137
วิชาธุรกิจ ที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน

ขอเรียกว่าเล่มนี้เป็นสุดยอดคัมภีร์ของผู้ประกอบการ หรือคนที่ทำธุรกิจควรอ่าน มันคือการกลั่นกรองเอาประสบการณ์จริง เล่นจริง เจ็บจริงของผู้เขียน คุณ ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade และสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย เอามามัดรวมอยู่ใน Pocket Book เล่มกะทัดรัดนี้
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อดูด้วยตา หนังสือเล่มไซส์ใหญ่กว่าฝ่ามือนิดเดียวนี้ จะใช้เวลาอ่านค่อนข้างนาน ไม่ใช่เพราะว่ามันน่าเบื่อหรืออ่านยาก แต่เป็นเพราะทุกบรรทัดมีความหมาย อ่านไปเพลินๆไม่ได้ สมองต้องทำงานหนัก คิดตามไปด้วย
คนที่ได้อ่านเล่มนี้ เสมือนได้อ่าน Cheat Sheet สรุปของพี่เลี้ยงผู้ประกอบการ (Mentor) ที่หาไม่ได้จากตำราการทำธุรกิจ หรือบริหารธุรกิจตามท้องตลาดแน่นนอน เล่มนี้แทบไม่ได้พูดถึงทฤษฎี แต่เป็นการบอกหมด ไม่มีหมกเม็ด ข้อควรทำ ข้อควรระวัง ข้อควรเลี่ยง ห้ามทำ เพื่อที่จะให้คนอ่านไม่ต้องลองผิดลองถูกคลุกฝุ่นแบบที่เจ้าตัวเจอมา
อ่านแล้วได้อะไรเยอะมากจากเล่มนี้ ดีกับทั้งคนทำธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจผลิต ซื้อมาขายไป หรือธุรกิจแบบบริการ ไม่อยากให้พลาดเลยจริงๆ ช่วยมายืมไปอ่านทีจะดีใจมาก แต่ต้องคืนนะ เพราะคงจะกลับมาอ่านซ้ำอีกเรื่อยๆ
ในเล่มจะมีเริ่มตั้งแต่ภาพใหญ่ของประเทศ ระดับมหาภาค แล้วค่อยๆซูมเข้ามาทีละจุดจนถึงระดับจุลภาค ละเอียดยิบชนิดที่อ่านจบแล้วไม่มีคำถามอยากถามเลยเพราะคำตอบมีอยู่ในเล่มเกือบหมดแล้ว
#ทิศทางของเศรษฐกิจไทย
หนังสือเล่มนี้ออกมาในช่วงโควิด ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อมีนาคม 2563 เริ่มเกริ่นด้วยการพูดถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทย ว่ามีแต่จะแย่ลง เพราะภาคเกษตรที่เป็นรากฐานของสังคมไทยอ่อนแอลงทุกวัน คนไทยขายที่ดินให้นายทุน หรือต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นรับจ้างแทน ทำให้รายได้จำกัด ต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้น อะไรที่เราเคยเป็นเจ้าของ เช่น ผลผลิตการเกษตร ก็ต้องนำเข้าซื้อกลับมาเองในราคาแพง อีกทั้งสื่อโซเชียลทั้งหลายกระตุ้นให้เราอยากใช้เงิน แต่ด้วยความที่คนไทยมีค่านิยมยกย่องคนรวยและวิ่งตามความเห็นชาวต่างชาติ ทำให้เงินก็ไหลออกนอกประเทศไปเรื่อยๆ
เศรษฐกิจไทยโดนควบคุมและกำหนดทิศทางโดยคนไม่กี่กลุ่มในประเทศ ชาวบ้านชนชั้นกลาง ชาวบ้านตาดำๆทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเราเป็นเช่นนี้มาจาก นโยบายการพาประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Countries – NICS) ทำให้รัฐส่งเสริมภาคอุตสหกรรมให้เป็นตัวเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าภาคเกษตร ประชาชนก็มุ่งหน้าเข้าเมือง หรือส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอก ทิ้งผืนดินทำกิน น่าเสียดายที่การเติบโตแบบนี้ทำลายจุดแข็งของเราเอง เราหลงลืมที่จะพัฒนาการเกษตรหรืออาหารที่เป็นจุดแข็งของเรา
สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้รอดในโลกยุคนี้ได้คือ คนไทยต้องช่วยกัน กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ทำบัญชีและประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วจะค่อยๆดีขึ้นเอง
#ชุดความคิดของผู้ประกอบการ
เพราะการทำธุรกิจเหมือนการวิ่ง เป้าหมายแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน บางคนจบที่ 10, 21, 42 กิโล หรือมากกว่านั้น (เป้าหมายก็เปรียบเหมือนยอดขาย) เราจึงต้องรู้กำลังตัวเอง รู้ข้อจำกัดของตัวเอง และรู้ความถนัดของตัวเอง มีคำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนเริ่มธุรกิจ ดังนี้
- เราอธิบายสั้นๆเกี่ยวกับธุรกิจของเราให้เข้าใจใน 1 นาทีได้ไหม ถ้าไม่ได้แปลว่าภาพในหัวเรายังไม่ชัดเจนพอ
- ในสายตาลูกค้าเราโดดเด่นพอไหมและแข็งแรงเพียงใดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
- สินค้า/บริการของเราทำหน้าที่อะไร มีประโยชน์อะไรแก่ลูกค้า
- ใครคือลูกค้าที่ต้องซื้อของเรา เพราะอะไร ถ้าระบุได้ชัดเจน โอกาสขายก็ง่ายขึ้นตามไปด้วย
- เรามีที่มาของรายได้กี่ทางจากธุรกิจนี้ เช่นขายประสบการณ์ ขาย know-how การทำสินค้า
- ธุรกิจนี้มีใครมาทำแทนเราได้ไหมหรือต้องทำเองทุกอย่าง มีระบบให้ลูกน้องทำเองได้ไหม
- งานส่วนที่เราไม่ถนัดมีคนที่ไว้ใจได้มาช่วยไหม ถ้าไม่มี ปรับโมเดลธุรกิจให้ทำเพียงคนเดียวได้
- เงินหมุนเวียนในธุรกิจมีเท่าไหร่ อยู่ได้กี่เดือน มีติดลบไหม เลี่ยงธุรกิจที่ตอนซื้อจ่ายสด ตอนขายเก็บเงินเชื่อ
- กำไรของธุรกิจน่าพอใจหรือไม่ ถ้าทำแล้วไม่คุ้มเหนื่อยหาอย่างอื่นทำ
สำหรับเจ้าของธุรกิจ ไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นเลย อย่างมากก็คือทายาทของคนทำธุรกิจเท่านั้น เจ้าของธุรกิจจึงมีที่มา 3 ทาง คือ รับช่วงต่อ สร้างขึ้นเอง และไปซื้อกิจการมา แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็มาพร้อมภาระรับผิดชอบ ความเสี่ยง ความกังวล
โดยเราแบ่งลักษณะความเป็นเจ้าของได้ 3 ประเภทตามรูปแบบการทำงาน คือ
- แบบเถ้าแก่/พ่อค้า เน้นทำด้วยตัวเอง ส่วนมากจะทำธุรกิจเดียว ทีละธุรกิจ
- แบบเจ้าของผู้ประกอบการ มีความเป็นมืออาชีพ เน้นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดี ถ้าไม่ดีก็พร้อมขาย อาจบริหารเองหรือจ้างคนนอกมาบริหาร ทำงานให้
- เจ้าของแบบนักลงทุน คือเป็นเจ้าของแต่ไม่ได้ทำงาน จะเป็นแนวหุ้นส่วนมากกว่า
ผู้เขียนบอกว่า เราทุกคน มีธุรกิจซ่อนอยู่ในตัวอย่างน้อยคนละ 1 ธุรกิจ เพียงแค่เราไม่ได้เอามาใช้หาเงินจริงๆจังๆเท่านั้น แต่ก้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพราะทำธุรกิจจะใช้แค่ความชอบความถนัดอย่างเดียวไม่ได้
ซึ่งถ้าเป็นคนลักษณะแบบนี้ อาจไม่เหมาะจะเป็นเจ้าของธุรกิจ
- ไมตัดสินใจ ไม่กล้ารับความเสี่ยง มัวแต่รอข้อมูลพร้อม 100%
- ไม่รับผิดชอบ เมื่อเกิดความผิดพลาด เอาแต่โบ้ยให้พนักงาน โทษคนอื่น ปัดความรับผิดชอบ
- มีเงินเป็นแรงจูงใจในการทำธุรกิจ หวังรวย เอาแต่ได้ เอาเปรียบอยู่เสมอ ไม่อยากเป็นผู้ให้
- เป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบสุดโต่ง
- เป็นพวกจัดระเบียบชีวิตตนเองไม่ได้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรทำก่อน-หลัง
- ไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มี connection ไม่มีทางลัด ไม่มีตัวช่วย ก็จะเหนื่อยกว่าปกติ
- ยึดติดกับ Comfort Zone ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
- เอาแต่ใจ ไม่รักษากฎที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ไม่มีวินัยในการใช้เงิน
- ไม่รักษาคำพูด เพราะคำพูดทำให้คนน่าเนื่อถือ ซึ่งถ้าเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่รุ่ง
เมื่อเริ่มธุรกิจแล้ว ก็อย่านิ่งนอนใจ คิดว่าไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ ปรับตัวก็ได้ ทีทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เปลี่ยนโลกก็จะเปลี่ยนเรา คนยัง Reskill ธุรกิจก็เช่นกัน การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ
#คนอื่นที่อยู่รอบตัวเรา
การทำธุรกิจ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดีลกับคน 3 กลุ่ม คือ ตัวเอง หรือ หุ้นส่วน (เจ้าของ) ลูกน้อง และลูกค้า
ลูกน้อง >> อย่ามองว่าเป็นภาระให้มองเป็น Assets ทรัพย์สินในการช่วยหาเงินของบริษัท อย่าจ้างคนไม่มีประสบการณ์ และอย่าจ้างด้วยค่าแรงขั้นต่ำ ใช้สูตร 20:20:20 คือ ให้เงินเดือนสูงกว่าตลาด 20% ให้พนักงานมีเวลาทำงานน้อยกว่าปกติ 20% แต่ให้มีผลงาน Output ดีกว่ามาตรฐาน 20% และยึดหลัก คิดว่าลูกน้องเป็นลูกค้า ลูกค้าเป็นตัวเรา และตัวเราเป็นลูกน้อง การบริหารลูกน้องยากกว่าการบริหารเจ้านาย เพราะเจ้านายมีคนเดียว แต่ลูกน้องมีหลายคน ลูกน้องที่ดีต้องรักษาไว้ให้นานและส่งเสริมเมื่อเค้าจะไปได้ดีกว่า
ลูกค้า >> เราต้องรู้จักลูกค้าให้ดีพอๆกับรู้จักธุรกิจตัวเอง รู้ว่าลูกค้าใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ใช้เวลาแต่ละวันที่ไหน สนใจเรื่องอะไร ใช้เวลากับใครบ้าง ซึ่งหาคำตอบได้จาก Big data ใน Social Media ลูกค้าเก่าสำคัญกว่าลูกค้าใหม่เสมอ ลูกค้าให้ความสำคัญกับการที่ใช้สินค้า / บริการ แบรนด์นี้แล้วรู้สึกดีมากกว่าการรู้สึกประหยัดที่ใช้แบรนด์นี้ เน้นสร้างคุณค่าความประทับใจมากกว่าแค่เรื่องราคา เน้นให้ลูกค้ารักแบรนด์แล้วเรื่องจ่ายเงินจะง่ายเอง จำไว้ว่าความต้องการลูกค้าเปลี่ยนได้ตลอด อย่าอารมณ์เสีย แต่ให้หาสิ่งที่ลูกค้ามองหามารอไว้แทน เจ้าของธุรกิจต้องรู้จักเพิ่มยอดขายจากลูกค้าเก่าและหาลูกค้าใหม่อยู่เสมอ
คู่ค้า (Supplier) >> เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ อาจเป็นคนที่ช่วยให้เราเหนือกว่าคู่แข่ง ( competitive advantage) ได้ง่ายๆ บ่อยครั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นยอดให้เราตามกระแสทันหรือรู้เทรนด์ก่อนคู่แข่ง จึงต้องอย่ามองว่าเป็นคนมารอรับเงินจากเราเท่านั้น ต้องปฏิบัติอย่ามืออาชีพ ให้เกียรติ ไม่จิกหัวใช้หรือมองว่าเค้าต้องง้อเรา
Connection >> คือการสะสมประสบการณ์ ผลงาน บารมี จนรู้จักคน connection คือคนที่เคยเจอกันตัวเป็นๆ รู้จักกันในระดับหนึ่ง และติดต่อกันเป็นระยะ ไม่ใช่คนที่เคยรู้จักหรือเป็นเพื่อนวัยเรียนกันเมื่อหลายสิบปีก่อนแต่ไม่เคยคุยกันสักคำแล้วพอมีเรื่องก็นึกให้ช่วย connection จริงๆแล้วใช้แค่สายสัมพันธ์ โทรหาหรือเจอกันนิดเดียวจบ แต่ corruption คือการใช้เงินและใช้ไม่รู้จบ เช่นเดียวกันกับที่ connection ช่วยเราเพราะใจ แต่ investor ช่วยเราเพราะ ผลประโยชน์
หุ้นส่วน >> คือตัวแปรสำคัญว่าธุรกิจจะรุ่งหรือเจ๊ง หุ้นส่วนดีกับหุ้นส่วนเก่ง ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไป หุ้นส่วนมี 3 แบบคือ ลงเงิน ลงหัว ลงแรง หุ้นส่วนที่ดีจะเคารพความต่าง เปิดใจฟังความเห็นของคนที่ถนัดกว่า และกล้าออกความเห็นในการปรับปรุงแก้ไข ปัญหา หุ้นส่วนเป็นแล้วก็เลิกเป็นได้ถ้าจริตไม่ตรงกัน แค่หาทางลงสวยๆก็พอ
#เงินและทรัพย์สินของธุรกิจ
เงินทุนจดทะเบียนบริษัท กับเงินทุนหมุนเวียน เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่ต้องบริหารให้เป็น มันจะนำไปใช้แค่ 2 เรื่องคือ เงินที่จ่ายแล้วหาย เช่น ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโฆษณา กับเงินที่จ่ายแล้วได้คืน เช่น เงินที่จ่ายไปเป็นต้นทุนสินค้า เพื่อเอาสินค้ามาขาย หรือผลิต เป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าแพกเกจจิ้ง โดยรวมเรียกว่า Cost of Goods / Service ถ้าประหยัดส่วนนี้ส่วนมากไม่รอด และไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็ต้องรู้จักทำงบประมาณประจำปี ธุรกิจไหนไม่มีก็เหมือนคลำทางไปเรื่อย ไม่มีเป้าหมาย เจ้าของควรทำงบประมาณการกระแสเงินสด งบค่าใช้จ่าย ดูยอดขาย กำไร เงินสดของธุรกิจไว้ให้อยู่ในสายตาตลอด ยึดหลักขายให้มาก เก็บเงินให้ได้ ใช้จ่ายระมัดระวัง จัดการเงินเป็นระบบและมีวินัย จะช่วยให้ก้าวข้ามปัญหาด้านการเงินไปได้
#แบรนด์และโมเดลธุรกิจ
ถ้าอยากทำธุรกิจระยะยาว คุณภาพต้องมาก่อน เพราะของคุณภาพดีจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจทำให้เราอยู่เหนือคู่แข่ง มีโอกาสตั้งราคาสูง ปิดโอกาสที่ลูกค้าจะตำหนิ (ก็ของดี ไม่มีอะไรต้องติ) หรือเปิดช่องโหว่ให้คู่แข่งออกสินค้าที่ปิดจุดอ่อนเรา ถ้าสินค้าเราคุณภาพดี มันคือการสร้างแบรนด์โดยไม่ต้องโฆษณามากและยังดึงดูดลูกค้าให้เข้าหาเรา เพิ่มโอกาสการซื้อซ้ำ บอกต่อ มีแต่ได้กับได้ เพราะแบรนด์คือสิ่งที่ลูกค้ามองเห็นและรู้สึกกับเราไม่ใช่สิ่งที่เราพยายามจะบอก ทุกธรกิจควรมีแบรนด์ทั้งสิ้น ซึ่งการสร้างแบรนด์อาจไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ต้องการความสม่ำเสมอในการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า
#เทคนิคการตลาด
การขายได้จะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้ารู้สึกว่าได้มากกว่าเงินที่เสียไป ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องขายด้วยการพึ่งการส่งเสริมการขาย (Promotion) แปลว่าเราอาจะเจอปัญหา สินค้าคุณภาพไม่ดีพอที่จะขาย ตั้งราคาสูงไป หรือ ขายผิดที่ และไม่ว่าจะขาย Online หรือ Offline ลูกค้าก็ตัดสินใจซื้อเพราะคุณค่าที่จะได้รับเหมือนกัน อย่ามองข้ามพลังของ pre-order เพราะเป็นตัวทำ Idea Testing ว่าตลาดจะยอมรับไหม โดยที่เราสามารถบริหารกระแสเงินสดในบริษัทได้ด้วย ทุกครั้งที่ออกสินค้าใหม่ ควรประเมินเรื่องต่อไปนี้ก่อน
- Know Yourself รู้จักธุรกิจตัวเองว่ายังไปได้ดีในตลาดไหม จริงๆแล้วเราถนัดอะไรกันแน่
- Know Market Landscape and know competitors รู้ความเคลื่อนไหวในตลาด
- Know our products รู้ต้นทุน รู้หน้าที่ของสินค้า (เช่นลูกค้าบางคนซื้อนมผงไปเพื่อใช้เป็นอาหารกุ้ง ไม่ใช่แค่ไว้เป็นป้อนนมเด็กอ่อน) รู้ความคงที่ของคุณภาพสินค้า (ถ้าวัตถุดิบแพงหรือหาไม่ได้บางฤดูกาล ต้องรู้ว่าจะทำยังไงให้คงคุณภาพเดิม)
- Know Customers รู้ว่าลูกค้าของเรามีกี่ประเภท สัดส่วนยอดซื้อแต่ละกลุ่มเป็นเท่าไหร่ ต้องบริการแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร
- Know Law & Regulation รู้กฎหมาย ข้อบังคับต่างๆเกี่ยวกับธุรกิจ
นอกจากนี้ต้องรู้หลักการตั้งราคา ซึ่งราคาที่เหมาะสมคือราคาที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ คุณภาพสินค้าและคุณค่าของสินค้าที่มีต่อผู้ซื้อ ราคาไม่มีถูกหรือแพง มีแต่คุ้มหรือไม่คุ้ม ราคาที่ดีที่สุดคือราคาที่ลูกค้าเห็นแล้วซื้อเลยไม่ต้องต่อ วิธีตั้งราคามีหลายแบบ เช่น Maintain Margin
Mixed Margin
Match Price
Low key
Loss leading
EDLP
Loss to win
Fixed Price
Mix charges
Over Price
แต่ควรเข้าใจไว้ว่างานของเราคือสร้างคุณค่ามากกว่ามาหาลูกเล่นเรื่องราคา หรือส่วนลด และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อขายแล้วต้องเก็บเงินให้ได้ด้วย
#คู่แข่งและการแข่งขัน
การมีคู่แข่งทำให้เราพัฒนาตัวเอง สร้างความหลากหลาย เปิดโอกาสและตัวเลือกให้ผู้ซื้อ คู่แข่งทำให้เราเข้าใจสัจธรรมชีวิตว่ามีขึ้นก็มีลง ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เราต้องรู้จักกลยุทธ์ในการสู้พวกตัดราคา หรือพวกลอกเลียนแบบ ต้องเอาชนะด้วยแบรนด์ คุณภาพสินค้า / บริการ ความหลากหลาย ความยืดหยุ่น การสื่อสารกับลูกค้า ความเร็ว บริการหลังการขาย การเอาใจใส่ การสร้างประสบการณ์ที่ดี กิจกรรมการตลาด โปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ทุกอย่างแล้วยังด้อยกว่าคู่แข่งทั้งหมด ก็หันไปทำอย่างอื่นดีกว่า มันแปลว่าเราแพ้ทุกทาง สู้ไปก็มีแต่เข้าเนื้อเปล่าๆ
#อย่ายอมแพ้
การทำธุรกิจอาจไม่ได้เดินทางสายเรียบ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ซ้ำร้ายอาจเต็มไปด้วยขวากหนาม หญ้ารกรุงรังที่รอให้เราไปถางจัดการให้เรียบอยู่ และเพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์ที่เหนื่อยได้ ท้อเป็น พลังงานมีจำกัด จึงควรต้องเรียนรู้ที่จะจัดการความรู้สึกตัวเองในช่วงที่เจอปัญหาถาโถมเข้ามา ไม่ดราม่าหาคนมาเห็นใจ แต่ระบายให้คนรอบข้างที่เราสามารถอยู่ในสภาวะทิ้งตัวได้ รับฟังเพื่อให้ดึงเราพ้นจากสภาวะจมดิ่ง ปรับเวลากิน นอน พักผ่อน ดูแลสุขภาพให้ดี เพื่อสร้างพลังไปจัดการสิ่งต่างๆ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยการลงมือทำ (อย่างถูกต้อง) ไม่ใช่นอนเฉยๆ
เนื่องจากเล่มนี้ออกมาในช่วงโควิดใหม่ๆ บางคนได้รับผลกระทบมากมาย จึงพูดถึงในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ควรอยู่บ้าน กินข้าวบ้าน เลือกไปเจอเฉพาะคนที่ควรค่าแก่การให้เวลาเท่านั้น นอกนั้นถ้าจำเป็นต้องคุย ก็แค่โทรศัพท์ก็พอ ขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เอาเงินมาต่อยอดอย่างอื่นจะดีกว่า
ถ้ารายได้หลักไม่พอ ก็หารายได้เสริมหลายๆทางมาชดเชย หางานเสริมที่ใช้เงินลงทุนน้อย ใช้ความสามารถจะได้ผลมากกว่า หรือลองหางาน Part-Time ที่สนใจทำ ได้ทั้งเรียนรู้ ได้ทั้งเงิน ถ้าทำได้ดี อาจเป็นประตูพาเราไปเจอชีวิตใหม่เลยก็ได้ ถ้าไม่อยากไปทำงานก็อยู่บ้านสะสมความรู้ไป อ่านหนังสือ เรียนออนไลน์ เขียนรีวิว ตกผลึกสิ่งที่รับเข้ามาให้ได้ ค้นหาศักยภาพตัวเอง ก็ย่อมดีกว่าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไร ปล่อยช่วงเวลาทองของการได้อยู่กับตัวเองแบบนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
“What get you here won’t get you there” อะไรที่เราเคยทำและพาเรามาถึงตรงนี้จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิม มันก็คงไม่มีโอกาสที่เราจะมีชีวิตที่ดีไปกว่านี้ ถ้าอยากก้าวข้ามชีวิตที่เหมือนติดกับดักอะไรสักอย่างไปให้ได้ ทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างไร อยู่ที่ว่าเรามองมันว่าเป็น “ทางเลือกเดียว” ที่ต้องทำหรือเปล่า
ด้วยรักจากเจ้
#FromYourSis
#วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน
