129 – Future Mindset – เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้

129

Future Mindset – เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้

หลังจากอ่าน The Lost Skill ทักษะที่หายไปในศตวรรษที่ 21 แล้วก็ไปตามเก็บหนังสือของ ศาสตราจารย์ ดร. นภดล ร่มโพธิ์ อาจารย์ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะทราบมาว่าอาจารย์เป็นนักอ่านตัวยง มีสรุป และทำ Podcast แนะนำหนังสือมากมาย ถ้าสนใจไปติดตามต่อได้ที่ facebook page : Nopadol’s story

พอได้อ่าน “Future Mindset – เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้” จบ กลายเป็นว่าชอบมากกว่าเล่ม The Lost Skill อีก เพราะเล่มนั้นจะลงลึกแค่ทักษะที่หายไป แค่จัดสรรเวลาไปเติมทักษะนั้นก็น่าจะโอเคแล้ว แต่เล่มนี้เล่าถึงวิธีคิดซึ่งเอาไปใช้ได้จริงในโลกการทำงานยุคใหม่ อ่านไปก็พยักหน้าเห็นด้วยไปยังเสียดายที่น่าจะได้อ่านเร็วกว่านี้ เพราะในยุคที่โลกหมุนไวมาก ไม่ใช่แค่ความรู้ หรือทักษะที่ล้าสมัย แต่ “วิธีคิด” ของเราก็อาจล้าสมัยได้ด้วยเช่นกัน ต่อไปนี้เป็นข้อคิดที่ชอบจากหนังสือเล่มนี้

  • Don’t follow your passion แต่ให้ follow your effort แทน เพราะการทำสิ่งที่เราทำได้ดี ทำไปเรื่อยๆจะเก่งขึ้นเองและความชอบก็จะตามมาเอง บางครั้งการทำตามความฝันอาจเป็นการทำลายความฝันของเราไปหากพบว่าเราต้องบังคับตัวเองให้ทำเป็นงานหลัก ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่มี passion ในการเข้าครัวทำอาหารจะต้องเป็นเชฟ หรือคนที่ชอบฟุตบอลมากๆ จะต้องเป็นนักฟุตบอล
  • ปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอด และด้วยทรัพยากรที่จำกัด เราควรโฟกัสที่ ปัญหา 20% ที่สร้างผลกระทบ 80% ของความเสียหายทั้งหมด การจะหาให้เจอ ให้ใช้ P-I Matrix คือการวัดสองด้าน P -Performance ระดับของผลการดำเนินงาน และ I = Importance ระดับความสำคัญ จะจัดกลุ่มได้ดังนี้
    • เราทำได้ดีมาก และสิ่งนั้นสำคัญมาก – รักษาระดับไว้
    • เราทำได้ดีมาก แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญ – ทุ่มเทผิดที่ เอาเวลาไปทำสิ่งสำคัญดีกว่า
    • เราทำได้ไม่ดี และสิ่งนั้นไม่สำคัญ – ปล่อยไว้ ไม่เป็นไร หรือเอาไปให้คนอื่นทำ
    • เราทำได้ไม่ดี และสิ่งนั้นสำคัญมาก – ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน พยายามลดสิ่งที่ตกอยู่ในข้อนี้ให้มากที่สุด

              ให้โฟกัสที่ข้อ 1 กับ 3 คนสำเร็จไม่ได้มีเวลามากกว่าคนอื่น แต่เลือกใช้ทรัพยากรและเวลา อย่างถูกจุด

  • Benchmarking คือทางลัดของความสำเร็จ ถ้าปัญหาที่เราเจอไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ต้องเปลืองแรงและเวลาระดมคนมาแก้ปัญหา แต่ให้ไปหาว่าคนที่เค้าเจอปัญหาแบบนี้มาก่อนแก้ปัญหาอย่างไร เราเลยแค่ไปเทียบเคียงและเอาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดมาปรับใช้
  • หาภาวะลื่นไหล (Flow) ของเราให้เจอว่าอยู่ช่วงไหน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ Productivity เกิดขึ้นสูงสุด มันจะเป้นช่วงเวลาที่เราบางสิ่งบางอย่างจนเพลินลืมเวลา และพบว่างานเดินหน้าไปเร็วมากโดยไม่รู้ตัว บางคน flow อยู่ช่วงเช้ามืดเพราะปราศจากสิ่งรบกวน บางคนอยู่ช่วงหัวค่ำเพราะงานเสร็จหมดแล้ว สมองโล่ง เป็นต้น
  • ถ้าอยากได้ผลลัพธ์มากในเวลาจำกัด อย่าลืมกฎของ Pareto 80/20 เลือกดีๆว่างานไหนสำคัญจริงๆ เพราะต้องยอมรับว่าเราไม่อาจทำทุกเรื่องในระดับที่ดีที่สุดได้
  • ประชุมให้มีประสิทธิภาพ ให้มีแต่เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเข้า มี Agenda ชัดเจน ตรงต่อเวลา เตรียมข้อมูลมาก่อน พูดให้อยู่ในประเด็น ประชุมเสร็จแล้วควรมีการลงมือทำ และอย่าใช้อารมณ์
  • เลิกวัฒนธรรมทำงานดึก ให้ Work Smart not Work Hard แทน ถ้าพบว่าพยายามแล้ว งานก็ยังเยอะจนต้องอยู่ดึกๆ บริษัทจะมีแต่เสียกับเสีย เพราะต้องจ่าย OT ค่าล่วงเวลาแลกกับชั่วโมงการทำงานที่ Productivity ต่ำ เป็นบ่อยๆอาจต้องพิจารณาจ้างคนเพิ่มอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้
  • เทคนิคจัดการเวลา คือ เลือกงานที่จะทำ จัดลำดับความสำคัญ เลือกเวลาในการทำงาน  (งานยากๆไว้ตอนเช้า เพราะเรายังมี Willpower เต็มเปี่ยม) ส่วนเช็คเมล์หรือดู Social เก็บไว้ทำตอนเราเหนื่อยจากงาน ถือว่าเป็นการพักไปในตัว ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เช่น ฟัง Podcast ฝึกภาษาระหว่างออกไปเดินออกกำลังกาย เลือกทางที่ทำให้บรรลุเป้าหมายโดยใช้เวลาน้อยที่สุด เช่นเรียนออนไลน์แทนเดินทางฝ่ารถติดไปเรียนถ้าคุณภาพไม่ต่างกัน แบ่งงานให้คนอื่นทำ เช่นไม่เก่งเรื่องออกแบบก็จ้างมืออาชีพทำ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และต้องรู้จักปฏิเสธแบบ win-win ด้วย
  • คนเรามักกลัวความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่ากลัวว่า “โอกาส” จะหายไป เช่น เรากลัวไฟไหม้บ้าน กลัวสุขภาพเสื่อม กลัวรถโดนเฉี่ยวชน แต่เราไม่กลัวเวลาที่ใช้แบบเรื่อยเปื่อยว่าจะขโมยโอกาสดีๆมากมายไป เราจึงต้องบริหารโอกาสให้เป็น เวลาเลือกทำอะไรสักอย่างถ้ามีโอกาสสำเร็จสูงและถ้าทำสำเร็จ แล้วจะดีกับชีวิตเรามาก อย่าปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดไป
  • โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่ใจเราต้องการทุกเรื่อง เราจึงต้องมี GRIT กับสิ่งที่เรารัก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ว่าเค้ามี IQ สูง หรือบ้านรวยมาก่อน แต่มาจากการมี passion (ความลุ่มหลง) และ Perseverance (ความอดทนไม่ย่อท้อ) เพราะถ้าไม่มีความอดทนทำอย่างต่อเนื่องก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
  • เวลาจะทำอะไรให้ได้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์แบบเราอาจต้องทุ่มเวลาและทรัพยากรมหาศาล แต่หลายสิ่งก็อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป เช่นเราตั้งเป้าว่าจะให้ลูกค้าพึงพอใจ 100% ถ้าได้มา 95 % แล้วมันแปลว่าคนที่เหลืออยู่ 5% ต้องการอะไรมากกว่านี้ เช่น ราคาถูกกว่านี้ วัสดุดีพรีเมียมกว่านี้ ถ้าเราทำตามความต้องการของลูกค้าทุกคนเพื่อความสมบูรณ์แบบ ผลก็จะจบที่ทุกคนชอบสินค้าเราแต่เราขาดทุน เหมือนกับคนที่เกียรตินิยม เขาไม่ได้คะแนนเต็ม 100 วิชาเดียวแล้วได้ 0 วิชาอื่น แต่คือคนที่ได้คะแนนสูงๆ ทุกวิชาต่างหาก
  • อย่าเป็นคน NATO – No Action Talk Only ชอบวิจารณ์เชิงตำหนิ ชอบประชุม แต่ไม่ลงมือทำ ไม่มีผลงานชัดเจนว่าทำอะไรบ้าง เพราะคนแบบ NATO จะเป็นตัวถ่วงความเจริญขององค์กร
  • งานในฝัน จะมีลักษณะแบบนี้ มีอิสระสูง ตรงกับความเชี่ยวชาญของเรา ให้คุณค่ากับคนจำนวนมาก สร้างรายได้ให้เราดี
  • เราคงบริหารจัดการเวลาได้ถ้าเรามีแต่ yes อย่างเดียว ต้องรู้จักเทคนิคปฏิเสธงาน โดยใช้ Yes-No-Yes! คิอต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงจะปฏิเสธ แล้วอธิบายด้วยเหตุผลว่าทำไรเราถึงจะ No และปิดท้ายด้วย Yes ของอีกฝ่ายคือให้เวลาและอำนาจในการตัดสินใจให้เขาเลือกเอง
  • คนสำเร็จ กับ คนล้มเหลว ต่างกันแค่คำว่า “จะ” คนสำเร็จจะพูดคำนี้แค่ครั้งสองครั้ง พอต่อมาเราจะไม่ได้ยินเค้าพูดแล้วเพราะเค้าได้ลงมือทำแล้ว แต่คนล้มเหลวจะมี  “จะ” อยู่เรื่อยไป ทั้งเรื่องเดิมและเรื่องใหม่ๆ
  • หยุดพักเป็นช่วงๆ เช่น ทำงาน 20 นาที พักสายตาสักแป๊บนึงมองไปที่ไกลๆสัก 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที หรือถ้าเริ่มล้า ให้งีบหลับ15-25 นาทีจะทำให้สมองสดชื่นขึ้น อาจจะเบรคโดยการไปคุยกับคนอื่นหรือหาอะไรฟัง สัก 10 นาที
  • ปัจจัยที่ทำให้ทีมทำงานสำเร็จ คือการทำงานสอดประสานกัน (Synchronization) ซึ่งอาจฝึกได้จากกิจกรรมเหล่านี้ ฝึกร้องคอรัส ฝึกวิ่ง ฝึกพายเรือลำเดียวกัน ฝึกเต้น เรียนโยคะ ทำอาหารด้วยกัน
  • หัวหน้าสามารถทำให้ทีมทำงานได้ดีขึ้นโดยการ ตอบอีเมล์ให้เร็ว เล่าเรื่องที่เคยประสบความล้มเหลว สร้างกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นทีม เช่นร้องเพลงร่วมกัน เล่นกีฬาสี ทำ Jigsaw Classroom แบ่งคนแต่ละกลุ่มให้ไปศึกษาเรื่องต่างๆกัน
  • เวลาที่เราเริ่มทำบางสิ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สถานการณ์ที่เราควรเริ่มเป็นคนแรก คือ เมื่อเราไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ถูกเลือกอยู่แล้ว เมื่อคู่แข่งมีจำนวนไม่มาก ถ้าต้องสัมภาษณ์กับคนอื่นๆที่เก่งกว่า ในทางกลับกัน เราไม่ควรเริ่มเป็นคนแรก ถ้าเรามักเป็นคนที่เขาจะเลือกอยู่แล้ว เมื่อมีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมาก เมื่อต้องเข้าแข่งขันในกรณีที่มีข้อมูลไม่มากนัก และเมื่อต้องเข้าแข่งกันกับคนที่ไม่เก่งมากนัก
  • จากหนังสือ When ของ Daniel Pink แบ่งคนออกมาเป็น 3 ประเภท คือ
    • นกลาร์ค แทนคนที่นอนเร็วตื่นเช้า บนโลกมีประมาณ 14 %
    • นกฮูก แทนคนนอนดึก ตื่นสาย มีประมาณ 21%
    • นกประเภทที่สาม (Third Bird) กึ่งกลางระหว่างสองประเภทแรก คนส่วนใหญ่กว่า 65% อยู่ในกลุ่มนี้
Source : Daniel Pink

โดยวิธีเช็คคือ เอาเวลาเข้านอนและเวลาตื่นหาจุดกึ่งกลาง ถ้าจุดกึ่งกลางอยู่ระหว่าง เที่ยงคืนถึงตีสาม คือนกลาร์ค ถ้าเป็นตีสามถึงตีห้าครึ่ง เป็น Third Bird ถ้าหลังจากตีห้าครึ่งถึงเที่ยงวันเป็นนกฮูก

เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นนกประเภทไหน เราก็จะเลือกทำงานที่ต้องการสมาธิและใช้การคิดวิเคราะห์มากๆได้ถูกต้องตามธรรมชาติของเรา เช่นถ้าเราเป็นนกลาร์คเวลาที่เหมาะทำงานสำคัญอยู่ในช่วงเช้า นก Third bird ควรทำตอนสายๆก่อนเที่ยง สำหรับนกฮูกจะอยู่ช่วงบ่ายๆ และผลวิจัยบอกว่า คนส่วนใหญ่จะอารมณ์ดีตอนเช้า และเพิ่มขึ้นจนถึงเที่ยง แต่พอตกบ่ายจะค่อยๆลดลงจนถึงบ่ายสามและค่อยกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง (ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นนกฮูก เวลาก็จะขยับออกไป) ดังนั้นเราต้องปรับตัวตามประเภทที่เราเป็นและคนที่เราจะคุย

  • โลกการทำงานมี 2 ใบ คือ ต้องอย่าเอามาปนกัน

โลกทางตลาด (Market Norms) เป็นโลกที่ไว้และเปลี่ยนระหว่างเงินกับสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เธอทำสิ่งนี้ให้ฉัน ฉันจะให้เงินเธอ และ โลกทางสังคม (Social Norms) คือโลกที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เช่นเราช่วยเพื่อนวันนี้ วันหน้าหากมีโอกาสเพื่อนอาจจะช่วยเราบ้าง จำไว้ว่าเงินไม่อาจทำให้แรงจูงใจที่เกิดจากโลกทางตลาดมาชดเชยแรงจูงใจที่เกิดจากโลกทางสังคม ถ้าจะจูงใจคน ต้องดูก่อนว่าเขาอยู่ในโลกใบไหน

  • สิ่งที่ทำให้เราพอจะสู้กับ AI ได้คือ ทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการบริหารจัดการคน ทักษะการประสานงานกับคนอื่น ความฉลาดทางอารมณ์ ความสามารถในการตัดสินใจ การบริการ การต่อรอง การยืดหยุ่นทางความคิด ดังนั้นอย่ารอให้ AI มาทำงานแทนเรา ก็ต้องปรับตัวกันไป

งานเขียนของอาจารย์นพดลเป็นสิ่งที่ตกผลึกจากประสบการณ์จริง จากการอ่านหนังสือดีๆหลายๆเล่ม ถ้าเราสนใจในถนนสายพัฒนาตัวเอง การได้เสพงานของกูรูที่ถ่ายทอดมาให้เราได้ย่อยง่ายๆนับว่าเป็นเรื่องที่ควรค่าที่จะสละเวลาของเรา เล่มนี้อ่านวันเดียวจบ ใช้เวลาน้อยกว่าดูซีรีย์ตอนนึงอีก ลองดูแล้วกันเนอะ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#FutureMindset #เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น