หัวใจตื่นรู้ Part 4

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว วันนี้จะมาดูเรื่องการปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้จิตใจของเราสูงขึ้น หรือกลับสู่จิตเดิมแท้ ต้องทำอย่างไร
เป็นที่รู้กันว่า มันไม่มีทางลัด หรือไม่มีวิตามิน หรือ ยาที่กินแล้วจะเห็นผลลัพธ์ที่ต้องการ คนที่ไปถึงจุดนั้นได้ล้วนเข้าใจดีว่ามันก็เหมือนการออกกำลังกาย ที่เราต้องลงมือทำด้วยตัวเอง กล้ามเนื้อถึงจะมา เปรียบแล้วการที่จะพัฒนาจิตใจก็เหมือนการออกกำลังใจ ซึ่งก็ต้องปฏิบัติด้วยตัวเองเช่นกัน
ซึ่งการแสวงหาคำตอบต้องลงมือปฏิบัติเอง
การปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้จิตใจของเราสูงขึ้น หรือกลับสู่จิตเดิมแท้ จะทำให้ได้เรียนรู้การรู้แจ้งในความจริงสูงสุดของธรรมชาติ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่สอดคล้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับความจริง
การปฏิบัติสามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือแบบค่อยเป็นค่อยไป และ แบบฉับพลัน
🤍1. แบบตามลำดับขั้น (Progressive Way) ค่อยเป็นค่อยไป
1.1 ทำสมาธิเพื่อพัฒนาจิต จดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนตัดสิ่งรอบข้างออกไปหมด มีวิธีการเช่น นั่งสมาธิ สวดมนต์ จดจ่อกับสิ่งภายนอก เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ (เพ่งกสิณ) หรือจดจ่อกับสิ่งที่ศรัทธา
#ทำไมสมาธิถึงไม่เกิด
– จมในความอยาก มีกำหนัดในกาม (ไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างว่าเท่านั้น แต่หมายถึงความปรารถนาทั้งรูป รส กลิ่น เสียงทั้งหลาย) จิตมืดมัวไม่แจ่มใส
– จมในความไม่พอใจ โกรธแค้นเกลียดชัง
– จิตหดหู่ ง่วงซึม เคลิบเคลิ้ม
– ความฟุ้งซ่าน รำคาญ กระสับกระส่าย เกิดความกระเพื่อมตลอด
– ความสงสัย เพราะไม่รู้ จึงเกิดความลังเลไม่แน่ใจ มีอะไรมากวนใจจนไม่อาจทำให้สงบได้
1.2 เจริญสติเพื่อพัฒนาจิต
ถ้าการทำสมาธิเหมือนการลงทุนโดยใช้เงินทุนขนาดใหญ่ (ต้องทำจิตให้นิ่ง เดินจิตสงบ ซึ่งอาจทำได้ยาก ) การเจริญสติจึงเหมือนการหยอดกระปุก ทำทีละน้อย ทำได้บ่อยๆ ทั้งสองวิธีล้วนนำไปสู่การพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริง
เจริญสติ คือ การรู้สึกตัว ไม่ว่าจะยืน เดิน นอน นั่ง ขยับนิ้ว ดูลมหายใจ กะพริบตา จนไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การดื่มน้ำ กินข้าว พับผ้า ปลูกต้นไม้ หรือแม้แต่การออกกำลังกาย เช่น โยคะ ชี่กง ไท๊เก๊ก การเดิน อย่างตั้งใจ ทำอย่างรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก็ถือว่าเป็นการเจริญสติ
ทำเช่นนี้ เราจะไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปคิดเรื่องอื่น เพียงแค่กลับมารู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อมีอะไรมากระทบทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เพียงรับรู้ไม่หลงไปกับอารมณ์ต่างๆ
เมื่อรู้ตัวและปล่อยวางสิ่งที่รู้ก็จะไม่ตอบสนองต่อความคิดที่ผุดในสมอง ความกลัว หรือความหลงในใจ เพราะการมีสติรู้ตัวทางกาย จะนำไปสู่การมีสติรู้ตัวทางใจในที่สุด
เพียงมีสติรู้สึกตัว ขั่วขณะนั้น เราจะไม่มีอดีต อนาคต ไม่มีความคิดอื่นใด มีแต่ปัจจุบันขณะ แล้วจะพบความจริงที่ว่า ความเป็นตัวตนที่เรายึดมั่นถือมั่น คือสิ่งที่ความคิดของเราสร้างขึ้นนั้น ไม่ใช่จิตเดิมแท้ของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เราก็จะปล่อยวางตัวตนได้ในที่สุด
#ทำไมต้องเห็นความจริง
คนที่ทำสมาธิ หรือเจริญสติช่วงแรกๆ จิตมันไหลไปตามอารมณ์เรื่อยๆ เรียกว่า จิตฟุ้งซ่าน เหมือนกระรอกปีนสายไฟ ส่วนจิตที่จงใจมากไปคือ การเพ่งจิต เห็นแต่ความนิ่ง เหมือนกระรอกถูกสตัฟฟ์ไว้ ซึ่งก็ไม่เกิดปัญญาเพราะไม่เห็นธรรมชาติของกายใจ
การทำให้เกิดจิตตั้งมั่น คือ การรู้ทันการเผลอและเพ่ง อยู่กับปัจจุบัน อย่าไปอยากทำให้ความคิดหมดไป เพราะมันฝืนธรรมชาติ
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วจิตจะละเอียดมากขึ้น สามารถพ้นไปจากการพยายามรู้สึกตัว จะเกิดการถอดถอนตัวเองออกมาทำให้เห็นได้เลยว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ของเรา เหมือนเราแค่กำลังมองดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น
#แท้จริงแล้ววิปัสสนาคืออะไรกันแน่
ความหมายของวิปัสสนา มาจาก ‘วิเศษ’ และ ‘ปัสสนะ’ หรือ ทัศนา แปลว่า การเห็นที่วิเศษที่สุดในชีวิต คือ การเห็นตามความเป็นจริง เห็นความจริงนั่นเอง
พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ว่า วิปัสสนา คือ ยะถาภูตะ ญาณะ ทัสสะนัง ซึ่ง ทัศนะ คือการสังเกตอย่างตั้งใจ ญาณะ ด้วยปัญญา รู้ธรรมชาติของมัน ด้วยความจริง ยถาภูตะ แปลว่า อย่างที่มันเป็นไม่ใช่อย่างที่ท่านต้องการให้มันเป็นอย่างที่มันเกิดขึ้นจริงๆ นี่คือ วิปัสสนา ถ้ามองหาสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นก็เท่ากับว่ากำลังทะยานอยากในสิ่งที่ไม่มีอยู่ เราจึงต้องยอมรับสภาวะตามที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ แล้วเราก็จะได้เดินอยู่บนหนทางอันถูกต้อง
เมื่อจิตสามารถเห็นการแยกของอารมณ์ ความรู้สึก กาย ใจ ความคิดบ่อยๆ จะเกิดความรู้แจ้งว่า ตัวเราที่เที่ยงแท้ถาวรนั้นไม่มี เพราะทั้งกายใจไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นแค่วัตถุธาตุ (รูปธรรม) และความคิดปรุงแต่ง (นามธรรม) มากมายมหาศาลประกอบกันขึ้น เป็นของชั่วคราว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจากไป มันเป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้
แม้แต่รู้ ก็เป็นเพียงอาการรู้เฉยๆ ไม่มีเราไปเป็นตัวตน เป็นผู้ดู ผู้ควบคุม เป็นเพียงกิริยาอาการสภาวะที่สืบต่อเนื่องสัมพันธ์ต่อกันเท่านั้น
เมื่อจิตยอมรับประจักษ์แจ้งต่อความจริงของชีวิตและจักรวาล จิตจะหยุดดิ้นรนแสวงหา วางความเป็นตัวตน ผู้รู้ และน้อมรับความเป็นจริง ณ จุดนั้น ประตูแห่งการรู้แจ้งได้เปิดออกสู่ชีวิตแล้ว
🤍2. แบบฉับพลัน (Sudden Way) ยกระดับจิตจนเกิดความรู้ความเข้าในในสัจธรรมความจริง หรือแนวทางของนิกายเซน
เซน ไม่ได้เกิดจากการเล่าเรียน สวดมนต์ หรือประกอบพิธีกรรม แต่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ลงลึกถึงแก่นของความเป็นจริง “จงมองให้ลึกลงไปในธรรมชาติแห่งตน”
เซนคือการถ่ายทอดโดยเฉพาะเจาะจงอันเป็นไปนอกพระสูตร ไม่ได้ถือตามถ้อยคำและตัวอักษร แต่จงชี้ตรงจี้ลงสู่ใจของมนุษย์เพื่อให้แลเห็นธรรมชาติของตนและบรรลุถึงภาวะแห่งการตรัสรู้
การปฏิบัติรูปแบบนี้ จะไม่ยึดมั่นในรูปแบบการปฏิบัติ แต่เข้าใจพื้นฐานการเจริญสติ และสามารถสร้างการตระหนักรู้อยู่ในปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติ
ซาโตริ คือการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน รู้แจ้งสภาวะความจริง ทุกสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือเป็นความว่าง ความเป็นเช่นนั้นเอง (suchness)
#ตัวอย่างคำสอนจากผู้รู้แจ้งในแนวทางแบบฉับพลัน
จิตใจที่ยึดติดย่อมไม่อาจหลุดพ้น
ปฏิบัติเพื่อละทิ้งความมีตัวตน ไม่มีการฝึกฝน ไม่มีจิตให้ยึดถือ ไม่มีสิ่งต้องใคร่ครวญ ไม่มีเป้าหมายที่ต้องไป เพราะเมื่อจิตเลิกสนใจการปรุงแต่ง มันก็มีอิสระที่จะเป็นในสิ่งเดิมแท้ที่เป็นอยู่
ตั้งอยู่ในตนเองให้ถ่องแท้ ความเป็นตัวเราที่เที่ยงแท้ไม่มีอยู่จริง
การบำเพ็ญภาวนาที่แท้จริง คือการเน้นไปที่การรู้ตนเอง ไม่ใช่รู้ในรูปต่างๆ แต่รู้ให้ลึกลงไปยังเนื้อแท้ของสรรพสิ่ง
มองดูสรรพสัตว์ด้วยดวงตาแห่งความกรุณา เมตตาและปัญญา
#สิ่งที่ควรรู้ก่อนการปฏิบัติแบบฉับพลัน
– เหมาะกับผู้มีปัญญาและมีความพร้อมพอสมควร มีโยนิโสมนสิการ คือมีความใส่ใจในการพิจารณาทุกสิ่งอย่างละเอียด เข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง
– ไม่เหมาะกับผู้มีอีโก้สูง เพราะเป็นวิธีที่ไม่ใช้อัตตาเลย
– ไม่ยึดติดรูปแบบ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรเลย (ปฏิบัติแบบเกียจคร้าน) เพียงแค่หนทางนี้จะตัดทอนความรุงรัง ความเรื่องเยอะของพิธีกรรมและกุศโลบายต่างๆในการฝึกจิตเพียงเพื่อไม่ให้เราไปยึดติดในพิธีการต่างๆจนไปบดบังการเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของจิต
ส่วนตัวเจ้ค่อนข้างเอนเอียงมาทางเซน เนื่องจากปกติก็ไม่ได้มาสายเคร่งศาสนา สวดมนต์ เข้าวัด หรือนับถือกราบไหว้เป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ต่างๆ แม้ท่านเหล่านั้นจะน่าเลื่อมใสก็ตาม
อันที่จริงเจ้อยากมีเวลาศึกษาคำสอนของศาสนาคริสต์ อิสลาม และฮินดู อย่างละเอียดด้วย เพราะอยากลองหาความเชื่อมโยงของศาสนาหลักๆบนโลก
ใดๆก็แล้วแต่ วันที่พบว่าตัวเองตื่นรู้ มันกับเป็นสภาะวะที่เรียบง่าย ที่จู่ๆก็เข้าใจธรรมชาติของจิตไปเอง แม้จะเกิดหลังจากที่ปวดหัวแทบแตกมาหนึ่งคืนก็ตาม สิ่งนี้ทำให้เจ้เชื่อในจิตเดิมแท้ของตัวเอง และค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อเราปฏิบัติถึงพร้อม คนที่จะช่วยให้เราเดินทางได้ถูกต้องคือจิตเดิมแท้ของเราเอง
คราวหน้าจะเล่าถึงกับดักของการปฏิบัติ จะได้มีทางหนีทีไล่ ให้เราไม่ติดกับดักนี้ง่ายๆ
ด้วยรักจากเจ้
