097 Untamed อย่ายอม

097


Untamed อย่ายอม


ถ้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งในชีวิตขาดหายไป รู้สึกว่าลึกๆแล้วทุกอย่างน่าจะต้องดีกว่านี้ อาจเป็นเพราะเราขังตัวเองในกรงที่มองไม่เห็นอยู่ก็เป็นได้


ไม่บ่อยนักที่เราจะได้อ่านหนังสือที่ผู้เขียนกะเทาะเปลือกตัวเองออกให้คนอ่านได้เห็นเนื้อในทะลุปุโปร่งขนาดนี้


ผู้เขียนเล่มนี้คือ เกลนน็อน ดอยล์ (Glennon Doyle) นักเขียนชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จพอตัว มีชื่อเสียง มีฐานะดี มีงานที่รักและมั่นคง มีครอบครัว มีลูกๆที่น่ารัก 3 คน ดูเผินๆก็เป็นชีวิตคนปกติที่มีดีในตัวทั่วไป


แต่เหมือนว่า ในความปกตินั้น เกลนน็อน รู้ดีในใจลึกๆว่า มันไม่ใช่ กระสับกระส่าย สับสนกับทางเดินของชีวิตตัวเองเสมอว่า การมีชีวิตที่คนอื่นมองว่าก็ดีแล้วนิ มันดีกับตัวเธอจริงๆหรือ เกลนน็อนบอกว่า เธอเป็นทุกสิ่งที่ผู้หญิงทั่วโลกใฝ่ฝัน ยกเว้นเป็นตัวเอง


เมื่อเกิดคำถาม ความสงสัย ก็นำมาซึ่งคำตอบที่อ่านได้จากในหนังสือ Untamed อย่ายอม
และเมื่อรีดเค้นทุกประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอ ตกผลึกจนออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ เกลนน็อน ได้รู้ซึ้งถึงหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” อย่างแจ่มแจ้ง จนเป็นที่มาของคำโปรยหลังปกว่า

“ชีวิตนี้เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว ฉันจึงเลิกถามหาหนทางชีวิตจากคนอื่น เพราะพวกเขาไม่เคยมาที่นี่” และเริ่มออกแบบชีวิตใหม่


เอาเข้าจริง พออ่านจบ มันก็ลังเลหน่อยๆว่าจะชอบ หรือ ไม่ชอบดี เมื่อดูโดยภาพรวมแล้ว มันก็เหมือนได้อ่านประวัติหรือไดอารี่ของคนๆหนึ่งว่าก้ามข้ามความกลัวที่จะมีชีวิตที่ต้องการจริงๆได้อย่างไร


แต่จะบอกว่าเป็นแนวไดอารี่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะ Timeline ชีวิตคนเขียนก็ไม่ได้ปะติดปะต่อกัน มันข้ามไปข้ามมา ประหนึ่งว่าวางโครงเรื่องว่าจะเขียนประมาณนี้ หัวข้อแบบนี้ แล้วก็จับเอาเรื่องราวในชีวิตที่เข้ากับหัวข้อเล่าเรื่องลงไป สไตล์การเขียนเป็นแบบอ่านสบายๆ เหมือนอ่านสิ่งที่เพื่อนกำลังเล่าให้ฟัง ไม่ต้องหยุดคิดวิเคราะห์ ย่อยข้อมูลอะไรมาก


แต่ยังไงก็ตาม ก็ต้องนับถือใจคนเขียนที่กล้าตีแผ่ชีวิตตัวเองไว้เป็นเหมือน Case Study ให้คนอ่านว่าอย่าเชื่อง อย่ายอมจำนน ในการใช้ชีวิตมากนัก ไม่ง่ายเลยนะที่จะเขียนเรื่องราวด้านที่ไม่สมบูรณ์ของตัวเองออกมา



แต่สิ่งที่ประทับใจ จนคิดว่าคงเสียดายถ้าไม่ได้เขียนถึง คือวิธีคิดในการเลี้ยงลูกของเกลนน็อน ว่าพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องสละความสุขในการเป็นตัวเองเพื่อให้ลูกเจริญรอยตามก้ได้ ไม่ต้องเป็นแบบอย่างเรื่องความเสียสละความสุขเพื่อให้ลูกๆทำตามเมื่อโตขึ้น แต่เป็นตัวอย่างที่สามารถทำในแบบที่ตัวเองต้องการจริงๆ เพื่อต่างคนต่างมีชีวิตที่สร้างขึ้นเอง ใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อตัวเอง ไม่ต้องใช้ชีวิตเพื่อพ่อแม่เสมอไป


และเรื่องสำคัญอีกอย่างคือ อย่าขโมยช่วงเวลาน่าเบื่อไปจากลูก โดยการยื่นมือถือ หรืออุปกรณ์แก้เบื่อ ฆ่าเวลาให้พวกเค้า เพราะนั่นหมายถึง เรากำลังเลี้ยงดูศิลปินรุ่นใหม่ที่เริ่มไม่ยอมวาดภาพ นักเขียนที่ไม่ยอมเขียน พ่อครัวแม่ครัวที่ไม่เคยทำครัวเลอะเทอะ นักกีฬาที่ไม่เคยได้ซ้อม นักดนตรีที่ไม่คิดจะหยิบเครื่องดนตรีมาซ้อม


ซึ่งเห็นด้วยมากว่า หลายคนฆ่าความเบื่อด้วยการไถมือถือ จากนี้ก็ลองใหม่ ทุกครั้งที่เบื่อ ลองไม่พึ่งมือถือเป็นหลัก แล้วหันไปหากิจกรรมอื่นๆทำแทน



ถ้าถามว่า แล้วจะทำอย่างไรถึงจะออกจากกรงแบบเกลนน็อนบ้าง เธอก็ให้แนวทางมาดังนี้
จงรู้สึกทุกสิ่ง ทุกอย่าง เปิดรับทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะดี ร้าย สุข ทุกข์ เศร้า ทรมาน และอยู่นิ่งๆ ยอมให้ตัวเองถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน จินจนาการถึงชีวิตที่อยากเป็น ก่อนฟื้นคืนชีพ


การรับมือกับความเศร้าโศกคือการยอมจำนนต่อมันโดยสิ้นเชิง การจะมีชีวิตอีกครั้ง คือเราต้องปล่อยให้ตัวเองตายอย่างสมบูรณ์ แล้ว Reborn เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ หลุดจากพันธนาการของสังคม เพื่อให้ได้ชีวิตที่ต้องการเป็น


ซึ่งเรื่องของเกล็นนอนคือ กล้าที่จะหย่ากับสามีที่นอกใจ แล้วไปแต่งงานกับผู้หญิงที่หลงรัก โดยที่ประคับประคองจิตใจให้ลูกๆยอมรับได้ว่า พ่อกับแม่หย่ากัน แต่ยังคงเป็นครอบครัวกันเหมือนเดิม และจะมีแม่เพิ่มมาอีกคน เป็นครอบครัวที่เธอสร้างขึ้นมาใหม่ แม้จะไม่เป็นไปตามแบบฉบับที่คนส่วนใหญ่ทำกัน


เลิกใช้ชีวิตตามใบสั่ง ทิ้งมันไปซะ แล้วใช้ชีวิตแบบให้เกียรติตัวเอง


อ่านแล้วก็ได้รู้ว่า ต่างคนต่างมีปัญหาของตัวเอง อยู่ที่ใครจะรับมือและข้ามผ่านไปยังไง ซึ่งเกล็นนอนก็ใช้วิธีของเธอ ที่ว่าทุกครั้งที่เลือกว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวังหรือตัวเองผิดหวัง จงเลือกทำให้ผู้อื่นผิดหวัง


แต่ถ้าเป็นเรื่องของเรา คงต้องพิจารณาเอาเองว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ ซึ่งเจ้คงบอกไม่ได้ทุกเรื่องว่าควรทำหรือไม่ทำอย่างไร แต่ให้คิดเอาเองว่า ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองในอนาคตจะไม่เสียใจเมื่อมองกลับมา


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

096 นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ / ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!

096


นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ – ฮาวัน

ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว! – JAM


ในวันที่ทั้งโลกพร่ำบอกแต่ว่า ทุกคนต้องมี Passion ทุกคนต้องมีเป้าหมาย มีความกัดไม่ปล่อย โลกต้องการให้เราแกร่งอยู่ตลอดเพื่อเป็นผู้อยู่รอด เป็นผู้มีสิทธ์ที่จะมีอิสระในการใช้ชีวิต


แต่ถ้าเราอยู่ในช่วงอ่อนล้า เพลียๆจากเรื่องรอบตัว อยากหาอะไรเบาๆ ปลอบประโลมตัวเองที่ต้องไปฟาดฟันเรื่องข้างนอกมา สองเล่มนี้ก็พอจะทำหน้าที่นั้นได้อยู่บ้าง อ่านเพลินๆก็ไหวอยู่


แต่ถ้าถามถึงคุณค่า เนื้อหา ข้อคิด ที่ได้รับ หลายๆจุด ก็ยังไม่ค่อยแนะนำให้คล้อยตามสักเท่าไหร่
แม้ว่าทั้งสองเล่มยังไม่ค่อยถูกจริตเจ้มากนัก แต่ก็อยากเขียนถึง เพราะเห็นว่าเป็นเล่มที่ถูกพูดถึงเยอะ และบางส่วนของทั้งสองเล่ม ก็มีจุดที่ทำให้ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้อยู่เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ก็ต้องลองอ่านเอาเอง ว่าคิดเห็นอย่างไร


เพราะหนังสือเล่มเดียวกัน เมื่อถูกอ่านคนละช่วงวัย คนละสถานการณ์ คนละจุดประสงค์ ย่อมให้คุณค่าที่ไม่เหมือนกัน



เล่มแรก นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ เขียนและวาดภาพประกอบโดย ฮาวัน ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งเล่าชีวิตตัวเอง ว่าต้องการให้โอกาสตัวเองทดลองใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อย หลงทางไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมีแบบแผนอะไร ไม่ต้องฝืนโดนบังคับให้ทำอะไร ไม่ต้องตั้งใจใช้ชีวิตดูบ้าง


เขาต้องการแหกกฎที่ได้รับการพร่ำสอนมาว่า ห้ามขี้เกียจ ถ้าไม่ไขว่คว้าก็ไม่ได้มา หรือแนวคิดที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น เพราะเขาคิดว่าชีวิตไม่มีความยุติธรรมหรอก ความเพียรไม่ได้ทำให้ได้ทุกอย่างเสมอไป


หมดยุคแห่งความพยายามแล้ว ดำเนินชีวิตแบบ Que Sera, Sera คืออะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เราเป็นเพียงตัวตนไร้แรงต้านที่พร้อมจะถูกคลื่นลมให้พัดพาไป ไม่มีใครรู้อนาคต แล้วจะทรมานตัวเองทำไม


เหมือนกับที่ ลูเซียส แอนเนอุสกล่าวไว้ว่า “โชคชะตานำทางผู้โอนอ่อน และลากจูงผู้แข็งขืน” มีฝันได้นะ แต่อย่าทะเยอทะยาน อย่าหวังสูง ต้องกล้าที่จะยอมแพ้ โดยมีคติว่า การยอมแพ้ต้องใช้หัวใจที่กล้าหาญ


ถ้าหนังสือเล่มนี้จะบอกว่า ให้ผู้ใหญ่เล่นซนบ้าง ออกนอกลู่นอกทางบ้าง เพื่อพักร่าง พักใจ ก็คงจะไม่เป็นไร


แต่อ่านๆไป ดูเหมือนว่าผู้เขียนจะดำดิ่งกับวิถีชีวิตแบบ Nihilism – แนวคิดว่าชีวิตไร้ความหมาย มีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไร มากเกินพอดีไปหน่อย ผู้เขียนไม่ได้เกลียดการทำงาน แต่เกลียดการหาเงิน จึงลาออกจากงานเพราะต้องการเสพอิสระให้ฉ่ำปอด

อิสระที่จะทำทุกสิ่ง อิสระที่ไม่ทำอะไรเลย ไร้แผนการ ไร้จุดหมาย และมองว่าความไม่สมหวังเป็นเรื่องปกติ


ด้วย Mindset แบบนี้ ก็ไม่ได้มองว่ามันผิดหรือห้ามทำตามนะ แต่จากหนังสือหลายๆเล่มที่อ่านมา พูดตรงกันว่า เราไม่มีวันเป็นหรือได้สิ่งนั้นมา ถ้าเราเกลียดมัน


สมมติว่า เราอยากใช้ชีวิตที่ดี สุขสบาย ไม่ขัดสน อยากซื้อ อยากกิน อยากเที่ยว ก็ทำได้สบายๆไม่เดือดร้อน แต่เราดันมีอคติกับการหาเงิน เพิ่มพูนทรัพย์สิน เราก็คงอยู่จุดเดิมหรือไม่ก็ถอยหลังลงคลอง เพราะใจเราไม่อยากพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นเอง


ฮาวันบอกว่า ถ้าเราไม่รักชีวิตตัวเอง แล้วใครจะรัก ใช่แล้ว และขอเสริมว่า เราก็ต้องรู้จักเลือกสิ่งดีๆให้ชีวิตตัวเองด้วย แม้ว่าจะฝ่าฟันได้มันมา ดังที่ขงจื้อบอกไว้ว่า เพชรที่มีตำหนิย่อมดีกว่ากรวดที่สมบูรณ์แบบ


แต่สิ่งที่ชอบมากจากหนังสือเล่มนี้ ก็คือภาพประกอบ รูปเล่มของหนังสือ กระดาษ กลิ่น เป็นหนังสือที่หน้าปกสวยสะดุดตาเล่มหนึ่ง และในเมื่อเราต้องทำงาน ก็ให้ทำอย่างสนุก จะดีกว่า ทำอย่างตั้งใจ ดังคำกล่าวที่ว่า อัจฉริยะพ่ายแก่ผู้พากเพียร ผู้พากเพียรพ่ายให้แก่ผู้ทำด้วยความรื่นรมย์


ปล. ขอชื่นชมคนแปลเล่มนี้ คุณตรองสิริ ทองคำใส แปลได้ลื่นไหลและใช้สำนวนภาษาได้ดีมากๆ


เล่มที่สอง ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว! เขียนโดย JAM นักวาดภาพประกอบการ์ตูน Parfait Cat ที่เกี่ยวกับความกลุ้มในในชีวิตประจำวันใน Twitter ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้น่ารักและน่าติดตามดี


เล่มนี้พูดถึงวิธีการจัดการความรู้สึกขุ่นมัวจากการเล่นโซเชียล ความสัมพันธ์กับคนอื่น ที่ทำงาน และ ในใจตัวเอง จะว่าไปก็เหมือนแตะเรื่องธรรมะหน่อยๆ แต่เป็นธรรมะในรูปแบบที่เกลาให้ง่ายขึ้นในการเข้าใจ และหลายๆวิธี ก็ทำให้รู้สึกว่า จริงด้วย เรื่องแค่นี้เอง ทำไมเราคิดไม่ออกนะ


เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอะเจอ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว หรือ ในยุคนี้ก็บนโลกออนไลน์บ้าง ถ้าปลีกวิเวกอยู่ตัวคนเดียวได้ ก็คงมีความทุกข์อีกแบบ แต่ถ้าอยู่ร่วมกันกับคนอื่นก็ทุกข์ไปอีกแบบ


ถ้าคิดเล่นๆ เล่มนี้เหมือนเป็นโดราเอมอนประจำตัวเรา ที่คอยดึงสติ ไม่ให้เราเอาวันแย่ๆ เรื่องร้ายๆ มาทำร้ายความรู้สึกเรา และ ถ้าทำอย่างไรก็ไม่รู้สึกดีขึ้นมาเสียที ให้คิดว่า ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!


ถ้าช่วงไหนเราต้องรับมือกับหลายสิ่ง สองเล่มนี้อาจจะช่วยเป็นเพื่อนที่คอยตบไหล่อยู่ข้างๆว่า ไม่เป็นไรนะ บางเรื่องก็ปล่อยมันไปบ้าง จะได้สบายใจขึ้น และชาร์จแบตให้มีแรงใช้ชีวิตในวันต่อไป

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

095 ความหลัง ที่ติดอยู่ในใจ

095


ความหลัง ที่ติดอยู่ในใจ


ว่ากันว่า คนเราใช้เวลากว่า 95% ของสมอง คุร่นคิดถึงอดีต และกังวลเกี่ยวกับอนาคต ทั้งที่เราต่างอยู่กับปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่พลังงานของเราจะถูกสูบจนเหือดหายไวนัก


แต่ว่าคนเรายิ่งโต อดีตก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย จนบางทีเราอาจต้องเลือกเก็บแค่บางอันใส่ลิ้นชักในใจ ไม่สามารถจะแบกทุกอย่างในอดีตเอาติดตัว ใส่สมอง ใส่หัวใจ ไปด้วยได้


การทำเช่นนั้น ทำให้บางทีเราก็หลงลืมอะไรบางอย่างที่หล่อหลอมความเป็นเรา ที่มีความหมายมากๆ กับชีวิตเราไปโดยไม่รู้ตัว


2-3 สัปดาห์ก่อน เจ้ไปบ้านดูบัว ครั้งแรกในรอบหลายเดือนเพราะมีโควิดเลยเว้นไปนาน ทุกทีที่ไปดูงาน เช็คความเรียบร้อย เคลียร์งานเสร็จ ไม่เคยจะแวะไปเอแบค มหาลัยที่เจ้เรียนตอนปริญญาตรี ซึ่งอยู่ห่างกันไม่ถึง 6 กิโล ในซอยเดียวกันเลย อาจเป็นเพราะทุกครั้งที่ไปดูบัวคือจะมีธุระต่อ พอเสร็จก็ตรงดิ่งกลับทันที ครั้งสุดท้ายที่ไปมหาลัยคือวันแต่งงานของเจ๊ป้า (เจ๊เบล) ปี 2017 แต่ก็ไปแค่ตรงสถานที่จัดงานแล้วกลับเลย คงไม่นับว่าเป็นการไปเยี่ยมมหาลัยสักเท่าไหร่


แต่เมื่อเร็วๆนี้ เป็นครั้งแรกที่เจ้ตัดสินใจแวะเข้ามหาลัยเพราะอยากเข้าห้องน้ำ (เดี๋ยวนี้ขากลับจะเข้าไปในซอยออกทางซอยตรงข้ามเอแบคที่ทะลุไปถนนบางนาตราดอีกฝั่งเลยโดยไม่ต้องกลับรถ)
พอขับเข้ามหาลัยไป ผ่านป้อมยาม จนถึงสะพานลงเนินมาเจอก้อนหินสีทอง มองภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้ว บรรยากาศรอบข้างก็สงบลง จากที่ฟังเพลงมาตลอดทาง ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนั้น เจ้เปิดหน้าต่าง ค่อยๆขับช้าๆ ละเมียดละไมวิวข้างทางไปเรื่อยๆ แบบเอื่อยๆ ความอยากเข้าห้องน้ำหายไปชั่วครู่ แต่แทนที่ด้วยความตื่นตา ตื่นใจ ที่ได้กลับมามหาลัยอันเป็นที่รักอีกครั้ง


สมัยเจ้เรียน ที่นี่เต็มไปด้วยนักศึกษา เดินกันขวักไขว่ทั่วพื้นที่ ยิ่งช่วงที่ไม่ได้อยู่หอแล้วต้องขับรถมาเรียน ซิ่งทุกเช้า เพราะกลัวที่จอดเต็มและต้องจอดไกลจนไปเรียนสาย


วันนั้นเลยเป็นวันแรกที่ไม่ต้องขับซิ่งด้วยความรีบร้อน เจ้ขับไป จอดรถไป ลงเก็บภาพบรรยากาศมหาลัยที่เงียบสงบ


นึกแล้วก็อดใจหายไม่ได้ สมัยก่อนมหาลัยพลุกพล่านมาก ที่จอดรถคือต้องแย่งกันจอด วุ่นวายทั้งรถเข้ารถออกทั้งวัน ไหนจะวิ่งขึ้นรถรางให้ทัน เด็กนักศึกษาหน้าตาดีก็เดินกันให้ทั่ว แต่วันนี้ทุกอย่างเงียบสงัด ไม่รู้ว่าเพราะโควิดหรือว่าเพราะจำนวนนักศึกษาน้อยลงกว่าเมื่อก่อน



ความทรงจำในวัยเรียน อาจจะจำได้ไม่หมด มากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ชัดเจนในความรู้สึกว่า การได้ใช้ชีวิต 4 ปีในนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ได้เรียนหนังสือในสภาพแวดล้อมที่พร้อมมาก เจอเพื่อนฝูงดีๆ เจออาจารย์เก่งๆ ได้ใช้ชีวิตเด็กหอครั้งแรก ได้ขับรถไกลๆครั้งแรก ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยได้ทำตอนอยู่บ้าน


หลังจากเรียนจบ ก็ทำงาน เดินหน้าตลอด ไม่เคยหันหลังกลับมาเยี่ยมเยียนมหาลัยจริงๆจังๆอีกเลย วันนี้เลยนับว่าเป็นวันที่ดีมากๆ ที่ได้มาระลึกความหลัง


อยากขอบคุณทุกๆคน ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง รุ่นเดียวกัน ที่ผ่านเข้ามา รู้จักกัน ทั้งสนิทกัน และทั้งที่ห่างหายกันไป จำหน้าจำชื่อกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หรือคนที่อยากจะเป็นรู้จักกันไปตลอดแต่วันเวลาทำให้ต้องปล่อยมือจากกันไป


ไม่ว่าตอนนี้พวกเค้าเหล่านั้นจะทำอะไรอยู่ที่ไหน มีชีวิตที่ดีกันทุกคนหรือไม่ ก็อาจไม่สำคัญเท่ากับว่าครั้งหนึ่งเราทุกคนล้วนเป็นศิษย์เก่าที่นี่ ใช้เวลา 4 ปีด้วยกัน ณ สถานที่แห่งนี้ ทุกความทรงจำ จึงมีความหมาย เมื่อเราคิดถึงมันได้โดยไม่ได้ลืมมันไป


พอขับมาถึง AU Mall เป็นที่ๆมีร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ สะดวกซัก โรงอาหาร คาราโอเกะ แหล่งบันเทิงพักผ่อนหย่อนใจเล็กๆของนักศึกษา เจ้ก็จอดรถแวะเข้าห้องน้ำ และเดินเท้าเข้าไปสำรวจโซนหอพัก ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในห้อง 1251 ชั้น 12 แม้จะขึ้นไปไม่ได้ แต่อยู่ข้างล่างก็สุขใจแล้วที่ได้กลับมา

วันนั้นไม่มีคนเลย และโชคดีที่ไม่มีแดด มีแต่ลมจางๆทำให้ไม่ร้อนเลย เจ้เดินไปเรื่อยๆ จนมานั่งพักตรงสนามบาสตรงกลาง นั่งมองตึก มองหอนาฬิกา มองต้นไม้ มองท้องฟ้า อยากจำความรู้สึกนี้ไว้นานๆ


ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกว่า การมีขึ้นก็ต้องมีลง มีพบก็มีจาก มีสุขแล้วจะมีเศร้าบ้าง ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทุกคน


ชีวิตคนเราต้องเดินต่อไปข้างหน้าก็จริง แต่ถ้ามีโอกาส ก็หันกลับมามองข้างหลัง ว่าอดีตทิ้งร่องรอยอะไรให้เราไว้บ้าง ก็อาจทำให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


ขอบคุณทุกประสบการณ์ในวัยเยาว์ สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ ไม่ว่าเรื่องนั้นในอดีตจะทำให้เรามีความสุขหรือเศร้าใจ พอเวลาผ่านไป ทุกเรื่องราวก็ดูจะไม่ได้หนักหนาอะไรกับชีวิตปัจจุบันของเรานี่นา

ดังนั้น ต่อไปเจอเรื่องหนักๆอะไร ก็ให้คิดว่า เวลาผ่านไป มันก็จะเบาหวิวไปเอง

พอกลับมาเยี่ยมมหาลัยครั้งนี้ ทำให้เจ้อยากกลับไปโรงเรียน และโรงเรียนอนุบาลบ้างเลย อยากรู้ว่าจะมีความหลังอะไรโผล่มาทักทายบ้าง


ว่างๆไว้ไปกันนะ โรงเรียนพวกเราอยู่พื้นที่เดียวกันหมดเลยนิ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

094 Makoto Marketing

094

Makoto Marketing – หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจ สไตล์ญี่ปุ่น


เมื่อก่อน เวลาว่างที่อยู่หน้าคอม แล้วเกิดอยากจะผลาญเวลาเพราะไม่รู้จะทำอะไร ก็จะเข้าเวปไปหาอะไรอ่านเรื่อยเปื่อย รายชื่อเวปคงไม่ต้องเขียนถึง เพราะปัจจุบันเวปเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ และก็ทำหน้าที่ได้ดีตามแบบฉบับสื่อทั่วๆไป คือทันกระแส ไม่ตกข่าว อะไรที่ฮิตหรือกำลังถูกพูดถึงในสังคม ถ้าได้อ่านก็จะอยู่ในลูป รู้เรื่องไปพร้อมๆกับคนส่วนใหญ่


แต่ระยะหลัง สองสามปีมานี้ ได้เจอกับเวป ReadtheCloud ก็ต้องมนต์สะกดของเวปไซต์ที่มีกลิ่นอายของนิตยสาร รู้สึกจริงๆว่า เวปนี้ทำให้วงการบทความ นิตยสาร งานเขียน ฟื้นคืนชีพ จากก่อนหน้านี้ที่บรรดานิตยสารหลายหัวปิดตัวลงไปเพราะถูก digital disrupt ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนไปอยู่บนหน้าจอมือถือ แทบเล็ต ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์มากขึ้น ข่าวสารทุกอย่าง เสพได้แค่ปลายนิ้วโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อนิตยสารเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป


ReadtheCloud เป็นเวปที่มีผู้ก่อตั้งคนหนึ่งคือ คุณก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน นักเขียนไทยอีกคนที่ผลงานเขียนโดดเด่นด้วยสำนวนภาษาที่สละสลวย โรแมนติก รู้สึกเคลิบเคลิ้ม และเพลิดเพลินเวลาอ่าน (ตัวอย่างเช่น สองเงาในเกาหลี / ทางรถไฟสายดาวตก / โปรดอ่านใต้แสงเทียน เพราะผมเขียนใต้แสงดาว / ดินแดนแสนดอกไม้ / และอื่นๆ ลองเสิชดูผลงานได้)


ซึ่งก่อนหน้าที่คุณก้องจะมาทำ ReadtheCloud เขาเคยอยู่ A Day มาก่อน แต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร คุณก้องกับทีมผู้ก่อตั้งก็อยากออกมาทำอะไรตามแนวทางของตัวเอง เพราะเขาเชื่อว่า ข่าวสาร ต้องไว เนื้อหากระชับ เก็บใจความครบถ้วนหลังการกวาดสายตาอ่านเพียง 1 ย่อหน้า


แต่คุณก้องเชื่อว่ากับเรื่องรื่นรมย์ ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ ทำให้เวปไซต์ ReadtheCloud มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนเวปเสนอข่าวอื่นๆ เพราะเนื้อหาแต่ละคอลัมน์ ยาวหลายหน้ากระดาษก็จริง แต่แลกมากับอรรถรสการอ่านที่อิ่มเอมใจ จากความละเมียดละไมของบทความ


เนื้อหาในเวปนี้ จะไม่เหมือนกับเวปข่าวทั่วๆไป จะเน้นไปที่เรื่องราวเล็กๆของ Local, Creative Culture, Better Living เป็นเรื่องที่อาจไม่อยู่ในกระแส ไม่ได้เป็น Trendsetter ไม่ใช่เรื่องราวของคนดังมีชื่อเสียง แต่เน้นไปที่เรื่องราวที่ทำให้คนอ่านรู้สึกกลมกลืนไปกับธรรมชาติ อินไปกับสิ่งดีๆรอบตัวคนเขียน ที่ถูกนำมาเขียนถึงในบทความให้คนอ่านได้รื่นรมย์กับการเลื่อนสายตาอ่านอย่างช้าๆ ราวกับว่ากำลังจิบชา เล็ม Afternoon Tea ไปด้วย


และเพราะเวปไซต์นี้ ก็เลยพาให้เจ้สะดุดตากับเรื่องราวของคนเขียนหนังสือเล่มนี้ Makoto Marketing – หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจ สไตล์ญี่ปุ่น คือ ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือนามปากกา เกตุวดี Marumura นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เป็นผู้สื่อสารสิ่งดีๆจากญี่ปุ่นผ่านการสอน การเขียนบทความ และการเล่าเรื่องผ่านรายการวิทยุ / Youtube / Podcast

นับว่าเธอเป็นทูตทางวัฒนธรรมไทย- ญี่ปุ่นที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว
และเมื่อรู้ว่าเธอออกหนังสือ จึงไม่รอช้าที่จะไปหามาครอบครอง



Makoto แปลว่า จริงแท้ ไม่ปรุงแต่ง Marketing คือการตลาด รวมกันมีความหมายว่า การตลาดที่มาจากใจ จริงใจ ใส่ใจ ยั่งยืน เป็นการตลาดที่ทำให้ทั้งคนซื้อและคนขายมีความสุข
ในบรรดาหนังสือการตลาดที่เจ้อ่านมา พูดได้อย่างเต็มปากว่า เล่มนี้คือที่สุด


ที่สุดในแง่ของความแปลกใหม่ มุมมองของการทำธุรกิจที่ไม่อาจหาได้จากตำราการตลาดเล่มไหนๆ แต่เพราะมันมาจากประสบการณ์จริงของเจ้าของธุรกิจในญี่ปุ่นที่สามารถดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ หลายๆตัวอย่างเอามาจากธุรกิจที่อายุมากกว่าร้อยปี


ที่สุดในการถ่ายทอดเนื้อหา การเล่าเรื่อง ออกมาเป็นตัวอักษร เรียบเรียงได้ไหลลื่น คมชัด ไม่เยิ่นเย้อ และจบในตัว แอบรู้มาว่า สำนวนการเขียนมีกลิ่นอายของคุณตุ้ม หนุ่ม เมืองจันท์ เพราะคุณเกตุวดีเป็นแฟนงานเขียนของเขานี่เอง เลยไม่แปลกใจทำไมอ่านรอบแรกเจ้ก็ชอบสไตล์การเขียนในหนังสือเล่มนี้เลย ถูกจริตจากนักเขียนคนโปรดเหมือนกันนี่เอง


ที่สุดของการเป็นหนังสือสอนวิชาการตลาดรูปแบบใหม่ ที่อ่านแล้วเสมือนเราได้นั่งเรียนในคลาสของอาจารย์เกตุวดีจริงๆ เพราะคุณเกตุวดี เป็นอาจารย์สอนวิชาการตลาด ภาควิชาบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้าได้อ่าน ก็คิดเสียว่าเสมือนได้ลงทะเบียนเรียนวิชานี้ในราคา 325 บาทเท่านั้น คุ้มสุดๆ


ที่สุดของการผสมผสาน หนังสือที่เป็น Story Telling กับวิชาการตลาดเข้าด้วยกัน มีการเปิดเรื่องก่อนเข้า Case Study ที่น่าสนใจพาเราไปผจญภัยกับเรื่องราวของธุรกิจในญี่ปุ่นที่พอจะเป็นตัวอย่างในเคสนั้นๆ และกลับมาปิดจบอย่างสวยงาม มี Quiz เล็กๆให้ทำเพิ่มรอยหยักให้สมอง ทำแล้วบอกตรงๆว่าสามารถจุดไฟในการสร้างธุรกิจ สร้างแบรนด์เป็นของตัวเองขึ้นมาเลยทีเดียว


ที่สุดในความเรียบง่ายของการออกแบบรูปเล่ม ตั้งแต่หน้าปก กระดาษคั่น การเลือกใช้สี ทุกอย่างในเล่ม ส่งมอบกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างดีด้วยการแฝงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ปราณีตและทัชใจคนอ่าน



อาจเพราะเจ้เฉยๆกับธุรกิจที่เน้นทุนนิยม เน้นความสำเร็จที่เป็นตัวเลขทั้งยอดขาย และปริมาณ แข่งกันลดแลกแจกแถม แต่จะอินเป็นพิเศษกับแบรนด์ที่ตั้งใจทำออกมา ส่งมอบคุณค่าอะไรบางอย่างให้ลูกค้าแบบสัมผัสได้ด้วยใจ เล่มนี้คงไม่เหมาะกับคนที่มองหาลู่ทางทำการตลาดเพื่อปั้นยอด เพิ่มลูกค้าใหม่ หรืออะไรก็ตามที่เน้นปริมาณ แบบนั้นหาความรู้ได้จากเล่มอื่น หรือบรรดากูรูการตลาด โค้ชการขายท่านอื่นๆ เพราะคงหาเทคนิคแบบนั้นไม่เจอในเล่มนี้


Makoto Marketing สอนให้เราเข้าใจว่า การแก้ปัญหาให้ลูกค้า การทำธุรกิจบนปรัชญา ความเชื่อของแบรนด์ (Brand Belief) เหตุผลของการมีอยู่ของแบรนด์เรา เหล่านี้ควรมาก่อนการตั้งเป้าเรื่องยอดขายของบริษัท การทำธุรกิจโดยใช้หลัก Makoto Marketing การตลาดแบบจริงใจ จะทำให้เราได้ทั้งกำไร และได้ทั้งความรักจากลูกค้าในที่สุด


ขึ้นหิ้งไปอีกเล่มโดยปริยาย


หลังจากอ่านจบ อยากไปญี่ปุ่นเพื่ออุดหนุนหลายๆธุรกิจใน Case Study ของเล่มนี้เลย เพราะบางธุรกิจ ไม่มีขายออนไลน์ มีแต่หน้าร้านเท่านั้น อะไรที่ได้มายากๆ นี่มันช่างน่าค้นหาดีจริงๆ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

093 ศูนย์รับฝากความเสียใจ และ ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ

093


ศูนย์รับฝากความเสียใจ และ ปาฏิหารย์ร้านชำของคุณนามิยะ


เล่มแรกเป็นผลงานของนักเขียนหนังสือขายดีชาวไต้หวัน ซื่ออี ซึ่งพอเห็นหน้าปก และคำโปรย ก็ได้กลิ่นอายความคล้ายคลึงกับเล่ม ปาฏิหารย์ร้านชำของคุณนามิยะ เขียนโดย ฮิงาชิ เคโงะ เลยขอเขียนถึงพร้อมกันเลยก็แล้วกัน


ทั้งสองเล่มเป็นนิยายแฟนตาซี ที่มีเงื่อนไขของเวลาในอดีตและปัจจุบันเกี่ยวโยงกันอยู่ คอนเซปต์อาจจะคล้ายคลึงกัน แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่สิ่งที่ทั้งสองเล่มมีคือ ให้ของขวัญแก่คนอ่าน เป็นการเยียวยาจิตใจในช่วงที่บอบช้ำ เพื่อประกอบกู้ร่างให้กลับมาใหม่เพื่อไปต่อ


อย่าเพิ่งรีบเบือนหน้าหนี แค่เพราะว่ามันเป็นนิยายแฟนตาซี จริงอยู่ว่าเจ้ไม่ใช่สายอ่านนิยายเท่าไหร่ แต่กับสองเล่มนี้ มันต่างออกไป อ่านจบแล้วอบอุ่นหัวใจเหมือนว่ามีคนคอยตบบ่าอยู่ข้างๆเพื่อบอกว่า

“ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรมา ไม่เป็นไรนะ ใช้ชีวิตอย่างดีต่อไปเถอะ”


หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ตะลุยอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา แนวลงทุน เพื่อประสบความสำเร็จมามาก เพราะเป็นช่วงที่รู้สึกว่า กำลังมีไฟเรื่องเพิ่มพูนทรัพย์สิน เนื่องจากพ้นวันเกิดเมื่อเดือนมิถุนายนมา ปีนี้ก็เข้าปีที่ 32 แล้ว เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เล่นๆตอนเด็กว่าจะต้องมีเงินล้านก่อนอายุเลขสามก็ทำได้แล้ว

แต่ก็ยังไม่ได้มีเป้าหมายต่อไปจริงๆจังๆ ก็เลยหาความรู้จากการอ่านหนังสือพวกนี้ ฟัง podcast ฟังวิเคราะห์เศรษฐกิจ หุ้น กองทุน ตามพวกนี้แทบทุกวัน หาแรงบันดาลใจ หาเป้าหมายต่อไปว่าอยากไปอยู่จุดไหน


เคี่ยวเข็ญตัวเองว่า ฉันอายุเริ่มเยอะแล้วนะ ฉันต้องนู่น นี่ นั่น ได้แล้วนะ เมื่อทำติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็เหนื่อยล้าทางใจ เลยกลับมาพักใจที่หนังสืออีกนั่นแหละ คราวนี้เลยลองเปลี่ยนมาอ่านแนวอื่นๆบ้าง


ซึ่งสองเล่มนี้ ถือว่ามันทำหน้าที่ของมันได้ดีเลยทีเดียว



ปาฏิหารย์ร้านชำของคุณนามิยะ กลไกของเวลาในอดีตและปัจจุบันถูกเชื่อมโยงผ่านร้านขายของชำที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง เรื่องเกิดขึ้นเพราะโจรสามคนที่จับพลัดจับผลูหลงเข้ามาหลบตำรวจในร้านชำร้างแห่งนี้ โดยที่ไม่รู้ว่า ร้านชำสามารถเชื่อมต่อเวลาในอดีตได้ผ่านการตอบจดหมายที่สอดเข้ามาในร้าน


โจรสามคนไม่รู้ว่าในอดีตเจ้าของร้านคือคุณนามิยะผู้ซึ่งจากโลกนี้ไปนานแล้ว เป็นผู้ที่ช่วยเหลือผู้คน โดยการตอบปัญหากลุ้มใจต่างๆนานาผ่านการส่งจดหมายที่กล่องใส่นมหน้าร้าน ซึ่งพอโจรเห็นจดหมายที่ส่งเข้ามา ก็พบว่าเป็นจดหมายที่ส่งมาจากอดีตเมื่อ 40 ปีก่อน

ซึ่งโจรนึกสนุกเขียนตอบกลับไป แต่พบว่าพอหย่อนจดหมายลงกล่องนม จดหมายก็หายไป แทนที่ด้วยจดหมายใหม่เรื่อยๆ โจรทั้งสามคนได้เรียนรู้ และได้บทเรียนผ่านการอ่านและตอบจดหมายจนกลับใจ มาใช้ชีวิตอย่างดีได้ในท้ายที่สุด


อ่านจบก็เสิชหาข้อมูลเพิ่ม ไปเจอว่ามีทำเป็นหนังออกมาด้วย 4 ตอน เลยเข้าไปดู ได้อีกอรรถรสนึง แต่ก็ยังชอบหนังสือมากกว่าอยู่ดี


ศูนย์รับฝากความเสียใจ – ความเสียใจมีไว้ให้เรายิ่งทะนุถนอมปัจจุบัน


ศูนย์การค้าใต้ดินสถานีไทเป มีศูนย์รับฝากความเสียใจซ่อนอยู่ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องเล่า ข่าวลือ สถานที่แบบนี้ไม่มีอยู่จริงหรอกแต่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนจะเจอที่นี่ แต่คนที่จะมองเห็นศูนย์รับฝากความเสียใจได้ คือคนที่แบกความเศร้าไว้ในจิตใจอย่างเปี่ยมล้นเท่านั้น


เรื่องราวของแต่ละคนที่มาฝากของ ฝากจดหมายที่ศูนย์รับฝากความเสียใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป คนที่มองเห็นที่นี่ จะสามารถส่งของกลับไปหายังคนในอดีตที่ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้วได้

ภายใต้เงื่อนไขว่า ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และห้ามบอกว่าส่งมาจากอนาคต โดยทั้งผู้ส่งและผู้รับจะต้องเคยพบหน้ากันมาก่อน


เป็นการเติมเต็มในสิ่งที่พลาดไปในอดีต ให้หัวใจได้ถูกปลดปล่อยพันธนาการจากความเศร้าหมอง ความคิดถึง ความรู้สึกผิด ความเสียดาย ฯลฯ และมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขเสียที


ถ้าในกรุงเทพมีสถานที่แบบศูนย์รับฝากความเสียใจ จริงๆ เจ้อยากจะส่งบรรดากล้วยทอด ครองแครงอบกรอบ มังคุด และของโปรดทั้งหลาย พร้อมจดหมายเล่าสารทุกข์สุขดิบให้ม้าได้รับรู้ ว่า 8 ปีที่ไม่ได้เจอกัน พวกเราสามคน ใช้ชีวิตอย่างดี ไม่เกเร ไม่เป็นภาระใคร ไม่สร้างปัญหาให้สังคม เป็นคนชนชั้นกลางที่อยู่ดีมีสุขตามอัตภาพ และกำลังอยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่ออนาคตที่สุขสบายตามรอยป๊ากันอยู่


แม้ว่าเราจะได้เจอกันแค่ 24 ปี สำหรับเจ้ 22 ปีสำหรับโต้ และ 17 ปี สำหรับตุ่น แต่นี่เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมากของม้าที่เลี้ยงพวกเรามาได้อย่างดี ม้าเก่งมากๆ เลยนะ พวกหนูภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกของม้า


ถ้าอยากอ่านก็บอกจะเอาไปให้ที่บ้านสุดสัปดาห์นี้

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

092 พลังของ Story Telling

092

พลังของ Story Telling


ถ้ามีเพื่อนหรือญาติเราบ่น เรื่องรถ Toyota ที่ใช้ต้องเข้าอู่ประจำ มีปัญหาจุกจิก ไอนู่นเสีย ไอนี่พังบ่อยๆ พร้อมทั้งยืนกรานว่า ซื้อรถคันใหม่ จะไม่ซื้อรถยี่ห้อนี้อีกเด็ดขาด ได้ยินแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะมีอคติกับยี่ห้อนั้นไปด้วย


เพราะคำพูดของคนใกล้ตัวเรามีพลัง และคนเราก็มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ร่วมกับประสบการณ์ของเจ้าเพียงคนเดียว แต่ไม่มีอารมณ์ร่วมกับสถิติหลายพันคน ที่สำรวจออกมาแล้วให้ความเห็นตรงกันว่า Toyota เป็นยี่ห้อรถยนต์ยอดนิยม คุณภาพดี ราคาจับต้องได้ ศูนย์บริการเยอะ ขายต่อราคาไม่ตกมาก ฯลฯ


เราอาจจะเลือกที่จะไม่ไปพักรีสอร์ตนี้เพียงเพราะว่า คนใกล้ตัวเคยบรรยายในโพสเฟซบุ๊คไว้ว่า ไม่ดี แย่มาก อย่าไปหรือเวลาจะซื้ออะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้ ต้องคอยเสิชข้อมูล รีวิวในพันทิป อ่านคอมเม้นคนก่อนตัดสินใจ


เรามักเห็นตัวอย่างจากคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียวสะท้อนภาพแทนประชากรทั้งหมด และข้อสรุปนนั้นจะติดแน่นฝังหัวเราไปด้วย


นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไม Story Telling ถึงสำคัญ นักการตลาดถึงพยายามสร้าง Story ให้แบรนด์ ให้สินค้าตัวเอง สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ผู้ใช้รู้สึกอิน และอยากมีส่วนร่วม เพราะมันทรงพลังต่อความคิด ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของคนเรายิ่งนัก



ในช่วงที่การระบาดของโควิดยังคงคุกรุ่นอยู่ ทางออกเดียวที่จะช่วยชีวิตมนุษย์โลกได้ (ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจหรอก เอาแค่ช่วยชีวิตคนในประเทศให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ก่อน) คือ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ฉีดวัคซีน จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ แล้วโควิดก็จะกลายเป็นเหมือนพวกไข้หวัดชนิดต่างๆในอดีต ไม่น่ากลัวแบบตอนนี้อีกต่อไป


ปัญหาของเรา แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐจัดหาวัคซีนได้ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทันเวลา ทั้งๆที่เรามีเวลาทองในช่วงที่ สถานการณ์สงบนิ่งมาหลายเดือน แต่ไม่มีการวางแผนเชิงรุก มองข้ามช็อต ได้แต่ปล่อยเวลาผ่านเลยไป ปล่อยโอกาสที่จะได้วัคซีนเหมือนประเทศอื่นๆเขา จนสุดท้ายทำให้การระบาดแพร่กระจายออกไปจนคุมไม่อยู่


อีกส่วนหนึ่ง มาจากสื่อ ที่เลือกเสนอข่าวแบบโอนเอียง ไม่เสนอตามข้อเท็จจริง เห็นว่าอะไรได้รับความสนใจก็สนองให้ ประเคนแต่เนื้อหาที่ได้รับการแชร์ ได้รับการพูดถึง ทำให้กระแสสังคมโหมพัดแรงเข้าไปใหญ่


ส่วนสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามาจากการที่คนเราได้รับข่าวสารเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน ปักใจเชื่อสุดใจ ว่าฉีดวัคซีนแล้วอาการไม่ดี คนฉีดแล้วมีอาการแพ้หนัก ชัก จนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี ทั้งๆที่ยังไม่ได้ข้อสรุปเลยว่าสาเหตมาจากอะไร และยังส่งต่อความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์นั้นออกไปให้คนรอบข้างด้วย ทำให้หลายคนกังวลใจ และไม่เชื่อมั่น ไม่กล้าฉีดวัคซีน



เห็นแบบนี้ จึงอยากเอาเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง Jenny McCarthy อดีตนางแบบนิตยสาร Playboy นักแสดง นักเขียน และยังเป็นแม่ของลูกที่ป่วยเป็นออทิสติก ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่คนเป็นพ่อแม่จะพยายามสืบเสาะหาสาเหต ที่มาของการเกิดโรคออทิสติก เพื่อหาเหตุผลต่างๆนานา เพื่อหาทางรักษาลูกตัวเอง


เจนนี่ ศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่ง และเชื่อมั่นว่าการที่ลูกของเธอได้รับการฉีดวัคซีนมากมายตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เป็นสาเหตที่ทำให้ได้ของแถมเป็นการติดเชื้อ สารพิษ เชื้อรา พอรวมกันแล้วทำให้ระบบประสาทของเด็กเกิดความถดถอยจนกลายเป็นออทิสติกในที่สุด เจนนี่ยืนกราน ตอนที่ให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีว่า “ถ้ามีลูกอีกคนจะไม่พาไปฉีดวัคซีนเด็ดขาด”


ด้วยความที่เป็นคนมีชื่อเสียง และคำพูดของเธอได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ทำให้เจนนี่พยายามเป็นกระบอกเสียง รณรงค์ไม่ให้เด็กได้รับวัคซีน จนถึงขั้นเขียนหนังสือออกมาอีก 3 เล่ม

เล่มแรกชื่อว่า Louder than Words : A Mother’s Journey in Healing Autism

เล่มที่สองชื่อ Mother Warriors : A Nation of Parents Healing Autism Against All Odds และเล่มสุดท้าย Healing and Preventing Autism

ทั้งสามเล่มมาจากประสบการณ์ ความเชื่อของเธอล้วนๆ ว่าที่ลูกเป็นออทิสติกเพราะเป็นผลกระทบจาการได้รับวัคซีน


แม้ว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากมาหักล้างความสัมพันธ์ของการฉีดวัคซีนกับโรคออทิสติก เธอก็ยังไม่เชื่อและเดินหน้าเผยแพร่ความเชื่อของเธอต่อไป ทำให้ช่วงหนึ่งที่โรคหัดกำลังแพร่กระจาย ประชากรในรัฐที่เธออยู่ก็มีภูมิคุ้มกันโรคหัดลดลงมาก เพราะคนไม่ยอมไม่ฉีดวัคซีนกัน จนกระทั่งทำให้เกิดโรคหัดระบาดในที่สุด


เรื่องราวของแม่คนหนึ่ง ทำให้ความสามารถในการชั่งน้ำหนักหลักฐานของบรรดาแม่ๆด้อยประสิทธิภาพลง โดยอาจลืมไปว่า เมื่อลูกคุณไม่ยอมฉีดวัคซีน เท่ากับว่าคุณกำลังทำให้เด็กคนอื่นเสี่ยงต่อการติดโรคระบาด

นักไวรัสวิทยาได้บอกว่า ปกติแล้วคนที่ไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ คือ บรรดาผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวด้วยเคมีบำบัด หรือ ปลูกถ่ายไขกระดูก ปลูกถ่ายอวัยวะ และคนที่มีความเสี่ยงสูงอื่นๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ได้แต่หวังว่าคนรอบข้างจะฉีดวัคซีนกัน เพราะหากคนกลุ่มนี้ติดโรคหัดขึ้นมา อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


ในเวลาแบบนี้ ก็คงไม่ต่างกัน อย่าเชื่อเรื่องเล่า มากไปกว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการวิเคราะห์ทางสถิติที่ถูกต้องแม่นยำและพิสูจน์มาแล้วเลย


เจ้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่า อยู่ในช่วงที่กระตุ้นให้พนักงานไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเพราะบริษัทได้โควต้ามา แต่ก็มีอีกหลายร้อยคนที่ปฏิเสธไม่ยอมฉีด เพียงเพราะข่าวลบต่างๆของวัคซีน ที่ออกมา


เรียกว่ากล่อมกันจนเหนื่อย และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องจะไม่เป็นคนหูเบา เชื่ออะไรโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน


จริงอยู่ที่ว่า ทุกคนควรใช้วิจารณญาณเสพข่าวกันเอง แต่ใช่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนจะมี เราทำได้แค่ เช็คแหล่งที่มาของข่าวดีๆ กรองก่อนส่งต่อ เราคงไม่อยากจะทำร้าย หรือทำลายโอกาสของใครทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว


Story Telling ไม่ว่าจะมาจากตัวเราเองแชร์ให้คนอื่นฟัง หรือจากที่เราไปฟัง ดู อ่าน เสพ จากแหล่งอื่นมาก็ตามต้องคิดว่าเหรียญยังมีสองด้าน เราจึงควรพยายามมีสติในการรับสารและส่งสารเสมอ เพราะมันอาจเป็นทั้งพลังบวกและพลังทำลายล้างได้เลย

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

091 เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน

091


เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน


ถ้ายังจำกันได้ เจ้เคยเขียนถึงหนังสือชื่อ 1+1=3 One Plus One Equals Three ของ เดฟ ทรอดด์ และบอกว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่ชอบมากในไตรมาสแรกของปีนี้

หนังสือประกอบไปด้วยเรื่องสั้นเป็นบทๆ เนื้อหาไม่เชื่อมต่อกัน แต่ทุกบทฉีกแนว 1+1=2 ออกไปโดยสิ้นเชิง กระตุ้นให้เราได้เห็นมุมมองที่สร้างสรรค์ มุมมองใหม่ๆ


มาถึงเล่มนี้ เจ้รู้สึกว่ามันคือ 1+1=3 เวอร์ชั่นของคนไทย เรื่องธรรมดาสามัญประจำบ้าน เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ นามปากกาของคุณ ตุ้ม สรกล อดุลยานนท์ ผู้ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชน คือเป็นนักเขียน เป็นบรรณาธิการ ของสื่อสิ่งพิมพ์ มาตลอด 30ปี จนลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ก็ยังทำงานแวดวงเดิมอยู่ เพิ่มเติมคือมีคอนเนกชั่นกับนักธุรกิจและผู้บริหารที่มีชื่อเสียงตามมาด้วย เพราะว่าเค้ามีโอกาสได้สัมภาษณ์คนมีชื่อเสียงบ่อยนั่นเอง


หนุ่ม เมืองจันท์ เป็นนักเขียนที่เจ้ชอบอยู่แล้วเป็นทุนเดิม งานเขียนของเค้ามีมากกว่า 30 เล่ม แม้จะไม่ได้ตามซื้ออ่านทุกเล่ม แต่ถ้าได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของเค้า จะใช้คำว่าติดงอมแงมเลยก็ว่าได้ คือเปิดอ่านหน้าต่อไปจนกว่าจะจบ

ด้วยสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์และจากการอ่าน การสังเกต การเรียนรู้ชีวิตคนอื่น เรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ การบริหาร หรือจะเป็นเรื่องรอบตัว หนุ่ม เมืองจันท์ ก็สามารถหยิบยก เอามาเขียนได้อย่างน่าติดตาม

เพราะเค้าเขียนแบบที่ย่อยข้อมูลมาให้คนอ่าน อ่านได้เพลินๆ ไม่ต้องใช้สมองครุ่นคิดมากนัก ทุกบทจบในตัวเองเหมือนดูหนังสั้นต่อกันไปเรื่อยๆ แต่ข้อคิดหลังจากการอ่านหนังสือของหนุ่ม เมืองจันท์นั้นมันช่าง..ลุ่มลึกในความรู้สึก


คอนเซปต์ของเล่มนี้ คือการหยิบยกเอาเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันมาเขียนถึง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลว ที่ต้องจดจำ แต่เพราะเรื่องธรรมดาเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนเราใช้เวลาในชีวิตไปด้วยมากที่สุด


เช่นเดียวกับเล่ม 1+1=3 สำหรับเล่มนี้คงจะสปอยล์มากไม่ได้ เพราะแต่ละบทมันจบด้วยมันเอง ไม่ได้เป็นเรื่องยาวต่อกันทั้งเล่มที่สามารถรีวิวได้ เอาเป็นว่า จะสรุปสิ่งที่ชอบจากเล่มนี้แทนก็แล้วกัน


1. การทำงานเรามักคำนึงถึงผลลัพธ์ที่เป็นเป้าหมาย แต่มักลืมความรู้สึกของคนทำงาน รายละเอียดของระหว่างทาง จึงมีความสำคัญ


2. ในวันที่จิตใจย่ำแย่ ต้องพยายามมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ใหรู้จัก รอคอย และ มีความหวัง สั่งสมชัยชนะเล็กๆ เพื่อเป็นกำลังใจในการก้าวต่อไป รักษาจิตใจไว้เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในดิน แต่ไม่ตาย แค่รอฝนแรกโปรยปราย ก็จะงอกเงยอีกครั้ง


3. ละคร คือเรื่องจริงของคนอื่น เรื่องจริงของเราก็คือละครของคนอื่น เช่นกัน
และยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากอัดแน่นในเล่ม


ในบรรดาเรื่องสั้นทั้งหมด เจ้ชอบบท ยุติธรรม – คุณธรรม มากที่สุด


เป็นเรื่องเล่าของคุณอนันต์ อัศวโภคิณ เจ้าของ Land and House ตอนไปบรรยายและได้รับคำถามว่า ระหว่างความเท่าเทียม กับความเสมอภาค จะเลือกอะไร คุณอนันต์เลยเล่าเรื่องเด็ก 3 คนอยากดูการแข่งฟุตบอลแต่ว่ามีกำแพงกั้นอยู่ เด็กทั้งสามคนสูงไม่เท่ากัน มีแค่เพียงคนเดียวที่มองเห็นการแข่งฟุตบอล อีกคนนึงตัวสูงแค่เกือบเท่าขอบกำแพง เขย่งยังไงก็ยังไม่เห็น ส่วนคนสุดท้ายเตี้ยที่สุด สูงยังไม่ถึงไหล่ของคนที่สอง


คำถามคือ ถ้ามีกล่องไม้ 3 กล่อง เราควรจะแบ่งอย่างไร


เชื่อว่าเราคงพอจะนึกภาพออก ว่าถ้าแบ่งแบบ “เท่าเทียม” ให้คนละกล่องเท่ากัน แต่เด็กคนที่เตี้ยที่สุดก็ยังสูงไม่พ้นขอบกำแพงอยู่ดี


ดังนั้นแล้ว ควรแบ่งแบบ ให้กล่องไม้กับเด็กคนที่สอง 1 กล่อง และ เจ้าตัวเล็กสุดได้ 2 กล่อง เด็กๆก็จะได้ดูฟุตบอลกันทุกคน แม้ว่าการแบ่งแบบนี้ไม่เท่าเทียม เพราะได้ไม่เท่ากัน
แต่แบบนี้ เสมอภาคและยุติธรรม


ยุติธรรม จึงไม่ใช่การตีความตามตัวอักษร แต่เป็นการ “ยุติ” ความขัดแย้ง ด้วยความเป็น “ธรรม” ความเท่าเทียมจึงเป็นเรื่องของ “เหตุผล” แต่ความเสมอภาคเป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” ที่ใช้ “หัวใจ” นำทาง


สารภาพตรงๆว่าในช่วงโควิดระบาด และรัฐบาลออกนโยบายช่วยเหลือประชาชนมากมาย เจ้ก็เคยมีความคิดว่า ตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม กับการจัดสรรความช่วยเหลือของมาตราการจากรัฐบาล ไม่ว่าจะออกโครงการอะไรมา ก็แทบไม่เคยได้เข้าร่วม เพราะไม่มีสิทธ์บ้าง เพราะลงทะเบียนไม่ทัน สิทธ์เต็มบ้าง

เคยคิดว่าเราเป็นคนไทยเหมือนกัน ทำงานเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตรงเวลาทุกครั้ง แต่พอเกิดวิกฤต ทำไมเราถึงเป็นกลุ่มคนที่โดนทิ้งทุกครั้งไป


แต่เมื่อได้อ่านเจอเรื่องนี้ ก็รู้แล้วว่า เมื่อจุดหมายของสถานการณ์นั้นๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างมองหาเหมือนกัน มันก็ต้องมีคนเสียสละ เพื่อพาเพื่อร่วมทางไปให้ถึงเป้าหมายด้วยกัน

ในเมื่อวันนี้เป้าหมายของประเทศคือ เราต้องรอด คนที่พอจะดูแลตัวเองได้ก็อย่าทำตัวเป็นไม้ราน้ำ ฉุดให้เรือยิ่งไปถึงฝั่งช้าลง มีเมตตากับเพื่อนร่วมทางบ้าง ในเมื่อเราไม่ได้เป็นคนที่เสียหาย หรือได้รับผลกระทบ การที่เราเสียสละให้ผู้อื่น ย่อมเป็นเรื่องที่ดี


คงไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพการจัดการของรัฐ ขอข้ามไปเลย เป็นเรื่องเกินกำลังของเราไปแล้ว
ดังนั้น ถ้าดูตามความเป็นจริง ก็ขอให้เราเป็นคนที่ใช้หัวใจนำทางแล้วกัน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

090 รัฐบาลไทยกับภาวะ Inattentional Blindness

090


รัฐบาลไทยกับภาวะ Inattentional Blindness มองไม่เห็นเพราะไม่สนใจ


มีงานวิจัยเกี่ยวกับการรับรู้ การมองเห็น ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Perception ชื่อบทความว่า Gorillas in our midst


ในปี 1999 นักวิจัยได้ถ่ายทำวิดิโอ โดยมีการแบ่งทีมอาสาสมัครออกเป็นสองทีม ใส่เสื้อสีขาว และ สีดำ เดินไปรอบๆ ห้อง และส่งบอลให้คนที่ใส่เสื้อสีเดียวกัน


จากนั้นก็ตัดต่อและบันทึกเป็นเทป VDO สั้นๆ เพื่อเอาไปให้ผู้เข้าร่วมการทดลองดู โจทย์คือ ให้ดูคลิป VDO นี้และนับว่าผู้เล่นที่ใส่เสื้อสีขาวส่งลูกบอลกี่ครั้งโดยไม่ต้องสนใจการส่งลูกของผู้เล่นสีดำ


เมื่อคลิปจบก็ถามคนดูว่า นับได้กี่ครั้ง ในวิดิโอคำตอบที่ถูกคือประมาณ 34-35 ครั้ง


แต่จะกี่ครั้งก็ไม่สำคัญ เพราะความจริงแล้วภารกิจนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้คนสนใจความเคลื่อนไหวบนหน้าจอ ไม่ใช่ความสามารถในการส่งลูก


ในช่วงกลางๆของคลิป จะมีคนสวมชุดกอริลลาเดินเข้ากล้องมา หยุดทุบอกหันหน้าให้กล้องตรงกลาง และเดินออกไป เป็นเวลา 9 วินาทีที่กอริลลาอยู่ในเฟรม แต่น่าแปลกที่ผู้เข้าร่วมการทดลองกว่าครึ่งหนึ่ง มองไม่เห็นกอริลลาแม้แต่น้อย การทดลองนี้ถูกนำไปทดลองซ้ำในหลายประเทศ แต่ได้ผลลัพธ์คล้ายกันหมด


อะไรทำให้เราไม่เห็นกอริลลากันแน่


มันเป็นการบกพร่องทางการรับรู้ที่ไม่สนใจสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสนใจ หรือที่เรียกว่า Inattentional Blindness


ซึ่งต่างจากการมองไม่เห็นเพราะระบบประสาทการมองเห็นเสียหาย


สาเหตที่คนมองไม่เห็นกอริลลาไม่ใช่ว่าพวกเขามีปัญหาทางด้านสายตา แต่เป็นเพราะเมื่อจดจ่อกับบางสิ่ง พวกเขามักจะมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่คาดคิดแม้ว่าสิ่งนั้นจะสะดุดตา และโผล่มาซึ่งๆหน้าก็ตาม



ตัดภาพมาที่รัฐบาลไทย


เป็นเวลานานหลายเดือนแล้วตั้งแต่โควิดรอบที่สามปะทุขึ้นมา ถ้านับตั้งแต่รอบแรกเมื่อต้นปี 2020 ก็เป็นเวลาปีครึ่งแล้ว ที่รัฐบาลไทยมีเวลา มีเวที มีเงินที่กู้มา ในการแสดงแสนยานุภาพให้ประชาชนได้ประจักษ์และยอมรับความสามารถในการบริหารประเทศ เลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้ไม่ต้องเขียนกติกาขี้โกง คนก็จะได้เต็มใจเลือกกัน


แต่ท้ายสุดก็พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลไทยมิได้ใช้เวลาและทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติแต่อย่างใด


ผลงานที่สั่งสมมานับปี วันนี้มันออกดอกออกผล ตอกย้ำความไร้ศักยภาพในการนำพาประเทศออกจากวิกฤต ทั้งการระบาดของโควิด และเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ผ่านมา


จนบางคนถึงกับทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยคนไทยด้วยกันเอง เพราะคนที่มีอำนาจสั่งการไม่มีวิสัยทัศน์ แก้ปัญหาไม่เป็น


วิธีคิดก็ไม่ผ่าน วิธีการดีๆก็ไม่มี


สถานการณ์ตอนนี้ รัฐบาลทำให้คนไทยคิดว่า รัฐกำลังใช้สมาธิขั้นสูงจ้องมองที่ลูกบอล ราวกับว่ามันคือผลประโยชน์ลาภปาก ทั้งส่วนต่างราคาวัคซีน เงินทอน เงินใต้โต๊ะ เงินฮั้วกับ vendors ฯลฯ

จะเรียกอะไรก็สุดแท้แต่ หมกมุ่นกับแต่สิ่งที่ตัวเองต้องกอบโกย จนมองไม่เห็นหัวประชาชนตาดำๆ ที่ส่งเสียงเรียกร้องให้ช่วยเหลือ ตะโกนดังกันทั้งประเทศแค่ไหน ก็ไม่ได้ยิน


ถ้าถามว่ารัฐบาล (หรือคนที่ชักใยเบื้องหลัง) นี้ มีกลยุทธ์บริหารประเทศยังไงตลอดเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา คงต้องตอบว่าใช้ Inattentional Blindness Strategy “มองไม่เห็นเพราะไม่ได้สนใจ”


ประชาชนไม่ใช่ลูกบอลที่รัฐบาลใส่ใจจะมอง เราเป็นแค่กอริลลาในสายตาของรัฐบาล ที่มองไม่เห็นเลยจริงๆ ราวกับว่าคนที่อยู่ในจุดนั้นจะมองหาแต่ลูกบอลอย่างเดียว ส่งบอลต่อกันไปให้มากที่สุด นานที่สุด อะไรเข้ามาแทรกก็ไม่สนใจ


ดังนั้น สิ่งที่พอจะทำได้ คือ พึ่งตัวเอง ต้องพาตัวเองให้ไปอยู่ในจุดที่ไม่ต้องร้องขอความช่วยเหลือแบบเสี่ยงดวงชิงโชคจากรัฐบาล และช่วยเหลือคนที่ลำบากเท่าที่เราทำได้

เนื้อหาบางส่วนมาจากหนังสือ The Invisible Gorilla อีกบางส่วน เขียนด้วยอารมณ์ล้วนๆ
ถึงจะเหนื่อยใจกับการเมือง แต่เราก็คงต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีกันต่อไป


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

089 ทิ้งไว้ให้เย็น

089


ทิ้งไว้ให้เย็น


เล่มนี้ถ้าไปเดินหาตามร้านหนังสือ หรือสั่งออนไลน์ตามสำนักพิมพ์ จะไม่สามารถซื้อได้ และไม่มั่นใจว่าตอนนี้ยังสั่งซื้อได้หรือไม่ เพราะผู้เขียนคือ บอย วิสูตร สั่งพิมพ์จำนวนจำกัด เจ้ก็จองเล่มนี้ไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ กว่าจะได้หนังสือรอไปอีกเกือบสองเดือน


หนังสือมาส่งช่วงปลายเดือนมีนาคม ขนาดเล่มค่อนข้างใหญ่ และ พิมพ์สีทุกหน้า กระดาษค่อนข้างหนา ทำให้เล่มนี้มีน้ำหนักพอสมควร น่าจะพยายามทำให้สมราคา 990 บาท


บอกตรงๆว่า ถ้าไม่ใช่หนังสือต่างประเทศ หรือพวก Textbook ที่ใช้เรียนหนังสือแล้ว เจ้ก็ไม่เคยซื้อหนังสือไทยราคาสูงแบบนี้ แต่เพราะเคยอ่านหนังสือของคุณบอยเล่มก่อนๆ และรู้ว่าเขาห่างหายจากการเขียนหนังสือไปร่วม 5 ปี (ก่อนหน้านี้เขียนหนังสือไป 7 เล่มภายในเวลา 3 ปี)


จนมีเล่มนี้ “ทิ้งไว้ให้เย็น” ออกมา จึงไม่รอช้า กดสั่งจองไปอย่างง่ายๆ เพราะอยากรู้ว่าที่คุณบอยห่างหายไป จะมีอะไรเด็ดๆกลับมาให้คนอ่านในรอบนี้หรือไม่


ทันทีที่เปิดหน้าแรก ก็พลิกหน้าต่อไปจนจบเล่มภายในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง เพราะตามสไตล์คุณบอย หน้านึงจะมีตัวหนังสือน้อยๆอยู่แล้ว และด้วยความหนาไม่ถึง 200 หน้า ทำให้ ค่อนข้างผิดหวังกับความเบาของเนื้อหา มีแต่หนักที่รูปภาพประกอบเสียมากกว่า และทันทีที่อ่านจนหน้าสุดท้าย ก็เก็บหนังสือเข้าชั้นอย่างรวดเร็ว ไม่ทำสรุป ไม่เขียนรีวิว และไม่ได้ทำอะไรกับหนังสือเล่มนี้อีกต่อไป



จนเวลาผ่านมาหลายเดือน ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ มีหลายสิ่งเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่ทำให้ทุกข์ใจ อึดอัดใจ และเครียดจนนอนไม่หลับ จู่ๆ ก็พลันนึกถึงหนังสือเล่มนี้ ทิ้งไว้ให้เย็นขึ้นมา


พอหยิบมาเปิดๆดูอีกรอบ กลับพบว่า เนื้อหาที่เคยคิดว่าเบานั้น มันหนักด้วยคุณภาพที่กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์ชีวิต เพราะคนเขียนผ่านโลกมาพักใหญ่อยู่ในวัยกลางคน และมันเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่เขาตกผลึกได้ หลังจากที่คุณบอยผ่านความรู้สึกหมดไฟ (Burnout) และทิ้งไว้ให้เย็น จนสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือได้


ซึ่งการที่ตอนแรก เราอ่านแล้วไม่อิน มันคงเป็นเพราะเรายังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น แต่วันที่เรากำลังเผชิญอุปสรรค แล้วหาทางให้ข้ามผ่านปัญหาเหล่านั้น เลยคิดได้ว่า สิ่งที่เขียนไว้ในเล่มนี้ มันก็เป็นเรื่องจริง จึงเปิดใจ ลองตั้งใจอ่านใหม่อีกรอบ แม้จะยังรู้สึกเหมือนเดิมว่า รูปภาพจะเยอะไปไหน


แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในการอ่านรอบที่สองคือ เนื้อหามันหนักแน่นด้วยคุณภาพอยู่นะ เพียงแต่คิดว่า เรื่องราวดีๆแบบนี้ มันน้อยไปหน่อย ยังไม่จุใจอิ่มเอมเท่าไหร่


ขอยกตัวอย่างเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ได้จากเล่มนี้ คือ

1. ไลฟ์สไตล์แบบ รวย เงียบ เรียบง่าย อย่ามีรายได้แค่ทางเดียว และจะมีมากมีน้อยก็ต้องออมเงิน เวลามีเงินมากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น อย่าเพิ่งรีบขยับมาตรฐานชีวิต ต้องทนรวยให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ทนจนตลอดไป

2. หาเงินเก่ง เก็บเงินอยู่ รู้ลงทุน เทียบรายจ่ายให้เป็น % ของรายได้จะช่วยให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

3. ความสุขคือภายใน ความสบายคือภายนอก ความสุขเกิดจากการมีคุณค่า เมื่อทำประโยชน์ให้ใครบางคน และการอยู่กับปัจจุบันคือความสุขที่แท้จริง

4. เล่าเรื่องอย่างไรให้เข้าไปอยู่ในใจคน เพราะทุกอาชีพจำเป็นต้องใช้การเล่าเรื่อง ธุรกิจที่เล่าเรื่องได้ก็ขายของได้


ซึ่งเทคนิคการเล่าเรื่อง คือ

STORY

S = Situation (มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น)

T = Turning point (เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดจุดหักเห)

O = Obstacle (มีอุปสรรคขวางทาง)

R = Realize (การต่อสู้กับอุปสรรคทำให้ตระหนักได้บางอย่าง)

Y = Your Life Lesson (บทเรียนที่ได้)


ลองนึกถึงหนัง หรือแอนิเมชั่นดิสนีย์ เช่น มู่หลาน, Frozen, Toy Story และอื่นๆ ก็ใช้สูตรสำเร็จการเล่าเรื่องแบบนี้เลย


คุณบอยบอกว่า การอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจและเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น Fiction (นิยาย เรื่องแต่ง อ่านแล้วทำให้เข้าใจผู้อื่น) หรือ Non-Fiction (หนังสือแนวจิตวิทยา How-To สารคดี อ่านแล้วทำให้เข้าใจตัวเอง) ก็ให้ประโยชน์ทั้งนั้น จึงได้หยิบยกข้อคิดจากหนังสือที่ได้อ่านมารวมไว้ในเล่มด้วย เช่น พ่อรวยสอนลูก, ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน, Men are from Mars, Women are from Venus และ เงินหรือชีวิต

แต่ถ้าจะให้ดีก็ไปอ่านหนังสือเหล่านี้เองจะได้รายละเอียดเต็มๆมากกว่า


เรื่องที่ชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือเรื่องของเวลา ที่คุณบอยบอกว่า เรื่องบางเรื่องมีความหมายแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

เช่นเมื่อก่อนสมัยยังหาเงินเองไม่ได้ เคยอยากได้กีตาร์ตัวนึงราคาเป็นหมื่น นับว่าราคาแพงมากแล้วในตอนนั้น แต่ก็ไม่ได้ซื้อเพราะซื้อเงินไม่พอ มาถึงในตอนนี้ที่หาเงินเองได้แล้ว เดินผ่านร้านขายเครื่องดนตรีเจอกีตาร์ตัวนั้น ราคาสูงขึ้นเป็นแสนบาท แต่ไม่มีความรู้สึกอยากได้อีกต่อไปแล้ว

เมื่อเจอเหตุการณ์อะไรมา บางทีเราอาจต้อง “ทิ้งไว้ให้เย็น” เพื่อที่จะให้ความคิดเราตกตะกอน ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรต่อไป


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

088 Systematic Problem Solving

088

วิธีแก้ปัญหายากให้ง่ายที่คนเก่ง(บริษัทระดับโลก)ใช้ – Systematic Problem Solving


เพราะเราทุกคนที่ยังเป็นมนุษย์ปุถุชน หนีปัญหาไม่พ้น ให้มองว่าปัญหา = ปัญญา เมื่อหนีไม่ได้ ทางแก้เดียวก็คือ ต้องแก้มัน ที่สุดแล้วการแก้ปัญหาจะทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น เติบโตขึ้นเพื่อมีแรง มีพลัง มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาใหญ่ๆต่อไปได้ในที่สุด


เล่มนี้เขียนโดยเซนเซแป๊ะ คนเขียนเดียวกับเล่มก่อนหน้านี้ Master of One Page Summary – เปลี่ยนยากเป็นง่ายด้วยการคิดบนกระดาษ 1 ใบที่คนญี่ปุ่นใช้

ตอนแรกที่อ่านหนังสือของเซนเซ ยังไม่ค่อยชินกับการที่มีรูปประกอบเยอะๆ แต่พออ่านผลงานของแกหลายเล่ม ก็รู้สึกว่านี่คือสไตล์ของแกที่ไม่เหมือนใคร

Systematic Problem Solving เล่มนี้พูดถึงการถ่ายทอดแนวคิดการแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง (Story Telling) ผ่านเรื่องราวที่คิดค้นขึ้นมาให้รู้สึกว่าอ่านการ์ตูนอยู่ (คนเขียนชอบอะไรที่เกี่ยวญี่ปุ่นเพราะเคยทำงานบริษัทญี่ปุ่น เคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นเลยได้รับวัฒนธรรมมาเต็มๆ และการตูนญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ชอบ ถือว่าเอามาผสมผสานออกมาเป็นผลงานชิ้นโบแดงได้ลงตัว)


หนังสือเล่มนี้ ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวของการออกเดินทางไปผจญภัย ตามหาผู้รู้ที่จะมอบแหวน (เปรียบเหมือนพลัง) ไว้ใช้ในการแก้ปัญหา


ก่อนที่เราจะแก้ปัญหา ต้องระบุประเภทของปัญหาให้ได้ก่อน นั่นคือ


1. ผิดปกติ – Abnormal ปัญหาง่ายๆ ใครๆก็หาทางแก้ได้ 2. ท้าทาย – Challenge ปัญหาไม่ยากไม่ง่าย อาจจะต้องใช้ผู้มีประสบการณ์ หรือใครสักคนเป็นที่ปรึกษา3.วิสัยทัศน์ – Vision ปัญหาที่ยากที่สุด ผู้บริหารควรทำเอง


เซนเซบอกว่า การแก้ปัญหา = ทักษะ ซึ่งทักษะ = กระบวนการ x เทคนิค กระบวนการที่ถูกต้อง + เทคนิคที่ดี เหล่านี้ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ และทักษะใหม่ๆ เกิดได้จากการลงมือทำ ทักษะแก้ปัญหาก็เช่นกัน


ซึ่งเซนเซได้ใช้ฝ่ามือที่มีนิ้วทั้ง 5 นิ้ว เอามาเปรียบเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ โดยแต่ละนิ้วจะแทนคำถาม 5 ประเภทจาก 5W1H


นิ้วโป้ง : คำถาม What ระบุให้ชัดว่าอะไรคือปัญหา ขั้นตอนในการค้นหาว่า “อะไรคือปัญหา” คือ
1 สรุปสิ่งที่เราต้องการให้เจอก่อน…2 ย้อนกลับมาดูว่า ตอนนี้ เรามีอยู่แล้วเท่าไหร่…3 หาช่องวางระหว่าง 1 กับ 2


การหาว่าจะอะไรคือปัญหา ต้องพยายามคิดเพื่อเปลี่ยนปัญหาให้เป็นตัวเลขที่ชี้วัดได้ จะทำให้เราหาวิธีการในการจัดการได้ง่ายขึ้น


นิ้วชี้ : คำถาม Where หาให้เจอว่าปัญหาอยู่ที่ไหน การจะแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ให้ได้ง่ายขึ้น ต้องรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและแก้ปัญหาให้ตรงจุดถ้าปัญหามันใหญ่ มันอาจจะไม่ง่ายในการแก้ แต่มันจะง่ายขึ้น ถ้าเราซอยย่อยปัญหาใหญ่ ให้มันเล็กลง ๆ แล้วแก้ไปที่ละจุดขั้นตอนในการค้นหาว่า “ปัญหาอยู่ตรงไหน” เราทำได้โดยการใช้ “วิธีการตั้งคำถาม”เหมือน หมอซักประวัติคนไข้ ก่อนวินิจฉัยว่า เขาป่วยเป็นอะไร จะต้องหา Point of Occurrence หรือจุดเกิดเหตุที่ถูกต้องว่า ปัญหามันมีต้นตอมาจากไหน จะได้แก้ที่จุดนั้น


นิ้วกลาง : คำถาม How Much ตั้งเป้าในการแก้ปัญหา โดยมี 3 คำถามในการตั้งเป้าหมาย คือ“อะไร” “เท่าไหร่” “เมื่อไหร่” (What-How Much-When)อยากได้อะไร ? เช่น อยากให้บริษัทโตขึ้น อยากได้เท่าไหร่ ? ทำยอดขายได้เพิ่ม 20%อยากได้เมื่อไหร่ ? ภายใน 1 ปีเมื่อเราตั้งคำถามชัด ก็จะได้ตัวเลขที่ชัดเจน จับต้องและวัดผลได้


นิ้วนาง : คำถาม Why ทำไมปัญหาถึงเกิด ช่วงนี้เป็นการตั้งสมมติฐานเพื่อวางกรอบความคิดเป็นช่วงที่เราจะตั้งสมมติฐานและถาม “ทำไม (Why)” ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อให้พบสาเหตุที่แท้จริง เพราะสาเหตุที่แท้จริงควรมีแค่ข้อเดียวเท่านั้น และส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาอยู่ที่หน้างานเสมอ


นิ้วก้อย : คำถาม How เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร โดยควรหาไอเดียแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาว เมื่อเจอปัญหาแล้ว อาจท้อจนอาจผัดวันประกันพรุ่ง ให้เปลี่ยน “เดี๋ยวก่อน” ให้เป็น “เดี๋ยวนี้” รีบแก้ปัญหาเลยขั้นตอน คือ คิดไอเดียให้ได้มาก ๆ เยอะ ๆ จะได้ดูว่ามีวิธีการในการแก้ปัญหาอะไรบ้าง เลือกไอเดียที่เหมาะสมที่สุด น่าจะเหมาะสมกับการรับผิดกับสถานการณ์นั้น ๆ มากที่สุดแล้วลงมือแก้ปัญหา ซึ่งต้องมีการระบุแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนด้วย


ซึ่งในหนังสือจะมีเทคนิคย่อยๆ นิ้วละ 3 ข้อ ให้ด้วย ที่เล่ามาแค่ผิวๆ ถ้าอยากรู้ละเอียด อ่านเองดีที่สุด


Dr. Robert Anthony นักเขียน Professor ของ Harvard Business School ที่กล่าวไว้ว่า วิธีหลุดพ้นจากปัญหาที่ดีที่สุด คือ แก้ไข หนีปัญหาอาจไม่ช่วยอะไร ดังนั้น มาฝึกแก้ไขกันเถอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis