146 – What makes you YOU ทำไมเป็นคนแบบนี้

146

What makes you YOU ทำไมเป็นคนแบบนี้

หนังสือที่เหมาะกับคนที่พยายามจะเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น และเข้าใจโลก เพราะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป และถ้าเราเข้าใจ มันจะปลดปล่อยเราจากความทุกข์ เพราะเมื่อเราเปิดใจ ก็เหมือนเราได้เปิดโลกไปด้วย

ในเล่มพูดถึงที่มาที่ไปว่าอะไรที่ส่งผลกระทบกับ ความสัมพันธ์ อำนาจ ความขัดแย้ง การเยียวยาตัวเอง และ ความหมายของชีวิต

#ความสัมพันธ์

Emophilia – คือ คนที่ตกหลุมรักง่าย เร็วและบ่อย  มักจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์ผิดๆ เพราะคนจำพวกหลงตัวเอง (Narcissism) จิตใจหยาบกระด้าง (Psychopathy) และจอมบงการหลอกลวง (Machiavellianism) ซึ่งสามนิสัยนี้ นักจิตวิทยาเรียกว่า Dark Triad (สามลักษณะนิสัยที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ) มักจะดึงดูดคนที่ตกหลุมรักได้ง่ายเหล่านี้ ทำให้ท้ายที่สุด อาจพบกับความหายนะได้เลย

ดังนั้น เมื่อมีความสัมพันธ์ควรอย่ารีบกระโจนเข้าแรงปราถนาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าอยากได้ความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรค่าแก่การทุ่มเทใจก็ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Nice guy syndrome – คือคนที่เอาความต้องการของคนอื่นเป็นที่ตั้งก่อนตัวเองเสมอ ความสุขของคนประเภทนี้ต้องได้รับการรับรองจากคนอื่นก่อนถึงจะมีความสุขได้ ตามใจคนอื่นเสมอ มักถูกเอาเปรียบได้ง่าย และถูกละเลยอยู่บ่อยๆ เพราะไม่มี “เสียง” ของตัวเอง เมื่อเกิดปัญหา ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็โทษตัวเองก่อนว่า “ดีไม่พอ” ถ้าเป็นคนประเภทนี้ ควรห่วงและรักตัวเองซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ว่าเราสมควรได้รับสิ่งดีๆเหมือนกัน

Benching – คือความสัมพันธ์ที่ไม่ได้รักแต่อยากให้มีคนรอ คำนี้หมายถึง “การเปรียบเทียบ” มีที่มาจากการแข่งกีฬา เวลาตัวสำรองยังไม่ได้ลงสนามจริงจะนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ข้างสนาม ซึ่งคนยุคนี้มักอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่พร้อมจะผูกพันกับใคร (Backburner) แต่ใช้เทคโนโลยีในการรู้จักคนใหม่ๆ รักษาความสัมพันธ์ไม่ให้หายไปไหน บริหารเวลาคุยกับหลายคนได้ง่ายๆ รักสนุกแต่ไม่อยากผูกพัน ชอบที่มีคนรออยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการ Benching ได้ง่ายยิ่งขึ้นในสมัยนี้ ซึ่งถ้าตกอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ก็คงไม่ดีต่อใจเท่าไหร่

Breadcrumbing – คือการเล่นตัว บางทีก็เหมือนต้องการเรา บางทีก็ไม่ต้องการ ชอบให้ลุ้น เหมือนการโดนโรยเศษขนมปังตามทางที่เดินตามเท่าไหร่ ก็ไปไม่ถึงใจซะที  มีงานวิจัยบอกว่า แท้จริงแล้วคนที่เล่นตัว คือคนที่มีความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ ซึ่งอาจเกิดจากการไม่ชอบการผูกมัด (Avoidance) หรือ การต้องการความใกล้ชิดทางร่างกายและอารมณ์กับผู้อื่นเสมอ (Anxiety) แต่ในทางกลับกัน ความกำกวม คาดเดายาก ทำให้คนดูมีเสน่ห์ ดูมีคุณค่าเพราะได้มายาก ทำให้เราควรเล่นตัวบ้างในช่วงต้นเพื่อให้มีเวลาสำรวจและทำความรู้จักกันจนมองเห็นทั้งข้อดีข้อเสีย เพื่อดูว่าเรารับได้พอที่จะไปต่อไหม

Ghosting – คือความสัมพันธ์แบบผี ที่คุยกันอยู่ดีๆ จู่ๆวันนึงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เกิดขึ้นบ่อยในยุคดิจิทัล ถ้าค่อยๆหายไปแบบไม่ได้หักดิบ แบบนี้คือ Caspering (เหมือนผีน้อยแคสเปอร์) แต่ถ้าหายไปนานแล้วกลับมาใหม่แบบออนไลน์ ไม่ได้เจอหน้า แต่ก็ตีเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรียกว่า Haunting คือไม่ไปผุดไปเกิด วนเวียนหลอกหลอนตามโซเชียลมีเดีย และขั้นกว่านั้น หากเป็นการกลับมาคุยเพื่อรุกหน้าความสัมพันธ์แบบเจอหน้ากัน เรียกว่า Zombie-ing คือไม่ได้มาแค่วิญญาณ แต่กลับมาตัวเป็นๆเลย ซึ่งทุกอย่างอยู่ที่เราว่ามองว่าตัวเองมีคุณค่าขนาดไหน

Gaslighting – คือพฤติกรรมที่หลอกลวง บิดเบือนความจริง ล้างสมองเพื่อให้อีกฝ่ายสงสัยในการรับรู้คุณค่าหรือความสามารถของตัวเอง คอยตอกย้ำจุดเปราะบางของเราให้เรารู้สึกไม่มีความหมาย รู้สึกผิด และไม่มีใครเข้าใจเรานอกจาก Gaslighter อีกแล้ว ถ้า Gaslighter คือคนที่ปิดไฟแล้วหลอกเราว่าไม่มืด มีแสงสว่าง ให้ระลึกเสมอว่าเราคือคนที่ควบคุมความสว่างในชีวิตของเราได้ดีที่สุด

Grande-ing คือการจากกันด้วยดี เมื่อถึงเวลาที่เลิกกัน อาจจะเศร้า แต่รับมือได้ อนุญาตให้ตัวเองเสียใจเพื่อซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ว่าตอนนี้ไม่โอเคเลย แต่คนแบบนี้จะเข้าใจ ไม่โกรธ ไม่อาลัยอาวรณ์ รอวันที่จะ move on ให้ชีวิตเดินหน้าต่อไปได้ มันจึงไม่ใช่การเชิดหน้าใส่แบบไม่เหลือความเศร้าแต่คือการเผชิญกับสิ่งที่ต้องเจออย่างสง่างาม

ถ้ามองว่าเราควรค่ากับความสัมพันธ์ดีๆก็ควรปฏิบัติกับตัวเองในแบบที่รักษาคุณค่าในตัวเรา

#อำนาจความขัดแย้ง

เงินเปลี่ยนคนจริงหรือ – เมื่อคนเรารู้สึกร่ำรวย ก็จะต้องการพึ่งพาคนอื่นน้อยลงเพราะใช้เงินในการแก้ปัญหาได้ จึงมีแนวโน้มว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองรวยจะไม่ได้เอาตัวเองไปสัมผัสความรู้สึกคนอื่นเท่าไหร่ แต่ไม่ได้แปลว่าคนรวยเป็นคนไม่ดี มันอยู่ที่ว่าเราอยู่ในสถานะผู้ควบคุมเงินหรือเงินเป็นผู้ควบคุมเรา ถ้าเงินมาพร้อมกับอำนาจ อาจเป็นไปได้ว่าเงินทำให้เรารู้สึกมีอำนาจ แต่การมีอำนาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงเรา แต่เป็นตัวที่ทำให้เห็นความเป็นเราชัดเจนขึ้น

โรคไม่ยอมรับผิด – เราอาจคิดว่า คนที่ทำผิดคือคนอ่อนแอ และคนที่ไม่เคยทำผิดคือคนแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้ว ทุกคนเคยทำผิดพลาด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับความผิดพลาดได้ คนที่ไม่ยอมรับผิด ลึกๆแล้วคือคนเปราะบาง รู้สึกไม่มั่นคง อ่อนแอ ใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ถ้าไม่ยอมรับผิด ก็หมายถึงว่าเขาไม่เห็นความหวังกับตัวเองว่าตัวเองจะปรับปรุงได้ดีกว่านี้ ซึ่งวิธีที่จะจัดการความรู้สึกเมื่อเราทำผิดคือ เรียนรู้จากมันและก็ปล่อยวาง การยอมรับผิดคือการปล่อยวาง

โกหกหน้าไม่อาย – การโกหกแบ่งเป็น การโกหกเพื่อตัวเอง (Self-Serving) และ เพื่อคนอื่น (Kind-hearted) แต่ไม่ว่าจะแบบไหน การโกหกย่อมซ่อนความเห็นแก่ตัว ความไม่รับผิดชอบ ซึ่งล้วนเป็นนิสัยที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในชีวิต เราทุกคนรู้ว่าควรใช้ชีวิตแบบไหนไม่ให้หลงทาง ดังนั้นแล้วควรให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเครื่องนำทางเสมอ

ใครๆก็ทำแบบนี้ The false consensus effect – อาการที่เหมารวม คิดว่าใครๆก็คิดแบบเรา ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ซึ่งมันเกิดจากการคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ละเลยที่คิดทบทวนและสำรวจความเห็นคนอื่น พอคิดว่าเราคือคนส่วนใหญ่ ก็คิดไปเองว่าคนส่วนใหญ่ เสียงย่อมดังกว่า ดังจนได้ยินแต่เสียงตัวเอง ลองเปลี่ยนจากใครๆก็ทำแบบนี้เป็นฉันอยากจะเข้าใจใครๆมากขึ้น

ทุกคนบนโลกต้องเห็นฉัน Spotlight Effect – เวลามีเรื่องที่รู้สึกอาย เรามักคิดว่าคนอื่นต้องเห็นความผิดพลาดของเราแน่ๆเลย เป็นธรรมดาที่คนจะคิดว่ามีคนสนใจเรามากกว่าความเป็นจริงเสมอ เหมือนเวลาสิวขึ้น เราจะมัวแต่คิดว่าคนอื่นจะเห็นมั้ยนะ เราสามารถจัดการกับความรู้สึกนี้ โดยการคิดว่าคนอื่นเค้าก็ยุ่งแต่เรื่องของเค้าเอง ทุกคนมีเรื่องต้องจัดการ น้อยคนมากจะมาหมกมุ่นกับเรา ไม่ต้องคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

7 ระยะแห่งความเศร้า – เมื่อเจอความผิดหวัง ความเศร้า ให้เตรียมรับมือโดยเริ่มจากการเข้าใจว่า เราจะต้องเจอกับการ Shock ก่อน ตามด้วย การปฏิเสธความจริง Denial เจ็บปวดจนโกรธ Anger เริ่มสร้างเงื่อนไข Bargaining ว่าถ้าทำแบบนั้นตอนนั้น คงไม่เกิดสิ่งนี้ในตอนนี้ เป็นช่วงแห่งการรู้สึกผิด ดำดิ่ง ลึก จมกับความเศร้า Depression เมื่อเวลาผ่านไป ก็ค่อยๆประกอบร่าง ทำความเข้าใจตัวเอง Reconstruction and work through เพื่อยอมรับ Acceptance ให้ตัวเองผ่านความเจ็บปวดนี้ไปได้ อนุญาตให้ตัวเองเติบโตขึ้นจากเหตุการณ์ที่เจอ

เป็ดยาง Rubber Duck Debugging – เมื่อไหร่ที่เกิดปัญหา ลองคุย ระบายให้เป็ดยางฟังดู  เป็ดยางจะทำให้เราได้ยินความคิดของตัวเราเอง ช่วยเราเรียบเรียงความคิดฟุ้งกระจายในหัว ประมวลผลออกมาโดยการเล่าผ่านเสียงของเราเอง โดยไม่มีใครมาขัด มีแต่น้องเป็ดยางที่ตั้งใจฟัง ทำให้เราใช้เวลาอย่างละเอียดมากขึ้น

ให้อภัยตัวเองให้เป็น Self-compassion – เมื่อเจอเรื่องราวต่างๆ ฝึกมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีปัญหาก็แค่แก้ไข รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง เราจะรับมือกับทุกๆเรื่องได้ดีขึ้นถ้าเรามีความเมตตาให้ตัวเอง เพราะถ้าเราทำผิดมา และรู้สึกผิด สิ่งที่ควรทำคือให้อภัยตัวเอง ให้กำลังตัวเอง ไม่ใช่การซ้ำเติม

#ความหมายของชีวิต

จริงๆแล้ว คนเราอาจไม่ได้ต้องการความสุขตลอดเวลา เพราะถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เศร้า หรือโกรธ จะให้มัวแต่มีความสุขก็ดูจะฝืนธรรมชาติไปหน่อย แต่สิ่งที่เราทุกคนต้องการอาจเป็นการมีสุขภาวะที่ดื (Well-being) คือการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและนำบทเรียนที่ได้มาพัฒนาชีวิต ซึ่ง Well-being แท้จริงแล้วมันคือทักษะหนึ่งที่ฝึกฝนกันได้ โดยต้องมี

  1. ความยืดหยุ่นทางจิตใจ Resilience ล้มอย่างไรให้ลุกขึ้นได้อย่างสง่างาม
  2. วิสัยทัศน์ Outlook ความสามารถในการมองเห็นสิ่งดีๆของคนอื่น
  3. ความสนใจ Attention ที่รวมไปถึง การใส่ใจ การสังเกต การรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
  4. ความใจดี Generosity ใจกว้าง ไม่เห็นแก่ตัว เพราะความสุขจากการเป็นผู้ให้ ยาวนานกว่าเป็นผู้รับ

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่มี Well-being ย่อมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างไปโดยปริยาย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณ แต่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ซึ่งของขวัญที่ดีที่สุดที่จะให้กันเพื่อสร้างความสัมพันธ์คือ เวลาคุณภาพ (อยู่ด้วยทั้งกายและใจ) เพราะเวลาเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด ถ้าเรามอบเวลาให้ใคร หมายถึงว่าคนๆนั้นมีความสำคัญกับเรา

เป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยงานวิจัยมารองรับเหตุผลของคนแต่ละประเภท แต่อยู่ในรูปแบบที่ย่อยง่าย อ่านเพลิน ไม่ได้วิชาการจนเกินไป ถ้าสนใจเรื่องผู้คน จิตวิทยาในการรับมือคนแต่ละประเภท หรือการเอาตัวเองออกจากสภาวะที่ไม่ปกติ (ถ้าเรารู้ตัวเอง) อ่านเล่มนี้ก็พอจะช่วยให้เข้าใจคนได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#ทำไมเป็นคนแบบนี้ #Whatmakesyouyou

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น