หัวใจตื่นรู้

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ชอบ เพราะรวบรวมเรื่องราวการตื่นรู้ภายในตัวตน ที่ดูเป็นนามธรรม ฟุ้งๆ ให้ดูเป็นระบบระเบียบ เข้าใจง่าย และมีขั้นมีตอน เหมาะสำหรับคนทั่วไปก็อ่านเข้าใจได้ง่าย
เขียนโดยคุณ ธรากร กมลเปรมปิยะกุล และณัฐนภ ตระกลธนภาส สำหรับมือใหม่ที่กำลังเอาเท้าแหย่เข้ามาในเส้นทางนี้ นี่คือหนังสือที่เหมาะมากกับการเริ่มต้น
#การตื่นคืออะไร
การตื่น คือการตื่นมาพบสัจธรรมความจริงของโลก ว่าตัวเรา คนอื่น และสิ่งอื่น ล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน
การตื่นเป็นสิทธิแต่กำเนิดของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลก และสิ่งที่ปิดบังเราจากหนทางสู่อิสรภาพคือ ‘ความไม่รู้’ ไม่รู้ว่า ‘ตื่น’ คืออะไร ไม่รู้ว่าทำไมต้องตื่น และ ไม่รู้ว่าหนทาง หรือต้องทำวิธีการยังไงถึงจะตื่น
#เปรียบจิตของมนุษย์เหมือนถ้วย
หากเปรียบเทียบจิตของมนุษย์กับถ้วยทรงกลม จิตของคนส่วนมากกำลังคว่ำอยู่ ถูกจำกัดในโลกของความคิดที่เรียกว่า ตัวตน พื้นที่ในถ้วยค่อนข้างคับแคบและถูกแบ่งขอบเขตจำกัดความเป็นตัวตน
แต่สภาวะถ้วยหงายคือ มนุษย์จะมีความคิดที่เปิดกว้าง หลุดพ้นจากตัวตนอันคับแคบ เชื่อมโยงได้กว้างไกล สัมผัสธรรมชาติได้ ทำให้มีปัญญา
เราแต่ละคนมีธรรมชาติของพุทธะ (ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) อยู่ ซึ่งสิ่งนี้ศาสนาอื่นอาจเรียกว่า ‘พระเจ้า’ แต่ก็มีเมฆหมอกแห่งความไม่รู้มาบดบังธรรมชาติที่แท้จริงของเรา ทำให้เกิดอวิชชา จนเราหลงติดในความทุกข์ ในสังสารวัฏ
การที่จะตื่นหรือเข้าถึงความเป็นพุทธะ ก็เปรียบเหมือนการที่ลูกไก่ติดในเปลือกไข่ จะกะเทาะเปลือกออกมาได้ก็ต้องสั่งสมกำลัง ฝึกฝนทำด้วยตัวเอง
—
#จุดเริ่มต้นของความไม่รู้
มาจากความกลัว คนเราเกิดความกลัวเพราะ ‘ไม่รู้’ ยิ่งไม่รู้ก็ยิ่ง ‘กลัว’
จิตที่เกิดความกลัวเกิดจากการการไม่แน่ใจในความปลอดภัย ความอยู่รอด ไม่รู้ในภัยอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น
เราจึงมีสองทาง ‘สู้’ หรือ ‘หนี’ ไปพึ่งอะไรบางอย่าง
#ความไม่รู้คืออะไรกันแน่
ความไม่รู้ในที่นี้ คือไม่รู้ตามความเป็นจริง ความเป็นไปในธรรมชาติ สิ่งที่รับรู้จึงเป็นเพียงแค่ ความคิด ความเชื่อ ความเห็น ที่ห้อยโหนตามประสบการณ์ที่พบเจอแล้วเข้าใจไปเอง จนเกิดความยึดติด คล้ายเรื่องตาบอดคลำช้าง
แต่หัวใจของความไม่รู้ แท้จริง คือ ไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตน ทำให้คนนึกเอาเองว่าเรามีตัวตน ตัวเรามีอยู่ ดำรงอยู่ ทำให้เกิดการเอาตัวรอด ทุกคนจึงมีตัวตนของตน ซึ่งเกิดมาจากความไม่รู้
#อันตรายของความไม่รู้
ความไม่รู้นำมาซึ่งการใช้ชีวิตแบบดิ้นรน เพื่อการบำรุงบำเรอ ทะนุถนอมตัวตน รักษาสิ่งของ ทรัพย์สินของตัวเองและพรรคพวก แบ่งแยก การมีเรา มีเขา ยึดความเป็นตัวตน แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่ความชั่วร้าย แค่เป็นธรรมชาติของความไม่รู้ที่แผ่กิ่งก้านขยายไปยึดโยงกับทุกสิ่ง กลายเป็นต้นไม้แห่งตัวตนของมนุษย์ที่มีชื่อว่า ‘ความหลง’
หากนานวันเข้า จากความไม่รู้ ก็คิดว่าตัวเองรู้ รู้มากเข้าก็ยิ่งดันตัวเองให้ใหญ่เหนือโลก (Ego) หรือตัวเราของเรา
#มองไม่เห็นแก่นแท้ความจริง
โดยเฉพาะเมื่อมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ดูคล้ายจะเปิดเผยความลับของธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความมั่นใจของมนุษย์สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ยำเกรงธรรมชาติ เอาแต่จะกอบโกยใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัวให้ได้มากที่สุด จนละเลยทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติไป เช่น ความสนใจด้านจิตวิญญาณ ปรัชญา แก่นแท้ของศาสนา แล้วเอาแต่เชื่อสิ่งที่สัมผัสได้จากประสาทสัมผัสเท่านั้น
มนุษย์ดิ้นรนเพื่อครอบครองวัตถุและทรัพย์สินมากมายเพราะหลงในตัวตน และมองไม่เห็นแก่นแท้ความจริง เลยต้องไปครอบครองสิ่งสวยงามที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัส
#ทำไมมนุษย์จึงต้องเข้าใจเรื่องนี้
มนุษย์ มาจากคำว่า มน หรือ มโน แปลว่า ใจ และ อุษย แปลว่า สูงส่ง รวมแล้วแปลว่าผู้มีใจสูง การเป็นมนุษย์ที่แท้ จึงเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูง จึงควรยกระดับจิตใจเราให้สูง เพื่อให้หลุดออกจากอวิชชา ความไม่รู้ต่างๆ เปรียบได้กับการตื่นจากฝัน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
