106 DO COOL SH*T ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ

106

DO COOL SH*T ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ

ผู้เขียนคือ Miki Agrawal ผู้ก่อตั้งธุรกิจหลายแห่ง (ของใช้ในห้องน้ำ – Tushy ร้านพิซซ่า – Wild และกางเกงในสำหรับผู้หญิงมีประจำเดือน -Thinx ) ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 200 ล้านดอลลาห์ เป็นคนที่มีความบ้าบิ่น แหวกแนว ไม่ตามกระแสใคร เรียกง่ายๆว่า เป็นคนติสพอตัว แต่ก็พอมีเรื่องให้น่าสนใจและน่าติดตาม ลองเข้าไปดูตัวตนของมิกิจากเวปไซต์ของเธอดูได้ (เป็นชื่อเธอเองนั่นแหละ)

เรื่องราวที่เอามาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้เป็นประสบการณ์ของเธอเองล้วนๆ แทบไม่อิงตำราการทำธุรกิจจากที่ไหนเลย อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนดูเรื่องราวของคนทำ Start Up คนหนึ่งตั้งแต่ช่วงตั้งไข่จนออกลูกเป็นตัวได้

มิกิเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นอินเดีย เกิดที่แคนาดา แต่โตที่อเมริกา และได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มิกิจึงพูดได้หลายภาษาและผูกมิตรเข้ากับคนได้ง่าย และนี่เลยเป็นประตูทำให้เธอได้เปิดโลก สร้างสัมพันธ์ และสร้างธุรกิจ

Credit Pic : New York post

DO COOL SH*T  เป็นหนังสือที่ให้แนวคิดในการทำธุรกิจ มิกิใช้ความอยากทำเรื่องเจ๋งๆ ในการนำทางในเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการ เธอทำทุกอย่าง ลองผิดลองถูก และแก้ไขปัญหา ด้วยสัญชาติญาณของตัวเอง

เริ่มแรกเลย มิกิบอกว่า ถ้าอยากทำอะไรเจ๋งๆให้ลองกล้าที่จะแยกตัวออกจากกลุ่ม ถ้ามองเห็นโอกาสที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

ตอนเรียนที่ลอนดอนและฝึกงานอยู่ในบริษัทประชาสัมพันธ์ มีวันนึงที่มิกิเข้าร่วมการปั่นจักรยานชมเมืองเป็นกลุ่ม พอปั่นมาถึง Hide Park มิกิมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นฟุตบอล ซึ่งมิกิสนใจอยากร่วมทีมด้วย เลยตัดสินใจแยกตัวออกมาทักทายหนุ่มๆนักฟุตบอลที่อยู่ข้างสนาม บอกพวกเขาว่าเธอเพิ่งมาจากนิวยอร์ค สนใจอยากเล่นฟุตบอลและขอเบอร์โทรคนหนึ่งในกลุ่มเอาไว้ ก่อนที่จะรีบปั่นไล่ให้ทันตามกลุ่ม โดยไม่ได้สนใจว่าทุกคนกำลังงงกับคนแปลกหน้าที่จู่ๆกล้ามาบุกรุกขอเบอร์

วันรุ่งขึ้นมิกิจึงโทรไปชวนแก๊งหนุ่มๆทานข้าวที่บาร์ บทสรุปคือมิกิได้เพื่อนใหม่ในลอนดอนที่คบหากันจนถึงปัจจุบัน และสนิทกันถึงขั้นไปเที่ยวที่บ้านเกิดกันได้

ต่อมา เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

เมื่อเรียนจบ มิกิ เข้าทำงานที่ Deutsche bank (ธนาคารดอยซ์) ซึ่งออฟฟิศตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึก World Trade Center ซึ่งมิกิรอดตายจากเหตุการณ์ 911 เพียงเพราะว่าวันนั้นตื่นสาย ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก

เธอเห็นจากข่าวว่าผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต ทำให้มิกิตระหนักได้ว่าคนเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ทำตามสิ่งที่ฝันเพราะพวกเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว และมิกิก็ไม่อยากสูญเสียโอกาสนั้นไปด้วยการทนทำงานที่เธอไม่ได้ชอบเช่นกัน

มิกิจึงถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ ได้คำตอบมา 3 ข้อ คือ เป็นนักฟุตบอลอาชีพ สร้างภาพยนตร์ และก่อตั้งธุรกิจ เธอจึงลองทำทีละอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง

เธอเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความฝันในการเป็นนักฟุตบอล แนะนำตัวเองกับโค้ช และโชว์ความตั้งใจจริงในการฝึกซ้อมแม้ว่าจะต้องเจรจากับหัวหน้าในขณะนั้นเพื่อขอออกจากออฟฟิศก่อนเวลาเพื่อซ้อมบอลและกลับมาทำงานต่อตอนกลางคืน เธอทุ่มเท จนสุดท้ายได้เป็นนักฟุตบอลทีม Newyork Magic จริงๆ

แม้ว่าเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจะต้องจบลงเพราะเธอประสบอุบัติเหตุขณะลงแข่งจนต้องผ่าตัดและพักฟื้นร่างกาย เธอก็ไม่เสียใจเพราะได้ลองทำแล้ว

มิกิจึงเบนเข็มมาที่การสร้างภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจเสมอมา เธอต้องใช้ความกล้าเป็นอย่างมากที่จะเดินเส้นทางนี้ เพราะคนรอบข้างไม่เห็นด้วยที่เธอจะออกจากงานธนาคารที่มั่นคงมาทำงานในวงการผลิตสื่อที่ต้องเริ่มจากงานเล็กๆน้อยๆ ตั้งแต่การเก็บขยะ เติมน้ำดื่มให้นักแสดง จนไปถึงงานยากๆ เช่น ตามหาของเข้าฉาก หาสถานที่ถ่ายทำ

เธอได้ออกจากการเป็นพนักงานประจำของกองถ่าย แม้งานจะดูมั่นคงได้เงินเดือนตลอด แต่เธออยากโตเร็วๆจึงออกมาเป็นฟรีแลนซ์เพื่อไต่เต้าจนเป็นผู้ช่วย Producer และเป็น Producer ในที่สุด

ช่วงเวลาที่ว่าง มิกิ ทำรายชื่อบริษัทผลิตสื่อ และเดินสายเข้าไปแนะนำตัว ชวนกินข้าวกลางวันเพื่อแนะนำตัวและขอโอกาสจากพวกเขา ซึ่งก็นับว่าได้ผลเพราะเธอมักจะได้งานเมื่อไม่มีใครว่างรับงาน หรือปฏิเสธไม่รับงาน แต่มิกิรับหมด

เธอตระหนักว่า ธุรกิจนี้ การจะอยู่รอดมันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เพราะเธอทำให้ตัวเองอยู่ในสายตาของผู้ผลิตสื่อ เมื่อถึงเวลาต้องการคน พวกเขาก็ย่อมคิดว่าปลอดภัยกว่าที่จะเลือกใช้คนที่รู้จักกัน มากกว่าสุ่มเลือกจากข้างนอกเอาเอง

และการเคาะประตูตามบริษัทผลิตสื่อเหล่านี้ เป็นบทเรียนชั้นเยี่ยมให้เธอเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการ มันสอนให้มิกิแข็งแกร่ง รับมือกับการถูกปฏิเสธ และช่วยในการตัดสินใจเร็ว

มิกิ ได้แชร์ 3 วิธีที่ช่วยให้พบโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทักษะและความหลงใหลของตัวเอง มิกิเรียกว่า PIE

P – Philanthropic (เป็นคนใจบุญ) ลับฝีมือในที่ๆยังขาดแคลนทักษะของคุณ ทำโดยคิดว่าเป็นการช่วยเหลือกัน

I – Intrapreneurial (เป็นพนักงาน) ผุดแนวคิดแปลกใหม่ ลองทำในนามบริษัท ไม่ต้องเสี่ยงก่อตั้งบริษัทเอง

E – Entrepreneurial (เป็นผู้ประกอบการ) เสี่ยงสุดๆ แต่ผลตอบแทนก็ยิ่งใหญ่สุดด้วย

ซึ่งการจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ถ้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถึง หรือซัพพอร์ตจากครอบครัว ก้ต้องพึ่งการระดมทุน ซึ่งหัวใจของการระดมทุนคือ เครือข่ายที่ดี ทำให้มิกิชอบเจอผู้คนใหม่ๆ ชอบไปสังสรรค์กับคนที่อยู่ในสังคมที่มิกิอยากจะไปยืนตรงนั้น

เธอคิดว่าแผนธุรกิจหนาๆอาจไม่ทำให้เงินลงทุน แต่เป็นตัว “คน” ที่เป็นเจ้าของไอเดียธุรกิจต่างหาก ที่นักลงทุนใช้เป็นตัวตัดสินใจว่าจะร่วมลงขันด้วยหรือไม่

เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงเอง เชิญแขกเองเพื่อสร้างสัมพันธ์ เชิญสื่อสิ่งพิมพ์ และเวปไซต์มาร่วมงานด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การตามหาหุ้นส่วนผู้ร่วมลงทุนของเธอได้ในที่สุด มิกิให้คำนิยามสิ่งเหล่านี้ว่า ชุมชนคือทุกสิ่ง จงสร้างเผ่า (community) ของตัวเองขึ้นมา เมื่อมีคนซัพพอร์ตแล้ว คนอื่นๆจะมองเห็น เราจะดูมีพลัง มีความตั้งใจจริง มีความหลงใหลอย่างเต็มเปี่ยม

ส่วนที่เป็น Highlight ของหนังสือเล่มนี้คือตอนที่มิกิเล่าถึงการสร้างธุรกิจ ซึ่งเธอเลือกทำแบรนด์พิซซ่าของตัวเอง เพราะเป็นอาหารที่คนทุกชนชั้นกินได้ แถมยังเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก อีกทั้งธุรกิจพิซซ่าที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 32,000 ล้านดอลลาห์ ซึ่งมีร้านพิซซ่าหลายร้อยร้านกระจายทั่วนิวยอร์ค แต่มิกิผู้ซึ่งชอบกินพิซซ่ามาก ไม่สามารถกินพิซซ่าบ่อยๆได้ เพราะเธอเป็นคนแพ้โปรตีนในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัวในอเมริกา ทำให้ปวดท้อง

เมื่อมิกินึกถึงตอนที่ได้ไปกินชีสของประเทศฝรั่งเศสแล้วไม่ปวดท้อง เธอจึงเกิดไอเดีย และเห็นช่องว่างในการทำร้านพิซซ่า ที่ใช้วัตถุดิบเพื่อคนที่แพ้แป้งสาลี กลูเต็น โปรตีนในนม ฯลฯ

มิกิตั้งต้นจากตรงนี้และเลือกทางเดินของผู้ประกอบการ จึงต้องผจญภัยเองตั้งแต่ติดสอยห้อยตามคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ หาหุ้นส่วน การตั้งชื่อร้าน ออกแบบโลโก้ หาโลเคชั่นเปิดร้าน การตกแต่งภายใน บรรยากาศในร้านจะเป็นอย่างไร มีเมนูอะไรบ้าง จะทำให้ร้านนี้แตกต่างจากร้านพิซซ่าในนิวยอร์คร้านอื่นๆอย่างไร ทำเวปไซต์ เข้าหาสื่อเพื่อโปรโมทร้าน ทำการตลาด ฯลฯ

และหากมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วและทำอย่างจริงใจที่สุด

ซึ่งแต่ละไอเดียที่มิกิใช้ในการทำเรื่องต่างๆ ต้องบอกว่าแหวกแนวและสร้างสรรค์มาก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้หรือกล้าทำตามด้วย อาจต้องลองอ่านแล้วเอาไปปรับใช้กันเอง

ส่วนสุดท้าย มิกิพูดถึงการทำตัวเองให้พร้อมโลดแล่นในโลกธุรกิจ ที่ต้องพร้อมทั้งสภาพร่างกาย และจิตใจ เธอแนะนำให้ดูแลรูปร่างอย่าปล่อยตัวให้โทรมหรือไม่น่ามอง จะทำให้เรามีพลังในการทำสิ่งต่างๆ

รวมทั้งดูแลความสัมพันธ์กับคู่ครอง เพราะเขาหรือเธอเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดเราที่สุด หากความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่นแล้ว จะพาลทำให้เรื่องอื่นๆในชีวิตเซไปด้วย

Credit Pic : Twitter Andrew Horn

มิกิให้หลักการ LACE เอาไว้ใช้ค้ำจุนความสัมพันธ์

L – Look (รูปลักษณ์) ต้องเข้าใจว่าคนเราดึงดูดกันด้วยภาพลักษณ์ภายนอกก่อนจะมาเจอตัวตนจริงๆภายใน ดังนั้นพยายามดูแลให้ดูดีเสมอ

A – Adventure (การผจญภัย) ชักนำสิ่งใหม่ๆให้ตื่นเต้นไปด้วยกัน

C – Challenge (ความท้าทาย) ในแง่ความคิด ร่างกาย และจิตใจ ให้ทำสิ่งดีๆยิ่งๆขึ้นไปด้วยกัน

E – Enhance (ยกระดับ) ประสบการณ์ของกันและกัน

การทำตัวให้น่าค้นหา ทำเรื่องดีๆให้กันบ่อยๆ เต็มใจที่จะเติบโตไปด้วยกัน และให้คิดเสมอว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบแม้แต่ตัวเราเอง และอย่าลืมให้พื้นที่ส่วนตัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนสองคนสามารถอยู่ด้วยกันไปตลอด

มิกิ แนะนำให้ลองทำเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยลองบ้าง เช่นการออกเดินทาง การเข้าร่วมเทศกาลแปลกๆ การสร้างชุมชน และเป็นฝ่ายให้ แก่ผู้ที่ขาดแคลน หรือเป็นอาสาสมัคร ซึ่งอาจได้เจอคนที่มีความชอบเหมือนกัน เริ่มมิตรภาพใหม่ๆ หรือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น

ก็ต้องบอกว่าเล่มนี้เป็นเรื่องราวการทำธุรกิจของผู้เขียนล้วนๆ มีข้อคิดดีๆให้เราได้เก็บเอาไปใช้ แม้ว่าบางอย่างอาจจะไม่เหมาะกับวัฒนธรรมบ้านเราเท่าไหร่ แต่ถ้าจะหาทฤษฎีการตลาด หรือการทำธุรกิจ ไม่เจอในเล่มนี้ เพราะผู้เขียนดักไว้ตั้งแต่ปกหลังแล้วว่า หนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนกับเล่มไหนที่เคยอ่านแน่ๆ เพราะมันเป็นเรื่องของ Miki Agrawal ล้วนๆนั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#DOCOOLSH*T #ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ

105 The Midnight Library มหัศจรรย์ห้องสมุดเที่ยงคืน

105

The Midnight Library มหัศจรรย์ห้องสมุดเที่ยงคืน

ถ้าเราไม่ชอบชีวิตตัวเองในตอนนี้ เรามีสิทธ์จะมีชีวิตใหม่ได้ไหม

แล้วถ้าได้ลองหลายๆชีวิต เราจะเจอชีวิตที่เราอยากเป็นจริงๆหรือไม่

เล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์ Beat ทำออกมาได้ดี หนังสือสวยมาก เมื่อดูเผินๆ และอ่านจากหลังปก อาจคิดว่านี่คือนวนิยายเล่มหนึ่ง แต่พออ่านจนจบ มันเกินความคาดหวังไปมาก เรียกได้ว่าอาจจะเป็นหนังสือแนว How to ที่เอามาแต่งตัวในธีมนิยาย ที่ชวนเราตั้งคำถามถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่

The Midnight Library เขียนโดย Matt Haig แมตต์ เฮก ผู้ที่เคยเป็นโรคซึมเศร้าและเคยคิดฆ่าตัวตายมาก่อน เลยไม่แปลกใจว่าทำไมถึงสามารถเขียนหนังสือที่อุ้มชูจิตวิญญาณของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาที่ประสบปัญหาได้ดีขนาดนี้ และเนื่องจากความเป็นนวนิยาย รีวิวนี้อาจมีสปอยล์อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับเสียอรรถรสมากเกินไปหากได้อ่านเล่มจริง

มันเป็นเรื่องของ นอรา ซีด ผู้หญิงวัยกลางคนธรรมดาเดินดินทั่วไปที่เป็นโรคซึมเศร้า กำลังโดนพายุปัญหาและความผิดหวังถาโถมเข้ามา จนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง แต่นอราก็ตื่นขึ้นมาในห้องสมุดที่เวลาหยุดไว้ที่ 0.00 น. เป็นสถานที่ๆอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย ซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือตลอดแนวสายตา ซึ่งหนังสือเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้นอราได้ใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไป

ที่นี่ นอราก็ได้พบกับมิสซิส เอล์ม บรรณารักษ์ห้องสมุดที่โรงเรียนของเธอสมัยมัธยม โดยมิสซิส เอล์มให้นอราดูหนังสือแห่งความเศร้าเสียใจที่บันทึกทุกเรื่องเศร้าของเธอไว้ เธอรู้ว่านอราไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว จึงเสนอให้นอราใช้ชีวิตที่เธอไม่เคยเป็น เพื่อที่จะได้ดูว่า ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปอย่างไร หากนอราเลือกชีวิตแบบอื่น

ถ้าค้นพบชีวิตที่ต้องการแล้ว นอราก็สามารถใช้ชีวิตนั้นจริงๆได้เลย แต่มีเงื่อนไขว่า หากชีวิตนั้นๆทำให้เธอผิดหวัง นอราจะต้องกลับมายังห้องสมุดเที่ยงคืนทุกครั้ง

นอราได้ใช้ชีวิตเป็นนักว่ายน้ำโอลิมปิค นักธรณีวิทยาที่ขั้วโลก เป็นศิลปินร็อคสตาร์ และอีกหลายชีวิตเพื่อค้นหาว่าชีวิตไหนที่เธอจะมีความสุขที่สุดและไม่มีความทุกข์

ปรากฎว่าในทุกๆชีวิตที่เธอได้เป็น ประกอบด้วยความเสียใจ สุขใจ ปนๆกันไปทั้งนั้น

จากการใช้ชีวิตหลายๆแบบ นอราตระหนักได้แล้วว่าความเสียใจที่เกิดขึ้น บางครั้งมันก็ไม่ใช่ความเสียใจที่เป็นของเราจริงๆ บางครั้งมันเป็นของคนอื่น คนรอบข้าง ที่เราไปแบกรับไว้เอง

ชีวิตที่ดี ที่ไม่ต้องเสียใจ มันไม่มีอยู่จริงหรอก เพราะสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ย่อมมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น

หลังจากการใช้ชีวิตทุกแบบที่เธออยากเป็น นอรากลับมาที่ห้องสมุดเที่ยงคืนอีกครั้ง เพราะพบว่าไม่มีชีวิตไหนที่จะดีเท่ากับชีวิตที่เป็นตัวเราจริงๆในแบบที่เราเป็น และนอราก็ได้เรียนรู้ว่า เธอไม่ได้พยายามจบชีวิตในโลกนี้เพราะความทุกข์ แต่เป็นเพราะเธอเฝ้าบอกตัวเองให้เชื่อว่ามันไม่มีทางพ้นทุกข์แล้วต่างหาก

ในที่สุดเธอก็กลับมาสู่จุดเดิม

ถ้าลองคิดเล่นๆว่า ชีวิตจริงๆของนอราคือลำต้นของต้นไม้ การที่นอราเลือกไปใช้ชีวิตในแบบต่างๆคือกิ่งก้านที่แตกแขนงออกไป ไม่ว่าปลายทางของกิ่งก้านเหล่านั้นจะไปจบที่ตรงไหน มันก็มีจุดเริ่มต้นมาจากจุดเดียวกัน และมันก็เป็นสัจธรรมของชีวิตที่เมื่อเราเลือกทางหนึ่งแล้ว เราก็อาจจะไม่ได้เดินไปในอีกทางหนึ่ง

และนั่นคือความงดงามที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะจบลงยังไง

ชีวิตเป็นเรื่องแปลก มันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราได้ทำเท่านั้น แต่เกิดจากสิ่งที่เราไม่มีโอกาสได้ทำเช่นกัน และทุกๆช่วงของชีวิตมันคือการพลิกผัน วิธีเดียวที่จะรู้คือการใช้ชีวิต ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจชีวิตหรอก เราแค่ใช้ชีวิตก็พอ

You don’t have to understand life, you just have to live it.

เจ้พบว่านี่เป็นอีกเล่มที่ดีมากๆที่ได้อ่านในปีนี้ ท่ามกลางโลกที่ทุกคนดูเหมือนจะอยากออกจากที่ของตัวเอง จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เจ้คิดว่าถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ มันจะช่วยเยียวยาจิตใจ และช่วยเราให้คิดได้ว่าจริงๆแล้ว การที่ยังมีชีวิตอยู่ มันดีแค่ไหนแล้ว

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

มนต์สเน่ห์แห่งทะเลเอเดรียติก

วันนี้ 12 พฤศจิกายน Timeline ใน facebook แจ้งเตือนขึ้นมาว่า ช่วงนี้เมื่อปี 2018 เจ้ไปเที่ยวโครเอเชียมา เลยขอเอาแบ่งปัน ไว้มีโอกาสก็ไปด้วยกันนะ

โครเอเชีย ประเทศที่มีเสน่ห์มากแต่คนบ้านเราพูดถึงกันน้อย แต่ไปมาแล้วประทับใจมาก เป็นอีกที่ๆอยากให้ไปด้วยกัน

ด้านภูมิประเทศ โครเอเชียอยู่ตรงแถวยุโรปกลางค่อนไปทางตะวันออกและใต้ นึกง่ายๆคืออยู่ด้านหลังอิตาลี มีทะเลเอเดรียติกคั่นกลาง รูปร่างของประเทศคล้ายบูมเมอแรงทำให้มีพรมแดนติดต่อเพื่อนบ้านหลายประเทศ

เนื่องจากพื้นที่เป็นแนวตั้งดิ่งมากกว่าแนวนอน ทำให้อากาศทางภาคใต้ฝั่งดัลเมเชีย เป็นแบบเมดิเตอเรเนียน (มีแดดแรง มีลม แต่ถ้าแสงหมดคือหนาว) แต่อากาศด้านบนๆเป็นแบบ Continental คือเหมือนยุโรปทั่วไป คือ หนาวแห้งลมเย็น

โครเอเชียเป็นประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลก เป็นเอกราชแยกจากยูโกสลาเวีย ปี 1991 ก็แค่เกือบ 30 ปีนี้เอง (มิน่าบางคนถึงไม่คุ้นหู) แต่เป็นพื้นที่ๆมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนานตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน ยุคกลาง ยุคสงครามโลก ยุคปัจจุบัน เห็นได้จากพวกสถาปัตยกรรม โบสถ์ วิหารต่างๆ มีหลายยุคผสมกันไป บวกกับที่ตั้งของประเทศติดทะเลทั้งแถบจนเห็นวิวสวยๆริมฝั่งตลอดการเดินทาง ทำให้คนมาเที่ยวเยอะ

จะว่าไปโครเอเชียนี่โลเคชั่นคือฮวงซุ้ยชั้นดีเลยนะ เพราะหลังเป็นภูเขา หน้าติดทะเล และแน่นอนประเทศติดทะเล ก็มักจะทำประมง สองสิ่งนี้ (ท่องเที่ยวและประมง) จึงเป็นแหล่งรายได้หลักของโครเอเชีย

ช่วงที่มาเที่ยวคือเดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนที่คนโครแอท (ชาวโครเอเชีย) คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่อากาศ crazy sleepy lazy มากๆเพราะอากาศเย็นๆไม่มีใครมีกะจิตกะใจอยากทำอะไร คนที่ส่วนใหญ่ที่ทำงานด้านท่องเที่ยว ไกด์ เปิดร้านอาหาร เปิดโรงแรมเล็กๆ หรือทำประมงจะหยุดทำงานยาวถึงมีนาคม เพราะอากาศหนาว นักท่องเที่ยวเริ่มน้อย ส่วนใหญ่เลยตัดสินใจปิดร้าน นอนอยู่บ้านดูหนังดูซีรีย์อะไรก็ว่าไป

Local Guide บอกว่าเค้าถือว่า 6 เดือนที่ผ่านมา (เมษา – ตุลาคม) เค้าทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดแล้ว พออากาศหนาวจึงขอหยุดพักผ่อนยาวๆดีกว่า ตอนแรกก็ยังไม่เชื่อไกด์นะ แต่ยิ่งวันท้ายๆที่เที่ยวที่ไม่ใช่เมืองหลวง คือ เหมือนเมืองร้าง ไม่มีคนเลย น้อยมากๆ พวก Apartment ให้เช่าหรือโรงแรมเล็กๆก็ปิด บางที่ใช้โอกาสนี้ซ่อมแซมปรับโฉมใหม่ ไกด์ยังบอกเลยว่าพวกยูมาทำไมกันตอนนี้ ไอจะพักผ่อนแล้ว

ทริปนี้มาเที่ยวกัน 3 คน กับพี่พีทและพั๊นซ์ คุยกันตลอดทริปไม่มีเบื่อ ผลัดกันถ่ายรูปให้ ประกอบกับคนน้อย ไม่แออัด ทำให้ยิ่งเที่ยวสนุก

ทริปนี้เที่ยวแบบใต้ขึ้นเหนือ คือไปเริ่มที่เมือง

Dubrovnik – ดูบรอฟนิค เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดถ้ามาโครเอเชีย เมืองนี้อยู่ตอนใต้ของประเทศ ไม่ติดกับแผ่นดินใหญ่ของโครเอเชีย เพราะมีบอสเนียมาคั่นไว้

วิวจากเรือ submarine สีเหลืองอ๋อย แล่นออกมาเพื่อชมความงามของเมืองนี้

ขึ้น Cable Car ไปชมวิวจากด้านบน สวยมากจริงๆ

เที่ยวเดินที่ Dubrovnik ตั้งแต่เช้ายันบ่าย ได้เวลาโพล้เพล้ก็ไปต่อที่เมือง Mali Ston – มาลี สตอน ซึ่งก่อนจะมาถึงที่นี่ ต้องผ่านพรมแดนประเทศบอสเนียก่อน

นี่คือแวะมาชิมหอยที่ฟาร์มเลี้ยงหอยกลางทะเล

เมืองนี้เคยจัดมินิมาราธอนด้วย แต่เป็นแบบวิ่งขึ้นปราสาท แอบโหดอยู่ ใครชอบวิ่งลองมารูทนี้ดูมั้ย ท้าทายดี

Trogir – โทรเกียร์ เมือง Trogir – โทรเกียร์ เป็นเมืองเล็กๆที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

Split – สปลิท เป็นอีกเมืองที่มีทัศนีย์ภาพและสถาปัตยกรรมที่สวยมาก เป็นเอกลักษณ์โครเอเชีย

จาก Bell Tower ใน Diocletian’s palace

ที่เมือง Split เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวชื่อดังและมีค่าครองชีพแพงเป็นอันดับสองของโครเอเชีย เมืองนี้มี Diocletian’s Palace – พระราชวังดิโอคลิเชียน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาเยือนให้ได้
ในรูปคือภาพที่จิตรกรร่างออกมาให้ดูว่าในสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันออก (ไบแซนไทน์) วังนี้อลังการมากขนาดไหน แม้วันนี้จะอยู่ไม่ครบ แต่จากซากปรักหักพังนี้ ก็ยังรู้สึกขลังอยู่ดี

พระราชวังดิโอคลิเชียน
Bell Tower เดินขึ้นบันไดวนไปสูงมาก ทางขึ้นนี่แคบสุดยอด เดินได้คนเดียวแบบฟิตๆ
ร้านนั่งชิลในพระราชวัง อยู่ตรงข้าม Bell Tower เลย
ในนี้คือโดมที่เสียงก้องมาก มีนักดนตรีมาร้องประสานเสียงเป็นระยะๆ เรียกว่า Klappa

Sibenik – ซีบินิค เมืองนี้สถาปัตยกรรมออกแนวเรเนซองส์ เพราะได้รับอิธิพลจากทางอิตาลี

เมืองนี้มี St. James Cathedral – มหาวิหารเซนต์เจมส์ เป็นการผสมผสานความเป็นอิตาเลียนและดัลเมเชียน (ตอนใต้ของโครเอเชีย) มียอดโดมที่สวยมากทำจากแผ่นหิน (งงว่าทำให้แผ่นหินโค้ง ปราณีต อ่อนช้อยได้ยังไง)

ซึ่งที่นี่ก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเรียบร้อย

St. James Cathedral – มหาวิหารเซนต์เจมส์ สวยอลังการมาก
ด้านในมหาวิหาร  คล้ายโบสถ์อัสสัมอยู่พอควร แต่ดูขลังอลังการมากกว่า
สงสัยตลอดว่าเค้าสร้างกันได้ยังไง สมัยโบราณขนาดนั้น แต่แกะสลักหินได้ปราณีตงดงามมาก

Plitvice – อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ ที่นี่เป็นจุดหมายของเกือบทุกคนที่มาเที่ยวโครเอเชีย เพราะมี 16 ทะเลสาปเชื่อมอุทยานทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน

เวลาแสงแดดกระทบน้ำ สีสวยมากจริงๆ มันมีประกายคริสตัลวิ้งๆ มองแล้วแสบตาเหมือนมองเพชร

Opatija -โอพาเทีย เมืองนี้ได้แวะนอนคืนเดียว ได้นอนโรงแรมที่มีเด็กๆวัยประถมเตรียมตัวแข่งดนตรีกันพอดี เลยได้ยินเสียงคนเล่นดนตรีกันทั้งคืน ได้อีกอารมณ์นึง เช้ามาก็ไปต่ออีกเมือง

Pula – พูล่า เมืองเก่าแก่และเคยเป็นเมืองของอิตาลีมาก่อน คนที่นี่เลยพูดภาษาอิตาเลียนได้

ในรูปคือ Pula Arena หรือ Amphitheater ประมาณว่าเป็นสนามกีฬากลางแจ้ง

สนามที่ Pula อายุพอๆกับ Colosseum – โคลอสเซียมที่อิตาลี แต่ความใหญ่นั้นเป็นรอง ที่อิตาลีใหญ่สุด จุคนได้มากกว่า 50,000 คน ส่วนที่นี่เป็นอันดับ 6 ของโลก จุคนได้ราวๆ 25,000 กว่าๆ ที่นี่คือส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน ชาวเวเนเชียนเคยพยายามจะขนหินที่นี่ไปสร้าง Colosseum ที่โรม แต่ชาวเมือง Pula คัดค้านไว้ได้ ก็เลยยังตั้งตระหง่านจนถึงปัจจุบัน

สมัยก่อนที่นี่คือลานประลองต่อสู้กัน ทั้งคนกับคน หรือคนกับสัตว์ พื้นที่ตรงนี้จึงเต็มไปด้วยทราย เพราะทรายกลบเลือดได้

เรื่องตลกร้ายคือ Local Guide บอกว่า ที่นี่เกือบจะได้เป็นมรดกโลก แต่เพราะ UNESCO มาเห็นกำแพงด้านนึงสีขาวจั๊วะ เลยไม่เชื่อว่าเป็นของจริง คิดว่ามีส่วนเติมแต่ง ไม่ใช่ของแท้ทั้งหมด เลยระงับการขึ้นทะเบียนไปจนกว่าจะพิสูจน์ได้

เรื่องที่ไกด์เล่าคือกำแพงส่วนที่ขาวเป็นเพราะมีการทำความสะอาดด้วยเลเซอร์ แต่พอรู้ว่า UNESCO จะมาก็เลยหยุดไว้แค่นั้น และก็ไม่ได้ทำต่ออีกเลย

ด้านล่างของ Pula Arena นี้ มีคล้ายๆพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ
ที่เห็นในรูปคือแผนที่ทำมือ (ของจริงอยู่ที่ National Library ที่เวียนนา อันนี้ เป็น copy มาอีกที)

แต่ความดีงามของมันคือ สมัยนั้นไม่มี Google Map การเขียนแผนที่นี้คือเดิน จด วาด เป็นแผนที่ๆคลาสสิกมาก

Rovinj – โรวินจ์ เมืองนี้มีความคล้ายอิตาลีมากๆ ตึกรามบ้านช่องอยู่ริมชายฝั่งทะเลเอเดรียติก แยกตัวออกจากแผ่นดินใหญ่ แต่ต่อมาถมทะเลเชื่อมต่อกันภายหลัง

นี่คือเมืองที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่าพอมาเที่ยววันท้ายๆของช่วงที่อากาศหนาว อย่างกับเมืองร้าง ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย คนท้องถิ่นก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โรงแรมปิด ร้านกาแฟ outdoor ไม่มีคนนั่ง โหลงเหลงเบาๆ

แต่เป็นข้อดีคือเดินเที่ยวสบายมาก ถ่ายรูปก็ไม่ติดผู้คน

เมืองนี้มีโบสถ์ St. Euphemia เป็นสไตล์บาร็อค มียอดโบสถ์สูง 61 เมตร นับได้ว่าสูงที่สุดของแคว้นนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขา โบสถ์นี้วันที่ 16 กันยายนจะรถติดมาก เพราะคนจะแห่มาสักการะ St. Euphemia ที่ในอดีตเคยโดนจับไปปล่อยให้สิงโตสองตัวรุม สิงโตกลับไม่กินเธอ มหัศจรรย์มาก แต่ก็โดนสั่งประหารอยู่ดี และเอาศพใส่โลงลอยน้ำมาจาก Istanbul Turkey-อิสตันบูล ตุรกี โลงลอยน้ำมาจนถึงชายฝั่งเมืองโรวินจ์ (ซึ่งจริงๆแล้วมันดูเป็นไปไม่ได้เลย เพราะตุรกีกับที่นี่ก็ไกลกันอยู่) ผู้คนที่นี่เลยสร้างโบสถ์ไว้ระลึกถึงเซนต์ท่านนี้

และจบที่ Zagreb – ซาเกรบ

เมืองหลวงของโครเอเชีย เมืองนี้เป็นเมืองเดียวที่รู้สึกไม่ค่อยตื่นเต้น เพราะมีความเป็นเมืองปัจจุบัน เหมือนเมืองใหญ่ทั่วโลก

ในรูปคือแผนที่ใจกลางเมืองซาเกรบ ซึ่งรู้สึกว่าเหมือนจะเป็นแรงบันดาลใจ Title ของ Game of Thrones

โบสถ์ St. Mark – เซนต์มาร์ค หลังคาสวยเก๋ดี มีความหมายถึงแคว้นต่างๆของโครเอเชีย ตั้งอยู่ในเขตที่ทำการรัฐบาลของโครเอเชีย

คือแอบงงว่า สถานที่ๆนายกทำงานทำไมดูเข้าถึงง่ายจัง แต่ไกด์บอกว่าประเทศเค้าเป็นประเทศเล็กๆ Parliament – ทำเนียบขาวเลยไม่ได้ใหญ่โตอลังการอะไร

สำหรับเรื่องอาหาร ประมาณ 20 มื้อที่จะมาแนวเดียวกันหมดคือ เสิร์ฟเป็นคอร์ส

เริ่มด้วย Appetizer – อาหารเรียกน้ำย่อย เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง (ซุป สลัด สปาเกตตี้ /ลาซานญ่า )

ต่อด้วย Main Course ส่วนมากเป็นสเต็ก หมู ไก่ ปลา กุ้ง ปลาหมึก เสิร์ฟกับมันฝรั่ง มันบด ผักต้ม วนๆกันไป

ปิดท้าย Dessert 90% จะเป็นไอติม มีเค้ก พายโผล่มาบ้าง

การทานอาหารที่โครเอเชียเหมือนเป็นช่วงเวลาเมจิกโมเม้น เพราะเราจะเดินเข้าร้านด้วยความหิวโซ การเสิร์ฟทีละจาน รอให้ทุกคนทานหมดค่อยเริ่มเสิร์ฟใหม่ ทำให้เราค่อยๆละเลียดละไมอาหารตรงหน้า จนกินเยอะโดยไม่รู้ตัว เพราะจานก่อนหน้าเก็บไปแล้ว เราก็จะลืมๆไปว่าก่อนหน้านี้เพิ่งกินอะไรเข้าไป รู้ตัวอีกทีคืออิ่มมากทุกครั้งหลังออกจากร้าน

มันช่างต่างกับการกินอาหารที่ไทย ที่เรามักจะเห็นอาหารทุกอย่างบนโต๊ะก่อนทาน

สิ่งดีงามของโครเอเชียอันนึงคือ ไอติมอร่อย (ไอติมในร้านอาหารจะธรรมดาๆ แต่ถ้าเป็นร้านท้องถิ่น คือใช้คำว่าดีงามได้เปลืองมาก)

โครเอเชียเป็นอีกประเทศที่ชอบ มีเสน่ห์ในแบบยุโรปที่อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นประเทศที่คนไทยอาจจะไม่ค่อยนึกถึง แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากให้มาเที่ยวกัน

104 เสน่ห์เฉพาะตัว

104

เสน่ห์เฉพาะตัว

เจ้เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวกระบี่ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่มาเที่ยวจังหวัดนี้

และเป็นครั้งที่สองที่มาพักกับรายาวดี ซึ่งก็ขึ้นแท่น favorite place ไปเรียบร้อยจนต้องมาซ้ำๆ และคิดว่าก็คงจะมาอีกเรื่อยๆ

รายาวดีเป็นโรงแรมที่อบรมพนักงานได้ดีมาก สร้างโมเมนต์ประทับอยู่ในใจให้ลูกค้าเก็บไปชื่นชมต่อได้เสมอๆ

ความประทับใจที่ว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นยันจบทริปของ Guest Journey เลย

เริ่มตั้งแต่พนักงานต้อนรับที่สนามบิน ที่มาต้อนรับอย่างอบอุ่นเหมือน เจ้าบ้านจะพาแขกไปเที่ยวบ้าน ติด Tag กระเป๋า เอากระเป๋าขึ้นรถให้เสร็จสรรพ แต่เรายังไปกันไม่ได้ เพราะกระเป๋าเดินทางของพี่พีทล้อหลุด ต้องรอเคลมกับเจ้าหน้าที่สายการบิน พนักงานก็รออย่างใจเย็น ด้วยท่าทีสงบ

เมื่อได้ขึ้นรถตู้ ที่ทางโรงแรมเตรียมแบบ private เฉพาะกลุ่มเรา คนขับรถก็จัดการเปิดประตู แจกน้ำขวดให้ทุกคน ส่วนพนักงานต้อนรับก็ขึ้นรถมาด้วย และหันมาบอกว่า ได้จัดการเลื่อน Booking Spa ไว้เรียบร้อยนะคะ คือไม่ปล่อยให้แขกกังวลเลยว่าจะไปทันหรือเปล่า เพราะจองสปาไว้ใกล้กับเวลาเช็คอิน พนักงานทำงานบบมืออาชีพ ทำงานแบบคิดถึงความต้องการของแขกเป็นหลัก ไม่ใช่แค่หน้าที่ของตัวเองจบก็จบกัน

รถตู้ไปส่งที่ท่าเรืออ่าวน้ำเมา แทนที่จะเป็นท่าเรือส่วนตัวของโรงแรม เนื่องจากช่วงโควิด นักท่องเที่ยวต้องผ่านการคัดกรองที่จุดของราชการจัดให้ นั่งเรือประมาณ 5 นาทีก็ถึง เมื่อเรือแล่นไปถึงหาดหน้ารีสอร์ท ก็เห็นชาวต่างชาติใส่ยูนิฟอร์มโรงแรม (ซึ่งน่าจะเป็น Hotel Manager) มายืนสวัสดี รอต้อนรับพร้อมพนักงานคนอื่นๆ ทำเอาแอบอมยิ้มไม่ได้เลย

เข้าไปถึง Lobby พนักงานชายมาต้อนรับให้ไปนั่งรอ รับ Welcome drink เป็นน้ำมะพร้าวเซอร์เบทมะนาว สดชื่นคลายร้อนได้อย่างดี มีการอธิบายว่าใช้น้ำมะพร้าวจากต้นที่ปลูกมนพื้นที่โรงแรม ดูเป็น welcome drink ที่ตั้งใจทำจริงๆ

แล้วพนักงานก็ทำ Orientation อธิบายแผนที่โรงแรม กิจกรรม ห้องอาหาร แจ้งสิทธิพิเศษสำหรับแขกที่เคยมาพักว่าได้รับส่วนลด 20% ในการใช้บริการต่างๆของโรงแรม ก่อนไปส่งเราที่ห้อง

วินาทีที่ เดินผ่านประตูห้องเข้าไป สายตาสะดุดกับถังใส่ขวดไวน์ พร้อม welcome  back card ประทับใจมาก เพราะไปพักซ้ำที่ไหนก็ไม่เคยได้เซอร์ไพรส์ขนาดนี้

Housekeeper ที่นี่ทำงานดีเกินมาตรฐานไปมากด้วย เพราะนอกการเข้ามา Turn down ห้องวันละ 2 ครั้ง ช่วงสายๆและก่อนนอนแล้ว ยังมีการจัดบรรดาเครื่องประทินผิว ตั้งเรียงลำดับความสูง วางบนผ้าอย่างดีให้หยิบใช้ง่ายๆ เมื่อเห็นอะไรพร่องไป ก็จะเติมให้เต็มทุกครั้ง ทั้ง Amenities body shower, shampoo, lotion น้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งคุกกี้ (อร่อยมาก) และ มะตูมตากแห้ง (เจ้เอามาทำเป็นชาร้อน)

การ Turn Down ห้องก่อนนอนของที่นี่ เป็นเหมือนการส่งแขกเข้านอน มีทั้งผ้าเช็ดเท้าวางข้างเตียง ขนมคำเล็กๆ ซึ่งเปลี่ยนใหม่ทุกวัน

เมื่อโทรขอน้ำแข็ง พนักงานมาส่งด้วยความเร็วแสงมาก ไม่ถึง 5 นาทีหลังจากวางสาย จนทุกคนตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเซอร์วิสรวดเร็วขนาดนี้

แน่นอนว่าเรามาเที่ยวช่วงปลายฝน ก็ย่อมมีฝนตกเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เดินกางร่มกันไปทาน Afternoon Tea ได้สบายๆ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่ามีพนักงานมายืนรอเก็บร่มให้ และนำทางไปที่โต๊ะ เสริฟ์อาหารอย่างรวดเร็ว แถมพี่กบขอเพิ่มหลายอย่างด้วย condition เอาแต่อันนี้ ไม่เอาอันนั้น ขอชาร้อน และช็อคโกแลตร้อน ฯลฯ พนักงานก็มาเสิร์ฟให้อย่างไม่อิดออด

ตอนที่จะไปทำกิจกรรมทางน้ำกัน พนักงานที่ประจำตรงหาดอ่าวนาง ก็เอาผ้าเช็ดตัว น้ำดื่มเป็นเหยือก และของว่างมาเสิร์ฟถึงที่ รวมถึงฝากให้ช่วยดูกระเป๋า รองเท้า และไปชิลที่หาดกันได้เลย

ตอนทานอาหารเช้า ลืมเอา Mask ไป พนังานก็เอามาให้ถึงที่ แถมยังสังเกตด้วยว่าเจ้มีตุ่มแดงๆขึ้นที่แขนเพราะเล่นน้ำทะเลแล้วโดนตัวไรทะเล ตอนทานอาหารอยู่พนักงานที่ชื่อพี่วารีก็เอาตลับยาทาแก้แพ้มาให้ที่โต๊ะ ใส่ใจไปอีก

Activity Room เป็นที่ๆเจ้และเพื่อนๆเข้าไปปรึกษาว่าจะวางแผนทำกิจกรรมอะไรดีระหว่างอยู่ที่นี่ พอพนักงานชื่อพี่มา รู้ว่าจะไป Lagoon ซึ่งขึ้นชื่อว่าทางโหดและค่อนข้างอันตราย เพราะชันมาก พี่มาบอกให้เซฟเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของพี่เค้าไว้ เผื่อเหตุฉุกเฉิน ทำให้อุ่นใจในความห่วงใยของพนักงานที่นี่จริงๆ

ที่สำคัญคือ พวกเค้าไม่ได้แค่ถามส่งๆ แต่จำหน้า จำรายละเอียดของเราได้ด้วย ตอนเดินเจอกันวันกลับ พี่มาก็ถามว่าไปมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เรียกได้ว่า คุยกันจนรู้สึกสนิทไปเลย

วันที่มีไปเดิน Big Bat Cave พวกเจ้ไปกันทั้งหมด 6 คน จึงให้ทางโรงแรมจัดหาไกด์ให้ เพราะมีผู้หญิงไปกันเยอะ และทางขึ้นมีบางช่วงที่มืดและชัน ไกด์ของโรงแรมดูแลอย่างดี พอเห็นว่าต้องเดินกลางแดดเปรี้ยงๆใกล้เที่ยง ก็พาเข้าทางลัดในโรงแรมไปโผล่ที่ใกล้ๆทางเข้า ประคบประหงม บอกทุกจุดที่ควรระวัง คอยเป็นตากล้องถ่ายรูปให้ทุกคน ไม่มีบ่น ยังแถมพาเดินขึ้นไปต่ออีกจุดชมวิวที่ปกติไม่มีในโปรแกรมอีกด้วย

เมื่ออยู่ที่สปา พนักงานก็มารยาทดีตั้งแต่ Reception ต้อนรับ เอา welcome set มาให้ เปลี่ยนรองเท้า จนถึงพนักงานนวด พี่พีทประทับใจพี่จุ๋มคนนวดมาก ที่ค่อยๆแกะจุดที่หลังแข็งๆให้นุ่มลงได้ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเราไม่ได้ไปนวดแก้อาการจริงจัง ก็ไม่ค่อยมีใครทำแบบนี้ให้เพราะมันต้องใช้พลังเยอะ ส่วนมากก็แค่นวดไปตามสเต็ปเท่านั้น

เรื่องที่ห่วงที่สุดคือ Flight ขากลับ delayed จากบ่ายสามเป็นสองทุ่มครึ่ง ทำให้ต้องคอยแวะเวียนไปถาม Concierge ว่าจะขอ Check out late ได้ถึงกี่โมง เพราะจะได้วางแผนถูก ก่อนวันกลับแค่เปิดประตูเข้าไป เหมือนพนักงานจำได้เลย บอกว่าจัดการ Late Check Out ได้ถึง 17:30 น. ทั้งสามห้อง เดี๋ยวจะมีจดหมายแจ้งไปที่ห้องอีกครั้ง เหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะโรงแรมดูแลอย่างดี ไม่ทิ้งแขกลอยแพวันกลับ

การที่โรงแรมให้ Late Check Out ถึงเย็นทำให้เรามีเวลาทำกิจกรรมเพิ่มมากมาย ทั้งว่ายน้ำ พายคายัค นอนชิลอาบแดด ทานกลางวันที่ Grotto อีกครั้ง นับเป็นประสบการณ์การพักผ่อนแบบ 4 วัน 3 คืนที่เต็มอิ่มจริงๆ

ครั้งแรกที่เจ้มาพักที่รายาวดี เมื่อปี 2019 มีแต่แขกต่างชาติ 95% คนไทยน้อยมาก มีแค่ 2 กรุ๊ปเล็กๆเท่านั้น เลยคิดว่าที่พนักงานเอาใจใส่ดูแลแขกดีแบบนี้น่าจะเป็นเพราะ Target ลูกค้าของที่นี่เป็นชาวต่างชาติหรือเปล่านะ แต่พอกลับมาที่นี่อีกครั้ง สถานการณ์กลับกัน คือแขกเป็นคนไทย 95% และมีต่างชาติ 5% การบริการก็ยังคงมาตรฐานเดิม ไม่แบ่งแยกว่าแขกเป็นชนชาติไหน ขอชื่นชมโรงแรมที่คัดเลือกและอบรมพนักงานที่มีจิตบริการจากใจจริงในทุกๆส่วนงาน

สัมผัสได้จริงๆว่า พนักงานเต็มใจ ใส่ใจดูแลแขกอย่างดีกันทุกคน และเท่าเทียม แม้ว่าไม่ใช่ชาวต่างชาติหรือเซเลปคนดัง เป็นการบริการที่มาจากการสังเกต การใส่ใจ หวังให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด มันไม่ใช่แค่การรับใช้ การทำตามคำสั่งอย่าวเดียว ถ้าเป็นญี่ปุ่นจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า โอโมเตนาชิ (Omotenashi) ซึ่งดีใจที่หาเจอสิ่งเหล่านี้ได้ในไทย

และเรื่องราวเหล่านี้คงจะเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆก็หลงรักรายาวดี

ไว้มีโอกาสเหมาะๆ มาเที่ยวกันนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

103 Defining Moment รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง

103

Defining Moment รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง


การปรากฏตัวของไวรัสโควิด-19 เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต วิถีการทำงาน ของคนทั่วโลกไปอย่างพริบตา อะไรที่คิดว่ายังมีเวลาปรับตัว เรียนรู้กันได้อีกนาน กลับเป็นสิ่งที่เราต้องรีบทำ เพื่อให้อยู่รอดในโลกที่หลายสิ่งกำลังจะไม่เหมือนเดิม


ถ้าพูดถึงคุณรวิศ CEO ของศรีจันทร์สหโอสถ และ Mission to the moon media จะมีโลโก้ความ Productive แปะอยู่ด้วย เขาเป็นผู้จุดประกายที่ทำให้ทุกคนหันมาสนใจความ Productive ไม่ว่าจะเป็น


ความมีวินัย (ตื่นเช้าทุกวันมาวิ่งตั้งแต่ฟ้ายังมืด)

ความขยัน (สวมหมวกหลายใบ ทั้งผู้บริหาร เจ้านาย นักอ่าน นักเขียน ผู้ดำเนินรายการ พ่อของลูก ฯลฯ)

การยอมรับการเปลี่ยนแปลง (ยอมรับว่าธุรกิจครอบครัวเกือบจะเป็น Deadwood แล้วตัดสินใจรีแบรนด์ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด)

ความมุ่งมั่น (ตั้งใจทำอะไรแล้วกัดไม่ปล่อย ฝืนใจฝืนกายลุกขึ้นมาทำ ทั้งเรื่องวิ่ง ลดน้ำหนัก เขียนหนังสือ 10 เล่มในระยะเวลาไม่กี่ปี อัด Podcast 900 เกือบพันตอน)

พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ (อ่านหนังสือใหม่ๆตลอด และแพลนจะลางานไปเข้าคอร์สเรียนเพื่ออัพเดตความรู้ใหม่ๆที่ต่างประเทศ)


นับได้ว่าคุณรวิศเป็นตัวจริงเรื่องการพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ ลองคิดดูว่าคนที่ขึ้นชื่อด้านความมีวินัยและความ Productive โหดๆแบบคุณรวิศยังหวั่นๆกับการมาถึงของโลกอนาคต จนตกผลึกเขียนเป็นเล่มนี้ออกมา จึงไม่อยากพลาดที่จะอ่าน


–หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ที่เปรียบแล้วเหมือนช่วงเวลาการเดินทางของชีวิต

Defining Moment ช่วงตื่นรู้
ช่วงนี้จะเป็นจุดที่ทำให้เราฉุกคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองในวันนี้เพื่อกำหนดอนาคตของเรา เปรียบเสมือนยามเช้าตรู่


– หลายๆสิ่งที่เราทำเป็นประจำ เราอาจไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แต่นานวันเข้า มันอาจส่งผลกระทบในท้ายที่สุดให้เราได้ เหมือนกับการแปรงฟัน คนที่สักแต่แปรงแค่ให้ปากสดชื่น กับคนที่ละเมียดละไมดูแลช่องปากอย่างดี แปรงอย่างใจเย็นและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ แรกๆมันไม่เห็นผลความต่าง แต่เวลาผ่านไปนับสิบปีผลลัพธ์ของสองคนนี้จะต่างกันมากทีเดียว อย่าประมาทพลังของสิ่งเล็กๆที่เราเลือกทำทุกวัน

– งานทุกงานมีความหมายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม อย่าทำส่งๆ ให้ทำอย่างดีที่สุด

– ในยามปกติอาจไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ แต่ถ้ามีวิกฤตเกิดขึ้น อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดไป ลองอาสาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ สำเร็จหรือล้มเหลวก็ถือว่าได้ลองทำแล้ว และยังได้เรียนรู้เป็นประสบการณ์

– จำไว้ว่าทางเลือกเป็นของทุกคน อยากมีชีวิตแบบไหน เลือกทางไหน ไม่ผิด แค่ต้องยอมรับผลของมันให้ได้

– เมื่อเกิดอาการขี้เกียจ ลองถามตัวเองดังนี้

1. คนที่ประสบความสำเร็จจะทำอย่างไรถ้ามีเป้าหมายเดียวกับเรา (ลองสวมแว่นของ Bill Gates, Elon Musk ดู)

2. ฉันจะรู้สึกอย่างไรถ้าทำงานนี้ไม่สำเร็จ (เราจะเสียดาย หรือเสียโอกาสอะไรไปบ้าง)

3. อะไรคือสิ่งแรกที่ฉันจำเป็นต้องทำ (แบ่งการทำงานออกเป็นส่วนๆ)

4. ถ้าให้เลือกทำสิ่งเดียวที่จะทำให้งานเสร็จทันเวลา สิ่งนั้นคืออะไร


และคำถามปิดท้าย ถ้างานนี้ไม่สำเร็จ ใครบ้างที่โดนผลกระทบและเรารับผิดชอบไหวหรือไม่


– ลงมือทำอะไรสักอย่างไปก่อน แม้ยังไม่เพอร์เฟกต์ ในขั้นแรก ปริมาณสำคัญจะกว่าคุณภาพเสมอ ผลงานของบรรดาอัจฉริยะโลกทั้งหลายที่มีชื่อเสียง ย่อมผ่านการฝึกซ้อมผ่านผลงานที่ไม่มีชื่อเสียงมานับไม่ถ้วน พรสรรค์ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน

– ลองขบคิดหาทางออกด้วยตัวเองก่อนขอความช่วยเหลือจากใคร ลอง Trial and Error เพื่อลดความเสี่ยงก่อน ถ้าไม่มีทางออก ให้สร้างประตูขึ้นมาเอง

– Connection มีหลายแบบ แบบที่ดีที่สุดคือ การได้จากการที่คนอื่นเห็นความสามารถของเรา และพยายามอย่าใช้มันในทางที่ผิด

– การเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนา การสร้างความยอดเยี่ยมคือการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

– การทำธุรกิจเหมือนการอยู่ในหุบเขา สภาพจิตใจของเราจะเริ่มจาก

1. ช่วง Euphoria เป็นช่วงเคลิบเคลิ้มว่าไอเดียเราเจ๋ง อยู่ในช่วงกำลังคึก คิดว่าตัวเองมีแต้มต่อ

2. ช่วงเริ่มลงหลักปักฐาน ความจริงจะเริ่มปรากฏ หลายสิ่งอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

3. ช่วงดำดิ่ง เป็นช่วงที่อะไรก็ดิดขัดไปหมด เป็นทางแยกระหว่าง เจ๊ง กับไปต่อในข้อที่4

4. เริ่มหาที่ของตัวเองเจอ เราจะเริ่มมองเห็นภาพธุรกิจตามความจริง ถ้าบริหารดีๆ จะเริ่มมีระบบแบบแผนขึ้น

5. ช่วงเวลาแห่งการเติบโต ปัญหามาก็แก้ไขไป อาจจะวนกลับไปข้อ 1 หรือข้ามภูเขาลูกใหม่



Tight-Loose-Tight การยืดหยุ่นทางความคิด
ช่วงนี้จะเป็นการยกตัวอย่างการบริหารสำหรับผู้นำหรือทุกคนในสถานการณ์ต่างๆ เปรียบเสมือนช่วงเที่ยง ไฟในการทำงานยังแรง


คุณรวิศยกตัวอย่างมาจากคุณซิกเว่ เบรกเก้ CEO Telenor Group เกี่ยวกับหลักการบริหารแบบ Trusted Based Leadership เขาบอกว่าผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดคือ ผู้นำที่มีทีมที่เก่งในแต่ละด้านอยู่รอบตัว ซึ่งควรใช้หลักการบริหารคนเหล่านี้แบบ Tight-Loose-Tight

1. Tight คือ เป้าหมายต้องชัด ให้ทุกคนเข้าใจภาพรวมตรงกัน จะได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

2. Loose คือ วิธีการทำงานที่ยืดหยุ่น Flexible ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ให้สิทธ์คนทำงานเป็นเจ้าของงาน มีอิสระในการออกแบบการทำงานเอง

3. Tight ผู้นำต้องเข้าใจการติดตามงาน วัดผล และให้ Feedback ที่ดี


ซึ่งดูเหมือนไม่ซับซ้อนอะไร แต่ทำไม่ได้ง่ายนัก เพราะผู้นำบางคนเป็นแบบ

Tight-Tight-Tight ( เข้มงวดทั้งหมด)

Loose-Loose-Loose (เป้าไม่ชัดเจน ปล่อยให้ทำไม่มีทิศทาง ปล่อยตามมีตามเกิด)

Tight-Loose-Tight (หัวหน้าไม่รู้ความต้องการตัวเอง แต่เข้มงวดกระบวนการมากๆ และไม่รู้จะวัดผลอย่างไร เพราะความต้องการไม่ชัดเจนแต่แรก)


ผู้นำที่ดีจะมีพลังบางอย่างที่ทำให้คนอยากเดินตาม เอาหลักการนี้ไปปรับใช้ในวันที่ต้องนำคนก็ดีนะ จริงอยู่ที่ว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องไม่มีผิดถูก แต่อย่าสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กลัวการผิดพลาด ซุกปัญหาไว้ใต้พรม รับฟังแต่ข่าวดี ทำแบบนี้เหมือนติดระเบิดเวลาไว้ที่องค์กร


The Amount of Joy ความสุขของชีวิต
ช่วงนี้พาเรามาสู่จุดที่ทบทวนตัวเองหลังจากใช้ชีวิตอย่างเข้มข้นที่ผ่านมา ว่ายังมีอะไรที่เสียดายในชีวิตอีกหรือไม่ เปรียบเสมือนช่วง afternoon tea สบายๆ พักสายตา นั่งตกผลึกไป


– ชีวิตเรามีหลายแง่มุม ลองโฟกัสแง่ที่ส่งผลต่อชีวิตของเราที่เหลือจนตาย คือเรื่อง เงินทอง ความรัก และงาน ตามจริตของตัวเองไม่ต้องตามกระแสสังคมหรือตามไม้บรรทัดของคนอื่น


– อย่ารีบเชี่ยวชาญเร็วเกินไป นักกีฬาชื่อดังหลายๆคนก็ไม่ได้กีฬานั้นๆอย่างเดียวตั้งแต่แรก (ยกเว้นไทเกอร์ วูดส์) พวกเขาลองหลายอย่าง ทำให้ได้สกิลอื่นๆติดตัวมาด้วย สะสม Small Win จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองเพื่อนำไปสู่ Big Win


– ลองทำนิสัยเล็กๆที่เปลี่ยนชีวิต เช่น นั่งสมาธิสั้นๆ ดื่มน้ำทุกชั่วโมง เปิดประตูให้คนอื่น ทำตัวให้แก่ช้าลง Young at Heart โดยการกินอาหารสุขภาพดี ปล่อยให้หิวบ้าง อยู่กับคนต่างวัยบ้าง ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบ้าง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ดื่มด่ำแต่พอดี (ไม่หักโหม) อยู่คนเดียวบ้าง ลองของใหม่ๆ ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง มีความสุขกับเรื่องเล็กๆรอบตัวทุกวัน


-เราไม่สามารถหยุดอายุได้ แต่เราเลือกที่จะไม่แก่ได้


-และในการที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การอ่านหนังสือ หา Input ดีๆเข้าตัว เป็นตัวช่วยที่ดี เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกินไปและโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานแบบเดิมๆ


Wake Up Call ตื่นเถอะ ตาสว่างเสียที
ช่วงนี้จะสะท้อนให้เราเห็นว่า ที่ผ่านมาเราทำทุกอย่างเพื่อตัวเองมาโดยตลอด ถึงเวลาที่ต้องปรับความคิดอะไรบางอย่างของตัวเราเพื่อให้สังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันดีขึ้นไปด้วย เปรียบเสมือนช่วงค่ำ ก่อนนอนของเรา ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ตื่นมาเจอวันพรุ่งนี้อีกนานแค่ไหน แม้จะหลับตา แต่ใจตื่นอยู่เสมอ เมื่อใช้ชีวิตเรามาดีพอแล้ว ทำสิ่งดีๆเพื่อโลกเท่าที่ทำได้กันเถอะ


คล้ายๆจะบอกว่า ตื่นเถอะ ก่อนที่จะตายกันหมด เพราะ World Economic Forum ประมาณการว่าอีกไม่นาน งานเกินครึ่งบนโลกจะสามารถทำแทนโดยหุ่นยนต์


-งานหลายล้านตำแหน่งจะหายไป เพราะคนทำงานสู้หุ่นยนต์ไม่ได้ ค่าแรงแพงกว่า ต้องมีวันหยุดวันลา ฯลฯ ซึ่งงานเหล่านี้เป็นงานของผู้มีรายได้น้อย อายุน้อย ไม่มีทักษะมากนัก หากสังคมกำลังเดินบนเส้นทางนี้ และการ Reskill คนเหล่านี้เพื่อไปทำงานอื่นที่มีคุณค่าสูงกว่านี้ไม่ได้ ในที่สุดพวกเขาจะกลายเป็น Useless Class ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่รอระเบิดเวลา


-ซึ่งต้นทุนของความไม่รู้สูงจริงๆ และมันไม่ได้เกิดจากการไม่ขวยขวายหาความรู้ แต่เป็นเพราะโอกาสในการเข้าถึงความรู้ไม่เท่าเทียมกัน เป็นปัญหาควาเมหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกในสังคม


-คนในสังคมควรปรับ Mindset ประเภทที่ว่า คนจนเพราะขี้เกียจ เพราะอย่างที่บอกไปว่ามันเป็นเรื่องของการขาดโอกาส และความแตกต่างทางชนชั้นมากกว่า คนประสบความสำเร็จเพราะเก่ง ขยัน สร้างทุกอย่างด้วยสองมือตัวเอง ซึ่งบางส่วนก็มีจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันมีเรื่องของนามสกุล การศึกษา พื้นที่แถวอยู่อาศัย หรือดวง มาเกี่ยวข้องด้วย


การแก้โจทย์ยากๆ เช่นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ไปบริจาคเงินก็จบกัน แต่เป็นการสร้างความหวังและความมั่นใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้


-องค์กร NGO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า BRAC ได้ทำกระบวนการที่ใช้เวลากว่าสองปีในการนำพาชีวิตคนที่ มีสถานะ Ultra Poor คือยากจนสุดๆ ให้สามารถใช้ชีวืตด้วยตัวเองได้ โดยการให้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีพเพื่อจะได้ไม่อดตาย มอบสิ่งของที่เป็นสินทรัพย์ในการหาเงิน เช่นเครื่องมือ อุปกรณ์ทำปศุสัตว์ และสอนวิธีการหารายได้จากสินทรัพย์เหล่านั้น สอนวิธีการออมเงิน บริหารเงิน ทำงบรายรับจ่าย และลงทุน และสอนให้กลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง


สิ่งที่ดีที่พอจะทำได้ในช่วงรอยต่อวิกฤตและกำลังจะก้าวผ่านไปสู่อีกจุดหนึ่ง คือเราต้องมีความหวังต่อไป และพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง พยายามบาลานซ์สิ่งสำคัญของชีวิตให้ดี และทำให้ตัวเองมีคุณค่าในแบบที่เราพอใจ เคารพรักตัวเอง และเผื่อแผ่ไปให้คนรอบข้าง สังคมด้วย
ขอให้เอนจอยในทุกๆช่วงชีวิตนะ


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

102 อ่านแบบโทได

102


อ่านแบบโทได สุดยอดเคล็ดลับการอ่านที่ได้มากกว่าแค่ความรู้


โทได เป็นชื่อเล่นของมหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) ซึ่งมีภาพลักษณ์ว่านักศึกษาที่นี่มีไหวพริบ เรียนเก่ง ถ้าเป็นเกาหลีก็เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยโซล เป็นที่อเมริกาก็ Harvard Stanford MIT ข้ามไปอังกฤษก็ Oxford สรุปคือมหาลัยชั้นนำของประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเข้ายากสุดๆ


ผู้เขียน นิชิโอกะ อิสเซ เคยเป็นนักเรียนที่เรียนไม่เก่งตั้งแต่เด็ก คะแนนสอบได้แค่ผ่านเส้นยาแดง อยู่โรงเรียนไม่ได้มีชื่อเสียงมาก แต่นึกอยากสอบเข้าโทไดให้ได้ แม้จะสอบไม่ติดสองรอบ แม้ว่าจะพยายามตั้งใจอ่านหนังสือมากแล้วก็ตาม


แต่สิ่งจำเป็นสำหรับนักศึกษาโทได ไม่ใช่การเพิ่มความรู้ (แค่อ่านหนังสือ) แต่เป็นการฝึกทักษะการคิดและนำไปประยุกต์ใช้ (ไหวพริบ)


ข้อสอบเข้าโทได มักจะเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยมุมมองที่หลากหลาย เช่น นโยบาย XX นี้มีข้อดีดังนี้ แต่จงวิเคราะห์ว่ามีข้อเสียอะไรบ้าง เขียนลงบนกระดาษคำตอบ เป็นคำถามปลายเปิดที่ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆแล้วมันต้องใช้ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และตกผลึกออกมาเป็นมุมมองของเราเอง ซึ่งไม่ง่ายเลย เพราะงานเขียนเราจะโชว์ให้เห็นเลยว่าเรามีความรู้ตื้นลึกแค่ไหน คิดรอบด้านหรือไม่ มีอคติหรือเปล่า ฯลฯ


นักศึกษาโทได (และเจ้คิดว่านักศึกษามหาลัยชั้นนำทั่วโลกด้วย) ชอบการแสดงความเห็น แลกเปลี่ยนมุมมองและถกเถียงกันมาก พวกเขาไม่ได้สักแต่อ่านอย่างเดียว แต่ยังมีการส่งออกข้อมูล ทำให้ไม่ลืมเนื้อหา และสามารถเปลี่ยนข้อมูลเป็นความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้ แม้ว่าจะอ่านหนังสือเยอะ แต่ก็ไม่ลืมเนื้อหาสำคัญ ไม่ใช่เพราะมีความจำดีมาก แต่พวกเขารู้วิธีเปลี่ยนข้อมูลมาเป็นความรู้ทำให้เพิ่มพูนทักษะต่างๆให้ตัวเองได้อย่างเต็มที่


อิสเซ พอรู้แล้วว่าการสอบเข้าโทได ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือให้ได้เยอะๆ เท่านั้น เขาจึงปรับวิธีการอ่านหนังสือ โดยสังเกตจากนักศึกษาโทได ว่าคนเก่งๆเขามีวิธีอ่านอย่างไร และสามารถสรุปมาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้ มีหลายเทคนิค เช่น


1. ต้องอ่านเชิงรุก ตั้งสมมติฐาน ตั้งเป้าหมายว่าอยากได้อะไรจากเล่มนี้ จะทำให้มีแผนที่ในการอ่านอยู่ในมือ เพราะการอ่านหนังสือ แท้จริงแล้วเหมือนการเดินป่าที่เราไม่รู้ว่าทางออกอยู่ตรงไหน และสามารถทำได้ง่ายที่สุดคือการอ่านปก สายคาด หลังปก สารบัญ พลิกไปมาระหว่างเล่มจะทำให้เข้าใจได้คร่าวๆว่าหนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรกับเรา


2. อ่านแบบนักข่าว (อ่านพร้อมสัมภาษณ์) อ่านไปด้วย ตั้งคำถาม ข้อสงสัยไปด้วย จดโน๊ตไปด้วย


3. อ่านพร้อมกับตรวจสอบ ค้นคว้า ฝึกคิดด้วยตัวเอง จะช่วยเพิ่มทักษะการคิด ทำให้มีมุมมองที่หลากหลาย เราสามารถอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันพร้อมกันสองเล่ม เพื่อเลี่ยงอคติที่แฝงอยู่ของผู้เขียน การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่เผลอเป็นผู้อ่านเชิงรับ แถมวิธีนี้จะทำให้จำได้นานขึ้นด้วย


4. ยังมีเทคนิคอ่านแบบขนาน เพื่อหาจุดร่วมและจุดต่าง และอ่านแบบสลับ เพื่อหาต้นตอที่ทำให้ความคิดเห็นแตกต่างกัน หรือประเด็นที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง


5. เมื่ออ่านแล้ว ต้องสามารถสรุปสั้นได้ว่า เล่มนี้ผู้เขียนต้องการบอกอะไรเรา ถ้าทำไม่ได้แปลว่าอาจยังอ่านไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้


6. หนังสือเปรียบเสมือนปลา ที่มีก้างเป็นแกนหลักและเสริมด้วยตัวอย่างและเหตุผล เวลาอ่านจึงต้องแยกก้างออกจากเนื้อให้ได้ ก็จะทำให้เข้าใจประเด็นสำคัญของหนังสือ


7. เมื่ออ่านจบแต่ละบท ทำสรุปสั้นๆไว้ไม่เกิน 140 ตัวอักษร หรือประมาณโพสในทวิตเตอร์ เพราะเมื่อผ่านไป 1 วันคนเราจะลืมข้อมูลกว่า 70% แต่ถ้าเรามีสรุปก็สามารถแวะมาทบทวนได้อย่างรวดเร็วและจำข้อมูลได้


8. ไม่แนะนำให้อ่านเล่มเดิมด้วยเป้าหมายเดิม ลองอ่านหนังสือเล่มเดิม ด้วยเป้าหมายใหม่ ทำแบบนี้จะช่วยให้เห็นแง่มุมต่างๆเพิ่มด้วย เช่น อ่านเล่มนี้ด้วยเป้าหมายที่ว่าอยากเข้าใจว่าการอ่านแบบโทไดคืออะไร ถ้าจะอ่านรอบสอง ก็อาจตั้งเป้าหมายว่า อยากเอาการอ่านแบบโทไดไปใช้ได้จริง ตอนอ่านอีกครั้ง วิธีการอ่านของเราก็จะเปลี่ยนไป


9. การอ่านเหมือนการฟังผู้เขียนพูดอยู่ฝ่ายเดียว แต่ถ้าอยากเอาเนื้อหาจากหนังสือมาใช้ได้ เราควรพูดคุยกับหนังสือด้วย (การสรุป เขียนโน๊ต จัดระเบียบข้อมูล เล่าให้คนอื่นฟัง ฯลฯ เหล่านี้ถือเป็นการพูดคุยกับหนังสือ แม้มันไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่ก็สามารถตอบคำถามให้เราได้)


อิสเซ มีวิธีเลือกหนังสือที่น่าสนใจเลยทีเดียว เขาแนะนำให้เลือกหนังสือที่จำเป็นกับเราในตอนนี้


– เลือกหนังสือขายดี แม้ว่าบางดีอาจไม่ใช่หนังสือดีก็ตาม แต่เพราะหนังสือเหล่านี้มักทำให้เกิดการถกเถียงเยอะ และยังเป็นป้ายบอกทางให้นำไปสู่เล่มถัดไป หรืออีกวิธี เราอาจขอคำแนะนำให้คนรู้จักที่น่าเชื่อถือช่วยเลือกหนังสือให้


– เลือกหนังสือขึ้นหิ้ง ที่ผ่านไปกี่ปีก็ยังมีคนพูดถึงและแนะนำเสมอ เพราะเนื้อหาของหนังสือขึ้นหิ้งคือพื้นฐานของความคิดในปัจจุบัน (ยกตัวอย่างเช่น 1984, Animal Farm ของ George Orwell หรือ How to win friends and influence people ของ Dale Carnegie ) แม้ผ่านมานาน เนื้อหายังคงคลาสสิก และยังใช้ได้จนถึงปัจจุบัน


– เลือกหนังสือที่ให้ความรู้เชิงลึกและกว้าง จะดีกว่าแบบรู้ตื้นและแคบ


– เลือกหนังสือที่ไม่คิดอยากลองอ่าน เพื่อเพิ่มความรู้ด้านอื่นๆที่เราขาดไป โดยจับคู่เอาจากรายการดังนี้
อดีต – อนาคต

สังคม – วิทยาศาสตร์

Fiction – Non-Fiction

ในประเทศ – ต่างประเทศ

หนังสือที่ผู้ชายส่วนใหญ่อ่าน – หนังสือที่ผู้หญิงส่วนใหญ่อ่าน

บทความ – บทวิจารณ์


เลือกมาจับลงกราฟแนวนอน แนวตั้ง แล้วเขียนชื่อหนังสือที่อ่านจบลงไป ก็จะรู้ว่าเราไม่ชอบอ่านแนวไหน ก็ลองเปิดใจอ่านดู อาจจะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆที่ไม่คาดคิดมาก่อน


ซึ่งเจ้เห็นด้วย เมื่อก่อนไม่ชอบอ่านแนวอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญเลย จะขอผ่านตลอด แต่ย้ายมาอยู่กับพี่พีทแล้วเห็นหนังสือแนวนี้ ก็เลยลองอ่านดู กลับชอบซะงั้น ปีที่แล้วได้อ่านประวัติของ Vincent Van Gogh ศิลปินชาวดัตช์ และ Pual Gauguin ศิลปินชาวฝรั่งเศส แล้วชอบมาก ถึงขึ้นตีตั๋วไปเดินดูงานนิทรรศการศิลปะ ทั้งๆที่ปกติไม่ได้มีความรู้ด้านศิลปะมาก่อน

แต่พอได้เดินดูที่งานแล้ว มันอิ่มเอมใจ และรู้สึกว่าใกล้ชิดกับศิลปินเหล่านั้นไปอีกขั้น ทำให้ได้อรรถรสในการเสพงานศิลป์เพิ่มมากกว่าการไม่รู้เรื่องอะไรแล้วไปเดินดูมากๆ


ใดๆ แล้ว แม้ว่าหนังสือจะอัดแน่นไปด้วยเทคนิคการอ่านมากมาย แต่ส่วนบทส่งท้ายของหนังสือกลับเป็นส่วนที่ประทับใจมากที่สุด คือเรื่องเกี่ยวกับ คำถามว่า


คุณเคยเจอ “หนังสือแห่งโชคชะตา” ที่เปลี่ยนชีวิตคุณหรือเปล่า


น่าแปลกที่หนังสือแห่งโชคชะตาของแต่ละคน แทบไม่ซ้ำกันเลย ประโยคหนึ่งในหนังสืออาจโดนใจใครหลายคน และข้อความที่ไม่ได้มีอะไรมากนักอาจทำให้ชีวิตบางคนเปลี่ยนไปตลอดกาล

ดังนั้นอิสเซจึงบอกว่า หนังสือจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับผู้อ่าน บางคนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับคนอื่น ได้เรียนรู้ 10 เรื่อง แต่กับบางคนอาจไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ทั้งที่อ่านเล่มเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันมากขนาดนี้


หนังสือที่ดีสำหรับเรา อาจเป็นเพราะมันมาถูกจังหวะช่วงชีวิตตอนที่ได้อ่านพอดี


สำหรับเจ้ ถ้าถามว่าเจอหนังสือแห่งโชคชะตาหรือยัง ขอตอบว่า สำหรับปีนี้ 2021 เจอแล้ว 2-3 เล่ม ที่ทำให้ลุกขึ้นมาทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายอย่าง ทั้งทำ Output การอ่านหนังสือลงเพจนี้ ทำเวปไซต์ fromyoursis เขียน BUJO ในสมุด เรียนออนไลน์ ฯลฯ


หนังสือที่ว่าก็คือ Atomic Habits, The Power of Output, The Bullet Journal Method ซึ่งทั้งสามเล่มนี้ได้เขียนถึงในเพจนี้แล้ว และหวังไว้มากๆว่าจะได้เจออีกหลายๆเล่มในปีต่อๆไป


แล้วน้องๆล่ะ เจอ “หนังสือแห่งโชคชะตา” แล้วหรือยัง ถ้ายังก็ลองนำเทคนิคอ่านแบบโทไดไปใช้ดู อาจจะได้เจอเข้าสักวัน


ด้วยรักจากเจ้

#fromyoursis

101 THE POWER OF INPUT

101

THE POWER OF INPUT How to maximize learning ศิลปะของเลือก+รับ*รู้


เป็นอีกเล่มโปรดที่ชอบมากของปีนี้ สำหรับ The Power of Input ซึ่งเป็นภาคต่อจาก The Power of Output โดยจิตแพทย์ ชิออน คาบาซาวะ คนเขียนคนเดียวกัน ซึ่งเจ้เคยเขียนถึงไว้ตอนเริ่มทำเพจนี้แรกๆเลย


คุณหมอคาบาซาวะเป็นอีกหนึ่งนักเขียนอีกคนที่พอเห็นผลงานปุ๊บ ก็หยิบใส่ตะกร้าโดยไม่ลังเล ด้วยความที่ชอบ OUTPUT ตั้งแต่รูปเล่ม สารบัญ และสไตล์การเขียนของคุณหมอ ที่กลั่นจากประสบการณ์จริง ใช้กับตัวเองจริงๆ มีการใช้สีไฮไลท์ข้อความสำคัญๆ มีกราฟ อินโฟกราฟฟิก อธิบายตลอดเล่ม แถมแต่ละบทยังมีการ์ตูนสรุปเนื้อหาตอนท้ายไว้ทวนความจำอีก ออกแบบและวางแผนการทำหนังสือมาดีมาก


เล่มนี้เหมือนเหรียญคนละด้านกับ The Power of Output ถ้า OUTPUT (พูด เขียน ปฏิบัติ) เป็นหยาง เล่มนี้ INPUT (อ่าน ฟัง ดู เรียนรู้) ก็เปรียบเหมือนหยิน ทั้งสองเล่มเหมือนเนื้อคู่ที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผลิตผลที่ออกมามันก็จะไม่มีประสิทธิภาพ


ถามว่า ทำไมต้องพยายามเรียนรู้เรื่อง INPUT ด้วย การอ่าน ดู ฟัง มันก็คือการเรียนรู้ ก็ย่อมดีกับสมองเราอยู่แล้วนิ แต่อย่าลืมว่า โลกยุคนี้ เต็มไปด้วยพายุข้อมูลที่พร้อมจะถาโถมหาเราในแต่ละวัน ทั้งจากทีวี ข่าว เฟสบุ๊ค โซเชียลมีเดียต่างๆ เราอาจคิดว่า ถ้าเราใช้เวลาไถฟีดเฟสบุ๊ค ก็เหมือนได้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ตกข่าวแล้ว ซึ่งจริงๆแล้ว เราอาจจะคิดผิด



Input คือการบันทึกข้อมูล ถ้าเราใส่ข้อมูลลงสมอง แต่ไม่เก็บเอาไว้ ไม่ถือว่าเป็นการบันทึก (INPUT) มันจะเป็นแค่การปล่อยข้อมูลผ่านเข้ามาและออกไป เหมือนน้ำที่ไหลผ่านตะแกรง

ดังนั้นถ้าถามว่า เมื่อวานที่ไถฟีดเฟสบุ๊ค เจอข่าวอะไรบ้าง ส่วนใหญ่เราจะนึกกันไม่ค่อยออก หรืออย่างมากก็นึกออกไม่กี่เรื่อง ทั้งๆที่เราใช้เวลาอยู่กับมือถือหลายชั่วโมงต่อวัน


INPUT ที่ถูกต้องคือ ใส่ข้อมูล (IN) เข้าไป และวาง (PUT) ไว้ในสมอง


ด้วยปริมาณข้อมูลที่มหาศาลในแต่ละวัน เราจึงต้องมีวิธีในการจัดการกับ INPUT เลือกรับข้อมูล หากเราต้องการพัฒนาตนเองแล้ว อัตราส่วนที่คุณหมอแนะนำคือ สัดส่วน INPUT ต่อ OUTPUT เป็น 3 : 7 ซึ่งถ้าทำสลับกันไปเรื่อยๆ พร้อมกับได้รับ Feedback เพื่อปรับปรุงอยู่เสมอ เราจะเข้าสู่ “บันไดวนแห่งการพัฒนา”


แต่ต่อให้เราทำ OUTPUT เยอะแค่ไหน แต่ถ้า INPUT เราไม่แข็งแรง เราก็จะได้ OUTPUT ที่ไม่แข็งแรงเช่นเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่คุณหมอตั้งใจเขียนเทคนิคส่วนตัวในการเลือกรับรู้ข้อมูลขึ้นมา
ซึ่งกฎพื้นฐานของ INPUT คือ คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ อ่านหนังสือแบบโฮมรันไม่กี่เล่ม (อ่านแล้วค้นพบอะไรใหม่ๆ มีประโยชน์) ย่อมดีกว่าการอ่านแบบสไตรก์ (หนังสือไม่มีสาระให้เรียนรู้)

หลายๆเล่ม การผลิต OUTPUT ที่ดีจึงต้องเริ่มจาก INPUT ทีมีคุณภาพก่อน แล้วปริมาณจะตามมาเอง


กำหนดเป้าหมายการทำ INPUT ก่อน ถ้าอ่าน ฟัง ดู ไปงั้นๆ มันคือ INPUT ปลอม มันคือการฆ่าเวลา ไม่ใช่การทำ INPUT ทางออกคือ อาจจะกำหนด OUTPUT ล่วงหน้า เช่น จะเขียนรีวิว หรือ จะคุย / สอน คนอื่นต่อ


และเลือกเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ต้องรู้จักทิ้งข้อมูลบางอย่างไว้บ้าง เพราะพื้นที่สมองมีจำกัด เราอาจจะตั้งเสาอากาศความชอบและความสนใจเพื่อเลือกรับข้อมูลเหล่านี้

ซึ่งการทำ INPUT มีหลายแบบ


READ – อ่านให้จำได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
ซึ่งการอ่านคือก้าวแรกของการเรียนรู้ ก่อนอ่านถ้าตั้งOUTPUT ไว้จะทำให้ INPUT ดีขึ้นมาก อ่านได้น้อยเล่มกว่าแต่ทำ OUTPUT คู่ไปด้วยย่อมดีกว่า หรือให้คิดว่าอ่านแล้วต้องรีวิวหรืออธิบายให้คนอื่นฟังจะทำให้ตั้งใจมากขึ้น


อ่านแบบข้ามไปข้ามมาเพื่อจับประเด็นภาพรวม พยายามอ่านหนังสือโฮมรัน (หนังสือในกระแสที่คนพูดถึงเยอะ หรือหนังสือแนะนำที่ร้านก็เป็นตัวเลือกที่ดี)


การอ่านนอกจากจะช่วยให้เรียนรู้และพัฒนาตนเองแล้วยังช่วยแก้ปัญหาได้ด้วย เช่น สมมติว่าเดิมปัญหามี -100 พออ่านหนังสือ อาจจะเหลือ -70 ซึ่งก็ย่อมดีกว่าไม่อ่านแล้วปัญหาก็คงอยู่เท่าเดิม
ว่ากันว่า 95% ของปัญหาบนโลกนี้แก้ได้ด้วยการอ่านหนังสือ


LISTEN– ฟังเพื่อเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
คุณหมอแนะนำให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ด้วยการเลือกที่นั่งหน้าสุด เพราะคนนั่งหน้าอาจจะโดนเรียกถาม จึงตื่นตัวและตั้งใจมากกว่าคนนั่งหลังที่สามารถแอบงีบแอบเล่นมือถือได้
ก่อนเริ่มให้เขียนเป้าหมายไว้ว่าอยากได้อะไร เมื่อได้ยินเรื่องนั้นๆจะยิ่งรับข้อมูลได้ดี เวลาฟังให้เงยหน้า และจดเพราะประเด็นสำคัญ (ฟัง 7 : จด 3) และถ้ามีคำถามให้จดไว้ด้วย


พยายามใช้เวลาว่างฟังเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เช่นฟัง Podcast หรือ Audio Book (หนังสือเสียง) ตอนขับรถกลับบ้าน


WATCH – ดูสิ่งต่างๆให้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาตนเอง ฝึกเป็นคนสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดูความเปลี่ยนแปลงของคนใกล้ตัว จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดีขึ้น การสังเกตพร้อมกับถามคำถามจะช่วยให้เปิดโลกให้กว้างขึ้น มันอาจนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ที่มีความเชื่อมโยงกัน
ลองอ่านใจ อ่านสีหน้าคนอื่น เดินเล่นในเมือง ดูหนัง ดูงานศิลปะ ฯลฯ ช่วยให้เราฝึกเป็นคนช่างสังเกตได้

และการทำ INPUT ดูซ้ำ 3 ครั้งในสองสัปดาห์จะทำให้เราจำเรื่องนั้นๆได้
ส่วนเวลาพัก ต้องเคารพการไม่ดู เพื่อพักสายตาจริงๆ ไม่ใช่พักทานข้าวไปดูมือถือไป


INTERNET – ใช้อินเตอร์เน็ตให้น้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด
สิ่งที่ได้จากอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่คือข้อมูล ส่วนสิ่งที่ได้จากหนังสือหรือบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ จำไว้ว่าข้อมูลอ่านฟรีในอินเตอร์เน็ตมีทั้งเพชรและกรวดปนกัน ต้องแยกให้ออก ดังนั้นติดตาม ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ (Curator) ที่เชื่อถือได้เพื่อรับข้อมูลย่อมดีกว่าหว่านแหอ่านไปทั่ว

ฝึกใช้อีเมล์ให้เป็นแยกโฟลเดอร์ ไม่อ่านเมล์ขยะ เช็คเมล์เป็นเวลา

ฝึกใช้เทคนิคค้นหา ช่วยประหยัดเวลาไปมาก

สร้างคลังข้อมูลเก็บไว้ของตัวเอง เซฟเก็บเป็น รูป PDF หรือคลิป ใส่ Folder วันหลังกลับมาค้นก็ง่าย


LEARN – วิธีเรียนที่ดีที่สุดช่วยดึงศักยภาพในทุกด้านออกมา
พบปะผู้คน หากเรามีเวลาพอจะพบคน 100 คน คนละ 1 ครั้ง สู้พบคนที่น่าสนใจ 10 คน คนละ 10 ครั้งจะดีกว่า


หรือจะเป็นการเข้าร่วมชุมชน คุณหมอแนะนำว่าเราควรออกจาก comfort zone ไปเจอคนแปลกหน้าใหม่ๆบ้าง และการเข้าร่วมชุมชนมีโอกาสสูงที่จะได้เจอคนที่เข้ากับเราได้


ยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถเรียนตัวต่อตัว เรียนจาก Mentor ผู้รู้ ความเจ็บป่วย ประวัติศาสตร์ สอบวัดระดับ สอบวัดคุณวุฒิ เรียนภาษาใหม่ เรียนปริญญาโท/เอก เดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ สังสรรค์ กินของอร่อย เรียนทำอาหาร (ฝึกสมอง ฝึกการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน)


หรือเรียนจากสันทนาการ เช่น Netflix TV Youtube Game มือถือ แต่ต้องเรียนแบบที่เราเป็นผู้กระทำ (จดจ่อ ตั้งเป้าหมาย เข้าสู่ภาวะลื่นไหลได้ง่าย กิจกรรมที่ลงทุนให้ตัวเอง) ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ (ไม่จดจ่อ ทำลายสมาธิ ไม่นำไปสู่การพัฒนา เป็นแค่กิจกรรมฆ่าเวลา)


ADVACNED – การเพิ่มขีดความสามารถในการ INPUT
พยายามทำ OUTPUT หลัง INPUT ทันทีเพราะสดใหม่ที่สุด เช่นเขียนรีวิวหนังที่เพิ่งดู หนังสือที่เพิ่งอ่านจบ สรุปใจความหลังจากประชุม ฯลฯ ลองเปลี่ยนสถานที่ทำ INPUT ไปเรื่อยๆ หาสาถานที่ๆทำให้เราตั้งสมาธิได้หลายๆแห่ง


เทคนิคที่ว้าวประทับใจมากคือ การสร้างห้องสมุดสำหรับใส่ข้อมูลในสมอง โดยใช้ Mandala Chart ซึ่งจะสามารถแบ่งแยกได้ 8 หัวข้อใหญ่และ 64 หัวข้อย่อย เอามาพล็อตลงตารางที่ 9 ช่องแบบ 3 X 3 เวลาต้องการใช้งานก็จะนึกออกได้รวดเร็วเพราะมีผังห้องสมุดข้อมูลอยู่ในหัว


ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าโลภที่จะเรียนรู้มากไป เพราะสมองจัดการข้อมูลได้คราวละ 3 เรื่อง ให้ใช้กฎ 3+3 คือ ค้นพบ 3 เรื่อง เขียน To Do 3 เรื่อง นำไปปฏิบัติ คุณหมอยังบอกอีกว่า 15 นาทีก่อนนอนคือเวลาทองของความจำ อยากจำอะไร ทำตอนนี้แล้วเข้านอนเลยจะจำได้ดีกว่า


นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาความสามารถในการจดจำโดยการออกกำลังกาย จะแบ่งย่อยยังไงก็ได้ ให้สัปดาห์นึงรวมๆแล้วได้ออกกำลังมากกว่า 2 ชั่วโมง


จิตใจและสมองเราถูกสร้างจาก INPUT เมื่อ 10 ปีก่อน ดังนั้น จงทำ INPUT ที่จำเป็นเพื่อ ตัวเราที่อยากเป็น ในอีก 10 ปีข้างหน้า


เมื่ออ่านครบทั้ง OUTPUT & INPUT เจ้ยกให้ทั้งสองเล่มเป็นสารานุกรมของการพัฒนาตัวเอง เทคนิคเป็นร้อยๆที่คุณหมอสั่งสมจากประสบการณ์ในอดีตเป็นสิบๆปี เขียนเป็นหนังสือออกมา เอาไปใช้ได้จริงแทบทั้งสิ้น


ไม่บ่อยนักที่จะเจอมนุษย์ที่มีความ Productive โหดๆ มาแบ่งปันเคล็ดลับหมดเปลือกขนาดนี้ ถ้ามีเวลา ไม่อยากให้พลาดเล่มนี้เลย


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

100 Creative Blindness ภาวะสมองบอด (พร้อมวิธีรักษา)

100


Creative Blindness ภาวะสมองบอด (พร้อมวิธีรักษา)


เล่มนี้ซื้อเพราะปราดตาไปเห็นชื่อคนเขียน Dave Trott ผู้เคยฝากงานเขียนเล่มที่เจ้ชอบมาแล้วใน One Plus One Equals Three จึงไม่ลังเลหยิบติดมือมาด้วย และเป็นอีกครั้งที่ไม่ผิดหวังเลยจริงๆกับงานเขียนสุดจะครีเอทีฟของนักคิดและนักโฆษณามือดีในระดับตำนานคนนี้


การเขียนของ Dave Trott เป็นสไตล์เฉพาะตัว ทรงพลัง กระชับ เนื้อเน้นๆ ไม่เยิ่นเย้อ อ่านไปก็ว้าวไป ช่างสรรหาเรื่องที่มีมุมมองแปลกๆมาเล่าได้เก่งจริงๆ เล่มนี้พาเราไปรู้จักความคิดสร้างสรรค์ซึ่งแท้จริงแล้วคือสิ่งที่มีชีวิตชีวาที่เกิดขึ้นได้รอบตัวเราอยู่ทุกวัน


เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าความคิดสร้างสรรค์นับเป็นแต้มต่อที่เหนือชั้นที่สุดที่จะหยิบเอามาใช้เพื่อเอาชนะคู่แข่งได้อย่างใสสะอาด ถ้าเราไม่มีแต้มต่อ ก็ต้องเอาความคิดสร้างสรรค์เข้าสู้
ในเล่มแบ่งออกเป็น 7 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. ความคิดสร้างสรรค์ในจุดที่คาดไม่ถึง

2. การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

3. ผลลัพธ์ของการคิดอย่างสร้างสรรค์

4. ความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้ได้จริง

5. เรื่องเหลือเชื่อของความคิดสร้างสรรค์

6. ภาพลวงตาของการสร้างสรรค์

7. การคิดสร้างสรรค์ในชีวิตจริง


โดยแต่ละส่วนจะมีบทย่อยๆ ตั้งแต่ 9-14 บทแทรกอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นอ่านจบใน 3 หน้า ไม่ต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้อ่านจบได้สบายๆ ในเวลารวดเร็ว นี่เป็นการเขียนที่ฉลาดมาก ทำให้สมองคนอ่านไม่ล้าจนเกินไป

แต่สาระความรูยังจัดเต็มอัดแน่นไปด้วยความว้าวของเรื่องราวที่สรรหามาเล่า

ตัวอย่างเช่น วิธีเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐหันมาสนใจหลุม บ่อ ตามถนนที่ร้องเรียนไปเท่าไหร่ ไม่มีเจ้าหน้าที่มาจัดการเสียที จึงลองหาทางออกโดยให้คนไปพ่นกราฟฟิตี้เป็นรูปอวัยวะเพศชายบนหลุมบ่อเหล่านั้น ไม่นานหน่วยงานรัฐก็จัดการซ่อมแซมให้เสร็จสรรพ เพราะรัฐยอมให้มีอุบัติเหตุได้ แต่ไม่ยอมให้มีรูปกราฟฟิตี้น่าเกลียดเต็มเมือง


ก็เหมือนกับโฆษณาธรรมดาๆที่ไม่สร้างอิมแพคอะไร คนก็ไม่จดจำ แต่ถ้าโดดเด่นขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือไม่ดี ย่อมได้รับความสนใจ เหมือนล้อจักรยานที่กว่าจะถูกหยอดน้ำมัน ต้องรอให้มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดก่อน


ยังมีอีกหลายสิบเรื่องที่จุดประกายความปิ๊งแว้บ ว่าจริงด้วย ทำไมฉลาดแบบนี้นะ นึกไม่ถึงเลย คุ้มค่าจริงๆที่ได้เสียเวลาอ่าน


Dave Trott ทำให้เข้าใจว่า เราไม่จำเป็นต้องทำงานในแวดวงโฆษณาเพื่อที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ บางครั้งเรื่องเหล่านี้เกิดจากการพลิกมุมมองของคนธรรมดาๆทั่วไปนั่นแหละ


ความคิดสร้างสรรค์จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอย่างที่หลายคนในวงการครีเอทีฟ โฆษณาพยายามจะทำให้ดูเป็นเช่นนั้น


การคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่การพัฒนาทางออกที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น แต่เป็นการพิจารณาสิ่งที่มีอยู่และมองหาแง่มุมที่คนอื่นมองข้าม ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ เราก้ต้องรู้จักโยนแนวคิดเดิมๆทิ้งไปบ้าง ถึงจะเริ่มเห็นทางออกใหม่ๆ ดังที่ เดวิด โอกิลวี่บอกไว้ว่า กลยุทธ์ที่ดีเกิดจากการตัดใจโยนบางสิ่งทิ้งไป


น่าเสียดายที่หลายคนคิดว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความฉลาดคือความซับซ้อน แต่คนที่ปราดเปรื่องรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นคือความเรียบง่าย เพราะความเรียบง่ายมันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราก้ามข้ามผ่านความซับซ้อนไปได้



ถ้าตอนทำงาน ได้เจอคนเก่งๆ นับว่าเป็นโชคดี เพราะเราจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพวกเขา แต่ถ้าไม่เจอ ก็ไม่ต้องคิดน้อยใจไป หาเอาจากการอ่านหนังสือนี่แหละ อย่างเล่มนี้อ่านแล้วเหมือนได้เรียนรู้วิธีคิดของนักโฆษณามือฉมังหาตัวจับได้ยาก มันพอจะช่วยเปิดโลก เปิดกรอบความคิดสร้างสรรค์ให้เราได้บ้างอยู่


อย่ามัวแต่รอคอยให้คนอื่นช่วยเรา แต่จงพึ่งพิงตัวเองเพื่อตัวเองให้มากที่สุดก่อนจะไปขอร้องคนอื่น ลองเค้นความคิดสร้างสรรค์ เปิดตา เปิดใจ เปิดสมองของเราด้วยตัวเอง สู้ให้สุดตัวดูก่อน ด้วยภาวะคับขัน มักจะเค้นให้เราคิดไอเดียอะไรดีๆได้บ่อยๆ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

099 Wabi Sabi แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต

099


WabiSabi วะบิซะบิ แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต


หนังสือขนาดกะทัดรัด สูงเท่าโทรศัพท์มือถือ แม้จะหนาถึง 432 หน้า แต่ก็กระชับมือพกติดตัวไว้อ่านนอกบ้านสะดวกดี รูปเล่มปกสวย เรียบง่าย และ ธรรมดา สะท้อนปรัชญาวะบิ ซะบิ ได้อย่างดี
เล่มนี้เพื่อนรักเจ้ที่มหาลัย “แพท” ส่งมาให้อ่าน เพราะว่าอินในความเป็นวะบิ ซะบิ จึงพบว่าคนให้ช่างเป็นคนที่มีรสนิยมในการใช้ชีวิตดีจริงๆ


ระยะหลังมานี้ เจ้เห็นมีหนังสือแนวปรัชญาการใช้ชีวิตจากหลากหลายประเทศตามแผงหนังสือ เช่น

ซิสุ (ฟินแลนด์) ใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยเราอาจต้องปรับวิถีชีวิตของเราบ้างเพื่อท้าทายซิสุ เช่น ลุกไปออกกำลังกาย อดใจไม่กินของหวานๆที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เป็นต้น


ฮุกกะ (เดนมาร์ก) การเลือกที่จะอยู่ดีมีสุข เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมได้ จึงต้องสร้างบรรยากาศและทำสิ่งที่ชอบด้วยตัวเอง ให้ความสำคัญกับความสุขชั่วขณะที่เป็นอยู่


ลากอม (สวีเดน) ความพอดีในการใช้ชีวิต ไม่มากไป ไม่น้อยเกินไป


อิคิไก (ญี่ปุ่น) ความสุขในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่เราต้องหาให้เจอเอง จากส่วนผสมสี่อย่าง คือ สิ่งที่รัก สิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งที่สร้างรายได้ ถ้าหาเจอ เราก็จะพบความหมายของการมีชีวิตอยู่ ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร


และเล่มนี้ วะบิ ซะบิ (ญี่ปุ่น) ที่เจ้อ่าน เป็นเวอร์ชั่นเขียนโดย Beth Kempton เบท เคมป์ตัน ชาวอังกฤษที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นกว่า 20 ปี หลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จึงได้ศึกษาเรื่องนี้จนมีความเข้าใจความเป็นญี่ปุ่นอย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งชนิดหาตัวจับได้ยาก



วะบิ ซะบิเป็นปรัชญาเก่าแก่ที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมายาวนาน อ่านจบก็ยังนิยามความหมายของวะบิ ซะบิ ออกมาแบบชัดๆไม่ได้เสียทีเดียว

รู้แต่ว่า วะบิ ที่เกี่ยวกับความงามในความเรียบง่าย กับ ซะบิ ที่เกี่ยวกับ กาลเวลาที่ล่วงเลยไป ทำให้ทั้งเติบโตขึ้น หรือเสื่อมสลายลงไป


พอมารวมกันเลยให้ความหมายประมาณว่า การยอมรับและชื่นชมต่อธรรมชาติสรรพสิ่งที่ล้วนไม่เที่ยง ไม่สมบูรณ์ ไม่เสร็จสิ้น

ซึ่งใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องงาน


มันคือการสูดหายใจลึกๆ แล้วผ่อนออกมา เป็นความรู้สึกชั่วขณะที่เรายินดีอย่างแท้จริง วะบิ ซะบิ จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากการตั้งมั่นในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ใช้เวลาในการใส่ใจ และอิ่มเอมไปกับมัน

ซึ่งภูมิปัญญาเก่าแก่โบราณอย่างวะบิ ซะบิ เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของเราทุกคนในปัจจุบัน ไม่ว่าชีวิตจะยุ่งเหยิงหรือว่างเปล่าแค่ไหน แต่ถ้าเข้าใจวะบิ ซะบิ เราก็จะอยู่อย่างมีความสุขได้


ฤดูกาลที่ผ่านไปเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราไม่ต้องโหมทำงานตลอดเวลา ทุกการผลักย่อมมีการดึงกลับมา มีขยายก็มีหด ทุ่มเทได้ก็ต้องมีเวลาพักผ่อนด้วย เมื่อมีเวลาสร้างสรรค์ผลงาน ก็ต้องมีเวลาแสวงหาแรงบันดาลใจ ได้ยินเสียงอึกทึกก็จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงความเงียบสงบเมื่อมันเงียบลง มีขึ้นก็มีลงเสมอ เมื่อย่ำแย่ก็แค่ชั่วขณะ เมื่อผิดพลาดก็เรียนรู้ที่จะแก้ไข


เราแค่ต้องผ่อนคลายกับความไม่เที่ยงและปรับตัวให้เข้ากับจังหวะตามธรรมชาติเท่านั้นเอง
วะบิ ซะบิ ไม่ได้เป็นปรัชญาแนว Loser ที่ปล่อยวางกับชีวิตที่ล้มเหลว แต่ให้มองว่าความล้มเหลวทำให้เราอดทนมากขึ้น และถ้าจะล้มก็ให้ล้มไปข้างหน้า แบบมีพัฒนาการ ไม่ใช่ล้มแบบตกลงมา

เมื่อเลิกพยายามจะสมบูรณ์แบบ เราก็จะไม่มองความล้มเหลวว่าเป็นความล้มเหลวอีกต่อไป มันก็แค่จังหวะหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้นเอง


ถ้าเราเข้าใจว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ จะทำให้เรามองคนอื่น คนรอบข้างด้วยหัวใจเดียวกัน ไม่ตัดสินพวกเขาด้วยความคิดของเราเอง หากใครทำอะไรขัดใจก็แค่ปล่อยวาง ยอมรับสิ่งที่เขาเป็นและเตือนใจว่ายังมีเรื่องอื่นสำคัญกว่า ใส่ใจกับความคิดคนอื่นให้น้อยลง และกำหนดย่างก้าวของเราเอง

เป็นการมอบความกรุณาในการประคับประคองความสัมพันธ์ และเมื่อมีความกรุณาในใจ ก็จะช่วยให้ประสบการณ์ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีขึ้น
รวมไปถึงการสื่อสารก็ดีขึ้นด้วย เพราะหลักของวะบิ ซะบิ คือเราสื่อสารความรู้สึก แต่ไม่ตอกย้ำความรู้สึก เราอธิบายความเครียด ความกังวล ความประหม่า ของเราได้โดยที่ไม่ต้องตะคอก โวยวาย ขึ้นเสียงใส่คนฟัง



เรายังอยู่ในวัยที่คนในวัยเดียวกันมีแต่ความเร่งรีบและสายตาที่มองหาอนาคต หรือไม่ก็จับจ้องที่หน้าจอมือถือ หรือกำลังหมกมุ่นกับชีวิตคนอื่น ถ้าเราไม่ดึงตัวเองกลับมา เราจะพลาดโอกาสที่จะหยุดและเก็บชั่วขณะอันงดงาม พลาดที่จะเจอกับวะบิ ซะบิของเราไป
ในฐานะที่ยังอยู่ในวัยทำงาน เจ้ชอบ วะบิ ซะบิ ในด้านการงานเอามากๆ เพราะสะดุดใจกับคำถามสำคัญที่ว่า


“ถ้ายกเรื่องอาชีพออกไปจากตัวคุณ เราจะพบอะไรได้อีก”


มันกระตุกต่อมความสงสัยให้ตื่นรู้ว่า จริงด้วย ถ้าไม่มีงาน เราจะเป็นอะไรได้บ้างนะ หรือเราไม่ได้เป็นอะไรเลย … ถ้านึกไม่ออกเลย คงต้องหาเวลาให้เรื่องอื่นๆนอกเหนือจากงานบ้างแล้วแหละ


จำไว้ว่า ชุดทักษะของเราอาจไม่ได้มีไว้เพื่อทำงานใดงานหนึ่งตลอดไป เพราะอาชีพใดๆก็อาจไม่จีรังยั่งยืน ทุกอาชีพก็มีเวลาของมัน อีกหน่อยอาจต้องเปิดทางให้อาชีพใหม่ๆ เพราะคนเราในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีความต้องการที่ต่างกันออกไป เมื่อคิดแบบนี้ได้ เราก็จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า


ลองเก็บไปคิดดูเล่นๆว่า ถ้าอายุสัก 60-70 ปี เรายังอยากทำงานที่ทำอยู่ตอนนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ แล้วพอจะมีงานอะไรที่เหมาะกับชีวิตช่วงนั้นบ้าง



วะบิ ซะบิ สอนให้โอบกอดชีวิตที่สุกงอมไปตามวัฎจักรชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปไล่ล่าโกงอายุขัยที่ร่วงโรยไปตามธรรมชาติ ตระหนักรู้ว่าตัวเราไม่เที่ยง คนที่เรารัก และสรรพสิ่งในโลกก็เช่นกัน เพราะความจริงข้อนี้ทำให้ชีวิตที่มีเวลาเหลือเท่านี้จึงมีค่ายิ่งนัก


คำโปรยปกหลังเขียนไว้ว่า ถ้าไปถามคนญี่ปุ่น ว่าวะบิ ซะบิ คืออะไร แทบไม่มีใครตอบได้ตรงๆ บอกได้แค่ว่ามันลอยอยู่ในสายลม เร่าร้อนอยู่ในแสงแดด สดชื่นอยู่ในซากุระบาน และตรึงใจอยู่ในใบเมเปิ้ลเหี่ยวๆ


คำตอบช่างดูจับต้องไม่ได้ ซึ่งก็จริง เรื่องแบบนี้ต้องใช้ใจสัมผัสถึงจะรู้สึก


เจ้คิดว่า คำตอบเหล่านั้นมันเป็นคำเปรียบเปรย เพราะวะบิ ซะบิ หาเจอได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่เราหยุดเพื่อใช้เวลาและปัญญาญาณละเลียดความสุข หรือความทุกข์ตรงหน้า ด้วยความเข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง เมื่อนั้นเราจะค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่เอง


ถ้าเจอวะบิ ซะบิ แล้ว ก็มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะว่ามันเป็นยังไง


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

098 GRIT

098

GRIT : The Power of Passion and Perseverance เขียนโดย Angela Duckworth เป็น Professor ทางด้านจิตวิทยาจาก University of Pennsylvania หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนคือตัวจริงด้านการศึกษาว่าอะไรคือสิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนธรรมดาทั่วไป


เป็นงานเขียนจากงานวิจัยที่ทำร่วมกับกลุ่มตัวอย่างหลากหลายอาชีพ ทั้งนักเรียน ทหาร นักกีฬา นักเขียน เชฟ เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ ทำให้คนธรรมดาๆเข้าใจว่า เพราะอะไรที่ทำให้บางคนประสบความสำเร็จ

พรสวรรค์หรือ ไม่ใช่หรอก

แต่เป็นความลุ่มหลงในสิ่งที่ทำ (Passion) และ ความอุสาหะ ทุ่มเทที่จะทำมันอย่างต่อเนื่อง (Perseverance) ซึ่งเมื่อสองอย่างนี้มารวมกัน มันคือ GRIT


สรุปสั้นๆ ของคำว่า GRIT ขอใช้คำว่า ความอึดถึกทน มุ่งมั่น ดื้อรั้น ไม่ยอมแพ้ ไม่ทิ้งภารกิจต่างๆเมื่อเจออุปสรรค


ในหนังสือแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ คือพูดถึงความหมายของความทรหด และความสำคัยของมัน โดยจะมีแบบทดสอบวัดความทรหดให้ทำ เพื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไปด้วยว่าเรามี GRIT อยู่ระดับไหน ซึ่งถ้าคะแนน GRIT สูง จากงานวิจัยบอกว่าคนๆนั้นก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูงไปด้วย


ส่วนที่สอง หนังสือพูดถึงการสร้าง GRIT แบบ Inside Out คือสร้างจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งต้องใช้แรงผลักดันจากตัวเองเป็นหลัก

ต้องหาความสนใจให้เจอ (Interest)

มีเป้าหมายที่รอจะไปให้ถึง (Purpose)

ฝึกฝนจนชำนาญ (Practice)

และมีความหวังว่าจะต้องทำสำเร็จ (Hope)

ซึ่งกระบวนการทั้งหมด เราต้องก้าวข้ามผ่านความน่าเบื่อของการทำซ้ำๆไปให้ได้ จนคุ้นเคยและเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Flow คือไหลเวียนไปได้เรื่อยๆตามธรรมชาติ


การที่ GRIT จะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่แค่การฝึกฝนแค่พอผ่าน แต่ต้องเป็นการฝึกอย่างตั้งใจ (Deliberate Practice) คือต้องมีความพากเพียรที่ฝึกฝน ให้เวลาเต็มที่ มีการวางแผน และหาฟีดแบกเพื่อปรับปรุงให้พัฒนาต่อไปอีกขั้น


ส่วนสุดท้ายของเล่มนี้ คือการสร้าง GRIT แบบ Outside In สร้างจากภายนอกสู่ภายใน จะพูดถึงการเลี้ยงลูกให้มีความทรหด เพราะพ่อแม่สามารถสร้างรากฐานของความทรหดได้

มีคนที่ทรงอิทธิพลไม่น้อยที่บอกอย่างภาคภูมิใจว่าพวกเขามีพ่อแม่เป็นแบบอย่าง ต้องบอกว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะเลียนแบบผู้เลี้ยงดู

ดังนั้น ถ้าอยากให้ลูกมี GRIT คนเป็นพ่อแม่ยิ่งต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี ประกอบกับวิธีการเลี้ยงลูกที่เอื้ออำนวยให้เด็กๆมี GRIT


ซึ่งการเลี้ยงลูกสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนได้ตามแกนนอนและแกนตั้งที่ตัดกัน คือ

ไม่เคี่ยวเข็ญ เคี่ยวเข็ญ ส่งเสริม ไม่ส่งเสริม จะได้ออกมาเป็น 4 ช่องคือ

ไม่เคี่ยวเข็ญ – ส่งเสริม = การเลี้ยงดูแบบตามใจ

ไม่เคี่ยวเข็ญ – ไม่ส่งเสริม = การเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย

เคี่ยวเข็ญ – ไม่ส่งเสริม = การเลี้ยงดูแบบเผด็จการ

เคี่ยวเข็ญ – ส่งเสริม = การเลี้ยงดูแบบชาญฉลาด


นอกเหนือจากการเรียน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของเด็กๆแล้ว พ่อแม่ควรส่งเสริมให้เด็กๆได้ทำกิจกรรมนอกหลักสูตรการเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา เล่นดนตรี บัลเลต์ หมากล้อม อะไรก็ได้ที่สร้างความสนใจที่จะฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น

เมื่อก่อนก็เคยคิดว่า พ่อแม่จะส่งให้ลูกเรียนพิเศษอะไรเยอะแยะหนักหนา เด็กตัวเล็กๆ เรียนทั้งเตะบอล บาส กีตาร์ วาดรูป ฯลฯ แทนที่จะได้เล่นสนุกตามวัยไป ทำไมต้องคร่ำเคร่งเรียนนู่นนี่เยอะไปหมด


แต่หารู้ไม่ว่า พ่อแม่เหล่านั้นกำลังส่งลูกเข้า “สนามแห่งความทรหด” อยู่นั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากกว่ามาตำหนิกัน


ท้ายสุด เราอาจต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคม วัฒนธรรมแห่งความทรหด เพื่อที่จะเป็นเลิศในด้านหนึ่งๆ เพราะมันจะทำให้มีแรงผลักดันให้ปรับตัวเข้ากับคนอื่น ถ้าอยากเป็นคนที่มีความทรหด ก็ต้องเอาตัวเข้าไปใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่ฝึกจนทรหดเหมือนกัน

ลองคิดดูว่า คนธรรมดาที่ไหนจะยอมตื่นตีสี่ขึ้นมาฝึกว่ายน้ำ หรือ ดนตรี คนรอบตัวคงมองว่าแปลกพิลึก และอาจบั่นทอนให้เจ้าตัวรู้สึกแปลกแยก เกิดความเขินอาย จนล้มเลิกไปในที่สุด


แต่ถ้าอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนกับคนที่มี GRIT เหมือนๆกัน เค้าทำอะไร เราทำบ้าง มันจึงไม่ใช่สิ่งที่แปลก สิ่งแวดล้อมจะพาให้เรามี GRIT โดยอัตโนมัติ ให้นึกถึงบรรดาพวกนักกีฬาโอลิมปิคที่เก็บตัวซ้อมกันจริงจังเพื่อช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่นาทีในสนามจริง มันคือสาเหตว่าทำไมต้องมีการเก็บตัวนักกีฬา เพราะวัฒนธรรมแห่งความทรหด ไม่ได้เกิดได้ง่ายๆเมื่ออยู่ที่บ้านคนเดียว


ตอนทำแบบทดสอบวัดความทรหดในเล่ม ผลของเจ้ทำออกมาได้กึ่งกลางพอดี เลยเข้าใจได้ว่าเพราะเจ้มี GRIT แบบกลางๆนี่เองสินะ ไม่แปลกใจที่มีความอดทนจำกัด เบื่อง่าย ไฟแรงแค่ตอนแรกๆและแผ่วปลายตลอดกับทุกสิ่ง

ซึ่งเป็นจุดที่เจ้พยายามจะปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยการใช้ Bullet Journal มาช่วย Tracking นิสัยและกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นอย่างไรบ้าง


ดังนั้น เลิกยึดติดกับพรสวรรค์ มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะต่อให้ไม่มีแต้มต่ออะไรในชีวิต แต่ถ้ามี GRIT ไม่ว่าสนใจอะไรอยู่ ก็ประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น


ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis