173– อารียา เมตายา (Book 1 Part 10)

อารียา เมตายา 1 Part 10

หลังจากที่ได้ถอดบทเรียนจากอารียาเมตายามาหลายพาร์ท วันนี้ขอเข้าบทสรุปแบบไม่สปอยล์ เพราะยังยืนยันเหมือนเดิมว่า นี่คือหนังสือที่เจ้รักมาก และอยากให้มีโอกาสได้อ่านสักครั้งในชีวิต

#ความต่างของสิ่งมีชีวิตอื่นๆกับมนุษย์

ตามที่เล่าว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นพลังงาน หมายถึงว่าแม้แต่สิ่งที่เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น ก้อนหิน ดินทราย ต้นไม้ ก็มีพลังงาน มีจิตวิญญาณ เช่นเดียวกันกับมนุษย์ แต่ความต่างของดวงจิตมนุษย์กับ สัตว์ ต้นไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน ดินทราย คือ ‘ความอิสระ’ สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำตามอำเภอใจ แต่ต้องทำตามที่กำหนดเท่านั้น เมื่อไหร่ที่พระเจ้าเรียกกลับคืนสู่ source ก็จะสามารถกลับได้ทันที

แต่ดวงจิตของมนุษย์มีความอิสระ ตัดขาดจากพระเจ้า จึงต้องกลับไปยังแหล่งต้นกำเนิด หรือ บ้านเดิม ด้วยความสามารถตัวเอง พระเจ้าก็ไม่สามารถบังคับมนุษย์ได้ เพราะมนุษย์มีเจตจำนงเสรี หรือ Freewill ในการเลือก

การจะกลับบ้านเดิมได้ เหล่ารูปธรรมชั้นสูงรู้ดีว่าคือการที่เราต้องเป็นความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริง ถ้าทำได้แล้ว เราก็จะเชื่อมต่อกับเบื้องบน ซึ่งการกระทำนี้มีค่าสั่นสะเทือนเท่ากับการเป็นพระเจ้านั่นเอง อาจพูดได้ว่า ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเป็น Co-Creator หรือผู้ร่วมสร้างได้เมื่อไหร่ คือวาระที่เราเข้าถึงพระเจ้าแล้วนั่นเอง

#จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราแสดงออกเป็นความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริง

พอเรารู้หนทางที่จะกลับออกจากห้องเครื่องจักรวาลแล้ว เราก็คงพยายามประคับประคองความคิด และการแสดงออกของเราให้เป็นไปในทางบวก มีเมตตา มีแต่ความหวังดี แต่บางครั้งก็อาจมีบ้างที่เราสงสัยว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นความรักบริสุทธิ์จริงๆหรือยัง วิธีการดูคือ ให้เปรียบเทียบค่าในหัวใจว่ามีสิ่งไหนมากกว่ากันระหว่าง ความรัก ความปรารถนาดี กับ ความต้องการเอาชนะใครบางคน อยากดูเหนือกว่า สูงส่งกว่า เหล่านี้ก็นำไปสู่การแบ่งแยกชนชั้นอยู่ดี

โดยรวมถือว่าเป็นปรากฏการณ์ของการอยากมีตัวตน (ego) ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น ถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักที่เรามีต่อคนๆนั้นจริงๆ สิ่งที่เราทำ แม้ผลจะดูเป็นทางบวก มันก็จะเป็นเพียงความต้องการมีอำนาจเหนือต่อการยอม การให้ ของเราเท่านั้นเอง ยังไม่ใช่ความรักบริสุทธิ์ที่แท้จริง

#ยุคสมัยจักรวาล

ในหนังสืออารียาเมตายา เขียนไว้ว่า

1 วันของจักรวาล = 3600 ปี บนโลกมนุษย์

1 ยุคของจักรวาล = 24 วันของจักรวาล หรือ 86,400 ปี บนโลกมนุษย์ นั่นหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดบนโลกเราหลายร้อยหลายพันครั้ง จริงๆแล้วอาจจะไม่นานนักในบริบทของเวลาที่แท้จริงของจักรวาล อยากชวนคิดว่าทุกๆการมาเกิดบนโลก 1 ชาติ มีจุดประสงค์อะไร มาเพื่ออะไร และเราจะหยุดวงจรเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏที่ชื่อว่าห้องเครื่องจักรวาลนี้ได้อย่างไร บัดนี้ผู้ที่ได้อ่านอารียาเมตายา คงรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะคงความตั้งมั่นได้ตลอดไปหรือไม่

#เรื่องเหลือเชื่อหรือเรื่องธรรมดา

หลังจากอ่านอารียาเมตายา เล่ม 1 จบ ก็อาจมีคนที่มองว่าเป็นเพียงนิยายเล่มหนึ่ง แต่หากมองจากสายตาคนที่ตื่นรู้แล้วจะรู้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกินจริงเลย เป็นเรื่องปกติธรรมดาในหมู่รูปธรรมชั้นสูง โลกเราต่างหากที่เป็นเหมือนโรงละครที่มีแต่เรื่องเหลือเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ในมุมมองของสัตว์ที่ไม่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์อย่างถ่องแท้ ก็คงมองกิจกรรมของมนุษย์เป็นเรื่องประหลาด เรื่องมหัศจรรย์ผิดธรรมชาติฉันใด มนุษย์ที่ยังหลับใหลทั้งๆที่ร่างกายตื่นเต็มตัวมีสติสัมปชัญญะดี ก็คงมองคนที่ตื่นรู้อย่างแท้จริงแล้วว่าเป็นพวกแปลกประหลาด หรือมองสิ่งต่างๆที่คนตื่นรู้ทำได้ว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อฉันนั้น

#เราเลือกได้ว่าจะเป็นคนที่ชอบตัดสินหรือคนที่เปิดใจให้โอกาส

มนุษย์ทั่วไปจะหยุดตัวเองอยู่กับความเป็นไปได้จากความสามารถตัวเองที่มาจากตรรกะ การวางแผน หากพบว่าเป็นไปไม่ได้ก็จะล้มเลิก แล้วรีบหันไปหาสิ่งที่ดูเข้าท่า ดูเป็นไปได้มากกว่าทันที ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจปิดกั้นการยอมรับสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ แถมยังแปะป้ายตีตราใส่เรื่องที่เหนือธรรมชาติว่าเป็นเรื่องงมงาย นิทาน นิยาย เรื่องเพ้อเจ้อ เรื่องมโน ฯลฯ ไปเสียอย่างนั้น หากมนุษย์คนนั้นยังมีอัตตาอยู่เยอะมาก ก็คงตัดสินตามความเข้าใจอันจำกัดของตัวเองและออกไปเผยแพร่โน้มน้าวให้คนอื่นๆคิดเหมือนกับตน

ส่วนคนที่ตื่นแล้วจะเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้ทุกสิ่งแม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า ‘ปาฏิหาริย์’ คนทั่วไปไม่สามารถทำปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้เพราะเขา ‘ไม่เชื่อ’ ว่าทำได้ หลายเรื่องน่าทึ่งราวปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริงบนโลกเพราะความศรัทธาอย่างแรงกล้า ความเชื่ออย่างวางใจไม่มีเคลือบแคลง และเมื่อคลื่นพลังงานอยู่ในระดับเดียวกับสิ่งที่ต้องการ มันย่อมดึงดูดสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

บางคนที่ยังเข้าไม่ถึงจึงมองว่าเป็นเรื่องอภิญญาไป แต่หากเปิดใจกว้าง เราก็อาจจะยอมรับได้ว่าสิ่งที่เรามองว่ามันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อนี้ เกิดขึ้นเป็นปกติในหมู่รูปธรรมชั้นสูงที่มีความสั่นสะเทือนระดับสูง

หากยังไม่วางใจเชื่อข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ก็ขอให้เปิดใจเรียนรู้ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก่อนก็พอ แล้วค่อยๆให้โอกาสตัวเอง ลองเดินทางเข้าสู่เส้นทางตื่นรู้ของตัวเองก่อน เมื่อนั้นถึงจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

และหากวันนั้นมาถึง อย่าลืมกลับมาอ่านอารียาเมตายาอีกสักรอบอย่างละเอียด แล้วมุมมองชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จะไม่มีวันกลับไปมองโลกด้วยสายตาแบบเก่าได้อีกเลย ไม่มีวันจริงๆ..

ด้วยรักจากเจ้

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น