เก็บตกจากงาน งาน #CTC2023
ต้องบอกก่อนว่า ไม่สามารถเก็บรายละเอียดครบทุกห้องเพราะเค้าจัดเวลาพร้อมๆกัน มี 3 Main Stage กับอีก 2 Workshop รวมเป็น 5 ห้องที่รันพร้อมๆกัน เลยต้องเลือกหัวข้อที่สนใจเอาเอง ก็เลือกไปตามอารมณ์ ณ ตอนนั้น
แต่ก็ถือว่าไม่ผิดหวัง เพราะไม่ว่าจะเข้าห้องไหน ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ก็จดโน๊ตไว้ เอาสิ่งที่ชอบในงานมาฝากกัน และขออภัยที่สัดส่วนคำภาษาอังกฤษอาจจะเยอะไปหน่อย
#TrendofPeoplePerformance – Strategy & Practice โดยคุณอภิชาติ ขันธวิธี

– โลกเรากำลังเปลี่ยนจาก VUCA ไปสู่ BANI และบรรดา CEO ในเอเชียแปซิฟิกกว่า 70% เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวแน่ๆ เราจึงต้องมีการ Transform ทั้ง People, Process, Tools, Technology
– ต้นทุนของแรงงานก็จะเพิ่มขึ้น 16-28% โดยอาจใช้หลักการใดหลักการหนึ่งจาก Build, Buy, Borrow บริหารคน
– กลยุทธ์ในการบริหารคน คือ
1. Improve Employee Experience เพราะสิ่งนี้จะเป็นเทรนด์ต่อจากนี้ ถ้าไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงาน ในทุกๆ Touchpoint ได้ หรือไม่มีเครื่องมือ ทรัพยากรที่เพียงพอไว้ให้ หรือ สิ่งแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง ไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน อยู่ยาก ฯลฯ พนักงานพร้อมจะไปจากองค์กรได้ทุกเมื่อ
2. Redesign Performance Evaluation & Rewarding system ให้โฟกัสที่ Talent Management โดยการ Restart Reset Redesign ต้อง define ให้ได้ว่า Talent ที่เป็นคนเก่งในอดีต จะสามารถเป็นคนเก่งในอนาคตด้วยหรือไม่ ในอนาคตอาจมีตำแหน่ง Head of Talent Management ที่หน้าที่หลักคือเพิ่มจำนวน Talent ในองค์กร การดู Talent ให้ดูจาก Character + Behavior / Competency / Mindset & Attitude ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็อาจไม่ใช่ Talent ตัวจริง
3. Revisit Workforce Management to overcome diversity รับมือกับความหลากหลายของคนในองค์กรให้ได้
4. Enabling a skill-based organization
5. Cultivating the right culture ทำ Culture ในองค์กรให้เป็นกิริยา (Verb) ไม่ใช่มีแค่แปะข้างฝาที่ออฟฟิศ
—
#LeaderVision : People you need in the world of change โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ

เพิ่งเจอคุณรวิศไปใน Mission to the Moon Forum วันนี้ก็ยังประทับใจในทุกๆเวทีของคุณรวิศ เพราะเตรียมตัวมาดี สไลด์สวย เล่าเรื่องเก่ง ลื่นไหล น่าจะเป็นผลมาจากการที่ทำ Mission to the Moon Podcast ทำให้ตอนนี้คุณรวิศคือเซเลปในวงการ Speaker ท่านหนึ่งที่ฮอตฮิตมากๆ
– ปัจจุบันบริษัทเกิดใหม่มากมาย Talent จะหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะหาคนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องทั้งเก่งและดีด้วยถึงจะเป็นคนที่ใช่สำหรับองค์กร (ยกตัวอย่างกรณีหุ้น STARK เก่งแต่โกงก็ไม่ไหว)
– ซึ่งการจะหาคนที่ใช่ ต้องไปดูว่าเค้ามี Value ในด้านต่างๆเป็นอย่างไร (Family / Political /Economic/ Company)
– อีก 4 ปีต่อจากนี้ ไทยจะเริ่มเป็นเหมือน USA ในเรื่องการเชื่อม Political Value เข้ากับ Company Value
– Character ของ CEO ส่งผลอย่างมากกับ Character ขององค์กร
– Checklist ของ Leader Vision คือ
1. Cross Functional Working เข้าใจงานของแผนกอื่นหรือไม่ว่าทำอะไรกัน ทำไมแผนกนี้ถึงตีกับแผนกนั้นอยู่เรื่อย ลองหาวิธีให้โอกาสแต่ละฝั่งไปรู้งานอีกฝ่ายจะได้เข้าใจกันมากขึ้นไม่ทำงานเป็น Silo
2. Life-long learning mindset ความรู้ใหม่ๆถาโถมเข้ามาไม่หยุด ถ้าเราหยุดเรียนรู้คือเรากำลังถอยหลังแล้ว
3. Give & Take Feedback มนุษย์เราโตได้ด้วยฟีดแบค ซึ่ง Feedback framework ง่ายๆ คือ Start / Stop / Continue นี่คือเหตุผลว่าหัวหน้าไม่ควรมี Direct Report เกิน 8 คน มากกว่านี้เราจะฟีดแบคลำบากแล้ว และต้องแยกให้ออก อันไหน Feedback อันไหนเป็น Noise
4. Technology Skill โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิด ถ้าไม่ปรับตัวจะอยู่ลำบาก จึงต้องมีทักษะในเรื่องนี้ไว้บ้าง ทำได้โดยการ Research เรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้จาก Employee/Customer Analysis และ Planning
5. Common sense of People ต้องฝึกอ่าน Behavioral Science เยอะๆ ช่วงนี้คุณรวิศสนใจพวกจิตวิทยาคนมากๆ ถ้ายังไม่เก่งก็ต้องให้คนมีประสบการณ์ช่วยดู
– คุณรวิศเล่าถึงประโยคเด็ดที่ชอบมากคือ Bad Leaders are surrounded by Wall, Mirror, and Liars คือผู้นำห่วยๆ มักจะปิดกั้นตัวเองด้วยกำแพง ส่องกระจกที่เห็นแต่ Ego ของตัวเองและรายล้อมด้วยบรรดาลูกสมุนที่ยกยอปอปั้นเลียแข้งขา ดังนั้นหากได้ขึ้นเป็นผู้นำเมื่อไหร่ ทำใจรอไว้เลยว่าเราจะถูกรายล้อมด้วยสามสิ่งนี้
– หัวหน้าที่ดีต้องไม่เป็นภาระของลูกน้อง ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีมาก่อน อย่าปล่อยให้ลูกน้องทำงานเหนื่อยแล้วต้องมาเหนื่อยอธิบายให้เราเข้าใจอีก (เรื่องนี้คุณรวิศประสบเองกับตัว เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Mission to the Moon Podcast เพื่อจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆอยู่ตลอด จะได้ไม่เป็นภาระลูกน้อง)
– ทุกวันนี้มีเรื่องให้เรียนรู้เยอะมาก แต่เราต้องเลือกว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับเรา แล้ว Focus
– ปิดท้ายด้วย Quote เก๋ๆว่า “Leadership is not about titles, positions, or flow charts. It is about one life influencing another.” – john C. Maxwell.
ผู้นำไม่ได้ดูที่ชื่อตำแหน่ง หรือ อยู่ตรงไหนของผังองค์กร แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถทำให้ลูกน้อง ลูกทีม ลูกค้า ยินดีที่จะมายืนเคียงข้างคุณหรือเปล่า
—
#TopBitkub : How to build a new generation high performing team in tough time

เป็นปกติที่จะเจอคุณท๊อปฉายเดี่ยวไมโครโฟน ไม่ต้องมีสไลด์ใดๆ เป็น speaker ที่เหมือนพูดสดได้เลยไม่ต้องซ้อม เพราะเรื่องที่เล่าทุกอย่างอยู่ในหัวอยู่แล้ว เนื่องเจอเอง เจ็บจริงมากับตัว
วันนี้ได้ฟังคุณท๊อปพูดสดๆเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ นับไม่ได้ แต่สิ่งที่สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป นั่นคือ ความเป็นผู้บริหารวัยรุ่นไฟแรง ความกระหายในความสำเร็จ อีโก้คนเก่งมีความสามารถ พูดเร็วรัวด้วยความมั่นใจฉะฉาน มันจางลงไป และแทนที่ด้วย ความสุขุม ความถ่อมตน ความเข้าใจโลกมากขึ้น
อาจเพราะ bitkub ในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในยุคเฟื่องฟูเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อนแล้ว และยังต้องเผชิญกับหลายเหตุการณ์หนักๆเช่น SCB ล้มดีล กระแสปั่นราคา Bitcoin หรือ Cryptocurrency บางตัวล้มหายตายจากไปจากตลาด ฯลฯ
แต่ก็นับถือใจที่คุณท๊อปมาแชร์เรื่องล้มเหลวต่อหน้าคนฟังเป็นพันเพื่อเป็นวิทยาทาน ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ เป็นกำลังใจให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้
– อย่าประหยัดหรือรัดเข็มขัดไม่ถูกเวลา ช่วงที่ Bitkup กำลังโต ตอนนั้นต้องกล้าที่จะขยายทีม ขยายองค์กร แน่นอนมันต้องมี Inefficiency เกิดขึ้นแน่ๆ แต่ต้องทำยังไงก็ได้ให้สามารถ Capture Growth 1000% เพื่อให้ Cover 10% Inefficiency นั้น
– แต่สถานการณ์ bitkub ในตอนนั้น เหมือนลืมเอาขันตักน้ำมาด้วย คือน้ำกำลังขึ้น แต่ไม่มีขันตักน้ำ เพราะพนักงานไม่พอ ช่วงที่บูมสุดๆ ทุกคนรู้จัก Bitkub มีคนสมัครเข้ามาวันละ 40,000 กว่าคน ติดต่อกันหลายวัน แต่มีพนักงานแค่ 200 คน ที่จะดีลเรื่องนี้ นี่คือสิ่งที่คุณท๊อปได้เรียนรู้จากวันนั้น ว่าถึงเวลาต้อง Blitzscaling (ใช้กลยุทธ์โตไว) แล้ว
– ภารกิจของ CEO คือจะ Transition from Good to Great Company ได้อย่างไร ปัจจุบันคุณท๊อปก็มองว่า Bitkub ยังไม่ใช่ Great Company ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย
– Leader ที่ดี จึงต้องมาพร้อมกับ Mission ที่ยิ่งใหญ่ และสามารถ Motivate คนเพื่อ Inspire ให้พวกเขาเดินตามเราได้
—
#FromStresstoSuccess : Self-Management for Enhanced Well-being ชีวิตดี จิตใจดี มีอนาคต

– เราต้องรู้ตัวเองว่าจุดไหนที่เราควรให้คนอื่นยื่นมือมาช่วย อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความทุกข์จนสายเกินแก้
– เมื่อมีความทุกข์ การปล่อยให้ตัวเองเศร้าจนสุด จะเจอว่าความเศร้าจริงๆแล้วมันโรแมนติกนะ
– ดูแลใจของตัวเอง พยายามทำให้ตัวเองมี Mental Wellbeing โดยเข้าใจเรื่องเหล่านี้ จะทำให้เบาใจมากขึ้นว่าทุกสิ่งอาจไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดเพราะเราต่างมีคอนดิชั่นที่ไม่เหมือนกัน
1. Bio-Chemistry การทำงานของร่างกาย สารเคมีในสมอง ฯลฯ
2. Genetics ยีนส์ที่แตกต่างกันของมนุษย์
3. Personality บุคลิกภาพของคนที่แตกต่างกัน
4. Environmental factors ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ
– เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะ ‘รู้จัก’ ‘เข้าใจ’ และ ‘รู้เท่าทัน’ ตัวเอง เพราะจะทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อดี – ข้อด้อย ของตัวเองได้ และเมื่อรู้จักตัวเองดีแล้ว เราเลือกได้ว่าจะเป็นคน Type นี้ไปสุดทาง สุดโต่งเลย หรือจะเป็นคน Type นี้ในเวอร์ชั่นที่พัฒนาแล้ว
—
#FindingBusinessHarmony : Balancing Profitability and Passion อาจารย์เกด ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

เป็น session ที่ชอบที่สุดของงานเลย เพราะกำลังตรงกับสิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ช่วงนี้ ถ้าใครมีบัตรเข้างาน อยากให้เข้าไปฟัง Re-Run ของอาจารย์เกดมากๆ อาจเพราะได้สล็อตช่วงเช้า คนเลยไม่เยอะเท่าช่วงบ่าย
– อาจารย์เกดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และเป็นกูรูตัวจริงเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่น มักจะมีตัวอย่าง Case study ธุรกิจที่ญี่ปุ่นเจ๋งๆมาแชร์ตลอด ฟังอาจารย์มาหลายงานแล้ว กรณีศึกษาตัวอย่างแทบไม่ซ้ำกันเลย นับว่าอาจารย์เป็นนักเรียนทุนที่กลับมาทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ยอดเยี่ยมมาก เผยแพร่สิ่งดีๆจากญี่ปุ่นให้คนไทยได้รับรู้ และเก็บเอาสิ่งดีๆไปใช้กันได้
– เริ่ม session ด้วยการปลอบประโลมผู้ฟังว่า หลายๆคนคงฝันอยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่รัก และอยากมั่งคั่งจากสิ่งเหล่านี้ แต่ในความจริง หลายคนเป็นพนักงานบริษัท หรือเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆที่ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก
– อาจารย์เกดบอกว่า อย่าเครียดไป เพราะทุกคนมีช่วงเวลาเบ่งบานของตัวเอง หลายคนกว่าจะมีความสุขกับงานที่ใช่ก็อายุมิใช่น้อยแล้ว
– ทีนี้ อาจารย์พามารู้จักบุคคล 3 คน ที่อาจารย์ใช้เป็นกรณีศึกษาในการตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบและทำจริงจังเป็นงานที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง
– คนแรกเป็นผู้หญิงชื่อ Kato Yuko ที่หลงใหลในงานเทศกาลของญี่ปุ่นอยู่แล้วจนค่อยๆพัฒนามาสร้างกิจการที่ปรึกษาด้านการจัดงานเทศกาลชื่อว่า Omatsuri Japan โดยเริ่มจากการที่ได้จับพลัดจับผลูไปช่วยเพื่อนคุณพ่อที่เป็นเจ้าของงานออกแบบโปสเตอร์งานเฉยๆ
และก็พบว่า ปัญหาของงานเทศกาลพื้นบ้านคือ ขาดแรงงาน ขาดเงินทุน ขาดความแปลกใหม่ คุณ Yuko เลยค่อยๆเข้ามามีส่วนช่วยในการเชื่อมเมือง (City) ที่อยากจัดงานเทศกาล กับบริษัทต่างๆที่ต้องการโปรโมทสินค้า ทำให้ Win-Win กันทุกฝ่าย งานก็ครึกครื้น นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมเมืองมากขึ้น ชาวบ้านก็มีงานทำ มีรายได้เพิ่ม บริษัทได้โปรโมทสินค้าได้ยอดขาย ทำจริงจังถึงขึ้นทำ Platform ที่สามารถเสิชข้อมูลงานเทศกาลทั่วญี่ปุ่น ได้ตามวันที่ว่าง หรือประเภทของงาน หรือเมืองที่แพลนจะไปเที่ยวได้เลย
สิ่งเหล่านี้ทำให้งานเทศกาลของญี่ปุ่นคึกคักและได้รับเสียงตอบรับที่ดีเสมอมา คุณ Yuko เพิ่งรู้ว่าจากจุดเริ่มต้นที่อยากทำให้ผู้คนสดใสด้วยงานเทศกาลพื้นบ้าน สร้างสีสันให้เมืองๆนั้น ได้กลายมาเป็นธุรกิจที่ทำได้จริงมีรายได้จริงๆ
– เคสที่ 2 เป็นผู้ชายรุ่นใหม่ที่มาจากตระกูลเก่าแก่ผลิตผ้าจีวรพระ กว่า 300 ปี ได้ต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้าน ค่อยๆพัฒนาสินค้ามาจากผ้าจีวรมาเป็นผ้าเช็ดหน้า หลายสี หลายลาย และเปิดร้านขายของกระจุกกระจิกเพิ่มเติมไปด้วยซึ่งขายดิบขายดีกำไรโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่รู้สึกว่าไม่สนุกแล้ว เริ่มเบื่อในสิ่งที่ทำ
เลยผันตัวเป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจ Handcraft เล็กๆเช่น ขายกระเป๋า ว่าทำอย่างไรให้ขายได้ พอเจ้าของแบรนด์ทำตามคำแนะนำก็เลยให้พื้นที่ในร้านตัวเองเอากระเป๋ามาขาย พอเวิร์ค หลายๆธุรกิจ Handcraft ก็มาปรึกษา สอนตัวต่อตัวบ่อยๆเข้าก็เริ่มไม่ไหว ต่อยอดกลายเป็นเปิดคอร์สสัมมนา จนเมื่อมีฐานผู้เรียนเยอะพอประมาณ ก็เปิดเป็น Exhibition งานจัดแสดงสินค้า Handcraft ทำให้ออกสู่สายตาคนทั่วไป ต่อยอดให้ธุรกิจคนทำงาน Handcraft ต่อไปได้อีก พนักงานก็สนุกที่ได้ทำงานที่หลากหลายมากกว่าแค่ขายผ้าเช็ดหน้าแบบเมื่อก่อน ความสำเร็จที่ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นจาก การที่เค้าอยากทำให้วงการงานฝีมือญี่ปุ่นคึกคัก
– สำหรับเคสสุดท้าย ตอนแรกนึกว่าเป็นเรื่องของ Elon Musk แต่แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องของผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่ถ่ายรูปร่วมเฟรมกัน เขาเป็นคนซื้อทัวร์ไปชมดวงจันทร์ของ SpaceEx ชายคนนี้เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า ที่สร้าง Platform ซื้อเสื้อผ้าที่มีความคิดแหวกแนว บอกไซส์ละเอียดมาก มีรูปจากลูกค้าที่ใส่จริงมารีวิววิธีใส่เสื้อผ้าตามสไตล์ต่างๆ แถมยังมีขายชุดสูทแนบตัวลักษณะเหมือนชุดดำน้ำที่ไว้สวมเพื่อวัดไซส์โดยละเอียดของร่างกายคนสวมใส่ เพื่อสามารถตัดชุดสำหรับเจ้าของสูทนี้โดยเฉพาะ แถมยังมีการรับซื้อคืน และอีกหลายบริการที่เอาใจคนที่อยากแต่งตัว จนยอดขายพุ่งขึ้นเรื่อยๆ
เคล็ดลับของความประสบความสำเร็จนี้คือ แค่อยากให้ผู้คนสนุกกับการแต่งตัวเท่านั้น แถม Mindset การทำธุรกิจของเขาก็น่าสนใจมาก เขาเชื่อว่าบริษัทควรเติบโตจากการทำอะไรบางอย่างให้คนมีความสุข สร้างประโยชน์ให้คนอื่นมากกว่าจะมาแข่งกัน แทนที่จะเหยียบคนอื่นขึ้นมาชนะ สิ่งสำคัญน่าจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นและทำให้คนอื่นมีความสุขหรือเปล่า
– อาจารย์เกดสรุปไว้ว่า Passion ที่ดีจะทำให้เราเจอ Purpose ในการทำสิ่งๆนั้น และมันนำทางให้เราไปสู่ Profit ได้ในที่สุด ซึ่ง Passion ที่ดีคือ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีตั้งแต่วันแรกก็ได้ แต่ต้องมาจากใจของตัวเอง และ Unique ไม่ต้องไปเลียนแบบใคร เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอยู่กับได้นาน จนเป็นวินัย จนทำให้นำกำไรมาสู่เราได้ในที่สุด
—
#CreatingbyHumanProductionbyAI : สร้างสรรค์ด้วยมนุษย์ สรรค์สร้างด้วย AI

เป็น session ที่เล่าเรื่อง AI ได้ตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ไม่ทำให้เรากลัว AI จนหัวหดเกินไป และมีแนวทางให้อยู่ร่วมกันได้
– ปัจจุบัน AI ถึงไหนแล้ว เท่าที่ข้อมูลมีตอนนี้ AI มี 3 Stage คือ
1. Artificial Narrow Intelligence (ANI) ยุคที่ AI เหมือน Baby คือศึกษาข้อมูลเชิงลึก เรียนรู้ Pattern และฝึกจนเชี่ยวชาญ เช่น AI AlphaGo ที่เล่นโกะจนชนะมือ 1 ของโลก
2. Artificial General Intelligence (AGI) เป็นยุคที่ AI โตแบบ Exponential ศึกษาข้อมูลได้หลายแขนง เริ่มเข้าใจการคิดของมนุษย์ ตอนแรกผู้เชี่ยวชาญประเมินไว้ว่าโลกเราจะเข้าสู่ยุค AGI ในปี 2040 แต่ปัจจุบัน เรามาถึง Stage นี้แล้ว เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะเลย เรามาถึงเร็วกว่าที่คิด ปัจจุบันมี AI Midjourney / DALL-E ที่เปลี่ยน Text เป็นภาพ Ai VooV ที่แปลงจาก Text เป็น Voice Over อีกหน่อยคนก็สามารถผลิตหนังสือเสียงได้ง่ายๆ สร้างโปสเตอร์งานอีเวนท์ได้ง่ายๆ หรือแม้แต่สร้างหนังสั้นซักเรื่อง
3. Artificial Super Intelligence (ASI) เป็นยุคที่ AI จะฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ หรือฉลาดยิ่งกว่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินไว้ว่าอีกไม่เกิน 5 ปีต่อจากนี้ เราจะเข้าสู่ยุค ASI อย่างสมบูรณ์
– แล้วเราจะอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างไร คำตอบคือเราต้องใช้ AI ให้เป็น Co-Worker เป็นเพื่อนร่วมงานหรือเป็นหนึ่งในทีมงานของเรา หรือถ้าจะให้ดีเราควรเป็น AI Conductor คือผู้ควบคุม AI ให้ทำตามคำสั่งของเรา เราควรบูรณาการ AI ไม่ให้มันมาแทนเรา ระวังเรื่อง Ethics ในการใช้ AI ด้วย เพราะมันสามารถ สร้าง เสริม ซัพพอร์ต เสี้ยม ซ่อม เสิช ได้
– ณ ตอนนี้ AI ยังต้องพึ่งพามนุษย์อยู่ เพราะ Chat GPT Ai ยอดฮิตตอนนี้ ไม่สามารถแยกแยะข้อมูลได้ว่าอันไหน Fake news มนุษย์จึงยังต้องกรองข้อมูลด้วยวิจารณญาณและวิเคราะห์อยู่ ซึ่งสิ่งนี้ AI ยังทำไม่ได้
– สรุปแล้ว AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่จะมาเพิ่มงานโดยรวม และจะมาลดงานของบริษัทที่ไม่ได้ใช้ AI สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องใช้มัน คำแนะนำคือ เรียนรู้ และปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ตอนที่ AI ยังไม่ได้เป็น ASI เพราะยังฟรีอยู่ ยังมีเวลาให้เรียนรู้ได้ เราจะได้ Ahead of AI อย่ารอให้ไปเรียนรู้ในวันที่ทุกอย่างต้องเสียเงินเสียทรัพยากรเยอะในการได้มันมาใช้งาน
ด้วยรักจากเจ้
Fromyoursis
