บลา บลา…”


เจ้คิดเอาเองว่า อะไรก็ตามหลังคำว่า “แต่” คือเรื่องจริงที่สำคัญกว่า

เจ้อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โดนตินิดหน่อย แต่ได้รับคำชมมากมาย และให้น้ำหนักกับคำชมมากกว่า เลยเลือกที่จะเก็บไว้พูดทีหลัง


และกรรมการท่านอื่นๆก็คอมเมนต์กันตามปกติ พอเสร็จแล้ว ถึงเวลาพักเบรคพอดี มีพี่กรรมการจากข้างนอกท่านนึง เดินเข้ามาหาเจ้และบอกว่า คอมเมนท์ดี แต่อยากให้เรียงลำดับใหม่น่าจะฟังแล้วลื่นไหลกว่า คือ เริ่มจากชมก่อน แล้วค่อยติ เสร็จแล้วปิดท้ายด้วยการย้อนกลับไปชมอีกครั้ง จะทำให้คนฟังรู้สึกดีกว่าเปิดมาปุ๊บก็โดนติเลย


หน้าชาไปวูบหนึ่ง นี่เราทำให้คนเสียความรู้สึกไปตั้งเท่าไหร่แล้วเนี่ย


ช่างไม่มีศิลปะในการพูดเอาเสียเลย ทำงานมาก็แล้วนาน เพิ่งมาระลึกได้ก็ตอนมีคนเตือน ต้องขอบคุณกรรมการท่านนั้น ที่สอน ไม่ปล่อยผ่าน เจ้ถือว่าใครที่กล้าตักเตือนเรา คนนั้นเค้าไม่ได้เกลียด แต่เพราะหวังดีกับเราจริงๆ


เราจึงต้องน้อมรับทั้งคำติและคำชม อย่าไปอคติกับคนที่แย้งเรามา


ถ้ามาดูหนังสือที่บ้าน จะพบเรื่องที่เกี่ยวกับการพูดค่อนข้างเยอะ เพราะเจ้รู้ตัวว่าพูดไม่เก่ง แต่ด้วยหน้าที่การงานมันเป็นไฟลท์บังคับ จึงต้องศึกษาเพิ่มเติม พอรู้ว่าเราขาดอะไร เจ้ก็รีบไปเติมความรู้ โดยการไปเข้าคอร์สเรียนพูด public Speaking ลางานไปเรียนเอง 3 วันเต็ม จ่ายเงินค่าเรียนเองหลักหมื่น


เราจะมัวรอให้บริษัทมาป้อน หรือต้อนให้ไปอบรมไม่ได้แล้ว ในเมื่อมันส่งผลกับงานที่ทำ มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพัฒนาตัวเองด้วย


หลังจากนั้นมา เมื่อต้องมีการคอมเมนท์ เจ้ก็ปรับการวิจารณ์ใหม่เลย ไม่ว่าคนนั้นจะมีข้อที่ต้องปรับปรุงมากขนาดไหน เจ้ก็จะไม่พูดเรื่องแย่ให้เค้าเสียกำลังใจก่อน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดก็ตาม


เพราะความรู้สึกคนฟัง สำคัญกว่า


ถ้าเราทำใจเขาห่อเหี่ยวแล้ว จะเติมยังไงก็เติมไม่เต็ม ต้องรอให้เค้าตกผลึกได้เอง กว่าจะถึงวันที่เค้าเข้าใจความหมายของเรา ก็อาจไม่คุ้มกับการที่เราไปฝากรอยแผลไว้ในใจเค้า


การพูดจึงสำคัญมาก เมื่อต้องวิจารณ์ใคร ชม ก่อน ติ เสมอ นะน้องรัก


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

072 ความไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

072


ความไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป


ในหนังสือ พันครั้งที่หวั่นไหว กว่าจะเป็นผู้ใหญ่ของคิมรันโด ได้เขียนเรื่องราวของเจ้าของห้องเช่าที่ใจแคบที่สุด คือสุดยอดเข้าของห้องเช่าเอาไว้


คิมรันโด เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยโซล ที่เกาหลีใต้ ซึ่งจะมีอพาร์ทเมนต์ที่เตรียมไว้ให้สำหรับอาจารย์ที่ยังไม่มีที่อยู่ (สมัยนั้นอาจารย์จะมาต่างต่างจังหวัดหรือไม่ก็จบจากต่างประเทศ ทำให้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในโซล) เป็นที่พักให้บรรดาอาจารย์เช่าราคาถูกเป็นเวลา 2 ปี


ซึ่งตอนนั้นการแข่งขันสูงมาก ใครๆก็อยากได้สิทธ์การเช่าระยะยาวนี้ เพราะไม่ต้องตระเวนหาห้องเช่าที่แสนแพงในโซล และวุ่นวายหาเงินมัดจำก้อนโต (ชอนเซ) ซึ่งถ้าได้พักที่มีอพาร์ทเมนต์ของมหาลัย ก็ไม่ต้องวางเงินชอนเซ และสามารถเอาเงินไปทำอย่างอื่น เช่นฝากธนาคารกินดอกเบี้ยได้อีก แถมยังไม่ต้องกังวลกับการเช่าที่พักข้างนอกแล้ววันดีคืนดี เจ้าของห้องบอกยกเลิกสัญญาดื้อๆ
ทำให้ Demand ในการอยากได้สิทธ์ที่พักที่มหาลัยเตรียมไว้มากกว่า Supply


ซึ่งคิมรันโด ก็ได้ยื่นเรื่องไปแต่ไม่ผ่าน ทำให้ต้องออกไปหาห้องเช่าแบบวางเงินประกันชอนเซ ซึ่งก็มีปัญหาภายหลัง เพราะเมื่อเกิดวิกฤติ IMF เจ้าของห้องไม่ยอมคืนชอนเซ ทำให้ต้องฟ้องร้องกันวุ่นวาย คิมรันโดได้บทเรียนว่าปัญหาการเช่าบ้านแบบชอนเซนั้นหนักหนาสาหัสมาก และตั้งใจว่าจะต้องซื้ออพาร์ทเมนต์ของตัวเองให้ได้ เขาจึงกู้ธนาคารรวมกับเงินชอนเซที่ฟ้องร้องจนได้คืนมา และรวมกับที่หยิบยืมจากญาติพี่น้อง


ดิ้นรน เก็บเงิน หารายได้เพิ่ม ทำทุกทางจนสามารถซื้ออพาร์ทเมนต์ได้สมใจภายใน 2 ปี


ช่วงเวลานี้เองที่คิมรันได้เจอเพื่อนอาจารย์ผู้ซึ่งได้เช่าอพาร์ทเมนต์สวัสดิการแต่สิทธ์กำลังจะหมดลง เขาดูกังวลใจมากเพราะต้องหาที่พักใหม่ท่ามกลางราคาห้องเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้นในโซล


คิมรันโดจำได้ว่าเพื่อนอาจารย์คนนี้ดูวางท่า ภูมิใจมากที่ได้รับเลือก แต่ว่าตอนนี้สภาพกลับตรงกันข้ามกันเลย เขาบอกว่า ถ้าตอนนั้นเขาไม่ได้รับสิทธ์แล้วหาทางออกด้วยตัวเอง ป่านนี้คงมีบ้านแบบคิมรันโดแล้ว


ตอนนั้น คิมรันโด ถึงได้รู้ว่า ความผิดหวัง ความไม่ได้ดั่งใจ จะทำให้เราเตรียมพร้อม มีแรงฮึดสู้ได้ดีกว่าทางที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เขารู้สึกว่า โชคร้ายกลายเป็นโชคดีในที่สุด



หลังจบปริญญาโท เจ้เข้าทำงานที่ Starwood ที่เคยเป็น Chain โรงแรมใหญ่ติดอันดับโลก มีแบรนด์โรงแรมที่ดูแลคือ Sheraton, Westin, A Luxury Collection, W, Le Meridien, St. Regis และอีกหลายแบรนด์


ตอนนั้นที่ได้ทำงานที่นี่ ภูมิใจมาก เพราะว่าได้ทำที่ Regional Office ซึ่งมีแต่บรรดาผู้บริหารต่างชาติ และคนไทยหยิบมือเดียว เจ้มีนายเป็นคนสิงคโปร์ ทั้งออฟฟิศมีคนไม่ถึง 20 คน ทำงานที่ตึกสาธรสแควร์ ตึกสวย ใจกลางเมือง ตลอดสองปีกว่าที่อยู่ด้วยกันมา มีแต่ความสุขในการทำงาน จนถึงวันที่มีข่าวว่า Marriott จะเข้าซื้อกิจการ Starwood ทั้งหมดทั่วโลก


วันนั้นเอง ที่เจ้รู้สึกว่า งานที่เคยคิดว่ามั่นคง กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเราอยู่ในส่วน Corporate ไม่ใช่ส่วนโรงแรม เวลาซื้อกิจการ เขาต้องต้องเอาคนทำงานที่โรงแรมไปด้วย ดังนั้นพวกที่ทำอยู่ Corporate ทั้งหลายทั่วโลก ทั้ง Area และ Regional office ก็มีหนาวๆกันว่าจะโดนเลิกจ้าง และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ


ปลายปี 2015 Marriott เซ็นสัญญาซื้อ Starwood เรียบร้อยและค่อยๆมีการโอนถ่ายงานกัน เป็นระยะเวลาเกือบปี ช่วงสองเดือนสุดท้ายของการทำงานที่นี่ มีคนจาก Marriott เข้ามานั่งทำงานที่ออฟฟิศของ Starwood มันเป็นภาพที่ปวดใจ เพราะพี่ๆ Starwood เริ่มหายไปทีละคน สองคน จากการสมัครใจลาออกเองบ้าง จากการเลิกจ้างเองบ้าง เป็นการถ่ายเลือดเก่าออกแล้วรับเลือดใหม่ (คนจาก Marriott) เข้ามา


จนเมื่อถึงต้นปี 2017 เมื่อส่งทุกคนออกจาก Starwood ครบแล้ว ถึงเวลาที่เจ้จะไปบ้าง ตอนนั้นมี Opportunity เข้ามาให้เลือกอยู่ 3 ที่ กลุ้มใจมากเพราะกังวลไปหมด เนื่องจากใจจริงไม่ได้อยากย้ายไปไหน แต่สุดท้ายก็เลือกออกมาเป็นลูกหลานผู้พัน KFC เพราะมีพี่ที่รู้จักชวนไปทำ


ช่วงแรกๆที่ทำงานที่ใหม่ Culture Shock มาก เพราะไม่เคยต้องส่งเมล์เป็นภาษาไทย และ ระบบการทำงานอะไรก็ไม่เหมือนกัน สไตล์คนทำงานก็คนละขั้วกันเลย เปลี่ยนจากโรงแรมมาสาย Food จากองค์กร International มาเป็นองค์กรไทยๆ คนละเรื่องกันจริงๆ ช่วงแรกที่ทำงานที่นี่ยังอาลัยอาวรณ์ Starwood อยู่มาก ถึงตอนนี้ก็ยังคิดถึงอยู่


แต่เวลาก็ได้ทำให้เราเติบโตขึ้น ปรับตัวได้ดีขึ้น และทำงานอย่างมีความสุขได้เหมือนเดิม แถมยังพ่วงมาด้วยการบาลานซ์เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้ค่อนข้างดี เพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เลิกงานมาไม่เคยเห็นแสงอาทิตย์เลย

พอมาอยู่ที่นี่ จัดสรรเวลาเองได้ มีเวลาออกกำลังกาย อ่านหนังสือที่ดองไว้ ลาเที่ยวได้ยาวๆ ไม่มีอะไรหายไป ยกเว้นภาษาอังกฤษที่ไม่ได้ใช้เยอะเท่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง


จนมาเจอ Covid-19 ที่ทำให้อุตสหกรรมท่องเที่ยวหยุดชะงักไปเป็นปี คนทำงานวงการนี้ ก็รู้กันว่าเจ็บปวดขนาดไหน เลยเข้าใจความรู้สึกคิมรันโดขึ้นมาทันที ว่าสิ่งที่เราคิดว่าแย่ ไม่ได้ดั่งใจในตอนนั้น ทำให้เราพร้อมและแข็งแรงกว่าเก่าในวันนี้



เช่นเดียวกันกับที่ Paul Smith นักออกแบบระดับโลก ที่ตอนแรกตั้งใจว่าอยากเป็นนักปั่นจักรยาน แต่เพราะประสบอุบัติเหตุจึงผันเส้นทางขีวิตเข้าสู่เส้นทางดีไซเนอร์ และอีกหลากหลายเรื่องราวของคนดังที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ แต่ในอดีต พวกเขาก็เจอกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังมานับไม่ถ้วน


หากเจอเรื่องร้ายๆ เปลี่ยนให้มันเป็นแรงผลักดันให้เราสู้ต่อไป เราต้องรู้จักเรียนรู้รสชาดของความเจ็บปวด เราถึงจะเติบโตขึ้น


พยายามมองหาแง่ดีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำไว้ว่าอะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ดีเสมอ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

071 หัวโขน

071


อย่าให้หัวโขนทำให้เราเป็นคนไม่ดี


ในชีวิตจริง ไม่ผิดที่เราจะทำดี ให้ความสำคัญกับคนใกล้ชิด คนในครอบครัวของเรามากกว่าคนทั่วไป เพราะใครๆก็ย่อมต้องเห็นพวกพ้องของตนดีกว่าคนนอกอยู่แล้ว เข้าทางสุภาษิต เลือดข้นกว่าน้ำ


แต่ในชีวิตการทำงาน เราต้องระมัดระวังมากๆ ไม่ให้มีความลำเอียง ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น เพราะคนที่ทำงานไม่ใช่คนในครอบครัวเรา แต่เป็นคนที่เหมือนลงเรือลำเดียวกับเรา เป็นคนที่มาอยู่รวมกันด้วยเหตุผลที่จะพาบริษัทให้เดินหน้าต่อไปได้ มีเป้าหมายที่คอยผูกทุกคนให้อยู่ด้วยกัน


ถ้าวันใดเป้าหมายเปลี่ยนไป ก็จะมีใครบางคนออกจากเรือลำนั้นไปหาเรือลำใหม่เอง


เจ้ไม่เห็นด้วยกับการเลือกปฏิบัติ กับพรรคพวกของตัวเอง หรือคนที่ตัวเองไว้ใจ และทอดทิ้งอีกฝ่ายแบบไม่ใยดี เพียงเพราะเขาไม่ได้สนิทกับเรา หรือมีประโยชน์กับเรา หรือการใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง เอาผลประโยชน์เข้าตัว คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง คนแบบนี้ ไม่มีใครอยากนับถือด้วยความจริงใจในโลกการทำงาน เป็นเหมือนโลกสมมติ ที่เราฝันไป และได้ใช้ชีวิต มีบทบาท มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง


เพราะไม่มีใครทำงานได้ไปตลอดชีวิต (ถ้าไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร) ดำเนินชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องส่งไม้ต่อให้คนที่หนุ่มสาวมีแรงเยอะกว่าทำต่อไป และพักผ่อนตามสังขารที่ร่วงโรย


ดังนั้นแล้ว การทำงานจึงเป็นเหมือนความฝันที่เราจะเป็นอะไรก็ได้ตามที่องค์กรจะให้เป็น ตามความรู้ความสามารถที่มี แต่เมื่อหมดวัยที่จะทำงาน ก็คือหมดเวลา ต้องตื่นจากฝัน ไปใช้ชีวิตที่ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์อะไรอีก


เมื่อตื่นขึ้นมาจากฝัน เจอโลกความจริง หน้าที่การงาน ตำแหน่ง หัวโขนต่างๆ ก็จากไปหมด เหลือเพียงคุณงามความดีที่จะทำให้ผู้คนยังนับถือเรา แม้ไม่มีสิ่งเหล่านั้นประดับอยู่


ถึงวันหนึ่ง เมื่อวัยวุฒิได้ เราอาจมีอำนาจ มีบริวาร อย่างเลี่ยงไม่ได้ อยากให้น้องเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เอาประโยชน์สวนตนนำทาง ไม่ดูแคลนและทำเป็นไม่เห็นค่าคนอื่น จงอย่าให้คนเคารพ นับถือเราเพราะหัวโขนเท่านั้น


ถ้าเราทำตัวดีมาตลอด ผู้คนเค้าจะศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเรา ไม่ใช่ตำแหน่ง หัวโขนของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะติดอยู่ในใจไปตลอดกาล ไม่ได้จบลงแค่หมดอายุงาน


มีหลายคนที่พอจบการทำงานไปแล้ว แต่ผู้คนยังรักและเคารพนับถือ ยังติดต่อนัดทานข้าว รักษาความสัมพันธ์ไว้ไม่ห่างหาย นั่นเป็นเพราะวันที่มีหัวโขน เขาเหล่านี้ไม่หลงระเริงไปกับยศถาบรรดาศักดิ์ และตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองให้ดี ดูแลเอาใจใส่บริวาร ไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัว ทำให้แม้วันนี้จะไม่ได้อยู่ในโลกการทำงานแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่ผู้คนมีต่อพวกเขาหายไป กลับพูดถึง สรรเสริญแม้ลับหลังแล้วก็ตาม


ในขณะที่มีหลายคนที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ไม่น่ารัก ไม่น่าเคารพเอาเสียเลย ก็ไม่เป็นไร โลกต้องการความหลากหลายอยู่แล้ว ถ้ามีแต่คนแบบเดียวกันหมดก็จะไม่มีตัวเปรียบเทียบว่าอะไรดีไม่ดี


การมีคนประเภทนี้บนโลก ก็ทำให้เรารู้ว่า อะไรที่เราไม่ชอบ คิดว่ามันไม่ดี ก็อย่าไปทำตาม เท่านั้นเอง


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

070 ของบางอย่างก็มีค่าแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

070


ของบางอย่างก็มีค่าแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง


แม้ว่าเราจะจัดบ้านไปกี่ครั้ง เก็บของทิ้งใส่ถุงดำไปกี่สิบถุง แต่ของที่เจ้ยังไม่อยากทิ้ง ยังอยากจะเก็บไว้อยู่ คือบรรดาโทรศัพท์มือถือตกรุ่น และ Talking Dictionary ทั้งหลาย


ของเหล่านี้ ขายไปก็ได้ไม่กี่ตังค์ แต่ความทรงจำที่มีร่วมกันมันมากมายเหลือเกิน เลยขอแอบเก็บไว้ก่อน มันยังเป็นของที่ Spark Joy อยู่ เก็บได้ไม่เปลืองพื้นที่เหมือนพวกเครื่องออกกำลังกาย ทีวี เครื่องซักผ้า ตู้เย็นที่ใช้การไม่ได้แล้ว


จำได้ว่า ตอนอยู่ ป.6 ป๊าม้าส่งไปเรียนซัมเมอร์ที่เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย ไม่ได้เป็นการไปเมืองนอกครั้งแรก แต่เป็นการจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวชาวออสเตรเลียที่เป็น Host เป็นครั้งแรก ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่ไปเรียนและใช้ชีวิตกับ Host กับเพื่อนๆที่นั่น มีความสุขมาก


และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบภาษาอังกฤษ พอกลับไทยมา ก็เริ่มหาเพลงสากลฟัง อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เล่มบางๆ ของ Penguin Books พอสำนักพิพม์ออกเล่มใหม่มา ก็ต้องตามไปซื้อมาอ่านทุกครั้งไป ทุกวันนี้หนังสือเหล่านั้นก็ยังเก็บไว้อยู่ในห้องนอนที่บ้านอยู่เลย


ตอนนั้นภาษาอังกฤษไม่ได้ดีมาก ครั้นจะอ่านหนังสือนอก ก็เลยต้องอ่านไปเปิด Dictionary (ที่เราเรียกติดปากกันว่า “ดิก”) เล่มหนาะเตอะหนักเกิน 1 กิโลไป เพื่อจดศัพท์ที่แปลไม่ออกใส่กระดาษไว้ เพราะมีแนวโน้มว่าเล่มนั้นๆจะใช้ศัพท์เดิมๆวนไป พออ่านจบก็จะทำให้เราจำศัพท์นั้นได้ไปโดยปริยาย


แต่ปัญหาคือ จะได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ก็ต่อเมื่ออยู่บ้าน เพราะไม่สามารถแบกดิกเล่มใหญ่ไปไหนมาไหนได้ แม้ว่าจะมีดิกเล่มเล็กออกมาขายแล้วก็ตาม มันก็ยังไม่สะดวกอยู่ดี เพราะความหนาก็ยังคงเดิม แม้ว่าไซส์จะเล็กลงก็ตาม


พอเวลาผ่านไปอีกหน่อย ก็มี Talking Dictionary ออกมา นี่คือสิ่งประดิษฐ์ที่รอคอยสมัยนั้น แก้ปัญหาการพกดิกติดตัวได้ดีมากๆ เพราะมันพกง่าย แถมยังมีเสียงให้ฟังว่าคำนี้อ่านอะไรอีกด้วย ราคาก็แพง หลายพันเลย แต่ก็อยากได้มากจะลงแดงเอา ป๊าม้าก็เลยยอมซื้อให้ เจ้ใช้งานมันบ่อยจนพังและต้องซื้อเครื่องที่สองตามมาในเวลาไม่กี่ปี


และผลของการเพียรพยายามจะเรียนรู้ภาษาอังกฤษในวัยเด็ก ก็ทำให้เจ้ใช้งานมันในมหาลัย ในที่ทำงาน พรีเซนท์งานได้ความทรงจำกับ Talking Dictionary มันมากมายเกินกว่าจะเอามันทิ้งใส่ถุงดำไป


เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ จำได้ว่า เวลาจะได้มือถือเครื่องใหม่ เราจะตื่นเต้น ดีใจ ที่ได้ใช้ของใหม่ล่าสุด ทะนุถถนอมอย่างดี หาที่ห้อยมือถือมาใส่บ้าง หาเคสมาสวมบ้าง ฯลฯ แต่ความรู้สึกสดใหม่นี้ก็ค่อยๆจางหายไป ตามเวลา จนในที่สุด มันก็ถูกแทนที่ด้วยมือถือรุ่นใหม่กว่าทุกครั้งไป


เจ้ยังคงเก็บของเหล่านี้เพื่อเตือนใจถึงความไม่เที่ยงของมนุษย์เรา วันนี้อยากได้ วันหน้าก็ไม่อยากมีแล้ว วันนี้สวยงาม วันหน้าก็หย่อนยานได้ เป็นสัจธรรมของชีวิต เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป


แต่ความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างที่ได้ใช้งานแต่ละเครื่องนั้น มันนานับคณาจริงๆ


บางเครื่อง เป็นมือถือเครื่องแรกของป๊า บางเครื่องเป็นมือถืออันสุดท้ายของม้า บางเครื่องเป็นเครื่องแรกที่ใช้เงินเดือนตัวเองซื้อ แต่ละเครื่องมันทำให้คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำ
มันก็เลยยังปลุกเร้าความสุขได้อยู่ (Spark Joy)


ไว้ถ้าจัดบ้านครั้งต่อไปแล้ว เจอของเหล่านี้ หากมันไม่สามารถ Spark Joy แล้ว เจ้ค่อยเอามันไปทิ้งก็แล้วกันนะ


ทุกคนน่าจะมีของที่เคยอยากได้มากๆ พอได้มาแล้วก็ค่อยๆลืมความรู้สึกนั้นไป ดังนั้น เวลาซื้ออะไรใหม่ๆ ก็ลองพิจารณาดูว่า ของนั้นเราอยากได้มันมากขนาดจะอยู่กับมันไปตลอดได้หรือเปล่า แล้วจะทำให้เรามีสติในการซื้อของเพิ่มมากขึ้น

ถึงมีคำพูดว่าให้ซื้อประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ เจ้เพิ่งเข้าใจก็ตอนที่ได้เดินทางเที่ยว แม้เวลาผ่านไป แต่ความจำทรงตอนเที่ยวยังคงอยู่

และมันอิ่มเอมใจมากกว่าสิ่งของจริงๆ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

069 หาเวลากำจัดขยะในบ้านกันเถอะ

069


หาเวลากำจัดขยะในบ้านกันเถอะ


หลังจากที่ได้อ่าน ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ของมาริเอะ คนโด และเราก็ได้ทยอยเคลียร์บ้าน โดยการทำเป็นโซนๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว 2020 ช่วงโควิด


ปีนี้เราก็ทำต่อเนื่อง ตามแผนที่วางไว้ว่าสงกรานต์ปีนี้เราจะเคลียร์ของในบ้าน และก็ถึงเวลาของห้องเก็บของ ที่ๆเราเก็บทุกสิ่งอย่างที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือใช้ไม่ได้แล้ว แต่ไม่ยอมทิ้งเอาไว้ ด้วยความหวังว่า สักวันจะเอาไปซ่อม สักวันจะได้เอากลับมาใช้ใหม่อีก


แต่ก็ไม่เคยมีวันนั้น


เช้าวันที่ 13 เมษายน 2021 เราสามพี่น้อง พี่พีท พี่โส และหมึก มาช่วยกันเอาของออกจากห้องเก็บของ ไม่น่าเชื่อว่าห้องเล็กๆจะจุของได้เยอะขนาดนี้


ทั้งเครื่องออกกำลังกายตกรุ่นมากมาย เครื่องถ่ายเอกสาร ทีวีรุ่นโบราณ เครื่องดนตรีที่พังแล้ว กระเป๋าเดินทางที่แถมมากับทัวร์ กระเป๋าเดินทางที่ล้อเสียแล้ว โซฟาที่ไม่มีใครนั่งมาเป็นสิบๆปี ของที่เคยทำบริจาคเป็นล็อตใหญ่ๆ แผ่นซีดีนับร้อยแผ่นที่สมัยนี้คงไม่สามารถเปิดดูได้แล้ว ฯลฯ มีของกระจุกกระจิกเต็มบ้านที่ถูกลืม เก็บตายอยู่ในห้องเก็บของห้องนี้


วันนี้มันได้ถูกปลดปล่อยแล้ว


ตามที่มาริเอะ บอกไว้ว่า ของที่ไม่ได้ใช้แล้ว ก็ควรขอบคุณที่มันได้ทำหน้าที่สมบูรณ์และปล่อยมันไป ทำพิธีร่ำลาจากกันด้วยดี


เราใช้เวลาครึ่งวันจัดการเคลียร์จนได้พื้นที่ในห้องเก็บของคืนมา วินาทีที่เห็นห้องที่เคยอัดแน่นไปด้วยสิ่งของ เปลี่ยนมาโล่งสายตา รู้สึกตัวเบาอย่างประหลาด เหมือนเรือที่ทื้งสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกไป


จริงอย่างที่ มาริเอะบอกว่า การจัดบ้าน เราต้องทำให้มันเป็นอีเวนท์ใหญ่ ทำให้เป็นวันสำคัญ ที่เราต้องเข้าร่วม และทำต่อเนื่องรวดเดียวจบ อย่าค่อยๆทำวันละนิดวันละหน่อย เพราะมันจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนแบบนี้


พอได้เห็นบรรดาขยะถูกขนลงจากบ้าน ออกจากพื้นที่อาศัย เราก็รู้สึกได้เองอัตโนมัติว่า ต่อไปเราต้องมีสติในการซื้อของเข้าบ้านมากกว่าในอดีต และต้องรู้จัก Let go ปล่อยวาง

ให้สิ่งของได้ไปตามทางของมัน ดีกว่าขังมันไว้ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นานนับปี

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

068 ตัวหนังสือสร้างจินตนาการได้ไม่รู้จบ

Credit : Pinterest

068


เพราะตัวหนังสือสร้างจินตนาการได้ไม่รู้จบ


สมัยเด็กๆ ตอนอยู่ประถม หนังสือแฮรี่ พ็อตเตอร์กำลังโด่งดัง ป๊าก็ซื้อมาให้เจ้อ่านเล่มแรก ตอนนั้นเจ้ยังไม่ได้เสพติดการอ่านเหมือนทุกวันนี้ สิ่งที่อ่านสมัยนั้นจะเป็นพวกหนังสืออ่านนอกเวลาที่โรงเรียนแจก หรือหนังสือเล่มเล็กๆขนาดฝ่ามือ หรือหนังสือนิทานอีสบเล่มบางๆ


ป๊าม้าคงเห็นว่าสามารถปล่อยให้เจ้อยู่คนเดียวได้ ขอแค่ยื่นหนังสือให้เล่มหนึ่ง ก็จะนั่งนิ่งอยู่กับหนังสือตรงหน้าเป็นชั่วโมงๆ


และ แฮรี่ พ็อตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ติดใจการพลิกหน้ากระดาษและยังคงทำต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้


สำหรับ แฮรี่ พ็อตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ เป็นนิยายแปลเล่มแรกๆที่ได้อ่าน มันสนุกมากสำหรับวัยเด็ก ตื่นตาตื่นใจกับโลกเวทมนตร์ มันเหมือนหลุดไปอีกโลกนึงเวลาอ่าน

มีโรงเรียนฮอกวอตส์ ที่แบ่งนักเรียนออกเป็น 4 บ้านตามลักษณะนิสัยของเด็กๆ มีศาสตราจารย์สอนวิชาแปลกๆ มีเรื่องเหนือจินตนาการเต็มไปหมด เพราะเล่มนี้เลยทำให้เจ้เปิดโลกไปอ่านนิยายแปลเรื่องอื่นๆในวัยเด็ก


ช่วงนั้นจำได้ว่า ที่โรงเรียนประกาศเรื่องแคมเปญอ่านหนังสือ เขียนสรุปใส่สมุด ทำครบสามเล่ม แล้วเอามาแลกพิซซ่าได้ 1 ถาด ในปีนั้น เจ้แลกพิซซ่าได้ 14 ถาด จำได้แม่นเพราะเป็นเลขวันเกิดตัวเอง แลกบ่อยจนบ้านเราเอียนการกินพิซซ่าไปพักนึง


ช่วงที่ยังเรียนมัธยมที่อัสสัมคอนฯ ก็อ่านหนังสือหลายแนวมากขึ้น เพราะว่าเจ้ต้องเดินไปรอป๊าม้าที่เซ็นทรัลสีลมหลังเลิกเรียนทุกวัน เพื่อรอรับน้องๆที่ต้องเรียนพิเศษต่อ จะได้กลับบ้านพร้อมกัน
ซึ่งการรอ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน ไม่ใช่ปัญหาของเจ้ เพราะเจ้ได้ B2S เป็นที่พักพิง เจ้เข้าไปอ่านหนังสือตลอดระหว่างรอม้าไปซื้อของที่ Tops และรอน้องๆ ทำให้ติดนิสัยอ่านหนังสือไปโดยอัตโนมัติเมื่อต้องรออะไรนานๆ


โตมาหน่อยก็จะอ่านแนวจิตวิทยา พัฒนาตัวเองเยอะขึ้น ให้เหมาะกับสถานการณ์ตามวัย เห็นเจ้รีวิวแต่หนังสือแนวพัฒนาตัวเอง เรื่องการเงิน ก็ไม่ใช่ว่าเจ้อ่านแค่แนวเดียว


ก็ยังมีอ่านนิยายบ้าง สมัยเด็กๆจะชอบนิยายแฟนตาซี เช่น The Davinci Code, Angels & Demons ของแดน บราวน์ Shopaholic, Can you keep secret และเล่มอื่นๆ ของโซฟี คินเซลลา หนังสือตระกูล Twilight หนังสือตระกูล The Ring คำสาปมรณะ A series of unfortunate events อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย โดยแดเนียล แฮนเลอร์มหาภารตะ แต่งโดย ฤาษีวยาส Game of Thrones ของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ตินเป็นต้น


หนังสือนิยายที่ยกตัวอย่างมานี้ ล้วนแล้วแต่มีคนเอาทำออกมาเป็นหนัง ซีรีย์ แล้วทั้งสิ้น และมีโอกาสได้ดูเกือบหมดแล้ว ก็พบว่าเรื่องความลึกซึ้งของเนื้อหา มันสู้หนังสือไม่ได้เลย ที่เราเห็นในจอ มันเป็นแค่เสี้ยวเดียวจากหนังสือเท่านั้น


จินตนาการที่ได้จากการอ่านไม่รู้จบ ดิ้นได้ตามที่เราอยากให้เป็น แต่ถ้าดูหนังบางทีจะหงุดหงิดว่าไม่เห็นเหมือนในหนังสือเลย บางเรื่องเจ้ถึงขึ้นเลือกที่จะไม่ดูเลย เพราะไม่อยากให้ภาพในจอมาทำร้ายภาพในจินตนาการ ยกตัวอย่างเช่น นิยาย คิวบิก ของคนไทยที่แหละ อ่านสนุกมาก แต่พอทำออกมาเป็นละคร ดูไม่ได้เลยจริงๆ ต้องขอผ่านเพราะทำใจไม่ได้


คงมีแต่คนที่อ่านเท่านั้น ถึงจะเข้าใจความรู้สึกของภาพประกอบโพสนี้ได้ดี


ถ้าไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่รู้จะเริ่มยังไง แนะนำให้ลองอ่านพวกนิยายที่เราสนใจดูก่อน เพราะถ้าเลือกเล่มที่ตรงจริตเรา ก็จะรู้สึกสนุก อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ แล้วพอเราจดจ่อกับหนังสือได้นานๆแล้ว มันก็จะเหมือนการสะสมเลเวลความอึดให้เราได้ขยายขอบเขตสิ่งเนื้อหา แนวหนังสืออื่นๆ ที่ไม่ใช่นิยายต่อไปได้ไม่ยาก เพราะเรามีภูมิแล้ว อีกหน่อยจะอ่านอะไรก็ไม่ใช่เรื่องทรมาน


จะอ่านอะไรก็ได้ ขอให้ได้อ่าน อ่านติดต่อกันไปสักระยะ ก็จะชอบการอ่านไปเอง ลองดูแล้วกันนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis