หัวใจตื่นรู้ Part 6

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว ที่พาไปดูกับดักที่เราอาจพบเจอได้ระหว่างการปฏิบัติ วันนี้จะว่าด้วยการ ‘ตื่น’
ที่เห็นพูดๆกันว่า ตื่น ตื่นรู้ จริงๆแล้วคืออะไรกันแน่ ก็ต้องบอกว่า การตื่นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตื่นนอน แต่เป็นการ ‘ตื่นจากความหลง’
เราจะรู้ได้ว่าเราตื่นจริงหรือยังจากการที่ เรารู้แจ้ง เห็นจริง ไม่ได้คิดเอาเอง ไม่ได้แค่จำเค้ามา ถ้าอย่างนั้นเรามาลงลึกเรื่องการ ‘รู้’ ที่เป็นรากฐานของการ ‘ตื่น’ กันสักหน่อย
#ว่าด้วยเรื่องการรู้
การรู้ มี 3 ระดับ
1.รู้จำ สุตตมยปัญญา ได้จากการฟังอ่านเรียน เป็นความรู้ของคนอื่นส่งต่อมาอีกที
2.รู้คิด จินตมยปัญญา เกิดจากการขบคิดต่อยอดจากอันแรก นำมาทบทวน ทดลอง ค้นคว้าจนกลายเป็นความเข้าใจของตนเอง เป็นการได้มาเพราะความคิด แต่ยังไม่ใช่การลงมือทำ
3.รู้แจ้ง ภาวนามยปัญญา เกิดจากการฝึกฝน ปฏิบัติ หรือ ภาวนามาถึงจุดที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงอย่างลึกซึ้ง
คำว่า ‘สติ’ 念(niàn) ในภาษาจีนมาจาก 2 คำ คือ จิน 今 (jin) ที่หมายถึง ‘ขณะนี้’ และ 心 (Xin) หมายถึง ‘ใจ’ เมื่อมาอยู่รวมกันจึงมีความหมายว่า ที่อยู่ในปัจจุบัน หรือ ใจจดจ่อ ณ ขณะนี้ นั่นก็คือการที่เรามีสติ รู้ตัวทุกชั่วขณะ
#แล้วการเห็นความจริงคืออะไร
ความจริงที่ว่าก็คือ
อนิจจัง – ทุกสิ่งไม่คงทนถาวร
ทุกขัง – ทุกสิ่งเป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ ต้องแปรเปลี่ยนไป จะยังไงก็ไม่เหมือนเดิม
อนัตตา – ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เพราะทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยต่างๆมหาศาลประกอบกันจึงไม่มีอะไรเป็นตัวตนที่แท้จริง
ถ้าเข้าใจความจริงนี้ เราจะทุกข์น้อยลงมากๆ ยึดมั่นถือมั่นน้อยลงมากๆ มีแต่อยากจะปลดเปลื้องออกไป ไม่แบกความทุกข์ทั้งหลายไว้กับตัว
แต่มนุษย์ปุถุชนก็ยังไม่เข้าใจจริงความจริงนี้ มัวแต่คิดว่าต้องยึด ทั้งสิ่งของและหัวโขน ต้องเอามาเป็นของตน ไม่ปล่อยวาง จมอยู่กับความทุกข์ วนเวียนไปจนหมดอายุขัย
#มนุษย์ปุถุชนต่างกับคนที่ตื่นรู้แล้วยังไง
มนุษย์ปุถุชน แปลว่าผู้ที่ยังมีความหนา เพราะถูกปกคลุมด้วยกิเลส
ส่วนอริยะ คือบุคคลผู้ประเสริฐถึงพร้อมด้วยปัญญาที่เข้าถึงความจริง
มีคำพูดว่า เมื่อจิตปุถุชนเกิดขึ้น พุทธะก็หายไป
เมื่อจิตปุถุชนหายไป พุทธะก็ปรากฏขึ้น
ถ้ามนุษย์เราพ้นจากความไม่รู้ได้ ก็จะเข้าสู่การ ‘ตื่นรู้’ ในที่สุด
แต่ก็มีสิ่งที่ฉุดรั้งมนุษย์ให้ไม่สามารถก้าวข้ามการหลับใหลนี้ไปได้ ซึ่งเราต้องระวัง ถ้ารู้แล้วก็อย่าปล่อยให้มันมาขัดขวางการตื่นของเรา
#พันธการที่เป็นโซ่ตรวนแห่งความไม่รู้
1. สักกายทิฐิ หลงผิดว่ากายใจ ขันธ์ 5 เป็นของเรา
2. วิจิกิจฉา ลังเลสงสัยไม่ชัดแจ้งในหนทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
3. สีลัพพตปรามาส ความติดดี ยึดมั่นในศีลวินัยที่ตนปฏิบัติ
4. ปฏิฆะ ความขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ
5. กามราคะ หลงติดในรสสัมผัสทางอานาตยทั้ง 5
6. รูปราคะ หลงติดในอารมณ์แห่งรูปอันละเอียด
7. อรูปราคะ หลงในอารมณ์แห่งอรูป หรือ นามอันละเอียด
8. มานะ ความหลง หมายมั่นในความมีความเป็นของสภาวะปรากฏการณ์ต่างๆของรูปนาม
9. อุทธัจจะ ความหลงฟุ้งซ่าน ปรุงแต่ง
10. อวิชชา ความไม่รู้ตามสภาพความเป็นจริง
มนุษย์ปุถุชนให้ค่าคนที่เปลือกนอก จึงเจอแต่อัตตา ไม่มองให้เห็นทะลุเข้าไปในจิตข้างใน
#จิตมี3ชั้น
อัตตา – เปลือกชั้นแรกที่หนา เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว
มโนธรรม – ความเห็นแก่ตัวน้อย เปลือกเลยบางเปิดโอกาสให้คุณธรรมหรือความใฝ่ดีแสดงตัว
สภาวะอิสระ – ซ่อนอยู่ลึกในสุด จะเจอเมื่อเส้นแบ่งระหว่างฉันกับผู้อื่นหมดไป เกิดวาามรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง จิตอยู่เหนือการแบ่งขั้ว แบ่งข้าง อันนี้ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า จิตว่าง ว่างจาก ตัวกูของกู (โพธิจิต) ซึ่งจริงๆแล้ว เรามีอยู่แล้วทุกคน มากน้อยแล้วแต่การฝึกฝนพัฒนา แต่ถูกคลุมด้วยอัตตาความเห็นแก่ตัว
ดังพุทธพจน์ที่ว่า
‘จิตนั้นประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่เกิดขึ้นภายหลัง’
โพธิจิตสามารถเบ่งบานเติบใหญ่ได้ ไม่ใช่การปลีกตัวเพื่อบำเพ็ญภาวนา หรือไปทำสมาธิเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตประจำวันและทำงานอย่างมีสติ ตื่นรู้ และรู้เท่าทัน
ส่วนจิตวิวัฒน์ คือกาาพัฒนาจิตขั้น 2 และ 3 (มโนธรรมและโพธิจิต) ให้เจริญงอกงาม ขับเคลื่อนชีวิตไปในทางที่ดีงาม จนบรรลุถึงคุณค่าสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเกิดมาบนโลกนี้ นั่นคือการเข้าถึงอิสรภาพและความสงบร่มเย็น ชนิดที่ความแปรปรวนใดๆก็ไม่อาจมาแผ้วพานได้
#ระดับการตื่นรู้
รู้ (mindfulness) รู้เห็นตามความเป็นจริง รับรู้ในปัจจุบันขณะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
ตื่น (awareness, awakening) ตื่นตัวต่อสัจธรรมความจริง เป็นสภาวะปัญญาที่สมบูรณ์
เบิกบาน (freedom, peace, enlightenment) สภาวะอิสระ บริสุทธิ์ ไม่มีความครอบงำ ไม่ยึดติด ผูกพันอะไรทั้งนั้น
การตื่นรู้เป็นสมบัติส่วนบุคคลของใครของมัน เลียนแบบกันไม่ได้ ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการร้องขอแล้วจะได้ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง (ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ)
การตื่นรู้ไม่ทำให้เราเป็นยอดมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเหนือคนอื่น แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เราเป็นคนธรรมดาที่เห็นความธรรมดาจากธรรมชาติในโลกที่แสนธรรมดานี้
เมื่อเห็นแล้ว คือเห็นเลย เมื่อตื่นรู้ทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เราจะไม่มีทางกลับไปหลับได้อีกเลย
ด้วยรักจากเจ้
