128 – คนที่เก่งขึ้นทุกวันเขาทำงานด้วย Mindset แบบนี้

128

คนที่เก่งขึ้นทุกวันเขาทำงานด้วย Mindset แบบนี้

หน้าปกไม่ดึงดูดใจเท่าไหร่ แต่ชื่อหนังสือและโปรไฟล์คนเขียนทำให้หยิบเล่มนี้มาจ่ายตังโดยไม่คิดมาก เป็นหนังสือแปลจากภาษาเกาหลีที่เขียนโดย ชเวฮเยอึน และจัสมิน ฮัน ผู้เป็นนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบชีวิตการทำงาน

“มนุษย์ทุกคนไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ถ้าปราศจากงาน” ถ้าไม่มีงาน ชีวิตเราจะน่าเบื่อและไร้ความหมาย เหมือนหายใจทิ้งไปวันๆรอวันสิ้นอายุขัย

อย่ามองว่า “งาน” ในที่นี้ หมายถึงงานที่ทำเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น งานดูแลบ้าน สวน งานฝีมือ จิตอาสา ก็นับว่าเป็นงานทั้งนั้น งานมีทั้งงานที่ดี และงานที่ไม่ดี ถ้าอยากใช้ชีวิตให้มีความหมาย จงเลือกทำแต่งานที่ดี สุจริต และไม่ขัดต่อค่านิยมตัวเอง

“งาน” คือการสร้างสรรค์ ตัวเราเองเป็นผู้รับผิดชอบงาน แต่ “การใช้แรงงาน” คือการทำตามคำสั่ง ที่ตัวเราเป็นผู้ถูกงานเบียดเบียน ต้องลองพิจารณาดูว่าจริงๆแล้ว เรากำลังทำงานหรือใช้แรงงานกันแน่

ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร อยู่ในอุตสาหกรรมไหน เป็นงานประเภทอะไรก็ตาม จงเป็นนักออกแบบงาน เพราะความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการใช้ชีวิตเป็นนักออกแบบงานคือ อิสระที่ได้จากการทำงาน เมื่ออำนาจอยู่ในมือเรา เราจะกำหนดชีวิตตัวเอง กำหนดสิ่งที่เราทำ และกำหนดทิศทางของเราเอง

เราควรรู้จักพิกัดของงานก่อนว่ามีอะไรบ้าง และเรากำลังดำเนินอยู่จุดไหน พิกัดของงานมีตั้งแต่ การได้งาน การเลื่อนตำแหน่ง การย้ายงาน (ย้ายไปทำส่วนงานอื่นๆในองค์กรเดิม) การเปลี่ยนงาน (การเปลี่ยนองค์กรใหม่) และ การสร้างอาชีพ สร้างธุรกิจ

ชเวฮเยอึน และจัสมินได้เขียนถึง 10 สาเหตุที่ส่งผลให้คนมีความสุขกับงาน หรือกลายเป็นคนหมดใจกับการทำงาน มีดังนี้

  1. ประสิทธิภาพ –ประสิทธิภาพในการทำงานประกอบด้วย ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เช่น ความรู้หรือทักษะในงานนั้นๆ และ ทัศนคติที่จำเป็นต่อการทำงานให้เสร็จ เช่น การจัดการความเครียด หรือ EQ เราต้องทำให้ความสามารถของเรากับงานสมดุลกันจึงจะรู้สึกมั่นคง และคิดว่าตัวเองมีประสิทธิภาพ
  2. ความสนุกสนาน – สิ่งนี้จะปรากฎเมื่อมนุษย์มีความต้องการพื้นฐาน 3 ข้อ คือ ความมีอิสระในตนเอง (Autonomy) การมีความสามารถ (Competence) การมีปฏิสัมพันธ์ (Relatedness) เมื่อมีครบ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการทำงาน โดยที่ไม่ต้องรอใครสั่ง
  3. ความหมายของงาน เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรายังทำงานต่อไปได้ พิจารณาจากคำถาม 4 ข้อ งานสำคัญต่อฉันไหม (Significance) งานที่ทำมีประโยชน์หรือเปล่า (Usefulness) งานที่ทำอยู่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร (Understanding) และงานเข้ากันได้ดีกับตัวฉันหรือเปล่า (Identity)
  4. ความสัมพันธ์ ความพึงพอใจในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่ได้เจอในการทำงาน ซึ่งถ้าเรามีความสัมพันธ์ดีจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ ความหมาย การยอมรับ ความสนุกสนาน ในการทำงานตามไปด้วย เช่นเดียวกันหากความสัมพันธ์ไม่ดี ก็ส่งผลต่อความสุขในที่ทำงานไปเต็มๆ
  5. การยอมรับ หัวใจสำคัญของการยอมรับเป็นเชื้อเพลิงกระตุ้นการทำงานให้เสร็จ ประเมินความสามารถของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา รู้ข้อบกพร่อง และชมในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี จะช่วยให้เราเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของตน และทำให้คนยอมรับในตัวเราได้
  6. วิสัยทัศน์ ถ้าลองคิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เรายังอยากทำงานนี้อยู่ไหม ถ้าไม่ ก็ควรเริ่มกังวลกับอนาคต  ถ้าความสนุกสนานและความหมาย เป็นตัวบอกสภาพจิตใจปัจจุบัน วิสัยทัศน์ ก็เป็นตัวชี้ทางอนาคต ดังนั้น เราจึงควรเลือกทำงานที่วิสัยทัศน์องค์กรตรงกับวิสัยทัศน์ของตัวเองแม้จะเป็นบางส่วนก็ตาม
  7. หน้าที่ เราต้องรู้ว่าหน้าที่ของเราคืออะไร เหมาะกับตัวเราหรือไม่ เคยครุ่นคิดถึงความต่างของงานที่คาดหวังกับงานที่ทำอยู่จริงๆหรือไม่ และจะทำอย่างไรถึงจะได้ทำงานตามที่ตั้งใจไว้
  8. การตอบแทน ส่งผลต่อความสุขในการทำงานแน่นอน ทั้งรายรับ โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การเลื่อนขั้น ฯลฯ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่างานเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ
  9. วัฒนธรรมองค์กร แทนที่จะแยกว่าวัฒนธรรมองค์กรนี้ดีหรือไม่ดี ให้พิจารณาความเข้ากันได้ของตัวเราและองค์กรดีกว่า เพราะถ้าเข้ากันได้ มันจะกลายเป็นขุมพลังในการทำงานได้
  10. สภาพแวดล้อม ทางกายภาพที่อยู่รอบสถานที่ทำงาน เช่น ระยะทางการเดินทางจากบ้านไปทำงาน ที่ทำงานเสียงดังหรือไม่ คับแคบไปหรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน

ก็ต้องดูว่าสำหรับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เราพอใจในแต่ละข้อมากน้อยแค่ไหน และเราเรียงลำดับความสำคัญแต่ละข้ออย่างไร ก็พอจะบอกได้คร่าวๆว่างานที่เราทำอยู่นั้นตอบโจทย์ชีวิตหรือไม่

ทีนี้ แล้วเราจะสร้างสรรค์งานตามความพอใจของเราได้อย่างไร มารู้จักทฤษฎี 4S ที่เปรียบเทียบชีวิตงานกับการเจริญเติบโตของต้นไม้กัน

Seed – เราทุกคนเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ น่าเสียดายถ้าเราทำงานไปวันๆโดยไม่รู้ว่าเราจุดแข็งตัวเองคืออะไร วิธีรู้จักตัวเอง มีดังนี้

  1. ตีความประสบการณ์ของตัวเอง ตาม ประสบการณ์ (Experience)  เหตุการณ์ (Event) ความพยายาม (Effort) สิ่งที่ได้รับ (Earning)
  2. รู้จุดแข็งของตัวเอง นักจิตวิทยาบอกว่าสติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้าน แต่ละคนมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ มิติสัมพันธ์ ร่างกาย การเคลื่อนไหว ดนตรี มนุษย์สัมพันธ์ การเข้าใจตนเอง ธรรมชาติวิทยา แต่ถ้าไม่ฝึกฝนความฉลาดเหล่านั้นก็จะหายไป
  3. ลงทุนกับประสบการณ์และคุณค่าของชีวิต คิดถึงสิ่งที่อยากให้คนจดจำเมื่อเราจากไป

Soil – เพราะงานเป็นสิ่งที่ทำให้คนๆหนึ่งมีที่ยืนในสังคม เราจึงจำเป็นต้องหาที่ทางที่เหมาะสมที่จะเติบโตได้ และโลกที่เราพบเจอผ่านการทำงานเปรียบเสมือน “ดิน” เราต้องค้นพบดินที่เหมาะกับเราให้เจอ แต่ถ้าหาไม่เจอ เราก็สามารถบุกเบิกดินผืนใหม่ได้ และยังสามารถปรับปรุงดินที่รกร้างให้เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ได้ด้วย โดยเราสามารถ

  1. สลายเส้นอาณาเขต ไปในที่ๆไม่เคยไป ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เคยใช้
  2. บันทึกการสังเกตที่เราเป็นคนเขียน เพราะไม่มีใครเดาได้ว่าดินชนิดใดเหมาะกับเมล็ดพันธุ์แบบใด เราต้องสะสมข้อมูลผ่านประสบการณ์ของเราเอง
  3. ทำความรู้จักลูกค้า ในที่นี้ ลูกค้าคือใครก็ตามที่ได้รับอิทธิพลจากงานของเรา อาจเป็นลูกค้าปลายทางจริงๆที่จ่ายเงินให้เรา หรือลูกค้าที่เป็นพนักงานด้วยกัน ไม่ได้จ่ายเงินให้เรา เพียงแต่งานของเราเป็นการให้บริการพวกเขา

Sprout – คือการแตกหน่อของต้นกล้า เป็นการเชื่อมโยงของเมล็ดพันธุ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากงานที่ตัวเองทำ ว่ามีความไม่สะดวกแบบไหนและเราจะทำอะไรเพื่อเติมเต็มความไม่สะดวกเหล่านั้นได้บ้าง การแตกหน่อของต้นกล้าจึงไม่ได้มาจากตัวเอง แต่มาจากสายตาของลูกค้า ดังสมการที่ว่า (Seed + Soil) X Customer Values = Sprout

Stem – คือการเลี้ยงดูลำต้นให้แข็งแกร่ง ถ้าไม่มีการลงมือทำและฝึกฝน ก็คงจะยากที่จะเลี้ยงให้ต้นไม้เติบโต

ไม่มีผู้ใดเอาชนะผู้ที่ลงมือทำ  ต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน หรือมีความกล้ามากมายเพียงใดก็ตาม ไม่ทำผลงานก็ไม่เกิด

เทคนิคตัวช่วยคือ

  1. แค่พูดสิ่งที่คิดก็ทำให้ชนะได้ ใช้ Storytelling ในการเล่าเรื่อง ฉันจะใช้…….(Seed: ประสบการณ์ จุดแข็ง คุณค่า) ให้แก่ ……(Soil : ฐานลูกค้าและความต้องการ) ลูกค้าของฉัน โดยการให้ (Sprout : การจัดหา บริการ อิทธิพล)  
  2. ยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเอง แม้ว่าไม่มีงานใดในโลกที่เราทำได้เองโดยลำพัง เราต่างเติบโตผ่านการช่วยเหลือ การสนับสนุน และคอนเนกชั่นที่มีรอบตัว
  3. วิธีทำให้ไอเดียเป็นจริง เมื่อมีเป้าหมายว่าอยากเติบโตไปในทางใด เราควรศึกษาส่วนที่จำเป็นเพื่อสร้างสรรค์งานให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น

เรียนอะไรดี คือ ขอบเขตความรู้

ฝึกอะไรดี คือ ขอบเขตของทักษะ

ลองทำอะไรดี คือ ขอบเขตของประสบการณ์

การจะสร้างสรรค์งานให้สำเร็จ ย่อมต้องเจอทั้งความลำบากและปัญหาที่ต้องแก้ไขตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ยอมละทิ้งการหางานที่ตัวเองต้องการ ทนสร้างสรรค์งานของตัวเองต่อไปเงียบๆ จะช่วยทำให้คนๆนั้นรู้ว่า ที่จริงแล้วตัวเองนั่นแหละที่เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก และจะทำให้ตัวเองมีความยืดหยุ่นเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก

จุดเปลี่ยนในงานของเราอาจะเริ่มต้นที่ประสบการณ์เลวร้ายในชีวิตก็ได้ จำไว้ว่าทุกคนย่อมมีขาลงในชีวิต และแน่นอนก็ต้องมีขาขึ้นด้วย

อุปสรรคในการสร้างสรรค์งานที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงจุดเดือดเพราะมัวแต่คิดว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเลวร้ายเป็นพิเศษแล้วเราจะเปลี่ยนทำไม มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรือ ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือ ฉันจะทำได้จริงๆหรือ แล้วก็ล้มเลิกไป

ทั้งๆที่อยากเปลี่ยนแปลงใจจะขาด แต่พอได้เผชิญหน้ากลับถอยหนี นักสร้างสรรค์งานจึงควรมีความอดทน ถ้าทำดีที่สุดแล้วขอให้รอคอยแทนที่จะกระวนกระวายใจ และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะพาเราไปสู่จุดใหม่ที่ดีกว่าเดิม และเอาเวลาไปทำสิ่งอื่นๆที่มีประโยชน์ระหว่างรอดีกว่า นอร์แมน วินเซนต์ พีลล์ กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่รู้ว่าต้องรออย่างไร ย่อมได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาในช่วงเวลาที่เหมาะสม”

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ควรทำควบคู่ไปกับการทำงาน คือ การพักผ่อน เพราะมันเป็นการชาร์จพลังให้เราได้รับพลังงานใหม่ และขยายกรอบความคิดใหม่ๆ เราสามารถพักผ่อนแบบมีประสิทธิภาพได้โดยการพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆในชีวิตประจำวัน ไปในที่ๆไม่เคยไป การได้อยู่ห่างจากงานบ้างจะทำให้ความกังวลลดลง สมองปรอดโปร่ง และมีสายตาเฉียบคมขึ้น พร้อมกลับมาทำงานอย่างสดชื่น เหมือนต้นไม้ที่ได้รับการรดน้ำ

อ่านเล่มนี้แล้ว เซอร์ไพรส์มาก มันทำให้เจ้ได้ฟื้นฟูความเป็นมิตรกับงานตัวเอง นับว่าดีมากๆเลยแหละ

ด้วยรักจากเจ้

#FromYourSis

#คนที่เก่งขึ้นทุกวันเขาทำงานด้วยMindsetแบบนี้

เผยแพร่โดย Fromyoursis

A Gift from your sis - my personal output, hope some of them could inspire you to live a better life.

ใส่ความเห็น