153
Conversation with God 1

ชื่อเต็มๆของหนังสือเล่มนี้ คือ Conversations with God: an uncommon dialogue, book one หรือ สนทนากับพระเจ้า การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา เล่ม 1 เขียนโดย Neale Donal Walsch ชายผู้ที่ผิดหวังกับชีวิตจนเกือบจะตัดสินใจลาโลกนี้ไป
แต่ก่อนไปเขาได้เขียนระบาย ต่อว่าด่าทอพระเจ้าซะไม่มีชิ้นดี ว่าจะให้เค้าเกิดมาเจอชีวิตแย่ๆทำไมกัน แต่จู่ๆ เค้าก็ได้รับ Message เป็นเสียงในหัวที่ถามขึ้นมาว่า เธออยากรู้จริงๆ หรือเธอแค่อยากระบาย ทำให้ Neale ตัดสินใจเขียนคำตอบจากเสียงลงบนกระดาษ จนเกิดเป็นบทสนทนาอันไม่ธรรมดาให้เราอ่านกัน
เล่มนี้ ต้องเปิดใจในการอ่านอย่างมาก ไม่ได้บอกให้รีบเชื่อ แค่ให้ลองอ่านดูก่อน อย่าไปยึดติดกับคำว่า “พระเจ้า” ว่าศาสนาฉันไม่มีพระเจ้า หรือ ฉันไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แล้วเอามาบล็อคตัวเราเองให้ไม่สามารถเข้าถึงความรู้อันหาที่เปรียบมิได้ เพราะมันช่างเป็นหนังสือที่กระแทกจิตใจชนิดที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเวลาอ่านหนังสือ
เล่มนี้ไม่ได้อิงศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ไม่ใช่ลัทธิใดๆ คนเขียนมีสติสัมปชัญญะสมประกอบดีทุกประการ ตัว Neale เองก็ต้องต่อสู้กับตัวเองในการจะตีพิมพ์เล่มนี้ เพราะเขารู้ดีว่าต้องเจอกระแสต่อต้าน หรือโดนกล่าวหาว่าจาบจ้วง เล่นของสูงแน่ๆ
แต่สุดท้าย ก็ได้ถูกตีพิมพ์ในปี 1995 แถมยังถูกแปลไปหลายภาษาทั่วโลก พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนถึงปัจจุบัน
—
#พระเจ้าคืออะไรกันแน่
พระเจ้า ในที่นี้ หมายถึง ‘ผู้สร้าง’ Prime Creator ผู้ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง พระเจ้าไม่มีเพศ ไม่มีอายุ ไม่มีศาสนา ไม่มีชื่อ พระเจ้าอยู่กับเราตลอดทุกลมหายใจ เพียงแต่คนที่จะรับสารจากพระเจ้าได้ต้องเป็นคนที่ตั้งใจ ‘ฟัง’ จริงๆ โดยพระเจ้าอาจะมาในรูปแบบเพลง อยู่ในประโยคโฆษณา เป็นคำพูดของตัวละครในหนัง ในโปสเตอร์ บิลบอร์ด หรือ คนแปลกหน้า ฯลฯ
#ว่าด้วยเรื่องการอธิษฐาน
พอพูดถึงพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ ก็จะไม่พ้นเรื่องอธิษฐาน เพราะเราคงไม่สามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้ด้วยคำพูด มันเลยออกมาเป็นรูปแบบการอธิษฐานขอพร ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ทำได้ พระเจ้าอยู่กับเราตลอด แต่ต้องกลับมาดูด้วยว่าเราอธิษฐานถูกหรือเปล่า เพราะพระเจ้าจะตอบสนองตามความรู้สึกที่แท้จริงของเรา เอาง่ายๆคือ พระเจ้าไม่เข้าใจภาษาพูด แต่จะเข้าใจ ผ่าน ‘ความรู้สึก’
ถ้าเราร้องขอ อ้อนวอน อยากได้ เป็นการส่งความ ‘อยาก’ ออกไปให้พระเจ้าได้ยิน ซึ่งท่านก็จะสนองให้เรามีความ ‘อยาก’ นั้นกลับมา
การอธิษฐานที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การขอสิ่งต่างๆ เช่น ขอให้เป็นคนรวย มั่งคั่ง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับการยอมรับ ฯลฯ เพราะการร้องขอคือการประกาศถึงความขาดแคลน ทำให้เกิดประสบการณ์ความต้องการ แต่ให้เราอธิษฐานเพื่อขอบคุณแทน เป็นการแสดงออกถึงความซาบซึ้ง สำนึกรู้คุณ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สูง ทำให้เราดึงดูดสิ่งดีๆที่ความถี่เท่ากันเข้ามานั่นเอง เปรียบเสมือนว่าอธิษฐานถูกต้องก็จะได้สิ่งนั้น
#เราควรใช้ชีวิตยังไงกันแน่แบบไหนถึงจะเรียกว่าดี
ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ดี หรือ ไม่ดี สำหรับพระเจ้า เพราะทุกอย่างคือประสบการณ์ ความดีความเลวคือสิ่งที่มนุษย์มโนขึ้นเพื่อตัดสินกันเท่านั้น เพราะแรกเริ่มเดิมทีมีเพียง สิ่งอันเป็นทั้งหมด แต่เราจะไม่สามารถรู้จักตัวเอง เพราะไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่ มันไม่มีขั้วตรงข้ามให้เปรียบเทียบ จึงทำให้เกิดความเป็น/ไม่เป็น ขึ้นมา มีสองขั้ว สองด้าน เพื่อให้เรารู้สึกถึงอีกด้าน เช่น มีมืดก็มีสว่าง มีดำก็มีขาว มีร้อนก็มีเย็น มีดีก็มีชั่ว นั่นเอง
พระเจ้าไม่สนใจหรอกว่าเราจะทำอะไร แค่ใช้ชีวิตตามที่ใช้ชีวิต คล้ายกับการที่คนเป็นพ่อแม่ไม่ได้สนใจว่าลูกๆจะเล่นอะไร ตราบใดที่พวกเค้าปลอดภัย แต่ต่อให้ลูกๆบาดเจ็บมา คนเป็นพ่อแม่ก็จะคอยช่วยเหลืออยู่ดี เพื่อให้วันรุ่งขึ้นลูกๆได้ออกไปเล่นใหม่ ก็แค่นั้นเอง สิ่งที่เราควรทำคือ การมามีประสบการณ์ตามที่เราอยากมี และจดจำตัวเองให้ได้ว่าเราคือใคร
#สวรรค์นรกมีจริงไหม
เรามาจากที่เดียวกัน และเราจะกลับไปยังที่เดิมที่ๆเราจากมา เมื่อละสังขารจากกายหยาบนี้ไป ก็อยู่ที่จิตวิญญาณของเราว่าจะกลับมามีประสบการณ์ใหม่ หรือพอแล้ว จะกลับบ้านเดิม ดังนั้น สวรรค์หรือนรก จึงเป็นเพียงอุปมาอุปมัยเวลาที่มีความสุขมากๆ หรือทุกข์มากๆ เหมือนที่เคยมีคนพูดว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ มันเป็นเช่นนั้นเอง
#เราคือใครแล้วเราจะหาตัวเองเจอไหม
เราเป็นจิตวิญญาณที่มาเกิดในร่างมนุษย์ เพื่อมีประสบการณ์อะไรบางอย่างที่โลกมนุษย์ ชีวิตจึงไม่ใช่กระบวนการค้นหา แต่เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ เราจึงไม่ต้องค้นหาตัวเอง แต่กำลังสร้างตัวเองขึ้นใหม่ ดังนั้น อย่าเสาะหาว่าเราคือใครแต่จงตัดสินใจว่าใครที่เราอยากจะเป็น
ซึ่งแท้จริงแล้ว เราก็เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า ที่สร้างเราขึ้นมานั่นแหละ หรือเอาจริงๆเราคือพระเจ้าที่มีร่างกาย การมาเกิดบนโลกนี้ เราจึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรอีก แค่ต้องจำสิ่งที่รู้อยู่แล้วให้ได้ (Remember) และกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าให้ได้ (Re-Member)
มนุษย์เรามีชีวิตอยู่ในมายา จึงรู้สึกถึงความกลัว ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากการตัดสินใจที่จะสงสัยในพระผู้สร้าง ลองวางความกลัวลง แล้วใช้ชีวิตด้วยความรักดู นั่นแหละคือวิถีที่ทำให้พวกเราเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น
#อะไรคือการดำรงอยู่ของมนุษย์
มีหลายอย่าง แต่ทั้งหมด คือเรื่องเดียวกัน
การดำรงอยู่ของมนุษย์ ประกอบด้วย วิญญาณ จิตใจ ร่างกาย (รู้-สร้าง-ประสบ)
ซึ่งนักศาสนศาสตร์ เรียกว่า พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธ์
นักจิตบำบัด เรียกว่า จิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตเหนือสำนึก
นักปรัชญา เรียกว่า สัญชาติญาณ อัตตา (Ego) จิตเหรืออัตตา (SuperEgo)
นักกวี เรียกว่า จิต ใจ วิญญาณ
#ทำไมโลกเราถึงเป็นแบบที่เป็นอยู่แบบนี้คือสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เป็นเหรอ
โลกขับเคลื่อนด้วย 2 สิ่งหลักๆ คือ ความรัก และความกลัว โดยความกลัวคือพลังที่ปิดตัว เก็บงำ ถอยหนี หลบซ่อน กักตุน ทำร้าย ทำให้เกิดหายนะ สงคราม ความเกลียดชัง การแบ่งแยก ส่วนความรักคือพลังขยาย เปิดกว้าง ส่งออก แบ่งปัน เยียวยา สถานการณ์แต่ละที่ในโลกเป็นแบบไหนก็ดูจากการที่มนุษย์ในแต่ละที่มี่ความรักหรือความกลัวมากกว่ากัน ธรรมชาติของมนุษย์ รักและทำลาย และก็กลับมารักในสิ่งที่ให้ค่าสูงสุด วนเวียนกันไปเป็นวัฏจักร
#ความปรารถนาของพระเจ้าคืออะไร
ให้เรารู้จักว่าพระเจ้าคือใคร ยิ่งใหญ่ขนาดไหน และเราซึ่งมาจากพระเจ้า ก็ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากท่าน
ให้เรารู้จักตัวเอง จำให้ได้ว่าเราคือใคร และมีประสบการณ์ผ่านพลังที่พระเจ้ามอบให้เราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ
ให้เรารู้ว่าเรามีเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกความปรารถนาเป็นจริง ซึ่งก็คือ ความรัก การอยู่กับปัจจุบัน การยอมรับ การซาบซึ้งขอบคุณ
และอย่าลืมว่าเราทุกคนมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ ผ่านความคิด คำพูด และการกระทำ
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเรายอมรับว่าตัวเราก็ศักดิ์สิทธ์เท่าเทียมกับพระเจ้า เราจะรู้ว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาจากการที่เราเข้าใจว่า ‘I am’ (ฉันเป็น)
#อยากบอกอะไรกับคนที่อ่านถึงตรงนี้ไหม
ไม่เป็นไรนะ ถ้าผู้คนจะไม่เข้าใจ ผู้คนอาจจะฟังถ้อยคำ แต่ ‘ไม่ได้ยิน’ นั่นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่พวกเขาจะเข้าใจ แต่เจ้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลานั้นจะมาถึงเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
#ConversationwithGod
