179 – หัวใจตื่นรู้ Part 6

หัวใจตื่นรู้ Part 6

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว ที่พาไปดูกับดักที่เราอาจพบเจอได้ระหว่างการปฏิบัติ วันนี้จะว่าด้วยการ ‘ตื่น’

ที่เห็นพูดๆกันว่า ตื่น ตื่นรู้ จริงๆแล้วคืออะไรกันแน่ ก็ต้องบอกว่า การตื่นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตื่นนอน แต่เป็นการ ‘ตื่นจากความหลง’

เราจะรู้ได้ว่าเราตื่นจริงหรือยังจากการที่ เรารู้แจ้ง เห็นจริง ไม่ได้คิดเอาเอง ไม่ได้แค่จำเค้ามา ถ้าอย่างนั้นเรามาลงลึกเรื่องการ ‘รู้’ ที่เป็นรากฐานของการ ‘ตื่น’ กันสักหน่อย

#ว่าด้วยเรื่องการรู้

การรู้ มี 3 ระดับ

1.รู้จำ สุตตมยปัญญา ได้จากการฟังอ่านเรียน เป็นความรู้ของคนอื่นส่งต่อมาอีกที

2.รู้คิด จินตมยปัญญา เกิดจากการขบคิดต่อยอดจากอันแรก นำมาทบทวน ทดลอง ค้นคว้าจนกลายเป็นความเข้าใจของตนเอง เป็นการได้มาเพราะความคิด แต่ยังไม่ใช่การลงมือทำ

3.รู้แจ้ง ภาวนามยปัญญา เกิดจากการฝึกฝน ปฏิบัติ หรือ ภาวนามาถึงจุดที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง

คำว่า ‘สติ’ 念(niàn) ในภาษาจีนมาจาก 2 คำ คือ  จิน 今 (jin) ที่หมายถึง ‘ขณะนี้’ และ 心 (Xin) หมายถึง ‘ใจ’ เมื่อมาอยู่รวมกันจึงมีความหมายว่า ที่อยู่ในปัจจุบัน หรือ ใจจดจ่อ ณ ขณะนี้ นั่นก็คือการที่เรามีสติ รู้ตัวทุกชั่วขณะ

#แล้วการเห็นความจริงคืออะไร

ความจริงที่ว่าก็คือ

อนิจจัง – ทุกสิ่งไม่คงทนถาวร

ทุกขัง – ทุกสิ่งเป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ ต้องแปรเปลี่ยนไป จะยังไงก็ไม่เหมือนเดิม

อนัตตา – ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เพราะทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยต่างๆมหาศาลประกอบกันจึงไม่มีอะไรเป็นตัวตนที่แท้จริง

ถ้าเข้าใจความจริงนี้ เราจะทุกข์น้อยลงมากๆ ยึดมั่นถือมั่นน้อยลงมากๆ มีแต่อยากจะปลดเปลื้องออกไป ไม่แบกความทุกข์ทั้งหลายไว้กับตัว

แต่มนุษย์ปุถุชนก็ยังไม่เข้าใจจริงความจริงนี้ มัวแต่คิดว่าต้องยึด ทั้งสิ่งของและหัวโขน ต้องเอามาเป็นของตน ไม่ปล่อยวาง จมอยู่กับความทุกข์ วนเวียนไปจนหมดอายุขัย

#มนุษย์ปุถุชนต่างกับคนที่ตื่นรู้แล้วยังไง

มนุษย์ปุถุชน แปลว่าผู้ที่ยังมีความหนา เพราะถูกปกคลุมด้วยกิเลส

ส่วนอริยะ คือบุคคลผู้ประเสริฐถึงพร้อมด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริง

มีคำพูดว่า เมื่อจิตปุถุชนเกิดขึ้น พุทธะก็หายไป

เมื่อจิตปุถุชนหายไป พุทธะก็ปรากฏขึ้น

ถ้ามนุษย์เราพ้นจากความไม่รู้ได้ ก็จะเข้าสู่การ ‘ตื่นรู้’ ในที่สุด

แต่ก็มีสิ่งที่ฉุดรั้งมนุษย์ให้ไม่สามารถก้าวข้ามการหลับใหลนี้ไปได้ ซึ่งเราต้องระวัง ถ้ารู้แล้วก็อย่าปล่อยให้มันมาขัดขวางการตื่นของเรา

#พันธการที่เป็นโซ่ตรวนแห่งความไม่รู้

1. สักกายทิฐิ หลงผิดว่ากายใจ ขันธ์ 5 เป็นของเรา

2. วิจิกิจฉา ลังเลสงสัยไม่ชัดแจ้งในหนทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์

3. สีลัพพตปรามาส ความติดดี ยึดมั่นในศีลวินัยที่ตนปฏิบัติ

4. ปฏิฆะ ความขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ

5. กามราคะ หลงติดในรสสัมผัสทางอานาตยทั้ง 5

6. รูปราคะ หลงติดในอารมณ์แห่งรูปอันละเอียด

7. อรูปราคะ หลงในอารมณ์แห่งอรูป หรือ นามอันละเอียด

8. มานะ ความหลง หมายมั่นในความมีความเป็นของสภาวะปรากฏการณ์ต่างๆของรูปนาม

9. อุทธัจจะ ความหลงฟุ้งซ่าน ปรุงแต่ง

10. อวิชชา ความไม่รู้ตามสภาพความเป็นจริง

มนุษย์ปุถุชนให้ค่าคนที่เปลือกนอก จึงเจอแต่อัตตา ไม่มองให้เห็นทะลุเข้าไปในจิตข้างใน

#จิตมี3ชั้น

อัตตา – เปลือกชั้นแรกที่หนา เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว

มโนธรรม – ความเห็นแก่ตัวน้อย เปลือกเลยบางเปิดโอกาสให้คุณธรรมหรือความใฝ่ดีแสดงตัว

สภาวะอิสระ – ซ่อนอยู่ลึกในสุด จะเจอเมื่อเส้นแบ่งระหว่างฉันกับผู้อื่นหมดไป เกิดวาามรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง จิตอยู่เหนือการแบ่งขั้ว แบ่งข้าง อันนี้ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า จิตว่าง ว่างจาก ตัวกูของกู (โพธิจิต) ซึ่งจริงๆแล้ว เรามีอยู่แล้วทุกคน มากน้อยแล้วแต่การฝึกฝนพัฒนา แต่ถูกคลุมด้วยอัตตาความเห็นแก่ตัว

ดังพุทธพจน์ที่ว่า

‘จิตนั้นประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่เกิดขึ้นภายหลัง’

โพธิจิตสามารถเบ่งบานเติบใหญ่ได้ ไม่ใช่การปลีกตัวเพื่อบำเพ็ญภาวนา หรือไปทำสมาธิเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตประจำวันและทำงานอย่างมีสติ ตื่นรู้ และรู้เท่าทัน

ส่วนจิตวิวัฒน์ คือกาาพัฒนาจิตขั้น 2 และ 3 (มโนธรรมและโพธิจิต) ให้เจริญงอกงาม ขับเคลื่อนชีวิตไปในทางที่ดีงาม จนบรรลุถึงคุณค่าสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเกิดมาบนโลกนี้ นั่นคือการเข้าถึงอิสรภาพและความสงบร่มเย็น ชนิดที่ความแปรปรวนใดๆก็ไม่อาจมาแผ้วพานได้

#ระดับการตื่นรู้

รู้ (mindfulness) รู้เห็นตามความเป็นจริง รับรู้ในปัจจุบันขณะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

ตื่น (awareness, awakening) ตื่นตัวต่อสัจธรรมความจริง เป็นสภาวะปัญญาที่สมบูรณ์

เบิกบาน (freedom, peace, enlightenment) สภาวะอิสระ บริสุทธิ์ ไม่มีความครอบงำ ไม่ยึดติด ผูกพันอะไรทั้งนั้น

การตื่นรู้เป็นสมบัติส่วนบุคคลของใครของมัน เลียนแบบกันไม่ได้ ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการร้องขอแล้วจะได้ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง (ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ)

การตื่นรู้ไม่ทำให้เราเป็นยอดมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเหนือคนอื่น แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เราเป็นคนธรรมดาที่เห็นความธรรมดาจากธรรมชาติในโลกที่แสนธรรมดานี้

เมื่อเห็นแล้ว คือเห็นเลย เมื่อตื่นรู้ทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เราจะไม่มีทางกลับไปหลับได้อีกเลย

ด้วยรักจากเจ้

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น