134 – The Psychology of Money จิตวิทยาว่าด้วยเงิน

134

The Psychology of Money – จิตวิทยาว่าด้วยเงิน

ปีที่แล้วหนังสือการเงินที่ชอบที่สุดคือ The Attribute of Money จงคบค้ากับความร่ำรวย

อ่านรีวิว 1/2 >> https://bit.ly/3eAlIYh

อ่านรีวิว 2/2 >> https://bit.ly/3IdlSlN

สำหรับครึ่งปีนี้ (เผื่อไว้ก่อนว่าครึ่งปีหลังจะเจอเล่มที่ชอบมากกว่า) ก็คงจะเป็น The Psychology of Money อย่างไม่ต้องสงสัย เป็นหนังสือการเงินที่ต่างจากทุกเล่มที่เคยอ่านมา ไม่มีสอนเทคนิคการลงทุนให้รวยอะไรทั้งนั้น แต่พาเราไปรู้จักกับจิตวิทยาว่าด้วยเงินตามชื่อหนังสือ อ่านแล้วได้มุมมองดีๆในการใช้ชีวิตหลายข้อ จึงไม่อยากให้พลาดเล่มนี้

พฤติกรรมที่ทำสำคัญกว่าสิ่งที่รู้

ถ้าการศึกษาเป็นตัวแปรที่ทำให้คนเราหลุดพ้นความจนได้ การค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน และระยะเวลาที่คนเราเติบโตขึ้นก็คงช่วยให้ทุกคนบนโลกมีสมดุลในการใช้ชีวิต มีอิสระทางการเงิน ไม่มีใครต้องติดขัดเรื่องเงินทอง แต่ความจริงแล้ว คนที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด มีรายได้น้อย ก็สามารถขยับฐานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางหรือสูงได้ ถ้ามีพฤติกรรมการเงินที่ถูกต้อง หรือแม้แต่คนการศึกษาสูง รวยล้นฟ้าเองก็ยังล้มเหลวด้านการเงินได้ นั่นเป็นเพราะ “พฤติกรรม” ของคนเรา ประสบการณ์ในอดีตต่างๆ ที่เป็นตัวหล่อหลอมให้เรามีพฤติกรรมทางด้านการเงินในแบบที่ไม่มีใครสอนกันได้

ไม่มีคนบ้าในโลกการลงทุน

พฤติกรรม ทัศนคติเรื่องการเงิน การตัดสินใจลงทุนของผู้คน ผูกติดกับประสบการณ์ที่นักลงทุนเหล่านั้นได้รับมาในยุคสมัยของเค้าเอง ถ้าเติบโตมาในช่วงเงินเฟ้อต่ำ ก็จะลงทุนพันธบัตรมากกว่า ในทางกลับกัน คนที่เกิดมาในยุคที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นขาขึ้น ก็มีแนวโน้มจะลงทุนในตลาดหุ้นเพราะคิดว่าได้ผลตอบแทนดีกว่า เหมือนที่คนยุคใหม่ เช่น คุณท๊อป แห่ง Bitkub หรือบรรดานักขุด Bitcoin จะชอบลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลมากกว่าคนรุ่นเก่าอย่างดร. นิเวศน์ วอร์เรน บัฟเฟต์ บิล เกสต์ ที่ยังเชื่อมั่นในการลงทุนในสิ่งที่จับต้องได้ ดังนั้นไม่มีใครผิดหรือถูก มันเป็นเรื่องของยุคสมัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมคนเรามากกว่า

ความจริงแล้วโชคกับความเสี่ยงเป็นญาติกัน

มันบอกกับเราว่าทุกๆผลลัพธ์ในชีวิตถูกชี้นำโดยพลังงานอื่นที่นอกเหนือจากจากความพยายามส่วนบุคคลความล้มเหลวของคนอื่นมักเกิดจากการตัดสินใจที่ไม่ดี ในขณะที่ความล้มเหลวของตัวเราเองมักถูกมองว่าเป็นด้านมืดของความเสี่ยง เราจึงควรเคารพโชคและความเสี่ยงอย่างเหมาะสมก่อนที่จะไปตัดสินความสำเร็จของใคร

เมื่อเราอยู่ในจุดที่มีเงินพอที่จะซื้อทุกสิ่งอย่างสมเหตุสมผลแล้ว ให้จำสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ดี

  1. ทักษะทางการเงินที่ยากที่สุดคือการทำให้เป้าหมายหยุดเคลื่อนที่ ความสุขเป็นเพียงแค่ผลลัพธ์ลบด้วยความคาดหวัง
  2. การเปรียบเทียบมีแต่จะทำให้เกิดปัญหา ให้เลี่ยงซะ อย่าไปนึกถึงมัน แค่รู้จุดยืนของเราก็พอ
  3. “พอ” จะทำให้หยุดการผลักดันตัวเราไปอยู่ในจุดที่จะต้องเสียใจ
  4. หลายสิ่งไม่ควรค่าแก่การเสี่ยงไม่ว่ามันจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนมากขนาดไหน เพราะชื่อเสียง อิสรภาพ ครอบครัว คนที่รัก เพื่อนฝูง และความสุขนั้นประเมินค่าไม่ได้ การที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้คือการรู้ว่าต้องหยุดรับความเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งเหล่านี้ คือการรู้ว่าเมื่อไหร่มีพอแล้ว

ความมหัศจรรย์ของการทบต้น

ทุกคนรู้ว่าวอร์เรน บัฟเฟต์เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยที่สุดตลอดกาล แต่จริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็นคนที่ลงทุนเก่งที่สุด ถ้าวัดกันที่จำนวนผลตอบแทนต่อปี ความสำเร็จของบัฟเฟต์มาจากพื้นฐานทางการเงินที่เขาสร้างมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม และยืนระยะคงที่ไว้ในวัยชรา เขามีทักษะการลงทุน แต่ความลับของเขาคือ”กาลเวลา”ที่ปล่อยให้การทบต้นทำงาน โดยไม่รบกวนมัน เพราะเขาเชื่อว่าการลงทุนที่ดีที่นั้นไม่จำเป็นต้องได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด เนื่องจากผลตอบแทนที่ดีที่สุดมักได้มาครั้งเดียวและไม่สามารถทำซ้ำได้ แต่หากเราได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี และทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ นั่นจะเป็นช่วงเวลาที่การทบต้นทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

การ”ได้มา”ซึ่งความมั่งคั่งเป็นหนังคนละม้วนกับการ”รักษา”ไว้ซึ่งความมั่งคั่ง

มีวิธีการได้มาซึ่งความมั่งคั่งมากมาย หาอ่านเอาตามหนังสือได้ทั่วไป หรือเรียนรู้จากคนรวยที่ประสบความสำเร็จ แต่วิธีที่จะรักษาความมั่งคั่งไว้นั้นเป็นปริศนาที่หลายคนไม่เคยบอก ต้องมาหาคำตอบด้วยตัวเอง บางคนก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ นั่นคือ ต้องมีความมัธยัสถ์และความหวาดระแวง จนอยู่รอดได้

เราสามารถตัดสินใจได้ผิดครึ่งหนึ่งและยังคงสร้างความมั่งคั่งได้ สิ่งที่ต้องทำเพียงแค่ซื้อทุกอย่างที่ซื้อได้ในพอร์ตการลงทุนและรอคอยให้ผู้ชนะปรากฎตัวขึ้นมา

เงินไม่ได้ทำให้เราได้รับการยอมรับที่แท้จริง

การใช้เงินซื้อของหรูหราไม่อาจทำให้เราได้รับการยอมรับ ได้รับความเคารพ เวลาเห็นคนขับรถหรูๆ ผู้คนต่างชื่นชมรถ และจินตนาการว่าถ้าตัวเองได้ขับบ้างจะเป็นอย่างไรกันนะ น้อยมากที่จะอยากรู้อยากเห็นว่าคนขับคือใคร พวกเขาสนใจแต่ตัวเอง ไม่ได้สนใจข้าวของที่คุณมี ถ้าไม่ใช่เงิน แล้วอะไรที่ทำให้คนยอมรับเรา คำตอบที่หนังสือให้ไว้คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นต่างหากที่นำพาความศรัทธามาให้ ไม่ใช่การมีเงินเยอะๆไว้อวดชาวโลก

ความมั่งคั่งคือสิ่งที่มองไม่เห็น

ในโลกนี้เต็มไปด้วยคนที่ดูสมถะ แต่แท้จริงแล้วมั่งคั่ง และคนที่ดูร่ำรวยแต่แท้จริงแล้วกลับยืนอยู่บนปากเหวของความล้มละลาย เวลาที่คนส่วนใหญ่อยากเป็นเศรษฐี เขาอาจหมายถึงเขาต้องการใช้เงินเพื่อซื้ออะไรบางอย่างตอบสนองความต้องการ ซึ่งนั่นไม่ไม่ใช่ความมั่งคั่ง นั่นคือความอยากร่ำรวย เพราะความร่ำรวยคือการบ่งบอกสถานระรายได้ปัจจุบัน แต่ความมั่งคั่งมักจะถูกซ่อนอยู่ มันคือรายรับ หรือ ทางเลือกที่ไม่ถูกจ่ายออกไปหรือนำไปซื้ออะไร เรามักจะเห็นรถ บ้าน เครื่องประดับที่ผู้คนซื้อ แต่เราไม่สามารถเห็นสิ่งของที่พวกเขามีความสามารถที่จะซื้อได้ด้วยเงินทั้งหมดของพวกเขาจริงๆ ซึ่งความมั่งคั่งต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งยั่วยวนและอดทนรอคอยเวลาจนกว่าจะได้มันมา

ดังนั้นแล้ว จงจำเรื่องความต่างระหว่างความร่ำรวย กับ ความมั่งคั่ง ก่อนตัดสินความสำเร็จของผู้อื่น

จะทำอย่างไรให้มั่งคั่ง

เมื่อความมั่งคั่งเริ่มต้นที่การออม วิธีเพิ่มเงินออม คือเพิ่มความอ่อนน้อมถ่อมตน ใช้จ่ายน้อยลง ลดกิเลสลง สนใจสิ่งที่คนอื่นๆคิดกับตัวเราเองน้อยลง มิใช่การเพิ่มรายได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้าวของที่เราเองไม่ได้ต้องการจริงๆ แต่แค่ต้องการโชว์สังคมว่าเรามี

ความมั่งคั่งเป็นการสะสมเงินที่เหลือหลังจากการใช้จ่าย เราทุกคนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้แม้ว่าจะไม่ได้มีรายได้สูง แต่เราไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ถ้าเรามีอัตราการออมต่ำ เราควรเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเงินจำนวนน้อยกว่า เพื่อสร้างช่องว่างสิ่งที่เรามี กับสิ่งที่เราอยากได้ คนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินอย่างยั่งยืน มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจว่าคนอื่นๆจะคิดอย่างไรกับพวกเขา

เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลในการออมเงิน

เพราะการออมเงินคือจุดเริ่มต้นในการสร้างความมั่งคั่ง ต่อให้เราไม่มีเป้าหมายว่าจะออมไปเพื่อซื้ออะไร การออมเงินจริงๆแล้วคือการป้องกันความเสี่ยงต่อช่วงเวลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้เราสามารถควบคุมเวลาได้  ซึ่งถ้าเราไม่มีความสามารถในการควบคุมเวลา เราอาจถูกบังคับให้ยอมรับความโชคร้ายต่างๆที่พุ่งเข้ามาให้เราต้องยอมจำนนต่อตัวเลือกที่จำกัด แต่ถ้าเรายืดหยุ่นมากพอ เราจะมีเวลาในการรอคอยโอกาสดีๆ มีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เร่งรีบน้อยลง มีเวลามากขึ้น สามารถปล่อยให้เงินงอกเงยเพียงพอที่จะให้เราซื้อของได้มากกว่าวันนี้ นี่คือผลตอบแทนจากการออมที่ซ่อนอยู่ซึ่งไม่มีใครมองเห็น ดังนั้นคุณค่าที่แท้จริงของเงินคือศักยภาพในการควบคุมเวลาที่มอบให้เราต่างหาก

มองหาราคาความสำเร็จให้เจอและเต็มใจจ่ายมัน

เราไม่อาจเห็นราคาความสำเร็จของการลงทุนเพราะมันไม่มีป้ายราคาแปะไว้ มองให้ออกว่าแท้จริงแล้วมันคือความผันผวน ความผิดหวัง ความสูญเสีย ท่ามกลางฉากหลังของการเติบโตอย่างยาวนาน มองให้มันเป็นค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายเพื่อแลกอะไรบางอย่างมา มากกว่าไปมองว่ามันเป็นค่าปรับเพื่อลงโทษการตัดสินใจผิด

รักษา lifestyle ให้คงที่ (ในระดับที่พอใจ) ไม่ต้องวิ่งตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเราก้าวผ่านรายได้มาถึงจุดหนึ่งแล้ว อัตราการออมเงินจะถูกขับเคลื่อนโดยความสามารถของเราเองในการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการใช้ชีวิตคงเดิมไว้ไม่ต้องไล่ตามเทรนด์ เราสามารถใช้ของดี มีชีวิตที่สุขสบายในระดับที่พอใจได้ เมื่อเราหยุดเคลื่อนที่เป้าหมายของเราไม่ให้ไปตามกระแส  แล้วความมั่งคั่งจะค่อยๆเพิ่มพูน

การวางแผนระยะยาวนั้นยาก เพราะเป้าหมายและความปรารถนาของเราเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเราจัดสรรทุกอย่างไว้อย่างดีตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าอนาคตความมั่งคั่ง ไม่หนีหายจากเราไปแน่นอน

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น