156
The dark side of the light chaser ด้านมืดของผู้ตามหาแสงสว่าง

เล่มนี้เขียนโดย Debbie Ford จากชื่อเรื่อง ‘ด้านมืด’ ไม่ได้หมายถึงความชั่วร้าย ร้ายกาจอะไรแบบนั้น แต่คือด้านที่เราไม่ชอบและพยายามจะอยู่ห่างมันอย่างรังเกียจ
#เราไม่ได้อยู่ในโลกแต่โลกอยู่ในตัวเรา
มีคำกล่าวว่าโลกนี้มีสิ่งสุดยอดลี้ลับ 3 อย่างคือ ‘อากาศ’ สำหรับนก ‘น้ำ’ สำหรับปลา และ ‘คน’ สำหรับตัวเขาเอง ในเมื่อเรามองไม่เห็นตัวเอง เราจึงจำเป็นต้องมีกระจกสะท้อนให้เราเห็น
เราแต่ละคนคือจักรวาลระดับจุลภาคที่สะท้อนจักรวาลระดับมหภาค โลกที่เรามองเห็นสะท้อนสิ่งที่เราคิดเรารู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง โลกจึงเป็นกระจกสะท้อนตัวเรานั่นเอง Hologram ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงโลกภายในกับภายนอกได้ โดยแต่ละส่วนของจักรวาลมีภูมิปัญญาแห่งจักรวาลทั้งหมดดำรงอยู่ เราแค่ต้องจำให้ได้ว่าเราเป็นใคร แล้วเราจะเข้าถึงมัน
#ความสมบูรณ์แบบคือมีครบทั้งสองด้าน
คนเรามักเชื่อว่าความศักดิ์สิทธ์จะต้องสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรด่างพร้อย แต่ความจริงคือการเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน เป็นทุกสิ่งทั้งด้านบวกและลบ ดีและเลวต่างหาก
เพราะเรามีจุดกำเนิดมาจากที่เดียวกัน ทุกสิ่งจึงไม่แยกขาดออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็น เทวดาและซาตาน ผู้กล้าและคนขี้ขลาด คนขยันและคนขี้เกียจ สิ่งเหล่านี้ต่างนอนอยู่ในตัวเราและมันจะพยายามแสดงตัวออกมาถ้าเราปกปิด ผลักไส ไม่ยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเรา
คนส่วนใหญ่โหยหาอยากเห็นแสงสว่างและมีชีวิตอย่างงดงามด้วยตัวตนสูงส่ง แต่หากเราไม่หลอมรวมผสานทั้งด้านสว่างและด้านมืดของตัวเรา เราก็จะไม่สามารถสัมผัสแสงสว่างได้เต็มที่หากยังไม่รู้จักความมืด เพราะด้านมืดคือประตูสู่อิสรภาพที่แท้จริง
#มองหาด้านดีของด้านมืดให้ได้
การโอบรับด้านมืดคือการปล่อยให้มันอยู่รวมกับด้านอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเห็นว่าด้านนี้มีไว้เหมือนเป็นของขวัญเพื่อสอนเรา เช่น ด้านมืดนำความมีสติมาให้ นำความรักมาให้ หรือแม้ทำให้เราสามารถปลดปล่อยอารมณ์ได้ ฯลฯ เราต้องพยายามมองหาของขวัญนี้จากด้านมืดของเรา จนเราสามารถมองด้วยสายตาที่นับถือและกรุณาได้ การปรับเปลี่ยนความเข้าใจด้านมืดเสียใหม่ จะช่วยปลดปล่อยพลังงานด้านลบที่เราสะสมไว้มานาน
เมื่อให้เวลาค้นหาเงามืดในตัวเรา มันคือขุมทองในเงามืด เราต่างหาทองคำเพื่อหวนคืนสู่ตัวตนศักดิ์สิทธ์ของเรา
#เราอยากปกปิดด้านมืดของตัวเองเพื่ออะไร
การที่เรากดด้านมืดของเรา ผลักไสมันออกไปจากตัวเรา ทำให้คุณสมบัติดีๆก็ถูกกดไปด้วย เราไม่พบความงามในตัวเพราะมัวแต่เสียเวลาซ่อมความน่าเกลียด ไม่เคยรู้สึกดีกับความใจกว้างของตัวเอง เพราะนั่นเป็นแค่หน้ากากที่มาปิดบังความโลภ ลองสังเกตดูดีๆ ความขุ่นเคืองที่เรามีต่อพฤติกรรมคนอื่นมักเกี่ยวกับด้านที่ยังไม่ได้รับการสะสางในตัวเรา และคนส่วนใหญ่เปิดเผยเงามืดน้อยมากเพราะไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง
#ทำไมจึงต้องมีด้านมืดด้วย
มนุษย์เราคิดไปเองว่าตัวเราและคนอื่นแยกจากกัน ความไม่เหมือนกันได้สร้างกำแพงทั้งภายนอกและภายในขึ้นมา สิ่งที่เราเห็นหรือรับรู้ได้นั้น ไม่มีอะไรสักอย่างที่เราไม่ได้เป็นถ้าคุณสมบัติบางอย่างไม่อยู่ในตัวเรา เราจะไม่สามารถรู้จักคุณสมบัตินั้นในตัวคนอื่น เราจึงดึงดูดอะไรก็ตามที่จะมาเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นคุณสมบัติที่เราหลงลืมในตัวเอง
‘เงามืด’ จึงมีไว้เพื่อสอนให้เรารู้จักรัก ให้อภัย เห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่แค่ต่อคนอื่น แต่ต่อตัวเองด้วย บางคนอาจใช้เวลาเกินครึ่งชีวิตเพื่อรู้ซึ้งถึงทุกๆด้านที่เราเป็น เราต้องสานสัมพันธ์กับเงามืดก็เพื่อมีชีวิตที่เต็มสมบูรณ์อย่างแท้จริง เมล็ดพันธุ์จะงอกงามได้ต้องอาศัยดินอันมืดมิด (เงามืดของเรา) ได้รับความรัก การยอมรับ การบำรุงก่อน ดอกไม้ในตัวถึงจะผลิดอกบานสะพรั่งได้
เมื่อเราโอบรับคุณสมบัติในตัวเราทั้งด้านสว่างและมืด คุณสมบัติเดียวกันในตัวคนอื่นจะไม่มาเสียบปลั๊กดึงกระแสพลังจากเราอีกต่อไป จากนั้นพวกเขาจะสัมผัสเราได้อย่างอิสระ และเราก็จะสัมผัสพวกเขาได้อิสระเช่นกัน เพราะเวลาที่นิสัยของเราไม่มีฝาปิดปลั๊กไฟ เราจะดึงเหตุการณ์เข้ามา เพื่อช่วยให้เรายอมรับนิสัยที่เราปฏิเสธ
#เปลือกนอกคือนิสัยด้านที่เผชิญกับโลก
เงามืดถูกปิดบังมิดชิดจนเราแสดงนิสัยให้โลกเห็นแค่ด้านเดียว แต่จริงๆแล้วเรามีอีกด้านตรงข้ามอยู่ เปลือกนอกคือสิ่งที่ปกป้องเรา พัฒนาตัวเราเอง ประกอบด้วยทุกสิ่งที่เราเป็นและไม่อยากเป็น และการเดินทางสำรวจสู่เส้นทางวิถีจิตวิญญาณ ทำให้เราโอบกอดตัวตนทั้งหมด
#ความต่างของเปลือกและตัวตนที่แท้จริง
เปลือกนอกของเราสร้างขึ้นจากอุดมคติของอัตตา อัตตาคือ ตัวตนที่แบ่งแยกจากคนอื่น คืออัตลักษณ์เทียมที่ยึดถืออย่างโง่เขลา ว่าเราคือคนนี้ ตำแหน่งนี้ มียศถาบรรดาศักดิ์แบบนี้ๆ แต่จิตวิญญาณจะรวมตัวตนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับคนอื่น
เมื่อจิตวิญญาณกับ ตัวตน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เราจะเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเองและโลก
#เราจะทำลายอัตตาได้อย่างไร
มีคำกล่าวว่า เราป่วยเท่าๆกับความลับที่เก็บงำไว้ ถ้าอยากหายป่วย ก็ต้องรักษามัน
ลองสอบถามคนอื่นดูว่าในสายตาพวกเขา มองเห็นเรามีด้านมืดเป็นอย่างไร แม้ว่าจะเป็นกระบวนการที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ แต่ทุกเสียงสะท้อนคือพรอันประเสริฐ ถ้าเราไม่พร้อมได้ยินความจริง ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงชีวิตได้
เนื่องจากอัตตาไม่ชอบสูญเสียการควบคุม เมื่อเรายอมรับคุณสมบัติทุกด้าน มันจะรู้สึกหมดพลัง
เมื่อเรายอมเผยความจริงด้านมืด เราจะหายป่วย เราจะเป็นอิสระและมีพลังงานเหลือไว้ใช้พัฒนาตัวเอง
#สู่อิสรภาพที่แท้จริง
พึงยินดีที่พบว่าเราเป็นในสิ่งที่ไม่อยากให้เป็นมากที่สุด เมื่อเราเลิกหัวเสียเพราะนิสัยคนอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นกระจกสะท้อนเงามืดให้เราเห็นอีก เพราะเราจะมีความเต็มจากภายในมากขึ้น คนที่เราเจอก็จะเป็นคนที่เต็มมากขึ้นพร่องน้อยลง
เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้วกระตุกให้คิดตลอดเวลา มันทำใจยากนะที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่ชอบ ว่าเราเองก็มีส่วนเป็นแบบนั้นในอีกด้านนึง แต่เมื่อเปิดใจลองคิดตาม ใจเบาขึ้นเยอะเลย และเราก็จะไม่ตัดสินคนอื่นเก่งเท่าแต่ก่อนด้วย
ยอมรับด้านมืดในตัวเรากันเถอะ
ด้วยรักจากเจ้
