อารียา เมตายา 1 Part 6

ต่อจากพาร์ทที่แล้วที่เล่าถึงการเดินทางระหว่างดาวไปแล้ว พาร์ทนี้จะมาต่อเรื่องภาษาจิตและการจำตัวเองให้ได้
#ความรู้สึกคือภาษาของจิตวิญญาณที่กำลังพยายามแสดงภาพที่เราสามารถเข้าใจได้
มนุษยโลกมีหลากหลายภาษาที่ใช้สื่อสารกัน หลักๆที่ใช้กันทั่วโลก ก็มี ภาษาอังกฤษ จีน สเปน ฝรั่งเศส อารบิก ฯลฯ แต่เคยสงสัยไหมว่า แล้วถ้าจักรวาลไม่ได้มีแค่มนุษย์ ยังมีสิ่งมีชีวิต ยังมีรูปธรรมอื่นๆอาศัยอยู่ต่างดาว ต่างกาแลกซี่ พวกเขาเหล่านั้นใช้ภาษาอะไรในการสื่อสารกัน คำตอบคือ ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมเผ่าพันธุ์ไหน พวกเขาใช้ ความรู้สึก หรือ ‘ภาษาจิต’ ในการสื่อสาร
#นิรันดร์มีจริงแต่ไม่ใช่บนโลกเรา
เคยสงสัยไหมว่า เวลาอ่านนิทาน ทำไมตอนจบมักจะเป็นเรื่องราวแนวๆว่า ‘และเขาทั้งสองก็อยู่กันอย่างมีความสุขไปตลอดกาล’ นั่นเพราะคำว่า ‘นิรันดร์’ ‘จบบริบูรณ์’ หรือ ‘แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุขตลอดไป’ บนโลกดาวไกอา ไม่มีอยู่จริง แต่ที่จริงแล้ว ดวงจิตวิญญาณทุกๆดวงปรารถนาการจบบริบูรณ์ จบแบบมีความสุขที่เป็นนิรันดร์ นี่คือความรู้สึกจากจิตใต้สำนึกของนักวรรณศิลป์ทั่วโลกที่ถ่ายทอดออกมาเหมือนกันอย่างไม่รู้ตัว และความรู้สึกนี้คือที่สุดของที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเป้าหมายสูงสุดของดวงจิตวิญญาณทุกดวงบนโลก
#การกลับบ้านที่แท้จริง
หลายคนเกิดมาแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งจะพยายามค้นความหมายของชีวิต ว่าเราเกิดมาทำไมกันแน่ แต่ไม่ว่าจะพยายามแสวงหาความหมายของชีวิตจากแหล่งข้อมูลใด เราจะพบมันได้ทุกที่หากเข้าใจกระบวนการของมัน
ซึ่งกระบวนการคือ การที่เราทุกคน ทุกดวงจิตมาจากที่เดียวกัน มาจากดินแดนที่ไร้รูปธรรม มีแต่ดวงจิต เป็นที่อยู่ของผู้ให้กำเนิด หรือพระเจ้า ซึ่งตำแหน่งพิกัดของดินแดนแห่งนี้คือนอกเอกภพ ที่อยู่นอกกฎเกณฑ์ของพื้นที่และเวลา หรือที่เรียกว่า แดนสุญญตา หรือในทางพุทธก็คือนิพพาน ดังนั้นการที่เราได้อยู่เป็นนิรันดร์ นั่นหมายถึงการได้กลับบ้านที่แท้จริงของเรานั่นเอง
แต่การที่เรายังกลับไปบ้านที่แท้จริงไม่ได้ เพราะบางส่วน ต้องการมามีประสบการณ์ มาเรียนรู้กันที่โลกมนุษย์ก่อน
#ห้องเครื่องจักรวาล
ดาวไกอาคือห้องเครื่องของการขับเคลื่อนจักรวาลและเอกภพทั้งระบบ การที่คนอาสาลงไปทำงานที่นั่น ต้องมีแผนการที่วางร่วมกัน เพราะการกำเนิดพลังในการขับเคลื่อนจักรวาลต้องอาศัยจิตสำนึกของมนุษย์ที่อยู่ที่นั้นช่วยกันขับเคลื่อน แต่ถ้าคนที่ลงไปรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไปทำอะไร เพื่ออะไร ทุกอย่างจะเป็นโมฆะ จะไม่เกิดพลังงานจากจิตสำนึกที่แท้จริง
การวางแผนที่ให้ทุกคนมีบทบาทมาแสดงต่อกัน และต้องแสดงให้สมจริงถึงจะเกิดพลังงาน แต่เมื่อทุกคนไปทำงานและอยู่ในสภาวะแห่งการลืม ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกันว่าจะรักกันอย่างไม่มีเงื่อนไขให้ได้แม้ว่าจะยากเย็นเพียงใดก็ตาม
เมื่อทุกคนตกอยู่ในสภาวะการลืมและปฏิบัติต่อกันด้วยความชิงชัง ไม่สามารถทำตามบทบาทที่เคยตกลงกันได้ จึงเกิดเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ทับซ้อนของเก่าเข้าไป เงื่อนไขเก่าก็ไม่บรรลุผลแถมยังมีเงื่อนไขใหม่เข้ามาผูกอีก (เหมือนมีสัญญาใหม่เข้ามาอีกเรื่อยๆ) จิตวิญญาณก็เลยต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่สามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องนี้ได้ซักที (ก็เหมือนกับที่ทางพุทธเรียกว่าติดอยู่ในสังสารวัฏ) น้อยคนที่จะกลับออกมาได้ และสถานที่ๆกลับออกมารอคอยคนอื่นๆ เพื่อกลับบ้านที่แท้จริง ก็คือดาวทึงร่า
#ส่งภาษาจิต
ซึ่งคนที่ดาวทึงร่าก็ส่งแรงใจให้กลุ่มคนที่เคยเป็นกลุ่มเงื่อนไขเดียวกัน เพื่อย้ำเตือนให้รีบกลับออกมา นี่คือที่มาของข้อมูลแห่งความหมายของชีวิตที่มักถูกส่งไปให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่จำกัดแค่เฉพาะนักบวชหรือผู้นำทางจิตวิญญาณ หากตั้งใจในการตีความความรู้สึกเสียวๆ แปลบๆในใจ หดหู่ เศร้าๆ เหงาๆ เดียวดาย อ้างว้าง เรามาทำอะไร ทำไมรู้สึกไร้ค่า อยากตาย ฯลฯ
อาการเหล่านี้เกิดจากการส่งกระแสความคิดไปจากคนที่ดาวทึงร่า คือความต้องการจะพบเจอกันของคนรอคอยจากที่ห่างไกลและนี่คือการสื่อสารด้วยภาษาจิตรูปแบบหนึ่งนั่นเอง
เมื่อฝึกฝนทักษะการมองทุกสรรพสิ่งด้วยความไม่บิดเบือนใดๆ ไปเรื่อยๆ ฝึกการอยู่กับการกระทำทุกย่างก้าวของชีวิต พลังอำนาจทางความคิดจะมีอานุภาพที่เข้มข้น กระบวนการนี้เรียกว่าปัญญาญาณ
คือเมื่อไหร่ที่เราอยากรู้อะไร แค่ส่งความต้องการออกไป ก็จะเป็นการส่งกระแสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกจากสมอง ถ้ามีความพร้อมมากเท่าใด ก็จะยิ่งสามารถส่งคำถามไปได้กว้างและไกลมากเท่านั้น
ในทางกลับกัน เวลาที่มีคนส่งความคิดถึงเรา ยิ่งเรามีชั้นของการบิดเบือนข้อมูลเบาบางเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความสามารถในการรับข้อมูลได้ละเอียดลึกซึ้งมากเท่านั้น
#อย่ายึดติดกับความว่างแบบปลอมๆ
ผลของการขจัดการบิดเบือนด้านการรับสาร นอกจากจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความเป็นอัจริยภาพทางปัญญา ยังทำให้สามารถคิดและตัดสินใจกระทำต่อทุกๆสถานการณ์ได้ถูกต้องแม่นยำ ไม่เกิดความผิดพลาด ล่วงเกินกัน ไม่เกิดภาระกรรมใดๆ ก็มีโอกาสที่จะปลดเปลื้องพันธนาการแห่งกรรมได้ จนท้ายที่สุดดวงวิญญาณเราจะไร้น้ำหนักมวล เข้าสู่สภาวะ ‘บริสุทธิ์’ หรือ ‘ว่าง’ เป็นอิสระ
#หนทางที่จะพาเราไปเจอความว่างนั้นได้ก็คือการทำสมาธิ
การทำสมาธิแบบคนบนดาวไกอา มีความผิดพลาดอยู่ 2 ประการ คือ หนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และสอง เวลาที่ทำ ไม่ได้ทำอย่างเป็นธรรมชาติ คือไม่ได้ฝึกในชีวิตประจำวัน ทำทุกขณะจิตที่พูด คิด ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง คนส่วนใหญ่ใช้การหลบไปอยู่ในที่ๆไม่มีใครรบกวน แล้วหลับตาสงบอยู่คนเดียว ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แม้จะทำให้เราจดจ่อกับลมหายใจได้ง่าย แต่เราอาจจะไม่ทำมันอีกทันที่เดินออกจากสถานที่แห่งนั้น
ถ้าเรายังไม่สามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน เอาแต่ไปพึ่งสิ่งภายนอกให้ใจสงบ สร้างเงื่อนไข เช่น ต้องอยู่ในที่เงียบๆ ตามป่า ตามเขาเท่านั้นถึงจะเข้าสู่ความว่างได้ อันนี้มันไม่ใช่ความบริสุทธิ์ที่เกิดจาการบำเพ็ญเพียรภาวนา นั่นเป็นความว่างที่เกิดจากการปิดกั้นแบบชั่วคราว ยังไม่เกิดความบริสุทธ์อย่างแท้จริง
#โทษของการที่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร
หากเราเอาแต่จดจ่อกับลมหายใจแต่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร สภาวะทางความรู้สึกและทางอารมณ์จะยิ่งพลุ่งพล่านเป็นสองเท่า เพราะระหว่างที่อยู่ในความสงบ เหมือนได้พักผ่อนทางจิต ทำให้เกิดความสบายจนเกิดปิติสุข แต่เมื่อออกไปเจอสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ในชีวิตประจำวัน ก็จะยิ่งมีความรู้สึก มีอารมณ์มากกว่าคนอื่นๆที่ไม่ได้ทำวิธีการแบบนี้เป็นสองเท่า ถ้าโกรธ หรือ หงุดหงิด ก็จะมีอาการมากกว่าคนอื่นสองเท่า
#รำลึกให้ได้ว่าเราเป็นตัวของเราเอง
ส่วนใหญ่คนบนโลกไกอาไม่เคยรู้ตัว มัวแต่เอาความคิดไปผูกกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และปล่อยให้มันกำหนดการกระทำ เช่น มีใครมาด่าว่าเรา เราก็โกรธทันที นี่แสดงให้เห็นว่าเราตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่จะ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ เรามักถูกสิ่งเร้าที่อยู่ภายนอกกำหนดให้ทำให้คิดนู่นนี่นั่นอยู่ตลอด ไม่มีเวลาใดเลยที่เราจะรู้สึกถึงความเป็นตัวเอง ดังนั้นการที่เรากำหนดลมหายใจที่ม้วนตัวเข้าออกให้ลึกและยาว จึงเป็นการรำลึกได้ว่าเราเป็นตัวของเราเอง
ความบริสุทธิ์ที่แท้จริงคือ จิตวิญญาณจะต้องเผชิญกับเงื่อนไขและสามารถจัดการกับเงื่อนไขนั้นๆได้โดยปราศจากอนุภาคกรรมใดๆ เราจึงยังต้องฝึกฝนเพื่อผ่านด่านทดสอบต่างๆที่เข้ามาในชีวิตกันอีกมาก กว่าจะหลุดพ้นจนกลับบ้านที่แท้จริงได้
ด้วยรักจากเจ้
