154 – The Magic of Awareness

The Magic of Awareness  เวทมนตร์แห่งจิตพุทธะ

เล่มนี้ไม่ได้มีวางขายตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ได้มาด้วยความบังเอิญที่ไปเจอในเพจวัชรสิทธา บริจาคเงินแล้วจึงได้หนังสือมา

เป็นหนังสือของ Anam Thubten ครูสอนธรรมะสายจิตวิญญาณชาวทิเบต เป็นเล่มที่อ่านจบแล้วอดใจไม่ได้ที่อยากจะเขียนสรุปสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ มันช่างล้ำลึกและทำให้เราตื่นตัวแบบตาลุกโพลงหลังอ่านจบกันเลยทีเดียวว่าที่แท้ชีวิตก็เป็นแบบนี้นี่เอง

สิ่งที่ถ่ายทอดในหนังสือไม่ใช่การสอนธรรมะของพุทธศาสนา แม้ว่าชื่อหนังสือภาษาไทยจะมีคำว่า “พุทธะ” ก็ตาม เพราะตามจริงแล้ว พุทธะ แปลว่าการตื่นขึ้น ดังนั้นเนื้อหาในเล่มไม่อิงศาสนาใดๆ ไม่ว่าใครอยู่ศาสนาไหนก็สามารถทำความเข้าใจและเอาไปปฏิบัติได้ทั้งนั้น เป็นองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ บริสุทธ์และน่าเสียดายมากหากเราจะมองข้ามมันไปด้วยติดกับดักแค่ว่า มันจริงเหรอ แล้วมันพิสูจน์ยังไง มันเป็นแค่ความเชื่อ มันเป็นลัทธิหรือเปล่า

คำแนะนำที่จะให้ได้คือ ก็อย่าเชื่อถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไปลองอ่าน ลองทำ แล้วพิจารณาด้วยตัวเองก่อน

‘การตื่น’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการตื่นนอนหลังจากหลับใหลมาทั้งคืน แต่เป็นการตื่นขึ้นทางจิตวิญญาณแบบที่ว่า ถ้าตื่นแล้ว เราจะไม่สามารถกลับไปหลับได้อีก

มนุษย์เราตามหาความหมายของชีวิต คุณค่าของชีวิต หาว่าเราเกิดมาเพื่อทำอะไรกันแน่ ด้วยการพยายามมองออกไปยังโลกภายนอกว่ามันอยู่ตรงไหน เราอ้อมโลกออกนอกจักรวาลไปเพื่อที่จะมาค้นพบว่าสุดท้ายแล้วมันอยู่ในตัวเราเอง ข้างใน ณ ขณะที่เราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต อยู่ที่นี่ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ดื่มด่ำอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวของการดำรงอยู่ แค่นั้นเอง

ปิติสุขอันยิ่งใหญ่จะติดตามผู้ที่รู้วิธีผ่อนคลายจิตของตน

เมื่อเราออกจากบ้านเผชิญกับโลกภายนอก การจะทำให้จิตผ่อนคลาย ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ให้เราลองใช้ชีวิตด้วยความใส่ใจ (ในลมหายใจ, เสียง, ภาพ, การเคลื่อนไหว) จะทำให้เราตระหนักรู้ในทุกๆขณะ โดยไม่ตัดสินหรือจับผิด ในพื้นที่นั้นจิตจะผ่อนคลายและตื่น เป็นสภาวะของจิตที่ไม่หลงไปกับความคิดและอารมณ์  การภาวนาที่เรียบง่ายเป็นการใส่ใจอย่างเต็มที่ และศิลปะของการใส่ใจคือหนทางสู่ Enlightment

สิ่งที่ตรงข้ามกับความใส่ใจ คือ ความหมกมุ่นอยู่กับโลกทางความคิด ขังตัวเองในสภาวะจิตหดแคบ เช่น ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก ความทุกข์ทั้งหลาย

ปัญญาคือการเห็นแจ้ง

แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดปัญญาที่เป็นปัญญาจริงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่อาจหาได้จากการไปอ่านหนังสือ เข้าคอร์สเรียน หรือให้คนสอน แต่เป็นการที่เราต้องใส่ใจ ทำด้วยตัวเราเอง ดังที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่าเรื่องตื่นรู้ เรื่องปัญญารู้แจ้ง เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ต้องทำเอง ซึ่งแนวทางที่จะไปพบกับปัญญาที่ว่าได้ง่ายๆ เรานั่งสมาธิกันไปเพื่อรวมจิต เพื่อให้นิ่งพอ จนเกิดปัญญารู้แจ้งอย่างตรงไปตรงมา จิตที่ตื่นรู้คือ pure awareness สมบูรณ์ที่สุดตามที่เป็น

เมื่อพัฒนาความรักและความหลงใหลการปลดปล่อยอย่างใส่ใจ เราจะผ่านขั้นตอนอันน่าทึ่งของวิวัฒนาการภายใน จนวันหนึ่ง มันจะกลายเป็นกระแสการตระหนักรู้อย่างเป็นธรรมชาติไปเอง

อยู่กับช่องว่างระหว่างความคิด

อย่ามัววิ่งตามอดีต อย่าคาดเดาอนาคต ผ่อนคลาย ปล่อยจิตตามที่เป็น

ไม่มีช่วงเวลาใดที่ดีไปกว่าที่เป็นอยู่ชั่วขณะนี้แล้วทุกสิ่งจะสลายไปที่นั่น แล้วความหลุดพ้นสูงสุดจะเกิดขึ้นเอง

แท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียว

จิตที่ตื่นรู้มองเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งหมดในพื้นที่ของความศักดิ์สิทธ์ ส่วนจิตที่ไม่ตื่นรู้จะพยายามแยกแยะระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธ์และไม่ศักดิ์สิทธ์ สิ่งดีงามกับไม่ดีงาม บริสุทธ์กับไม่บริสุทธ์ เมื่อนั้นเราติดกับอยู่ในคุกคุมขังของจิตนั่นเอง

คนเราไปวัด โบสถ์ด้วยความเชื่อที่ว่า สถานที่เหล่านั้นจะช่วยให้เราข้ามพ้น แต่กลายเป็นว่าทุกสิ่งที่เราต้องข้ามพ้น มันอยู่ในภาพปรุงแต่งของจิตเราเท่านั้นเอง

เมื่อตื่นทางจิตวิญญาณ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป เพราะจริงๆแล้วเราก็ยังหายใจอยู่ ต้นไม้ภูเขายังอยู่ตรงนั้น สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือการหายไปของ มายา และความทุกข์ที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพลวงตา หลังจากนั้นเราจะพบความสุขได้แม้ในสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด เช่นการนั่งมองวิวธรรมชาติ การเล่นกับสัตว์ การทำงานอดิเรกที่เราจดจ่อกับมันอย่างใส่ใจ

จิตบริสุทธ์เดิมแท้

เมื่อเราอยู่ในปัจจุบันขณะ เราจะไม่หลงอยู่กับความคิดของเราอีกต่อไป

การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เช่น การภาวนา การเคลื่อนไหวร่างกาย โยคะ ตันตระ ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้จิตสะอาดไปถึงจุดพลิกที่เราสามารถเห็นคนที่เราเป็นจริงๆคือ จิตบริสุทธ์เดิมแท้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นเพราะจิตถูกยึดกุมโดยพลังของความหลงและอวิชชา

ณ จุดสิ้นสุดของถนนจิตวิญญาณ คนที่อยู่ในเส้นทางนี้ก็แค่พักอยู่ในธรรมชาติเดิมแท้ของการดำรงอยู่ ที่เรียกว่าสภาวะของ จิตเดิมแท้ หรือจิตบริสุทธ์ ซึ่งจิตบริสุทธ์เดิมแท้อยู่ในเราแต่ละคน ไม่ถูกล้อมกรอบด้วยเวลาหรือสถานที่ เป็นอิสระจากทุกสิ่งและดำรงอยู่ในทุกคนชั่วขณะนี้

ยิ่งเราตื่น ความกรุณาจะไหลรินอย่างเป็นอิสระเหมือนกับน้ำ

การทำให้พ้นจากตัวตนเก่าที่ยังไม่พังทลายอยู่ในจิตใจเรา มันมี สิ่งที่ขาดหายไป ซึ่งไม่ใช่สติปัญญา ความขยัน ความกระตือรือร้น แต่เป็นความกรุณา ความกรุณาอันแท้จริงแท้ให้พื้นที่แก่ทุกสิ่งแม้แต่อัตตา ไม่มีอะไรที่ต้องโกรธเกลียดแม้แต่อวิชชา และเราจะรักทุกชีวิตที่ยังไม่ตื่นรู้  ทุกอย่างถูกโอบอุ้มไว้อย่างสง่างามในอ้อมกอดของความกรุณา

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก ในที่สุดการมีตัวตนก็มาถึงจุดสิ้นสุดและสลายไป สิ่งที่เราค้นพบไม่ใช่ตัวตนใหม่ แต่เป็นพื้นเดิมแห่งธรรมชาติที่แท้จริงของเราที่อยู่ตรงนี้อยู่แล้วเสมอมา

ใช้จิตมองเข้าไปยังจิต สังสารวัฏจะหายไปในทันที

เมื่อเราให้ความใส่ใจกับอะไรก็ตามด้วยความปรารถนาที่จะตื่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือจิตเราจะหยุดไปชั่วขณะ

จิตเราหมุนเวียนตลอดเวลาเหมือนกงล้อแห่งความหลง สังสารวัฏไม่ได้อยู่ข้างนอกแต่อยู้ข้างในเรา จริงๆแล้ว สังสารวัฏคือสภาวะจิต จิตสังสารวัฏคือสภาวะจิตที่หมุนอยู่ตลอดเวลา หลงในเรื่องราว หลงในจินตนาการของมันเอง ความคิดที่เรามีต่อความจริงเป็นแค่สิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นและเป็นภาพฉายของจิตเราเอง

ดังนั้นเมื่อเราใส่ใจกับบางอย่าง จิตสังสารวัฏจะหยุด มันหยุดเพราะไม่มีใครปั่นกงล้อต่อ เมื่อจิตหยุด ทุกอย่างก็หยุด แม้แต่ความรู้สึกของ ‘ตัวฉัน’ ก็หยุด สิ่งปกคลุมใจทั้งหมดถูกลอกออกจากพื้นผิวของจิต ไม่มีสิ่งบดบังจิต นี่คือวินาทีแห่งการเบิกเนตร ว่าชีวิตคือความว่างและความว่างคือชีวิต

เมื่อเราใส่ใจกับความปรารถนาที่จะตื่น เราจะเห็นจิตหยุด ไม่มีเวทมนตร์หรือความสุขใดยิ่งใหญ่เกินกว่าการหยุดของจิตอย่างเป็นธรรมชาติ เกิดเป็นความโล่งใจอย่างฉับพลัน เป็นการบรรเทาใจ ที่ได้วางภาระลงจนตัวเบา เพราะจิตคิดของเรา จริงๆแล้วคือภาระ เมื่อจิตไม่มีสิ่งปกคลุม เราจึงจะตื่นต่อชีวิตจริง

ความจริงของปัญญาญาณไร้กาลเวลา

อยู่ที่ว่าในชั่วขณะนี้ เราจะสามารถตื่นขึ้นสู่ชีวิตที่แท้จริงได้ไหม จะสามารถรักชีวิตที่มีได้ไหม จะสามารถอยู่กับความว่างได้ไหม เป็นคำถามที่เราคงต้องไปหาคำตอบให้ตัวเองกันตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสม แล้วเราจะพบปัญญาญาณที่ว่า

รอคอยคนที่พร้อมจะคุยกันเรื่องนี้ หวังว่าน้องจะอ่าน

ด้วยรักจากเจ้

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น