087 Master of One Page Summary

087

Master of One Page Summary – เปลี่ยนยากเป็นง่ายด้วยการคิดบนกระดาษ 1 ใบที่คนญี่ปุ่นใช้


เนื่องจากติดตามเพจ สรุปให้ ในเฟซบุ๊คอยู่ และรู้ว่าเจ้าของเพจคือคุณวิฑูรย์ สูงกิจบูลย์ (เซนเซ แป๊ะ) ก็เลยตามไปซื้อหนังสือมาอ่าน


เล่มนี้เป็นผลงานของ ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ (เซนเซ เล็ก) และวิฑูรย์ สูงกิจบูลย์ (เซนเซ แป๊ะ) ทั้งคู่เคยทำงานที่โตโยต้ามาก่อน จับมือกันเขียนหนังสือและเรียบเรียงจากประสบการณ์ในการทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับหลักคิดเรื่องการสรุปรายงาน ให้เหลือเพียง 1 หน้ากระดาษ (จะ A4 หรือ A3 ก็ขึ้นอยู่กับความเยอะของเนื้อหา)


ตัวผู้เขียนนั้นได้แชร์เคล็ดลับในการพาตัวเองจากที่ต้องทำรายงานในวันหยุด เพราะโดนสั่งแก้รายงานอยู่เสมอๆ มาเป็น Top 3 ของแผนก เขาทำได้อย่างไร

คำตอบคือ การที่เขาต้องมาทำงานในวันหยุดเสมอๆ เพราะเขาสรุปไม่เป็น แต่พอได้ศึกษาสรุปรายงานของคนอื่นเป็นร้อยๆแผ่น เขาก็ค้นพบหลักการที่ทำให้สามารถสรุปประเด็นได้ดี (งานของเขาคือการทดสอบสินค้าและสรุปรายงานให้ผู้บริหาร)


เขาพัฒนาตัวเอง โดดเด่นจนได้โอกาสไปทำงานที่บริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น และได้เป็นวิทยากรในบริษัท จนตอนนี้เขาลาออกมาทำในสิ่งที่เขาปรารถนา เขาอยากให้คนทำงานสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น พัฒนาบริษัทในไทย มันคือวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยความรู้ น่าชื่นชมใน vision นี้จริงๆ


ซึ่งหลักการทำ One Page Summary สรุปทุกอย่างลงกระดาษ 1 ใบ คือ1. สรุปภาพใหญ่ ว่าอะไรคือประเด็นสำคัญ (เขียนให้ใครอ่าน ใส่ใจใส่ชื่อ และยึดถือประโยคสำคัญ)2. ใส่กรอบ ครอบหัวข้อ ให้อ่านง่าย (ตีกรอบเนื้อหาให้แบ่งออกเป็นห้องๆ ตรวจสอบความสมดุล และเรียงลำดับให้ดี)3. ร้องอ๋อใน 3 วิ คือทำเนื้อหาให้เรียบง่าย เข้าใจตรงกัน


ในแต่ละกระบวนการก็ยังมีเทคนิคย่อย ๆ ที่สำคัญแต่ละหัวข้อมีตัวอย่างในการเขียนเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น สรุปทุกอย่างให้อยู่ในกระดาษเพียงหนึ่งใบนั้น เชื่อกันว่ากำเนิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นภายหลังจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการคิดค้นไอเดียที่จะลดเวลาการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสาร

เพราะโลกเรามีเวลาน้อยลง เมื่อข้อมูลล้นโลก พลังโฟกัสมนุษย์สั้นลง ผู้ชนะคือคนที่สื่อสารได้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย


เชื่อว่าการทำ One Page Summary นั้นมาจากการที่เวลาขององค์กรระดับโลกนั้นมีค่ามาก คำณวนได้โดยการเอายอดขายมาหารด้วยจำนวนพนักงาน จะได้คำตอบว่าพนักงาน 1 คนสร้างยอดขายเท่าไหร่ เช่น ยอดขายของโตโยต้าปี 2017 คือ 254,694 (พันล้านดอลลาห์สหรัฐ) มีจำนวนพนักงาน 300,000 คน จำนวนยอดขายต่อพนักงาน 1 คนของโตโยต้าคือ 848,980 USD/คน หรือตัวเลขกลมๆ 28 ล้านบาท


ถ้าพนักงานทำงาน 250 วันต่อปี 8 ชั่วโมงต่อวัน 1 นาทีของพนักงานโตโยต้า คิดโดยจำนวนยอดขายต่อพนักงาน 1 คน หารด้วยจำนวนวัน คูณจำนวนชั่วโมง คูณ 60นาที ผลลัพธ์จะเท่ากับ 250 บาท /นาที /คน โดยประมาณ

ยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง 1 นาทีของเขาย่อมส่งผลกระทบมากขึ้นตามไปด้วย

จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่สรุปรายงานในมือควรต้องกระชับและช่วยให้มองภาพทะลุปรุโปร่ง และสิ่งเหล่านี้สามารถฝึกได้ด้วยเทคนิคจากหนังสือเล่มนี้


ภาพประกอบเยอะไปหน่อย แต่ก็ทำให้อ่านจบได้เร็วภายในวันเดียว ถ้าต้องทำรายงาน เล่มนี้ไม่ควรพลาดจ้ะ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

086 Discipline is the bridge between goals and accomplishment

086


Discipline is the bridge between goals and accomplishment – Jim Rohn


เมื่อปีที่แล้ว ตั้งแต่มีโควิด และได้ทำงานที่บ้าน ได้เวลาคืนจากการเดินทางร่วมวันละ 4 ชั่วโมงคืนมา เลยทำให้ได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นนอกเหนือจากเรื่องงานเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่า ได้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้นด้วย


ช่วงนี้เจ้อ่านหนังสือและฟัง Podcast แนวจิตวิทยา / ลงทุน / แรงบันดาลใจ / ประสบความสำเร็จ ฯลฯ บ่อยกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะว่าเสพติดความสำเร็จ หรือไปอบรมขายตรงมา ไม่ใกล้เคียงเลย


มันเป็นเพียงแค่เจ้รู้ตัวว่าไม่ใช่คนเก่งหัวกะทิ หรือกล้าเสี่ยงทำธุรกิจ จึงต้องคอยหาอะไรเติมสมองเพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และรู้สึกว่าอายุ 32 แล้วในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมัยก่อนตอนยังเรียนมัธยมอยู่ จะคิดว่าอายุเท่านี้ต้องประสบความสำเร็จได้แล้ว เตรียมพร้อมจะได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ ไม่ต้องเอาเวลาไปทำงานเพื่อแลกเงินได้แล้ว


แต่ในเมื่อวันนี้ มันยังไม่เป็นอย่างที่เคยคิดไว้ในวัยเด็ก ยังไม่สามารถไปถึงจุดที่จินตนาการไว้ ก็เลยอยากที่จะทำได้ดีกว่านี้ ต้องขวนขวายหาความรู้เข้าไว้ เพราะเราไม่มีเวลาจะลองผิดลองถูกต้องตัวเองเหมือนตอนเด็กๆอีกแล้ว


เชื่อไหมว่า กว่าสิบเล่มที่ได้อ่านแนวๆประสบความสำเร็จ มี keyword อยู่สองสามอันที่ถูกพูดถึงซ้ำไปซ้ำมาในทุกๆเล่ม ทุกๆเรื่องราวของความสำเร็จ

นั่นคือ วินัย และ การโฟกัสในสิ่งที่ทำ


ในหนังสือ How to become a successful money maker – วิธีเป็นคน 1 % ที่หาเงินเก่งที่สุด บอกไว้ว่า เป้าหมายทางการเงินที่ถูกต้องจริงๆ คือ มีเงินมากพอให้ชีวิตเป็นอิสระที่จะใช้ชีวิตแบบใด ที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่การมีเงินมากที่สุด


และการจะได้มาซึ่งชีวิตแบบนั้น ต้องแลกด้วยวินัย ซึ่งเป็นเรื่องของการเอาชนะตัวเองล้วนๆ ต้องเลิกทนกับชีวิตที่ไม่น่าพอใจ และกล้าออกจาก comfort zone และทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ mindset


We must all suffer one of two things; the pain of discipline or the pain of regret or disappointment – เราทุกคนย่อมเจ็บปวดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่เจ็บปวดเพราะวินัย ก็เจ็บปวดเพราะความเสียดายหรือความผิดหวัง


เราคงต้องเลือกดูว่าอยากได้แบบไหนมากกว่ากัน สำหรับเจ้แล้ว ยอมเลือกที่จะเจ็บปวดเพราะวินัยดีกว่า เพราะเชื่อว่าความพยายามและความมีวินัยไม่เคยทรยศใคร วินัยเป็นการทำในสิ่งที่ไม่อยากทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ


จิม รอห์น นักธุรกิจ นักเขียน และนักพูดชาวเมริกันเคยบอกไว้ว่า วินัยคือสะพานที่จะพาเราข้ามจากเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จ


ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นเรื่องอะไร ขอให้มีวินัยเป็นสะพานพาให้เราออกเดินทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายนั้นๆ


พยายามไปด้วยกันนะ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

085 Soul – อัศจรรย์วิญญาณอลเวง

085


Soul – อัศจรรย์วิญญาณอลเวง


หนังแอนิเมชั่นของ Disney Pixar ที่เข้าโรงตอนช่วงโควิด คนไม่กล้าเข้าโรงหนังกัน เลยกระแสค่อนข้างแผ่ว แต่พอดูจบแล้ว บอกได้เลยว่าหนังดีมาก ดีเกินกว่าจะเป็นแค่แอนิเมชั่นสำหรับเด็กไปแล้ว มันลึกซึ้ง ล้ำลึก ปรัชญาที่แฝงไว้ก็คมคายเกินกว่าที่เด็กจะเข้าใจ แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาแล้วน่าจะเข้าใจถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ที่หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกไว้ได้ไม่ยาก


อย่าเพิ่งรีบตัดสินหนังเรื่องหนึ่งเพียงเพราะโปสเตอร์ดูไม่น่าดึงดูดใจ ตัวเอกก็สุดแสนจะธรรมดา ไม่หล่อ ไม่สวย เป็นชายวัยกลางคนค่อนไปทางจะมีอายุแล้วด้วย

ถ้าลองเปิดใจดูเรื่องนี้แล้วละก็ จะได้พบกับความสวยงามของโลกเรา ได้เห็นมิติต่างๆของโลกหลังความตาย ได้เจอกับการออกแบบคาแรกเตอร์ต่างๆที่แปลกไปจากเดิม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบสามมิติ แต่ครั้งนี้เราจะได้เห็นการหยิบเอาความเป็นนามธรรม (Abstract) เช่น ผลงานศิลปะแนว Cubism Art มาออกแบบเป็นคาแรกเตอร์ได้อย่างน่าทึ่ง (สวยจริงๆนะ)

Credit: PIXAR


หนังมีตัวเด่นๆอยู่สองตัวละคร ตัวนึงแทนเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร จนไม่กล้าใช้ชีวิต และอีกตัวละครหลักแทนคนที่มีสิ่งที่หลงใหล พบความหมายของการมีชีวิตอยู่แต่ กลับไม่รู้ตัว

ทั้งสองจับพลัดจับผลูมาเจอกันและได้ใช้ชีวิตด้วยกัน เรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ตามหาไปด้วยกัน
หนังจบแบบราบเรียบ เงียบเชียบ

แต่ทิ้งร่องรอยอะไรบางอย่างไว้ในความรู้สึกหลังดูจบ


Soul อาจจะไม่ได้รับความนิยมมากเท่าเรื่องอื่นๆของ Disney Pixar เช่น Inside Out, Zootopia, หรือ CoCo แต่ก็จัดว่าขึ้นทำเนียบหนังแอนิเมชั่นชั้นดี ที่ควรค่าแก่การสละเวลาเกือบสองชั่วโมงมาดื่มด่ำไปกับภาพสวยๆ ดนตรีประกอบที่ทำออกมาได้ดีสมกับอาชีพตัวละครหลัก

ถ้ามีเวลา ไม่อยากให้พลาดเรื่องนี้จริงๆ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

084 เมื่อท้องอิ่ม จึงค่อยมองเห็นศิลปะ

084


เมื่อท้องอิ่ม จึงค่อยมองเห็นศิลปะ


แผนก HR จะเป็นแผนกที่ได้รับจดหมายจากองค์กรข้างนอกมากมาย คล้ายๆกับว่าคิดไม่ออกว่าจะติดต่อใคร ก็ใส่ชื่อแผนกนี้ไว้ก่อนก็แล้วกัน


จึงมีจดหมายติดตามหนี้ของพนักงานหน้าร้าน ส่งเข้ามาที่สำนักงานใหญ่เยอะเหลือเกิน จนอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมพนักงานถึงเป็นหนี้กันเยอะขนาดนี้


พยายามจะหาทางออก โดยการติดต่อบรรดาโค้ชการเงินให้มาจัดอบรม ทำแผนแก้หนี้รายบุคคล ฯลฯ แต่โดนสะกัดดาวรุ่งจากการที่ค่าตัวผู้สอน หรือ cost ที่เกิดขึ้นแพงเกินไป เลยได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้ใส่กรุก่อน


แต่เจ้คิดว่า ถ้าคนเราไม่มีเรื่องหนี้ เรื่องเครียดมากวนใจ ก็น่าจะทำให้มีความสุขในการทำงาน ส่งผลให้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าปล่อยให้เค้าผจญภัยหนี้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆอย่างโดดเดี่ยว



ตั้งแต่ที่เริ่มสนใจเรื่องการเงิน ก็หาหนังสือด้านนี้อ่านมาเรื่อยๆ และเนื่องจากเจ้อ่านหนังสือหลายเล่มของ โค้ชการเงิน ชื่อ คุณหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ รวมทั้งยังติดตามเพจ Money Coach ผู้เขียนหนังสือ Money 101 เลยได้เห็นจากเพจว่ามีสัมมนาหัวข้อที่น่าสนใจเหมาะกับพนักงานในองค์กรที่อยู่ตอนนี้มาก


สัมมนานี้ชื่อว่า Debt Free Workplace Financial Transformation เปลี่ยนแปลงออฟฟิศให้ปลอดหนี้ แต่จำกัดให้เฉพาะ HR และผู้บริหารเข้า เป็นสัมมนาที่เน้นให้บริษัทหาทางช่วยพนักงานให้ปลดหนี้ได้ ไม่มีค่าอบรมใดๆเพราะทำผ่าน zoom จึงไม่รอช้า ส่งข่าวให้ทีมและรีบจัดแจงลงทะเบียนเรียบร้อย


เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมาก็ได้เข้าฟังสัมมนานี้ โดยโค้ชหนุ่มเปิดเรื่องได้น่าสนใจว่า สำหรับคนที่เริ่มหันมาสนใจเรื่องการเงิน สิ่งแรกที่ควรทำก่อนเลยคือ เช็คสุขภาพการเงินของตัวเอง เอารายรับรายจ่ายทั้งปีมากางดู จะรู้ว่ากระแสเงินสดของเรา สีแดง (วิกฤติ) สีส้ม (เกือบจะวิกฤติ) หรือสีเขียว (สบายๆ พร้อมลงทุน) เมื่อรู้สถานะของตัวเองแล้วก็จะได้เดินไปทิศทางที่ถูกต้อง


สำหรับหัวข้อวันนี้ โค้ชหนุ่มเลยโฟกัสไปที่คนที่มีหนี้ คือสีส้ม กับ สีแดง ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของพนักงานที่มีหนี้ออกเป็น 2 ประเภท คือ


1. ผู้ป่วยทั่วไป คือคนที่หนี้ยังไม่ได้หนักหนามาก งบการเงินส่วนบุคคลยังไม่ถึงขั้นติดลบ แค่ฝืดๆ ตึงตัว วิธีการคือ ให้หยุดสร้างหนี้ใหม่ ไม่ควรกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า แต่ให้สรุปรายการหนี้ทั้งหมดออกมา และพยายามหาเงินก้อนมาชำระหนี้ เช่น โอที โบนัส แปลงสินทรัพย์บางส่วนมาจ่าย (เช่น ขายรถ ขายเครื่องประดับ) และให้ปิดหนี้ก้อนที่น้อยก่อน เพราะทำได้ง่าย จะได้มีกำลังใจทำต่อไป


2. ผู้ป่วยโคม่า คือ คนที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล กระแสเงินสดติดลบหนักมาก วิธีการคือ เจรจากับเจ้าหนี้ ว่าจะขอพักชำระหนี้ชั่วคราว พักชำระต้น ขอลดค่างวด ขอลดดอกเบี้ย ขอยืดระยะเวลาผ่อน ปรับโครงสร้างสินเชื่อ เพื่อคืนสภาพคล่องมาก่อน


ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือให้รอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ แต่ก็แลกมากับการเสียเครดิต แล้วทยอยสะสมเงิน หาช่องทางให้มีรายได้เพิ่ม เพื่อเก็บออม และเอามาใช้หนี้


พอได้ฟังเรื่องตัวอย่างคนที่มีหนี้มาหลายๆ Case Study แล้วปวดใจ ว่าทำไมต้องปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้(เลว) ที่เกิดจากการบริโภค ไม่ใช่หนี้ดี(ที่เกิดขึ้นเพื่อการลงทุน)


คนส่วนใหญ่ที่ถลำลึกมีหนี้เลว เพราะไลฟ์สไตล์กับรายได้มันไม่ไปด้วยกัน เช่น ซื้อบ้านเกินตัว ซื้อรถทั้งๆที่รายรับยังน้อยอยู่ ซื้อสินค้าตามเทรนด์ มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด ฯลฯ จ่ายสดไม่ไหวก็เลือกที่จะผ่อนเอา


ขอข้ามหนี้มรดกตกทอดจากครอบครัว อันนี้อาจคงเป็นเรื่องเวรกรรมที่ต้องชดใช้


การเป็นหนี้ (เลว) ที่เกิดจากการบริโภค ทำให้ต้องพึ่งพาคนอื่น เจ้เห็นจากคนรอบตัว ที่ใจดีให้คนอื่นกู้เงิน แล้วไม่ได้คืน แถมยังโดนลูกหนี้โกหก สร้างเรื่องหลอกเจ้าหนี้เพื่อเรียกคะแนนความสงสาร ขอผัดผ่อนไปก่อน พลางอดคิดไม่ได้ว่า ชีวิตเค้าจะมีความสุขได้อย่างไร


ขนาดเจ้เป็นคนนอก แค่ฟังเรื่องที่คนรู้จักเล่ามา ได้แต่หวังว่าสักวัน พวกเขาจะพบหนทางสว่าง ซึ่งก็คงต้องขวนขวายไปตามศึกษาเอาเอง


เพราะความรู้ทางการเงินหาได้ทั่วไป ฟรีด้วย ต่อให้ไม่ฟรี ก็ราคาไม่แพงเลยที่จะเข้าถึง แต่มองเห็นหรือเปล่า ใส่ใจที่จะหาทางออกหรือเปล่า (ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ออมเงิน ลงทุน) ถ้ายอมแพ้กลับไปใช้จ่ายแบบเดิมๆ สุดท้ายก็จะติดอยู่ในเขาวงกตแห่งการเป็นหนี้ต่อไป


หากไม่นับคนโง่ มนุษย์เราก็ไม่ได้มีระดับสติปัญญาที่แตกต่างกันมาก แต่ที่แตกต่างกันคือความกระตือรือร้นและความขยันขันแข็งเท่านั้น – Charles Darwin


อันที่จริงวิธีการจัดการหนี้ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่บริบท แต่หลักสำคัญหนึ่งสิ่งเลยที่คนมีหนี้ทุกคนควรทำ คือ การออมเงิน


ใช่ อ่านไม่ผิด จะเป็นหนี้อยู่ก็ต้องออม ออมมากออมน้อยก็ต้องออม ไม่ใช่พอได้เงินมา เอาไปใช้จ่าย ใช้หนี้ให้คนอื่นหมด มันไม่เหลือเงินที่เป็นส่วนของเราจริงๆเพื่อให้เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้สู้ต่อไป ว่าเราก็มีค่าพอที่จะมีชีวิตที่ดีกว่านี้


เรื่องนี้ในหนังสือ Money 101 เขียนไว้ดีมาก ลองไปหาอ่านกันได้ ถ้าจัดการเรื่องเงิน ให้ไม่มีหนี้เลวได้ เราจะมีสายตาที่กว้างไกลกว่าแค่การหาเลี้ยงชีพไปวันๆ เราจะถึงจะเริ่มมองไกลขึ้นว่าทำอย่างให้เงินงอกเงย เริ่มมองเห็นลู่ทางที่จะทำอย่างอื่น ทำในที่ชอบจริงๆ นอกจากการทำงานด้วยหยาดเหงื่อเพื่อแลกเงินเท่านั้น


และเมื่อหมดปัญหาเรื่องเงิน เมื่อนั้น เราจะเริ่มมองเห็นศิลปะ


เวลาเจ้ไปประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
พิพิธภัณฑ์หรือ มิวเซียม หรือห้องสมุด บ้านเค้าเยอะกว่าบ้านเราไม่รู้กี่เท่า เยอะกว่าห้างสรรพสินค้าอีก และมิวเซียมบ้านเค้าไม่ได้ทำเล่นๆ แบบขอไปที มีคู่มือ แผนที่ แค่มิวเซียมที่เดียวเดินทั้งวันเช้ายันค่ำก็ไม่หมด

นั่นคงเป็นเพราะบ้านเมืองเค้า ผู้คนไม่มีปัญหาเรื่องการเงินมากเท่าประชนชนในประเทศกำลังพัฒนา


คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไม ประเทศไทยถึงมีพิพิธภัณฑ์น้อยเหลือเกิน เพราะคนไม่มีกะจิตกะใจมาเสพย์งานศิลป์ มัวแต่ยุ่งแต่กับเรื่องปากท้องอยู่นั่นเอง


ดังนั้น ในวัยนี้ ถ้าคิดจะสร้างหนี้ คิดให้ดีว่าเป็นหนี้เลว หรือหนี้ดี เลือกผิดชีวิตเปลี่ยนได้เลย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

083มาราธอน (2/2)

083


มาราธอน (2/2)


Eliud Kipchoge เอเลียด คิปโชเก จากนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของสถิติ Breaking 2 บอกไว้ว่า “Only the disciplined one in life are free. If you are undisciplined, you are a slave to your moods and your passions” – คนที่มีวินัย ย่อมมีอิสระ ในชีวิต ถ้าไม่มีวินัย ก็จะตกเป็นเหยื่อของอารมณ์และความหลงใหลเท่านั้น


นอกจากผลงานการวิ่งแล้ว คิปโชเก ยังมีคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจอีกมากมาย ที่สามารถหาอ่านได้ในหนังสือของเขา Eliud Kipchoge 2:01:39 โดยเขาสั่งสมจากประสบการณ์ตัวเอง บวกกับการอ่านหนังสือจากห้องสมุด ทำให้เขาสามารถเรียบเรียงคำพูดที่ทำให้เกิด impact กับคนได้ทั่วโลก

คิปโชเกจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์แห่งวงการการวิ่ง เขาไม่ได้พูดเพื่อให้ฟังดูสวยหรู แต่เขาทำอย่างนั้นจริงๆ



ถ้าดูจากประวัติของคิปโชเกแล้ว จะรู้ว่าที่เขาทำลายสถิติโลกได้เป็นเพราะวินัยล้วนๆ เพราะการซ้อมอย่างต่อเนื่องไม่หยุดของเขา ทำให้เขากลายเป็นยอดมนุษย์นักวิ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่วิ่งมาราธอนเร็วที่สุดในโลกไปแล้ว


คิปโชเกบอกว่า “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นปลูกต้นไม้คือ 25 ปีก่อน และช่วงเวลาที่ดีที่สุดรองลงมาคือการเริ่มต้นวันนี้”

แต่ของคิปโชเกอาจจะมีภาษีดีกว่านักวิ่งคนอื่นๆอยู่บ้างก็ตรงที่ เขาได้เริ่มมันตั้งแต่เด็ก โดยที่เขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นคือการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการวิ่งในตัวเขาแล้ว


เนื่องจาก คิปโชเก ในวัยเด็ก เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวที่ฐานะไม่สู้ดีนักในหมู่บ้าน Kapsisiywa ตอนเหนือของเคนยา ทำให้ต้องเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน หลังจากเรียนจบ เขาก็ได้สั่งสมการเดิน จนเปลี่ยนมาวิ่งทุกวันๆด้วยการขนนมสดจากบ้านเพื่อนไปขายที่ตลาด แต่นั่นยังไม่ใช่การวิ่งที่มีเป้าหมายเท่าไหร่ เป็นการวิ่งเพื่อส่งของหาเงินเลี้ยงชีพเท่านั้น


จุดเปลี่ยนที่ทำให้ คิปโชเก สนใจการวิ่ง และตั้งใจที่จะวิ่งอย่างจริงจัง เพราะมี Patrick Sang แพทริก แซง นักวิ่งเหรียญเงินโอลิมปิคชาวเคนยาเป็นแรงบันดาลใจ

คิปโชเกได้เจอแซงครั้งแรกตอนเขาอายุ 16 ปี เขาตื่นเต้นที่ได้เจอไอดอล และถามแซงไปว่า เขาต้องฝึกฝนอย่างไรถึงจะเป็นเหมือนแซง ด้วยความที่แซงก็เห็นแววความมุ่งมั่น จึงรับคิปโชเกเข้าโปรแกรมฝึก และมารู้ในภายหลังว่า เขาทั้งสองคนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน หมู่บ้านที่ปัจจุบันขึ้นชื่อว่ามีนักวิ่งที่ทำลายสถิติมากมาย


คิปโชเก บอกเสมอว่า การที่เขามาถึงจุดนี้ได้เพราะเขามีโค้ชที่ดี มีการวางแผนที่ดีและมีวินัยในการทำตามแผน ตารางฝึกซ้อมของเขา คือตื่นนอนในเวลาตี 5 ทุกวันไม่เว้นแม้แต่วันอาทิตย์เพื่อฝึกซ้อม (เรื่องนี้คล้ายกับ Roger Federer โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ นักเทนนิสมือหนึ่งของโลก ที่มีวินัยสูงมาก แม้ช่วงที่หมดฤดูกาลแข่ง นักกีฬาก็มักจะพาครอบครัวไปพักผ่อนที่ต่างประเทศร่วมเดือน แต่เฟดเดอเรอร์ กลับซ้อมเทนนิสทุกวัน)


แม้วันที่ร่างกายคิปโชเกบาดเจ็บทำให้ ทำผลงานได้ไม่ดี โดนนักวิ่งคนอื่นวิ่งแซง และในที่สุดก็พลาดการไปแข่งวิ่ง 10,000 เมตร โอลิมปิคที่อังกฤษในปี 2012 เขาผิดหวังมาก แต่เพราะเชื่อมั่นในโค้ชที่เห็นแววว่าเขาน่าจะไปวิ่งมาราธอนได้ เขาจึงไม่ปล่อยให้ความเสียใจทำลายชีวิต

คิปโชเกเริ่มต้นซ้อมวิ่งแบบมาราธอนตามที่แซงวางแผนไว้ และลงแข่งในรายการวิ่งมาราธอนต่างๆจนทำลายทุกสถิติที่ทุกคนบนโลกได้เคยทำไว้


คิปโชเก้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าคุณวิ่งคนเดียวมันไม่ใช่กีฬาหรอก แต่ถ้าคุณวิ่งกับคนอื่นนั่นแหละคือกีฬา ถ้าถามว่าอะไรที่กระตุ้นผมปีแล้วปีเล่า มันคือความรักในกีฬาและมรดกที่อยากให้คนในปัจจุบันและคนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เห็น 100 เปอร์เซ็นต์ของผมไม่สามารถเทียบกับ 1 เปอร์เซ็นต์ของทั้งทีมได้ ผมยึดกับตัวเองเสมอว่าคู่ต่อสู้ที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง ถ้าถามว่าความลับของผมคืออะไร คำตอบคือผมวิ่งด้วยหัวใจและสมอง”


เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า ทุกประโยคที่เขาพูด เขาได้ลงมือทำจริงจนกลายเป็นตำนานของการวิ่งมาราธอน


เรื่องราวของคิปโชเก้สอนให้รู้ว่าความสามารถที่ไร้วินัย คือ โอกาส ที่ไม่มีค่าอะไร แต่ถ้าใส่เชื้อเพลิงที่ชื่อว่า “วินัย” เข้าไปแล้ว มันจะยิ่งทำให้โอกาสที่เรามีลุกโชนโชติช่วงชัชวาล



ที่เล่าเรื่องราวของคิปโชเก้ให้ฟัง ไม่ได้มีเจตนาจะให้น้องต้องฝึกเป็นนักกีฬาโอลิมปิค หรือเป็น The 1% ของโลก แต่เจ้เพียงแต่อยากใช้ทฤษฎี Shoot for the moon คือให้น้องตั้งเป้าไกลๆ จุดไฟให้น้องติดก่อน ไปให้ได้ไกลเท่าที่ความพยายามของเราจะทำได้

ต่อให้ไม่ไปถึงพระจันทร์แบบคิปโชเก้ แต่ถ้าลองได้ทำแบบมีวินัยแล้ว เจ้เชื่อว่าน้องก็คงได้อยู่ท่ามกลางดวงดาวบ้างล่ะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

082 มาราธอน (1/2)

Credit Pic : neweurope.eu

082


มาราธอน (1/2)


เจ้ดีใจที่เห็นน้องชายพิชิตมาราธอนได้แล้ว จากคนที่ขี้เกียจวิ่ง เคยชวนวิ่งก็ไม่ไป จะเอาแต่เตะบอลลูกเดียว อาจด้วยเพราะเพื่อนฝูงชวนกันไปแข่ง ก็เลยทำให้โต้หันมาสนใจการวิ่งบ้าง เจ้เห็นพากันไปซ้อม และพอจบการแข่ง ก็ยังเห็นโต้ซ้อมวิ่งอยู่เรื่อยๆ


ขอบคุณกัลยาณมิตรของน้องๆที่พากันไปเจอสิ่งดีๆให้ชีวิต และก็ดีใจที่โต้ไม่เป็นคนยึดติดกับวัตถุ แค่มีความตั้งใจจะวิ่ง ก็ทำเลย ช่วงแรกโต้วิ่งทั้งที่ไม่ได้ซื้อรองเท้าวิ่ง ไม่ได้มีอุปกรณ์เสริมหรือ Gadget ใดๆ แค่หยิบรองเท้ากีฬาที่มีอยู่แล้วและก็ออกวิ่งเลย และนั่นก็พิสูจน์แล้วว่าจริงๆแล้วแค่มีเวลา และใจที่อยากทำ มันก็ทำได้จริงๆ



ในบรรดาการแข่งขันกีฬาต่างๆ วิ่งมาราธอน นับว่าน่าจะขึ้นชื่อเรื่องความโหด หิน เป็นอันดับต้นๆ เพราะต้องฟิตร่างกายซ้อม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งแบบ Non-stop กว่า 42.195 กิโลเมตร (เหมือนวิ่งจากเซ็นทรัลพระราม 2 ไปเมกาบางนา) ซึ่งต้องเป็นคนที่เตรียมร่างกายมาอย่างดีเท่านั้น ถึงจะเข้าเส้นชัยภายใน Cut Off ได้ ถ้ามาแบบไม่ได้ซ้อมมาเลย โอกาสที่จะ DNF (Do not Finish) สูงมาก หรืออาจถึงขึ้นเสียชีวิตเลยก็มี


มาราธอน มีจุดเริ่มต้นจากการรบกันของชาวกรีกและชาวเปอร์เซีย ที่เมืองมาราธอน แต่ชาวกรีกมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่าเลยชนะไป หลังจากที่ชนะ ทหารชาวกรีกที่มีชื่อว่า Pheidippides (ฟีดิปปิเดซ) ก็ได้รีบวิ่งออกจากเมืองมาราธอนไปส่งข่าวที่เมืองเอเธนส์ คิดเป็นระยะทางว่า 40 กิโลเมตร เพื่อส่งข่าวว่ากรีกได้รับชัยชนะในครั้งนี้

เมื่อเขาไปถึงก็ตะโกนออกมาว่า “Nenikekamen” แปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “Victory” (ชัยชนะ) ก่อนที่จะก็ล้มลงเสียชีวิต เพราะร่างกายเหนื่อยล้าจากการรบแล้วยังต้องรีบวิ่งมาแจ้งข่าวดีนี้

ดังนั้น มาราธอน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน และเป็นสัญลักษณ์ของการที่ต้องทำอะไรต่อเนื่องนานๆ ที่ต้องใช้พลังกาย พลังใจ ใช้ความอดทนสูง กลั้นใจเอาชนะขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง

Emil Zatopek เอมิล ซาโทเปก ชาวสโลวาเกีย นักกีฬาวิ่งมาราธอนเหรียญทองโอลิมปิค บอกว่า “If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a Marathon” – ถ้าอยากวิ่ง ก็วิ่งซักไมล์ก็พอ แต่ถ้าอยากพบชีวิตใหม่ จงวิ่งมาราธอน


เจ้ยังไม่เคยไปวิ่งมาราธอน สถิติที่ดีที่สุดที่ทำได้คือลงแข่งมินิมาราธอน 10 กิโล และเคยจะฟิตซ้อมเพื่อทำสถิติใหม่ฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโล แต่มาเจ็บขาขวาเสียก่อน เลยต้องพักยาวและในที่สุดก็ล้มพับโครงการไป เปลี่ยนมาเดินสลับวิ่งรอบหมู่บ้านแทน ไม่จับเวลา ไม่จดสถิติ

เป็นการออกกำลังบ้านๆ ธรรมดาๆ เพื่อคลายเครียด คลายกล้ามเนื้อจากการนั่งทำงานหน้าคอมทั้งวันเท่านั้น


แต่มาราธอน ก็เป็นหนึ่งใน Bucket List ที่อยากลองทำให้ได้สักครั้งก่อนตาย อยากสัมผัสชีวิตใหม่แบบที่ซาโทเปกบอกไว้

เพราะการที่พิชิต 42 กิโลโดยการวิ่งต่อเนื่องได้ ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้แค่วันเดียว ต้องมีวินัย ซ้อม ซ้อม ซ้อม ให้ร่างกายเพิ่มขีดความ “อึด” ให้ถึงระดับนึงก่อน ถึงจะสามารถพาตัวเองไปถึงเส้นชัยได้ และกว่าจะผ่านจุดที่ร่างกาย “อึด” ได้ เราคงผ่านอะไรมามากมายจนอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่างของชีวิตไปได้เลย



ในวันที่ 12 ตุลาคมปี 2019 ที่เวียนนา ออสเตรีย Eliud Kipchoge เอเลียด คิปโชเก จากนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา สร้างสถิติโลกมาราธอนใหม่แบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และกลายเป็นมนุษย์ที่วิ่งมาราธอนเร็วที่สุดในโลกด้วยการ Breaking 2 คือวิ่งมาราธอนเข้าเส้นชัยได้ด้วยเวลาเพียง 1:59:40 ชั่วโมง

นับเป็นความสำเร็จของมวลมนุษยชาติในระดับเดียวกับตอนที่โลกพาคนไปเหยียบดวงจันทร์ได้เลยทีเดียว


โพสหน้าจะมาต่อถึงที่มาที่ไป อะไรที่ทำให้ คิปโชเก เป็นคนที่วิ่งมาราธอนเร็วที่สุดในโลก

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

Credit Pic : metro.co.uk

081 ไม่ต้องฉลาด ก็มองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น

081


ไม่ต้องฉลาด ก็มองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น


หนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น ผู้เขียนคือ โคมิยะ คาสุโยชิ ที่เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารชื่อดังของญี่ปุ่น


เนื่องจากงานของเขาคืองานที่ปรึกษา ทำให้ต้องคอยสังเกตสิ่งต่างๆอยู่เสมอ เพราะเขาไม่ได้ทำงานเป็นพนักงานองค์กรนั้นๆ แต่ต้องมาให้คำปรึกษา ต้องมองให้ออกว่าจะปิดจุดอ่อน ดันจุดแข็งขององค์กรที่จ้างเขาได้อย่างไร


เล่มนี้จึงเป็นการรวบรวมประสบการณ์ของ คาสุโยชิ และถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรเพิ่มพูน ความช่างสังเกต แบบก้าวกระโดด คนที่มองไม่เห็น ต่อให้มีโอกาสมากมายอยู่ตรงหน้าก็มาไม่ออก ส่วนคนที่มองเห็น แค่โอกาสนั้นผ่านตาไปแว้บเดียวก็มองเห็นแล้ว


ด้วยขนาดหนังสือเล็กกะทัดรัด ไม่หนา เหมาะกับการพกพาติดตัวไปอ่าน ทำให้เล่มนี้อ่านจบภายใน 2 วันช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบินที่บินจากกรุงเทพ – ภูเก็ต – กรุงเทพ ได้สบายๆ


แต่ เห็นเล่มเล็กๆบางๆแบบนี้ ไม่ได้อ่านง่าย อ่านเพลิน อย่างที่คิดตอนแรก เพราะเนื้อหาค่อนข้างหนักไปทางวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งเราคนไทยอาจจะไม่ชิน หรือเข้าไม่ถึงในบางเรื่อง แต่โดยรวมก็ถือว่าพออ่านได้เทคนิคดีๆไปปรับใช้เยอะพอสมควร


หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วย 5 บท


1. ดูอยู่ แต่มองไม่เห็นอะไรเลย เป็นเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันว่าคนเรามักจะมีความสังเกตสิ่งรอบๆตัวที่เห็นอยู่ทุกวันน้อยมาก แม้แต่นาฬิกาข้อมือที่ใส่ติดตัวทุกวัน มองดูเวลาทุกวัน แต่ถ้าให้เราหลับตา นึกถึงหน้าปัด และลองวาดรูปนาฬิกาของเรา น้อยคนที่จะวาดได้เก็บรายละเอียดครบถ้วน เพราะคนเราจะมองแต่สิ่งที่ตัวเองสนใจ แต่ถ้าเราฝึกตัวเองให้สังเกต ตาไว เราอาจจะเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็นก็ได้ ยิ่งดูสิ่งต่างๆลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้ว่ามีอีกหลายสิ่งที่ต้องดู


2. ความสนใจและข้อสันนิษฐานช่วยให้มองเห็นรายละเอียด เมื่อเราใส่ใจอะไรบางอยาง เราจะสนใจ สงสัย ตั้งสันนิษฐาน และตรวจสอบ เช่น คาสุโยชิ มีวิธีการวัดว่าโรงแรมไหนเป็นโรงแรม 5 ดาว จากการดูว่าโรงแรมนั้นตัดส่วนขั้วของมะเขือเทศราชินีออกหรือเปล่า เป็นวิธีวัดง่ายๆว่าโรงแรมหรูจะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากกว่า

หรือเวลาที่ปรึกษาไปดูโรงงาน เขาดูที่พื้นที่โรงงาน ถ้าพื้นสะอาด สามารถตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าโรงงานนั้นมักจะไม่เกิดความผิดพลาดในงาน ถ้าเป็นออฟฟิศ ก็จะดูที่ไม้ประดับ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ด่วน ทำทีหลังได้ แต่ถ้าออฟฟิศไหนใส่ใจดูแลดี ก็ย่อมหมายถึงกระบวนการทำงานอื่นๆก็น่าจะดีตาม


3. ทำตามตัวอย่างแล้วจะเห็น บทนี้จะสอนวิธีแยกแยะว่าบริษัทไหนดีไม่ดี ให้ดูที่การเอาใจใส่ลูกค้าของพนักงาน ถ้าพนักงานไม่ใส่ใจที่จะช่วยเหลือ ให้ข้อมูลกับลูกค้าเมื่อร้องขอ ก็เป็นสัญญาณที่บอกว่าบริษัทนั้น ใช้ไม่ได้


วิธีดูร้านอาหารที่ทำกำไร จากการดูว่า ถ้าพนักงานอยู่เฉยๆ ร้านนั้นมักจะไม่มีกำไร (ไม่นับร้านหรู Fine Dining เพราะแม้ต้นทุนอาหารเท่ากันแต่ราคาต่อหัวที่ลูกค้าจ่ายไม่เท่ากับร้านทั่วไป บางทีเสิร์ฟโต๊ะเดียวก็ได้กำไรแล้ว)


วิธีเดายอดขายของบริษัท ให้ถามจำนวนพนักงาน เพราะว่ากำไรขั้นต้น (ยอดขายลบด้วยราคาทุน) ของแต่ละวงการธุรกิจมีกำหนดไว้อยู่แล้ว สมมติว่าราคาทุนคือ 30% กำไรขั้นต้นจะเป็น 70% ถ้ากำไรขั้นต้นต่อหัวเป็น 7 ล้านเยน ยอดขายต่อหัวก็จะเป็น 10 ล้านเยน เมื่อนำเอาเลขนี้ไปคูณกับจำนวนพนักงานก็จะพอรู้ยอดขายของบริษัท


วิธีดูงบการเงินใน 1 วินาที ให้ดูว่าหนี้สินหมุนวียนมากกว่าหรือน้อยกว่าทรัพย์สินหมุนวียน ถ้าเงินสด เงินฝาก ลูกหนี้การค้ามีมูลค่ามากกว่า สามารถตั้งข้อสันนาฐานว่าบริษัทนี้น่าจะพอเอาตัวรอดได้

4. วิธีฝึกความช่างสังเกต สะสมความรู้ไว้แล้วนำมาเชื่อมโยงกัน จะทำให้เห็นความสัมพันธ์ของเรื่องราวต่างๆได้ดียิ่งขึ้น อ่านหนังสือพิมพ์ไล่ทีละหน้า ช่วยเพิ่มความสนใจให้หลากหลาย มากกว่าการอ่านบนมือถือหรือหน้าจอ เพราะเราจะเลือกอ่านแต่สิ่งที่สนใจเท่านั้น และอ่านตัวเลขเศรษกิจ เช่นค่าจ้าง ค่าครองชีพ ราคาวัตถุดิบ อัตราว่างงาน เมื่อเราดูบ่อยๆ จากจุด จะกลายเป็นเส้น จากเส้นจะกลายเป็นด้าน และสุดท้ายกลายเป็นลูกบาศก์เมื่อนำข้อสันนิษฐานต่างๆมาประกอบกัน

และการดูสิ่งปกติมากๆก็จะทำให้เห็นสิ่งผิดปกติได้ง่าย หรือการเปรียบเทียบกับของธรรมดา ก็จะทำให้เห็นความพิเศษ


ส่วนบทสุดท้ายเป็น 10 เคล็ดลับการเป็นคนตาไว เพราะการมองเห็นเชื่อมโยงกับการสังเกต เมื่อมองเห็น ก็จะมีความสุข

การค้นพบและฉุกคิดทำให้เราเห็นโลกกว้างขึ้นลองหัดเป็นคนช่างสังเกตดูกันบ้างก็ดีนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

080 อย่ารีบตัดสินใจ ตอนที่ไม่มีเวลา

080


อย่ารีบตัดสินใจ ตอนที่ไม่มีเวลา


พอเข้าเดือนพฤษภาแล้ว ก็ระลึกอยู่ตลอดว่า อาจจะมีปรากฏการณ์ Sell in May กับตลาดหุ้น เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่ง Sell in May เป็นสถิติที่นักวิเคราะห์บอกว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นร่วงหนัก อาจเป็นผลมาจากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 รวมไปถึงการประกาศจ่ายปันผล และการประกาศคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปีนั้น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มากพอที่จะชี้ทิศทางของผลการดำเนินงานทั้งปีได้ ทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังลงและเกิดแรงเทขายหุ้นอย่างหนัก


เจ้ถือหุ้นธนาคารสองตัว มาจนถึงตอนนี้เพราะรอปันผล ซึ่งเป็นธรรมชาติว่าพอขึ้น XD (ถ้าซื้อหุ้นเมื่อมีเครื่องหมายนี้กำกับ จะไม่ได้รับเงินปันผลในรอบนั้น) เมื่อไหร่ ราคาหุ้นจะตกลงเพราะคนเทขายออก

แต่เนื่องจากว่า หุ้นตัวนี้เจ้ซื้อมาในราคาที่ค่อนข้างต่ำ พอขึ้น XD แล้วก็ยังเขียวอยู่ เลยถือต่อมาเรื่อยๆ จริงๆก็ตั้งใจว่าจะเก็บไปยาวๆ เพราะตัวนึงปันผลดี อีกตัวก็เป็นเจ้าใหญ่ในตลาด


แต่วันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นร่วงหนัก จนหุ้นธนาคารตัวนี้ จากที่เคยเขียว กำไร +สองหลัก% กลายเป็นติดลบ ก็ได้แต่เจ็บใจว่าน่าจะขายตั้งแต่ได้ปันผล แล้วมาช้อนซื้อตอนนี้ก็ยังได้ ตอนที่มันวิ่งไปแตะจุดสูงสุดที่ทำได้ในรอบนั้น (New High) ก็ยังไม่ขาย


จนวันที่ตลาดลงมากกว่า 30 จุด ในที่สุดหุ้นที่ถือก็ติดลบ เลยต้องจำใจ ผิดสัญญาความตั้งใจในตอนแรกที่ซื้อหุ้นว่าจะถือยาว ราคาหุ้นลงจะไม่หวั่น ก็ทำไม่ได้ กด Cut Loss ไป แล้วได้แต่หวังว่าจะค่อยเข้าไปช้อนรับที่หุ้นเดิมที่ราคาต่ำกว่าเดิม

เท่านั้นยังไม่พอ เจ้กดขายหุ้นลังกระดาษ และหุ้นน้ำมันไปเกลี้ยง ขายทั้งที่ยังมีกำไร +สองหลัก% เพื่อเอากำไรขึ้นมาก่อน


ด้วยความที่ไม่มีเวลาหาข้อมูลให้รอบคอบ เพราะวันนั้นทำงานอื่นอยู่ ประกอบกับเห็นไลน์จาก Marketing (Broker) ส่งมาว่าช่วงบ่ายตลาดหุ้นน่าจะกลับตัว อ้าว เจ้เลยรีบช้อนซื้อหุ้นแบงค์กลับมา ส่วนที่ขายหมูไปแล้วก็แล้วกันถือว่าขาดทุนกำไร ไม่ได้เข้าเนื้อ และก็ปิดจอทำงานต่อไป



นั่นแหละ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติเวลาซื้อขายหุ้นมาดูอีกทีช่วงบ่ายที่ตลาดหุ้นเปิด ผลปรากฏว่า คือ หุ้นแบงค์ที่ขายขาดทุน เพื่อมาซื้อใหม่ในราคาที่ลงกว่าเดิม ก็ยังติดลบอยู่ดี เพราะตลาดหุ้นลงหนักในช่วงบ่าย


เจ้เจ็บใจมาก จนต้องเตือนตัวเองดังๆว่า


“น้ำเชี่ยว อย่าเพิ่งเอาเรือขวาง”


“อย่าเอามือรับมีดที่กำลังตกลงมา”


และที่สำคัญที่สุด อย่าซื้อขาย ตอนที่ไม่มีเวลาสนใจจดจ่อกับมัน (เช่นวันยุ่งๆ) พูดง่ายๆคือให้ทำตอนที่มีสติดี มีเวลานั่งนิ่งๆ และได้ศึกษาข่าว ข้อมูลมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว อย่าหูเบา


ถ้าซื้อขายแบบที่เจ้ทำวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับการพนัน ไม่ได้ซื้อขายเพราะตั้งใจลงทุน
วันรุ่งขึ้น หุ้นก็เด้งกลับขึ้นมา 20+ จุด เท่ากับเจ้ได้ขายหมู หุ้นลังกระดาษ และ หุ้นน้ำมันไปอย่างน่าเสียดาย

แถมยังซื้อคืนหุ้นแบงค์ที่ตอนนี้ยังดูซบเซาจากพิษโควิดในราคาใหม่ที่ยังสูงอยู่ ทำให้ติดดอย


พอได้นอนตื่นหนึ่ง สติกลับคืน ก็ระลึกได้ว่า ลงทุนในหุ้นมาหลายปี แต่ตัวเองไม่ได้เดินไกลกว่าเดิมเลย พ่ายแพ้ให้กับอารมณ์ที่ไม่นิ่งพอของตัวเอง

คอยสอนน้องว่าอย่าทำอย่างนู้น อย่าทำอย่างนี้เวลาเล่นหุ้น แต่ตัวเองก็ทำเสียเอง เพราะความขาดสติ และความขี้เกียจหาข้อมูลให้ถี่ถ้วนล้วนๆ


อ่านแล้วอย่าได้กลัวการลงทุนในหุ้นล่ะ เจ้ก็ยังยืนยันว่านี่เป็นวิธีนึงในการทำให้ทรัพย์สินเรางอกเงยได้ดีดว่าฝากเงินในธนาคารเฉยๆ เจ้ไม่เคยหมดศรัทธากับตลาดหุ้น ล้มเอง เจ็บเอง ไปเรื่อยๆ แต่ทุกๆการล้มก็มีบทเรียนสอนใจเสมอ


ดูไว้เป็นบทเรียนก็แล้วกันนะ ถ้าไม่พร้อม ไม่มีเวลากับมัน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจทำอะไร

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

079 Emily In Paris

Credit : IMDB

079


Emily In Paris


ซีรีส์ขนาด 10 EP ตอนละไม่เกินครึ่งชั่วโมงนี้ โด่งดังในหมู่คนที่มี Netflix ซึ่งมีทั้งกระแสบวกและลบ


ด้านบวกคือ ทุกคนเห็นพ้องตรงกันหมดว่า นางเอกของเรื่องน่ารัก สวย สดใส เสื้อผ้าหน้าผมสวยเป๊ะทุกตอน ผู้ชายในเรื่องงานดีมากแต่ละคน ถูกใจผู้ชมผู้หญิง แถมได้ดูวิวปารีสแบบเต็มอิ่ม เป็นซีรีย์ที่ดูเพลินจนจบเร็วไม่รู้ตัว


เพราะว่าซีรีย์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของเอมิลี่ คูเปอร์ (คนแสดงคือ Lilly Collins) หญิงสาววัย 20 กว่าๆ ชาวอเมริกัน ทำงานด้านการตลาดที่บริษัทในเมืองชิคาโก ซึ่งบริษัทที่เอมิลี่ทำงานอยู่ไปซื้อ (Take over) บริษัท Savior ในฝรั่งเศสมา ทำให้ทางบริษัทแม่ที่นางเอกทำงานอยู่ต้องส่งคนไปทำงานที่ฝรั่งเศส


และตามชื่อเรื่องเลย คือนางเอกก็จับพลัดจับผลูได้ไปทำงานที่ฝรั่งเศสแทนเจ้านายตัวเอง และคนดูก็ลุ้นว่านางเอกจะมีชีวิตอย่างไรในต่างแดน


พล็อตเรื่องก็ไม่มีอะไรหวือหวา หรือมีประเด็นอะไรที่ sensitive นี่นา แล้วทำไมถึงมีกระแสลบล่ะ
เพราะว่า Emily in Paris มีการนำเสนอเรื่อง Culture shock ของเอมิลี่ ผ่านทางวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศสซึ่งคนฝรั่งเศสเองรับไม่ได้ เช่น ความไม่เป็นมิตร พูดตรงเกินไป ไม่มีน้ำใจ ทำงานก็ชิลเกินจนดูเหมือนไม่มีความกะตือรือร้น ความทะเยอทะยาน

ทั้งเมืองมีดีแค่ครัวซองต์และ Sex และบ้างก็บอกว่าซีรีย์ดูเพ้อๆ ขายฝัน ไม่น่าจะเป็นจริง เพราะอะไรๆไม่ได้แก้ปัญหาได้ง่ายขนาดนั้น


แต่เจ้คิดว่าจุดสนใจของเรื่องนี้คือ ทัศนคติและการเอาตัวรอดในที่ทำงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเอมิลี่ ที่แม้จะเจอ Culture Shock ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาปารีส

ทั้งคุณป้าเจ้าของห้องพักดูเฉยชา

เพื่อนร่วมงานไม่เป็นมิตร

เจอเจ้านายที่เย็นชาไม่ชอบหน้า

เจอลูกค้าชาวฝรั่งเศสมาแอ๊วใส่


และเจออีกสารพัดปัญหา แต่นางเอกก็มีสติ มองโลกในแง่ดี ค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละเปลาะได้อย่างดี
นางเอกมีเลือดความเป็นนักสู้อยู่พอตัว พยายามปรับตัวให้เข้ากับคนท้องถิ่น (แม้ว่าตอนที่รู้ว่าจะได้เดินทางมาทำงานที่ฝรังเศสจะไม่ได้ศึกษาภาษาหรือวัฒนธรรมของเค้ามาเลยก็ตาม)
พลันให้คิดถึงว่า


ถ้าในบริษัทมีคนทำงานแบบเอมิลี่ ก็คงดีไม่น้อย เพราะเธอดูทุ่มสุดตัวในการทำงาน มีไฟ ฉลาด และรู้จักใช้ social media + connection ส่วนตัวให้เป็นประโยชน์กับเรื่องงาน แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนฝรั่งเศส (ในเรื่อง) ขยาดไม่น้อย เพราะไม่ชอบวิถี American ที่บ้างาน และกระหายความสำเร็จ และพยายามแชร์ไอเดียการตลาดแบบอเมริกันให้ทุกคนคล้อยตาม


แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนเหวอกับสิ่งที่เอมิลี่คิด พูด และทำ ทำให้ช่วงแรกๆเอมิลี่ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานเลย เพราะเธอดูไม่กลมกลืนกับคนที่นี่ การไม่เรียนภาษาฝรั่งเศสแต่ต้องมาทำงานถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ว่าเธอไม่ให้เกียรติชาติพันธุ์เค้า

Credit : Zula.sg


คนฝรั่งเศสจึงคิดว่าเธอมองปารีสเหมือนสวนสนุก แค่แวะมาเที่ยว ถ่ายรูป และก็จากไป ไม่ได้มาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบคนฝรั่งเศสจริงๆ

Credit : Adweek.com


ลูค เพื่อนร่วมงานของเอมิลี่พูดไว้ตอนที่เจอเธอนั่งเหงาๆอยู่คนเดียวตอนช่วงแรกที่มาทำงาน ลูคบอกเอมิลี่ว่า คนที่ออฟฟิศไม่ได้เกลียดเธอหรอก แต่เค้ากลัวเธอต่างหาก

เพราะว่าเอมิลี่พยายามเอาความเป็นอเมริกันมา blend in ซึ่งเค้ารู้สึกว่าเธอไม่เคารพความเป็นฝรั่งเศส แทนที่จะมาเรียนรู้และปรับตัว แต่กลับมาโน้มน้าวให้คนฝรั่งเศสเปลี่ยนไปเห็นด้วยกับเธอ ก็เลยทำให้เธอเหมือนโดนทิ้งให้อยู่คนเดียวเพราะเข้ากับใครไม่ได้


ลูคตบท้ายการสนทนาครั้งนั้นว่า “You live to work BUT we work to live ”


แค่ประโยคเดียว สะกิดใจชาวอเมริกัน เอเชียที่บ้างานเสียเหลือเกิน ให้ต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ ว่าจริงๆแล้วเราทำงานทุกวันนี้เพื่ออะไรกันแน่


เราเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการได้ ถ้าเราตั้งใจมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้เป็นไปในแบบที่ต้องการจริงๆ


แต่เอมิลี่ก็ยืดหยัดในความคิดของเธอ ว่าการทำงานคือความสุข และตั้งใจทำงานที่ตัวเองถนัดต่อไป ก็ไม่ผิดที่เธอจะใช้ชีวิตตามความเชื่อมั่นในเจตนารมณ์มากกว่าจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่เธออาศัยอยู่



มี Netflix อยู่ถ้าเบื่อๆไม่มีอะไรดู หนังเพ้อฝันสไตล์ทุ่งลาเวนเดอร์เรื่องนี้ ก็เป็นตัวเลือกที่พอใช้ได้อยู่นะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

078 The Visual MBA – เข้าใจ MBA อย่างทะลุปุโปร่งด้วยภาพ (2/2)

078


The Visual MBA – เข้าใจ MBA อย่างทะลุปุโปร่งด้วยภาพ (2/2)
ต่อจากเมื่อวาน


แน่นอนว่า MBA ซึ่งย่อมาจาก Master of Business Administration หรือ มันคือหลักสูตรบริการธุรกิจ ก็คือเราจะได้เรียนรู้ทุกมิติของการบริหารเพื่อให้ธุรกิจไปรอดและเติบโตได้


บาร์รอน ผู้เขียนบอกไว้ว่า หากเราจะเริ่มธุรกิจเอง ก่อนที่จะเลือกประเภทธุรกิจที่จะทำ ต้องศึกษาธุรกิจแต่ละประเภท ว่ามีผลกระทบและมีความสำคัญยังไงต่อลูกค้า


เมื่อรู้แล้วว่าจะขายสินค้า/บริการ อะไร ต้องขายประโยชน์ของสินค้า/บริการนั้นๆ โดยมีการนำเสนอที่น่าสนใจ สร้างอารมณ์ร่วม สร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้าให้ได้ ลูกค้าถึงจะยอมควักเงินจ่าย



แน่นอนว่า หนึ่งหัวใจหลักของการทำธุรกิจคือ การตลาด หลักสำคัญของการตลาดคือ เราต้องไม่พยายามจะขายสินค้าให้บริการทุกคน เราต้องแบ่งตลาด เลือกเป้าหมายลูกค้าก่อน เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าใครคือลูกค้าเรา ต่อให้สินค้าทำออกมาดีแค่ไหน ก็อาจขายไม่ออกได้


เราต้องหาคำตอบว่าจะบริการใคร โดยการกำหนดเป้าหมาย จับทิศทาง และวางกลยุทธ์ สำหรับสร้าง และสื่อสารจุดขาย ของสินค้า และการออกแบบสินค้าและบริการควรทำเพื่อเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า


โดยเราสามารถ ทดลองทำ ผลิตภัณฑ์ จนกว่าจะสำเร็จ เริ่มจากสิ่งที่รู้ สมมติฐาน วางแผน ลงมือ พิสูจน์ว่าความคิดนั้นถูกต้องหรือไม่โดยการถามผู้คนว่าสนใจมั้ย และถ้าสนใจ จะยินดีจ่ายในราคาเท่าไหร่



วางแผนการเงินให้ดีเมื่อดำเนินธุรกิจแล้ว ต้องจัดทำงบการเงิน ราคาสินค้า รูปแบบรายได้ บัญชี ต้นทุน มีการวางแผนกลยุทธ์ สร้างสินค้าที่แตกต่าง น่าสนใจ และใส่ใจการนำกลยุทธ์ไปใช้ การสร้างแบรนด์ ความประทับใจที่สร้างผ่านจุดปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น มีเว็บไซต์ ช่องทางโซเชียลมีเดีย ฝ่ายบริการลูกค้า CRM หรือ ระบบสมาชิก ฯลฯ


และต้องมีการวัดผลและวินิจฉัย หาคำตอบในสิ่งที่ทำนั้นว่า เป็นไปได้ดีแค่ไหน หารทุกอย่าง ด้วยยอดขาย เพื่อดูว่าคุ้มทุนไหม


ต้องปรับเพิ่ม / ลด อะไรอีกเพื่อให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้น



การจัดการการดำเนินงาน แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ การออกแบบสินค้าและบริการ จัดการ ปรับปรุง จากนั้นจึงส่งผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้าให้ได้ใช้จริง รับบริการจริง


และเมื่อสินค้าหรือบริการออกสู่ตลาดแล้ว ก็ควรมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และการตลาด นำผลิตภัณฑ์เดิมๆ มานำเสนอในรูปแบบใหม่บ้าง เพื่อหาช่องในการพัฒนาให้ธุรกิจเราเติบโตต่อไป


จะสังเกตได้ว่าบริษัทใหญ่ๆเค้าไม่มีสินค้าหรือบริการแค่อย่างเดียว หลายๆอย่างก็ต่อยอดจากของเก่า เอามาทำใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม หรือรับฟีดแบกจากลูกค้ามาแล้วก็ปรับปรุงจนออกมาเป็นสินค้าใหม่ที่จรงใจผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้บริษัทก็เติบโตขึ้นไปด้วย



เมื่อเกิดปัญหา ให้รีบแก้เพื่อยุติประเด็นยุ่งยาก ต้องเข้าใจในสถานการณ์ หาสาเหตุ วางแผน นำแผนไปปฏิบัติ


การมีภาวะผู้นำ ไม่ใช่แค่การจัดการ แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงผลลัพธ์ เพื่อนำพาบริษัทไปสู่จุดที่ดี และน่าภาคภูมิใจ


การที่เราต้องมาเรียนรู้การบริหารธุรกิจ ไม่ว่าจะด้วยบทบาทเจ้าของ หุ้นส่วน หรือพนักงาน ถ้านี่คืองานที่เราต้องทำ ต้องให้ความสนใจ ก็แปลว่าเราน่าจะเป็นหนึ่งในผู้นำของธุรกิจนั้นๆ


ผู้นำต้องมีสติอยู่เสมอ ไมใช้อารมณ์ตัดสินใจ ไม่คิดสั้นๆ แต่ให้มองการณ์ไกล เหมือนที่ได้ยินกันบ่อยๆว่าผู้นำที่ดีต้องมี Vision ต้องมีสายตาแบบเหยี่ยว กว้างไกล มองไกลกว่าคนอื่นไปหลายช็อต
เรื่องการบริหารคน ต้องวางโครงสร้าง และสร้างแรงจูงใจที่สมเหตุสมผลให้กับพนักงาน เช่นโอกาส ความก้าวหน้า ความรับผิดชอบ จะทำให้รักษาพนักงานเก่งๆไว้ได้



อันที่จริง เจ้ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือแนวที่มีภาพประกอบเยอะๆทุกหน้าแบบนี้เท่าไหร่นัก เพราะแม้ว่าจะตื่นตากับสีสันรูปภาพ แต่รู้สึกว่าไม่ได้ดื่มด่ำกับเนื้อหาเท่าที่ควร มันเหมือนว่ามีคนเอาของชิมมาให้เรากิน แต่ว่าถ้าอยากให้จุใจ เราก็ต้องซื้อทานเอาเอง


เลยคิดว่า แค่อ่านเล่มนี้ คงยังไม่ทำให้รู้ลึกเท่าได้ไปเรียน MBA จริงๆ และการเรียนอย่างเดียวก็คงไม่สู้การลงมือทำด้วยตัวเอง



ทั้งนี้ ทั้งนั้น มายืมไปอ่านได้ คิดว่า อ่านแล้วน่าจะได้มุมมองใหม่ๆในการบริการธุรกิจเยอะขึ้นแบบผิวๆ และคงต้องไปศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดกันอีกทีในหัวข้อที่สนใจอีกที


ก็นับว่าบาร์รอน ฉลาดมากที่พรีเซนต์หนังสือได้น่าสนใจ จนขายดีติดอันดับ Wall Street Journal Bestseller แปลไปแล้วกว่า 16 ภาษา ทั่วโลก ก็นับว่าไม่ธรรมดา ถือว่าเค้าประยุกต์สิ่งที่เรียนมาใน MBA ได้ดีทีเดียว


แต่ถ้าถามถึงความประทับใจในเนื้อหา ดีในระดับนึง แต่มันยังไม่สุด มันได้ภาพรวม แต่รายละเอียดยิบย่อยทางธุรกิจ ยังคงต้องศึกษาให้ลึกอีกมาก ด้วยความที่แต่ละธุรกิจก็อาจใช้โมเดลเดียวกันไม่ได้ แต่ได้อ่านเป็นแนวทางไว้ก็ดี หรือถ้าอยากเรียนต่อปริญญาโท MBA ก็ควรอ่านจะได้รู้เนื้อหาคร่าวๆว่าเค้าเรียนบริหารธุรกิจนี่คือเรียนอะไรกัน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis