หัวใจตื่นรู้ Part 7

พาร์ทที่แล้วเล่าถึงความหมายและระดับของการตื่นรู้ วันนี้จะพามาดูว่าพอตื่นรู้แล้วยังไงต่อ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ยิ่งบอกว่า ถ้าตื่นแล้วจะไม่สามารถกลับไปหลับได้อีก แล้วต่อไปจะพบเจอกับอะไรอีก คำตอบคือ มันจะนำพาเราสู่การรู้แจ้งในที่สุด
#จากผู้ตื่นสู่ผู้รู้
การปฏิบัติจิตเพื่อการตื่นรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่การอ่านหนังสือมากมาย หรือฟังคำสอนเป็นร้อยเป็นพันชั่วโมง เพราะยังถือว่าอยู่ในระดับความคิด ความจำ ยังไม่ใช่ความจริง และนั่นยังเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการปล่อยวางตัวตน แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่ ที่ประณีต ดีงาม เหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องกว่าและวางได้ยากยิ่งกว่าตัวตนสมัยที่ยังไม่สนใจการปฏิบัติเสียด้วยซ้ำ เมื่อเราปล่อยวางตัวตน ไม่ยึดติด ไม่แบกอะไรไว้อีก เราจะเข้าใกล้ความเป็นผู้รู้ รู้ถึงการ ‘เป็น’
การเป็นผู้รู้ที่เห็น ‘ความว่าง’ ไม่ได้หมายถึง การเป็นผู้เห็นทุกอย่างไม่มีจริงไปเสียหมด แต่เป็นเพราะว่าเห็นทุกสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ล้วนแต่เป็นไปตามการประกอบกันของเหตุปัจจัยนานัปการ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง คือการได้มองเห็นแล้วถึงความเชื่อมโยงที่ไม่รู้จบของเหตุปัจจัยทั้งหลาย ที่กำลังหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไปอย่างตลอดมา ตลอดกาล ทั่วเอกภพ แล้วเราจะเริ่มมองทุกอย่างด้วยสายตาของผู้สร้าง ไม่ใช่ผู้เล่นที่มามีบทบาทบนโลกมนุษย์
#ไตรทวารแห่งการรู้แจ้ง
1 สุญญตา ทุกอย่างว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนที่แตกแยกกันเป็นตนๆไป
2 ความเป็นหนึ่งเดียว ถ้ามองเห็นดอกไม้ในฐานะดอกไม้ ไม่เห็นแสงอาทิตย์ ก้อนเมฆ แผ่นดินในดอกไม้นั้น เราถูกจับมัดไว้เสียแล้วด้วยสัญลักษณ์ของดอกไม้นั้น ถ้าเราเห็นใครสักคน แล้วไม่เห็นสังคมเขา สิ่งแวดล้อมของเขาก็เท่ากับยังไม่เห็นคนคนนั้นอย่างแท้จริง ถ้ามองอย่างลึกซึ้งเราก็สัมผัสได้ทั้งจักรวาล เราจะไม่หลงไปกับปรากฎการณ์ของคนๆนั้น นี่ถึงเรียกว่าความเป็นหนึ่งเดียว หรือที่สากลโลกเรียกว่า oneness
3 ความไม่มีเป้าหมาย เราเป็นในสถานะที่เราอยากเป็นอยู่แล้ว เพียงแค่เราเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ เรามีจักรวาลทั้งหมดในตัวอยู่แล้ว เพียงแค่เราต้องกลับมาหาตัวเราด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม เรามาถึงแล้ว เรากลับบ้านแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว สิ่งนี้คือกุญแจ
ดังนั้นการไม่มีเป้าหมาย หรือ การไม่เข้าถึง นับเป็นธรรมปฏิบัติอันวิเศษ
#ONENESS
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ Albert Einstein นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกบอกว่า “ภาพลวงตาแห่งจิตสำนึกเป็นเหมือนกรงขังเราไว้ในความต้องการและความรักที่มีเพียงต่อคนใกล้ตัว สิ่งที่ต้องทำคือการขยายกรอบความเข้าใจและความเมตตาไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวล และความสวยงามทั้งหมดของธรรมชาติ” เมื่อเรามีความรักให้กับทุกสิ่งในจักรวาลได้ ไม่จำกัดเพียงเพราะคนที่เรารู้จักหรือคนที่รักเราเท่านั้น เมื่อนั้นเราจะเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ONENESS
#รักแบบไหนถึงเป็นรักแท้จริงๆ
คุณสมบัติของความรักที่สร้างความสุข ความอิ่มเอิบภายในใจเราจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมันเป็นความรักที่เป็นไปเพื่อ ‘คนอื่น’ เพราะถ้ามันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว มันคือความหลง ความอยาก ความยึดที่แอบแฝงในคราบของความรักแต่ในนามเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อบุคคลเข้าถึงสภาวะที่ไม่ยึดมั่นในตัวตน จิตใจของเขาจะเข้าสู่โหมด ‘ความรักที่แท้’
ความรักเป็นประตูที่เปิดหัวใจเราให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของใครบางคนหรือบางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญและเหนือกว่าตัวตนของเรา ตรงจุดนี้เอง ความรัก (หรือทางพุทธเรียกว่า การเจริญเมตตา) จึงเป็นเครื่องมือสลายการยึดติดในตัวตนไม่น้อยกว่าการปฏิบัติสมาธิและเจริญสติ เพราะด้วยความศรัทธาในรัก เราได้วางความยึดมั่นในตัวเองให้เบาบางลงเพื่อหลอมรวมเข้ากับจิตใจ ชีวิต เพื่อเข้าถึงความจริงของชีวิต
#ลักษณะนิสัยของจิตเดิมแท้
จิตเดิมแท้ หรือ ธรรมชาติดั้งเดิม คือ เบิกบาน เมตตา ตระหนักรู้ เปิดกว้าง บริสุทธิ์ และ ความว่าง แต่เพราะเรามีขันธ์ 5 มีรูป มีนาม เลยมีเปลือกมาห่อหุ้มจิตเดิมแท้ของเรา แล้วฉาบด้วยความแตกต่างทางกายภาพ เชื้อชาติ ถิ่นที่อยู่ ภาษา ศาสนา ความเชื่อ ทำให้เราอยู่ห่างจากการจำตัวเองได้ไปทุกที
เล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ชอบมาก อ่านช่วงที่ทำสมาธิ ปฏิบัติภาวนาทุกวันยิ่งเสริมให้เห็นความจริงแท้ของธรรมชาติได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อนั่งจนถึงจุดหนึ่ง แล้วฟังเสียงในตัวเอง เวลาเหมือนหยุดลง เหมือนไม่มีตัวตนอีกต่อไป เราจะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับทุกอย่าง และรู้สึกว่าทุกสิ่งในจักรวาลคือความรัก เป็นโลกหลังม่านบังตาที่รอให้คนที่ปฏิบัติได้สัมผัสถึง
ด้วยรักจากเจ้
