130 –  อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

130  อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

 “การคุยเล่น” ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่นับเป็น “ทักษะ” อย่างหนึ่ง เพิ่งมารู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวช่วยให้คนเก่งๆเค้าอยู่แนวหน้าหรือยิ่งไปกว่านั้น ก้าวไปสู่ระดับสูงในวงการของตัวเอง

เล่มนี้เขียนโดย ยาซุดะ ทาดาชิ ประธานบริษัทที่ปรึกษาฝึกอบรม และอาจารย์พิเศษประจำคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะ เขียนได้ออกมาไหลลื่น อ่านง่าย ย่อยง่าย กระชับ นำเอาไปลองใช้ได้จริง

ทักษะการคุยเล่น เป็นทักษะที่เราได้ใช้บ่อยมากกว่าทักษะอื่นๆด้วยซ้ำ เพราะเป็นประตูสู่ความสัมพันธ์ เป็นจุดเริ่มต้นให้คนยอมรับตัวเรา ถ้าทำจนเห็นผลลัพธ์ มันช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น ลดจำนวนคนที่รู้สึกว่าคุยด้วยยาก กล้าปรากฎตัว ทำความรู้จักผู้คนที่น่าสนใจ สีหน้าสดใส น่าเข้าหา และมีโอกาสดีๆวิ่งเข้าหาตลอด รวมๆแล้วคือถ้าเราประสบความสำเร็จในการสื่อสารก็จะเกิดผลกระทบดีๆต่อชีวิตเราเอง

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทาดาชิบอกว่า คนที่อยู่ชั้นแนวหน้า เค้ามีทักษะคุยเล่นกันหมด แม้ว่าไม่ได้มีมาแต่เกิด แต่ก็ปรับตัว ฝึกจนชินจนสามารถถ่ายทอดเสน่ห์ในตัวออกมาได้ในที่สุด

*วิธีเริ่มต้นคุยเล่นแบบชั้นแนวหน้า

ให้สร้างสัมพันธ์โดยการนำเสนอตัวเองในระดับที่พอเหมาะ ไม่โอ้อวดตัวเอง และกล้าเล่าข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ จะทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้น

เราสามารถเลียนเสียงและภาษกาย ท่าทาง เพื่อให้สิ่งที่พูดฟังดูน่าสนใจเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น

ถ้าไม่ได้ฝึกพูดมา ( อย่างน้อยสามรอบ  ) ก็ไม่มีทางด้นสดได้ดี  ดังนั้น เตรียมเรื่องราว หรือมุกที่ตั้งใจพูด ซ้อมไว้เพื่อด้นสดได้เป็นธรรมชาติ

ลองเปลี่ยนการคุยเล่นแบบไร้แบบแผน เรื่อยเปื่อย มาเป็นคุยเพื่อ บรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่าง

คนทั่วไปชอบใช้เสียงต่ำ ระดับ “โด เร มี” ในการพูดคุย แต่ให้ลองใช้เสียงระดับ “ฟา” “ซอล” เพราะเป็นเสียงที่ทำให้รู้สึกดี

ลองพูดว่าฝากเนื้อฝากตัวด้วย ช่วงต้นสนทนา ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี ไม่มีใครเกลียดคนที่อ่อนน้องถ่อมตนตั้งแต่แรกเจอลงหรอก

*ต้องใช้หัวข้อสนทนาแบบไหน การคุยเล่นจึงจะสนุกสนาน

ถ้าสงสัยว่าต้องใช้หัวข้อสนทนาแบบไหนถึงจะคุยเล่นได้สนุกสนาน ให้ลองใช้แกนสนทนา 2 แกน (แนวตั้งและแนวนอน) แกนตั้งคือความลึกของเนื้อหาการสนทนา ส่วนแกนนอนคือความหลากหลายของหัวข้อสนทนา โดยที่ขณะคุยกัน ลองเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ (พูดตามแกวนอน) แล้วสังเกตดูว่าคู่สนทนาสนใจเรื่องไหน เมื่อพบแล้วจึงพูดคุยเรื่องนั้นแบบลงลึก (พูดตามแกนตั้ง)

หัวข้อที่เหมาะในการคุยเล่น ควรเลือกที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคนอื่น ไม่ต้องเจาะจงพูดถึงใครเป็นพิเศษ (อย่างนั้นจะกลายเป็นนินทาไป) โดยเลือกหัวข้อกลางๆ เช่น ข้อมูลบริษัทของอีกฝ่าย สภาพอากาศ สุขภาพ งานอดิเรก  หรือเรื่องที่มีจุดร่วมกับอีกฝ่าย แต่ต้องระวังไม่ให้การคุยเล่น กลายเป็นการถกเถียง

คนเรามีความสนใจแตกต่างกัน การพูดเรื่องที่ประโยชน์กับอีกฝ่ายให้เขาเอาไปใช้ด้จริง ย่อมดีกว่าความรู้เบ็ดเตล็ดทั่วๆไป แต่ต้องระวังอย่าพูดไปในทางโอ้อวดสิ่งที่ตัวเองรู้ ซึ่งเราสามารถหาข้อมูลเพื่อพัฒนาทักษะการคุยเล่นได้จาก ข่าว หนังสือพิมพ์ หรือขัดเกลาสิ่งที่เราถนัด จนเราสามารถพูดคุยในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญในวงการตัวเอง เราก็จะได้รับความไว้วางใจจากคนอื่น

*วิธีฟังที่ทำให้คู่สนทนาเปิดใจโดยไม่รู้ตัว

เลี่ยงคำพูดตอบรับที่ฟังแล้วเหมือนไม่ได้มีส่วนร่วมกับอีกฝ่าย เช่น “อย่างนี้นี่เอง” “นั่นสินะ” แต่ให้พูดแนวที่ฟังแล้วรู้ว่าเราใส่ใจคู่สนทนา ทำให้เค้ารู้สึกมีค่า เช่น “สมแล้วที่เป็นคุณ” “ไม่เคยรู้มาก่อนเลย” “รสนิยมดีจัง” เวลาสนทนากันก็ต้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอ่อนโยนและตอบรับเป็นช่วงๆ  พยักหน้าแรงๆเมื่อถึงช่วงจริงจัง และอยู่นิ่งๆเมื่อถึงตอนไม่สำคัญ ( อ๋อ เอ๋ ค่ะๆ/ครับๆ อืม สมกับเป็นคุณ อื้อ สุดยอดไปเลย ) และจะดียิ่งกว่านี้หากเราสามารถบอกความคิดเห็นสั้นๆของเราไปด้วย

ถ้าอยากให้เค้าอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เราก็อาจทวนคำพูดของอีกฝ่ายในรูปแบบคำถามก็ได้ หรือทำให้อีกฝ่ายอยากคุยด้วยการถามแนวๆว่า “คุณทำอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า” เพื่อขยายขอบเขตการสนทนาให้เค้าเล่าเรื่องตัวเอง คนเรามักชอบที่จะได้รับคำชมในสิ่งที่ตัวเองทำเป็นกิจวัตร หรือเราอาจตั้งคำถามที่ดึงภูมิหลังหรือความทรงจำของอีกฝ่าย ถ้าเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งของ เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา ให้พุ่งเป้าการสนทนาไปที่ “เจ้าของ” ไม่ใช่ “สิ่งของ” และพยายามเลี่ยมคำถามแนวๆ “ทำไมล่ะ” เพราะสร้างความกดดันให้คนตอบ

หากการสนทนาดำเนินมาถึงหัวข้อที่เราไม่ถนัด หรือไม่เข้าใจ การที่เราแกลังทำเป็นเข้าใจ จะหมายถึงเรา “ไม่ใส่ใจ” แต่การถามอย่างกะตือรือร้น ผสมกับบอกความคิดเห็นของไปด้วย และสรุปคำตอบของอีกฝ่ายตอนท้าย จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเรา “ตั้งใจฟัง” เมื่อจบการสนทนาแล้วให้จดโน๊ตการคุยเล่นทันทีเพื่อบันทึกความทรงจำ เราควรจำข้อมูล ที่จำเป็นต่อการลดระยะห่างระหว่างกัน

*วิธีที่ช่วยให้สามารถลดระยะห่างได้ทันทีที่เจอกัน

2 วินาที คือช่วงเวลาที่ตัดสินความประทับใจแรกพบ ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนไม่รู้จักกันอย่างดีมาก่อน ไม่มีใครอยากพบปะคนสกปรกหรือเชยเฉิ่ม รวมไปถึงภาษากายที่ปิด ดูแล้วหม่นหมองไร้พลัง เราสามารถดึงดูดความสนใจคู่สนทนาด้วยการเล่าเรื่องเกินจริงเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่การโกหก แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจมากขึ้น หากสนทนาไปเจอช่วงที่ความคิดเห็นขัดแย้งกันให้พูดว่า ตัวเองไม่ทันได้คิดให้รอบคอบเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโต้งแย้ง หากต้องการชม ให้ชมพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองละสายตามองไปที่อื่นเพราะอีกฝ่ายจะรู้ว่าจริงใจกว่ามองหน้าแล้วชมอย่างโจ่งแจ้ง

*วิธีคุยเล่น ในการเจอกันครั้งถัดไป ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

คนส่วนใหญ่ลดกำแพงระยะห่างได้แค่ในครั้งแรกและก็ห่างเหินกันเมื่อเจอกันใหม่ ต้องมารีเซ็ทกันอีกรอบ จึงควรเข้าหาอีกฝ่ายและชวนคุยอย่างกะตือรือร้นถึงเรื่องที่เคยคุยกันครั้งก่อน (เป็นที่มาว่าทำไมถึงแนะนำให้จดโน๊ตเรื่องที่คุยเล่นไว้) เราอาจสร้างความประทับใจเพิ่มด้วยการหาของฝากราคาไม่แพงติดมือไปด้วยเมื่อเจอกันครั้งต่อมา ให้ความสำคัญกับการลงแรงและเวลาในการหาของฝากอย่าไปดูที่มูลค่าเป็นตัวเงิน หากโทรคุยกัน ก็ให้คุยด้วยความรู้สึกคิดถึง ใช้น้ำเสียงเดียวกับเวลาคุยกับเพื่อนที่คบมานาน

*วิธีพูดเข้าประเด็นสำคัญต่อจากการคุยเล่น

หลักการคือต้องรักษาบรรยากาศดีๆของการคุยเล่นขณะพูดประเด็นสำคัญ  การที่จู่ๆพูด “ว่าแต่ว่าวันนี้…” เป็นการทำลายความต่อเนื่องของการสนทนา อีกฝ่ายก็จะระแวงว่าหลังจากนี้จะเป็นอะไร ต้องการขายอะไร จะเอาอะไรจากฉัน ดังนั้น ให้เราปรับเป็นคำพูดที่มันลื่นไหล เป็นธรรมชาติ เช่น “จากที่คุยกันเมื่อกี้ทำให้นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้…” หรือ “เท่าที่ฟังมา ฉันคิดว่าน่าจะช่วยคุณได้…”  เป็นต้น เราควรฝึกเชื่อมโยงเพื่อให้เข้าประเด็นสำคัญจากการคุยเล่น เราสามารถทำให้อีกฝ่ายตั้งใจฟังมากขึ้นจนอยากจดโน๊ตเลยคือการบอกเนื้อหาโดยรวมในทำนองว่าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้มีอยู่ X ข้อ และสรุปประเด็นสั้นๆ หากอีกฝ่ายใช้ความคิดอยู่ ให้รอด้วยสีหน้าอ่อนโยนและไม่ต้องไปกลัวความเงียบ ไม่ต้องพูดแทรก ต่อให้อีกฝ่ายฏิเสธ แต่เขาก็จะรู้สึกประทับใจซึ่งส่งผลดีต่อการคุยเล่นและการพูดประเด็นสำคัญในคราวหน้าที่เจอกัน

*ฝึกคุยเล่น

เราสามารถฝึกคุยเล่นในชีวิตประจำวันได้ ยุคนี้การทักคนแปลกหน้าเป็นเรื่องยาก อาจเริ่มจากการถามคนที่อยู่ในลิฟต์ว่าไปชั้นไหน ฝึกพูดคุยเล็กๆน้อยๆ ที่ฟังแล้วเป็นคำพูดที่รู้สึกดีกับพนักงานตอนจ่ายเงิน ตอนเรียกพนักงานใช้เสียงที่กังวานในโพรงจมูกและปาก เราอาจลองไปร้านทำผมที่ไม่เคยไป คุยกับคนขับแท็กซี่ ไปงานเลี้ยงที่มีคนรู้จักน้อยเพื่อฝึกการคุยเล่น แม้กระทั่งลองคุยเล่นกับคนที่คิดว่ารับมือได้ยาก เล่าเรื่องที่ตัวเองเรียนรู้มาให้เพื่อนร่วมงานฟัง และอาจถึงขั้นอาสาเป็นพิธีกรงาน หรืองานที่ต้องกล่าวสุนทรพจน์ (เพราะคนทั่วไปคิดว่าสุนทรพจน์มันเป็นเรื่องน่าเบื่ออยู่แล้ว ถึงแม้เราพูดได้ไม่ดีก็ไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่)

เล็มนี้ขนาดเล็กกระทัดรัด อ่านจบภายใน 2 ชั่วโมง แต่พบว่าอัดแน่นไปด้วยเทคนิคดีๆมากมาย ทำให้เชื่อว่า การคุยเล่นนั้นสำคัญจริงๆ ในยุคที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจกระชับความสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจ เพราะมัวแต่หมกมุ่นก้มหน้าอยู่กับมือถือตัวเอง

แม้ว่าคนเราจะมีฐานะทางสังคมต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วเวลสนทนากัน มันจะเป็นเรื่องระหว่างคนกับคนเท่านั้น ซึ่งคุณภาพของความสัมพันธ์จะเป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นคนน่าไว้วางใจหรือไม่ ถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรง ไม่ใช่แค่ผิวเผิน ชีวิตก็จะมีแต่โอกาสดีๆวิ่งเข้าหา เพราะหลายๆครั้งโอกาสก็มาพร้อมกับผู้คนรอบตัวเรานั่นเอง

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น