142 – วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน 2

142

วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน 2

เล่มนี้เป็นเล่มภาคต่อของวิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน เขียนโดยคุณธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ หลังจากติดใจเนื้อหาเล่มแรกชนิดที่เรียกได้ว่า ตกหลุกรัก จึงไม่รีรอที่จะอ่านเล่ม 2 ต่อ และพบว่าก็ยังคงน่าสนใจ เล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ และประกอบไปด้วยหัวข้อย่อยๆให้เราได้คิดตามและตกผลึก

#Mindset

จริงอยู่ที่ว่าทุกคนมีสไตล์การบริหารธุรกิจที่แตกต่างกัน แต่เมื่อวิเคราะห์โดยละเอียดแล้วจะพบว่า แนวคิดหลักการทำงานของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้นมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก มีดังต่อไปนี้

  • ความสำเร็จเกิดจากการให้ ไม่ใช่การรับ – ไม่ใช่แก่กับลูกค้า แต่กับคนรอบตัว ทั้งเรื่องที่จับต้องได้ เช่น ทรัพยากร หรือเงินทุน และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น โอกาส และไม่ลืมส่งผ่านโอกาสนั้นต่อๆไป รวมถึงไม่ลืมผู้ที่ให้โอกาสแก่เรา
  • มีใจรักในสิ่งที่ทำมาก่อนเงิน – รักและภูมิใจในสิ่งที่ทำอยู่เสมอจะทำให้เราพร้อมทำงานเพื่อไปให้ถึงผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้
  • เน้นทำอย่าใส่ใจกับอารมณ์ความรู้สึกมากนัก – เพราะบ่อยครั้งที่อารมณ์จะพาเราไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ให้ตั้งแนวทางให้แน่วแน่และแค่ลงมือทำ
  • เตรียมพร้อมกับทุกโอกาสที่เข้ามา – เพราะโอกาสมีไว้สำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น
  • หาคนมาช่วยเรื่องที่ไม่ถนัด – ถ้าเรามีวลาพอที่จะเรียนรู้ก็ต้องทุ่มเวลาให้เต็มที่ แต่ถ้าไม่ก็สู้จ้างคนที่เชี่ยวชาญมาทำเลยดีกว่า การยอมจ่ายนอกจากจะทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้วยังประหยัดเวลาเราอีกด้วย
  • ล้มเหลวมากกว่าสำเร็จเป็นเรื่องปกติของคนทำธุรกิจ – ไม่มีใครทำอะไรสำเร็จทุกเรื่องโดยไม่เคยสัมผัสความล้มเหลว ให้ลงสนามจริง ทดลองให้มาก ล้มเหลวบ่อย เสียหายทีละน้อยๆ แล้วบทเรียนเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เราทำเรื่องที่สำเร็จได้จริงๆ

เหตุผลต้องห้ามในการทำธุรกิจ

  • อยากรวยเร็วๆ – เพราะถ้าเราเอาเงินเป็นที่ตั้ง มันจะกระทบคุณภาพของสินค้าและบริการ / การลดต้นทุนการดำเนินการ / การขึ้นราคาขาย นั่นคือเรากำลังแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าธุรกิจเราเอาแต่ได้ ไม่ยอมสียสละ เป็นการทำลายตัวเอง ลูกค้าไม่เชื่อมั่นในที่สุด
  • ทำแค่เพราะชอบหรือสนใจเรื่องนั้น  -ถ้าทำสิ่งที่ชอบ ก็เหมาะในแง่ของการเลือกอาชีพ แต่ไม่พอที่จะทำเป็นธุรกิจเพราะมันมีหลายสิ่งที่ต้องเราต้องดูแลเพื่อให้ธุรกิจไปได้ดี เช่น การบริหารเงินสด การบริหารคน การขาย การจัดการเรื่องต่างๆอีกมากมาย
  • ทำเพราะชำนาญเรื่องนั้นอยู่แล้ว  – ความชำนาญเรื่องหนึ่งจะช่วยให้เราแก้ปัญหานั้นๆได้ แต่ความไม่ชำนาญด้านอื่นจะกลับมาสร้างปัญหาให้เราเอง
  • เชื่อประโยค “คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้” – เพราะเราไม่รู้สาเหตุจริงๆทั้งหมดที่ธุรกิจอื่นไปได้ด้วยดี อาจเป็นเพราะเค้ามีทีมงานที่รู้งานจริง ทำงานกันมาเนิ่นนาน มีฐานลูกค้าตั้งแต่สมัยก่อน มีเงินทุนหนา เติมเท่าไหร่ก็ได้ การกระโจนเข้าไปทำตาม อาจไม่ใช่สิ่งที่น่าทำนัก
  • อยากทำเพราะเอาชนะคำดูถูก – วางอคติลง และควรมองให้เป็นกลาง ถ้ายังอยากทำธุรกิจจริงๆทั้งๆที่มีแต่คนเตือน ให้เริ่มที่ความคิด แรงงานของเราก่อน ค่อยๆขยับขยาย
  • ตามกระแส – เพราะมันผ่านมาก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการตามกระแสถ้าไม่รู้ตัวว่าการกระโจนเข้าไป เราอยู่ต้น – กลาง – ท้าย ของกระแส การเข้าไปตอนตอนตลาดวายไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ
  • อยากมีอำนาจ ได้รับการยอมรับว่าเป็น CEO เป็นเจ้าของธุรกิจ – มักเกิดกับคนที่ทำงานประจำและรู้สึกอึดอัดอยากเสี่ยงออกไปทำของตัวเองจะได้มีอำนาจบริหารได้เต็มที่ แต่อย่าลืมว่าตอนเป็นพนักงาน เราทำงานเต็มที่ก็แค่ฝ่ายเดียว แผนกเดียว ส่วนงานเดียว แต่การทำธุรกิจ มันมีเรื่องราวมากกว่านั้นที่ต้องกำกับดูแล ถ้าแค่งานประจำยังทำไม่ไหว ก็อาจต้องคิดหนักๆถ้าจะขยับไปทำธุรกิจ

เหตุผลที่ดี สำหรับการ “มี” ธุรกิจของตัวเอง

การคิดไม่ออกแต่อยากทำ ก็จะเหนื่อยมาก

การคิดได้ แต่ทำไม่ถูกวิธี ก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ธุรกิจจำไปได้จึงต้องมีทั้งสองอย่าง

  • เหตุผลด้านความคิดที่จะทำธุรกิจ
    1. อยากใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมาย –  วันที่เรารู้ว่าเราเกิดมาบนโลกนี้เพื่ออะไร วันนั้นจะเป็นวันแรกของการเริ่มต้นชีวิตที่แท้จริง มีคนมากมายที่เมื่อรู้คำตอบนี้แล้วพร้อมจะทิ้งงานที่กำลังทำเพื่อมาเริ่มต้นทำสิ่งที่มีความหมายกับตัวเอง
    2. อยากทดสอบความรู้ของตัวเอง
    3. อยากพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง
    4. อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ
    5. อยากมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต มีเวลาเป็นของตัวเอง
    6. อยากมีรายได้ตามความสามารถ
    7. อยากเป็นผู้สร้างโอกาส มอบสิ่งดีให้ผู้อื่นและสังคม
    8. อยากตื่นเต้น ลุ้นทุกวัน รู้สึกท้าทาย
    9. อยากออกจากความเครียด ความกดดันจากการทำงาน
    10. อยากสร้างโอกาสด้วยตัวเอง
  • เหตุผลด้านความสามารถที่จะทำธุรกิจ
    1. เรามีความสุขกับการทำหรือใช้เวลากับเรื่องนั้น
    2. เราเข้าใจว่าธุรกิจที่จะทำ หัวใจสำคัญของการทำเงินอยู่ตรงไหน
    3. สามารถคิดหรือทำเรื่องนั้นให้ดีกว่าเดิม หรือต่างจากเดิม
    4. เห็นตัวอย่างธุรกิจจากที่อื่นแล้วนำมาทำในไทยบ้าง
    5. เราสามารถลองผิดลองถูกได้โดยไม่รู้เบื่อ
    6. เรามีเงินสำรองการทำธุรกิจมากพอ
    7. เรายังมีรายได้ประจำ หรือรายได้ทางอื่นอยู่

เหตุผลที่ดี สำหรับการ “เลิก” ธุรกิจ

  • เป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง – เหมือนพายเรือทวนน้ำ ทำได้ แต่เหนื่อยมาก ใช้ google trend จะพอเห็นภาพว่าเรื่องนั้นกำลังเป็นที่นิยมหรือไม่
  • เราไม่รู้สึกตื่นเต้นกับธุรกิจนี้แล้ว – จำวันแรกที่เริ่มต้นธุรกิจได้ไหม ยังมีไฟเหมือนวันแรกๆหรือเปล่า หรือรู้สึกว่าเริ่มเป็นภาระมากกว่าความสนุก เพราะคิดว่าธุรกิจเอาเวลาส่วนตัวไปหมด
  • หมดใจ หมดไอเดียกับการนำเสนอสิ่งใหม่ให้ธุรกิจ – เพราะการไม่มีสิ่งใหม่คือการนับถอยหลัง ดูง่ายๆคือมีเสียงบ่นมากกว่าเสียงชม
  • ธุรกิจไม่ตอบความฝันเรา – ถ้าพบว่ามันไม่สามารถพาเราไปสู่เป้าหมายที่ฝันไว้ หยุดได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับตัวเอง
  • ธุรกิจเริ่มพาให้สุขภาพร่างกายเราแย่ลง – มีทั้งแบบแก้ได้และแก้ไม่ได้ แบบแก้ได้คือหาคนมาทำแทนเรา
  • ไม่ตอบโจทย์ด้านการเงิน – ทำแล้วขาดทุนอยู่ร่ำไปจนต้องเบียดเบียนเงินส่วนตัวตลอด ธุรกิจนั้นอาจไม่เหมาะกับเรา

สิ่งสำคัญที่เรียกว่า วิสัยทัศน์

วิสัยทัศน์เป็นการกำหนดความฝัน  วาดภาพไว้ในจินตนาการ ว่าในอนาคตอีก X ปี ต่อจากนี้ เราจะไปอยู่ตรงจุดไหน แล้วดึงเอาภาพนั้นมากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน  พร้อมทั้งเลือกกลยุทธ์ และวิธีการเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น

วิสัยทัศน์  – บอลไทยจะไปแข่งบอลโลก ภาพในฝันคือ กองเชียร์ไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศสนามแข่ง

เป้าหมาย – บอลไทยจะไปแข่งบอลโลกภายในปี 2030

กลยุทธ์ – ใช้นักเตะชาติอื่นโอนสัญชาติเป็นไทยเพื่อลดข้อเสียเปรียบด้านรูปร่าง

วิธีการ – ส่งแมวมองไปคัดเด็กที่มีแววจากประเทศอื่นมาอยู่ไทย เพื่อให้ได้โอนสัญชาติต่อไปในอนาคต

วิสัยทัศน์ จะใหญ่ขึ้น เล็กลง เปลี่ยนไปจากวันนี้ แค่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ชัดเจนว่าเราจะเป็นอะไรในวันนั้น เมื่อเรากำหนดวิสัยทัศน์ได้แล้ว และแบ่งปันกับพนักงาน จะแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่มองว่าเราบ้า กลุ่มที่งงๆไม่เชื่อแต่ก็ไม่ปฏิเสธ และกลุ่มที่เชื่อและอินไปกับวิสัยทัศน์นี้ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครถูกผิด แต่ก็พอจะทำให้เรารู้ได้ว่าใครพร้อมจะเดินจากเราไปและใครจะเติบโตไปกับเรา

บริหารงานให้เหมือนบริหารทีมกีฬา

การบริหารทีมที่ดี คือการบริหารความเก่งที่แตกต่างกันและหลากหลายของคนหลายคน หลายหน้าที่ จับมาอยู่รวมกันอย่างบลงตัวและสร้างให้ทุกคนเชื่อมั่นในเป้าหมายเดียวกันตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ อย่าทำแบบทีมฟุตบอลที่ส่งกองหน้าลงเล่นทั้งหมด 11 คน ถ้าเจอคนไม่เก่ง ก็มี 3 ทางเลือก คือ ให้โอกาสพัฒนาฝีมือ พักออกจากทีมไปก่อน ฝีมือดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา หรือ ตัดออกจากทีมเลย และหากมีโอกาสให้ลองผลัดกันขึ้นมาทำทีมเพื่อสร้างทักษะความเป็นผู้นำรองรับโอกาสที่จะเข้ามา

กับดักความคิดที่ทำให้ธุรกิจโตช้ากว่าที่เป็น

  • พัฒนาสินค้าบนความเข้าใจและความอยากทำของตัวเองเพราะเชื่อว่ามันดี แต่จริงๆแล้วควรเข้าใจ เหตุผลของการซื้อสินค้าจากลูกค้า เข้าใจ Pain Point ของลูกค้า เข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า
  • เรามักจะเชื่อว่าไอเดียแรกคือดีที่สุด
  • เชื่อว่าธุรกิจเรามีกลุ่มเป้าหมายได้แค่กลุ่มเดียว เวลาทำธุรกิจให้แก้ที่ปัญหาของคน ไม่ใช่แก้ที่ประเภทบุคคล
  • กังวลว่าจะขายในไทยได้ไหม ถ้าไทยยังไม่พร้อม จำไว้ว่า ตลาดไทยไม่มีทางใหญ่กว่าตลาดโลก
  • เรามักไม่ยอมทดสอบตลาดก่อนขายจริง ทั้งๆที่ใช้ทุนน้อยกว่า ซึ่งมันคุ้มกว่า ถ้าผลิตจริงแล้วขายไม่ออก
  • เรามักคิดว่าทำธุรกิจต้องทำเป็นทุกอย่าง ตั้งแต่ผลิตยันขาย แต่ในความเป็นจริง เราเก่งอะไรก็ทำอันนั้น แล้วให้คนอื่นมารับช่วงต่ออีกที เช่น เก่งผลิตก็ผลิตไป แล้วให้คนรับไปขายอีกที

#Skillsets

  • ถ้ามืดแปดด้านให้ดูรูป A Hole in a Wall – เมื่อเจอสถานการณ์ยาก เหมือนเราเอาตัวเข้าหากำแพงใหญ่ๆที่มองใกล้ๆก็เห็นปัญหาชัดเจน การเอาตัวเองเข้าไปหมกมุ่นกับระดับปฏิบัติการก็จะเจอแต่ปัญหาเต็มไปหมด การแก้ปัญหาที่ดีต้องใช้เวลาไปกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำสิ่งที่มีอนาคตที่ดีกว่า จึงควรถอยห่าง เอาสายตาออกจากกำแพง ยิ่งถอยห่าง ยิ่งเห็นภาพใหญ่ ยิ่งเห็นภาพใหญ่ ยิ่งเจอช่องว่าง แล้วจะเจอทางออก
  • วิธีจัดการความคิด – ทำไมคนเราถึงคิดได้ แต่มักทำไม่ได้ เพราะความคิดเปรียบเสมือนฝนที่ตกลงมา ที่ในแต่ละวันเราคิดเรื่องใหม่ได้ตลอดเวลาและก็ลืมหรือเปลี่ยนไปเรื่องอื่นได้แค่พริบตาเดียว ปัญหาของคนเราจึงไม่ใช่การคิดไม่เป็นแต่เป็นการจัดการกับความคิดไม่เป็นต่างหาก เพราะวันนึงเราคิดอะไรออกมากมาย แต่กลับปล่อยมันไหลเหมือนน้ำฝนที่ไหลทิ้ง เทคนิคการจัดระบบความคิดคือ จดบันทึก ไม่ต้องห่วงลายมือ นึกอะไรออกจดไปก่อน เหมือนรองน้ำฝนไว้ใช้หน้าแล้ง เมื่อจดแล้วก็ลืมได้เลย ลดภาระการจำ เอาพื้นที่สมองไปทำอย่างอื่น แล้วเรียบเรียงให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อดูว่าจะมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องได้อย่างไรบ้าง จากนั้นความคิดจะถูกกลั่นกรองจนเหลือแต่สิ่งสำคัญที่เราต้องทำเอง เราก็จะโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้น
  • ทำงานอย่างมืออาชีพ – ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถ ฝีกฝนเตรียมทั้งกายและใจ ความเข้าใจในงาน ต้องไม่เป็นภาระใครหรือให้ใครมากำกับตลอดเวลา ทำงานไปจนจบหน้าที่แม้รู้ว่าผลจะออกมาไม่เป็นดั่งที่คาดหวังไว้ตอนแรก มืออาชีพจะแยกแยก หน้าที่ เป้าหมาย วิธีการ และผลลัพธ์ได้ โดยไม่เอามาปนรวมกัน และมืออาชีพจะเห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม เพราะเชื่อว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นได้จากทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังช่วยกัน ดังนั้นเคมีของทีมเป็นเรื่องสำคัญ
  • ทำธุรกิจใช้ต้นทุนอะไรบ้าง – มี 5 อย่าง ซึ่งแตละอย่างใช้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และ ประเภทของธุรกิจ ไม่ได้แปลว่าใครมีต้นทุนเหล่านี้มากกว่าแล้วจะดีกว่า แต่มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนล้วนๆ
    • ต้นทุนทางความคิด คิดหาไอเดีย หาโอกาส หาสาเหตุ หาทางเลือก หาวิธีการทำตลาด รักษาลูกค้า
    • ต้นทุนทางการเงิน ถ้าเงินน้อยก็เริ่มเล็กๆแล้วค่อยขยาย อย่าทุ่มหมดหน้าตัก
    • ต้นทุนความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เป็นต้นทุนที่สร้างความต่างได้มากที่สุดเพราะต้องสะสมกันมาทั้งชีวิต ถ้ามีติดตัวเยอะ จะนำมาพลิกแพลงใช้กับธุรกิจได้ตลอด
    • ต้นทุนด้านแรงกาย แรงใจ (GRIT) ลูกอึด ถึก ทน กัดไม่ปล่อย เจอปัญหาท้อแป๊บเดียวแล้วก็กลับมาต่อได้ ซึ่งต้นทุนนี้ไม่ต้องหาจากไหน ร่างกายเราสร้างได้เอง ใครมีเยอะถือว่าได้เปรียบมาก
    • ต้นทุนด้านเวลา เป็นต้นทุนที่ใช้แล้วหมดไป หยุดไม่ได้ เก็บไม่ได้  ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่มีเวลาดูแลใกล้ชิด ก็อย่าเพิ่งเริ่มจะดีกว่า
  • ทักษะการทำงานที่ช่วยให้เรามีงานตลอดไป – ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้เราทำงานที่ไหนก็ได้ เพราะเป็นทักษะเชิงประยุกต์ ซึ่งสอนกันไม่ได้โดยตรง แต่เรียนรู้ได้จากการซึมซับจากประสบการณ์

ทักษะในการจัดการปัญหา (Problem Solving Skill) / ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีตรรกะ / ทักษะในการคิดเพื่อหาข้อสรุปอย่างมีหลักกการ (Critical Thinking Skill) / คิดอย่างสร้างสรรค์ / ทำงานเป็นทีม /ทำงานแบบใส่ใจรายละเอียด / ทักษะบริหารจัดการโครงการ / ตัดสินใจได้ทุกสถานการณ์ / ตัดใจและมูฟออนได้เร็ว / ทักษะด้านการสื่อสาร เขียน ฟัง  / เจรจาได้ ต่อรองเก่ง / คิดและทดลองทำสิ่งใหม่ / ดื้อและกัดไม่ปล่อย / ปรับตัวได้ไวต่อความเปลี่ยนแปลง / ตื่นตัว จับสัญญาณอันตรายได้ไว / สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ / มีความเป็นผู้นำที่ดี

#Strategy

กลยุทธ์และวิธีการเป็นสิ่งสำคัญมากในการกำหนดทิศทางการทำงาน

  • แยกกลยุทธ์และวิธีการให้ออกว่าอะไรคืออะไร – โดยการตอบคำถามนี้ “เราจะมีวิธีการยังไงบ้างที่จะเอาน้ำออกจากแก้วให้หมดโดยที่มือไม่สัมผัสแก้ว” ถ้าวิเคราะห์จัดกลุ่มคำตอบ จะได้แนวทางหลักๆมา 5 ทาง คือ เทออก / ดูดออก / แทนที่ / ปล่อยให้ระเหย / ทำให้น้ำแข็งตัวแล้วดึงออก ซึ่ง 5 แนวทางนี้คือกลยุทธ์ (Strategy) ส่วนวิธีการย่อยๆของแต่ละแนวที่เลือกใช้ เช่น เอียงแก้ว ใช้เข็มฉีดยาดูด ใช้ทิชชูซับออก ใส่ของลงไปในแก้วเพื่อแทนที่น้ำ ฯลฯ เหล่านี้คือวิธีการ (Tactics)
  • อยู่ใกล้แต่ไม่ได้กิน   – ปลาตัวเล็กเหมือน SME ปลาตัวใหญ่เหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่ ถ้าเราทำธุรกิจแบบไม่มีความต่างอะไรเลย เราก็จะเหมือนปลาตัวเล็กริมฝั่ง ที่รอรับอาหารอยู่ริมฝั่ง แต่ก็ไม่เคยได้อิ่มท้องเพราะต่อให้มีอาหารโยนมาใกล้ฝั่ง ก็เหมือน Red Ocean ที่ต้องแก่งแย่งกับปลาอื่นๆมากมาย บางครั้งคนให้อาหารมักจะโยนไปไกลๆ Blue Ocean ที่ๆซึ่งมีปลาว่ายอยู่บริเวณนี้ไม่เยอะ เราจะได้เห็นปลากินอย่างมีความสุข ดังนั้นลองเลือกตลาดที่จะลงเล่นดูดีๆ หาจุดที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีความพอใจในคุณค่าของกันและกันจะได้ไม่มีใครต้องเหนื่อยมากเกินไป
  • ทำเลรังนก  – หลักการของทำเลรังนกคือเลือกทำเลที่อยู่ในพื้นที่เล็กจนไม่มีใคนสนใจ แต่ใหญ่พอให้เราอยู่ได้ เราอาจไม่จำเป็นต้องเลือกพื้นที่ค้าขายที่มีค่าเช่าแพงๆเสมอไปก็ได้ ให้ลองมาเลือกที่ๆมีค่าเช่าถูกลงมาหน่อย แต่มีจำนวนลูกค้าคงที่สม่ำเสมอ อยู่ในที่ๆความต้องการซื้อมีมากกว่าขาย คู่แข่งน้อยๆ แล้วเน้นการออกแบบให้ร้านใช้งานได้ดีทุกตารางเมตรมีคุณค่า
  • หลักการพาตัวเองให้เป็น Better you – ต้องรักในสิ่งที่ทำ แค่ชอบทำก็ยังไม่พอ ขยายโอกาสในการใช้ความสามารถของตัวเอง ถ้าไม่รู้ต้องกล้าถาม อย่าเดาเอง เล่นในเกมที่ตัวเองถนัด มองหาโอกาสใหม่ๆตลอด และบริหารเวลาตัวเองให้ยอดเยี่ยม ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องความสัมพันธ์
  • ผู้นำมีสองบทบาท – คือบทบาทตอนสถานการณ์สงบ (Peacetime CEO) และ ตอนอยู่ในภาวะสงคราม (Wartime CEO) ซึ่งการตัดสินใจของทั้งสองบทบาทจะไม่เหมือนกันเลย แตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เผขิญอยู่ ยามสงบเราสามารถสวมบท Peacetime CEO ได้ สามารถมีการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน เน้นเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร กระจายอำนาจ หาคนเพิ่ม สร้างวัฒนธรรมองค์กร มีแผนสำรอง เป้าหมายคือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แต่พอสถานการณ์เปลี่ยน ผู้นำต้องมาสวมบท Wartime CEO ทุกอย่างก็จะกลับด้าน ยึดอำนาจมาไว้ที่ศูนย์กลาง ใช้ความเด็ดขาดในการนำพาองค์กรให้รอดพ้นวิกฤติ
  • โลกใหม่ของการแข่งขัน – เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนปล่อยให้เราทำธุรกิจไปคนเดียว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีการแข่งขันในโลกธุรกิจ ซึ่งตอนนี้จะเป็นแบบ แข่งแบบประจันหน้า / แข่งทำสิ่งที่เหนือกว่า / แข่งกับตัวเอง ซึ่งการแข่งขันเหล่านี้เน้นไปที่การแย่ง  4 อย่าง คือ การเข้าถึงลูกค้าก่อน / ความสนใจลูกค้า / เงินในกระเป๋าลูกค้า / ความเชื่อมั่น
  • 5 ระดับของการเปลี่ยน – ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ใหม่ ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องนั้น / เปลี่ยนแนวทางการทำ / เปลี่ยนคนช่วย / เปลี่ยนปัจจัยแวดล้อม /  เปลี่ยนเรื่องที่ทำ

#Action

  • แบรนด์ก็เหมือนคน – ต้องมีภาพจำชัดเจน มีเรื่องราว สื่อสารไปในทางเดียวกันสม่ำเสมอ และปรับตัวไปตามยุคสมัย
  • โอกาสทางธุรกิจหาได้จากไหน – สังเกตจากสิ่งรอบตัวว่า มันกำลังทำให้เราหงุดหงิดไหม / ทำให้ชีวิตเราลำบากหรือเปล่า / ทำให้เรามีความสุขไหม / ทำให้เราตื่นเต้นอยากทดลองไหม ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ยังไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครทำตลาด
  • ทำจากสิ่งที่มี – ทุกคนมีจุดขายของตัวเองซ่อนอยู่
  • ลูกค้าเปรียบเหมือนปิ่นโต – ลองวิเคราะห์รายชื่อลูกค้าที่มีในมือ แยกประเภทลูกค้าจะได้วางแผนจัดการกับแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม ลูกค้าเก่า : ลูกค้าใหม่  / ลูกค้าซื้อน้อย : ลูกค้าซื้อมาก / ซื้อบ่อย : ซื้อนานๆครั้ง / ซื้อปกติ : ซื้อเพราะโปรโมชั่น / นำเทรนด์ : ตามน้ำ ถ้าไม่จัดการวางแผนระบบการบริหารลูกค้าให้ดี  เราอาจเสียโอกาสในการขายและเสี่ยงต่อการเสียลูกค้าให้คู่แข่ง
  • เรื่องที่ต้องพูด – สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทแม้ว่าจะขัดใจคนบางกลุ่ม ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของคู่แข่งหรือปัจจัยแวดล้อมธุรกิจเรา เรื่องที่เรารู้จริงเพราะเราเป็นเจ้าของงาน ข้อเสนอในการปรับปรุงแนวทางการทำงานให้ดีขึ้น ชื่นชมเพื่อนร่วมงานที่แก้ปัญหาหรือมีผลงานดี
  • ผู้คุมเกม – โลกนี้มีเจ้าของกิจการ 3 ประเภท คือหนึ่ง คนคิดเก่ง สอง คนทำเก่ง และสาม คนบริหารจัดการเก่ง แต่คนที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดีได้ต้องเป็นผู้คุมเกม มีทักษะในการบริหารการจัดการเป็นเลิศ รู้ว่าอะไรควรทำเอง อะไรควรให้คนไหนทำ ทำก่อนทำหลัง ทุกอย่างถูกลำดับไว้อย่างมีแบบแผน ถ้ายังไม่ได้อยู่ตรงนี้ (คนที่สาม) ต้องย้ายตัวเองมาฝั่งนี้ให้ได้ โดยการ จ่ายงานเก่ง ลอยตัวเป็น มองไปที่อนาคต เลือกงานเป็น กล้ารับผลที่จะเกิดขึ้น
  • ตุ๊กตาหิมะ – จัดพอร์ตสินค้าของเราโดยใช้หลักตุ๊กตาหิมะ คือ เท้าทำหน้าที่เรียกแขก ตัวทำหน้าที่ปั๊มเงิน หัวทำหน้าที่ทำกำไร ของตกแต่งทำหน้าที่สร้างความสนใจ
  • บทเรียนธุรกิจจากชีวิตจริง – ทำสินค้า/บริการให้ดีที่สุดก่อนเพราะมันจะพาเราไปไกลกว่าที่เราคิด ต้องเข้าใจโมเดลการทำกำไรของธุรกิจ รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พาตัวเองสู่โลกการขายออนไลน์ ยอมเสียดอกเบี้ยดีกว่าเสียชื่อเสียงหนึ่งครั้ง

เป็นอีกครั้งที่อ่านหนังสือแนวนี้แล้วต้องใช้เวลาในการคิดตามไปด้วย ถ้าวันนึงมีโอกาสได้หยิบจับอะไรเป็นธุรกิจ หนังสือชุดวิชาธุรกิจทั้งสองเล่มนี้จะเป็นเล่มแรกๆที่จะหยิบมาอ่านซ้ำแน่นอน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น