131 – คำถามสำคัญกว่าคำตอบ

131

คำถามสำคัญกว่าคำตอบ

หลายคนบอกว่าเราต้องหา“คำตอบ”ของชีวิตให้เจอ เราจะทำแบบนั้นได้อย่างไรถ้าเราไม่เคยตั้งคำถามให้กับชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าคนที่จะตอบได้ดีที่สุดก็คือตัวเรานั่นเอง

อย่างที่เคยบอกว่า หนังสือของหนุ่ม เมืองจันท์ ทำให้ฉุกคิดมุมมองในการใช้ชีวิตได้เสมอ เล่มนี้แค่คำโปรยหลังปกก็กินใจมากแล้ว เขาเขียนไว้ว่า คำถามที่ดีจะนำไปสู่คำตอบที่ดี คำถามที่ถูกต้องจะพาให้เราไปเจอคำตอบที่ถูกต้อง คำถามเป็นการบอก “ทิศ” ที่เราจะมุ่งหน้าไป ส่วนคำตอบคือการบอก “ทาง” ถ้าทิศผิด ทางก็ไม่มีวันถูกต้อง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเบื่องาน บางคนอาจตั้งคำถามว่า “จะลาออกดีไหม” คำถามนี้มีทางเลือกแค่จะออกหรือไม่ออก แต่ถ้าเราตั้งคำถามใหม่เป็น “ทำอย่างไรดีถึงจะเบื่องานน้อยลง” มีไฟมากกว่าเดิม ทิศของคำถามนี้ทำให้ทางของคำตอบเปลี่ยนไป ไม่มีคำว่าลาออกในโจทย์นี้ มีแต่จะหาวิธีที่ทำให้จุดไฟในการทำงาน

เช่นเดียวกันกับความรัก ถ้าทะเลาะกัน แล้วตั้งคำถามว่า “จะเลิกเลยดีไหมนะ” คำตอบก็พาไปสู่ทางที่จะเลิก หรือไม่เลิก แค่นั้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น “จะทำอย่างไรถึงจะทะเลาะกันน้อยลง” คำตอบก็จะไม่พาเราเข้าใกล้จุดจบของความสัมพันธ์นั้นเลย มีแต่จะเสาะหาวิธีที่ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

นี่คือคำตอบของชื่อหนังสือเล่มนี้ ว่าทำไม “คำถาม” จึงสำคัญกว่า “คำตอบ”

ข้อคิดที่ได้จากเล่มนี้มีมากมาย ขอเอามาฝากดังนี้

*โลกนี้ไม่มีความเงียบโดยสมบูรณ์ ยังไงก็ยังได้ยินเสียงของระบบประสาทหรือเสียงของการไหลเวียนเลือดของสิ่งมีชีวิต จริงๆแล้ว “เสียง” และ “ความเงียบ” ไม่มีอะไรแตกต่างกัน มีเพียงแค่ “ความคิด” ที่จะเอาใจใส่ ต่อการรับฟังเท่านั้นเป็นผู้ตัดสินว่าจริงๆแล้ว เสียงนั้นดังหรือเบา ถ้าเราใส่ใจ เสียงนั้นก็ดัง แต่ถ้าเราไม่ได้ใส่ใจ เสียงนั้นก็เบาจนไม่ได้ยินไปเอง

*คำว่า “อด” แปลว่า อยากได้ แล้วไม่ได้ แต่ “ทน” แปลว่า ไม่อยากได้แต่มันดันได้มา เช่น ไม่อยากว่างงาน ไม่อยากร้อน ไม่อยากจนถ้าเราสามารถอยู่กับความรู้สึกอดทนแบบนี้ได้ก็จะกลายเป็นคนอีกระดับที่มีศักยภาพสูงกว่าคนทั่วไป

*คนเรามี 2 จุดในการตั้งคำถาม คือ “จุดยืน” กับ “จุดสนใจ” การตั้งคำถามในการแก้ปัญหาไปในทางที่แสดงออกถึงจุดยืนของเรา อาจทำให้มีคนไม่เห็นด้วย เช่น การถามว่า “เราควรสร้างเขื่อนหรือไม่” เป็นการจุดยืนว่าจะสร้าง หรือไม่สร้าง คนก็จะแตกออกเป็นสองกลุ่มทันที แต่ถ้าตั้งคำถามที่ “จุดสนใจ” เช่น “เราจะบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำตรงนี้อย่างไรดี” ก็อาจทำให้คุยกันได้ ตกลงกันได้ หาทางแก้ไขปัญหาด้วยกันได้  ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจไม่ต้องสร้างเขื่อนก็ได้ แต่อาจเป็นวิธีอื่นที่ทั้งสองฝ่ายห็นตรงกัน

*สำหรับผู้บริหารแล้ว อย่าตัดสินที่ตัวเลข รายงาน หรือ ผลวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่อย่าลืม six sense เสียงกระซิบ ที่เป็นสัมผัสที่หกที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ด้วย

*ความสำเร็จมากจากความ “ไม่รู้” และ “ความอยากรู้” ความอยากรู้จึงเป็นเหมือนตัวดึงดูดกระแสธารความรู้ที่ไหลลงสู่ยอดเขา และความถ่อมตัวจากความไม่รู้เปรียบเสมือนการทำตัวลดระดับต่ำกว่าพื้นราบเป็นแอ่งน้ำที่กักเก็บความรู้

*ต้นทุนความผดพลาดนั้นแพงมาก เราจึงควรต้องเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะถ้าคนอื่นรับรู้ก็เหมือนเป็นการเฉลี่นต้นทุนออกไป

*จงเลือกสนามแข่งเอง อย่าไปสู้ในสนามที่เราเสียเปรียบ แต่เลือกสนามที่เราเหนือกว่า

*น้ำตาของคนประกอบด้วยน้ำ 1% ที่เหลือคือความรู้สึกล้วนๆ เช่นเดียวกับการพิชิตเทือกเขาเอเวอร์เรส มีส่วนประกอบจากความแข็งแกร่งของร่างกาย เพียง 1 % ที่เหลือคือความอดทนของใจ

*พื้นที่ ณ จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอร์เรสอาจเล็ก ยืนได้เพียงคนเดียวไม่เหลือที่พอให้คนรอบข้าง ในขณะที่มียอดเขามากมาย ที่แม้จะไม่สูงเท่า แต่ปลายยอดนั้นกว้างพอสำหรับหลายคน เช่น คนรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง เทือกเขาที่ไม่ได้สูงที่สุดนี้อาจมีเสห่น์ มากกว่าเอเวอร์เรสก็ได้

เป็นเล่มที่อ่านง่าย แต่ทิ้งร่อยรอยความคิดให้กลับมาคิดต่อได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น