182 – I may be wrong ฉันอาจจะผิดก็ได้

I may be wrong ฉันอาจจะผิดก็ได้ ปัญญาญาณจากชีวิตพระป่า

เล่มนี้ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจของ Björn Natthiko Lindeblad อ่านว่า บเยิร์น ณัฏฐิโก ลินเดอบลอด ชาวสวีเดน อดีตผู้บริหารฝ่ายการเงินในกรุงสตอกโฮล์ม ที่มาบวชเป็นพระป่าในประเทศไทย หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลมากมายและถูกแปลไปอีกหลายภาษา

#เริ่มแรก

เรื่องราวของบเยิร์น ลินเดอบลอด ในช่วงแรกเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี เหมือนคนปกติทั่วไปที่สวีเดน ท่านติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษาที่ดี ได้ทำงานตามที่เรียนมา จนประสบความสำเร็จเป็นผู้บริหารในงานสายการเงิน เรื่องคงจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าท่านไม่มีความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาเสียก่อน แล้วดันสังเกตเห็น

ท่านพยายามบอกตัวเองว่าชอบงานด้านเศรษฐศาสตร์ ฝืนทำต่อไป จนถึงวันที่ท่านรู้สึกว่าวินัยอย่างเดียวไม่เป็นสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตแบบนี้ได้อีกต่อไป เพราะส่วนตัวท่านรู้สึกคล้ายกับว่าการทำงานต้องแสดงไปตามบท แต่งตัวให้ดูดี จึงเริ่มมองหาคำตอบให้กับอาการแปลกๆนี้

เมื่อท่านรู้สึกนิ่ง สังเกตความเนิบช้าที่เกิดขึ้นภายใน เป็นความสงบที่มากพอที่จะสยบกระแสความคิดให้มีระยะห่างกันมากขึ้นจากเดิมที่ถาโถมต่อเนื่องตลอดเวลา จนความหนักอกหนักใจที่มีก็เริ่มคลี่คลายขึ้น เมื่อท่านรับรู้ถึงการดำรงอยู่ ความสงบสันติที่เกิดขึ้นในดินแดนสงัดที่อยู่ภายในก็ผุดขึ้นมา

#เมื่อความสงบเริ่มผลิบานในใจ

ท่านเริ่มค้นพบว่า การว่างเว้นจากความคิดที่วนเวียนไม่หยุดหย่อน ทำให้เกิดอิสระอย่างแรงกล้า เมื่อก้าวถอยกลับคืนสู่ภายในและท่านก็เริ่มคิดได้ว่า เราทุกคนมี ‘ความคิด’ แต่ตัวเราไม่ได้เป็น ‘ตัวความคิด’ นั้น

ความคิดไม่ใช่ปัญหา แต่การเผลอเอาตัวเองเข้าไปเป็นความคิดอย่างอัตโนมัติต่างหากที่ทำให้เกิดเรื่องราวตามมา จิตที่ไม่ได้รับการฝึกทำให้เราถลำเข้าไปเป็นตัวความคิดได้ง่ายดาย

ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงชั่วขณะของการตระหนักรู้ ทุกคนมีเข็มทิศของตัวเองอยู่ภายใน ปราณีต เงียบสงบ เพียงแค่ตั้งใจฟัง เสียงจากภายในพูดไม่ดังเท่าเสียงของความมีตัวตน เราทุกคนจึงควรมีเวลาอยู่อย่างสงบบ้างเพื่อจะได้ใส่ใจกับเสียงภายใน

ท่านบอกว่าความไว้วางใจเปรียบเสมือนเพื่อนที่ดีที่สุด ท่านจึงให้ปัญญาญาณที่ผุดในชั่วขณะนั้นเป็นผู้นำทาง เพราะท่านอยากวางใจตัวเองและวางใจชีวิตให้ได้

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านลาออกจากงาน ขออนุญาตครอบครัวเดินทางมาบวชที่วัดป่านานาชาติ จ.อุบลราชธานี ประเทศไทย ซึ่งเป็นวัดที่มีพระภิกษุชาวต่างชาติทั่วโลกนิยมมาบวช เพราะเป็นวัดที่ก่อต้ังโดยพระชาวต่างชาติ และใช้ภาษาอังกฤษในเป็นหลัก ท่านจึงมาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)  และ พระอาจารย์ปสันโน ตอนที่บวชท่านได้ฉายาว่า “ณัฏฐิโกภิกขุ” แปลว่า ผู้ตั้งมั่นในความเจริญ

#ชีวิตที่ถูกขัดเกลา

ท่านคิดว่าการพัฒนาสู่ความมีจิตใจ จิตวิญญาณของการเป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้เรื่องแผนกลยุทธ์สารพัดชนิด แต่อยู่ที่การรู้จักปลดเปลื้องสิ่งที่เราแบกอยู่วางลงต่างหาก เรียนรู้หาทางออกจากเรื่องที่กังวลใจคาใจ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่จะมีเรื่องกวนใจเหล่านี้ เพราะถ้าไม่มีเลยคือ คนตาย

ท่านจึงบอกว่าเราทุกคนเปรียบเหมือนก้อนหินก้อนเล็กๆที่ถูกน้ำซัดตามชายฝั่ง ก่อนหน้านั้นทั้งหยาบและมีเหลี่ยมแหลมคม แล้วชีวิตก็หมุนไปข้างหน้า ถ้าเรายังอยู่รอด ก็จะถูกคลื่นซัด กระทบเสียดสีกับหินก้อนอื่นๆ กระทบไปมาจนขอบมุมที่เคยแหลมคมค่อยๆถูกขัดเกลา กลมเกลี้ยงจนสะท้อนแสงเปล่งประกายออกมาได้ เมื่อคลื่นซัด เราจะพบตัวเราที่หาดทราย ลบเหลี่ยมและคมไปพร้อมกันจนกระทั่งเรานุ่มนวลขึ้น

ชีวิตตอนบวชของท่านณัฏฐิโกที่ถูกถ่ายทอดในหนังสือเล่มนี้นั้น ช่างจริงใจ และตรงไปตรงมาอย่างที่สุด ไม่มีอัตตาตัวตนของการที่ไดชื่อว่าเป็นนักบวชแม้แต่น้อย หนังสือบอกเล่าทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะบวช แม้ว่าบางครั้งบางการกระทำทางใจ (มโนกรรม) อาจไม่เหมาะไม่ควรหากยังดำรงเพศบรรพชิตก็ตาม แต่อ่านแล้วกลับรู้สึกเอ็นดูในความซื่อตรงของท่าน ขอไม่สปอยล์ เผื่อไปหาอ่านเองแล้วจะได้รู้สึกประทับใจในความเล่าสู่กันฟังอย่างซื่อๆ

#คำสอนของพระอาจารย์ที่น่าจดจำ

ท่านณัฏฐิโก เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ชยสาโร ซึ่งเป็นชาวอังกฤษทีมาบวชที่วัดป่านานาชาติ ท่านมีเมตตาสูง ฉลาดหลักแหลม ท่านบอกว่าเมื่อเจอปัญหาแล้วเริ่มรู้สึกไม่ดีกับคนบางคน ให้ท่องคาถานี้เบาๆ ในใจด้วยความเชื่อมั่น ไว้วางใจ สามจบ แล้วปัญหาต่างๆจะคลี่คลาย

คาถานั้นคือ “ฉันอาจจะผิดก็ได้”

20 กว่าปีมาแล้วที่ท่านไม่เคยลืมเลย อากัปกิริยาของร่างกายที่พบกับสัจธรรมก่อนที่สมองจะทันคิด ความรู้สึกนั้นก็จะดำรงอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดไป ท่านถูกอกถูกใจกับคาถานี้อย่างมาก เพราะมันปลดเปลื้องเกราะกำบังที่ห่อหุ้มตัวเราอยู่ ให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ถูกใจจนถึงขนาดเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้เลยทีเดียว

#กุญแจสู่ประตูทางออก

เคยไหมที่เวลาเราอยากจะหาทางออกกับเรื่องอะไรบางอย่าง แต่รู้สึกจนตรอก ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านณัฏฐิโกก็เคยเป็นหลายเรื่อง เช่น ท่านอยากกินเบียร์ และง่วงจัด แต่ก็ต้องอดทนภาวนาต่อไป บางทีท่านก็รู้สึกว่ามันหนักหนาเกินไปแล้ว จึงพนมมือต่อหน้าพระพุทธรูป กล่าวว่า ไม่รู้จะทำอย่างไรดี มันมากเกินกว่าที่จะทำอะไรได้ รู้สึกหมดหวัง ช่วยด้วย และก็กราบ น้ำตาไหลท่วมท้นรุนแรง เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง แล้วก็หยุดไหล ท่านมองไปรอบๆ รู้สึกเหมือนได้ดวงตาดวงใหม่ ความสงบเข้ามาเยี่ยมเยียน  ทำให้ท่านประหลาดใจว่าการเผชิญความสิ้นหวัง กลายเป็นกุญแจไขประตูเสียอย่างนั้น

ท่านพบว่าความวุ่นวายอาจทำให้รำคาญ แต่คำสั่งฆ่าคนเราได้ ลองใช้ชีวิตที่กำมือ (ยึดมั่นถือมั่น) ให้น้อยลง แบมือ (ปล่อยวาง) ให้มากขึ้น ลดคำสั่งบังคับการ เพิ่มความเชื่อมั่น ลดคำว่าฉันต้องรู้ทุกสิ่ง ทุกอย่างล่วงหน้า เพิ่มความอดทน เมื่อถึงเวลาคำตอบจะมาเอง เราเลือกได้ว่าจะอยู่แบบมีอะไรมาบีบคั้นที่คอหอย หรือจะอยู่ท่ามกลางการโอบกอด แบมือบ่อยๆเท่าที่ทำได้

เพราะโลกยังหมุนตามปกติ ไม่มีอะไร และไม่มีใครช่วยเราได้ ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกลำบากใจ เศร้าใจ โดดเดี่ยว กังวล ไร้ค่า ขาดความเชื่อมั่น ก็มาจากการที่เราไปยึดติดที่ความคิด ไม่ยอมปล่อยวางจากความคิดเหล่านั้นที่ดูมีเหตุผลนั่นเอง

#คนเราจะพัฒนาจิตไปเพื่ออะไร

ส่วนสำคัญของการพัฒนาจิต อยู่ที่ความกล้าที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอน ถ้าเรายอมรับว่าไม่รู้ ไม่เข้าไปควบคุม ก็จะพบขุมปัญญาอันเฉลียวฉลาดของเราเอง การยึดมั่นถือมั่นจึงเปรียบเสมือนการยึดเอาน้ำซึ่งเป็นของเหลวเป็นสรณะ เพราะธรรมชาติของน้ำคือการไหล

การที่เรามีความเชื่อมั่น อยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอนและรู้สึกผ่อนคลายกับการไม่รู้ได้นั้น นับเป็นของขวัญอันล้ำค่ายิ่งนัก

ถ้าทำใจให้ว่าง ไม่เชื่อทุกเรื่องที่คุณคิด มีสติอย่างเต็มเปี่ยม ณ เวลาขณะนั้น เราจะเป็นอิสระจากความคิดเดิมๆ เราจะพบความจริงแท้ที่รู้ได้ด้วยตนเอง รู้สิ่งที่ต้องการรู้ และรู้ว่าต้องการรู้เมื่อใด

#ความสัมพันธ์กับตัวเอง

ถึงมนุษย์จะเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งในแต่ละช่วงชีวิตก็อาจมีผู้คนผลัดกันเข้ามาและออกไป ดังนั้นใครก็ตามที่เราพบเจอ อาจเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ และช่วงเวลานั้น เขาอาจกำลังเผชิญสถานการณ์คับขัน ซึ่งเราไม่อาจล่วงรู้ ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ คือจงมีเมตตาตลอดเวลา

และจะมีเพียงความสัมพันธ์เดียวที่จะยังคงอยู่ตลอดชีวิต คือความสัมพันธ์ที่มีกับตัวเอง จะดีกว่ามั้ยถ้าเรามีความเห็นอกเห็นใจ อบอุ่น อ่อนโยน พร้อมอภัย ลืมเรื่องผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ยอมรับสิ่งที่เราบกพร่อง รักตัวเองเหมือนรักลูกๆ หรือคนอื่นที่รักอย่างไม่มีเงื่อนไข ความรู้สึกเฉกเช่นพรหม ก็จะผลิบานในใจเรา

#บทสรุปชีวิตพระป่า

เมื่อท่านแบกสัมภาระในการดำรงชีวิตน้อยลง ทำให้ท่านได้มีโอกาสเข้าถึงทางธรรม และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ท่านสรุปได้ว่าต้องฟังเสียงภายในที่มีความฉลาดล้ำลึก ท่านบอกว่าเรามีชีวิตได้โดยไม่ต้องสั่งการและควบคุม เราทุกคนสามารถปล่อยวางจากความกลัวได้ เหมือนมือที่กำแน่น และไม่ต้องการให้ใครคิดว่าการที่จะเข้าถึงสิ่งที่พูดนั้น ต้องไปบวชถึง 17 ปี ทุกคนมีหนทางที่ใกล้กว่านั้น

และสิ่งที่ต้องทำเพื่อได้พบพระเจ้า คือดูให้ถี่ถ้วนว่าใครกันที่มองผ่านดวงตาของเรา

หากประโยคนี้อ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรเลย อาจเป็นเพราะเราใช้สมองซีกซ้ายส่วนเหตุผลมากเกินไป หรือ อาจะเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกว่า ความคิดอันเป็นเหตุเป็นผลคือคนรับใช้ สัญชาติญาณคือพรสวรรค์อันศักดิ์สิทธ์ เราได้สร้างสังคมที่ยกย่องคนรับใช้และหลงลืมพรสวรรค์ไปเสียสิ้น

หากอยากลองพิสูจน์ว่าสิ่งที่ไอน์สไตน์พูดนั้นจริงหรือไม่ ก็ลองเข้าถึงความว่างบ่อยๆดู แล้วเราจะรู้ได้ด้วยตัวเอง

ด้วยรักจากเจ้

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น