152 – เก็บตกจาก Mission to the Moon Forum

สรุปเนื้อหาที่ได้จากงาน Mission To the Moon Forum 2023 จัดขึ้นวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2566

ขอชมก่อนเลยว่าระบบการจัดการงานดี ทั้งตอนลงทะเบียน รับบัตรเข้างาน เจ้าหน้าที่กระจายกันดูแลพื้นที่แต่ละจุด มุมถ่ายรูปที่ Backdrop มุมออกบูธของสปอนเซอร์ การออกแบบเวทีเอาพระจันทร์มาเป็นไฮไลท์ พร้อมจอ LED ประกบทั้งสองฝั่งซ้ายขวา เรียกได้ว่านั่งฝั่งไหนก็ไม่มีว่าไม่เห็นเวที รวมไปถึง แสง สี เสียง และการจัดสเปซระหว่างแถวเก้าอี้ ก็ไม่แคบจนเดินไม่ได้ แถม Post event ก็ยังสามารถรับชม Rerun ย้อนหลังได้อีก 3 เดือน

โดยภาพรวมถือว่าดีมีความเป็นมืออาชีพ รับมือกับมวลชนผู้ฟังเป็นพันคนได้ราบรื่นดี

ในงานแบ่งออกเป็น 9 session อยู่ใน Hall เดียวเลย ชอบที่ไม่ต้องย้ายห้องไปมา

#Session 1 : พัฒนาทักษะชีวิตและการทำงานในวันนี้ให้ดีกว่าเดิม Work-Life Improvement 2023 โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ

– ทุกวันนี้มีตัวเลือกวิ่งเข้าหาให้เราเลือกมากมาย เราจึงต้องมีทักษะการกรองข้อความว่าอันไหนควรค่าแก่การให้เวลา เพราะมีเรื่องให้เราต้องตัดสินใจเยอะ

– หลักของ Time Management คือ เราจะมีเวลาสำหรับเรื่องที่สำคัญสำหรับเราเสมอ

#Session 2 : พลังแห่งการสื่อสาร สร้างแรงบันดาลใจ The Power of Communication

– การสื่อสารเป็นทักษะที่ถูกด้อยค่า (underrated) เพราะคนมักคิดว่ามันไม่เห็นจะมีอะไร ก็แค่สื่อสาร แต่จริงๆแล้ว เราถูกหลอกกันง่ายมากจากการป้อนข้อมูลให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งสารต้องการ

คุณรวิศอ้างอิงจากบทความ How gullible are we ที่ผู้เขียนพยายามให้ข้อมูลด้านลบต่างๆนานา เกี่ยวกับสารเคมีที่ชื่อ “Dihydrogen Monoxide” และมีการถามคน 50 คนว่าเราควร “แบน” สารเคมีตัวนี้ไหม เกือบทั้งหมดตอบว่าควรแบน มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่มั่นใจ ซึ่งสุดท้ายก็เฉลยว่า สารเคมีตัวที่ว่านี้คือ H2O หรือ “น้ำ” นั่นเอง (แล้วเราจะยอมแบนน้ำจริงๆรึ😅)

เรื่องนี้ทำให้เราเห็นถึงพลังของการสื่อสาร ว่ามันสามารถชักจูงคนเราได้ง่ายมาก

– หัวใจของ Communication มี 3 ข้อ คือ Briefing / Persuasion / Pitching

– เริ่มที่ Briefing การบรีฟข้อมูล ถือเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ที่ถ้าติดผิด ที่เหลือก็จะผิดตามไปทั้งหมด เวลาคำตอบหรือทางแก้ปัญหามันไม่เวิร์ค ให้ลองดูว่าบรีฟผิดหรือเปล่า (If the answer doesn’t work maybe the brief is wrong) และอย่าคิดว่าคนที่เราคุยด้วยจะมีชุดความคิด ตรรกะ Logic เดียวกับเรา เคล็ดลับที่คุณรวิศใช้ประจำคือ ให้ถามกลับว่า “เมื่อกี๊พี่พูดว่าอะไร” หรือ “น้องเข้าใจว่าอย่างไร”

– ตามด้วย Persuasion การจูงใจ มนุษย์เรามักใช้ความรู้สึกนำเหตุผล คุณรวิศพูดถึงหนังสือ Thinking Fast and Slow ใจความว่า สมองเราใช้ 2 system คือ System 1 เป็น Thinking Fast เป็นสมองส่วนที่ทำงานอัตโนมัติ ไม่ต้องพยายาม ใช้เพียงสัญชาติญาณ สมองส่วนนี้ตัดสินใจทำอะไรเร็วมาก กับ System 2 Thinking Slow เป็นสมองส่วนที่ต้องการการประมวลผลข้อมูล โฟกัส และคิดวิเคราะห์ ซึ่งคุณรวิศแนะนำให้เราพยายามใช้สมอง System 2 คิดให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะโดนจูงใจให้ทำหรือตัดสินใจอะไร

– และสุดท้าย Pitching คือการปิดดีล โดยยกตัวอย่างจากจุดเริ่มต้นของการขายคอนเซปต์ เกมโชว์ Who wants to be a millionaire ซึ่งในตอนแรกคนที่เป็นเจ้าของไอเดียเกมโชว์นี้ไปขายช่อง TV ดังๆ แต่ไม่สำเร็จ เพราะเจ้าของช่องต่างก็กลัวว่าจะต้องเสียเงินล้านทุกสัปดาห์ แต่พอเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอเป็น Pitching through Simulation คือการ Pitch แบบจำลองสถานการณ์จริง ให้ผู้ลงทุนลองเล่นเป็นผู้เข้าแข่งขัน พาไปสัมผัสทุกตัวช่วย ทุกกติกา และการทำงานของเกมโชว์ ผู้ลงทุนก็เลยเข้าใจว่าการที่จะได้เงินล้านมันยากมาก และชอบไอเดียที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ วัดความตื่นเต้นกันน่าดู พอผู้ลงทุนเห็นภาพ เกมโชว์นี้จึงได้แจ้งเกิดและโด่งดังจนหลายประเทศขอซื้อลิขสิทธ์ รวมถึงบ้านเราด้วยในชื่อ “เกมเศรษฐี”

– อีกเคสที่ยกตัวอย่าง คือนายหน้าขายผลงานศิลปะ Joseph Duveen ผู้ซึ่ง Pitching ตัวเองให้ได้รับงานจาก John Pierpont หรือ J.P. Morgan นักสะสมผลงานศิลปะชื่อดังได้โดยการทำให้ Morgan อึ้งกิมกี่กับโจทย์ที่เค้าพยายามใช้คัดเลือกนายหน้า โดยการให้คนทำแจกันปลอม แต่เลียนแบบของจริงให้เหมือนที่สุด มาวางข้างแจกันของจริง รวมแล้วมีแจกัน 5 ใบ โจทย์คือให้ใช้เวลาชั่วโมงนึงหาให้เจอว่าใบไหนคือของจริง ยังไม่ทันที่ Morgan จะออกจากห้อง เสียงไม้เท้ากระทุ้งไปที่แจกันแตกดังโพล๊ะ เป็นฝีมือของ Joseph Duveen นั่นเอง ซึ่งเขาก็ทำลายแจกันปลอมแบบมั่นใจมาก หลังจากนั้นมา Morgan จึงไว้ใจให้ Joseph Duveen เป็นนายหน้าหาผลงานศิลปะเพียงแค่คนเดียวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นี่เป็นหนึ่งในการ Pitching ที่ทรงพลังมาก ถ้ามั่นใจ ก็ไปให้สุด

– เวลานำเสนอ Pitching สิ่งที่ออกจากปากเราไปมีเพียง 10% เท่านั้น อีก 90% คือมหาสมุทรของข้อมูลที่อยู่ใน Appendix สิ่งสำคัญคือ เราต้องพูดแต่ความจริง

– คุณรวิศแนะนำว่าตอน Pitching ให้เริ่มต้นแบบระเบิดลง 30 วินาทีแรก ระหว่างทางต้องตอบคำถามว่า “ทำไม” ต้องเลือกสิ่งที่เรานำเสนอให้ได้ และที่สำคัญคือ ซ้อม ซ้อม ซ้อม (คุณรวิศบอกขำๆว่า ตอนซ้อมไม่เคยมีอะไรผิดพลาด แต่วันจริงชอบมีเหตุขัดข้องอยู่เรื่อย ฮา)

#Session 3 : บทเรียนการเป็นทักษะผู้นำ ฉบับ “มนุษย์เป็ด” Leading as a Generalist

– ถ้าเรารู้หลายสิ่งแบบผิวๆ กว้างๆ เปรียบเสมือนเส้นแนวนอน นั่นคือ Generalist ถ้ารู้ลึก เหมือนเส้นแนวตั้ง คือ Specialist เมื่อเอามารวมกันจะกลายเป็น T-Shape

– AI จะมา disrupt คนที่เป็น Specialist ได้มากที่สุดเพราะมันสามารถเรียนรู้ Pattern ได้ เช่น โกะ หมากล้อม ฯลฯ

– นักกีฬาที่มีชื่อเสียงดังระดับโลก ที่เป็นตัวแทนของ Specialist คือ ไทเกอร์ วูดส์ ที่ฝึกซ้อมกอล์ฟตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และคนที่เป็นตัวแทนของ Generalist คือ โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ ที่คุณแม่ส่งเสริมให้ลองเล่นกีฬาหลายชนิด ก่อนจะมารู้ตัวว่าชอบเทนนิส ทำให้เขากลายเป็นนักเทนนิสฝีมือดีเพราะรู้หลากหลายทักษะจากกีฬาต่างๆมาเสริมการเล่นเทนนิสของเขา

– สตีฟ จอบส์ นับว่าเป็น Ultimate Generalist เขามีทักษะติดตัวหลายอย่างมากๆ ซึ่งเราก็อาจจะควรเปิดใจลองสิ่งใหม่ๆดูบ้าง

– คุณภาวลิน ลิมธงชัย CEO ของ Liberator Securities บอกว่าเธอเป็นเป็ด ซึ่งถ้าให้วิเคราะห์ สกิลของเธอคือ ความหลายหลาย ความกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน การมีเซนส์ความเป็นเจ้าของที่มีความรับผิดชอบ มีความเห็นอกเห็นใจ และมีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเธอมี passion แรงกล้ามากที่อยากให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องการลงทุน เพราะเชื่อว่ามันจะพาให้เรามีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ และมันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ควรจะทำให้ตัวเองมีความมั่งคั่งมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อคนมีกินมีใช้ ประเทศของเราก็จะดีขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน

#Session 4 : การเป็นผู้นำของคนทุกยุคทุกสมัย Leading across Generations

– คุณจูน Group CEO ของ WHA บอกว่าหน้าที่ของผู้นำคือเปลี่ยนคน เพราะโลกเปลี่ยนแล้ว คนมีวันเกษียณ แต่องค์กรจะเกษียณไม่ได้ (ยกเว้นว่าเลิกกิจการไป) ดังนั้นคนจึงต้องพัฒนาตัวเอง และเราต้องทำงานแบบพร้อมเกษียณ คือทุกอย่างต้องไปต่อได้แม้เราไม่อยู่แล้ว

– การ Transform ในแบบฉบับคุณจูน ไม่ใช่ Top-Down แต่เป็น ทุบ ดาวน์ รื้อใหม่

– วิธีการรับมือกับคนรุ่นใหม่คือ ต้อง”ฟัง” เค้าก่อน ไม่ใช่เอาแต่ “บอก” ว่าให้เค้าไปทำอะไร

– คุณจูนบอกว่าเธอทำ Mission to the Moon ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเริ่มจากก่อตั้งบริษัท เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไป Take over โรงงานต่างๆ ทำงานให้สังคม ฯลฯ เธอทำมาหมดแล้ว ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของเธอคือ Mission to the Sun โดยอยากจะประกาศว่า WHA จะเป็น Tech Company ในอีก 3 ปี ซึ่งเธอก็เชื่อว่าทุกอย่างมันก็เริ่มจากความไม่พร้อมทั้งนั้นแหละ

– ผู้นำที่มีความสามารถในการสื่อสารจะพาคนในองค์กรไปได้ไกลกว่า

– คุณจูนชอบที่จะเอาคนรุ่นใหม่มาเทรนให้มี Entrepreneurship Mindset คือความคิดแบบคนเป็นเจ้าของ เพราะเธอเชื่อว่าคนเราจะภูมิใจเมื่อได้รับการยอมรับ หรือได้ Recognition

– คุณจูนมองตัวเองเป็นคนรุ่น GenX ที่มีหัวใจ GenY

– เท่าที่ฟัง คุณจูนเป็นผู้นำที่พูดเร็ว น่าจะเป็นผลจากการที่คิดเร็ว สมองประมวลผลเร็ว จึงพรั่งพรูออกมารัวๆ ถ้าฝืนพูดช้าๆ จะทำให้เหมือนมีคอขวดที่ปาก คือ ข้อมูลมาแล้ว ล้นสมอง แต่ออกมาไม่ทันใจ จะกลายเป็นพูดไม่ออก นอกจากนี้น่าจะเป็นคนดุ เคร่งครัด มีลิมิต ดูจากการที่เธอบอกว่าถ้าพนักงานถามเรื่องเดิมๆซ้ำๆ 3 ครั้งก็จะโดนดุ

– คุณจูนเห็นความสำคัญของเวลา เชื่อว่าเวลามีค่า เวลาประชุมก็จะตรงเวลา และกล้าเชิญคนที่เข้าประชุมแบบศาลพระภูมิ ตาเหม่อลอยออกจากห้อง (เฉียบ!) เธอเชื่อว่าการประชุมไม่ใช่การสอน ไม่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง และถ้าประชุมไหนไม่เข้าท่า ไม่ยื้อ เดินออกมาเลย

– เนื่องจากคุณจูนมี C-Level ที่รีพอร์ตตัวเองอยู่ 14 คน จึงใช้วิธี morning call ตอนเช้าก่อนเริ่มงาน 30 นาทีกับแต่ละคนในแต่ละวัน เท่ากับว่า ภายในสองวีค คุณจูนก็จะคุยกับลูกน้องตัวเองครบทุกคนแบบ 1-1

– หากลูกน้องมีอาการเบื่องาน ต้องรู้จักข้อมูลของลูกน้องก่อนว่าเกิดจากอะไร ถ้าเป็นเรื่องขั้นตอนการทำงาน ก็ไปดูที่ต้นตอ หาทางทำให้มันง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นที่หัวหน้าก็จัดการหัวหน้าก่อน (เข้าใจว่าน่าจะเป็นการเรียกคุยให้เคลียร์)

– Title makes you CEO but People make you Leader ดังนั้นแล้ว คุณจูนจึงพยายามคิดถึงคนอื่นให้มากกว่าตัวเอง

#Session 5 : อนาคตการบริหารคนทำงาน ปี 2023 The Future of Talent Management โดย ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล และ คุณพรทิพย์ กองชุน

– Middle Manager เป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุดในองค์กร เพราะข้างบนก็จะเอา แต่ข้างล่างก็ไม่ทำ (หรือทำไม่ได้เท่าที่หวังไว้)
– คนเรามักอยากได้รับคำชม จึงปฏิเสธไม่ค่อยเป็น
– คนไม่ได้ Recognize ที่คุณทำหลายอย่าง แต่เขาทำเพราะคุณทำ 1 อย่างได้ดีต่างหาก
– เวลาทำงาน ต้องอย่ามองแต่ Ant View (มุมมองของมด) ให้ลองถอยมาดูภาพใหญ่ขององค์กรบ้าง
– การโค้ชสำคัญมากแม้ต้องใช้เวลา ก็ต้องยอม
– คนเรามักจะเหนื่อยเพราะมองระยะสั้นบ่อยกว่า มากกว่า ระยะยาว
– หน้าที่ของ Manager คือทำให้น้องเติบโต เก่งขึ้น ถ้าเราไม่อยู่น้องก็ต้องทำงานด้วยตัวเองได้

#Session 6 : พัฒนาทักษะสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อการเติบโตในหน้าที่การงาน The Art of Networking

– คุณเล้ง ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร CEO บริษัท MFEC เกริ่นถึงเหตุผลของความสำคัญของหัวข้อนี้ว่า เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงต้องการพึ่งพากันและกัน

– การที่คนประสบความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่เกรด ความเก่ง ความฉลาด สิ่งเหล่านี้อาจมีผลราว 30% แต่ที่เหลือคือสิ่งแวดล้อมที่เราไปอยู่ว่าถูกที่ถูกทางหรือไม่ มีคนซัพพอร์ต สนับสนุนแค่ไหน

– เส้นสาย ไม่เท่ากับ Network แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Network เท่านั้น

– บางคนเกิดได้เพราะข้างล่างดัน (ลูกน้องทำงานดี) บางคนมีคนข้างบนให้โอกาสดีๆ หรือบางคนเก่งด้วยตัวเองจริงๆ

– Network มีทั้งดี และไม่ดี เวลาที่เจอคนดี เราก็ทำเต็มที่ มันก็ส่งเสริมกันให้ไปในทางที่ดียิ่งๆขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเจอไม่ดี อาจทำให้เราเสียเวลาช่วงหนึ่งของชีวิตไป บางครั้งอาจรุนแรงถึง เสียชาติเกิดก็มี (พวกพากันเข้าคุก) ดังนั้นต้องเลือกคนที่อยู่ใน Network ให้ดี เพราะคุณภาพของความสำเร็จของเราขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้คนที่รายล้อมเรา (Quality of your success equals to quality of your network)

– Network ที่มีคุณภาพจะมีความสมดุลระหว่าง Give & Take มันจะมีบางคนที่เป็นฝ่ายขอตลอด แบบนี้ให้ “เลี่ยง” เพราะถ้าเราให้อย่างเดียวเราก็จะ “เดี้ยง”

– เวลาดูคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เรามักใช้อัลกอริทึ่มของตัวเอง (โดยที่ก็ไม่รู้ว่าถูกต้องมั้ย) เรื่องนี้ให้ใช้หลักการเดียวกับ นักดื่มไวน์ ที่ก็ต้องชิมไวน์เยอะๆ ถึงจะบอกได้ว่าไวน์ไหนดีหรือไม่ดี เช่นเดียวกับเรื่องคน เราก็ต้องเทรนสายตาของเราเหมือนกัน

สำหรับนักดื่มไวน์ เป็นเรื่องง่ายที่จะแยกไวน์ถูกออกจากไวน์ราคาแพง แต่มักจะติดปัญหาแยกไวน์ดี กับไวน์ดีมากๆ ไม่ค่อยออก เหมือนกับเราที่แยกคนไม่ดีกับคนดีได้ แต่มักจะดูคนดีกับคนดีมากๆไม่ออก เราจึงต้องพยายามฝึก โดยการสังเกต และใส่ใจ (คุณเล้งเปรียบว่า ดูคนให้เหมือนเวลาที่ผู้ชายดูพระ หรือผู้หญิงดูกระเป๋าชาแนลว่าแท้หรือปลอม) พอดูบ่อยๆเราก็จะพอมองออกเอง

– คุณเล้งมองว่าเรื่อง First Impression หรือเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเป็นเหมือนวัยรุ่นจีบสาว Network ต่างหากคือของจริง

– Network เราจะดีหรือไม่ดี อยู่ที่ “จังหวะการเข้าทำ” เช่น เวลาเดินป่าเสร็จ หิวน้ำมาก ออกจากป่ามา มีคนขายน้ำขวดละห้าพัน ก็ซื้อ แต่ถ้าเอาน้ำมาให้ฟรีๆหลังจากที่เพิ่งกินข้าวเสร็จอิ่มๆ ก็คงไม่อยากจะถือ หรือยามที่ป่วยไข้เข้าโรงพยาบาล ทุกคนต่างเอากระเช้าผลไม้มาให้ มาเยี่ยมกัน แต่เวลาสบายดีไม่เคยมา พึงระลึกไว้ว่าจังหวะการเข้าทำสามารถซื้อใจคนได้

– เรื่องที่ต้องระวังในการสร้าง Network คือ ตาดู หูฟัง สังเกต แต่อย่าคล้อยตามง่ายๆ มันต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ แต่ต้องทำ เพราะคนเรามีโอกาสไม่ตรงปก

– เราจะ Transform ได้ ต้อง Unlearn Network เอาคนไม่ดีออกก่อน Unfriend ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปก่อน จะได้มีพื้นที่สำหรับคนที่ใช่จริงๆ

– ถ้าอยากสร้าง Network เราต้องพยายามตั้งค่า default ให้เป็น NO ไว้ก่อน ค่อยๆเรียนรู้กันก่อนพาเข้ามาวงใน มากกว่าจะเป็น YES ตั้งแต่แรก (แต่คนเรามักตั้งค่าเป็น Yes แต่แรกเพราะกลัวคนเกลียด) เนื่องจาก Network ที่มีคุณภาพ ต้องใช้เวลา พลังงาน เงิน ต้องมีการลงทุนในความสัมพันธ์ ที่สำคัญ คนที่อยู่ใน Network เราควรมีค่านิยมที่เรารับได้ด้วย

#Session 7 : เราพัฒนาตัวเองไปทำไม Start with Why

หัวข้อนี้ฟังมาเกินครึ่งทางยังจับใจความไม่ค่อยได้ว่าเราพัฒนาตัวเองไปทำไม อาจจะเหมาะกับการใช้หัวข้ออื่น เช่น “ความหมายที่แท้จริงของชีวิต” หรือ “วิธีการใช้ชีวิตให้มีความสุข” อะไรประมาณนั้นมากกว่า

แต่บังเอิญว่าคลื่นลมดันดี ก็เลยแล่นเรือฟังไปเพลินๆ

– “นับวัน ดูเหมือนว่ามนุษย์จะโง่กว่า AI เข้าไปทุกที” นิ้วกลม กล่าวไว้ตอนต้น คนเราจึงพยายามพัฒนาตัวเองให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

– ชีวิตเราไม่ใช่การเดินทางจากจุด A ไป จุด B ( เกิดไปจนตาย) อันที่จริงแล้ว ชีวิตคนเรา เหมือนนิยายเล่มหนึ่ง ที่เขียนเป็นบทและจบไปเป็นบทๆ ซึ่งเราก็อาจจะไม่ได้ชอบทุกบท แต่มันก็คือเรื่องของเราเอง

– บางบทเราอาจจะผ่านมันมาอย่างย่กลำบาก แต่ชีวิตคือการทนบทที่เราไม่ชอบเพื่อไปเจอบทที่ชอบ

– การพัฒนาชีวิตไม่ได้ทำเพื่อให้เราดีขึ้นเสมอไป แต่อาจเป็นการฟื้นฟู เยียวยาบำบัดจิตใจเราเอง เหมือนกับ “ซิสุ – Sisu” ปรัชญาของฟินแลนด์ ที่ว่า เราควรไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็แค่ใช้ชีวิตต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

– ถ้าเราลองมองลงไปในรายละเอียด มนุษย์ล้วนมีความเปราะบางในตัวเอง ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจะอยากช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่าทุกคนมีแผลเป็นในชีวิต เราจะประคับประคองกันไป

– นิ้วกลมเปรียบเปรยมนุษย์ว่าคือ ภาชนะรูรั่ว ที่เติมอะไรเข้าไปก็หวังว่ามันจะเต็ม รูรั่วไม่ได้อยู่ที่ตาคนอื่น แต่อยู่ที่ใจเราเองต่างหาก

– ความรักได้มาโดยการเอาความรักไปแลก เราคงไม่สามารถทำให้คนทั้งหมดมารักเรา แต่เอาเข้าจริง เราก็ไม่ได้ต้องการเยอะขนาดนั้นนี่นา

– วิธีการถนอมความรัก ฟังเค้า เชิดชูเค้า ยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็นแบบไม่มีเงื่อนไข คิดเสมอว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเอาชนะแต่เพื่อซัพพอร์ตกันต่างหาก

– ตอบตัวเองให้ได้ว่าเราใช้ชีวิตอยู่เพื่ออะไร อะไรคือคุณค่าที่เรายึดถือ

– คนเรามักคิดว่าเรามีแค่ชีวิตเดียว แต่เราอาจจะมีหลายชีวิตก็ได้ เพราะถ้าเส้นชัยเดิมที่เราผ่านมาแล้วมันค่อยๆเลือนหายไปเรื่อยๆ นั่นแปลว่าเราอาจจะกำลังมุ่งหน้าสู่ชีวิตใหม่ เส้นชัยใหม่

– ถ้ามีสองอย่างให้เลือกระหว่าง ความสนุก กับ ความสำเร็จ ให้เลือกอย่างแรก เพราะเมื่อเราได้ความสำเร็จแล้ว เราอาจไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ ความสนุกมันกว้าง แต่ความสำเร็จมันแคบ เราต้องรู้จักแบ่งบทให้ชีวิตตัวเองแสวงหาความสุข ไม่ใช่ความสำเร็จ

– ชีวิตไม่ได้มีแค่ยอดไลค์ ยอดวิว หรือสะสมคนดู แต่เป็นการเรียนรู้ไปตามทาง

– นิ้วกลมบอกว่าไม่ชอบมองข้างหน้า และข้างบน แต่ชอบกว้างๆและลึกมากกว่า เพราะชีวิตมีมิติมากกว่าเรื่องงาน ความเก่ง และความสำเร็จ

– เราต้องรู้จักอนุญาตให้ตัวเองได้มีความรื่นรมย์ ได้เอนหลัง นั่งนิ่งๆ โดยไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากนักก็ได้

– ชีวิตเราใช้ได้หลายแบบ อย่าใช้ชีวิตให้คนอื่นตัดสินเรา

– มีสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้เยอะมากๆในโลกใบนี้ เช่น อ้อมกอด รอยยิ้ม การปลอบโยน ฯลฯ

– ที่เราอยากให้คนอื่นมองว่าเราดูดี เพราะข้างในเรายังโหว่อยู่หรือเปล่า ซึ่งถ้าเราต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา มันคือความล้มเหลว

– ฟินแลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลก เคล็ดลับคือคนฟินแลนด์มักจะถ่อมตัว และมีความพึงพอใจตลอด

– ลองถามตัวเองดูว่า เรารักตัวเองจากตัวเองจริงๆ หรือรักตัวเองที่เกิดจากสังคม เช่น การได้รับการคอนเฟิมว่าเราเก่ง ได้รับการยอมรับว่าเราประสบความสำเร็จ เราชอบแบบไหนมากกว่ากันระหว่าง ร้องเพลงในห้องน้ำอย่างเป็นสุขคนเดียว หรือ ขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อเสียงปรบมือ

– สรุป
1. รู้จักทนกับบทในชีวิตที่ไม่ชอบเพื่อไปพบบทที่ชอบ
2. ให้เวลากับการฟื้นฟู
3. ตระหนักว่าทุกคนมีบาดแผล
4. ใส่หูฟังตัดเสียงรบกวน
5. แบ่งบทให้ชีวิตตัวเองแสวงหาความสนุกให้มากกว่าความสำเร็จ
6. ร้องเพลงในห้องน้ำอย่างเป็นสุขคนเดียว หรือ ขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อเสียงปรบมือ
7. จงเป็นเรื่องราวที่ดีในชีวิตของคนอื่น

#Session 8 : เมื่อสังคมยิ่งขยายใหญ่ “พื้นที่ปลอดภัย” ในใจเราก็ยิ่งจำเป็น

หัวข้อนี้เซอร์ไพรส์มาก เพราะเพิ่งรู้ว่าหมอเอิ้น พิยะดา หาชัยภูมิ เป็นจิตแพทย์ที่แต่งเพลงเพราะๆในยุค 90 ไว้หลายเพลงมากๆ ยังคุยกับเพื่อนๆว่าคุณหมอทั้งสวย เก่ง ฉลาด เสียงเพราะ อักขระชัดเจน ร้องเพลงได้ แต่งเพลงเป็น อะไรจะครบเครื่องขนาดนี้ แถมเล่าเรื่องเก่ง ลูกเล่นแพรวพราวชวนฟังน่าติดตาม

– หมอเอิ้นเล่าถึงช่วงเวลาวัยเด็กว่าเวลามีเรื่องเครียดๆ จะชอบอยู่ในห้องน้ำ ที่ๆซึ่งเป็นที่ปลดทุกข์ทั้งกายและใจ

– การอยู่ในห้องน้ำคนเดียว ทำให้หมอเอิ้นค้นพบความสามารถในการแต่งเพลงของตัวเองตั้งแต่ ป. 4 โดยที่ไม่ได้ไปเรียนดนตรีที่ไหน หรือเล่นเครื่องดนตรีเป็นมาก่อน

– หมดค้นพบว่าการอยู่ในห้องน้ำ ทำให้หมอเอิ้นแต่งเพลงได้ คนรอบข้างมีความสุข และ ชอบตัวเอง นั่นเป็นเพราะห้องน้ำเป็นพื้นที่ปลอดภัย

– องค์ประกอบของพื้นที่ปลอภัยคือ ไว้ใจ เชื่อใจ วางใจ ปล่อยใจ ทำให้เกิดสภาวะสงบ เบิกบาน ตามมาด้วยการมีสติ (Mindfulness) และ สมาธิ (Meditation) เราต้องเลือกว่าเราอยากสร้างพื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่กลัวมากกว่ากัน

– เราคือคนที่อยู่ในปัญหา เราก็จะรู้จักวิธีแก้ที่ดีที่สุด

– หมอเอิ้นบอกว่า เพลงมีหน้าที่ของมัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แทนความรู้สึก หรือ ไว้ปลอบใจ

– หมอเอิ้นเชื่อว่า กาย ใจ จิตวิญญาณนั้นเชื่อมโยงถึงกัน การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้ใช้หลัก BREATH คือ
B- Breath
R- Relaxation
E- Eye Close
A- Awareness
T- Talk Time
H-Healthy Lifestyle

#Session 9 : ทำอย่างไรไม่ให้แรงงานไทยไหลออกนอกประเทศ โดย คุณโธมัส คุณรวิศ คุณธรรศภาคย์ และ หนุ่มเมืองจันท์

สรุปสั้นๆว่า ถ้าการเมืองดี คนจะไม่อยากหนีไปอยู่ต่างประเทศ คงเพราะการเมืองมีอำนาจในการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหลายของประเทศไทย

#missiontothemoonforum2023

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น