อารียา เมตายา 1 Part 9

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว ทำอย่างไรให้เราเป็นความรักได้ และลงลึกเรื่องของ ‘จิต’
วันนี้จะมาดูเรื่องของทำยังไงถึงจะออกจากห้องเครื่องจักรวาลนี้ได้
ตอนนี้ที่โลก เกือบทุกคนตกอยู่ในสภาวะไม่รู้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร จะไปที่ไหนเป็นที่สุดท้าย และเรากำลังตกอยู่ในอันตรายที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวาล เพราะมันคือการปรับเปลี่ยนโครงข่ายสนามแม่เหล็กครั้งใหญ่ และใครที่ไม่สามารถยกระดับจิตสำนึกให้สูงขึ้นก่อนการปรับโครงสร้างนี้ก็จะไม่มีโอกาสกลับออกมาจากที่นั่นอีกเลย
ซึ่งวิธีที่เราจะกลับออกมาได้ คือ การเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ
#โลกเราตอนนี้มีคนเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณมากน้อยแค่ไหน
ถ้าคิดเป็นเปอร์เซนต์ของจำนวนมนุษย์บนโลกนี้ 60% ของมนุษย์ทั้งหมดเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยใส่ใจประพฤติปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนาบนโลกเลย เหล่านี้คือคนหลับสนิท คิดว่าสิ่งที่เจอในชีวิตคือเรื่องจริง ตื่นมา ไปทำงาน หาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ตัวเองอยู่ในจุดประสบความสำเร็จ เจ็บป่วย และจากโลกนี้แบบที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังหลับอยู่
ส่วน 39% คือผู้ที่อยู่ในศีลธรรม รู้ว่าตัวเองกำลังหลับและพยายามดิ้นรนให้ตัวเองตื่น แต่อาจจะเข้าใจบทบัญญัติต่างๆของศาสนาคลาดเคลื่อนไป ไปยึดติดกับสิ่งที่ไม่ใช่แก่นแท้ของศาสนาจริงๆ จึงทำให้ได้ชื่อว่ายังเป็นผู้ที่หลับอยู่เหมือนกัน ดังนั้นขณะนี้บนโลกจึงมีคนที่กำลังตื่นอยู่น้อยนิดไม่ถึง 1 %
#แบบไหนถึงเรียกว่าตื่นแล้ว
เมื่อเรารู้สึกว่า จิตสำนึกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณแล้ว จิตนี้จะไม่ขึ้นต่ออำนาจทางความรู้สึกและอารมณ์อีกต่อไป เราสามารถเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความรู้สึกจากจิตสำนึกอีกต่อไป เราจะสามารถเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง
เมื่อเรายอมรับพระเจ้าว่ามีอยู่จริง ยอมทำตามความประสงค์ ซึ่งคือความประสงค์ของจิตวิญญาณ และจิตสำนึก วินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างได้สั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่เดียวกัน เท่ากับจิตสำนึกเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ เหนือสิ่งอื่นใดมันได้สั่นสะเทือนเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าด้วย
หรือการที่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวเล็กๆ นั่งอยู่ตำแหน่งด้านหลังของม่านตา ที่จริงคือตำแหน่งที่ตั้งของจิตสำนึก ซึ่งนี่คือผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่าเกิดการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว มันคือการอนุญาตให้จิตวิญญาณมีส่วนร่วมคิดตัดสินใจในการกระทำใดๆของชีวิต คล้ายๆกับการที่เราเห็นคนพูดคนเดียว อย่าไปมองว่าเขาบ้า บางทีเขาแค่กำลังเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณภายในตัวเองอยู่เท่านั้นเอง
#จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณได้
เมื่อเชื่อมได้แล้ว เราก็จะสามารถเปิดใช้กลไกของสมองซีกขวา หรือเป็นการเปิดใช้ ‘ปัญญาญาณ’ ซึ่งถ้าเรามีคำถาม หรือข้อสงสัยอะไรก็จะสามารถค้นหาคำตอบได้ทันที โดยคำตอบก็อาจจะออกมาในรูปแบบปิ๊งแว้บ ไอเดียแรกที่ผุดขึ้นมา การใช้จิตวิญญาณเป็นสะพานเชื่อมให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า
#ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณไม่ได้
คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เพราะจิตสำนึกยังไม่หลอมรวมกันกับจิตวิญญาณ อันเนื่องมาจากการไม่ยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าได้อย่างสนิทใจ หรือถ้ายอมรับก็มองว่าเป็นเทพเจ้าที่คอยประทานสิ่งต่างๆที่ร้องขอ หรือเป็นเทพเจ้าที่คอยจับผิด ลงโทษ ชำระความกับคนบาป ซึ่งนั่นไม่ถือว่าได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า
พระเจ้าเป็นแหล่งต้นกำเนิดองค์ความรู้ที่เป็นสัจธรรมสากล บางศาสนาจึงเรียกว่า พระธรรม แต่น่าเสียดายที่คนมอง พระธรรมเป็นเพียงคำสั่งสอนของศาสดา จนทำให้พระเจ้ากลายเป็นคัมภีร์ที่ถูกเก็บไว้ในตู้ และมองว่าเป็นสิ่งของที่ไม่มีจิตสำนึกรู้ไปเสีย
ดังนั้นแล้วไม่ว่าเราจะเรียก ‘พระเจ้า’ ว่า พระผู้สร้าง พระธรรม ธรรมชาติ ไม่ว่าจะตีความว่าอย่างไร ก็ล้วนแต่หมายถึงสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งถ้าเราเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณภายในได้ เราก็จะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ได้อย่างถ่องแท้เอง
ด้วยรักจากเจ้
