161
คัมภีร์เต๋า เต้าเต๋อจิง Tao Te Ching

เป็นหนังสือที่พูดถึงวิถีที่ทำให้มนุษย์เข้าถึงแก่นของชีวิต และศิลปะการปกครองของผู้นำ
เล่มนี้เขียนโดย เหลาจื่อ ไม่มีใครรู้เรื่องราวที่แน่ชัดเกี่ยวกับเหลาจื่อ แต่มีคนบันทึกไว้ว่า เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ที่รับราชการทำงานในหอจดหมายสมัยราชวงศ์โจว บางตำราบันทึกว่าเหลาจื่ออยู่ยุคเดียวกับขงจื่อ แต่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งยุคนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทองแห่งปรัชญาจีน เต้าเต๋อจิง จึงเป็นคำภีร์ที่ถูกรวบรวมไว้มานานนับพันปี และยังเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญของแนวคิดเชิงปรัชญาทั้งหลายต่อมาอีกด้วย
เต้า คือวิถี
เต๋อ คือคุณธรรม
เต้าเต๋อจิง จึงหมายถึง วิถีการดำเนินชีวิตในแนวทางปรัชญาของเหลาจื่อ ประพันธ์ไว้เมื่อ 2500 ปีก่อน เป็นคำสอนเกี่ยวกับ การยึดมั่นในคุณธรรม และการใช้ชีวิตตามหลักธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งตามตัณหาหรือความปรารถนาของมนุษย์
มนุษย์ควรรู้ให้น้อย เข้าใจให้มาก รู้จักพึงพอใจ รู้จักว่าเมื่อไหร่ควรหยุด ไม่ช่วงชิง รู้จักหยุดนิ่งเพื่อให้เกิดสติ ปัญญา ศีลธรรม ควรยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม เพื่อความยืนยง และเข้าหาธรรมชาติให้มากที่สุดอยู่เสมอ
#เรามาจากความว่างเปล่าจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
เพราะทุกชีวิตบนโลกถือกำเนิดจากบางสิ่ง และบางสิ่งก็ถือกำเนิดจากความว่างเปล่า ดังนั้น ตัวตนอันไม่ได้ถือกำเนิดจากสิ่งใดนอกเหนือจากความว่างเปล่านั้น จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ควรอ่อนน้อมถ่อมตนต่อกันมากกว่า
#วิถีเต้าเต๋อจิง
วิถีคือสัจธรรมทุกประการบนโลกมนุษย์ โลกดำรงอยู่ได้ด้วยการผสานกันอย่างสมดุลของสิ่งตรงข้าม คือ หยิน (เงา หรือความมืด) และ หยาง (ดวงอาทิตย์ หรือแสงสว่าง)
ธรรมชาติของเอกภพ ความอ่อนโยน อ่อนน้อม และโอนอ่อนจะทำให้มนุษย์อยู่รอดปลอดภัยในบั้นปลาย
คุณสมบัติของวิถี คือ ไร้ตัวตน ไร้นาม เรียบง่าย ว่างเปล่า แต่มีอยู่จริง และคงอยู่ชั่วนิรันดร์
วิถีเต้าเต๋อจิงมีเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์อยู่รอดด้วยสันติสุข ไม่ใช่ให้เราอยู่ค้ำฟ้าด้วยการดิ้นรนต่อสู้กันแบบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้จักพอ
#วิถีแห่งปราชญ์
ปราชญ์ที่ไม่แสดงตน จึงโดดเด่น
ปราชญ์ ไม่ตัดสินตนว่าถูก จึงเป็นที่ยกย่องชมเชย
ปราชญ์มิโอหัง จึงเปี่ยมผลบุญ
ปราชญ์มิโอ้อวด จึงยืนยงคงอยู่
สิ่งที่ยาก ต้องเริ่มให้ง่าย
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ เริ่มให้เล็ก
ปราชญ์รู้ตนแต่ไม่แสดงตน รักตัวเองแต่ไม่ยกระดับตนให้เหนือกว่าใครๆ เช่นนี้แล้วเขาจึงละทิ้งบางสิ่ง และรักษาไว้ซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง เพราะในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดอ่อนน้อมและอ่อนแอไปมากกว่าน้ำ ไม่มีสิ่งใดแทนที่น้ำได้ ความอ่อนแอมีชัยเหนือความแข็งแกร่ง การอ่อนน้อมจึงมีชัยเหนือความดุดัน
ปราชญ์มักปฏิบัติในสิ่งที่ยากลำบากเสมอ ไม่ใช้ทางลัด นี่เป็นเหตุผลว่าในท้ายที่สุด ความยากลำบากจึงพ่ายแพ้แก่เขา
#สิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้
สิ่งที่ไม่อาจมองเห็น เรียกว่า รูปทรงอันเลือนลาง
สิ่งซึ่งไม่อาจได้ยิน เรียกว่า สำเนียงอันแผ่วเบา
สิ่งซึ่งมิอาจสัมผัสเรียกว่า ตัวตนอันละเอียดดั่งธุลี
สามสิ่งนี้มิอาจหยั่งได้ ทั้งสามจึงปะปน ดูราวกับเป็นหนึ่งเดียว
#สมบัติสามสิ่งที่หวงแหน
ความเมตตา นำพาไปสู่ความกล้าหาญ
ความมัธยัสถ์ นำไปสู่การขยายอาณาจักรของตน
ความมิหาญกล้าครองตำแหน่งผู้นำในอาณาจักร นำพาไปสู่การเป็นเจ้าแห่งสายธารทั้งปวง
แต่เวลานี้ผู้คนละทิ้งความเมตตา คงไว้แต่ความกล้าหาญ
ละทิ้งความมัธยัสถ์เพื่อคงไว้แต่การขยายอาณาเขตของตน ละทิ้งการอยู่เบื้องหลังตำแหน่งผู้นำจะนำพาไปสู่จุดสิ้นสุด
ในการปกครอง ผู้มีอำนาจมักทำให้จิตใจผู้คนว่างเปล่า แต่ไปเติมท้องให้พวกเขาอิ่มแทน
#สหายของมนุษย์คือความแข็งแกร่งและอ่อนนุ่ม
มนุษย์อ่อนนุ่ม และอ่อนแอขณะมีชีวิต ทว่ากระด้างและแข็งทื่อเมื่อสิ้นชีวิต
ต้นไม้ยืดหยุ่นและเปราะบางขณะมีชีวิต แต่ว่าแห้งเหี่ยวเมื่อสิ้นชีวิต
ดังนี้ ความแข็งแกร่งจึงเป็นสหายของการสิ้นชีวิต ความอ่อนนุ่มและอ่อนแอจึงเป็นสหายของการมีชีวิต
#วิถีแห่งสรวงสรรค์เหมือนการโก่งธนู
ส่วนที่สูงกดลง
ส่วนที่ต่ำยกขึ้น
มากเกินต้องลดลง
บกพร่องต้องเติมเข้าไป
ปราชญ์จึงไม่สะสม พวกเขาสละทุกสิ่ง แต่เขากลับมีมากขึ้น เขามอบทุกสิ่ง แต่ก็ยังมั่งคั่ง
วิถีแห่งปราชญ์จึงเป็นไปในทางที่โอบอุ้ม มากกว่าการช่วงชิงเอาเข้าตัวเอง
เป็นหนังสือที่ใช้คำสั้นๆ ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่สมกับที่เป็นปรัชญาจริงๆ เพราะต้องอ่านทวนหลายรอบกว่าจะพอเข้าใจ
โดยรวมก็เป็นความรู้ที่ให้กลิ่นอายโบราณ แต่คลาสิกตลอดกาล น่าลองหามาอ่านตีความกันดู
ด้วยรักจากเจ้
