156 – ว่าด้วยเรื่องการ ‘ตื่น’

155

ว่าด้วยเรื่องการ ‘ตื่น’

หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้เจ้รู้สึกว่าสมบูรณ์พร้อมทั้งทางกาย ใจ จิตวิญญาณ และรู้สึกมีพลังกลับมาทำสิ่งต่างๆที่ตั้งใจไว้ได้แล้ว แต่คงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

เริ่มจากการทยอยรีวิวหนังสือที่อ่านจบไว้นานแล้วแต่ไม่ได้ลงมือสรุป เอามาลงเพจเป็นระยะๆ ไม่ให้เพจร้าง แต่คงไม่ได้ Active หนักขนาดโพสเป็นประจำทุกวันเสาร์เช้าแบบเมื่อก่อนแล้ว เอาตามที่สะดวก ไม่กดดันตัวเอง อยากทำงานอดิเรกนี้ด้วยความรักไม่ใช่ความกลัว

ข่วงเวลาที่ Inactive นิ่งๆ ไป เป็นช่วงที่ได้ทบทวนตัวเอง ได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ได้ทำความรู้จักตัวเอง จนพอรู้ว่าเราคือใคร และจะใช้ชีวิตยังไงต่อไปให้มีความสุข ทำประโยชน์สร้างคุณค่าอะไรต่อได้บ้าง ก่อนที่จะกลับบ้านเดิม ในที่ๆเราจากมา

เป็นโชคดีของเจ้ที่ทำงาน corporate ด้าน Learning & Development (L&D) งานสายนี้ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลามากกว่าชาวบ้าน เพราะเราต้องไปพัฒนาคนอื่น เราจะมาขี้เกียจ อีโก้สูง ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วว่าฉันรู้เยอะ ฉันเก่งแล้ว ไม่ได้เด็ดขาด การคิดแบบนี้คือกับดักของการเติบโต

ด้วยงานประจำที่ทำให้เราต้องคอยอัพเดตความรู้ตลอด คอยหาว่าคอร์สไหน หัวข้ออะไรจะมาช่วยแก้ปัญหาของพนักงานที่เจออยู่ หรือจะพัฒนาให้โตต่อได้ยังไง เปรียบแล้วเหมือนเดินทางไปรอบโลกเพื่อเสาะหาประสบการณ์ใหม่ๆ

แต่ยิ่งเดินทางไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่า สิ่งต่างๆที่เรียนรู้เพื่อจะให้เราเก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น เราทำเพื่ออยากอัพเกรดตัวเราเพื่อให้เราทำงานได้ดีขึ้น เพื่อตามคนอื่นให้ทันเท่านั้น แต่มันยังขาดการเข้าใจว่าแล้วจริงๆแล้ว เราถนัด หรือควรทำงานแบบไหนกันแน่

สรุปได้ว่า เราเรียนรู้หลายศาสตร์ร้อยทักษะกันมาหลายปีเพื่อที่จะมาพบว่า

สุดท้ายแล้วเราควรเริ่มที่ “กลับมารู้จักตัวเอง” ก่อน

คิดได้ดังนี้ เจ้ก็เริ่มจากการที่ศึกษาหลายแขนงเกี่ยวกับศาสตร์การรู้จักตัวเอง ทั้ง DISC, HeartStyles, MBTI, Cognitive Function, Enneagram แต่ละอันคือเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง เรียนทุกอันเพื่อให้ได้รู้ว่าเราเป็นแบบไหน ด้วยความคิดที่ว่า เมื่อรู้แล้ว เราจะได้รู้จักตัวเองจริงๆซะทีว่าเราคือใคร

แต่ทั้งหมดที่เล่าไป มันตอบโจทย์ในแง่ว่า เรารู้แล้วว่าเราเป็นคนแบบไหน มีสไตล์การทำงานยังไง มีพฤติกรรมประมาณไหน บุคลิคภาพเราคือประเภทใด เราเป็นคนลักษณ์อะไร มันเหมือนจะโอเคแล้วในการใช้ชีวิตทำงานตามปกติ

แต่ลึกๆแล้ว มันก็ยังมีคำถามที่ติดอยู่ในใจเสมอว่า แล้วเราเกิดมาเพื่อทำอะไรกันแน่ เราเกิดมาแค่ เรียนหนังสือ ทำงาน หาเงิน ซื้อทรัพย์สิน เพื่อให้ได้ชื่อว่าเราประสบความสำเร็จตามบรรทัดฐานของสังคม และก็ชราภาพ จากโลกนี้ไป แค่นี้จริงๆเหรอ

ตอนเด็กๆ เจ้ก็มักจะไหลไปตามกระแสสังคม เรียนพิเศษตามที่สมัยนั้นฮิตกัน ใครเรียนอะไรเราเรียนด้วย ใครไปเที่ยวที่ไหน รีสอร์ทอะไร ประเทศไหน เราไปด้วย หนังสืออะไรกำลังฮิต หรือเป็น Best Seller เราก็เอาด้วยหมด ใช้ชีวิตแบบตามคนอื่นตลอด

จนมาถึงอายุเข้าวัยเลข 3 ถึงเพิ่งจะเริ่มเป็นตัวของตัวเอง อาจเพราะเจ้ดูแลตัวเองได้ มีเวลาของตัวเอง เลยได้เริ่มทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ เช่น อ่านหนังสือ เขียน Calligraphy ทำ Bullet Journal จากลูกค้านวดหน้า ก็ไปเรียนนวดหน้า และ ชงชา ซึ่งถือว่ากิจกรรมเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มนั่งสมาธิ เพราะทำให้หลงรักโมเมนต์ที่ได้อยู่กับปัจจุบัน

จนเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว เจ้ไปเรียนชงชาที่เชียงราย

เจ้ได้เจอเพื่อนใหม่จากทริปชงชาที่เชียงรายคนนึง เราคุยกันถูกคอ คุยกันสารพัดเรื่อง จนวนเข้ามาเรื่องนี้ เพราะเค้าถามว่าทำไมเจ้ถึงสนใจเรียนเยอะแยะไปหมดเพื่อที่จะรู้จักตัวเอง ก็เลยตอบเค้าไปว่า เพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วต้องทำอะไร จริงๆแล้วเรามี Mission อะไรกันแน่ และเรื่องราวก็เริ่มจากตรงนี้…

เพื่อนใหม่เจ้ ร่ายยาวถึงเรื่อง Source ว่าจริงๆแล้วเราก็มาจากผู้สร้าง เราต้องจำตัวเองให้ได้ว่าเราไม่ใช่เราในร่างกายนี้ เราคือจิตวิญญาณที่อาศัยในร่างกายนี้เท่านั้น มีคำศัพท์แปลกๆมากมายโผล่มาตลอดการสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำนั้น เช่น Higher Self, Star Seed, Lightworker กลับสู่ Source ฯลฯ

ตลอดเวลาที่ได้รับข้อมูลจากเพื่อนใหม่นี้ เชื่อไหมว่าเหมือนเสียงรอบตัวดับไปเลย เจ้ไม่ได้ยินอะไรอื่นนอกจากตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนเล่า

เจ้กลับจากทริปชงชาด้วยความมึนงง และก็เหมือนฟ้าฝนเป็นใจ AI ในมือถือคงได้ยินบทสนทนา เลยฟีด content เกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนใหม่เจ้เล่าคืนนั้นให้ฟังเต็มไปหมด พอฟังคลิปนึง ก็ไปต่อคลิปอื่น ฟังหลายคน หลายช่อง ทั้งไทยและเทศ ทุกวันเช้าเย็นก่อนนอน ไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับคนที่เข้าใจเรื่องพวกนี้มาอ่าน บวกกับการนั่งสมาธิทุกวัน ทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราว และเข้าใจภาพรวมของด้านจิตวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ซุ่มเงียบศึกษาต่อไปไม่หยุด เพราะมันเหมือนสถานที่ๆเข้าแล้วออกไม่ได้ ไม่มีทางให้หันหลังกลับ

จนเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2566 เจ้ปวดหัวแทบแตก เหมือนมีอะไรมาบีบที่กระหม่อม และมีเสียงวิ้งๆในหัว เป็นอาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เจ้ไม่เคยเป็นไมเกรนด้วย ก็เลยไม่มั่นใจ ว่าอาการปวดหัวนี้คืออะไร รู้แค่ว่าพาตัวเองให้ถึงบ้าน อาบน้ำแล้วรีบนอนเลย

เช้าวันใหม่ น่าแปลกมากที่อาการปวดหัวหายไป กลับมาปกติมากเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เจ้ดีใจมาก นั่งพินิจพิจารณาสมอง ศรีษะตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานกันแน่ และตอนนั้นเองที่เจ้รู้สึกถึง Power of Now อยู่กับปัจจุบัน และมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ทันใดนั้น (เล่าเหมือนเป็นนิทานเลยแฮะ) มันก็เกิดภาวะเหมือน ยูเรก้า หรือ Aha Moment หรือ ซาโตริ

คือจู่ๆ มันเข้าใจแล้ว ขันธ์ 5 คืออะไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เจ้เกทแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าต่างๆ มรรค 8 สติปัฏฐาน 4 อัตตา อานาตยะ ศีล สมาธิ ปัญญา และอื่นๆที่เคยรู้แต่ไม่เคยเข้าใจ จู่ๆวันนั้นมันเกทแบบงงๆ ว่า แค่นี้เองเหรอ แล้วสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาทำไมไม่เข้าใจ

ประกอบกับจิ๊กซอว์ต่างๆที่ได้สะสมจากการดู ฟัง อ่าน มันต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง การที่เรียนโรงเรียนคริสต์มา 12 ปีเต็ม เคยอ่านไบเบิ้ลในโบสถ์คร่าวๆ ทำให้พอเข้าใจคำสอนของศาสนาคริสต์อยู่บ้าง การที่ตามเพจมุสลิมอยู่ตลอด และเคยขอความรู้ด้านศาสนาอิสลามจากพี่ที่ทำงาน คนขับแกรปที่เป็นมุสลิม ฯลฯ ทุกอย่างมันประกอบเข้าด้วยกัน

จนพบว่าสุดท้ายแล้วปลายทางของทุกศาสนาคือที่เดียวกัน คือกลับสู่ Source

และก็เข้าใจคำพูดที่ว่า ‘โลกคือละคร’ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ทุกอย่างคือ Matrix มันคือมายา มันคือ สิ่งสมมติ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน สงคราม ฯลฯ เราแค่เลือกมามีประสบการณ์ในโลกเท่านั้น เมื่อตายไป ก็จะละแค่ร่างกาย แต่จิตวิญญาณเรายังอยู่ ถ้ายังหาทางกลับบ้านไม่ได้ ก็ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏต่อไป

แล้วจู่ๆ ข้างใน กลางใจตัวเจ้ ก็ขนลุกวาปแบบเหมือนมีคนมาเปิดสวิชต์ไฟ มันวูบวาบไปหมดเลย เหมือนข้างในมันดีใจ ยินดี ที่เราเข้าใจเรื่องนี้ซะที หลังจากผ่านหลายเหตุการณ์ใหญ่ๆที่กระเทือนจิตใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ มาจนตอนนี้ เพิ่งถึงบางอ้อ แล้วก็ข้างในอีกนั่นแหละที่เชิญชวนให้เจ้นั่งสมาธิ

เจ้เลยนั่ง และจากวันนั้น ก็นั่งทุกวัน แล้วเจ้ก็ไม่สามารถกลับไปมองโลกได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ลามไปถึงอาหารการกินที่เกิดอาการไม่อยากกินเนื้อสัตว์ จากที่ไม่เคยกินผักสดได้ ตอนนี้ก็กินได้แล้ว มันกลับตาลปัตรไปหมด

ซึ่งมาเข้าใจภายหลังว่า มันเป็นประสบการณ์การตื่นรู้ (Spiritual Awakening) ที่สอนกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เหมือนที่พระพุทธเจ้าบอกว่า มันเป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ที่ต้องปฏิบัติเองถึงจะเข้าใจ

หลังจากผ่านช่วงนั้นมา หลายๆสิ่งในชีวิตก็เปลี่ยนไป ไว้ว่างๆแล้วจะมาเล่าต่อว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เอาที่เห็นชัดๆเลยคือ เจ้หมดความสนใจในสิ่งต่างๆที่รู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยให้เราเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้แนวการอ่านหนังสือก็เปลี่ยนไป

นี่คือสิ่งที่อยากบอกว่า หนังสือพัฒนาตัวเอง How To ต่างๆ ที่เคยชอบอ่านมากๆ ตอนนี้มันไม่ดึงดูดเจ้อีกเลย

ทำให้ต่อจากนี้ หนังสือต่างๆ หรือโพสที่จะลง อาจจะมีด้านการพัฒนาตัวเองน้อยลง เหลือไว้แต่หนังสือที่ช่วยเติมเต็มด้านจิตวิญญาณตามความสนใจที่ข้างในเรียกร้องจะอ่าน

หวังว่าน้องจะเข้าใจ และลองเปิดใจอ่านตามบ้างนะ (ขอร้องล่ะ)

พบกันที่บ้าน

ด้วยรักจากเจ้

ปล. รูปต้นไม้นี้ เจ้ถ่ายที่ Healing Garden เชียงดาว ตอนไปเรียนเรกิ

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น