150 – The Decision Book

150

The Decision Book – Fifty models for strategic thinking

เราทุกคนต้องเจอกับการตัดสินใจในทุกๆวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น จะลุกจากเตียงเลยดีไหม จะใส่ชุดอะไร จะกินอะไรดี จะขับรถไปทางไหนดี ซื้อหุ้น กองทุนอะไรดี จะเอาโบนัสไปทำอะไร จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น การเลือกทำเลที่อยู่อาศัย ซื้อบ้านหรือคอนโด การแต่งงาน การเปลี่ยนงาน การย้ายประเทศ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมาพร้อมทางเลือกให้เราต้องตัดสินใจในแต่ละช่วงจังหวะชีวิต

เล่มนี้เกิดขึ้นเพราะผู้เขียนก็ประสบพบเจอเช่นเดียวกับเราๆ ตีพิมพ์ครั้งแรกด้วยจำนวนน้อยมาก เพียง 500 เล่ม แต่กลายเป็นว่าขายไปได้กว่าล้านเล่มและถูกเอาไปแปลอีกกว่า 20 ภาษา แถมระหว่างทางยังมีผู้อ่านคอยส่งโมเดลใหม่ๆมาอัพเดตให้ผู้เขียนอีกด้วย จึงได้มีการรวบรวมใหม่เป็นฉบับปรับปรุงเล่มนี้

การอ่านเล่มนี้ต้องอย่าไปคาดหวังว่าจะได้คำตอบแบบเป๊ะๆ ปังๆ ฟันธงให้เรา แต่มันจะเป็นการชี้นำแนวทางให้เราคิดด้วยตัวเอง ตัดสินใจแบบมีแบบแผนคอยช่วยเป็น Back Up การตัดสินใจของเราอีกที เราจะได้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองที่ต้องตัดสินใจอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ใช้แค่ Verb to เดา หรือวัดดวงเอาหน้างานเท่านั้น

เนื่องจากในบริบทของการตัดสินใจ ตัวละครหลักๆที่เกี่ยวข้องจะมี “ตัวเราเอง” และ “ผู้อื่น” เล่มนี้จึงจะแบ่งโมเดลการตัดสินใจออกเป็น 4 ช่อง โดยมี Vertical Line เส้นแนวตั้ง ด้านบนคือ โฟกัสที่ตัวเอง (Me) ด้านล่างโฟกัสที่คนอื่น (others) และ Horizontal Line เส้นแนวนอน ด้านซ้ายคือ เน้นการลงมือทำ (Doing) ด้านขวา คือเน้นการคิด (Thinking) จะได้ออกมาเป็นดังนี้

  1. How to improve myself (Doing – Me) คือ การพัฒนาตัวเอง มีทั้งโมเดลที่เราคุ้นเคย และอันที่ไม่เคยรู้จัก โมเดลที่น่าสนใจในส่วนแรกนี้ เช่น

The Eisenhower Matrix – จะทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างไร แบ่งงานออกเป็น 4 ช่องตามความสำคัญและความด่วน และหาทางจัดการกับงานในแต่ละช่องไม่เหมือนกัน

The SWOT Analysis การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ ภัยอันตราย จะช่วยให้เราหาทางออกที่ถูกต้องได้

The BCG Box ช่วยประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน โดยแบ่งสินค้าออกเป็น 4 ช่อง ตามส่วนแบ่งทางการตลาดและ การเติบโต จะช่วยให้เรารู้ว่าสินค้าที่อยู่ในช่อง Question Marks, Stars, Cash Cow, Dogs ควรจะจัดการอย่างไร

The Rubber Band Model เมื่อต้องเจอปัญหาที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ให้ลองใช้โมเดลยางรัดอันนี้ จินตนาการว่าเราโดนยางรัด โดยมีปลายสองข้างผูกของที่มีน้ำหนักถ่วงไว้อยู่ ให้นึกว่าอะไรคือสิ่งที่ดึงให้เราอยู่ และ อะไรที่ผลักให้เราไป และชั่งน้ำหนักเองว่าจะเลือกทางไหน

The Feedback Box เมื่อต้องชม หรือ วิจารณ์ผู้อื่น ให้ใช้โมเดลนี้ สิ่งที่คิดว่าดีแต่ยังต้องปรับเปลี่ยน (Advice) สิ่งที่คิดว่าดีและมันจะดีแบบนี้ไปตลอด (Compliment) สิ่งที่คิดว่าไม่ดีและต้องปรับเปลี่ยน (Criticism)  สิ่งที่คิดว่าไม่ดีแต่เราก็ยังพอยอมรับได้ (Suggestion)

The Gap-in-the-market model เป็นโมเดลที่ช่วยวางตำแหน่งของคู่แข่งโดยใช้ 3 แกน คือราคา (Price) ปริมาณคนเข้าร้าน (Pricing Trade) และ ความเป็นที่นิยม (Popularity)

The Gift Model เราจะให้ของขวัญคนด้วยมูลค่าเท่าไหร่ดี โดยดูจากราคาและคุณค่าของของขวัญ ซึ่งของขวัญที่เป็นประสบการณ์มักจะได้ใจผู้รับมากกว่าของขวัญที่เป็นสิ่งของ

The Stop Rule  เมื่อไหร่กันที่เราควรตัดสินใจใหม่อีกที  เป็นโมเดลที่ช่วยลดการปวดหัว โดยการตั้งลิมิตไว้ก่อนล่วงหน้าเลย ว่าถ้าสมมติหุ้นที่ซื้อไว้ลงมาถึง 10% ให้ขาย หรือ ถ้าปีนไม่ถึงยอดเขาก่อนบ่ายสองให้ลงเขาเลย ซึ่งโมเดลนี้ได้ช่วยชีวิตคนที่ปีนเขาเอเวอร์เรสไว้หลายคน และคนที่แหกกฎนี้ในปี 1996 ก็เสียชีวิตไปถึง 8 คน

The Buyer’s Decision Model เมื่อตัดสินใจจะซื้อของใหญ่มีมูลค่า เช่น รถ ให้ลองทำ Research ไม่ต้องมองหาความเพอร์เฟกต์ แต่มองหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเราได้ ใช้หลัก 10-10-10 (การตัดสินใจเรื่องนี้ผลจะเป็นยังไงในอีก 10 วัน 10 เดือน และอีก 10 ปีข้างหน้า ) และสุดท้ายคือ ให้คนอื่นช่วยตัดสินใจ เช่น เซลขายรถ

2. How to understand myself better ( Thinking – Me) คือ การเข้าใจตัวเองให้ดีขึ้น

The Flow Model เป็นการหาจุดที่ทำให้เรามีความสุข โดยใช้ 2 แกน คือ ความท้าทาย และ ความสามารถ มาพล็อตหาจุดที่เรามีสมาธิและเอนจอยกับการจดจ่อกับสิ่งๆหนึ่ง ซึ่ง Flow จะเกิดตรงกลาง ระหว่าง Over Challenged และ Under Challenged เพราะถ้าท้าทายมากไป ก็อาจะเกิด Burnout  ถ้าน้อยไปก็เกิด Boreout

The Johari Window สิ่งที่คนอื่นรู้เกี่ยวกับเรา มี Known to others / Unknown to others / Known to me / Unknown to me โมเดลนี้จะมีส่วนคล้ายกับ The UFFE Elbæk Model ที่เป็น How you see yourself / How you would like to see yourself / how others see you / how others would like to see you ซึ่งสามารถสลับกันลองวิเคราะห์คนใกล้ตัวได้ แล้วจะแปลกใจกับผลลัพธ์

The Energy Model เช็คว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า เราเป็น Memory-Driven / Dream-Driven หรือ Reality- Driven

The Personal Performance Model เช็คว่าเราควรเปลี่ยนงาน / สายงาน / อาชีพหรือเปล่า โดยการถาม 3 คำถาม แล้วพล็อตลง 3 แกน Have to / Able to / Want to

The Personal Potential Trap ซึ่งหลุม หรือ กับดัก จะเกิดขึ้นตอนที่ Expectation ของเราเอง ของผู้อื่นที่คาดหวังเรา และสิ่งที่เราทำได้จริงๆ กับ มันมีช่องห่างกันมาก เมื่อลองเอามาพล็อตดูอาจพบจุดที่ควรพัฒนาตัวเอง

The Hard Choice Model เป็นการจำแนกประเภทของการตัดสินใจ ซึ่งวัดจากความหลากหลายของตัวเลือก และ ผลกระทบของการตัดสินใจว่าเล็กหรือใหญ่ จะได้ออกมาเป็น 4 รูปแบบคือ No-Brainer เป็นการตัดสินใจที่มีตัวเลือกเยอะ Impact น้อย ต่อให้เลือกผิดก็ไม่เป็นไร / Pear Decision ตัวเลือกน้อยแถมเลือกไม่ค่อยได้เพราะ Impact น้อย / Big Choice ตัดสินใจง่าย เพราะตัวเลือกเยอะ ผลกระทบเยอะ / Hard Choice ยากที่สุด มักเป็นเรื่องใหญ่ๆในชีวิต เช่นการแต่งงาน การเปลี่ยนงาน

3. How to understand others better (Thinking – Others) การเข้าใจผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น

The Swiss Cheese Model  เป็นการเรียนรู้ว่าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะแบ่งออกเป็น Real mistakes เกิดขึ้นเมื่อขั้นตอนมันผิดพลาด Black outs เกิดขึ้นเมื่อลืมบางส่วนของขั้นตอนไป slip ups เกิดขึ้นเมื่อทำตามขั้นตอนต่างๆแล้วแต่ทำไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ คือ คน เช่น เจ้านาย ลูกน้อง ซัพพลายเออร์ / ปัญหาทางเทคนิค เช่น อุปกรณ์ หรือสถานที่ทำงาน / องค์ประกอบขององค์กร เช่น ปริมาณงาน เงื่อนไขเวลา / และอิทธิพลภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ อากาศ

Swiss Cheese Model

The Maslow Pyramids เหมือนที่เราเคยเรียนกันมา 5 ปัจจัยพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ ( Physiological needs, security, social relationships, recognition, self-actualization) โดยเรียงลำตามจากฐานปิรามิด แต่โมเดลนี้กำลังจะบอกว่า สิ่งที่เราปรารถนามากที่สุด กลับสิ่งที่จริงๆแล้วเราต้องการน้อยที่สุดในการดำรงชีวิต (เช่น ยอดปิรามิด คือ Self Actualization คือสิ่งที่ใครๆก็อยากได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราต้องการมันน้อยที่สุด กลับกันกับ อาหาร การพักผ่อน ที่เป็นสิ่งพื้นฐาน แต่คนกลับชอบละเลยไปแสวงหาสิ่งอื่นๆ)

The Sinus Milieu and Bourdieu Model เป็นตัวที่บอกว่าเราอยู่ตรงตรงไหนของสังคม ส่วนใหญ่มักใช้ในทางการตลาด โดยใช้ สถานะทางสังคม (Upper Class + Upper Middle Class / Middle Class / Lower Middle Class + Lower Class) และประเภทของอาชีพหน้าที่การงาน มาพล็อตว่าเราอยู่ตรงไหน พ่อแม่เรามาจากไหน และเราอยากจะไปอยู่ตรงไหน

Sinus Milieu Model

The AI Model (Appreciative Inquiry) ว่ากันว่าคนเราจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาหากอยู่ในช่วงที่ต้องถกเถียงหรือหารือกัน ซึ่งเราสามารถแบ่งคนออกเป็น 4 ประเภทได้ ดังนี้ The Fault Finder นักจับผิด / The Dictator ปฏิเสธอย่างเดียว อะไรก็ไม่เอา / The Schoolteacher แนวสั่งสอน ไอเดียนี้ไม่ดีเพราะว่า… /The AI Thinker ดีเลยนะ และเราสามารถทำแบบนี้ได้อีกด้วย…คงต้องคิดต่อกันเองว่าเราอยากเป็นคนประเภทไหน

The Pareto Principle โมเดลนี้เชื่อว่า 80% ของ Output นั้นแท้จริงแล้วมาจาก 20% ของ Input เสมอ

The Chasm   – The Diffusion Model อธิบายถึงการออกสินค้าใหม่ ให้ดูว่าเราจะมีคนที่อยู่ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ (Innovators / Early Adopters / Early Majority / Late Majority / Sceptics) คือคนที่ตื่นตัวหาของมาลองตั้งแต่แรกๆ จนไปถึงคนที่ต้องรอให้ทุกคนใช้ก่อน ต้องได้รับการกระตุ้นจนเห็นว่ามันจำเป็นถึงใช้บ้าง

The Prisoner’ Dilemma เมื่อไหร่กันนะที่เราควรจะเชื่อใจใครบางคน เป็นโมเดลที่เอานักโทษ 2 คน มาชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นสารภาพทั้งคู่ เงียบทั้งคู่ หรือคนใดคนหนึ่งสารภาพ ซึ่งโทษของแต่ละแบบก็ไม่เท่ากัน จึงต้องพิจารณาดีๆว่าเราเชื่อใจอีกฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน

4. How to improve others (Doing -Others) การพัฒนาผู้อื่น

The Team Model ใช้เวลาเลือกคนเข้าทีม เมื่อมีตัวเลือกหลายหลาย ให้เอาคะแนนของแต่ละด้าน (เป้าหมาย ความฉลาด ไหวพริบ ความละเอียดรอบคอบ ฯลฯ) ของแต่ละคนมาพล็อตลงกราฟ  และตั้งจุด Critical Point เป็นการตัดเกรดไว้ว่าถ้าต่ำกว่านี้ไม่เอา ก็จะช่วยให้พิจารณาได้ง่ายขึ้น

The Hersey-Blanchard Model (Situational Leadership) เพราะสถานการณ์ที่ลูกน้องเจอมีหลายแบบ ในฐานะหัวหน้างานจึงควรรู้วิธีรับมือกับลูกน้องแต่ละประเภท

ลูกน้องที่ Low Level of Expertise มักจะมี High Commitment เพราะยังเด็กน้อยปีกยังไม่กล้าขายังไม่แข็ง ประเภทนี้ให้ใช้การ Instruct

ลูกน้องที่ High Level of Expertise แต่ Low Commitment มักจำเป็นคนที่ทำงานมาระยะหนึ่งแล้วและกำลังเบื่อๆ ไม่รู้จะเอายังไงต่อดี ประเภทนี้ให้ใช้การ Coach

ลูกน้องที่ High Level of Expertise แต่ Changing Level Commitment คือ ทำงานดี แต่ Motivation ขึ้นๆลงๆ ให้ใช้การ Support

สำหรับลูกน้องที่ High Level of Expertise และ High Commitment พวกนี้จะเก๋าเกม คอนโทรลตัวเองได้ดี ให้ใช้การ Delegate งาน ลองให้อำนาจ ให้เป็น Head Project ดูบ้าง

The Project Management Triangle เพราะความเพอร์เฟกต์ไม่มีอยู่จริง เราจะเลือกได้เพียงแค่ 2 ใน 3 จาก Good Cheap Fast เท่านั้น

The Drexler / Sibbet Team Performance Model เราจะเปลี่ยน “กลุ่ม” คนทำงาน ให้เป็น “ทีม” ได้อย่างไร เริ่มจาก ทำไมฉันจึงอยู่ที่นี่ (Orientation) ฉันเป็นใคร (Trust Building) เรากำลังทำอะไร (Goal Clarification) เราจะทำอย่างไร (Commitment) ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร (Implementation) เอนจอยผลงาน (High Performance) ไปต่อกันไหม (Renewal) ซึ่งถ้าเฟลในแต่ละจุด ผลลัพธ์ก็จะเป็นอีกแบบนึง จึงต้องประคับประคอง ดันไปให้จนสุดทางให้ได้

ยังมีอีกหลายโมเดลที่ไม่ได้เขียนถึง หากสะดุดใจอันไหน ก็สามารถเสิชต่อในกูเกิลได้เลย โมเดลเหล่านี้ผู้เขียนไม่ได้นั่งเทียนเขียนขึ้นมาเอง แต่มีใช้กันทั่วโลกอยู่แล้ว เพียงแค่เอามารวบรวม จัดหมวดหมู่เท่านั้น ซึ่งอ่านเพลินมาก แม้เป็นภาษาอังกฤษ เห็นว่ามีแปลด้วยแต่เปิดดูแล้วอยากอ่านเวอร์ชั่นต้นฉบับมากกว่าฉบับแปล ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง

ถ้าวันนึงอยากมีอาวุธทางความคิดติดตัวไว้ยามต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ มาอ่านเล่มนี้ตุนไว้ก่อนเป็นเชื้อเพลิงก็ไม่เลวนะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#TheDecisionBook

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น