เดินสู่อิสรภาพ

เล่มนี้เขียนโดยอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เจ้เคยฟังสัมภาษณ์อาจารย์ผ่านรายการต่างๆในยูทูป ฟังแล้วชอบที่อาจารย์เล่าเรื่องสัจธรรมชีวิตอย่างเรียบง่าย เกิดเป็นความอยากรู้จักอาจารย์มากขึ้นก็ไปตามฟังอีกหลายคลิป พอรู้ว่าอาจารย์เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม จึงไปตามหาหนังสืออาจารย์มาอ่านต่อ
เล่มแรกที่ได้มาคือ “เดินสู่อิสรภาพ” เป็นหนังสือที่ตอนแรกอาจารย์ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเป็นหนังสือ แต่แค่จะเขียนเป็นจดหมายไปขอบคุณผู้คนที่ให้ความช่วยเหลือในการเดินทางด้วยเท้าจากเชียงใหม่ กลับบ้านที่เกาะสมุย แต่มีกัลยาณมิตรที่รู้เรื่องราวการเดินทางนี้ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เลยแนะนำให้อาจารย์รวมเป็นเล่มเพื่อให้คนทั่วไปได้อ่านด้วย
#จุดเริ่มต้น
อาจารย์ประมวลเล่าว่า เดิมทีเป็นครูสอนปรัชญาที่ว่าด้วยความคิดเชิงเหตุผล สงสัยในคู่ขัดแย้งกัน คือ ความจริงคู่กับความไม่จริง ความรู้กับไม่รู้ งามกับไม่งาม ดีกับชั่ว ในฐานะครูปรัชญาก็สอนให้นักศึกษาคิดแยกแยะขั้วตรงข้ามด้วยเหตุผลด้วยความคาดหวังว่า เมื่อขจัดสิ่งตรงข้ามออกไปแล้วก็จะมองเห็นความจริง ความรู้ ความดี กระจ่างชัด
การชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของความจริง ความรู้ ความดี ความงาม จึงเท่ากับการเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิต สังคม โลก จักรวาล ทั้งหมดทั้งสิ้น
แต่เมื่อใดที่ความหมายของชีวิตเปลี่ยนไป ความหมายของสังคม ของโลก ของสรรพสิ่งก็เปลี่ยนไปด้วย
#จุดเปลี่ยน
อาจารย์จึงเลิกสอนปรัชญาเพราะพลังความคิดเชิงเหตุผลอ่อนล้าแล้ว ในสำนึกรู้ของอาจารย์ ความจริงกับไม่จริงมันแยกออกจากกันไม่ได้ ความรู้กับไม่รู้ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นเดียวกับความดีกับความชั่ว ความงามกับอัปลักษณ์ก็เป็นสภาวะเดียวกัน ไม่มีพลังอำนาจในมาพรากขั้วตรงข้ามนี้ไปได้
ที่ผ่านมาอาจารย์ใช้สมองเรียนรู้พุทธศาสนาจนจดจำสิ่งต่างๆได้มากเกินไป แต่ใช้ใจเรียนรู้น้อยเกินไป บวกกับอาจารย์เริ่มเบื่อกับวงการการศึกษาที่ไม่ได้เน้นให้ความรู้ แต่ไปเน้นสิ่งที่ไม่ใช่แก่นของความเป็นสถานที่ๆบ่มเพาะต้นกล้าทั้งหลาย อาจารย์เชื่อว่าความรู้เป็นสมบัติร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ไม่ควรซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันด้วยเงินตรา แต่ควรสืบทอดมอบให้ต่อกันด้วยจิตคารวะมากกว่า
สำหรับวงการการศึกษา อาจารย์จึงขอยุติบทบาทของครูแม้จะยังไม่ถึงวัยเกษียณอายุราชการ เหลือไว้เพียงบทบาท ‘เพื่อนต่างวัย’ ของบรรดานักศึกษา เท่านั้น
และในบทบาททางสังคม อาจารย์เชื่อว่าความเป็นมนุษย์จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมันปรากฏผ่านตัวตนของผู้อื่น มิใช่การมีอยู่ของตัวเราแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือความหมายอันงดงามแห่งชีวิต
อาจารย์จึงอยากออกเดินทางโดยไม่พกเงินติดตัว ไม่วางแผน เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก หิวก็กินสิ่งที่คนที่พบเจอเมตตาแบ่งปันให้ พอจะนอนก็ไปอาศัยวัด เป็นการเดินทางที่อาจารย์ต้องการขจัดขยะทางใจที่สร้างกองสูงสะสมมาตลอดชีวิตให้ค่อยๆเล็กลง
—
#ช่วงชีวิตมนุษย์
วัยเด็ก อาจารย์ประมวลได้ไปศึกษาที่ประเทศอินเดีย จึงรับเอาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตทางนั้นมาพอสมควร ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการศึกษาศาสนา
ตามความเชื่อของอินเดีย ช่วงชีวิตมนุษย์มีอยู่ 4 ช่วง
1. ชีวิตพรหมจรรย์ เป็นช่วงศึกษาเรียนรู้ ตระหนักรู้ถึงหน้าที่ต่างๆที่พึงปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานะแห่งตน ฝึกฝนเรียนรู้ให้กระจ่างแจ้งในธรรมะ
2. ชีวิตคฤหัสถ์ ทำหน้าที่ครองเรือน เป็นช่วงที่ชีวิตมีเป้าหมายที่การแสวงหาครอบครองสิ่งต่างๆเพื่อเสพเสวยรสชาติแห่งชีวิต ที่ได้มีได้เป็นเช่นนั้น (อรรถะ และ กามะ)
3. ชีวิตวานปรัสถ์ เป็นช่วงออกจากเรือนไปสู่ป่า เป้าหมายอยูที่ความรู้สึกอิ่มในการเสวยรสชาติแห่งกามะ อยากสลัดออกแล้ว ความหมายของชีวิตช่วงนี้คือการข้ามพ้นอำนาจแห่งกาม เหมือนคนที่อิ่มแล้ว จึงไม่มีความหิวกระหายในอาหารต่างๆที่วางอยู่ตรงหน้าอีกต่อไป
4. ชีวิตสันยาสี เป็นช่วงหวนคืนสู่ธรรมชาติ เป้าหมายคือหลุดพ้นจากความคิดที่ผูกมัดชีวิตเราไว้ ความหมายที่ดีงามของช่วงชีวิตสุดท้ายนี้อจึงอยู่ที่ความผ่องใสของจิตใจที่เบิกบาน
อาจารย์เลือกลาออกจากราชการครูในวันเกิดปีที่ 51 ของตัวเองเพราะรอให้ภรรยาที่รักพร้อมและอนุมัติให้ลาออกและเลือกวันให้ อาจารย์จึงถือว่าเป็นวันที่เกิด (จิตสำนึก) ใหม่ ในการมีชีวิตอยู่
ถ้าให้เดา ช่วงที่เดิน อาจารย์คงอยู่ในช่วงที่ 3 ชีวิตวานปรัสถ์ และปัจจุบันอาจารย์ก็น่าจะอยู่ที่ช่วงที่ 4 ขีวิตสันยาสี แล้ว ถึงไม่ได้บวชเป็นพระ แต่องค์ความรู้และการปฏิบัติตนของอาจารย์ก็น่าเลื่อมใสมากเช่นกัน
#การเดินกลับบ้าน
การเดินกลับบ้านของอาจารย์จะไม่มีการแวะไปหาคนรู้จักให้ช่วยเหลือ เดิน คือ เดินจริงจัง ทำสมาธิไปด้วยในเส้นทางที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย แต่หากไม่สะดวก ก็เจริญสติ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่กับปัจจุบันและเปิดรับทุกประสบการณ์ที่พบเจอกับผู้คนมากมายที่อยู่ ณ ขณะที่อาจารย์ต้องการความเมตตาจากเพื่อนมนุษย์
เป้าหมายทางกายภาพของการเดินครั้งนี้คือ เกาะสมุย ก้าวเดินทางกายคือ การที่เดินด้วยขาสองข้างกลับบ้าน
เป้าหมายทางจิตใจคือ จาคะ เมตตา ปัญญา กุศลธรรมที่ทำให้ความเป็นมนุษย์อุดมสมบูรณ์
ก้าวเดินของจิต เป็นก้าวสู่ความเป็นมนุษย์ที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น
ตลอดเส้นทางการเดิน อาจารย์ได้จดชื่อบุคคลที่ได้พบเจอและให้ความเมตตาช่วยเหลือ ต่อชีวิตให้อาจารย์ยังสามารถมีลมหายใจ มีแรงเดินกลับบ้าน เป็นเรื่องราวที่มีหลากหลายรสชาติ ทั้งอิ่มเอมใจไปด้วย ทั้งสงสาร ทั้งเอาใจช่วย ทั้งเหนื่อยแทน
จนสุดท้ายอาจารย์ก็ได้ทำภารกิจสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้
#บทเรียนสำคัญ
การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ของอาจารย์เปรียบเสมือนการสอบปฏิบัติ โดยที่ผ่านมาทั้งชีวิตที่ศึกษาเรื่องศาสนา ปรัชญาต่างๆเป็นเหมือนภาคทฤษฎี ที่อ่านมา ท่องจำมา ประสบพบเจอเองบ้าง แต่บททดสอบที่ตั้งโจทย์เองนี้ อาจารย์คงจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เป็นแก่นของศาสนาพุทธที่เราได้ยินกันคุ้นหูว่า
ความไม่เที่ยง — อนิจจัง
ความแปรปรวน เสื่อมสลาย — ทุกขัง
ควบคุมไม่ได้ — อนัตตา
ซึ่งเหล่านี้เป็นลักษณะปกติของทุกสรรพสิ่งบนโลกกายภาพนี้ และการกระทำให้เกิดความมั่นคง ปลอดภัย จึงไม่ได้อยู่ที่การกำกับโลกภายนอกให้แน่นอนมั่นคง หากแต่อยู่ที่การฝึกฝนกำกับจิตของเราเอง ให้รู้แจ้งตลอดในสภาวะอันเป็นสามัญธรรมดานั้น แล้วไม่หวั่นไหวไปกับความไม่แน่นอนไม่มั่นคงของโลก
นับเป็นบทเรียนที่มีค่ามากจริงๆ
ด้วยรักจากเจ้
