157
The Four Agreements – ข้อตงลงเปลี่ยนชีวิต

เล่มนี้เขียนโดย Don Miguel Ruiz ศัลยแพทย์ชาว Mexico ที่มีครอบครัวและบรรพบุรุษเป็นผู้ที่ทำงานด้าน Healing หรือบำบัดทางด้านจิตวิญญาณ ตอนแรก Don Miguel Ruiz สนใจแต่ทางโลก วิถียุคใหม่ จึงเข้าเรียนแพทย์แผนปัจจุบันจนเป็นศัลยแพทย์
แต่มาถึงจุดที่ชีวิตพลิกผัน เขาประสบอุบัติเหตุรถชน จนเห็นตัวเองหลุดออกจากร่าง หลังจากนั้นเขาจึงหันมาสนใจศาสตร์แห่งการเยียวยาตามภูมิปัญญาที่สั่งสมมาของครอบครัว แม้กระทั่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากคุณตาที่เสียชีวิตไปแล้วผ่านทางการฝัน
หลังจากนั้นมา Don Miguel Ruiz จึงแบ่งปัน และถ่ายทอดภูมิปัญญาโบราณของโทลเทค (Toltec) ที่เขาได้เรียนรู้มานี้ให้ผู้คนนับจากนั้น และก็ถูกถ่ายทอดส่งต่อกันมาเรื่อยๆเพราะเชื่อกันว่าคำสอนจากโทลเทคจะเป็นเส้นทางที่นำชีวิตสู่อิสรภาพได้
—
มนุษย์เราเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตแบบอยู่ในกรอบมาตลอด เราทำสิ่งที่ทำเพราะเป็นสิ่งที่ทำต่อๆกันมาจนเรียกว่าเป็น ‘ศรัทธา’
เราเลยเป็นสำเนาความเชื่อของพ่อแม่ สังคม ศาสนา ที่รายล้อมตัวเราอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ความเป็นธรรมชาติของเราสูญหายไปในกระบวนการฝึกให้อยู่ในกรอบ และการฝึกให้อยู่ในกรอบก็มีพลังมากจนถึงจุดหนึ่งเราไม่ต้องให้ใครมาฝึกอีกต่อไป เพราะเรากลายเป็นสัตว์ที่ตีกรอบตัวเองอัตโนมัติไปแล้ว
คำสอนของโทลเทค ได้ให้ข้อตกลงเปลี่ยนชีวิต 4 ข้อไว้ง่ายๆ แต่ลึกซึ้งมาก ดังนี้
1. Be impeccable with your word ไม่ใช้ถ้อยคำทำร้าย
เพราะถ้อยคำคือมนตร์วิเศษ เป็นได้ทั้งมนตร์ดำ สามารถสาปแช่ง เผยแพร่พิษ ทำร้ายตัวเองและคนอื่นได้
ทันทีที่เราได้ยินและเชื่อ นั่นคือเรากำลังทำข้อตกลงกับตัวเอง
#ว่าด้วยเรื่องนินทา
การนินทาเป็นมนตร์ดำที่เลวร้ายที่สุด เพราะมันคือพิษล้วนๆ แต่การนินทาก็ทำได้ง่าย จนกลายเป็นการสื่อสารหลักในสังคมมนุษย์เพราะเป็นวิธีการสร้างความสนิทสนม รู้สึกดีที่เห็นคนอื่นรู้สึกแย่เหมือนเรา เราจึงพูดเพื่อให้มีคนสนับสนุนเรา จึงมีคำโบราณว่า “คนเป็นทุกข์ชอบรวมกลุ่ม” เพราะคนที่ทนทุกข์ไม่อยากอยู่คนเดียว
เมื่อมีคนนินทาว่าร้ายคนอื่น แล้วเราเชื่อทันที แบบไม่ลืมหูลืมตา แปลว่าเรากำลังมองคนนั้นผ่านสายตาของคนที่นินทา เพราะหลายๆครั้งที่ความคิดเห็นเป็นแค่มุมมอง ลองสำรวจดูว่าความเชื่อที่มาจากอัตตาของเราเอง ที่เราเอาไปเผยแพร่ใส่คนอื่นเพียงเพื่อให้รู้สึกว่ามุมมองเราถูก มันถูกต้องจริงๆแล้วหรือ
#คุณภาพชีวิตเท่ากับคุณภาพคำพูด
เรารักและรู้สึกยังไงกับตัวเอง เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพและความซื่อตรงของถ้อยคำที่เราใช้ เมื่อเราไม่ใช้ถ้อยคำทำร้าย เราจะรู้สึกดี สงบ และเป็นสุข
และเช่นเดียวกัน ถ้อยคำก็เป็นมนตร์วิเศษด้วย จงจำไว้เสมอว่า การใช้ถ้อยคำของเรามาจากระดับความรักที่เรามีต่อ ‘ตัวเราเอง’
2. Don’t take anything personally ไม่รับมาเป็นเรื่องของเรา
มนุษย์เราอยากมีตัวตนในสายตาใครบางคนเสมอ เวลาที่เรารับฟัง ทันทีที่คล้อยตาม พิษจะแล่นเข้าหาตัวเรา ทำให้ติดกับความสำคัญตนเพราะถือว่าสิ่งต่างๆเกี่ยวข้องกับเรา เป็นการแสดงออกขั้นสุดของความเห็นแก่ตัวที่ทึกทักไปเองว่าทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับเรา
#เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่ของเรา
ต่อให้คนอื่นด่า ดูถูกเราซึ่งหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องของเขา
ถ้ามีคนปฏิบัติกับเราอย่างไม่ให้เกียรติ ไม่รัก ถือเป็นเรื่องดีที่เขาออกจากชีวิต เพราะไม่งั้นเราต้องทนทุกข์กับเขาอีกนาน
เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใจคนอื่นมากกว่าที่เราเชื่อใจตัวเองในการเลือกสิ่งที่ถูกต้อง
เมื่อเราฝึกไม่รับสิ่งต่างๆมาเป็นเรื่องของตัวเอง เราจะหลีกเลี่ยงอารมณ์พิษมากมายในชีวิตได้ ความโกรธ ความริษยา ความเศร้า ก็จะหายไปด้วยถ้าเราไม่เอาตัวเองเข้าไปรับ เราจะเป็นอิสระ
3. Don’t make assumptions ไม่ทึกทักไปเอง
เรามักจะคิดไปเองกับทุกเรื่อง ปัญหาคือเรามักเชื่อสิ่งที่คิดว่าเป็นความจริง คิดไปเองถึงเรื่องที่คนอื่นกำลังคิด แล้วก็รับมาเป็นเรื่องของเรา
เรามักทึกทักว่าคนอื่นรู้ว่าเราคิดอะไร และทำสิ่งที่เราต้องการ เพราะเค้ารู้จักเราดี แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น เราก็มักเจ็บปวด เพราะทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้ ความร้าวฉานก็เกิดขึ้นจากการคิดไปเองและต่อยอดเองทั้งสิ้น
เรากลัวที่จะเป็นตัวเองเมื่ออยู่กับคนอื่น เพราะเราคิดว่าคนอื่นจะตัดสินเรา กล่าวโทษเราเหมือนที่เราทำกับตัวเอง ดังนั้นจงปล่อยวางทุกอย่างลง อย่าทึกทึกไปเอง
4. Always do your best ทำให้ดีที่สุดเสมอ
เป็นข้อที่ช่วยให้ 3 ข้อก่อนหน้าเป็นนิสัยติดตัว เปรียบเสมือนภาคปฏิบัติ แต่ระลึกไว้ว่า ‘ดีที่สุด’ อาจจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา เพราะทุกสิ่งในโลกย่อมเปลี่ยนแปลงตลอด ขึ้นอยู่กับสภาวะอารมณ์ตอนนั้น
แต่เมื่อเราใช้ชีวิตตามข้อตกลงใหม่ 4 ข้อนี้จนเป็นนิสัย ดีที่สุดของเราจะดีกว่าที่เคยเป็นมา
แต่เราก็ต้องอย่าพยายามมากเกินไปจนหมดพล้ง รู้สึกผิด เสียใจ เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสละความสุขหรือชีวิต เราเกิดมาเพื่อมีความสุขและรู้จักรัก
ทั้งหมดคือ The Four Agreements ข้อตกลงเปลี่ยนชีวิต
เมื่อรู้แล้ว เราจะทำยังไงกับชีวิตเราต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับเรา หากเราเลือกจะเมินเฉยปล่อยผ่านไป ชีวิตเราก็จะกลับสู่จุดเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่หนทางที่จะไปสู่อิสรภาพที่แท้จริง เราต้องทำตามนี้ก่อน
#ทลายข้อตกลงเดิมคือหนทางสู่อิสรภาพ
ลองสังเกตดูเด็กน้อยอายุ 2-3 ขวบ มักจะมีอิสระอย่างแท้จริง เพราะยังไม่ถูกตีกรอบ พวกเขายิ้มเกือบตลอดเวลา มีความสุขในการสำรวจโลก ไม่กังวลอดีต ไม่สนใจอนาคต และอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น ต่างจากมนุษย์ผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง ที่โดนฝึกสอนต่อกันเป็นรุ่นสู่รุ่น แต่เราก็ไม่ควรโทษพ่อแม่ที่สอนให้เราเป็นแบบเขา พวกเขาจะสอนอะไรเราได้นอกจากสิ่งที่ตัวเองรู้ จริงไหม พวกเขาก็เต็มที่แล้วนั่นแหละ หากพ่อแม่ทำให้เราไม่พอใจอะไร นั่นก็เพราะพวกเขาเองก็ถูกฝึกมาแบบนั้น
#กลับไปเป็นเด็กน้อย
ตัวจริงของเราคือเด็กน้อย ที่จะปรากฎขึ้นตอนกำลังเล่นสนุก กำลังเล่น หรือกำลังแสดงความเป็นตัวเองทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดเมื่อตัวจริงของเราปรากฎ เมื่อเราไม่สนใจอดีต ไม่กังวลอนาคต เราจะเป็นเหมือนเด็ก
แต่ชีวิตก็จะเล่นตลก เพราะมักจะมี ‘ผู้พิพากษา’ คอยมาเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ด้วยการบอกเราว่าเราต้องมีความรับผิดชอบ เราต้องทำงาน ต้องหาเลี้ยงชีพ แล้วเราก็จะกลับมาจริงจังอีกครั้ง
#ตรวจดูว่าอิสรภาพของเราจริงหรือปลอมกันแน่
อิสรภาพที่เรามองหา คืออิสรภาพที่จะเป็นตัวเอง แต่เมื่อมาคิดดูดีๆแล้ว สิ่งที่เราทำมักจะเพื่อเอาใจคนอื่นให้ได้รับการยอมรับแทนที่จะใช้ชีวิตให้ตัวเองพอใจ
คนส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตโดยไม่เฉลียวใจว่า “ผู้พิพากษาและเหยื่อ” กำลังควบคุมจิตใจเราอยู่ จึงไม่มีโอกาสเป็นอิสระ
ซึ่งการตระหนักรู้ว่าเราไม่มีอิสระคือก้าวแรกที่จะเริ่มอยากล้างพิษ รักษาบาดแผล เยียวยาตัวเอง จากระบบความเชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใจที่ไม่ใช่เรื่องจริง
ผู้พิพากษา เหยื่อ และ ระบบความเชื่อ ก็เหมือนปรสิตที่เกาะกุมจิตใจมนุษย์ เพราะพวกมันควบคุมภาพฝันของเราผ่านความคิด และดำรงชีวิตผ่านร่างกายเรา พวกมันอยู่ได้ อยู่รอดด้วยอารมณ์กลัว เรื่องราวดราม่า และความทุกข์ที่เรารับเอาเข้าตัวเราเอง
การที่ตัดสินใจรับข้อตกลง 4 ประการมาปฏิบัติคือการประกาศสงครามเรียกคืนอิสรภาพจากปรสิต เป็นการคลายมนตร์ดำที่สะกดจิตใจของเรานั่นเอง
#เข้าใจว่าจิตมนุษย์เหมือนผิวหนัง
ทุกวันเราตื่นขึ้นพร้อมพลังทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกายในระดับที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ตลอดทั้งวัน ถ้าเราปล่อยให้อารมณ์ผลาญพลังเราจนหมด เราจะไม่เหลือพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองหรือมอบให้คนอื่น
จิตใจมนุษย์เหมือนผิวหนัง ถ้าเราสัมผัสผิวหนังสุขภาพดีเราจะรู้สึกดี แต่ถ้าผิวเราบาดเจ็บ หนังเปิดติดเชื้อ เราก็คงไม่อยากให้ใครมาจับเพราะมันเจ็บ
แล้วถ้ามนุษย์ทั้งโลกมีบาดแผลบนผิวหนัง เราจะปฏิบัติต่อกันยังไง พอนึกออกไหม เราก็คงไม่อยากแตะต้องกัน ไม่กอดกันเพราะมันเจ็บ จึงต้องรักษาระยะห่างให้มาก
#ให้อภัยกับทุกสิ่งแล้วจะอิสระ
ถ้าเราสามารถเห็นสภาพจิตใจของเราเหมือนโรคๆหนึ่ง เราจะพบว่ามีวิธีรักษา โดยการใช้ความจริงเปิดแผล เอาอารมณ์พิษออก และสมานแผลปิดให้สนิท
เราต้องให้อภัยทุกคนที่เรารู้สึกว่าทำผิดต่อเรา แล้วเราจะให้อภัยตัวเองได้ การปฏิเสธตัวเองจะจบลง การยอมรับตัวเองเริ่มต้นขึ้น และนี่เอง คือจุดเริ่มต้นของการเป็นอิสระ
แต่คนส่วนใหญ่ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เราจึงพูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้อตกลงที่ 1 ‘การไม่ใช้ถ้อยทำเพื่อทำร้าย’ จึงสำคัญมาก เราต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์เพื่อให้เรามีพลังมากพอจะเปลี่ยนข้อตกลงที่มาจากความกลัว รอดพ้นจากนรกและสวรรค์ของเราเอง
คนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้สมบูรณ์ จะควบคุมความประพฤติของตนเองได้ดี
ความสุขในแดนสวรรค์คือสิ่งที่มนุษย์อยากไปถึง ซึ่งแท้จริงแล้ว ‘สวรรค์’ ก็คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางจิตใจ
และที่ตรงนี้เองที่โมเสสเรียกว่า ‘ดินแดนแห่งพันธะสัญญา’ พระพุทธเจ้าเรียกว่า ‘นิพพาน’ ส่วนพระเยซูเรียกว่า ‘สวรรค์’
น่าเสียดายที่ตัวตนเรามีแต่ความเชื่อและข้อตกลงเก่าที่อยู่ในหมอก ที่แม้แต่เราเองก็มองไม่เห็น เราจึงไม่สามารถปล่อยวางปรสิต เราผูกติดกับผู้พิพากษา ผูกติดกับเหยื่อ และเอนจอยการมีความทุกข์ เพราะมันทำให้เรารู้สึกปลอดภัยเพราะเรารู้จักมันดี
ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือกว่าจะทนทุกข์หรือจะรักและมีความสุข เลือกดีๆนะ เป็นกำลังใจให้เสมอจ้ะ
ด้วยรักจากเจ้
